เดินตามรอยพระบาทสู่ความเป็นอริยะ


วันนี้วันดีเป็นวันเพ็ญแห่งอาสาฬหมาส วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ เพื่อเป็นการรำลึกถึงวันอาสาฬหบูชา วันสำคัญวันหนึ่งในพระพุทธศาสนา เป็นวันที่สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระธัมมจักกัปปวัตนสูตร ซึ่งเป็นปฐมเทศนา โปรดพระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เป็นวันที่พระรัตนตรัยครบองค์ ๓ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และพระสงฆ์องค์แรกที่เกิดขึ้น คือ พระอัญญาโกณฑัญญะ

พระธัมมจักกัปปวัตนสูตร ปฐมเทศนา พระธรรมที่ทรงแสดงในวันนั้น พระพุทธองค์ได้ทรงประกาศไว้อย่างชัดเจนว่า "ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ" แปลว่า "ธรรมที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสรู้นั้น เป็นธรรมที่พระพุทธองค์ไม่เคยทรงได้ยินได้ฟังจากที่ใดมาก่อน"

เมื่อนึกถึงหรือกล่าวถึงการปฏิบัติธรรม ก็มักมีความเชื่อความศรัทธาแตกต่างกันไป ตามจริตนิสัยของตนเป็นพื้นฐาน บ้างเอาความง่ายๆ สบายๆ ลัดสั้นเข้าว่า อาศัยปัญญาที่เกิดจากความรู้สึกนึกคิด บ้างเอาตัวบุคคลเป็นที่ตั้ง มาบดบังเอาความจริงไว้ บ้างรู้ยิ่งเห็นจริงด้วยการอ่านตำรา จนความคิดที่ได้ตกผลึก จึงลักจำเอามาพูด ฯลฯ และต่างยืนกรานในสิ่งที่รู้มาว่าถูกต้อง โดยขาดการตรวจสอบ สอบสวน เทียบเคียง และพิสูจน์สิ่งที่รู้มานั้นด้วยการปฏิบัติบูชาตามเสด็จพระพุทธองค์

ทั้งที่ตามจริงแล้ว ในปฐมเทศนา(ธรรมจักร) ที่ทำให้เกิดอริยบุคคลขึ้นครั้งแรก และทำให้พระรัตนตรัยครบองค์สาม พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้อย่างชัดเจน ว่าด้วยการปฏิบัติธรรม "ที่สุดโต่งสองฝั่งที่ไม่ควรเสพ" และทรงวางหลัก "ทางสายกลาง" ขึ้นมา โดยเน้นว่า เป็นข้อปฏิบัติธรรมที่ไม่เข้าไปใกล้ส่วนที่สุด ๒ อย่างนั้น ด้วยปัญญาอันยิ่ง

"เอเต เต ภิกขะเว อุโภ อันเต อะนะปะคัมมะ มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตได้รู้ข้อปฏิบัติอันเป็นทางสายกลาง โดยไม่เข้าไปใกล้ส่วนที่สุด ๒ อย่างนั้นแล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่ง" (จากพระสูตร)

การไม่เข้าไปใกล้ส่วนที่สุด ไม่ได้หมายความว่าเฉียดไปมาไม่ได้ เช่น การอดนอน ผ่อนอาหาร นั่งสมาธิกรรมฐานภาวนาตลอดรุ่ง เดินจงกรมจนเท้าแตก ด้วยเพียรพยายามอันยิ่ง เพื่อลด ละ เลิก ทิฐิสันดานที่ไม่ดีทั้งหลายอันเคยปรากฏอยู่ ให้เบาบางลงไป กลับกลายเป็นว่า "ความเพียรพยายาม" ดังกล่าวนั้น มีครูบาอาจารย์บางคนอบรมสั่งสอนว่าเป็น "อัตตกิลมถานุโยค" อันไม่ควรเสพ

พระสูตรที่พระพุทธองค์ทรงเทศนา เป็นการลำดับวิธีการปฏิบัติธรรมไว้ตามขั้นตอนที่สมควรปฏิบัติตาม พระองค์ทรงห้ามส่วนที่สุด ๒ อย่าง เพราะในสมัยพุทธกาลนั้น มีการปฏิบัติธรรมทั้งสองอย่างกันมาก รูปฌาน และอรูปฌานที่เรียกว่า "ฌานสมาบัติ" ที่ท่านพระอาจารย์โกณฑัญญะได้ฝึกฝนจนชำนาญ ก็จัดว่าเข้าใกล้ "กามสุขัลลิกานุโยค" คือการติดสุขในอารมณ์ฌานอันละเอียดประณีตนั่นเอง

ลำดับนั้น พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงธรรม อันตรัสรู้เองโดยชอบ ไม่ได้นำเอาสิ่งที่เรียนรู้ปฏิบัติธรรมตามคำสอนของใครมาต่อยอดเลย จึงได้อาจหาญประกาศตนว่า "รู้เองเห็นเองโดยชอบ" ในธรรมที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้นั้น

อันมี "อริยมรรคมีองค์ ๘" หรือมัชฌิมาปฏิปทา การปฏิบัติทางสายกลางไม่เข้าใกล้ที่สุดสองฝั่งนั้น โดยพระพุทธองค์ได้ทรงชี้ทางเดินให้ท่านพระอาจารย์โกณฑัญญะได้รู้เห็นตามความเป็นจริงถึงองค์ประกอบย่อย และองค์ประกอบโดยรวมของ "สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุ มีองค์ประกอบ"

องค์ประกอบย่อยใน "หมวดสมาธิ" ประกอบด้วย "สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ" ทำให้จิตรวมลงเป็นสมาธิสงบตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว ต่ออารมณ์ที่เข้ามากระทบ


เดิมนั้นท่านพระอาจารย์โกณฑัญญะ ยังติดสุขอยู่ในอารมณ์ฌานสมาบัติที่เคยปฏิบัติมาจนชำนาญ อันมีรูปฌาน และอรูปฌาน เป็นอารมณ์ภายนอกกาย นำเอามาเป็นอารมณ์ในองค์ภาวนา จิตเป็นสุขอันละเอียดก็จริง แต่ยังมีอาการหวั่นไหว เกรงไปว่า "อารมณ์ฌานนั้นจะจืดจางลงไปได้" ทำให้ต้องยึดถือเอาอารมณ์นั้นไว้เป็นของๆตน

