ดูจิตต้องเข้าให้ถึงอธิจิต ไม่ใช่ดูจิตติดกับดักอาการของจิต
สืบเนื่องจากมีการสอนเรื่อง "ดูจิต" กันอย่างแพร่หลายอยู่ทุกวันนี้มีความเข้าใจกันไปต่างๆนานา คนละทิศคนละทาง ซึ่งมีทั้งที่เป็นของจริงและมีทั้งที่เป็นของผิดจากความเป็นจริง

ที่เป็นของจริงแท้นั้น ล้วนเป็นของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ฝ่ายปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาสาย "พุทโธ" หรือฝ่ายปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาในรูปแบบต่างๆอย่างจริงจัง

ถึงแม้ว่าการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานในบางรูปแบบที่มีอยู่นั้น จะไม่ใช่สัมมาสมาธิโดยตรงก็ตามที แต่ก็สามารถนำมาปรับเปลี่ยนให้พัฒนามาเป็นสัมมาสมาธิได้ในภายหลังได้เช่นกัน เมื่อได้รับการแนะนำให้ดำเนินไปได้อย่างถูกต้อง จากพ่อแม่ครูบาอาจารย์สายปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา “พุทโธ” ที่เป็นพระแท้ ซึ่งยังคงมีหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน

อย่างน้อยๆการที่ได้ฝึกฝนอบรมปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนามาบ้างนั้น ก็จะทำให้เราได้รู้จักการตะล่อมจิต หรือการประคองจิตให้อยู่ในทิศทางที่ตนเองต้องการได้ ไม่มากก็น้อย

ยังดีกว่าพวกที่ไม่เคยปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนามาเลย คนพวกนี้จะไม่รู้จักการตะล่อมจิต หรือ การประคองจิตให้สงบมีสติเป็นสมาธิมาก่อนเลย คนพวกนี้จะไม่เคยได้สัมผัสสภาวะจิตที่สงบ มีสติตั้งมั่นไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ความรู้สึกนึกคิดต่างๆได้เลย ถึงแม้จะเป็นการชั่วครั้งชั่วคราวก็ตามที

ไม่แตกต่างไปจากการสอน "ดูจิต" ที่ผิดจากความเป็นจริงที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ ซึ่งเป็นการดูอาการของจิต ที่ไหลไปตามอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดต่างๆ ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป หมุนเวียนเปลี่ยนไปตลอดเวลา ตลอดวัน ตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้า จนกระทั่งถึงเวลาเข้านอน เมื่อจิตไหลไปตามอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด ก็สอนให้ได้แต่รู้ ดูอยู่อย่างนั้น โดยไม่ต้องเข้าไปแทรกแซง แล้วสติจะเกิดขึ้นได้เองอัตโนมัติ

ซึ่งเป็นไปไม่ได้ โดยเหตุผลตามความเป็นจริง ที่เป็นตรรกะเลย

การนำเอาสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ตลอดวันตลอดคืน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไป เป็นเรื่องธรรมดาของโลก ที่มีอยู่ เป็นอยู่ แต่กลับนำเอามาสอนว่า นี่แหละคือ การ "รู้เห็นตามความเป็นจริง" ที่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลา

เป็นการเข้าใจผิดไปจากความเป็นจริงกันเองว่าคือการปฏิบัติทางจิตที่เรียกว่า "จิตตานุปัสสนา" ในแบบ "ดูจิต" ที่มีการสอนกันอยู่อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน เป็นการเข้าใจแบบผิดฝาผิดตัวของผู้สอนเอง ที่ไม่รู้จักสภาวะจิตที่แท้จริง เนื่องจากผู้สอนเองนั้น ก็ยังไม่เคยเข้าถึงสภาวะ "อธิจิต" หรือ "สัมมาสมาธิ" มาก่อนอย่างแน่นอน

การที่เราตามรู้ตามเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดเวลาในชีวิตประจำวันนั้น เราไม่เรียกว่าเป็นการรู้เห็นตามความเป็นจริง เราควรเรียกว่า "รู้เห็นอาการของจิตที่แสดงออกไปตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน" เท่านั้น เป็นเพียงการสำรวมระมัดระวัง กาย วาจา ใจ หรือ ที่เรียกว่า "อินทรีย์สังวร" ในขั้นอธิศีลนั่นเอง

โดยให้เราหมั่นจดจำสภาวะธรรมที่เกิดขึ้น ซึ่งทำให้เกิดอาการของจิตออกมา หรือเรียกว่าการที่จิตได้แสดงอาการออกไปตามอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด อันไม่พึงประสงค์ หรือพึงประสงค์ก็ตาม ในขณะนั้นๆ เมื่อรู้สึกตัวเพราะสัญญาจดจำได้จนกลายเป็นถิรสัญญา และมีการเปลี่ยนอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดต่างๆให้มารู้สึกเฉยๆ (เฉยโง่)

ส่วนการ "ดูจิต" ที่เข้าถึง "อธิจิต" ที่เรียกว่า ระลึกรู้ (มีสติ) ต้องเพียรพยายาม สลัด สำรอกเพื่อปล่อยวางอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดที่ยินดียินร้าย ให้ออกไปจากจิตของตนเองให้ได้นั่นเอง ซึ่งต้องมีขบวนการในการฝึกฝนอบรมสัมมาสติ ให้มีขึ้นให้เกิดขึ้น ที่จิตของตนเองจนคล่องแคล่วเป็น "วสี" เท่านั้น

ปัจจุบันนี้ มีการสอนปฏิบัติธรรมโดยใช้หลักการแบบง่ายๆ สบายๆ และลัดสั้น (บทเรียนลัด) ที่ได้รับความนิยม มีการอบรมมาจากผู้สอนแบบผิดๆ โดยการหลอกตนเองว่า ให้เราพยายามวางเฉยกับอารมณ์ความรู้สึก อันไม่พึงประสงค์หรือพึงประสงค์ให้ได้ โดยให้สติเกิดขึ้นเองอัตโนมัติเพราะเหตุใกล้ โดยไม่ต้องพยายาม ไม่ต้องแทรกแซง ไม่ต้องเจตนาใดๆเลย

