ดูจิตติดที่รู้เฉยๆ เพราะคิดเองเออเอง เป็นวิปัสสนาจอมปลอม
เมื่อพูดถึงการดูจิตในปัจจุบันที่เกิดขึ้นมา อันเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายมากในหมู่ชาวพุทธรุ่นใหม่ โดยเฉพาะคนเมืองที่นิยมความสะดวกสบาย ง่ายๆ ลั้ดสั้น ไม่ต้อง ไม่ตั้ง ไม่ต้องเสียเวลานั่งปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาเพียรพยายามใดๆ ทั้งสิ้นเพื่อให้เข้าถึงมรรคผลนิพพาน

สอนกันเพียงแค่ให้ตามรู้ตามเห็นอารมณ์ที่เกิดขึ้น เฝ้าดูเฉยๆ โดยไม่ต้องแทรกแซง แล้วปล่อยให้เผลอไป เมื่อสะดุ้งตกใจว่าเผลอไปนั่นแหละ สติตัวจริงจึงจะเกิดขึ้นมาเอง และให้จดจำอารมณ์เหล่านั้นอย่างแม่นยำ จนกลายเป็นถิรสัญญา ก็เพียงพอในการที่จิตจะเป็นสัมมาสมาธิได้ โดยไม่ต้องมีพื้นฐานของการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาให้จิตสงบตั้งมั่นชอบ(สัมมาสมาธิ) มาก่อนเลย ...(เป็นคำสอนที่ผิดเพี้ยน ไม่ตรงตามพระพุทธพจน์และพ่อแม่ครูบาอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเลย)...

และอาจารย์ผู้สอนบางท่าน ยังมีการแอบอ้างเอาพระพุทธพจน์ในพระไตรปิฎกและคำสอนของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ในส่วนของผลที่ได้รับจากการปฏิบัติทางจิต และถูกกับจริตของตนมาแอบอ้างเท่านั้น โดยนำเอาส่วนของผล มาสอนให้ผู้ฟังหลงเชื่อ โดยไม่พูดถึงส่วนที่ต้องอาศัยความเพียรพยายามเป็นอย่างมากในการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาจนสำเร็จผลนั้นขึ้นมา

เพียงเพื่อให้เห็นว่าการปฏิบัตินั้น เป็นเรื่องของความสะดวกง่ายๆ สบายๆ ลัดสั้น ส่วนความเพียรเพ่งพยายามที่เกิดขึ้นในการปฏิบัตินั้น กลับสอนว่าเป็นเรื่องของอัตตกิลมถานุโยคไปซะอย่างนั้นเอง

ส่วนผู้ฟังก็ศรัทธาเชื่อถือเพียงภาพลักษณ์ที่ถูกจัดสร้างขึ้นมาให้ดูน่าเชื่อถือ โดยไม่เคยนำคำสอนที่ได้ยินได้ฟังมานั้น เอามาเปรียบเทียบ เทียบเคียงกับพระพุทธพจน์และคำสอนของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ในฝ่ายปฏิบัติเลย

ความเพียรพยายามในการลงมือปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนานุโยค เพื่อให้เข้าถึงสภาวะธรรมที่แท้จริงของจิต ที่ใช้ในการดูจิตในจิตให้รู้เห็นตามความเป็นจริงอย่างถูกต้องนั้น ต้องอาศัยองค์ธรรมมากมายหลายอย่างในการประกอบให้จิต สงบระงับ สงบตั้งมั่น สงบสละคืนจากอาสวะกิเลสทั้งหลาย

องค์ธรรมที่ประกอบกันขึ้นมา เพื่อให้เกิดวิชชาและวิมุตติเป็นผลานิสงส์นั้น ต้องอาศัยความเพียรพยายามเป็นอย่างมากในการดับอวิชชา ตัณหา และอุปาทานทั้งหลายให้หมดสิ้นไป เป็นผู้มีกายคงที่ มีจิตคงที่ ไม่หวั่นไหว มั่นคงดี ณ.ภายใน จิตหลุดพ้นดีแล้ว

ดังปรากฏในกุณฑลิยสูตร ที่กล่าวไว้ว่า :

ธรรมเหล่าไหนที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังวิชชาและวิมุติให้บริบูรณ์?
โพชฌงค์ ๗ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังวิชชาและวิมุติให้บริบูรณ์.

ธรรมเหล่าไหนที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้วย่อมยังโพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์?
สติปัฏฐาน ๔ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังโพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์.

ธรรมเหล่าไหนที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังสติปัฏฐาน ๔ ให้บริบูรณ์?
สุจริต ๓ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังสติปัฏฐาน ๔ ให้บริบูรณ์.

ธรรมเหล่าไหนที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังสุจริต ๓ ให้บริบูรณ์?
อินทรีย์สังวรอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังสุจริต ๓ ให้บริบูรณ์

อินทรีย์สังวรอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้วอย่างไร ย่อมยังสุจริต ๓ ให้บริบูรณ์?

ดูกรกุณฑลิยะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปที่ชอบใจด้วยจักษุแล้ว ฯลฯ ฟังเสียงด้วยหู ฯลฯ ดมกลิ่นด้วยจมูก ฯลฯ ลิ้มรสด้วยลิ้น ฯลฯ ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ฯลฯ รู้ธรรมารมณ์ที่ชอบใจ ด้วยใจแล้ว ย่อมไม่ยินดี ไม่ขึ้งเคียด ไม่ยังความกำหนัดให้เกิด และกายของเธอก็คงที่ จิตก็คงที่ มั่นคงดีในภายใน หลุดพ้นดีแล้ว

อนึ่ง เธอเห็นรูปที่ไม่ชอบใจด้วยจักษุแล้ว ฯลฯ ฟังเสียงด้วยหู ฯลฯ ดมกลิ่นด้วยจมูก ฯลฯ ลิ้มรสด้วยลิ้น ฯลฯ ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ฯลฯ รู้ธรรมารมณ์ที่ชอบใจ ด้วยใจแล้ว ก็ไม่เก้อ ไม่มีจิตตั้งอยู่ด้วยอำนาจกิเลส ไม่เสียใจ มีจิตไม่พยาบาท และกายของเธอก็คงที่ จิตก็คงที่ มั่นคงดี ในภายใน หลุดพ้นดีแล้ว.

^
^

เมื่อพิจารณาพระพุทธพจน์ที่พระองค์ได้ทรงตรัสไว้ดีแล้ว เราจะพบว่า ขั้นตอนในการเข้าถึงวิชชาและวิมุตติจิตหลุดพ้นเป็นผลานิสงส์นั้น ต้องผ่านขั้นตอนการปฏิบัติฝึกฝนอบรมกาย อบรมจิต(ความเพียร) ให้กายคงที่ ให้จิตคงที่ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ไม่มีจิตตั้งอยู่ด้วยอำนาจกิเลส ไปตามอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดใดๆเลย

แต่ในปัจจุบันกลับมีอาจารย์ผู้สอนให้ดูเหมือนว่า มรรคผลนิพพานเป็นเรื่องสะดวกง่ายๆ สบายๆ ลัดสั้น ไม่ต้องเพียรพยายามใดๆ ทั้งสิ้น เป็นวิปัสสนาโดยไม่ต้องปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา(สัมมาสมาธิ) ไม่งั้นจะกลายเป็นเรื่องของตัณหาอุปาทาน(ความทะยานอยาก)ไปหมด

จนผู้ฟังหลงเชื่อตามคำสอนที่มักง่าย สบายๆ ลัดสั้นนั้น ซึ่งเป็นการกล่าวตู่พระพุทธพจน์ที่ทรงตรัสไว้ดีแล้วว่า "บุคคลจะล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร(ทำให้บ่อยๆ ทำให้มาก)"

และโดยมากมักเข้าใจไปตามอาจารย์ผู้สอนว่า อินทรีย์สังวรและสุจริต ๓ ที่จะยังให้สติปัฏฐานให้บริบูรณ์ได้นั้น ผู้ปฏิบัติภาวนาเพียงแค่ตามรู้ตามเห็นอารมณ์ที่เกิดขึ้น โดยไม่ต้อง ไม่ตั้ง ไม่ต้องเพียรพยายามใดๆทั้งสิ้น ในการฝึกฝนอบรมจิตให้รู้จักวิธีการปล่อยวางอารมณ์ออกไปจากจิต ให้รู้เพียงเฉยๆก็พอแล้วไม่ต้องแทรกแซงใดๆทั้งสิ้น แค่นี้ก็เป็นวิปัสสนาแล้ว โดยไม่ต้องลงมือปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา(สัมมาสมาธิ) ก็เป็นการสังวรอินทรีย์ได้แล้ว

ความจริงเป็นการรู้ว่าเพียงรู้เฉยๆ ที่ตนเองคิดเองเออเองขึ้นมาหลอกตนเองให้เข้าใจว่าเป็นเช่นนั้น โดยไม่เคยผ่านการฝึกฝนอบรมจิตให้ปฏิบัติอานาปานสติสมาธิกรรมฐานภาวนามาก่อนเลย ก็หลงเข้าใจผิดว่าตนเองยังสุจริต ๓ให้บริบูรณ์ได้แล้ว และเข้าสู่สติปัฏฐานให้บริบูรณ์ด้วย ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลย

สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยลงมือปฏิบัติอานาปานสติสมาธิกรรมฐานภาวนามาจนสำเร็จ จะยังให้อินทรีย์สังวรและสุจริต ๓ นั้นบริบูรณ์ได้นั้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากมาก เพราะในขั้นตอนของอินทรีย์สังวร พระองค์ทรงกล่าวไว้ชัดเจนแล้วว่า "เธอเห็นรูปที่ไม่ชอบใจด้วยจักษุแล้ว ก็ไม่เก้อ ไม่มีจิตตั้งอยู่ด้วยอำนาจกิเลส ไม่เสียใจ มีจิตไม่พยาบาท และกายของเธอก็คงที่ จิตก็คงที่ มั่นคงดี ในภายใน หลุดพ้นดีแล้ว."

เมื่อนำเอาพระสูตรมาพิจารณาเปรียบเทียบ เทียบเคียงให้ดีแล้ว จะเห็นว่ามีพระสูตรที่สอดคล้องกันกับพระสูตรข้างต้นดังนี้

“อานาปานสติ ภิกฺขเว ภาวิตา พหุลีกตา
จตฺตาโร สติปฏฺฐาเน ปริปุเรนฺติ,
จตฺตาโร สติปฏฺฐานา ภาวิตา พหุลีกตา
สตฺต โพชฺฌงฺเค ปริปุเรนฺติ,
สตฺต โพชฺฌงคา ภาวิตา พหุลีกตา
วิชฺชา วิมุตฺตึ ปริปุเรนฺติ.


ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานาปานสตินี้ ถ้าทำให้เกิดขึ้น
ทำให้บ่อยๆแล้ว ย่อมได้ชื่อว่า ทำสติปัฏฐานสี่ให้บริบูรณ์,
สติปัฏฐานสี่นี้ ถ้าทำให้เกิดขึ้น ทำให้บ่อยๆแล้ว
ย่อมได้ชื่อว่า ทำโพชฌงค์เจ็ดให้บริบูรณ์,
โพชฌงค์เจ็ดนี้ ถ้าทำให้เกิดขึ้น ทำให้บ่อยๆแล้ว
ย่อมได้ชื่อว่า ทำวิชชาจิตหลุดพ้นทุกข์ให้บริบูรณ์ ดังนี้”.


เมื่อนำเอามาเปรียบเทียบ เทียบเคียงพิจารณาให้รอบคอบแล้ว จะเห็นว่าในหมวดของอินทรีย์สังวรและสุจริต ๓ นั้น ลงกันได้กับอานาปานสติบรรพะแรก หมวดกายในกายของมหาสติปัฏฐานสูตร

ในขณะที่ปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาอานาปานสติกรรมฐานอยู่นั้น ผู้ปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนารู้ชัดอยู่ที่กองลมทั้งหลายที่เข้าออกเพียงอย่างเดียว อินทรีย์สังวรและสุจริต ๓ ย่อมบริบรูณ์อยู่ในขณะนั้นตามไปด้วย

เมื่อเป็นเช่นนั้นย่อมยังสติปัฏฐาน ๔ บริบรูณ์ไปด้วยเช่นกัน นี่แหละที่เรียกว่าปัญญา(วิปัสสนา) เกิดเพราะการประกอบ ไม่ใช่สัญญา(วิปัสสนา) ที่เกิดขึ้นจากการอ่านหรือความรู้สึกนึกคิดที่ตกผลึกแล้ว แบบนั้นเรียกว่าโลกียปัญญา ไม่ใช่โลกุตตรปัญญาที่เกิดเนื่องจากการปฏิบัติสัมมาสมาธิ

โลกียปัญญา รู้ได้เพราะถิรสัญญาที่เกิดขึ้นบ่อยๆ จนจิตจดจำอารมณ์ได้อย่างแม่นยำ จนจิตรู้สึกเฉยๆ เพราะความคุ้นเคย ความคุ้นชิน หรือจิตกระด้างต่ออารมณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยๆจนเป็นธรรมดา หรือถิรสัญญานั่นเอง แต่จิตกลับปล่อยวางอารมณ์ออกไปไม่เป็น เพราะไม่เคยผ่านการฝึกฝนอบรมจิตด้วยกรรมฐานภาวนาให้จิตหัดปล่อยวางอารมณ์ออกไปจากจิต

จึงต่างกับโลกุตตรปัญญาโดยสิ้นเชิง ที่เกิดขึ้นจากการเพียรประกอบภาวนานุโยค(สัมมาสมาธิ) อันเป็นการฝึกฝนอบรมจิตให้รู้จักวิธีการปล่อยวางอารมณ์ทั้งหลายออกไปจากจิต จนจิตบริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส ดังมีพระพุทธพจน์กล่าวไว้ดังนี้

"เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อนควรแก่การงาน
ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ

ภิกษุนั้น ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริง(โลกุตตรปัญญา)ว่า
นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา

ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริง(โลกุตตรปัญญา)ว่า
เหล่านี้อาสวะ นี้อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา

เมื่อภิกษุนั้นรู้เห็นอย่างนั้น จิตย่อมหลุดพ้น
แม้จากกามสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ

เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณว่า พ้นแล้ว
ภิกษุนั้นย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้วพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี"



เจริญในธรรมทุกๆท่าน
ธรรมภูต





Create Date : 29 พฤศจิกายน 2553
Last Update : 19 มกราคม 2558 16:08:25 น.
Counter : 236 Pageviews.

การดูจิต จะรู้ได้ยังไงว่า กำลังดูจิต เพื่อให้รู้จักจิตหรือกำลังติดอาการของจิต
ในปัจจุบันนี้ มักมีการอ้างกันว่า การสอนดูจิตผิดตรงไหน? และมักมีการกล่าวหาว่า คนที่ไม่เห็นด้วยกับการสอนดูจิตในแบบทักจิต เพราะมีอคติกับตัวผู้สอน

กลุ่มที่ชอบกล่าวอ้างการสอนดูจิตผิดตรงไหน ไม่เคยสนใจเลยว่า การดูจิตที่ถูกต้องตามหลักของพระพุทธวจนะ และพ่อแม่ครูบาอาจารย์ทั้งหลายนั้นเป็นอย่างไร? มักอ้างแต่ว่าการดูจิตนั้นเป็นหนึ่งในมหาสติปัฏฐาน ๔ โดยแอบอ้างเอาเรื่องวิปัสสนาขึ้นมาบังหน้า โดยไม่เคยพิจารณาดูบริบทรอบข้างในมหาสติปัฏฐานสูตร ที่บ่งบอกถึงวิธีการให้เข้าถึงสภาวะธรรมของจิตที่แท้จริงเลย

