ทุกข์ที่เกิดซ้ำ เพราะใจมันพร่ำเพ้อ หาหัวใจให้เจอก็เป็นสุข.. Don't worry.. Be happy..
Group Blog
 
All Blogs
 
ชินคันเซน รถด่วนทะลุอนาคต.. ถึงตอนจบของไตรภาคชินคันเซนแล้วครับ

สวัสดีครับ..

บล็อดแก๊งปิดย้าย Server ไป 3 วัน นึกว่าจะไม่ได้มา Up ตามที่สัญญาไว้ซ่ะแล้ว

มาถึงตอนที่ 3 ซึ่งเป็นตอนจบของการโม้เรื่องชินคันเซน อุตส่าห์ลากยาวมาถึงตอนที่ 3 จนกลายเป็นไตรภาคไปแล้ว

หวังว่าคงไม่เบื่อกันซ่ะก่อนนะครับ


ถ้าใครพึ่งเข้ามาอ่านแล้วรู้สึกว่าคุ้น ๆ ว่าเหมือนรีวิวของผมที่ลงไว้ที่ห้องบลู เมื่อปลายปีที่แล้ว ก็ขอบอกว่า ผมกำลังเอาเรื่องเก่ามาเหลาใหม่ใส่ไข่ใส่หมูเพิ่มเล็กน้อยครับ

อยากลงไว้ตรงนี้อีกครั้ง เพราะมีหลายคนขอมาว่าอยากให้รวมเรื่อง เหมือนการ์ตูนรวมเลม เพราะอยากอ่านรวดเดียว ไ่ม่ให้เสียอารมณ์

แต่ผมก็จะไม่เอาเปรียบมากนัก ถ้ามีข้อมูลใหม่ ๆ ก็เอามาแทรกไว้เรื่อย ๆ
ไม่งั้นจะหาว่าเอาแต่ก๊อปของเก่ามาปะอย่างเดียว บ่ ได้มีอะไรใหม่


ไม่ให้เสียเวลา ต่อกันเลย..





ภาคที่แล้วเอา Notebook ไปนั่ง Up ที่ร้านกาแฟ ไม่มีที่เสียบปลั๊กไฟ อัพกันจนแบ็ตฯ จะหมด เลยเร่งจบไปหน่อย ยังมีประเด็ดตกค้างที่ยังเล่าไม่หมดของ E4 Series อีกนิดหน่อย


เอา E1 กับ E4 Series มาเปรียบเทียบให้ดูหน้าตากันชัดชัด ถ้าไปเจอที่สถานีโตเกียว จะได้แยกออกว่าคันไหนเป็นคันไหน


สังเกตง่าย ๆ

- E4 หน้าจะยาวกว่า E1 และไฟหน้าไปห้อยอยู่ตรงปลายจมูกด้านหน้า
- ระดับของห้องพนักงานขับรถ E4 จะอยู่ต่ำกว่า E1
- กระจกหน้าของ E4 ก็ยาวน้อยกว่า เหมือนกระจกห้องคนขับรุ่น N700 Series
- สีที่ทา ของ E1 จะคาดด้วยแถบสีชมพู ส่วน E4 จะเป็นแถบสีเหลือง


ผมเห็นเจ้า E4 ทีไร นึกถึงกิ้งก่า พันธ์ที่มันกางครีบที่หัวได้ ทุ้กที...





E4 จะเพิ่มอุปกรณ์ตัวจับยึดขบวนรถอัตโนมัติ สำหรับต่อพ่วงขบวนรถ เพื่อเพิ่มความจุผู้โดยสารต่อขบวน

ซึ่งปกติ ในรุ่น E1 ถ้าต้องต่อเชื่อมขบวนรถเพิ่มความจุผู้โดยสาร ต้องใช้ช่างเทคนิคมาเชื่อมต่อแบบ Manual ให้

แต่ E4 สามารถเปิดฝาหน้า เช้าจุ๊บกัน ด้วยฝีมือคนขับรถแต่ละขบวน


ถ้าไปที่สถานีโตเกียว แล้วเจอ E4 Series 2 ขบวน ต่อเชื่อมกัน วิ่งไปด้วยกัน ถือเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เพราะที่จอดไม่พอนะ เนื่องจากว่ารถชินคันเซน เป็น EMU ที่ออกแบบมาให้แต่ละขบวนมีจำนวนโบกี้คงที่ 6, 8, 10, 12 หรือ 16 ตู้ ไปตัดหัวออก แล้วต่อห้องโดยสารเพิ่มระหว่างกลางขบวนไม่ได้