เมื่อพระพุทธองค์ทรงเทศนาถึง "สัมมาสติ" ซึ่งเป็นการหยิบยกเอา กาย เวทนา จิต ธรรม ขึ้นมาพิจารณา เพื่อสร้างสติปัฏฐาน (ฐานที่ตั้งสติอย่างต่อเนื่อง) ล้วนเป็นธรรมอันเป็นภายในกาย ทำให้ "จิตของตน"เกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด จิตมีสติสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ปล่อยวางและหลุดพ้นจากอารมณ์ความรู้สึกต่างๆที่จิตของตนเคยยึดมั่นถือมั่นเอาไว้ได้

ส่วนองค์รวมแห่ง "สัมมาสมาธิของพระอริยเจ้า" มีตรัสไว้ในมหาจัตตารีสกสูตร ดังนี้

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุ มีองค์ประกอบ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ เป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ประกอบแล้วด้วยองค์ ๗ เหล่านี้แล
เรียกว่า สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุบ้าง มีองค์ประกอบบ้าง ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น "สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน"
ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ
ภิกษุรู้จักมิจฉาทิฐิว่ามิจฉาทิฐิ รู้จักสัมมาทิฐิว่าสัมมาทิฐิ
ความรู้ของเธอนั้น เป็นสัมมาทิฐิ ฯ"



เมื่อพิจารณาและนำมาประพฤติปฏิบัติบูชาตาม จะเห็นได้ว่า การที่พระพุทธองค์ได้ทรงกำหนดให้มีการเข้าพรรษา เพื่อให้พระภิกษุสงฆ์สาวกของพระพุทธองค์ ได้มีเวลาเพียรเพ่งภาวนา อย่าได้เกียจคร้านอย่างจริงจังตลอดพรรษาคือ ๓ เดือน ที่ได้ทรงกำหนดให้เป็นเวลาแห่งการเข้าพรรษา


ในปัจจุบันมีคนสอนว่า การทำสมถะ เช่น การนั่งสมาธิกรรมฐานภาวนา การเดินจงกรมนั้น เป็นการกระทำที่เข้าข่าย "อัตตกิลมถานุโยค" เป็นเพียงแค่สมถะ แข็งๆ ทื่อๆ ไม่ก่อให้เกิดปัญญาวิปัสสนา ขอกล่าวว่าการสอนดังกล่าวนั้นเป็นการกล่าวตู่พระพุทธพจน์กิเลสอ้าง เพราะในปฐมเทศนาไม่มีการกล่าวถึงสัมมาวิปัสสนาเลย เป็นการปล่อยให้ตัวบุคคลที่ตนเชื่อและศรัทธา มาบดบังความจริง ๔ ประการ คือ อริยสัจธรรม ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ดีแล้ว

และคนสอนมักอ้าง "วิปัสสนา" โดยสอนให้เดินวิปัสสนาไปเลยเพื่อให้เกิดปัญญามีสติอัตโนมัติ เป็นการปฏิบัติธรรมที่ง่ายๆ สบายๆ และลัดสั้น ส่วนสมถะกรรมฐานที่เป็น สัมมาสมาธิในอริยมรรคมีองค์แปด ไม่ต้องทำหรือกระทำเล็กๆน้อยๆ เพียงเป็นพิธีก็พอแล้ว เป็นการกล่าวตู่ เป็นการกล่าวขัดแย้งกับพระพุทธพจน์อย่างไม่สมควรปล่อยให้เกิดขึ้นเลย


สุดท้ายนี้ ขอฝากนักปฏิบัติธรรมกรรมฐานทั้งหลาย ที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจ เพื่อความหน่าย คลาย ละ จงเดินตามพระธรรมคำสั่งสอนที่พระพุทธองค์ได้ทรงวางหลักเกณฑ์การปฏิบัติธรรมไว้อย่างชัดเจน คือ

"ทางนี้ทางเดียวเท่านั้น เป็นทางอันเอก เป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์หมดจดของสัตว์ (ผู้ติดข้องในอารมณ์) ทั้งหลาย"

ทางที่จะทำให้บุคคลบริสุทธิ์หมดจดได้ ทางนั้นคือ การภาวนามยปัญญา ให้มีสติรู้อยู่ทุกลมหายใจเข้าออก เมื่อกระทำให้มาก เจริญให้มาก ย่อมยังให้สติปัฏฐาน ๔ นี้บริบูรณ์ แสดงว่าไม่มีวิธีอื่นที่จะยังให้สติปัฏฐาน ๔ นี้บริบรูณ์

จงอย่างหลงไหลไปกับความสบายๆ ง่ายๆ ลัดสั้น เป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงในพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์จึงทรงวางหลักเกณฑ์เรื่อง "การเข้าพรรษา" เพื่อภิกษุพุทธสาวกได้มีเวลาเพียรเพ่งภาวนา อย่าได้เกียจคร้าน เป็นอนุสาสนีย์ที่พระพุทธองค์ทรงมีแก่ภิกษุสาวกทั้งหลาย ในห้วงเวลา ๓ เดือนที่ได้ทรงกำหนดไว้ให้นี้



เจริญในธรรมที่สมควรแก่ธรรมทุกๆท่าน
ธรรมภูต








Create Date : 11 กรกฎาคม 2557
Last Update : 19 มกราคม 2558 20:20:52 น.
Counter : 515 Pageviews.