เป็นการสอนที่ขัดแย้งกันเองอย่างยิ่ง โดยการสอนในตอนต้นนั้น สอนให้พยายามจำจดสภาวะธรรมที่เกิดขึ้นบ่อยๆ จนกลายเป็นถิรสัญญาให้ได้ แสดงว่าต้องมีการตั้งเจตนา หรือ ความตั้งใจไว้ก่อนหน้าแล้ว ไม่ได้เกิดขึ้นเองเลย

กาลต่อมากลับสอนให้ "รู้เฉยๆ" แล้วสติจะเกิดขึ้นได้เองโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องพยายาม ไม่ต้องแทรกแซง ไม่ต้องเจตนาใดๆ ซึ่งบางครั้งได้ลองพยายามวางเฉยแล้วแต่ไม่สำเร็จถึงกับต้องใช้วิธีพยายามเปลี่ยนเอาอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด ในทางอันเป็นกุศลเข้ามาแทนที่อารมณ์ความรู้สึกนึกคิดอันไม่พึงประสงค์นั้น เมื่ออารมณ์ความรู้สึกนึกคิดเหล่านั้นสงบลง ก็เข้าใจไปว่าตนเอง "วางเฉย" ได้แล้ว ทั้งๆที่ยังเป็นเฉยโง่อยู่ แท้จริงแล้วเป็นความคุ้นชินกับวิธีการเหล่านี้เสียมากกว่า

เมื่อทำจนรู้สึกคุ้นชินกับอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดเหล่านั้นได้ ก็จะรู้สึกเฉยๆไปเอง เพราะความคุ้นชินกับสิ่งต่างๆทั้งหลายที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เป็นความคิดเองเออเองไปทั้งสิ้น จนเข้าใจผิดไปว่าตนเองสามารถ "วางเฉย" ได้แล้ว

หรือที่พยายามพูดโมเมกันขึ้นมาเองว่า มีสติเกิดขึ้นได้เองอัตโนมัติ ความจริงที่เป็นอยู่นั้น ล้วนเกิดจากถิรสัญญาที่ตนเองเคยตั้งใจไว้ เคยได้ตั้งจิตเจตนาเอาไว้ก่อนแล้ว ในการที่จะสำรวมระมัดระวัง กาย วาจา ใจของตนเอง หรือที่เรียกว่า"อินทรีย์สังวร" ไม่ให้ล่วงละเมิดศีลธรรมอันดีงามที่จะเกิดขึ้น จนเป็นความเคยชินที่เกิดขึ้นมาโดยอัตโนมัติ เป็นของประจำจิตใจของตนเองไปแล้ว

โดยไม่ลองย้อนกลับมาพิจารณาให้เห็นอย่างถ่องแท้ ถึงเหตุที่ทำให้ตนเองสามารถ "วางเฉย" ต่ออารมณ์ความรู้สึกนึกคิดเหล่านั้นมาได้อย่างไร?

แท้จริงแล้ว เป็นเพียงความคุ้นชิน ที่เกิดจากถิรสัญญา ต่ออารมณ์ความรู้สึกนึกคิด ที่ไม่พึงประสงค์ หรือพึงประสงค์เหล่านั้น ที่เรียกว่า "ติดกับดับอาการวางเฉยของจิต หรือติดจิตสังขารอย่างละเอียด" นั่นเอง ที่เรียกว่า "เฉยโง่" ไม่ใช่การ "วางเฉย" ได้ของจิต หรือ "อุเบกขาธรรม" อย่างแท้จริง

การ "วางเฉย" ได้ของจิตที่แท้จริง หรือ "อุเบกขาธรรม" นั้น ต้องสืบเนื่องมาจาก การที่จิตได้รับการฝึกฝนอบรม "อธิจิตสิกขา" หรือ "สัมมาสมาธิ" จะเรียกว่า "สติปัฏฐานสี่" ก็ได้ จนจิตเข้าถึงสภาวะธรรมที่เรียกว่า "อุเบกขาสติปาริสุทธิง" ิในฌานที่ ๔ ของสัมมาสมาธิ จนจิตมีสติกำกับอย่างต่อเนื่องเนืองๆ สามารถปล่อยวางอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดต่างๆทั้งที่พึงประสงค์และไม่พึงประสงค์ ออกไปจากจิตได้สำเร็จ

เกิดจากการที่จิต "วางเฉย" เพราะจิต สลัด สำรอก และปล่อยวางอารมณ์ต่างๆออกไปได้จริงไม่ใช่ "เฉย" แบบที่นึกเอา

การที่จิตได้ฝึกฝนอบรมสัมมาสมาธิหรือ "อธิจิต" จนคล่องแคล่วชำนิชำนาญในการเข้าออกจากสมาธิที่เราเรียกว่า "เป็นวสี" จึงจะเป็น "อุเบกขาธรรม" ที่แท้จริง ที่เกิดจากจิตที่ได้รับการฝึกฝนอบรมมาอย่างดีแล้วเท่านั้น คือจิตที่มี สัมมาวายามะ สัมมาสติ กำกับอยู่ที่ฐานที่ตั้งของสติ หรือ ที่เรียกว่า "สติปัฏฐาน" ฐานที่ตั้งของสติอย่างต่อเนื่อง หรือที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์ทั้งหลายท่านเรียกว่า ฐานเดิมของจิตนั่นเอง

การที่จิตมีฐานที่ตั้งของสติหรือ เรียกว่า "สติปัฏฐาน" นั้น
เกี่ยวพันอะไรกับ "อธิจิตสิกขา" ล่ะ ?