การจะเพิ่มความจุผู้โดยสารในชั่วโมงเร่งด่วน เลยต้องเอารถ 2 ขบวนมาต่อกัน

พอวิ่งไปถึงกลางทาง ก็ปลดออกซ่ะขบวนนึง
เหมือนรถไฟไทยสายเหนือ ที่ต้องไปปลดตู้โดยสารออกบางตู้ที่ เด่นชัย ไม่งั้นขึ้นขุนตาลไม่ไหว






เคยเจอการต่อเชื่อมขบวนรถ E4 Series 2 ขบวน แบบจะ ๆ ที่สถานี Takasaki (ทาคะซะกิ) จังหวัด Gunma (กุนมะ) ตอนขากลับจากการไปแวะแช่อนเซนกลางหิมะที่ Kusatsu (คุซาทสึี) Onsen

คันที่เห็นในรูป เป็น โจเอทสี ชินคันเซน ชื่อขบวน Max Tanigawa (แม็คซ์ ทานิงะวะ) ต้นทางอยู่สถานีทาคาซาคิ ปลายทางที่โตเกียว

จอดรอเชื่อมขบวนอยู่ก่อนแล้ว

มีเจ้าหน้าที่สถานี คอยประสานงานดูแลความปลอดภัยอยู่ 2 คน
พร้อมแผงกั้นคนเรียบร้อย



แล้วผมไปทะลึ่งยืนถ่ายรูปได้ไงเนี้ยะ....






อีกคันที่กำลังวิ่งเข้าสถานีมา เป็นโจเอทสึชินคันเซน เหมือนกัน แต่เป็น ขบวน Max Toki (แม็คซ์โทกิ)

วิ่งมาจากจังหวัด Niigata (นีงาตะ) ปลายทางอยู่ที่โตเกียวเหมือนกัน





ตัวเชื่อมต่อขบวนรถ ที่ซ่อนอยู่หลังฝาปิด

หน้าตาเหมือนปืนกลต่อสู้อากาศยานเลย...




จุ๊บกันเรียบร้อย
พร้อมจูงกันวิ่งเข้าวิวาห์ เอ๊ย! เข้าโตเกียวแล้ว....





โม้จบไปทุกรุ่นที่มีใช้วิ่งรับ-ส่ง ผู้โดยสารในปัจจุบันนี้แล้ว

ถามว่า มีรุ่นใหม่กว่านี้อีกใหม่ นอกจากที่เคยบอกว่า รุ่นล่าสุดคือ N700 Series ของ JR Central ร่วมมือพัฒนากับ JR West ที่กำลังทยอยส่งมอบ

มีครับ!
กำลังพัฒนาและทดสอบการวิ่ง คาดว่าจะออกใช้งานภายในไม่กี่ปีนี้แหละ
เป็นว่าที่ E5 Series ของ JR East ที่จะได้เห็นตัวจริง ๆ กันไม่นานเกินรอนี้แหละ

คาดว่าน่าจะออกมาให้ยลโฉมในปี 2554 ที่จะถึงนี้แล้ว


ตั้งชื่อรุ่นของตัวทดสอบว่า Fastech 360 Series

เพราะตอนแรกตั้งใจว่า จะให้ชินคันเซนรุ่นใหม่ วิ่งด้วยความเร็วเชิงพาณิชย์ที่ 360 กม./ชม. ในการรับส่งผู้โดยสาร ซึ่งปัจจุบัน ชินคันเซนทั้งหลายจะวิ่งด้วยความเร็วเฉลี่ยไม่เกิน 270 กม./ชม. เท่านั้น

รถทดสอบล้ำยุคคันนี้ เริ่มสร้างมาตั้งแต่ปี 2547 แล้วปรับปรุงมาเรื่อย ๆ
ทำความเร็วสูงสุดตอนทดสอบได้ถึง 405 กม./ชม. (จะเร็วกันไปไหน )


แต่คาดว่าจะเอามาวิ่งจริงที่ 320 กม./ชม. เพราะถ้าเร็วกว่านี้ เสียงจะดัง สร้างมลภาวะให้ชุมชนใกล้รางรถไฟไปซ่ะก่อน