ความสำคัญของหัวใจพระพุทธศาสนา


ในวาระดิถีวันมาฆบูชาเวียนมาบรรจบครบรอบอีกครั้ง เราชาวพุทธพึงมาปฏิบัติบูชา เพื่อให้เกิดประโยชน์ตนประโยชน์ท่านอย่างสูงสุดเป็นพุทธบูชา น้อมนำผลการปฏิบัติให้เกิดมีขึ้นในตน

เมื่อกล่าวถึงการปฏิบัติบูชาแล้ว มักมีความเข้าใจไปในหลายทิศทาง โดยขาดการพิจารณาอย่างรอบคอบ รอบด้าน นำมาตรวจสอบ สอบสวน เทียบเคียงกับพระพุทธพจน์ที่ทรงตรัสไว้ดีแล้ว

ด้วยพระพุทธพจน์ได้มีการถ่ายทอดสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน การที่ผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนานนั้น ย่อมต้องมีส่วนผสมปนเปเกิดขึ้นจนยากแก่การแยกแยะระหว่างสาระดั้งเดิม กับส่วนที่เพิ่มเติมเสริมแต่งขึ้นเข้ามาใหม่ในภายหลังตามมติของตน

ตำรา(ปิฎก)ที่มีอยู่ ย่อมมิใช่สาระหลัก แต่ก็มีความสำคัญยิ่งเช่นกัน มีไว้เพื่อตรวจสอบ สอบสวน เทียบเคียง เอาไว้เรียนกันเท่านั้น

ส่วนที่จะนำมาเป็นผลปฏิบัติบูชาให้เกิดประโยชน์ในตนได้อย่างแท้จริงนั้น ย่อมต้องพิจารณาจาก โอวาทปาฏิโมกข์ ที่ทรงแสดงใน วันมาฆบูชา หรือที่เรียกว่า หัวใจพระพุทธศาสนา มีดังนี้คือ
๑.ละชั่ว
๒.ทำดี
๓.ชำระจิตใจของตน(ไม่ใช่ของผู้อื่น)ให้บริสุทธิ์หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองทั้งหลาย


เมื่อเห็นข้อธรรมที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสไว้ดีแล้วในโอวาทปาฏิโมกข์นั้น ย่อมต้องนำมาพิจารณาเพื่อน้อมนำไปสู่การปฏิบัติธรรมให้เกิดขึ้น มีขึ้นในตนให้ได้ ต้องพิจารณาให้เข้าถึงเหตุแห่งการกระทำทั้งหลายที่จะทำให้เกิดการละชั่ว ทำดีให้ปรากฏขึ้นแก่ตน เมื่อพิจารณามองหาเหตุแห่งธรรม ย่อมเห็นเหตุแห่งธรรมนั้น เนื่องเพราะความคิดที่เรียกว่าสังขารปรุงแต่งให้เป็นไปในทางที่ดี หรือทางที่ชั่ว นั่นเอง

พระพุทธองค์ได้ทรงวางหลักการละเหตุแห่งธรรมนั้นไว้ ในอริยมรรคมีองค์ ๘ (ทางอันเอก) ในข้อที่ ๖ คือ สัมมาวายามะ ซึ่งอยู่ในองค์แห่งสมาธิ มีองค์ประกอบดังนี้คือ

ละอกุศลกรรมที่เกิดขึ้น(ที่จิต)ให้หมดไป
ละอกุศลกรรมที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น(ที่จิต)
สร้างกุศลกรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น(ที่จิต)
กุศลกรรมที่เกิดขึ้น(ที่จิต)แล้ว ให้เจริญยิ่งขึ้นไป

(ตรงกับหัวใจพระพุทธศาสนา ข้อ ๑ และข้อ ๒)

แต่ก็ยังมีความเข้าใจไปในหลายทิศทาง สำหรับพวกที่ติดสบายๆ ง่ายๆ และลัดสั้นอยู่มากมายว่า เพียงแค่รู้จักคิดหรือคิดให้เป็นก็เห็นได้ หรือที่นิยมเรียกว่า พิจารณาวิปัสสนา(นึก)ปัญญา คือคิดจนรู้เห็นตามความเป็นจริงได้เช่นกัน (เป็นความเชื่อ) ซึ่งโดยความเป็นจริงแล้ว การคิดได้ ไม่ใช่ว่าจะละได้ มีอยู่ว่าที่คิดได้ แต่ก็ยังตกเป็นทาสแห่งความคิดนั้นมากมายนับไม่ถ้วน

เมื่อกล่าวถึงเรื่องความคิดหรือรู้จักคิดแล้ว มักมองไปว่าคนที่มีการศึกษาสูงๆ มีชาติตระกูล มีปริญญาหลายใบ มีฐานะดี ย่อมต้องรู้จักคิดหรือคิดเป็น "ใช่" ต้องบอกว่าเค้ารู้จักคิดหรือคิดเป็นจริงๆ ในสิ่งที่เค้าได้เรียนรู้ หรือได้ทำการงานมาจนมีฐานะ ไม่ใช่รู้จักคิดในการเลิกละกิเลส ตัณหาความทะยานอยากที่มีในตน

ในทางพระพุทธศาสนานั้น การมีปัญญาเลิกละกิเลส หรือคิดเป็นนั้น คือ ต้องรู้จักวิธีปล่อยวางกิเลส ตัณหาความทะยานอยากในตนออกไปให้ได้ จึงจักได้ชื่อว่ารู้จักคิด หรือที่เรียกว่า คิดเป็น จึงเห็นแจ้งตามความเป็นจริงได้

การที่จะรู้เห็นแจ้งตามความเป็นจริงได้นั้น ต้องทำความรู้จักหัวใจพระพุทธศ่าสนาในข้อ ๓ ที่ว่าด้วยเรื่อง การชำระจิตใจของตนให้บริสุทธิ์หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองทั้งหลาย

เป็นธรรมดามาก การที่จะชำระสิ่งสกปรกโสมมให้หมดไปได้นั้น ต้องลงมือทำชำระชะล้างอย่างจริงจังเท่านั้น จึงจะเป็นไปได้ และสิ่งที่จะชำระจนสะอาดบริสุทธิ์ได้นั้น สภาพเดิมของสิ่งนั้น ต้องมีความสะอาดเป็นทุนเดิมอยู่ก่อน แต่ได้มาถูกสิ่งสปรกโสมม มาทับถมให้เกิดขึ้นในภายหลัง เราจึงจะสามารถชำระชะล้างสิ่งนั้นให้สะอาดบริสุทธิ์ได้ ถ้าสิ่งนั้นมีสกปรกโสมมเป็นทุนเดิมอยู่ก่อนหน้าแล้ว เราไม่อาจสามารถทำ(ชำระ)ให้บริสุทธิ์หมดจดได้เลย