เป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกันอย่างยิ่ง การจะเข้าถึง "อธิจิต" ได้นั้น ก่อนอื่นเราต้องมารู้จักคำว่า "อธิจิต" คือ "จิตอันยิ่ง" อะไรหละที่เรียกว่าจิตอันยิ่ง? จิตอันยิ่ง ก็คือ จิตที่ได้รับการฝึกฝนอบรมอริยมรรคมีองค์แปดในหมวดสมาธิ มีสัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ กำกับอยู่ตลอดเวลา จนจิตมีสติสงบตั้งมั่นเป็นสัมมาสมาธิ ณ.ภายในจิต เป็นจิตที่มีคุณภาพอย่างยิ่ง อ่อน ควรแก่การงาน เป็นจิตอันยิ่ง(อธิจิต)

อธิจิต คือจิตที่รู้เห็นตามความเป็นจริง (จิตเห็นจิต) ว่า จิตสังขารหรืออาการของจิต ที่หวั่นไหวไม่สงบตั้งมั่น ส่งออกไปปรุงแต่งตามอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดต่างๆทั้งหลายทั้งภายใน และภายนอกนั้น ล้วนต้องเกิด-ดับไปตามอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดต่างๆทั้งหลายทั้งภายในและภายนอกเหล่านั้นเช่นกัน เมื่อรัก ชอบ ชังก็จะแสดงออกไปตามอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดเหล่านั้น

จิตจะเสวยอารมณ์ได้ ทีละอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด หรือที่เรียกว่า"เกิด-ดับไปตามอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดทีละอารมณ์" นั่นเอง

ขณะที่จิตเสวยอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดอยู่นั้น เป็นสภาวะจิตที่ขาดสติ หรือเผลอสติ จิตจึงแสดงอาการต่างๆออกไป ตามอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดเหล่านั้น เมื่อมารู้สึกตัวได้ในภายหลังเพราะเคยตั้งเจตนาไว้ว่า จะต้องสำรวมระมัดระวังกาย วาจา ใจ ให้อยู่ในกรอบของศีลธรรมอันดีงาม ก็จะเกิดความละอายแก่ใจ ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและดับไปก่อนหน้าเหล่านั้น ทำให้หมั่นจดจำต่อสภาวะธรรมที่เกิด-ดับเหล่านั้น จนกลายเป็นถิรสัญญา และคอยระมัดระวังกาย วาจา ใจ ให้อยู่ในกรอบศีลธรรมอันดีงามที่ตนเองต้องการ

เมื่อคอยสำรวมระมัดระวัง กาย วาจา ใจ ได้บ่อยๆเนืองๆ คือ ผ่านการศึกษา "อธิศีล" ได้แล้วควรนำสภาวะจิตที่มี "อินทรีย์แก่กล้า" นี้นำมาต่อยอดโดยลงมือปฏิบัติ "สัมมาสมาธิ" เพื่อให้จิตเข้าถึง "อธิจิต" อย่างแท้จริง นำจิตไปสู่ความเป็นผู้มีสติปัญญา รู้เห็นตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นที่จิต

การที่จิตไม่สงบตั้งมั่นและยังหวั่นไหวต่ออารมณ์ความรู้สึกนึกคิดอยู่นั้น เหตุเพราะจิตขาดกำลังของ สติ สมาธิ ปัญญา สืบเนื่องมาจากจิตที่ขาดการฝึกฝนอบรมการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา "พุทโธ" นั่นเอง จิตจึงมีกำลังไม่มากพอ ในการที่จะปล่อยวางอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดทั้งหลายออกไปจากจิตของตน

เมื่อเราได้รับการฝึกฝนอบรมจิต จนกระทั่งเข้าถึง "อธิจิต" ที่แท้จริงแล้ว จิตย่อมมีกำลัง หรือที่เรียกว่า "มีพละ" เกิดขึ้น มีศีล สติ สมาธิและปัญญามากพอ ที่จะนำพาให้เกิด "วิชชา จิตหลุดพ้น" เกิดขึ้นบริบูรณ์ ดังมีพระพุทธพจน์รับรองไว้ดังนี้

"อานาปานสติ ภิกฺขเว ภาวิตา พหุลีกตา
จตฺตาโรสติปฏฺฐาเน ปริปุเรนฺติ,
จตฺตาโรสติปฏฺฐานา ภาวิตา พหุลีกตา
สตฺตโพชฺฌงฺเค ปริปุเรนฺติ,
สตฺตโพชฺฌงคา ภาวิตา พหุลีกตา
วิชฺชาวิมุตฺตึ ปริปุเรนฺติ แปลว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายอานาปานสตินี้ ถ้าทำให้เกิดขึ้น
ทำให้บ่อยๆแล้วย่อมได้ชื่อว่า ทำสติปัฏฐานสี่ให้บริบูรณ์,
สติปัฏฐานสี่นี้ถ้าทำให้เกิดขึ้น ทำให้บ่อยๆแล้ว
ย่อมได้ชื่อว่าทำโพชฌงค์เจ็ดให้บริบูรณ์,
โพชฌงค์เจ็ดนี้ถ้าทำให้เกิดขึ้น ทำให้บ่อยๆแล้ว
ย่อมได้ชื่อว่าทำวิชชาจิตหลุดพ้นทุกข์ให้บริบูรณ์ ดังนี้"


สรุปตามพุทธโอวาทที่ทรงตรัสไว้ชัดเจนโดยไม่ต้องตีความใดๆเลย
การ "ดูจิต" ที่มีมาในมหาสติปัฏฐาน ๔ จะบริบูรณ์ได้นั้น
ต้องมีรากฐานมาจากการฝึกฝนอบรมปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา
"อานาปานสติ" หรือ ภาวนา"พุทโธ" อันเป็นรากฐานสำคัญ
ที่จะทำให้การ "ดูจิต" ไม่ติด "คิด" จิตเห็นจิตตามความเป็นจริงนั่นเอง.


เจริญในธรรมทุกๆท่าน
ธรรมภูต





Create Date : 18 พฤษภาคม 2553
Last Update : 19 มกราคม 2558 16:49:24 น.
Counter : 418 Pageviews.

ดูจิตที่รู้เห็นผิดจากความเป็นจริง เพราะดูแต่จิตสังขาร
การดูจิตที่รู้เห็นตามความเป็นจริง ย่อมต่างกับการดูจิตที่รู้เห็นผิดไปจากความเป็นจริง

ดังที่เคยจั่วหัวเรื่องไปแล้วว่า การรู้จักจิตผิดๆนั้น ทำให้การศึกษาพระพุทธศาสนาผิดไปตลอดแนว เปรียบเหมือนการติดกระดุมเสื้อเม็ดแรกผิด ย่อมทำให้ติดเม็ดอื่นผิดตามไปด้วยตลอดแนวเช่นกัน ฉันใดก็ฉันนั้น

เพราะรู้จักจิตผิดไปจากความเป็นจริงนั่นเอง ไม่ใช่ไม่รู้จักจิต แต่เป็นเพราะรู้จักจิตแบบผิดๆ เข้าใจว่าจิตเป็นตัวทุกข์ โดยเห็นการที่จิตแสดงอาการตอบสนองต่ออารมณ์เหล่านั้นว่าเป็นจิตตนเอง

ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นเพียงจิตสังขาร คือจิตผสมปรุงแต่งกับอารมณ์เหล่านั้นเรียบร้อย จนมีอาการของจิตแสดงออกมาให้เห็นทางร่างกายและจิตใจแล้ว โดยเจ้าตัวจะรู้เห็นได้เองอย่างชัดเจน ต่อเมื่ออารมณ์เหล่านั้นผ่านพ้นไปแล้วและตนเองนำกลับมาพิจารณาอีกที


แต่บางท่านที่เคยผ่านการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนามาบ้างนั้น ก็สามารถที่จะยับยั้งอารมณ์ที่กำลังคุกรุ่นอยู่นั้นให้บรรเทาเบาบางลงได้ ไม่ว่าจะโดยวิธีการกดข่ม(ใหม่ๆ) หรือรู้จักวิธีสลัด(สละ)อารมณ์ออกไปจากจิตได้ก็ตามที

ก็เพราะล้วนแล้วแต่ต้องรู้เห็นตามความเป็นจริงว่า การที่มีอารมณ์เหล่านั้นมาคุกรุ่นอยู่ที่จิตได้นั้น ไม่ใช่ว่าอารมณ์เหล่านั้นมีขึ้นมาได้เอง แต่เพราะเนื่องจากจิตนั่นเอง ที่เป็นผู้ออกไปรับเอาอารมณ์เหล่านั้นเข้ามาเป็นของๆจิต แต่ทำไมถึงไม่เป็นอารมณ์ของบางคนหละ?

เนื่องจากจิตสามัญสัตว์โลกนั้น ล้วนแล้วแต่ยังโง่เขลาเบาปัญญา ยังมีความยึดมั่นถือมั่น ณ.ภายในจิต อารมณ์ทั้งหลาย รูป เสียง กลิ่น รส กายสัมผัส ธรรมารมณ์ และอาการของจิต ซึ่งก็คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่จิตเองได้สะสมสั่งสมอบรมมานานแล้วไม่รู้กี่ภพ กี่ชาติ ทำให้จิตมีความยึดมั่นถือมั่น ณ.ภายในจิตขึ้นมาอย่างเหนียวแน่น เพราะจิตไม่รู้เห็นตามความเป็นจริงนั่นเอง จึงได้สั่งสมอบรมความยึดมั่นถือมั่นเหล่านั้นเข้ามา โดยไม่รู้ตัว

โดยความเป็นจริงแล้ว คนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้ฝึกฝนอบรมการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนามานั้น จะรู้สึกตัวก็ต่อเมื่อจิตได้รับการผสมกับอารมณ์ที่รัก ชอบ ชังนั้นแล้ว จะรู้สึกตัวช้าหรือเร็ว ก็ขึ้นอยู่กับความคุ้นชินที่เคยตั้งเจตนาไว้ก่อนกับอารมณ์เหล่านั้น ซึ่งแต่ละคนจะมีความสามารถในการรู้สึกตัวต่ออารมณ์ที่แตกต่างกันออกไป ตามแต่จริตนิสัยที่ตนเองสั่งสมอบรมมาแต่เก่าก่อน

บางพวกที่ได้รับการสั่งสอนอบรมให้ดูจิตโดยเริ่มต้นที่ฐานจิตเลยนั้น ส่วนใหญ่แล้วจะรู้สึกว่า(ความรู้สึก ยังเชื่อถือไม่ได้) ดีขึ้น เพราะรู้เห็นอาการของจิตที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะได้เร็วขึ้นนั้น ซึ่งโดยความเป็นจริงแล้ว ใครก็ตามที่ได้รับการฝึกฝนอบรมการสำรวมอินทรีย์มาก่อนแล้ว ย่อมเข้าใจได้ดี

เพราะเมื่อเราระวังรักษาสำรวมกาย วาจา ใจ ด้วยความต่อเนื่องเนืองๆมาก่อน ก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่ทำให้เราจดจำและรู้จักอารมณ์เหล่านั้นได้ดีขึ้น แต่การที่จะสลัด สละอารมณ์ออกไปจากจิตให้ได้นั้น ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก ที่ต้องได้รับการฝึกฝนอบรมภาวนา "พุทโธ" เพื่อสั่งสมสัมมาสติให้เจริญขึ้นที่จิต คือ ฝึกให้จิตมีความชำนาญในการสลัด สละ ปล่อยวางอารมณ์ต่างๆพร้อมความยึดมั่นถือทั้งหลาย ณ.ภายในจิตออกไปจากจิต จนกระทั่งจิตอุเบกขาวางเฉยต่ออารมณ์ต่างๆเหล่านั้นได้จริง

ซึ่งจะเกิดขึ้นได้นั้น ต้องลงมือปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา "พุทโธ" อันเป็นการฝึกสร้างสัมมาสติให้เกิดขึ้นที่จิตนั่นเอง ซึ่งต้องเริ่มต้นจากการฝึกฝนอบรมปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา "พุทโธ" ที่ฐานกายก่อน เพื่อให้จิตเข้าถึงกายในกาย

กล่าวคือ เมื่อจิตไปรู้ที่ส่วนไหนของฐานกายก็ตาม รู้อยู่ที่ไหนจิตย่อมอยู่ที่นั้นเสมอ เป็นการฝึกให้เกิดฐานที่ตั้งของสติให้สำเร็จก่อน (สัมมาสติ)

เมื่อสามารถสร้างสัมมาสติให้เกิดขึ้นที่จิตได้แล้ว จิตย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริงและมองเห็นตนเองที่ซ้อนอยู่ ณ.ภายในกายนี้ได้อย่างชัดเจน เป็นธรรมอันเอกที่ผุดขึ้นมาให้เห็น และจิตก็จะเข้าถึง เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรมโดยปริยาย


เมื่อฝึกฝนจนชำนาญเป็นวสีดีแล้ว จิตจะรู้อยู่ที่ฐานไหนก็เช่นเดียวกัน แต่ใหม่ๆ ที่ยังไม่รู้เห็นตามความเป็นจริงนั้น ต้องเริ่มต้นที่ฐานกายเพื่อจะได้เข้าถึงจิตที่แท้จริง(กายในกาย) เป็นการสร้างสัมมาสติให้เกิดขึ้นที่จิต

