ทุกข์ที่เกิดซ้ำ เพราะใจมันพร่ำเพ้อ หาหัวใจให้เจอก็เป็นสุข.. Don't worry.. Be happy..
Group Blog
 
All Blogs
 

บทเรียนที่ 3 : อุ้มไก่ไปปล่อยสถานฑูตฯ 1 เล้า

ขออภัยเพื่อน ๆ พี่ ๆ ทั้งคนที่ซุ่มอ่านโดยตั้งใจและแอบอ่านโดยเปิดเผย หายไปเกือบเดือน เนื่องจากติดภาระกิจการงานมากมาย (อ้างประจำ) พอว่าง Web Blog ก็ดั๊นปิดซ่อมซ่ะอีก กว่าจะได้มา Up Blog ก็เป็นเดือนอย่างที่เห็น....... เป็นความบกพร่องโดยสุจริตคร๊าบบบบบบบ

หมายเหตุต้นเรื่อง - ขณะที่ผมไปขอ VISA นี้ (ก.ย. 49) สถานฑูตญี่ปุ่นและสำนักงานกงศุล ยังตั้งอยู่ที่ ถ.อโศก นะครับ ยังมิได้ย้ายไปอยู่หลังสวนลุมฯ บอกก่อนเด๋วบางท่านอาจจะงง

ตอนนี้ว่าด้วยการไปขอ VISA ที่สถานฑูตญี่ปุ่น พอพูดถึงสถานฑูตญี่ปุ่น สิ่งที่นึกได้เป็นลำดับแรกคือมันต้องอยู่ตรงสี่แยกเพชรบุรี-อโศก ได้การล่ะ! อยู่ตรงข้ามกับทางออกสถานีรถใต้ดินพอดี ไม่ต้องเดินไกล อิ อิ.... ด้วยความมั่นใจแต่ไร้สติ และ Self สุด ๆ แบบไม่ปรึกษาใคร ว่าแล้วพอเช้าวันพุธ ไอ้กระผมก็แบกเอกสารใส่เป้ แล้วนั่งรถใต้ดินไปลงสถานีเพชรบุรีตั้งแต่ยังไม่ 7 โมงเช้าดี โผล่ออกมาก็รีบจ้ำอ้าวมาที่หน้าประตูสถานฑูต พร้อมกับความมั่นสุด ๆ ว่าตูข้าต้องมาถึงคนแรกแหง๋ม ๆ

"มาติดต่ออะไรครับ" พี่ รปภ. หน้าเหี้ยมร้องถาม หลังจากที่เห็นหนุ่มหน้าตาเหมือนผู้ก่อการร้ายเกาหลีตัวดำ ๆ แปลกเป้เก่า ๆ มาเดินป้วนเปี้ยนหน้าสถานทูต คล้าย ๆ ว่าจะเป็นมือระเบิดพลีชีพ!!

"ม..มา ทำ VISA ไปญี่ปุ่น ค..ครับ" ไอ้หนุ่มกระเหรี่ยง ที่มิใช่เกาหลี(เหนือ)คนนั้น ตอบไปอย่างตะกุกตะกัก.....

"ไม่ใช่ที่นี่ครับ คุณต้องเดินไปที่กงศุล ตึกเสริมมิตรฯ นู่น" ตรงนี้เป็นที่ทำการสถานีฑูตอย่างเดียว!!!!" พี่ รปภ. เปลี่ยนจากหน้าเหี้ยม เป็นรอยยิ้ม ประมาณว่า เจอไอ้บ้านนอกหลงมาผิดที่อีกคนล่ะ...