เมื่อพูดถึงหัวใจพระพุทธศาสนาข้อที่ ๓ ต้องมาพิจารณาถึงทางอันเอกเพื่อความบริสุทธิ์หมดจดของสัตว์ทั้งหลาย หรืออริยมรรคมีองค์ ๘ ในข้อ ๗ และข้อ ๘ ที่ว่าด้วย สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ (สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ทำให้จิตรวมลงเป็นสมาธิ) ซึ่งก็เทียบเคียงลงกันได้กับ สติปัฏฐาน ๔ ที่ว่าด้วย กาย เวทนา จิต ธรรม ในบรรพะแรกที่พระพุทธองค์ทรงกล่าวถึง อานาปานสติ ที่ทำให้เกิดสัมมาสมาธินั่นเอง คือ ต้องภาวนาให้เป็น จึงจะรู้เห็นตามความเป็นจริงได้ และสามารถนำมาใช้ได้จริง


(หลวงปู่สิม พุทธจาโร แสดงพระธรรมเทศนาไว้เนืองๆในหลายที่หลายแห่งว่า "การภาวนาเป็นอุบายในการแก้กิเลส ตัณหา ทำให้เกิดปัญญา เมื่อภาวนาให้จิตผู้รู้รวมลงเป็นหนึ่ง ณ.ภายใน ภาวนาคือยาหม้อใหญ่ในการแก้กิเลส ตัณหาที่มีในตน")


ส่วนการพิจารณาวิปัสสนา(นึก)ปัญญา ที่ชอบอ้างถึงกันนั้น ที่เรียกว่ารู้จักคิด จนความคิดนั้นตกผลึก นำมาใช้ประโยชน์ตามความเป็นจริงไม่ได้ เพราะสติปัฏฐาน ๔ นั้น ไม่อาจจะบริบูรณ์ขึ้นมาได้เลยจากการรู้จักคิด หรือความรู้สึกนึกคิดนั้นเลย

การที่จะทำให้เกิดวิปัสสนาปัญญาที่แท้จริงได้นั้น ต้องหยุดคิดให้เป็น(ภาวนา)เท่านั้น เมื่อภาวนาเป็น ระลึกรู้จนชำนาญ สติปัฏฐานบริบูรณ์ ย่อมนำผลปฏิบัติมาใช้ได้จริง มีพระพุทธพจน์รับรองไว้อย่างชัดเจนว่า

"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย(ไม่มียกเว้น) อานาปานสติ เมื่อพวกเธอ(ทุกคน)กระทำให้มาก เจริญให้มาก ย่อมยังให้สติปัฏฐาน ๔ นั้น บริบูรณ์"



สุดท้ายนี้ ขอฝากข้อคิดเห็นว่า อย่าปล่อยให้ความมักง่าย สบายๆ และลัดสั้น มาทำให้การปฏิบัติบูชาที่ควรมีควรเป็นนั้น ต้องเนิ่นช้าออกไป เพียงเพราะมีความเชื่อแบบตามๆกันมาเท่านั้น โดยขาดพิจารณาโดยรอบคอบ

ในเมื่อมีพระพุทธพจน์ ซึ่งพระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ดีแล้ว ในหลายที่หลายแห่งได้ทรงตรัสรับรองไว้ว่า "วิปัสสนาปัญญา การรู้เห็นตามความเป็นจริงได้นั้น ต้องเกิดจากการภาวนามยปัญญาเท่านั้น"


น้อมถวายเป็นพุทธบูชา ในวันมาฆบูชา ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗

เจริญในธรรมที่สมควรแก่ธรรมทุกๆท่าน
ธรรมภูต







Create Date : 14 กุมภาพันธ์ 2557
Last Update : 19 มกราคม 2558 20:21:02 น.
Counter : 395 Pageviews.

มาสร้างสติให้เกิดขึ้น เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลในวันแม่กันเถิด
คำว่า "แม่" นั้น เป็นคำที่มีความหมายอันลึกซึ้งกินใจยิ่งใหญ่ สำหรับในหัวใจลูกทุกๆคน ไม่ว่าจะยากดีมีจน ค่นแค้นยันเศรษฐีมหาเศรษฐี ความเป็นแม่ ย่อมยังคงอยู่ในหัวใจของแม่ตลอดไป

แม่ที่มีความห่วงใย คอยเฝ้าดูความเจริญเติบโตทางร่างกายและจิตใจของลูกทุกคน ติดตามดูความเจริญก้าวหน้าทั้งด้านการศึกษาในแต่ละระดับชั้น เพื่อให้ผ่านพ้นไปด้วยดี เฝ้าติดตามดูความสำเร็จในด้านการงาน และการได้เห็นลูกๆทุกคนมีครอบครัวที่อบอุ่น ด้วยจิตใจที่จดจ่อทุกขณะที่ได้เห็นหน้าลูก

ความเป็นห่วงเป็นใยของแม่นี้จะจบลงตอนไหน? ตอบได้เต็มปากว่า จะจบลงได้จริงๆ ขอบอกว่าจบลงได้จริงๆนะ ไม่ใช่จบลงที่ปากบอกว่า...? เมื่อจบการศึกษาแล้ว...มีการงานที่ดีแล้ว...มีครอบครัวที่อบอุ่นแล้ว...แม่จะหมดห่วงได้แล้ว...ไม่จริงอย่างแน่นอน

การที่แม่จะหมดห่วงได้จริงๆนั้น ก็ตอนที่ต้องตายจากกันไป ข้างใดข้างหนึ่งเท่านั้น แค่นี้ยังไม่พอ บางครั้งยังมีการห่วงไปถึงชีวิตหลังความตาย(ภพที่จะไป)อีกเสียด้วยซ้ำไป...


เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว เราควรมาสร้างคุณงามความดีที่ยั่งยืน เพื่อมอบให้แก่แม่อันเป็นที่รัก เพื่อเป็นกุศลกันเถิด เริ่มที่ การสร้าง "สติ" ให้เกิดขึ้นที่จิต

คำว่า "สติ" นั้น หมายถึง การระลึก ซึ่งในหลายแห่ง อาจแปลว่า การระลึกรู้ ซึ่งก็หมายถึงการรวมเอาจิตที่เป็นผู้รู้เข้าไปด้วย เพราะ "จิตเป็นธาตุรู้" ถ้าไม่มีจิตเป็นตัวยืน ก็คงไม่มีการระลึกรู้เกิดขึ้นมาได้อย่างแน่นอน การจะระลึกขึ้นมาได้นั้น ต้องระลึกรู้ได้ด้วยจิตของตนเท่านั้น เป็นของๆใครของเค้าเอง

การระลึกรู้ หรือการสร้างสติให้เกิดขึ้นนั้น ใครจะมาช่วยเหลือ เพื่อสร้างแทนกันนั้นไม่ได้ อย่างมากที่สุดที่ทำได้ ก็คือ การคอยตักเตือนให้มีสติอยู่เสมอ หรือแนะนำให้รู้จักวิธีสร้างสติให้เกิดขึ้นเท่านั้น


เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เราควรจะมารู้จักวิธีการระลึกรู้หรือการสร้างสติอย่างถูกต้องตามหลักในมหาสติปัฏฐานสูตร เพราะการระลึกรู้ของบุคคลคนทั่วๆไปที่เรียกว่าสตินั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงสัญญาอารมณ์ชนิดหนึ่งเท่านั้น

เริ่มจากการระลึกรู้ว่า
สิ่งไหนที่เป็นกุศล(อารมณ์กุศล) ควรทำให้เกิดขึ้น และเจริญให้มากยิ่งๆขึ้น
สิ่งไหนเป็นอกุศล(อารมณ์อกุศล) ควรละเสียให้ได้อย่างรวดเร็ว และเพียรละอกุศลที่เคยมีอยู่ให้หมดไป

การจะทำให้สัญญาอารมณ์ กลายเป็นสติจนกระทั่งเป็นสัมมาสติได้นั้น
ต้องเพียรพยายามระลึกรู้อย่างต่อเนื่องเนืองๆ อยู่ในที่ ๔ สถาน คือ ระลึกรู้อยู่ที่กาย เวทนา จิต และธรรม แบบไม่ขาดสายหรือที่เรียกว่า มีสติเป็นชาคโร คือมีสติตื่นอยู่เสมอ

การระลึกรู้ในขั้นแรกนั้น ควรเริ่มต้นที่ฐานกายก่อนเป็นอันดับแรก
เหตุก็คือ เป็นฐานที่ง่ายต่อผู้ปฏิบัติในขณะที่ยังเป็นผู้ใหม่อยู่ ที่จะระลึกรู้ได้ชัดเจน เห็นไตรลักษณ์ได้ง่าย และสามารถเป็นฐานให้ระลึกรู้ได้ตลอดเวลาของการปฏิบัติไม่ว่าจะเดิน ยืน นั่ง หรือนอน จึงจะได้ชื่อว่าเป็นสติปัฏฐาน หรือก็คือการระลึกรู้อยู่ที่ฐานได้อย่างต่อเนื่องไม่ขาดสายเป็นสันตตินั่นเอง เมื่อคล่องแคล่วชำนาญได้ดีแล้ว การจะระลึกรู้อยู่ที่ฐานไหน ก็กระเทือนถึงกันหมด

การจะระลึกรู้อยู่อย่างต่อเนื่องไม่ขาดสายให้ได้นั้น
ผู้ปฏิบัติต้องมีสัมปชัญญะ รู้ตัวทั่วพร้อม คอยระลึกรู้อยู่ตลอดเวลาของการปฏิบัตินั่นเอง คือต้องเพียรพยายามประคองจิต(สัมมาวายามะ)ไว้ที่ฐาน อย่าให้เผลอ เมื่อเพียรประคองจิตไว้ไม่ให้เผลอ และไม่ปล่อยให้จิตส่งออกไปจากฐานได้สำเร็จ จิตก็จะรวมลง จิตย่อมมีสติ(สัมมาสติ) สงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหวไปกับอารมณ์กิเลสทั้หลาย(สัมมาสมาธิ) ในขณะนั้น เรียกได้ว่า จิตได้สงัดจากกามและได้สงัดจากอกุศลกรรมต่างๆ ถึงจะเป็นตทังควิมุตติ เมื่อกระทำให้มากเจริญให้มากยิ่งขึ้นก็จะกลายเป็นปหานวิมุตติได้ในที่สุด

พอมีแนวทางจากพระสูตรในมหาสติปัฏฐานให้ปฏิบัติตามได้ คือ
ระลึกรู้อยู่ที่ลมหายใจเข้าออก ที่เรียกว่าอานาปานสติ ซึ่งเป็นฐานกาย ที่เกิดจากกายสังขาร เพื่อจะได้พิจารณาให้เข้าถึงกายในกายเป็นภายใน ที่เรียกว่านามกายนั่นเอง

มีพระพุทธพจน์รับรองไว้ชัดเจนว่า

“อานาปานสติ ภิกฺขเว ภาวิตา พหุลีกตา จตฺตาโร สติปฏฺฐาเน ปริปุเรนฺติ
จตฺตาโร สติปฏฺฐานา ภาวิตา พหุลีกตา สตฺต โพชฺฌงฺเค ปริปุเรนฺติ
สตฺต โพชฺฌงคา ภาวิตา พหุลีกตา วิชฺชา วิมุตฺตึ ปริปุเรนฺติ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานาปานสตินี้ ถ้าทำให้เกิดขึ้น
ทำให้บ่อยๆแล้ว ย่อมได้ชื่อว่า ทำสติปัฏฐานสี่ให้บริบูรณ์

สติปัฏฐานสี่นี้ ถ้าทำให้เกิดขึ้น ทำให้บ่อยๆแล้ว
ย่อมได้ชื่อว่า ทำโพชฌงค์เจ็ดให้บริบูรณ์

โพชฌงค์เจ็ดนี้ ถ้าทำให้เกิดขึ้น ทำให้บ่อยๆแล้ว
ย่อมได้ชื่อว่า ทำวิชชาจิตหลุดพ้นทุกข์ให้บริบูรณ์ ดังนี้”




พอที่จะสรุปได้ว่า การฝึกสร้างสติให้เกิดที่จิตของตนนั้น ล้วนเป็นสิ่งที่ดีมีแต่ประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว เพราะคนที่ขาดสตินั้น มักทำอะไรตามอำเภอใจ เนื่องมาด้วยอารมณ์กิเลสความรู้สึกนึกคิดในขณะนั้นนำพาไป