ที่ว่าจิตรู้เห็นตามความเป็นจริงนั้น ก็คือ จิตจะเห็นอาการของจิตที่หวั่นไหวไปตามอารมณ์ต่างๆและความยึดมั่นถือมั่น ณ.ภายในจิตได้อย่างชัดเจน และมีกำลังสติ สมาธิ มากพอที่จะสลัด สละ ปล่อยวางอารมณ์ต่างๆและความยึดมั่นถือมั่น ณ.ภายในจิตออกไปจากจิตตามกำลังของสติ สมาธิ ที่ได้รับการอบรมสั่งสมมา

จิตจะอุเบกขาวางเฉยต่ออารมณ์ต่างๆและความยึดมั่นถือมั่นได้มากน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับกำลังสติ สมาธิเช่นกัน จิตสามารถสลัด สละ ปล่อยวางอารมณ์ออกไปจากจิตได้เท่าใด จิตก็จะอุเบกขาวางเฉยต่ออารมณ์ได้เท่านั้น


คำสอนของพ่อแม่ครูบาอาจารย์หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม ก็กล่าวไว้ชัดเจนแล้วนะครับ ในหนังสือพระไตรสรณคมน์และสมาธิวิธี โดย พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม

กำหนดจำเพาะจิตผู้รู้ เพ่งพินิจพิจารณาให้เห็นพื้นแผ่นดินกว้างใหญ่ เป็นที่อาศัยของสัตว์ทั้งโลก(ผู้ข้องในอารมณ์) ก็ยังต้องฉิบหายด้วยน้ำ ด้วยลม ด้วยไฟ ยกวิปัสสนาละลายแผ่นดินนี้เสียให้เห็นเป็นสภาวธรรม เพียงสักว่าเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปเท่านั้น รวบรวมเอาแต่จิตคือผู้รู้ ตั้งไว้ให้เป็นเอกจิต เอกธรรม สงบนิ่งแน่วอยู่ และวางลงเป็นอุเบกขาเฉยอยู่กับที่ คราวนี้จะแลเห็นจิตนั้นแจ่มแจ้งยิ่งขึ้นทีเดียว ก้าวล่วงจากนิมิตได้ดี มีกำลังให้แลเห็นอำนาจอานิสงส์ของจิตที่ได้ฝึกหัดสมาธิมาเพียงชั้นนี้ ก็พอมีศรัทธาเชื่อในของตนในการที่จะกระทำความเพียรยิ่งๆ ขึ้นไป



ฉะนั้นเราพอสรุปได้ไม่ยากว่า จิตไม่ใช่ตัวทุกข์หรือกองทุกข์เลย แต่ที่จิตเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ไปนั้น เนื่องจากอารมณ์ต่างๆภายนอกหรือธรรมารมณ์ ณ.ภายในจิต ที่เกิดผัสสะให้จิตแสดงอาการสนองตอบต่ออารมณ์ต่างๆเหล่านั้น ไม่ใช่เป็นที่ตัวจิตเอง แต่เป็นที่อาการของจิตที่แสดงออกมาให้เห็นในการสนองตอบต่ออารมณ์นั้นๆ

ถ้าเราฝึกฝนอบรมจิตจนกระทั่งสามารถอุเบกขาวางเฉยต่ออารมณ์ต่างๆและความยึดมั่นถือมั่น ณ.ภายในจิตได้ จิตก็จะไม่สุข ไม่ทุกข์ไปตามสิ่งที่เกิดผัสสะเหล่านั้นนั่นเอง

เรื่องจิตจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา ที่พวกเราต้องศึกษาให้เข้าใจ และปฏิบัติตามรอยพระบาทองค์สมเด็จพระพุทธชินวร บรมศาสดา

พระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ทรงกล่าวไว้ชัดเจนว่า
“สจิตปริโยทปนัง เอตังพุทธานสาสนัง การชำระจิตให้บริสุทธิ์หมดจดจากเครื่องเศร้าหมอง นี้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายทุกๆพระองค์”



เจริญในธรรมทุกๆท่าน
ธรรมภูต






Create Date : 24 เมษายน 2553
Last Update : 19 มกราคม 2558 16:49:42 น.
Counter : 201 Pageviews.

การดูจิตโดยขาดพื้นฐานที่ถูกต้อง(ปัจจุบันธรรม) ก็คือ การตามดูอาการของจิตดีๆนี่เอง
ได้มีผู้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการดูจิตในปัจจุบัน
ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมาแต่เก่าก่อน
โดยมีการแยกจริตนิสัยของผู้ปฏิบัติเป็น ตัณหาจริต และ ทิฏฐิจริต

แบบพระป่าที่ไร้การศึกษาต้องเจริญสมถะ หรือ ที่เรียกว่าสมาธินำปัญญา
แล้วบัญญัติขึ้นเองว่า เป็นพวกตัณหาจริต เป็นแบบสมถะยานิก

ส่วนคนยุคปัจจุบัน ที่เป็นพระ ที่มีการศึกษา ต้องเจริญวิปัสสนา
หรือที่เรียกว่า ปัญญานำสมาธิ
แล้วบัญญัติขึ้นเองว่า เป็นพวกทิฏฐิจริต เป็นแบบวิปัสสนายานิก


โดยไม่มีพระพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ตรงไหนที่รองรับอย่างชัดเจนเลย

ขอตอบว่า...ไม่ว่าจะในอดีตหรือในปัจจุบันนั้น
ธรรมะของพระบรมครูจอมศาสดา ย่อมไม่ขึ้นอยู่กับกาลเวลา ทรงตรัสไว้ว่า
"ตราบใดที่ยังมีผู้ปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ ๘ (มรรค ๘) อยู่
ตราบนั้นโลกจะไม่ว่างเว้นจากพระอรหันต์"


ไม่มีตรงไหนในพระสูตรเลย ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า
"ต้องวิปัสสนายานิก เท่านั้น" หรือ "สมถะยานิก เป็นเพียงหินทับหญ้า" ไม่มีนะครับ

ในมหาสติปัฏฐานสูตร พระพุทธองค์ทรงตรัสชัดเจนว่า "ภิกษุทั้งหลาย"
โดยไม่ได้การแบ่งแยก ยกเว้น ให้กับภิกษุกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นพิเศษเลย