แป่วววววววววววววววว!!!!!!! ตูว่าแล้ว ทำไมไม่เห็นมีใครมาซักกะคน ว่าแล้วก็รีบโกยเศษใบหน้าที่หล่นแตกเต็มพื้นใส่กระเป๋า แล้วรีบเดินจ้ำบึดจากไปอย่างรวดเร็วปานฟ้าแล่บ บ้านนอกจังตู พึ่งจะรู้ว่า สถานฑูต กับที่ทำ VISA ของญี่ปุ่นมันอยู่คนละที่กัน

เดินข้ามมาอีกฝั่งถนน เจอพี่วินมอเตอร์ไซด์ ถามว่า "ไปตึกเสริมิตรใช่ไหม...? นั่งมอไซด์ไปไหม เดินไกลนะ..." (เอะ แกรู้ได้งัย สงสัยจะแอบเห็นผมไปปล่อยไก่ที่หน้าสถานทูต) ว่าแล้วผมก็ตอบไปอย่างสุภาพว่า ยังเช้าอยู่ ขอเดิน ออกกำลังดีกว่าครับ... (ไม่ใช่หยิ่งหรอกครับ อายหน่ะ)

เวลาแล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาเดินต่อ ... แล้วก็พบว่า มันไกลจริง ๆ ด้วย เพราะสถานีเพชรบุรีมันอยู่ปลายด้านหนึ่งของถนนอโศก แต่อาคารเสริมมิตร มันอยู่เกือบอีกปลายด้านหนึ่งของถนน นึกว่าเดินใกล้ๆ ที่ไหนได้เกือบกิโล มารู้ทีหลังว่าจากคุณเพื่อนที่โทรมาทักทายยามเช้า พร้อมกับสมน้ำหน้าไปในตัวที่ไม่ยอมปรึกษามัน ว่า เดินขึ้นจากสถานีสุขุมวิท จะใกล้กว่า แต่ก็นั่น รู้เมื่อสาย ก็ต้องเดินต่อไป

วิบากเวร ยังไม่จบง่าย ๆ ครับ ระหว่างทาง มีน้องหมาตัวหนึ่งนอนเฝ้าหน้าร้านขายหนังสือพิมพ์อยู่ ตัวใหญ่อ้วนปั้กเชียว ท่าทางก็ดูสงบไม่ทำร้ายใครดี มีคนเดินผ่านตั้งหลายคน น้องหมาตัวนี้ก็ได้แต่นอนมองอย่างใจดี แต่... พอผมเดินผ่านไปเท่านั้นแหละ มันก็เริ่มคำราม และทำท่าจะวิ่งไล่ฟัดผมซ่ะงั้น เวรล่ะซิตู จะได้กัดกับหมาก่อนทำ VISA ก่อนไหมล่ะ.....

โชดดี ที่พี่วินมอไซด์แถวนั้นมาช่วยห้ามน้องหมาไว้ทัน แถมยังบอกแถมท้ายมาด้วยว่า "ปกติน้องหมาตัวนี้มันไม่เคยไล่กัดใครนะ"

สงสัยว่าหน้าตาผมคงจะกวนประสาทหมาไป(ไม่)หน่อยล่ะมั๊ง.........

เดินถึงตึกเสริมมิตรก็ยังไม่ 8 โมงดี พอจะขอขึ้นไปบนตึก รปภ. สาว(ใหญ่) ก็บอกว่า ยังไม่ถึงเวลา เปิด 8 โมงครึ่ง ให้รอก่อน ก็เลยไปนั่งโอ้เอ้กินกาแฟรอแถว ๆ นั้น นั่งเพลินไปหน่อย เพราะมันใจ(อีกแล้ว)ว่ายังเช้า คนเขาไม่มากันหรอก...... เลยนั่งต่อซ่ะจนเกือบ 9 โมง

ที่ไหนได้พอขึ้นไปบนสำนักงานกงศุลเท่านั้นแหละ เจอคลื่นมนุษย์ รอคิวกันหน้าประตูยาวเหยียด ขนาดผมว่ามาเช้าแล้วยังจับได้คิวที่ 69 (เลขสวย หรือ ซวยกันหว่า?) อารายกันเนี๊ยะ.... ทำไมญี่ปุ่นมันฮิตเยี่ยงนี้ ขอเตือนทุกท่านว่า ถ้าจะไปขอ VISA ควรไปแต่เช้าเลยนะ อย่ามาทำเต๊ะจุ๊ยกินกาแฟอย่างผม