รถทดสอบเป็นของ JR East โดยตรง ก็เลยทำสีเขียวปีกแมงทับ ให้คล้ายกับสีบริษัทซ่ะ.... คนออกแบบช่างกล้ามาก

ไม่รู้ว่าพอออกมาเป็น E5 Series จริง จะยังใช้สีแนว ๆ แบบนี้อยู่รึเปล่า





FastTech 360 รุ่นแรก ๆ มีจุดกิ๊ปเก๋ยูเรก้า จุดนึงคือ เบรคอากาศฉุกเฉิน รูปหูแมวสีเหลือง ซึ่งได้แนวคิดมาจากเบรคอากาศของเครื่องบิน เอาไว้จัดการกับความเร็วสูงของรถ

FastTech รุ่นแรก ๆ เลยมีชื่อเล่นว่า Nekomimi Shinkansen (Cat-eared Shinkansen)

ตามชื่อหูแมวบนหลังคารถ





เนะโคมิมิ นี่จริงๆ แล้วเป็นไอเดียหื่น ๆ ขำ ๆ ของคนญี่ปุ่น โดยเฉพาะชาวเผ่า Hentai ( http://en.wikipedia.org/wiki/Hentai ) ที่ชอบทำมาเป็นการ์ตูน Anime หรือ ของเล่น หรือไม่เอามาแต่งเป็น cosplay ให้ดูอะฮ่า... กึ๋ย เล่น ๆ

ฝรั่งมี Bunny Girl สุดเซ็กซี่
ญี่ปุ่นเลยทำ Nekomimi สุดอินโนเซ็นท์ มาแข่งบ้าง


เอามาเรียกเป็นชื่อเล่นรถไฟ ก็เลยดูคิกคุหายเครียดขึ้นเยอะ




แต่จากข้อมูลคำชี้แนะของท่านพี่หมาดำ (ลาบราดอร์สีดำ) และจากรูปของฝากจากคุณหมอ MedicinePath ที่พึ่งไปเห็นมาเมื่อต้นปี ปรากฎว่า FastTech 360 รุ่นสุดทัายก่อนกลายเป็น E5 กลายเป็นเหมียวหูหุดไปซ่ะแล้ว ..

เพราะวิศวกรญี่ปุ่นทดสอบแล้วพบว่าระบบเบรคที่มีอยู่ ก็สามารถจัดการความเร็วของรถได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องพึ่งหูแมวมาให้ต้องเพิ่มค่าตัวรถ และยุ่งยากต่อการบำรุงรักษาเข้าไปอีก

รูปตัวล่าสุดที่คุณหมอ MedicinePath ไปเจอกำลังวิ่งทดสอบอยู่ที่ไหนซักที่ในโทโฮะคุ (ขออภัยคุณหมอด้วยผมจำสถานีไม่ได้)





Fastech 360 ทำออกมาเป็น 2 ประเภทย่อย คือ

360S (E954 Series) เป็นรถทดสอบขนาดปกติ 8 ตู้ต่อขบวน ใช้วิ่งทดสอบในเส้นทาง โทโฮะคุ ชินคันเซน เป็นตัวที่คาดว่าจะกลายมาเป็น E5 Series

360Z (E955 Series) เป็นรถทดสอบขนาด Mini-Shinkansen 6 ตู้ต่อขบวน ใช้วิ่งทดสอบในเส้นทาง Yamagata หรือ Akita sinkansen คาดว่าจะทำไว้เผื่อเป็นเจนเนอเรชั่นถัดไปของ E3 Series (E3 ตอนนี้ยังเดินสายการผลิตอยู่นะ)




แม้จะเป็นรุ่นทดลอง แต่ก็ยังแอบทำ Logo ประจำรุ่นมาด้วย

ใช้ Font ลีบ ๆ เล็ก ๆ เหมือนคนออกแบบ วาดไปหิวข้าวไป
Space เยอะชมัด แถมมีการสะบัดสีชมพู ลงไปให้ดูอาร์ต (แต่ผมว่ารก)หน่อย ๆ ด้วย

ดีนะที่เป็นแค่โลโก้ของรถทดสอบ
น่าจะทำแก้คันไม้คันมือของทีมออกแบบซ่ะมากกว่ามั้ง???