การดูจิตที่มีปรากฏในปัจจุบันนั้น เป็นการหลงเอาผลที่ปรากฏให้เห็นเฉพาะหน้ามาแอบอ้างทั้งสิ้น ซึ่งเป็นผลที่เกิดจากการดูกายดูใจของผู้ปฏิบัติเอง ที่คอยระมัดระวัง กาย วาจา ใจ หรือสำรวมอินทรีย์

ผลที่เกิดขึ้น ทำให้ละชั่วและทำความดีในขณะนั้นได้ ตนเองจึงรู้สึกถึงความก้าวหน้าทางจิตที่ปรากฏ แต่ลืมพิจารณาไปว่า ความก้าวหน้าที่ได้รับนั้น ก็ไม่แตกต่างจากความก้าวหน้า ที่ศาสนาอื่นได้สอนไว้เช่นกันเลย? เป็นเพียงคนดีคนหนึ่งในสังคมเท่านั้น


พระพุทธศาสนาของพระพุทธองค์ และพ่อแม่ครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่เป็นสาวก ไม่ได้สอนเพียงเท่านี้ ท่านสอนให้ปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา เพื่อเกิดความก้าวหน้ายิ่งๆขึ้น ต่อไปถึงความหลุดพ้นจากวัฏฏะด้วย

คือให้รู้วิธีในการชำระจิตให้บริสุทธิ์หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองทั้งหลาย จนกลายเป็นธรรมธาตุ นี่คือหัวใจพระพุทธศาสนาที่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ที่ทรงอุบัติขึ้นมาในโลกนี้



เมื่อว่ากันตามตัวหนังสือในมหาสติปัฏฐานสูตรแล้ว ย่อมใช่แน่นอน การดูจิตแบบที่สอนกันอยู่ในปัจจุบันนี้ ไม่ผิดตรงไหน? แต่แนวทางการปฏิบัตินั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ ในเมื่อไม่รู้จักสภาวะธรรมของจิตที่แท้จริงแล้ว มักติดอยู่กับอาการของจิต(กับดัก) ทั้งสิ้น

การดูจิตโดยที่ยังไม่เคยรู้จักสภาวะธรรมของจิตที่แท้จริงมาก่อนนั้น นับว่าเป็นเรื่องยากที่จะให้เข้าถึงสภาวะธรรมที่ถูกต้อง ซึ่งตรงต่อความหลุดพ้น เข้าถึงมรรคผลนิพพานได้ มักติดอยู่ที่กุศลจิตที่ตนเองพยายามสร้างขึ้นมา เพื่อให้ตนเองยึดเหนี่ยวเอาไว้(ติดดีในดี) เท่านั้น หรือที่เรียกว่า การดูจิตติดอารมณ์ เพราะปล่อยวางอารมณ์เหล่านั้นไม่เป็นนั่นเอง


สภาพจิตที่แท้จริงนั้น เป็นสภาพธรรมที่จิตมีสติสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหวโดยลำพังตนเอง สืบเนื่องมาจากการได้ฝึกฝนอบรมการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาจนชำนาญในการปล่อยวางอารมณ์ออกจากจิต ไม่ต้องอาศัยอารมณ์ใดๆในการที่ทำให้จิตสงบตั้งมั่นเลย เพราะได้ผ่านฝึกฝนอบรมจิตมาดีจนชำนาญแล้ว ย่อมเป็นจิตที่มีคุณภาพในการรู้เห็น และพิจารณาหัวข้อธรรมต่างๆได้ถูกต้องตามความเป็นจริง

การเริ่มต้นดูจิตโดยไม่รู้จักสภาวะธรรมของจิตที่แท้จริงนั้น ล้วนเป็นการดูอาการของจิต ที่ติดอยู่กับอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด ที่ตนเองพอใจหรือไม่พอใจเข้าไปแล้ว หรือที่เรียกว่า เกิดจิตสังขารขึ้นมาแล้วนั่นเอง


ขอถามว่าการดูจิตนั้นใช้อะไรในการดูจิต? ใช่ใช้จิตของตนเองดูใช่มั้ย? เมื่อใช่ จิตหน้าตาเป็นอย่างไร? และมีรูปร่างให้จับต้องได้มั้ย?

การจะใช้จิตดูจิตให้ถูกต้องตามความเป็นจริงได้นั้น ผู้ปฏิบัติต้องรู้จักสภาวะธรรมของจิตและอาการของจิตมาเป็นอย่างดีแล้วเท่านั้น จนสามารถแยกแยะจิตและอาการของจิตออกจากกันได้

ในเมื่อจิตไม่มีรูปร่างหน้าตาให้จับต้องได้ ทำอย่างไรจึงจะเข้าถึงสภาวะธรรมของจิตได้หละ?