นั่งรอซักครู่ใหญ่ ๆ เจ้าหน้าที่เขาก็เรียกไปส่งเอกสาร ผมไม่ขอเล่ารายละเอียดตรงนี้ล่ะกัน เพราะไปหาอ่านใน Web ของสถานฑูตก็ได้ เด๋วจะกลายเป็นสารคดีไป เจ้าหน้าที่กงศุลถามผมแค่สั้น ๆ ว่า "ไปคนเดียวใช่ไหม?" แล้วก็บ่นงึมงำ พร้อมกับให้ใบนัดมาฟังผลในบ่ายวันศุกร์ .... อ้าว! ไม่ได้นัดมารับหรือครับ แล้วข้าเจ้าจะได้ VISA ไหมฟร่ะ ต้องกลับมานอนลุ้นอยู่ที่บ้านอีก 2 คืน

กลับมาเตรี๋ยมกับเจ้านาย และฝ่ายบุคคลอยู่ตั้งหลายคำถาม คือกลัวว่า สถานฑูตจะโทรมาเช็ค แต่ก็ไม่มีโทรศัพท์ซักกะแอะ... ลุ้นอีก

แต่แล้วก็จบด้วยดี ได้ VISA มาจนได้ 90 วัน

ทำมายมันง่ายจัง???? ของเพื่อนนี่โดนซักแล้วซักอีก สงสัยสวรรค์ท่านคงเมตตา เห็นว่าแกล้งมันมาเยอะแล้ว เลยให้ซ่ะง่าย ๆ แหม่... ปล่อยให้นอนลุ้นซ่ะหลายวัน

ญี่ปุ่นจ๋า....เจอกันแน่นอน
แต่ผมต้องได้ตั๋วเครื่องบินก่อนนะ ยังไม่ได้จองเป็นเรื่องเป็นราวเลย ไอ้เจ้าบังคลาเทศแอร์ไลน์ที่บอกตอนที่แล้ว ก็แค่โทรไปจองเล่น ๆ ให้ไปจริง คงไม่หวาย..... คือผมเป็นโรคแพ้กลิ่นตัวแขกครับ ขนาดไปพาหุรัด ยังแทบเป็นลม ถ้าให้นั่งดมและอบไป 6 ชั่วโมง สงสัยคงต้องให้ออกซิเจนไปตลอดทาง

แล้วจะไปสายการบินไรดีล่ะ TG ก็แสนแพง SG ก็ยังไม่มี Promotion , JAL ก็ยังแพงอยู่ , ANA ก็ไปไม่ไหว แล้วจะได้ไปไหมเนี๊ยะ.... พรุ่งนี้มาต่อล่ะกัน มาอ่านวิบากกรรมเรื่องจองตัวเครื่องบินของผมกันต่อ




 

Create Date : 26 มีนาคม 2550    
Last Update : 26 กันยายน 2551 18:07:32 น.
Counter : 329 Pageviews.  

บทเรียนที่ 2 : มีแผนกะเขาหน่อยน่า.....

"มีแต่ความอยาก แต่เอ็งไม่รู้อะไรเลย แล้วจะไปรอดรึเปล่าฟร่ะ?????"

เสียงบ่นอย่างอิดหนาระอาใจของพี่ทึดทือซึ่งถึงแม้ว่าผมจะทำการบ้านมาแล้วก็ตามแก้ก็ยังบ่นไม่เลิกซ่ะที ผมเอาแผนการท่องเที่ยวคร่าว ๆ มาเสนอพี่แก เพราะต้องนำไปยื่นประกอบการขอ VISA ..... "ถ้าไม่มี สถานทูตเค้าอาจปฏิเสธการออก VISA เนื่องจากไม่ได้ไปกะทัวร์ เขาจะไปตรัสรู้ได้งัยว่าเอ็งจะไปเที่ยวจริง หรือจะแอบหนีไปทำงาน..." แกยังให้คำแนะนำผม พร้อมทั้งบ่นอย่างต่อเนื่อง