ถ้าเอามาใช้จริง ผมว่าขี้เหร่เนะ เลยนะ


เป็นความเห็นและความชอบส่วนตัวของผมคนเดียวนะครับ ถ้าขัดใจใครขออภัยด้วย





ข้อมูลล่าสุดจากเว็ปของ JR East ( http://www.japanrail.com/JR_news.html#0203c )ประกาศออกมาเมื่อวันที่ 3 ก.พ. ปีนี้ว่า ได้สรุปแบบร่างสุดท้ายของ E5 Series ออกมาเรียบร้อยแล้ว หน้าตาและสีสันก็คล้ายกับเจ้า Fastech 360 เลยนั่นแหละ

แต่เหมือนหน้าจะยาวกว่า และมีแถบสีด้านข้างเป็นสีชมพู เหมือนกับแถบสีของ E2 ที่ใช้เป็นขบวน Hayate ในปัจจุบัน

คา่ดว่าจะเปิดตัวตอนปลายปี 2553 ปลายปีหน้านี้แล้ว+++ รับกับการขยายทางรถไฟชินคันเซนจาก ฮาจิโนเฮะ ไปอาโอโมริ ที่จะเสร็จภายในปี 2555 พอดี

(จริง ๆ กำลังสร้างลอดทะเลข้ามไปเกาะฮอกไกโด แต่ยังทำอุโมงค์ส่วนขยายไม่เสร็จ จะเสร็จทั้งเส้นทางยาวไปถึงฮาโกดาเตะประมาณปี 2558)

โดยด้วยความเร็วที่ออกแบบให้วิ่งด้วยความเร็วเฉลี่ยถึง 300 กม./ชม. จะทำให้่ชินคันเซนฮายาเทะ ที่ใช้ E5 รุ่นใหม่ วิ่งจากโตเกียวถึงอาโอโมริได้ภายในในเวลา 3 ชั่วโมงนิด ๆ จากปกติ ที่ต้องนั่ง E2 Hayate ไปลงที่ฮาจิโนเฮะ แล้วเปลี่ยนไปนั่งรถด่วนพิเศษ Tsugaru นั่งไปอาโอโมริ อีกที ซึ่งใช้เวลารวมกันถึง 4 ชั่วโมง

ทุ่นเวลาไปได้บาน..




เป็นที่น่าตะลึงพรึงเพริดว่า ประเทศเวียดนาม ประกาศจะสั่งซื้อเจ้า E5 ตัวนี้ ไปใช้ในโครงการรถไฟความเร็วสูงสายแรกของประเทศ ระหว่าง กรุงฮานอย ทางเหนือ วิ่งลงใต้ไป โฮจิมินท์ ซิตี้ แล้ว!!

ถ้าทำได้จริง ก็ให้นึกละห่อยน้อยใจกับ รฟท. และนักการเมือง ของบ้านเราซ่ะเหลือเกิน เค้าจะพัฒนาไปไกลอีกขึ้นแล้ว..





พูดถึงเรื่องรถไฟญี่ปุ่นส่งออก ณ ตอนนี้มี 2 ประเทศที่สั่งซื้อรถไฟความเร็วสูงจากญี่ปุ่นไปใช้แล้วเรียบร้อย คือ จีน กับ ไต้หวัน

จีนตั้งชื่อรุ่นว่า CRH2 เอาต้นแบบและเทคโนโลยีมาจาก E2 Series
แต่ทาสีขาวทั้งคัน มีคาดแถบสีน้ำเงินนิดหน่อยตรงกลางลำ

CRH2 รุ่นแรกประกอบที่ญี่ปุ่น ส่งมอบไปเมื่อปี 2549 จำนวน 3 ขบวน ๆ ละ 8 ตู้

และทางจีน ก็สั่งซื้อชิ้นส่วนมาประกอบที่เมืองจีน โรงงานเมือง Sifang อีกกว่า 50 ขบวน ตามแนวจีนเลย สั่งต้นแบบไปก่อน แล้วล็อตหลังจะขอก๊อปแล้วผลิตเอง


เริ่มเปิดเดินรถเส้นทาง เซี่ยงไฮ้-Hangzhou (ชื่ออ่านเป็นไทยไม่ออก) กับ เซี่ยงไฮ้-นานกิง เมื่อ 28 มกราคม 2550 นี่เอง