เหล่านักดูจิตทั้งหลายที่ไม่เคยรู้จักสภาวะธรรมของจิตที่แท้จริงมาก่อนนั้น ควรต้องเริ่มต้นลงมือปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา เพื่อที่จะให้เข้าถึงสภาวะธรรมและรู้จักสภาพจิตที่ถูกต้องตามความเป็นจริงให้ได้เสียก่อน


ในมหาสติปัฏฐานสูตรนั้น มีพระพุทธวจนะกล่าวไว้ชัดเจนแล้วว่า ต้องเริ่มต้นที่อานาปานสติบรรพะ เพื่อเข้าถึงกายในกาย ซึ่งนามกายตัวใน ก็คือ จิตของตน ที่อาศัยอยู่ในรูปร่างกายนั่นเอง

เป็นการผูกจิตให้มีสติสงบตั้งมั่นอยู่กับลมหายใจเข้าออก ลมหายใจที่เข้าออกนั้น เป็นกายสังขารชนิดหนึ่ง มีหน้าที่ปรุงแต่งจิตและร่างกาย ให้เป็นไปตามอาการที่ปรากฏออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน

การผูกจิตให้พิจารณาเฉพาะลมหายใจเข้าออก โดยการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนานั้น เป็นการฝึกฝนอบรมจิตให้ปล่อยวางอารมณ์ต่างๆ ที่ทำให้จิตหวั่นไหว ซัดส่าย กวัดแกว่ง ฯลฯ ออกไป เพื่อให้จิตมีสติเฉพาะหน้าอยู่กับลมหายใจเข้าออก

จิตย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง เห็นในความไม่เที่ยงของลมหายใจที่เข้าออก และเวทนาต่างๆ ที่แสดงอาการออกมาให้เห็น จากหยาบสู่ละเอียด จากยาวมาสั้น กระชั้นถี่เร็วมาสู่ความราบเรียบสม่ำเสมอ ฯลฯ จนกระทั่งจิตเกิดนิพพิทาญาณ ปล่อยวางลมหายใจนั้น

เมื่อจิตมีสติสงบตั้งมั่นโดยลำพังตนเองได้แล้ว เห็นกายในกาย เป็นธรรมอันเอกให้ปรากฏ ย่อมกระเทือนถึง ฐานเวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม

เนื่องจากจิตรู้จักที่ๆ สงบสันติตั้งมั่น (เอตัง สันตัง เอตัง ปะณีตัง) อย่างแท้จริง ย่อมทำให้ผู้ปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนามีข้อเปรียบเทียบกับ ที่ๆจิตไม่สงบสันติและยังหวั่นไหวอยู่ ได้อย่างชัดเจน โดยไม่ต้องถามใครอีกเลย นี่จึงจะเป็นปัญญาที่เกิดขึ้นจากการอบรมจิตด้วยอริยมรรคอย่างแท้จริง....

เจริญในธรรมทุกๆท่าน
ธรรมภูต






Create Date : 18 พฤศจิกายน 2553
Last Update : 19 มกราคม 2558 16:08:41 น.
Counter : 216 Pageviews.

การดูกาย ก็คือ การดูจิตดีๆนี่เอง
ธรรมภูตตอบปัญหาเรื่องดูจิต

คำถาม :- "ผมมีประเด็นข้อโต้แย้งมา ให้พี่คิดครับ
ท่านไม่ได้สอนเฉพาะดูจิต
ท่านพูดอยู่เรื่อยๆว่า ลูกศิษย์ท่าน มีทั้งดูกาย ดูจิต
แต่ดูกาย มีน้อย เฉพาะพวกที่ท่านพิจารณาแล้วว่า ทำสมาธิได้จริงๆ


คำตอบ :-

ท่าน....ครับ ท่านต้องทำความเข้าใจเสียใหม่ ครับ

การดูกายนั้น ก็เท่ากับ เราได้ดูจิตไปในตัวแล้ว
เช่นเดียวกับการดูจิตนั้น เราต้องมาดูที่กาย
จึงจะทำให้เราเห็นจิตและอาการของจิตได้อย่างชัดเจน

เพราะจิตไม่มีรูปร่างให้เราแลเห็นด้วยตาหรือจับต้องได้
เมื่อจิตไปรู้อยู่ที่ไหนในส่วนใดของกาย ก็เท่ากับเราดูจิตอยู่ที่นั่น

เมื่อรู้อยู่ที่ไหน จิตก็อยู่ที่นั่น
ถ้าไปรู้อยู่ที่เรื่อง จิตก็ผสมกับอารมณ์ไปเรียบร้อยแล้ว

การที่ให้มาภาวนารู้อยู่ที่กายนั้น
เป็นการให้จิตรู้จักไตรลักษณ์ที่ปรากฏให้เห็นที่กาย
จิตจะได้ปล่อยวางขันธ์ ๕ ได้ง่ายขึ้น ครับ


เจริญในธรรมทุกๆท่าน
ธรรมภูต






Create Date : 15 ธันวาคม 2552
Last Update : 19 มกราคม 2558 16:10:34 น.
Counter : 428 Pageviews.

ดูจิตยังไง ถึงจะไม่ติดอาการของจิต ?
ธรรมภูตตอบปัญหาเรื่องดูจิต

คำถาม :- "ดูจิตยังไง ถึงจะไม่ติดอาการของจิต?"