"ทำไปคร่าว ๆ ก่อนก็ได้ ถ้าได้ VISA แล้วเอ็งจะเปลี่ยนจะเลื่อนจะย้าย จะสลับยังไงก็เรื่องของเอ็ง สถานทูตเขาหมดหน้าที่แล้ว ขอให้เดินทางไปภายในเวลาที่กำหนดก็พอ" เป็นคำกล่าวที่ให้กำลังใจผมอักโข ก็ต้องเชื่อแกล่ะครับ เพราะแกบินไปญี่ปุ่นบ่อยราวกับบินไปเชียงใหม่


โปรแกรมทัวร์แบบคร่าว ๆ ที่ผมทำไปเสนอสถานทูต หน้าตาเป็นดังนี้

ออกเดินทางปลายเดือน ต.ค. 2549

วันที่ 1 : ออกเดินทางจากสุวรรณภูมิด้วยสายการบิน Biman สายการบินอะไรฟ่ะ ชื่อไม่คุ้น ที่เลือกเพราะมันถูกสุดรวมค่าน้ำมัน+ภาษีฯ แล้วแค่หมื่นห้า!!! มันคือสายการบินของ บังคลาเทศ นี่เอง!!!



โอว์ส.........สสสสสส คุณภาพและบริการจะเป็นเยี่ยงไรไม่เคยมีใครรีวิวเลย Serch หาแทบตาย ได้ข้อมูลมาแต่ของสายการบินชาติข้างเคียงคือ Air india ซึ่งก็ยิ่งทำให้ขนลุกซู่เข้าไปใหญ่ เพราะอะไรให้ลองดูรูป Air Hostess ชาวภารตะคนหนึ่งที่เพื่อนผู้หวังดีส่งมาให้ และย้ำว่า คนนี้ดูดีที่สุดแล้ว!!!!!! (ในไฟล์นั้น)



ขนาด Air India ยังเก๋าส์ขนาดนี้ แล้วแอร์ฯ บังคลาเทศ จะขนาดไหน!!!! คุณพระช่วยกล้วยหักมุก

วันที่ 2 : ถึงนาริตะ แล้วจับรถไฟ Keisei ไป Check-in ที่โรงแรม New Koyo ที่ยังมิได้จอง แค่ได้ชื่อโรงแรมมาจากเพื่อนในบอร์ด ที่บอกว่าถูก และเป็นห้องส่วนตัว ไม่ต้องนอนรวมกับใคร .... จากนั้นก็ออกไปสำรวจแถวย่านดังมาตรฐานทัวร์ไทย Ueno - Asakusa - Akihabara วันนี้ไปถึงวันแรกยังก๊ง ๆ กิ๊ม ๆ ไม่อยากไปไหนไกล ๆ เด๋วหลง

วันที่ 3 : วันนี้ให้เป็นวันเด็กน้อย จะไปอยู่ที่ DisneyLand ทั้งวันตั้งกะเช้ายันปิด

วันที่ 4 : ไปเยือนสัญลักษณ์ของ Tokyo ทั้งหลายให้ครบ ไม่ว่าจะเป็น ตลาดปลา Tsukiji , วังอิมพีเรียล , Tokyo Tower และ Odiba

วันที่ 5 : ไปไหว้หลวงพ่อโตที่ Kamakura

วันที่ 6 : ไปดูใบไม้แดงกับพี่ฟูจิ ที่ Hagone และนอนค้างที่นู่นซักคืน

วันที่ 7 : กลับมาดูแสงสีและความเจริญแถว Shinjuku กับ Harajuku

วันที่ 8 : เก็บตกและซื้อของฝากแถว ๆ ตลาด Ameyoko สักหน่อย แล้วเดินทางกลับไปขึ้นเครื่องที่ Narita

คิดแผนซ่ะดิบดี แต่ไม่ได้เที่ยวตามนั้นเลยขอเบิกว่าพอเดินทางจริง ผมแก้แผนใหม่หมดในคืนก่อนวันเดินทางนั่นเอง..... จะสนุกสนานอย่างไร วันนี้โควต้าหมดอีกล่ะ ขอกลับบ้านก่อนนะครับ ขออภัยด้วยอาจทำให้เสียอารมณ์ เพราะผมไม่มีคอมฯ ใช้ที่บ้าน ต้องมาใช้ที่ทำงานหลังเลิกงาน เลยลำบากเงี่ยะแหละ......