แต่ถ้าเป็นบุคคลที่ได้รับการฝึกฝนในการสร้างสติมาก่อน และสร้างสติเป็น เห็นชัดอยู่ เมื่อกระทบอารมณ์เข้า จิตจะหวั่นไหวไปกับอารมณ์กิเลสความรู้สึกนึกคิด ให้นำจิตมาระลึกรู้อยู่ที่ฐานที่ตั้งของสติอย่างต่อเนื่อง แบบที่เคยทำได้สำเร็จจนคล่องแคล่วชำนาญดีแล้ว จิตใจย่อมเกิดสติสงบตัวลงราบคาบ ตั้งมั่นไม่หวั่นไหวไปกับอารมณ์กิเลสเหล่านั้น

บุคคลเช่นนี้ย่อมยังประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับสังคมโดยรวม และเป็นที่พึ่งที่อาศัยให้กับคนรอบข้างและบุพการีอันเป็นที่รักได้อบอุ่นสบายใจอีกด้วย

"พวกเธอจงยังสติเพื่อให้เกิดสมาธิ บุคคลที่มีจิตใจตั้งมั่นดีแล้วย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง"(คติธรรม)


น้อมถวายเป็นพุทธบูชา
และถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันแม่แห่งชาติ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๔


เจริญในธรรมทุกๆท่าน
ธรรมภูต






Create Date : 12 สิงหาคม 2554
Last Update : 19 มกราคม 2558 20:21:19 น.
Counter : 386 Pageviews.

พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จะยังคงอยู่กับเราตลอดไป ตราบเท่าที่ยังมีการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา
วันนี้วันดีเป็นวันเพ็ญแห่งอาสาฬหมาส เพื่อเป็นการระลึกถึงวันบูชาที่สำคัญที่สุดวันหนึ่งในพระพุทธศาสนา ตรงกับวันพระจันทร์เต็มดวง ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ คือ เดือนอาสาฬหะ เป็นวันที่เจ้าชายสิทธัตถะ หลังจากได้ทรงตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ได้ทรงเป็นสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วได้ ๒ เดือน ได้ทรงแสดงปฐมเทศนา ทรงประกาศพระธรรมที่ทรงตรัสรู้เป็นครั้งแรก โปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้กรุงพาราณสี

ท่านโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม รู้ว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา”

โดยสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเปล่งพระพุทธวาจาให้เป็นท​ี่ประจักษ์ว่า "อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ" คือ "โกณทัญญะได้รู้แล้วหนอ"

วันนั้นจึงเป็นวันที่พระรัตนตรัยเกิดครบองค์ ๓ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และพระสงฆ์องค์แรกที่เกิดขึ้น คือ ท่านโกณฑัญญะ

พระธรรมที่ทรงแสดงในวันนั้น พระพุทธองค์ได้ทรงประกาศไว้อย่างชัดเจนว่า "ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ" แปลว่า "ธรรมที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสรู​้มานั้น พระพุทธองค์ไม่เคยทรงได้ยินได้ฟังจากที่ไหนมาก่อน"

พระพุทธองค์จึงทรงประกาศตนเองว่า เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสรู้ชอบด้วยองค์เอง เป็นการแสดงให้เห็นว่าฌานในสัมมาสมาธิที่ทรงตรัสสั่งสอนไว้ในอร​ิยมรรคมีองค์ ๘ นั้น พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ด้วยพระองค​์เอง ไม่ใช่เป็นการต่อยอดความรู้มาจากรูปฌานหรืออรูปฌาน ซึ่งเป็นฌานสมาบัติที่มีปรากฏอยู่ ก่อนที่พระพุทธองค์จะทรงอุบัติข​ึ้นมาเสียอีก ฉะนั้นสัมมาสมาธิจึงไม่ใช่สมาธิแบบทั่วๆ ไป และฌานในสัมมาสมาธินั้น ก็ไม่ใช่ฌานสมาบัติเช่นกัน


เมื่อกล่าวถึงเนื้อธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดงในวันอาสาฬหมาสนั้น คือ อริยสัจ ๔ หรือ อริยมรรคมีองค์ ๘ นั่นเอง ทำให้ท่านพระอาจารย์โกณฑัญญะ เกิดดวงตาเห็นธรรม เปล่งวาจาว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา”

เมื่อนำมาพิจารณาให้ดีแล้วจะเห็นได้ว่า หัวข้อธรรมที่ท่านพระอาจารย์โกณฑัญญะ ได้กล่าวมานั้น เป็นเรื่องของสัตว์ (จิต) ที่ติดข้องด้วยความยึดถืออยู่ในโลกทั้งสิ้น หรือก็คือ จิตที่ติดข้องอยู่ในอารมณ์นั่นเอง

ตรงตามที่พระบรมศาสดาทรงพยากรณ์ไว้ว่า "โลกคือหมู่สัตว์ อันอวิชชาคือความไม่รู้แจ้งตามความเป็นจริงปิดบังไว้ จึงหลงงมงายอยู่ในความมืด เพราะความทะยานอยาก(ตัณหา) มีประการต่างๆ" นั่นเอง

ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ข้อธรรมที่ว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา” นั้น หมายความเกี่ยวเนื่องกับ จิตที่ติดข้องยึดถืออยู่ในอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดทั้งหลายนั่นเอง

แต่กลับมีพวกอิ๊กคิวที่ชอบตีความไปตามจริตที่ติดความง่ายๆ สบายๆ ลัดสั้น ไหลตามกิเลสว่า "สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นนั้น" ให้รู้ก็พอ ไม่ต้อง ไม่ตั้ง ไม่พยายาม ไม่สามารถบังคับ เพราะบังคับมันไม่ได้ เมื่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นทั้งปวงจะดับของมันไปเองเป็นธรรมดา (ตามยถากรรมนั่นเอง) ซึ่งทำให้พระธรรมบทของท่านพระอาจารย​์โกณฑัญญะนี้เสียหายไปหมด

คำกล่าวที่ว่า "เป็นธรรมดานั้น" ล้วนกล่าวถึงเรื่องของโลก ของหมู่สัตว์ทั้งหลาย หรือจิตที่ติดข้องในอารมณ์ ที่ควรต้องละ ควรสละคืน ความยึดถือออกไปให้หมดสิ้น เป็นธรรมดา