คำตอบ :-

การดูจิตที่ถูกต้องนั้น
เราต้องผ่านการปฏิบัติภาวนาอานาปานสติกรรมฐาน
จนกระทั่งรู้จักสภาวะจิตที่สงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหวที่แท้จริงเสียก่อน
อันเป็นจิตที่อ่อนควรแก่การงาน (กมฺมนิโย จิตฺตํ)
ซึ่งขณะนั้นเราจะพิจารณาอะไรก็เป็นธรรมไปหมด

เพราะโดยธรรมชาติแล้วจิตชอบออกไปรู้รับอารมณ์
จิตเมื่อกระทบกับอารมณ์แล้ว ที่จะไม่ยึดเป็นไม่มี
จิตจะมีแต่ความสับสนวุ่นวายปรุงแต่งไปตามอารมณ์
อารมณ์แล้วอารมณ์เล่า สับเปลี่ยนหมุนเวียนไปมาตลอดเวลา

ในขณะที่เรายังไม่รู้จักจิตที่แท้จริงนั้น
เมื่อเราดูจิต เราจะรู้สึกตัวก็ต่อเมื่อจิตรู้รับอารมณ์
และปรุงแต่งไปตามอารมณ์นั้นๆ เรียบร้อยแล้ว(เผลอสติ)

เมื่อเราเกิดระลึกรู้ขึ้นแล้ว แทนที่เราจะรีบละวางอารมณ์
เพื่อหยุดการปรุงแต่งของจิตไปตามอารมณ์
เรากลับเปลี่ยนไปสู่อารมณ์จิตอื่นที่ยังมีการปรุงแต่งอยู่นั่นเอง
เพราะเราไม่เคยรู้จักวิธีปล่อยวางอารมณ์และอาการของจิต

โดยเราจะเปลี่ยนอารมณ์จิต
ไประลึกรู้อยู่ที่อาการวางเฉยที่เราตั้งเจตนาไว้แต่ตอนต้น
ว่าต้องรู้เฉยๆเท่านั้น ไม่ต้องทำอะไร (ภาษาธรรมเรียกว่าเฉยโง่)

ซึ่งโดยความเป็นจริงแล้ว
อารมณ์เฉยที่เราไประลึกรู้นั้น ก็คืออาการของจิตอย่างหนึ่ง ซึ่งก็มักตั้งอยู่ได้ไม่นาน
จะมีอารมณ์และอาการของจิตอื่นๆสอดแทรกเข้ามาตลอดเวลา โดยไม่รู้ตัว

เมื่ออารมณ์เฉยนั้นดับไปอารมณ์ใหม่ก็เกิดขึ้นมา(เผลอสติ)อีก
เมื่อระลึกรู้ก็วนมาสู่อารมณ์รู้เฉยๆเช่นเคย
อันเป็นการติดอยู่ในอารมณ์และอาการของจิตจนเป็นวัฏฏะ
ไม่เคยสามารถแยกจิตออกจากอารมณ์ได้เลย

ส่วนผู้ที่ฝึกฝนอบรมภาวนาอานาปานสติกรรมฐานมาจนชำนาญนั้น
เมื่อจิตกระทบกับอารมณ์เข้า ก็จะรีบยกจิตออกจากอารมณ์เหล่านั้น
ก่อนที่อารมณ์เหล่านั้น จะปรุงแต่งจิตให้สับสนวุ่นวายไปตามอารมณ์
มาตั้งไว้ที่ฐานที่ตั้งของสติที่เป็นกรรมฐานของเรา(ฐานเดิม)
เป็นฐานที่ตั้งของจิตที่สงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหวไปตามอารมณ์

จิตก็จะพิจารณาเห็นอาการของจิตที่หวั่นไหวไปตามอารมณ์
กับขณะที่จิตสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหวไปตามอารมณ์ว่าแตกต่างกันยังไง

เมื่อฝึกฝนอบรมภาวนาบ่อยๆเข้า จะทำให้จิตมีกำลังสติมากพอ
ในการรีบยกจิตกลับมาตั้งที่ฐานที่ตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว
ก่อนที่จิตจะปรุงแต่งไปตามอารมณ์ต่อไป.....


เจริญในธรรมทุกๆท่าน
ธรรมภูต





Create Date : 29 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 19 มกราคม 2558 16:09:18 น.
Counter : 353 Pageviews.

จิตเห็นจิต ในจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
ธรรมภูตตอบปัญหาเรื่องดูจิต

คำถาม :- "จิตตานุปัสสนา นี้ต้องทำอย่างไรคะ?"


ที่คุณธรรมภูตกล่าวว่า
"ฉะนั้นการดูจิตที่พูดว่าเป็นจิตตานุปัสสนานั้น ความจริงหาใช่ไม่
เป็นเพียงการตามรู้อาการของจิตได้เร็วขึ้นเท่านั้น
แต่ปล่อยวางอาการของจิตไม่เป็น
ได้แต่รู้อาการของจิตจากอาการหนึ่งสู่อีกอาการหนึ่ง"


ขอถามค่ะว่า จิตตานุปัสสนา นี้ต้องทำอย่างไรคะ ???
ต้องทำหมวดกาย แล้วมาเวทนา แล้วมาจิต แล้วมาธรรม เรียงกันมาหรือเปล่าคะ ???

คือ ก็เคยทำอานาปานสติมาก่อนอยู่เหมือนกัน
ไม่เข้าใจว่าไม่ผ่านหมวดกาย แล้วจะไปหมวดจิตได้ยังไง
แต่บางอย่างก็ลองทำตามเค้าดูนะคะ ที่เค้าให้ตามรู้ ดูกายดูจิต
อยากฝึกสติน่ะค่ะ ก็ทำอานาไปด้วย ไม่กล้าดูจิตอย่างเดียว
เห็นว่าบางท่านไม่นั่งสมาธิเลย

อืม แต่พระพุทธเจ้าท่านว่าสัมมาสมาธินี่คือ ฌาณ1-4 ไม่ใช่เหรอคะ ???
ยังไงก็ต้องทำสมาธิอยู่ดี ดูแต่จิต มรรคมีองค์ ๘ จะครบเหรอคะ ???