พรุ่งนี้เจอกันใหม่ครับ จะมาเล่าความเปิ่นตอนไปทำ VISA ให้อ่านกัน ไปล่ะ หลับฝันดีน้า.......




 

Create Date : 26 กุมภาพันธ์ 2550    
Last Update : 26 กุมภาพันธ์ 2550 20:40:34 น.
Counter : 463 Pageviews.  

บทเรียนที่ 1 : ก็แค่อยากไปขึ้นมาซ่ะงั้น

พี่ ๆ ผมจะไปญี่ปุ่น ทำงัยดี?........

นี่เป็นคำถามแรกที่ผมเอ่ยถาม "พี่ทึดทือ" รุ่นพี่ที่ทำงานซึ่งเป็นกระเหรี่ยงญี่ปุ่นรุ่นฮานอยแตก คงไม่ต้องเดาว่าแกอายุเท่าไหร่ ที่รู้คือแกเปลี่ยนเล่ม Passport มา 4 รอบแล้วหลักฐานความเชี่ยวของแกคือ VISA ญี่ปุ่นที่ถูกตีตราลงบน Passport ของแกมากกว่า 30 ครั้ง คิดเป็นค่าเฉลี่ย แกไปญี่ปุ่นถึงปีละ 2 ครั้งครึ้ง!! อุแม่เจ้า! ไม่ถามแกแล้วจะถามใคร.......

"เอ็งจะไปทำอะไร" พี่เขาถามสวนมาโดยไม่เงยหน้าขึ้นจาก Notebook

"ไปเยี่ยมญาติผู้ใหญ่ของพี่มั๊ง" ผมกวนตรีนแกไปตามที่คุ้นเคย

ไอ้.....(โปรดคิดคำด่าแสบ ๆ เอาเองตามที่ชอบ..... ข้าถามดี ๆ เจือกกวนตรีน เดี๋ยวก็ไม่แนะนำซ่ะหรอก ว่าแต่เอ็งจะไปเมื่อไหร่? มีแผนการเดินทางรึยัง? มีงบเท่าไหร่? จะไปกี่วัน? รู้รึยังว่าจะพักที่ไหน? อยากไปไหนบ้าง? มีคนรู้จักไหม? ทำ VISA รึยัง? ออกตั๋วแล้วใช่ไหม? ฯลฯ ที่แกพ่นถามผมเป็นชุดโดยไม่เปิดโอกาสให้ผมหยุดถาม.....

ผมรอแกหยุดหอบซ่ะซี่โครงบาน แล้วตอบคำถามที่ทำให้แกถึงกับสะดุ้งจนแทบตกเก้าอี้

"ไม่มีอะไรเลยพี่ แค่อยาก....."

............. มีแต่ความเงียบเกิดขึ้นหลังจากนั้น เงียบจนแทบได้ยินเสียงคำรามในคอของพี่ทึดทือ รอจนอึดอัดได้ที่ แกก็ล้วงลงไปในโต๊ะแล้วหยิบ Lonely Planet ฉบับ Tokyo ขึ้นมาให้ผม (โธ่! นึกว่าจะหยิบหนังญี่ปุ่นมาแจกเหมือนเคย...)

เอ๊า! เอ็งเอาไปอ่านให้รู้เรื่อง แล้วค่อยมาคุยกัน ตอนนี้ข้าลมบ่จอย ไม่อยากเตะเด็ก........