ทุกวันนี้ได้มีการแบ่งแยกกันเองอย่างชัดเจน เป็นสมถะยานิกกับวิปัสสนายานิก
อันเกิดจากความเกียจคร้านในการทำงานทางจิต
ด้วยวิธีการฝึกฝนอบรมสมาธิกรรมฐานภาวนา
เพื่อให้จิตมีสติสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์
และมีพลังที่เกิดจากการปฏิบัติในการปล่อยวางอารมณ์
เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ที่เชื่อตามๆกันมา
หรือไม่เคยลงมือปฏิบัติจนรู้เห็นตามความเป็นจริงนั่นเอง

ทั้งสมถะและวิป้สสนานั้น เป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นควบคู่กันไปทุกครั้งเสมอ
ในระหว่างการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา แยกออกจากกันไม่ได้โดยเด็ดขาด
เพราะเป็นงานทางจิต ต่างก็เป็นอัญญะมัญญะปัจจัย หนุนเนื่องซึ่งกันและกัน


สมถะและวิปัสสนา คำว่า “และ” มีความหมายต่างกับคำว่า “หรือ”

ความหมายของคำว่า “และ” ก็บอกให้รู้ได้อย่างชัดเจนในตัวอยู่แล้ว
ตัวอย่างเช่น การจะไปเปิด บ/ช หรือ ถอนเงินใน บ/ช ที่ระบุไว้ว่า
นาย ก. และ นาย ข. (ไม่ใช่ นาย ก. หรือ นาย ข.) นั้น
ต้องมีลายเซ็นของทั้งนาย ก. และนาย ข. จึงจะครบถ้วนสมบูรณ์ในธุระกรรมนั้น
ถ้าระบุไว้ว่า “หรือ” ...นาย ก.หรือ นาย ข. ใครคนใดคนหนึ่งก็ทำกิจให้สำเร็จได้

ดังที่มีมาในปิฎก จะมีการกล่าวถึงสมถะและวิปัสสนา ดังนี้

"ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุในศาสนานี้
ย่อมเจริญวิปัสสนาอันมีสมถะเป็นเบื้องต้น
เมื่อภิกษุนั้นเจริญวิปัสสนาอันมีสมถะเป็นเบื้องต้นอยู่ ฯลฯ

อีกประการหนึ่ง
ภิกษุเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น
เมื่อภิกษุนั้นเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้นอยู่ ฯลฯ

อีกประการหนึ่ง
ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไป
เมื่อภิกษุนั้นเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไป
มรรคย่อมเกิด ภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น
เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่
ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ "


ด้วยเหตุผลง่ายๆ ผู้ปฏิบัติจะมีจิตใจสงบลงได้อย่างไร?
ถ้าไม่ใช้การพิจารณาด้วยปัญญาไตร่ตรองในการปล่อยวางปัญหา(อารมณ์)ออกไป
ปล่อยวางได้ จิตจึงจะสงบตั้งมั่นลงได้เพราะเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้นอยู่

ในทางกลับกัน ผู้ปฏิบัติจะใช้ปัญญาพิจารณาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าได้อย่างไร?
ถ้าจิตใจตนเองขณะนั้น ไม่มีสติสงบนิ่งตั้งมั่นและมีกำลังมากพอ
จิตจึงมีปัญญาปล่อยวางอารมณ์ได้เพราะวิปัสสนาอันมีสมถะเป็นเบื้องต้นอยู่

ดังนั้น จึงเป็นการชี้ชัดให้เห็นว่า ทั้งสมถะและวิปัสสนาจำเป็นต้องเกิดควบคู่กันไป
ทุกครั้งเสมอ ในการปฏิบัติธรรมกรรมฐานภาวนา

แต่ผู้ที่กำลังศึกษาการดูจิตอยู่ในปัจจุบันส่วนหนึ่ง มักแบ่งแยกกันเอาเอง
โดยมีการกล่าวอ้างว่า

ผู้มีตัณหาจริตคือ รักสุข รักสบาย รักความสงบ รักสันโดษ ไม่ค่อยคิดมาก
เหมาะที่จะเจริญสมถะยานิก จนมีจิตผู้รู้ ได้ด้วยหมวดกายและเวทนาในสติปัฏฐานเท่านั้น…

ส่วนผู้มีทิฏฐิจริต คือเป็นคนช่างคิดนึกปรุงแต่ง ชอบวิพากษ์วิจารณ์ถกเถียง
หรือเจ้าอุดมการณ์ ชอบอะไรที่ง่ายๆ สบายๆ และลัดสั้น
บุคคลลักษณะนี้จึงเหมาะที่จะใช้เจริญวิปัสสนาปัญญา
ด้วยการดูจิตในหมวดจิตตานุปัสสนาและธัมมานุปัสสนาเท่านั้น


เป็นการแบ่งแยกกันเองตามความชอบใจ
มีใครบ้างที่เป็นปุถุชนคนหนาด้วยกิเลส ที่ไม่มีทั้งทิฐิจริตและตัณหาจริตในตัวบ้างแล้ว
นอกจากพระอริยะชั้นพระอรหันต์เท่านั้น

พระพุทธพจน์ในมหาสติปัฏฐานสูตร ทุกบรรพะจะลงท้ายว่า
"เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก"


ไม่ว่าจะใครก็ตามคิดมากหรือคิดน้อย ถ้าหยุดคิดไม่เป็น
ย่อมเกิดทุกข์ขึ้นที่จิตทั้งนั้นแหละ ไม่ว่าจริตไหน หรือใครว่าไม่จริง ?