สำหรับคำถามข้างบนนี้ เป็นคำถามจากสหธรรมิก
ที่ได้อ่านข้อความในบล็อก ดูจิตแบบสมาธินำ หรือ ปัญญานำสมาธิ
ผมขอตอบดังนี้ครับ


จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน พิจารณาจิตในจิต
การจะพิจารณาจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานให้ได้ผลและถูกต้องแม่นยำนั้น
เราควรต้องมาทำความรู้จักจิตที่แท้จริงก่อนครับ

จิตนั้นเป็นเพียงธาตุรู้ ไม่ใช่อะไรทั้งสิ้น
มีหน้าที่รู้อย่างเดียว ถึงไม่รู้ก็รู้ว่าไม่รู้

ที่จิตมีปัญหาอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะเข้าไปยึดเอาอุปาทานขันธ์ ๕ มาเป็นของๆตน
เนื่องจากจิตถูกอวิชชาครอบงำมานมนานเป็นอนันตชาติ
กดดันให้เกิด กิเลส กรรม วิบาก วนเวียนเป็นวัฏฏะไม่สิ้นสุดลงได้

เมื่อจิตไปรู้อะไรเข้า ย่อมนำเอาอารมณ์ต่างๆเหล่านั้นเข้ามาปรุงแต่งจิตทั้งสิ้น
และแสดงอาการของจิตออกมาให้เห็นตามอารมณ์เหล่านั้น
เช่น รัก ชอบ ชัง เฉยๆ ฯลฯ

เฉยในที่นี้เป็นอารมณ์เฉยที่จิตได้ปรุงแต่งขึ้นมาในขณะนั้น
สามารถเปลี่ยนแปลงเป็น รัก ชอบ ชังฯลฯ ในกาลต่อไปข้างหน้า


เมื่อเรารู้อย่างนี้แล้ว ย่อมเกิดคำถามว่า
เราจะรู้จักจิตได้อย่างไร ในเมื่อจิตไม่มีรูปร่างให้เราจับต้องได้
เราเพียงรู้ว่าจิตมีหน้าที่รับ จำ นึก คิด เรื่องราวต่างๆที่เข้ามาสู่จิต
โดยไม่เคยได้หยุดนิ่ง ด้วยสติ สมาธิ ปัญญาสักที

การหยุดในขณะปรกตินั้น เป็นการหยุดนิ่งที่ไม่รู้ว่าจะคิดอะไรต่อไปเท่านั้นเอง
ต่อเมื่อมีอารมณ์ใหม่เกิดขึ้นที่จิต จิตก็คิดต่อไปอีกเช่นเคย
เปลี่ยนจากอารมณ์หนึ่งไปสู่อารมณ์หนึ่งเท่านั้น
ที่พวกดูจิตหลงคิดไปว่า นี่แหละเป็นการปฏิบัติจิตตานุปัสสนา


แต่แท้จริงแล้วเป็นการดูอาการของจิตที่เปลี่ยนแปลงไป
ซึ่งเปลี่ยนจากอารมณ์อกุศลจิตไปเป็นอารมณ์กุศลจิต
เมื่อเรารู้ทัน ก็เป็นความตั้งใจที่เราระลึกรู้ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าสติ
ยังไม่ใช่สัมมาสติที่ได้รับการฝึกอบรมให้เกิดขึ้นที่จิตอย่างแท้จริงครับ


เมื่อเราดูจิตแบบนี้บ่อยๆเข้า ทำให้เรารู้สึกตัวได้เร็วขี้นเท่านั้น
แต่ไม่ใช่การระลึกรู้เพื่อการปล่อยวางอารมณ์(สัมมาสติ)ที่แท้จริง
เป็นการเปลี่ยนจากอารมณ์หนึ่งสู่อีกอารมณ์หนึ่งได้เร็วขึ้นเท่านั้น

จะหมุนเวียนเป็นวัฏฏะอยู่อย่างนี้ เนื่องจากมีอารมณ์ใหม่ๆเข้ามา
หรืออารมณ์เก่าที่หวนกลับเข้ามาตลอดเวลา เพราะจิตปล่อยวางอารมณ์ไม่เป็น

แล้วจะทำยังไงล่ะ เพื่อให้จิตปล่อยวางอารมณ์เป็น ???
เราก็ต้องฝึกฝนอบรมจิตให้มีฐานที่ตั้งของสติ เพื่อเป็นที่ตั้งแห่งการงานทางจิต
จิตจะได้มีสติรู้เท่าทันอารมณ์และตั้งมั่นไม่หวั่นไหวไปกับอารมณ์ที่เข้ามากระทบ

เราต้องฝึกหัดฝึกฝนอบรมจิตด้วยการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา เพราะอะไร ???
เพราะการที่จะอบรมจิตให้สงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหวได้นั้น
เราต้องมีเครื่องมือ คือลมหายใจของเราเอง บวกคำภาวนา “พุทโธ”
เพื่อผูกจิตให้อยู่กับฐานที่ตั้งของสติ เพื่อเป็นที่ตั้งแห่งการงานทางจิตนั่นเอง