แต่รถไฟความเร็วสูงรุ่นแรกที่ส่งออก จริง ๆ แล้วไม่ได้ส่งไปจีนเป็นชาติแรก
แต่เป็นการส่งออกไปไต้หวัน

เรียกว่ารุ่น 700T Series ผลิตและพัฒนาให้กับ Taiwan High Speed Rail หรือ THSR

ต้นแบบและเทคโนโลยีเอามาจาก 700 Series รุ่นหัวเป็ด แต่ปรับปรุงพัฒนาหน้าตาให้โฉบเฉี่ยวมากกว่า ทาสี 2 Tone สีส้มแป๊ดกับขาวนวล ชวนให้คึก

หน้าจะสั้นกระทัดรัดกว่า 700 Serie เพราะไม่ต้องคำนวณเผื่อผลกระทบของแรงกดอากาศ เวลาวิ่งเข้าอุโมงค์ด้วยความเร็วสูง เนื่องจากอุโมงค์รถไฟที่ไต้หวัน สร้างที่หลัง เลยทำขนาดกว้างตามมาตรฐานยุโรป วิ่งอัดเข้าไปได้เต็มที่

ความ เร็วสูงสุดของรถ เลยอนุญาตให้วิ่งได้ถึง 300 กม./ชม. เพราะอุโมงค์ใหญ่และรางใหม่กว่าของญี่ปุ่น ที่ให้วิ่งได้สูงสุดแค่ 285 กม./ชม.


รับรถไปก่อนจีน แต่กว่าจะทดสอบวิ่งสำเร็จ เสียเวลาไปค่อนข้างมาก
ก็เลยต้องรีบเปิดใช้บริการตัดหน้า CRH2 นิดเดียว ในวันที่ 5 มกราคม 2550 นี่เอง






ห้องพนักงานขับรถ 700T ให้อารมณ์เหมือนห้องบังคับการหุ่นรบกันดั้มเลยฮิ




แต่ที่เป็น "อนาคต" ของรถไฟญี่ปุ่นจริง ๆ ก็ต้องขบวนนี้ โดย JR Central

กำลังพัฒนา ทำรถต้นแบบทดสอบการวิ่งอยู่ที่ รางทดสอบของ Railway Technical Research Institute ที่จังหวัดยามานาชิ

Maglev Train หรือ Magnetic Levitation Train System ครับ
แปลเป็นไทยว่า รถไฟพลังแม่เหล็กไฟฟ้า

เป็น รถไฟที่ใช้แรงยกของพลังแม่เหล็กไฟฟ้า ยกรถให้ลอยเหนือราง เมื่อรถวิ่งด้วยความเร็วมากกว่า 150 กม./ชม. ขึ้นไป ทำให้รถสามารถเร่งความเร็วได้สูงสุดเกินกว่า 500 กม./ชม. เำพราะไม่มีความฝืดจากราง

ความเร็วในจิตนาการจากการคำนวนสามารถทำไปได้ถึง 900 กม./ชม. เท่ากับความเร็วเครื่องบินขับไล่เลยนะ

ใน โลกแห่งความเป็นจริง ญี่ปุ่นสร้างรถต้นแบบเอามาทดสอบวิ่งจริง ได้ความเร็วสูงสุดเป็นสถิติโลกอยู่ที่ 581 กม./ชม. เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2546

ตอนนี้แข่งกันอยู่ 2 เจ้า ญี่ปุ่น กับ เยอรมัน (ประเทศที่แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งคู่!!!) แต่เยอรมันขายเทคโนโลยีไปให้จีน เอาไปสร้างวิ่งทดสอบได้แล้วที่สถิติสูงสุด 501 กม./ชม. แต่วิ่งจริงอยู่ที่ไม่เกิน 431 กม./ชม. จากตัวเมือง Pudong (ผู่ตง) ไปสนามบิน

รายละเอียดของ Maglev ของจีน ดูตามนี้นะครับ http://en.wikipedia.org/wiki/Shanghai_Maglev_Train

Maglev ญี่ปุ่น ตามนี้ครับ http://en.wikipedia.org/wiki/JR-Maglev

ส่วนรายละเอียดของเทคโนโลยี Maglev อ่านเอาตามนี้นะ http://en.wikipedia.org/wiki/Maglev_train