ผมกลับมานอนอ่านหนังสือเล่มนี้อยู่ 1 คืน รู้เรื่องมั่งไม่รู้เรื่องมั่งเพราะไม่ค่อยถูกกับภาษาอังกฤษ แล้วก็เบรอ ๆ กลับมาคุยกับแกใหม่ในวันรุ่งขึ้น

"วันนี้ข้าก็ยังไม่มีอารม์มาตอบเอ็ง เอ็งลองไปนั่งทำแผนการเที่ยวมาคร่าว ๆ แล้วค่อยมาคุยกันวันหลัง" . .. โอ้พระเจ้า! อีคุณพี่ทึดทำไมเล่นตัวหยังงี้ฟ่ะ ... ช่วยตัวเองก็ได้ ว่าแล้วก็เดินไปห้องน้ำ เอ้ย! ไม่ใช่ เดินกลับมาที่โต๊ะของตัวเอง มองซ้ายมองขวา เจ้านายไม่อยู่ แล้วก็ดำเนินการอู้งานไปหาข้อมูลในโลกไซเบอร์ทันที......

ป่วนเปี้ยนอยู่หลาย web ในที่สุดก็มาหยุดที่ห้อง Blueplanet ณ พันทิป..... จนได้ฤกษ์เปิดตัว "NumAromDee" คนนี้อย่างที่เห็น

อารัมพบทกันยาว....วววววววววววววววววววววว จริง ๆ แล้วจะบอกเพื่อน ๆ ว่า Trip ไปญี่ปุ่นครั้งนี้เป็นการไปต่างประเทศอย่างจริงจังครั้งแรกของกระผมด้วยตัวคนเดียวเพราะความกระสันอย่างฉับพลันทันใดเลยครับ ไม่ได้วางแผนและหาข้อมูลมาล่วงหน้าแต่ประการใด จึงเกิดเหตุเปิ่น ๆ เป๋อ ๆ มากมาย จนมาถ่ายทอดเป็น review ให้อ่านไปแล้วในกลุ่มย่อย "ท่องเที่ยวต่างประเทศ" ของห้อง Blue Planet เป็นมินิซีรีส์ต่อเนื่องยาวกว่า 1 เดือน (ไม่น่าเชื่อว่าทำไปได้......) แต่อันนั้นมันก็เป็นแค่การโชว์รูป คราวนี้ต้องมาเล่าเรื่องโดยละเอียด น่าจะมีสาระหรือไม่ก็เป็นบทเรียน(ราคาแพง)ให้เพื่อน ๆ ที่มีความฝันอยากไปท่องดินแดนซากุระและเขาฟูจิได้อยู่ล่ะกระมัง

โปรดติดตามได้ทุกวันนะครับ ผมจะพยายามมาเล่าให้ฟังทุกเย็นวันจันทร์ - ศุกร์ หลังเลิกงาน ถ้าไม่โดนงานท่วมทับศรีษะตายไปซ่ะก่อน วันนี้ขอลากลับบ้านล่ะครับ เจอกันใหม่วันจันทร์..................




 

Create Date : 23 กุมภาพันธ์ 2550    
Last Update : 23 กุมภาพันธ์ 2550 19:26:29 น.
Counter : 330 Pageviews.  


NumAromDee
Location :
นนทบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




แค่หนุ่มใหญ่(โรค)จิตอ่อนไหว
ไปตามสายลม เสียงเพลง
ที่ผันแปรได้ตามสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย

ใครที่คิดว่าผมมีสาระ และวิชาการ อาจผิดหวังได้

แต่ถ้าอยากได้ความเรื่อยเปื่อย เจื้อยแจ้ว และหวังดี ที่เซเว่นใกล้บ้านคุณไม่มีขายให้

ก็เข้ามาสนทนาธรรมกันได้เร้ยยยย


ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมชม Blog ของผมน๊า....


ใครที่เขียนอีเมล์ หลังไมค์ หรือ ส่งจดหมายน้อยมาทักทายหรือถามเรื่องญี่ปุ่น ถ้าผมตอบช้า ไม่ได้หมายความว่าหยิ่งหรือไม่สนใจ

แต่..

ข้อความและจดหมายมันเข้ามาเยอะมากเลยคร้าบบบบ ผมมีเวลาตอบที่จำกัดเสียด้วย อาจจะช้าหรือโดนดองกันไปหลายท่าน ขออภัยด้วยเน้อออออออ
Friends' blogs
[Add NumAromDee's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.