ลมหายใจนั้นเป็นกายสังขารชนิดหนึ่งที่ปรุงแต่งกาย ปรุงแต่งจิตอยู่
จะมีการผกผันไปตามอารมณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้นๆ
เช่น กำลังโกรธหรือตื่นเต้น ลมหายใจก็จะหยาบสั้นและเร็ว
ในขณะที่อารมณ์ดี ลมหายใจก็จะเปลี่ยนแปลงไปอีกแบบหนึ่งแตกต่างกันไป

การอบรมจิตด้วยอานาปานสตินั้น เป็นการเริ่มต้นดูจิตที่ถูกต้อง
เพราะลมหายใจเป็นกายสังขารที่ผูกจิตให้อยู่ที่กายตลอดเวลา
ทำให้จิตไม่ปรุงแต่งไปตามอารมณ์ภายนอก
แต่มารู้มาเห็น(ดูจิต)อยู่ที่ลมหายใจที่เข้า-ออกแทน
ละเอียดหรือหยาบนั้น ขึ้นอยู่กับความสงบตั้งมั่นของจิตในขณะนั้นๆ


พระบรมครูท่านทรงกล่าวสรรเสริญว่า
การภาวนาอานาปานสติให้บริบูรณ์นั้น จะทำให้สติปัฏฐาน ๔ บริบูรณ์ได้
เพราะการพิจารณากายสังขารนั้นทำให้เรารู้จักกายในกายเป็นอย่างดี
เมื่อรู้จักกายในกาย ย่อมทำให้เรารู้จักเวทนาในเวทนา ตามด้วยรู้จักจิตในจิต

นั่นคือ เมื่อจิตสงบจากอารมณ์ ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว
เราย่อมเห็นอาการของจิตที่หวั่นไหวไปตามอารมณ์ได้ชัดเจน

เมื่อเห็นจิตที่หวั่นไหวไปตามอารมณ์ที่มากระทบ
หากเราสามารถนำจิตที่ไม่สงบ หวั่นไหวต่ออารมณ์นั้น
ให้กลับเข้ามาสู่ฐานที่ตั้งของสติได้อย่างรวดเร็ว
จิตก็ย่อมสงบตัวลงและตั้งมั่นไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์
(ทั้งนี้ ต้องหมั่นฝึกบ่อยๆให้ชำนาญเป็นวสี
เพื่อให้เท่าทันต่อทุกอารมณ์ที่เข้ามากระทบจิต)
เมื่อทำสำเร็จย่อมเห็นธรรมในธรรมปรากฏขึ้นมาให้พิจารณา


การที่เราดูจิตโดยไม่เคยผ่านฐานกาย ฐานเวทนามาก่อน
เราย่อมไม่รู้จักจิตที่สงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์
เราจะเห็นแต่อาการของจิตเท่านั้น

การปฏิบัติสมาธิกรรมฐานกรรมภาวนา(สัมมาสมาธิ)นั้น
เราใช้อารมณ์ภายในกายมาเป็นอารมณ์แห่งองค์ภาวนา
ก็เพื่อผูกจิตให้สงบตั่งมั่นไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ที่เข้ามากระทบนั่นเอง
เพื่อให้จิตสามารถปล่อยวางอารมณ์ไปเป็นลำดับชั้น
จากฌานที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ในสัมมาสมาธิ
จนจิตปล่อยวางอารมณ์ได้อย่างสิ้นเชิงในฌานที่ ๔
(ดูได้ในมหาสติปัฏฐานสูตร)

หลักธรรมสำคัญในพระพุทธศาสนานั้น
ย่นย่อลงเหลือเพียง ศีล สมาธิ ปัญญา หรือ อริยมรรคมีองค์ ๘ เท่านั้น
สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ คือ ปัญญา
สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ คือ ศีล
สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ คือ สมาธิ

และในมหาจัตตารีสกสูตร
พระบรมครูทรงเชิดชู สัมมาสมาธิของพระอริยะเป็นประธานของมรรคอีก ๗ องค์

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงสัมมาสมาธิของพระอริยะ
อันมีเหตุ มีองค์ประกอบ แก่เธอทั้งหลาย
พวกเธอจงฟังสัมมาสมาธินั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวต่อไป

ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า ชอบแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ฯ

[๒๕๓] พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุ มีองค์ประกอบ คือ
สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ (ปัญญา)
สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ (ศีล)
สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ (สมาธิ) เป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ประกอบแล้วด้วยองค์ ๗ เหล่านี้แล
เรียกว่า สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุบ้าง มีองค์ประกอบบ้าง ฯ


นั่นแสดงว่า การปฏิบัติสัมมาสมาธิ จะทำให้มรรคทั้ง ๘ ครบองค์
จนเป็นมรรคสมังคี มรรคทั้ง ๘ จะรวมตัวกันทำงานร่วมกันเกื้อกูลกัน
จนจิตหลุดพ้นจากทุกข์ได้ในที่สุด



เจริญในธรรมทุกๆท่าน
ธรรมภูต





Create Date : 06 ตุลาคม 2552
Last Update : 19 มกราคม 2558 16:12:37 น.
Counter : 403 Pageviews.


ในความฝันของใครสักคน
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



สารบัญ Blog ธรรมภูต

หน้าแรก Blog ธรรมภูต

youtube ธรรมภูตสนทนาธรรม





Group Blog