ตัวทดสอบล่าสุดที่ทำได้ของ Maglev ญี่ปุ่น มีชื่อว่า MLX01 มี 3 ตู้ต่อขบวน แต่ต่อเพิ่มได้อีก 2 ตู้

เริ่ม สร้างและทดสอบมาตั้งแต่เมื่อ 30 กว่าปีก่อน แต่ก็ยังไม่ได้ทำออกมาวิ่งจริงซ่ะที เพราะตัวรางและส่วนประกอบของรถต้องใช้ โลหะที่เป็นตัวนำยิ่งยวด (Superconductor) ราคาแพงนรกมาก

JR Central พึ่งประกาศออกมาเมื่อ 25 ธันวาคม 2550 ว่า จะสร้างทางรถไฟที่เป็น Maglev และเปิดใช้บริการจริงระหว่าง โตเกียว กับ นาโงย่า ในปี 2568 นู่น.... ตอนนี้กำลังก่อสร้างรางอยู่


รอกันไหวมั้ยครับ?




สุดท้ายแล้ว..... เอาแผนที่เส้นทางในอนาคตของชินคันเซนมาให้ดู

เส้นทางในปัจจุบัน คือ เส้นทางที่ใช้สี ส้ม น้ำเงิน เขียว ฟ้า ชมพู ม่วง และ แดง เอาไว้

ส่วนเส้นทางสีเทา เป็นเส้นทางที่กำลังอยู่ในแผน

สีเทาแก่ คือ กำลังก่อสร้าง
สีเทาอ่อน คือ วางแผนไว้ว่าจะทำ

ทางเหนือ ปัจจุบันวิ่งไปสุดแค่ ฮาจิโนเฮะ กำลังสร้างรางต่อไปที่ ฮาโคดาเทะ

เริ่ม สร้างเมื่อเดือน พ.ค. 2548 คาดว่าจะเสร็จปี 2558 นานหน่อย เพราะต้องขยายอุโมงค์รถไฟ เซคัง (Seikan) ที่เชื่อมระหว่างเกาะฮอนชู กับ ฮอกไกโด ให้สามารถวางรางชินคันเซนเพิ่มได้ และต้องสร้างสถานีรถไฟใหม่ชื่อ Shin-Hakodate กับ Shin-Aomori ด้วย

แล้วในอนาคต มีแผนจะขยายรางชินคันเซนให้ยาวไปถึงซัปโปโร่ด้วย
ที่นี้จะได้มีรถไฟความเร็วสูงวิ่งไปถึงฮอคไคโดซ่ะที


ส่วน ทางภาคกลาง ก็กำลังต่อขยายรางชินคันเซน สายนางาโน่ จากจังหวัดนางาโน่ วิ่งเรียบชายฝั่งด้านตะวันตกไปที่จังหวัดคานาซาว่า คาดว่าน่าจะเสร็จไล่ ๆ กับสายเหนือ

และในอนาคตจะสร้างเรียบทะเล อ้อมต่อไปบรรจบกับสายโทะไคโด ที่โอซาก้าด้วย


ส่วน ที่เกาะคิวชู ตอนนี้กำลังสร้างทางเชื่อมระหว่างสถานีฮาคาตะ เมืองฟุคุโอคะ กับ สถานี Shin-Yatsushiro จังหวัด Kumamoto ปี 2554 จะต่อเชื่อมกันเสร็จ

และในอนาคตมีแผนจะขยายเส้นทาง แยกออกไปที่นางาซากิอีก


ส่วน สายใหม่ที่เกริ่นไปแล้วเรื่อง Maglev ตอนนี้เริ่มก่อสร้างไปแล้ว ระหว่างโตเกียวไปนาโงย่า คาดว่าจะเสร็จให้ใช้งานในอีก 17 ปีข้างหน้า (รอกันไหวป่ะ) นานหน่อย เพราะเป็นรางแม่เหล็กไฟฟ้า สร้างยาก


อนาคต ทางสาย Maglev ที่ตั้งชื่อไว้แล้วว่า Chou Shinkanen จะยิงยาวไปจนถึง โอซาก้า คาดว่าจะลดเวลาในการวิ่งจากเกือบ 3 ชั่วโมง ลงเหลือแค่ 40 นาที!!!