ปุถุชนคนหนาด้วยกิเลส ที่มีทิฐิจริตหรือตัณหาจริตต่างกันตรงไหน ?
ในเมื่อทั้งสองจริตนั้น ก็ยังมีจิตใจที่ดิ้นรน กวัดแกว่ง แส่ส่ายออกไปหาอารมณ์กิเลสต่างๆ
เพราะความยึดมั่นถือมั่น รูป-นาม ขันธ์ ๕ ทั้งนั้น จิตไม่สงบตั้งมั่นเหมือนกันหมด
ไม่ว่าจะเป็นผู้มีทิฏฐิจริตหรือตัณหาจริต ไม่ว่าจริตไหนๆก็ตาม
ก็ต้องอาศัยความพากเพียรพยายามสร้างสติให้เกิดขึ้นที่จิต
เมื่อจิตมีกำลังสติ สงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ ย่อมไม่ถูกอารมณ์ครอบงำจิตของตน

การเริ่มต้นสร้างสตินั้น ต้องเริ่มต้นที่หมวดกายในมหาสติปัฏฐานเท่านั้น
เนื่องจากมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด
ต่อการปฏิบัติธรรมกรรมฐานภาวนาในทางพระพุทธศาสนา
เพราะเป็นพื้นฐานสำคัญในการที่จะพิจารณาหมวดเวทนา จิต และธรรม ต่อไปได้ชัดเจน

ถ้าเป็นเรื่องไม่สำคัญอะไรเลยในการปฏิบัติ "กายคตาสติ" หรือที่เรียกว่า "อานาปานสติ" แล้ว
คงไม่มีพุทธพจน์ที่ทรงกล่าวเน้นย้ำไว้กับท่านพระอานนท์ ดังนี้

"ดูกรอานนท์ กิจใดอันศาสดาผู้แสวงหาประโยชน์เกื้อกูลผู้อนุเคราะห์
อาศัยความอนุเคราะห์ พึงทำแก่สาวกทั้งหลาย กิจนั้นเราทำแล้วแก่พวกเธอ

ดูกรอานนท์ นั่นโคนไม้ นั่นเรือนว่าง เธอทั้งหลายจงเพ่งฌาน อย่าประมาท
อย่าได้เป็นผู้เดือดร้อนในภายหลัง นี้เป็นคำพร่ำสอนของเราแก่พวกเธอ ฯ”


ถ้าเราพิจารณาด้วยจิตใจที่รักเหตุผลที่ตริตรองตามได้แล้ว
ย่อมพบเห็นว่าในพระพุทธพจน์ ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า

เป็นการเกื้อกูลอนุเคราะห์ แก่สาวกทั้งหลาย (ภิกษุทั้งหลาย-ไม่มียกเว้น)
โดยให้สาวกหาที่ๆสงบสงัด แล้วลงมือเพ่งฌาน (ปฏิบัติฌานในสัมมาสมาธิ
ตามรู้ตามเห็น คือการใช้จิตดูอาการของจิตไม่ให้หลงใหลไปกับความคิด)

แถมพระองค์ท่านทรงเน้นย้ำให้ชัดลงไปอีกว่า
“อย่าประมาท อย่าได้เป็นผู้เดือดร้อนในภายหลัง นี้เป็นคำพร่ำสอนของเราแก่พวกเธอฯ”

การที่เริ่มต้นจาก "กายคตาสติ" หรือ "อานาปานสติ" ก่อนนั้น
เป็นการพิจารณากายในกายเป็นภายในให้สำเร็จก่อน คือรู้จักสภาพธรรมอันเอก ณ.ภายใน
ทำให้เรารู้จักว่าจิตปรุงกิเลส หรือ กิเลสปรุงจิตในขณะปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง
ต้องแยกจิตให้เป็นอิสระจากกายให้เป็นเสียก่อน
คือการรู้จักกาย ณ.ภายในที่ถูกต้องหรือนามกายนั่นเอง

หลวงปู่ดูลย์ มีกล่าวไว้ว่า
“เมื่อสามารถเข้าใจได้ว่า จิต กับ กาย อยู่คนละส่วนได้แล้ว ให้ดูที่จิตต่อไปว่า
ยังมีอะไรหลงเหลืออยู่ที่ฐานที่กำหนดเดิมอีกหรือไม่ พยายามใช้สติสังเกตดูที่จิต
ทำความสงบอยู่ในจิตไปเรื่อยๆ จนสามารถเข้าใจพฤติของจิต ได้อย่างละเอียดลออตามขั้นตอน
เข้าใจในความเป็นเหตุเป็นผลกันว่า เกิดจากความคิด มันออกไปจากจิตนี่เอง”


ขณะที่ปฏิบัติหมวดกายในกายอยู่นั้น ขณะนั้นย่อมกระเทือนถึงฐานเวทนาในเวทนา
ย่อมกระเทือนถึงฐานจิตในจิต ย่อมกระเทือนถึงฐานธรรมในธรรมอยู่แล้วเช่นกัน

เมื่อรู้จักกายสังขาร (ลมหายใจ) หรืออานาปานสติที่มาปรุงแต่งจิตได้ดีแล้ว
ย่อมรู้จักปัจจุบันธรรม (ที่ตั้งของสติ) ที่ถูกต้องเป็นกลางจริงๆไม่เอนเอียง
ไปซ้าย ไปขวา ไปหน้า ไปหลัง ไปข้างบน ลงข้างล่าง ย่อมทำให้สติปัฏฐาน ๔ สมบูรณ์

มีพุทธพจน์กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า
“อานาปานสติ ภิกฺขเว ภาวิตา พหุลีกตา จตฺตาโร สติปฏฺฐาเน ปริปุเรนฺติ,
จตฺตาโร สติปฏฺฐานา ภาวิตา พหุลีกตา สตฺต โพชฺฌงฺเค ปริปุเรนฺติ,
สตฺต โพชฺฌงคา ภาวิตา พหุลีกตา วิชฺชา วิมุตฺตึ ปริปุเรนฺติ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานาปานสตินี้ ถ้าทำให้เกิดขึ้น
ทำให้บ่อยๆแล้ว ย่อมได้ชื่อว่า ทำสติปัฏฐานสี่ให้บริบูรณ์,
สติปัฏฐานสี่นี้ ถ้าทำให้เกิดขึ้น ทำให้บ่อยๆแล้ว
ย่อมได้ชื่อว่า ทำโพชฌงค์เจ็ดให้บริบูรณ์,
โพชฌงค์เจ็ดนี้ ถ้าทำให้เกิดขึ้น ทำให้บ่อยๆแล้ว
ย่อมได้ชื่อว่า ทำวิชชาจิตหลุดพ้นทุกข์ให้บริบูรณ์ ”



ส่วนในปัจจุบันนี้ ผู้ศึกษาพระพุทธศาสนา ที่ชอบความมักง่าย สบายๆ ลัดสั้น
มีข้ออ้างสารพัดสารพัน ในการที่จะไม่ต้องลงมือปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนากัน
เพราะไม่เห็นความสำคัญของการปฏิบัติสัมมาสมาธิ
โดยกล่าวหาว่า เป็นเพียงแค่สมถะยานิกบ้างหละ ไม่ถูกกับจริตของตนบ้างหละ
ไม่เกิดปัญญาบ้างหละ พร้อมกล่าวหาว่า ทำให้เกิดความเนิ่นช้าบ้างหละ ...ฯลฯ ...

ดังกล่าวมานั้น เป็นเพียงการคิดเองเออเองของตนทั้งสิ้น
มีพระพุทธพจน์ กล่าวไว้ในมหาสติปัฏฐาน ๔ ว่า

“หนทางนี้เป็นที่ไปอันเอก เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์
เพื่อล่วงความโศกและปริเทวะ เพื่อความดับสูญแห่งทุกข์และโทมนัส
เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน”


เมื่อย้อนกลับมาดูทางอันเอก คือ อริยมรรค ๘ (ทางเดินของจิตเพื่อสู่ความเป็นอริยะ)
ไม่มีตรงไหนในอริยมรรค ๘ ที่กล่าวว่า จงยังสัมมาวิปัสสนา ให้เกิดขึ้น
ของแบบนี้จะคิดเองเออเองขึ้นมาทำให้เสียหาย โดยขาดพระพุทธพจน์รองรับ
ทำให้พระพุทธศาสนาขาดความน่าเชื่อถือ เพราะความคิดที่ตกผลึกของตนเอง

ในอริยมรรค ๘ นั้นบอกไว้อย่างชัดเจนอยู่แล้วว่า ต้องลงมือปฏิบัติสัมมาสมาธิ
คือ สมาธิชอบ ทำไมถึงต้อง สมาธิชอบ ด้วยหละ?

ที่ต้องเป็นสัมมาสมาธิ (สมาธิชอบ) นั้น ก็เพราะเป็นสมาธิที่ประกอบ (กำกับ)
ไปด้วยสัมมาสติ (ตั้งมั่นชอบที่ฐานที่ตั้งของสติ)
และ สัมมาวายามะ (ความเพียรชอบ) จึงครบองค์แห่งสมาธิ


เฉพาะสัมมาวายามะ นั้นก็เป็นวิปัสสนาตลอดเวลาในขณะที่ลงมือปฏิบัติอยู่แล้ว
เพราะอะไร?
-เพียรเพ่ง (ตามรู้อยู่ตามเห็นอยู่) ไม่ให้อกุศลที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิด (ป้องกัน)
-เพียรเพ่ง (ตามรู้อยู่ตามเห็นอยู่) อกุศลที่เกิดขึ้นแล้วให้หมดไป (ขจัดหรือสลัดออกไป)
-เพียรเพ่ง (ตามรู้อยู่ตามเห็นอยู่) ยังกุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น (ลงมือปฏิบัติสมาธิภาวนากรรมฐาน)
-เพียรเพ่ง (ตามรู้อยู่ตามเห็นอยู่) ยังกุศลที่เกิดขึ้นแล้วให้เจริญยิ่งๆขึ้น
เป็นการประคองจิตจนชำนาญคล่องแคล่วคุ้นชิน
ในการทำจิตของตนให้มีกำลังสติสงบตั้งมั่นได้อย่างรวดเร็ว

ตราบใดที่คนเรายังไม่รู้จักและเข้าไม่ถึงปัจจุบันธรรมที่ถูกต้องแท้จริงแล้ว
ย่อมต้องหลงไปกับอารมณ์ความนึกคิดปรุงแต่งด้วยกิเลส ที่รัก โลภ โกรธ หลง
ซึ่งเป็นเพียงจิตสังขาร (อาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์)

ฉะนั้น การดูจิตที่สอนกันอยู่ในขณะนี้ และว่าเป็นจิตตานุปัสสนานั้น
ยังไม่ใช่จิตตานุปัสสนาที่ถูกต้อง เป็นเพียงการตามรู้ตามเห็นอาการของจิต
ที่เนื่องด้วยอารมณ์ ได้อย่างรวดเร็วขึ้นเท่านั้น จิตไม่สามารถสลัดหรือปล่อยวาง
อาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์ได้เลย ขาดสัมมาวายามะ
ได้แต่รู้จักอาการของจิตที่เนื่องอารมณ์ จากอาการหนึ่งเปลี่ยนไปสู่อีกอาการหนึ่งเท่านั้น


การพูดว่าวางเฉยของนักศึกษาดูจิตในปัจจุบันนั้น
เป็นเพียงความเฉยโง่ ที่เกิดจากความคุ้นชิน คุ้นเคยกับอารมณ์เหล่านั้น
หรือที่เรียกตามภาษาปฏิบัติธรรมว่า จิตกระด้างคุ้นชินต่ออารมณ์เท่านั้น
ยังจัดว่าเป็นอาการหนึ่งของจิตที่พยายามวางเฉยจากความคิด จนจิตคุ้นชินต่ออารมณ์ (เฉยโง่)

ต่างกับการวางเฉย (อุเบกขา) ในจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานโดยสิ้นเชิง
ในจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานนั้นเป็นการวางเฉย (อุเบกขา) ที่เกิดจากการสลัดออก
หรือขจัดกิเลสออกไป เป็นการปล่อยวางอารมณ์ต่างๆเหล่านั้นออกไปจากจิต
เนื่องจากจิตมีกำลังสติสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหว เมื่อกระทบต่ออารมณ์
จิตก็ตั้งอยู่ในปัจจุบันธรรมที่แท้จริง ไม่ส่งออกไปหาอารมณ์ทั้งหลายเลย
ไม่ใช่เกิดจากจิตที่คิดไปว่าเป็นกลาง จากการคิดเองเออเอง
ของนักดูจิตติดความคิดดังเช่นในปัจจุบันนี้

เจริญในธรรมทุกๆท่าน
ธรรมภูต






Create Date : 20 มิถุนายน 2552
Last Update : 19 มกราคม 2558 16:50:00 น.
Counter : 206 Pageviews.


ในความฝันของใครสักคน
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



สารบัญ Blog ธรรมภูต

หน้าแรก Blog ธรรมภูต

youtube ธรรมภูตสนทนาธรรม





Group Blog