แล้วผมจะตั้งใจรอจนถึงวันนั้นด้วยใจระทึกครับ





ที่จะได้ใช้กันแน่ ๆ เร็ว ๆ นี้ (ถ้าใครไปเที่ยว หรือทำธุระที่คิวชู) คือ เส้นทางชินคันเซนสายใหม่ที่เชื่อมระหว่างสถานีฮาคะตะ จังหวัดฟุคุโอกะ กับ สถานีชินยาทสึชิโระ จังหวัดคุมาโมโต้

ตอนผมไปเที่ยวคิวชูเมื่อต้นปีนี้ นั่งรถไฟออกจากฮาคะตะไป เจอเส้นทางรถไฟสายต่อเชื่อมนี้ สร้างเสร็จเกือบตลอดสายแล้ว น่าจะเปิดได้ทันกำหนดแน่นอน





แผนที่เส้นทางชินคันเซนที่จะต่อเืชื่อมบนเกาะคิวชู




แถมท้ายให้อีกนิด..

JNR เคยเริ่มต้นก่อสร้างทางรถไฟสาย นาริตะ ชินคันเซน
จากโตเกียว ไปสนามบินนาริตะ เมื่อปี 2515 หรือเมื่อ 36 ปีที่แล้ว

แต่ก็ต้องหยุดโครงการในปี 2526 เพราะมีปัญหากับชุมชน เรื่องการเวรคืนที่ดิน

เหลือตอหม้อที่สร้างขึ้นมาระยะทาง 9 กม. ใกล้ ๆ กับสนามบินนาริตะ เหมือนโครงการ โฮบเลส เอ๊ย! โฮบเวล ที่บ้านเราเลย

ทาง Keisei Electric Railway หรือ รถไฟ Keisei เลยชุบมือเปิบ เอารถ Skyliner ที่เทียบเท่าชินคันเซน มาวิ่งแทนซ่ะเลย โดยขอเช่าตัวสถานีในชั้นใต้ดินของสนามบินจาก JR


ใครว่าญี่ปุ่นเนี๊ยบจนไม่มีของแบบนี้.....


รูปตอหม้อชินคันเซน แถว ๆ ใกล้สนามบินนาริตะ ที่ยังเหลืออยู่เป็นอนุสรณ์ครับ






จบชุดชินคันเซนพอดี แต่ไม่ได้จบเรื่องรถไฟญี่ปุ่น
ยังมีให้เล่าอีกเยอะ


แล้วถ้าโอกาสอำนวย จะเอามาเหลาให้อ่านกันอีก..

ไม่นานเกินรอ



ขอบคุณทุกท่านมากมายครับที่มาติดตามและทักทายตั้งแต่ตอนแรก


ถ้าผมมีข้อมูล Update อะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับเจ้าชินคันเซนนี้ จะีรีบเอามาลงตรงนี้ไว้เป็นที่แรกเลย


กราบสวัสดีครับ









Create Date : 11 พฤษภาคม 2552
Last Update : 11 พฤษภาคม 2552 22:10:55 น. 0 comments
Counter : 3088 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

NumAromDee
Location :
นนทบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




แค่หนุ่มใหญ่(โรค)จิตอ่อนไหว
ไปตามสายลม เสียงเพลง
ที่ผันแปรได้ตามสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย

ใครที่คิดว่าผมมีสาระ และวิชาการ อาจผิดหวังได้

แต่ถ้าอยากได้ความเรื่อยเปื่อย เจื้อยแจ้ว และหวังดี ที่เซเว่นใกล้บ้านคุณไม่มีขายให้

ก็เข้ามาสนทนาธรรมกันได้เร้ยยยย


ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมชม Blog ของผมน๊า....


ใครที่เขียนอีเมล์ หลังไมค์ หรือ ส่งจดหมายน้อยมาทักทายหรือถามเรื่องญี่ปุ่น ถ้าผมตอบช้า ไม่ได้หมายความว่าหยิ่งหรือไม่สนใจ

แต่..

ข้อความและจดหมายมันเข้ามาเยอะมากเลยคร้าบบบบ ผมมีเวลาตอบที่จำกัดเสียด้วย อาจจะช้าหรือโดนดองกันไปหลายท่าน ขออภัยด้วยเน้อออออออ
Friends' blogs
[Add NumAromDee's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.