เมื่อรู้แล้ว ละเรื่องที่รู้ไม่เป็น ได้แต่ดูเฉยๆ ก็คือความไม่รู้นั่นเอง เพราะเป็นธรรมดาอยู่เองของสัตว์โลก (จิต) ผู​้ติดข้องยึดถืออยู่ในอารมณ์ทั้งหลาย รู้แล้วไม่ยึดติดอยู่ในอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดเหล่านั้นเป็นไม่มี

ส่วนพระอริยเจ้าทั้งหลาย เมื่อรู้ว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดาของโลก รู้แล้วละสิ่งนั้นทั้งปวง เป็นก็เย็นได้ สิ่งนั้นทั้งปวงย่อมดับไปเองเป็นธรรมดา

ไม่ใช่อย่างที่พยายามครอบงำให้เชื่อตามๆ กันไปว่า "เมื่อราคะ โทสะ โมหะ เกิดขึ้น ให้รู้ ไม่ต้องทำอะไร ให้รู้เฉยๆ(เฉยโง่) เดี๋ยวมันก็ดับไปของมันเอง"

การรู้แบบนี้ก็เปรียบเสมือนว่าไม่รู้จักอารมณ์ เพราะละสิ่งที่รู้ไม่เป็น ปล่อยให้ราคะ โทสะ โมหะเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปตามยถากรรมดีๆ นี่เอง นานวันไปก็กลับกลายเป็นถิรสัญญา คุ้นชินกับอารมณ์ความรู้สึกนึกค​ิดเหล่านั้น

อารมณ์ราคะ โทสะ โมหะ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปเร็วขึ้น ไม่ใช่เกิดจากการฝึกฝนอบรมจิต ให​้รู้จักปล่อยวาง(ละ)อารมณ์ทั้งหลาย แต่เป็นสัญญาที่จดจำธรรมารมณ์ (ถ​ิรสัญญา) ดังกล่าวไว้ได้อย่างแม​่นยำนั่นเอง ประกอบกับว่า เมื่อจดจำธรรมารมณ์ดังกล่าวที่ว​่ามานี้ได้อย่างยาวนาน ทำให้ธรรมารมณ์ดังกล่าวเหล่านั้น จืดจางไปจากความรู้สึกของตนเอง จนตนเองเข้าใจผิดไปว่าธรรมารมณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปเอง

โดยไม่ได้นำมาพิจารณาอย่างถ่องแท้ว่า ธรรมารมณ์ในส่วนที่ประทับใจหรือที่เกิดขึ้นมาใหม่นั้น ก็ยังเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปเป็นธรรมดา ด้วยความยึดมั่นถือมั่นในธรรมารมณ์เหล่านั้น แบบปุถุชนคนหนาด้วยกิเลสทั่วๆไป วนเวียนเป็นวัฏฏะ ไม่รู้จักจบสิ้น ธรรมารมณ์เก่าดับไป ธรรมารมณ์ใหม่เกิดขึ้นๆๆ ตลอดไป

เนื่องจากไม่ปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา ทำให้ไม่เกิดปัญญา(ทางธรรม) รู้เห็นอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริงว่า

ทุกข์ต้องกำหนดรู้ และต้องรู้จักเหตุแห่งทุกข์ที่กำหนดรู้นั้นด้วย เมื่อกำหนดรู้แล้ว ต้องละให้เป็น จึงจะเย็นได้(ดับ) และจะละสิ่งที่รู้ให้เป็นจึงจะเย็นได​้นั้น ต้องเดินตามทางอริยมรรคมีองค์ ๘ ที่มีสัมมาสมาธิเป็นประธานในองค​์มรรคนั่นเอง

เมื่อปฏิบัติได้ตามนี้ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่บริบูรณ์ จะยังคงอยู่กับเราตลอดไป



เจริญในธรรมทุกๆท่าน
ธรรมภูต






Create Date : 15 กรกฎาคม 2554
Last Update : 19 มกราคม 2558 20:20:05 น.
Counter : 371 Pageviews.

เดินตามรอยพระบาท (โอวาท) ในวันวิสาขบูชา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ล้วนมีวันประสูติ วันตรัสรู้ และวันปรินิพพาน เกิดขึ้นในวันเดียวกัน และทุกๆพระองค์ล้วนทรงสอนธรรมเพื่อความหลุดพ้นเช่นเดียวกัน ทรงสอนหัวใจพระพุทธศาสนาเหมือนกันทุกๆ พระองค์

หัวใจพระพุทธศาสนา คือ อะไร ???

เราชาวพุทธทั่วทุกตัวคน ย่อมรู้ดีว่า หัวใจพุทธศาสนานั้นมีอะไรบ้าง พวกเราท่องจำกันจนขึ้นใจและตอบได้คล่องปาก แต่กลับนำไปปฏิบัติได้ไม่ครบทั้ง ๓ ข้อ

ส่วนใหญ่แล้วมักจะปฏิบัติกันเพียงข้อ ๑ และข้อ ๒ เท่านั้น แล้วก็คิดกันไปเองว่าพอเพียงแล้วกับการปฏิบัติ เพียงแค่นี้ก็ได้ชื่อว่าเป็นคนดีศรีสังคมแล้ว แถมบางคนยังหลงภูมิอกภูมิใจในความดีนั้น ถึงกับมองคนที่ไม่ได้ทำเหมือนตน ว่ามีภูมิธรรมต่ำกว่าตนเสียอีก

มักพากันเมินข้อ ๓ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา เพราะอะไร?
เพราะเกียจคร้านที่จะลงมือปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาอย่างจริงจังนั่นเอง จิตจึงไม่มีพลังเพียงพอที่จะควบคุมอารมณ์ต่างๆ ที่เป็นอุปกิเลสที่เข้ามาเป็นแขกจร ทำให้จิตถูกครอบงำและหลงใหลไปตามอารมณ์อุปกิเลสต่างๆได้ง่าย แถมยังหลงใหลได้ปลื้มไปกับภูมิธรรมที่เกิดจากการฟัง ที่ไม่มีจริงในตน หลงใหลได้ปลื้มเฉพาะกับธรรมที่ตนรู้ตนเข้าใจจากความคิดที่ตกผลึกแล้วเท่านั้น โดยไม่เคยพิจารณาเปรียบเทียบกับผลที่เกิดขึ้นจริง กับพระสูตรและพระวินัยเลย ...ฯลฯ...


พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ที่ทรงอุบัติขึ้นมานั้น ล้วนทรงสอนหัวใจพระพุทธศาสนา เหมือนกันหมดดังนี้ คือ

๑.สพฺพปาปสฺส อกรณํ คือ การไม่ทำบาปให้เกิดขึ้นด้วยประการทั้งปวง
๒.กุสลสฺสูปสมฺปทา คือ การทำกุศลให้ถึงพร้อม
๓.สจิตฺตปริโยทปนํ คือ การชำระจิตให้บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว
เอตํ พุทฺธาน สาสนํ นี่เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายทุกๆ พระองค์

สำหรับผู้ที่ได้ผ่านการปฏิบัติตามพระโอวาทมาอย่างจริงจัง ย่อมพอที่จะแยกออกได้ว่าเป็นเรื่องของ "จิตกับอารมณ์" เท่านั้น ในพระพุทธศาสนาไม่มีอะไรอื่น นอกเหนือไปจากการสอนเรื่อง "จิตกับอารมณ์" นี้เลย

ผู้ปฏิบัติจะเห็นได้เองว่า หัวใจพระพุทธศาสนาในข้อ ๑ และข้อ ๒ นั้น พูดถึงอารมณ์ที่เกิดขึ้นที่จิตที่เป็นฝ่ายอกุศล (อกุศลจิต) และอารมณ์ที่เกิดขึ้นที่จิต ที่เป็นฝ่ายกุศล (กุศลจิต) ตามลำดับ

ส่วนในข้อ ๓ นั้น พระองค์ทรงชี้ให้เห็นว่า “จิต” ของผู้ปฏิบัติ สามารถชำระให้บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ปราศจากอุปกิเลสทั้งหลาย(กุศลและอกุศล) ได้จริง และพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ก็ตรัสเช่นเดียวกัน


ปัญหาหลักอยู่ตรงที่ว่า เราจะทำอย่างไร? จึงจะชำระจิตให้บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว หลุดพ้นจากการถูกครอบงำด้วยอวิชชา ตัณหา อุปาทานที่ทำให้จิตของเราเศร้าหมอง

เหตุเพราะจิตของเราชอบแส่ส่าย กวัดแกว่ง กลอกกลิ้ง ดิ้นรน ฯลฯ ออกไปรู้รับอารมณ์ต่างๆ และยึดถือเข้ามาสู่จิตของตน จนเกิดความความเศร้าหมองขึ้นที่จิตนั่นเอง

การปฏิบัติเพื่อชำระจิตให้บริสุทธิ์หมดจดจากอุปกิเลสเครื่องเศร้าหมองได้มากเพียงไร จิตของเราก็จะมีพลังอำนาจมากยิ่งขึ้นในการที่จะต่อสู้ฟาดฟันกับอุปกิเลสทั้งหลาย อันนี้คือผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาเพื่อชำระจิตของเรา ในข้อที่ ๓ นั่นเอง


มีพระพุทธพจน์กล่าวไว้ว่า เดิมทีนั้น จิตมีสภาพประภัสสรผ่องใส ที่เศร้าหมองไป เหตุเพราะมีกิเลสเป็นแขกจรเข้ามาในภายหลัง

จะทำอย่างไร ให้จิตไม่เศร้าหมองเพราะกิเลสเป็นแขกจร ???

ผู้ที่ได้ศึกษาพระพุทธศาสนามาพอสมควร ย่อมรู้ดีว่ามีพระพุทธพจน์ที่กล่าวถึง ทางอันเอกเพื่อความบริสุทธิ์หมดจดของสัตว์ (คือผู้ที่ติดข้องในอารมณ์) ทั้งหลาย ทางนี้คือสติปัฏฐาน ๔ หรืออริยมรรคมีองค์ ๘ นั่นเอง เมื่อยังมีผู้เดินตามทางนี้ (อริยมรรค ๘) อยู่ โลกย่อมไม่ว่างเว้นจากพระอรหันต์

ในการปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น พระองค์ทรงกล่าวไว้ในมหาจัตตารีสักกสูตร ทรงเชิดเอา สัมมาสมาธิ เป็นใหญ่เป็นประธานในมรรคทั้งหลาย และที่เหลือจากนั้นอีก ๗ องค์ ทรงให้สัมมาทิฐิ (รู้เห็นตามความเป็นจริง) เป็นใหญ่เป็นประธาน

องค์แห่งสมาธินั้น ประกอบไปด้วย สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ นั่นคือ เมื่อทั้ง ๓ องค์ทำหน้าที่ร่วมกัน จิตย่อมรวมตัวลงเป็นสมาธิ ตั้งมั่นชอบโดยลำพังตนเองได้ โดยไม่ต้องอิงอาศัยอารมณ์ใดๆ (รูปฌาน อรูปฌาน) ทั้งสิ้น


เมื่อได้พิจารณาองค์ประกอบแห่ง องค์สมาธิ (สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ หรือ อธิจิตตสิกขา) เทียบเคียงกับพระโอวาทซึ่งเป็นหัวใจพระพุทธศาสนา (ละชั่ว ทำดี ทำจิตให้ผ่องแผ้ว) แล้ว ด้วยความรอบคอบไม่ประมาท จะเห็นว่าลงกันได้เป็นอย่างดี ดังรายละเอียด ต่อไปนี้


สัมมาวายามะ เป็นไฉน???
ย่อมยังความพอใจให้เกิดขึ้น ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร ย่อมประคองตั้งจิตไว้เพื่อที่จะ
-ละบาปที่ยังไม่เกิดขึ้น-ไม่ให้เกิด
-ละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว
-ยังกุศลที่ยังไม่เกิด-ให้เกิดขึ้น
-ยังกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว-ให้เจริญงอกงาม


เราพอจะเห็นเค้าเงื่อนได้ว่า องค์แห่ง สัมมาวายามะ นั้น เป็นการปฏิบัติตามหัวใจพุทธศาสนา
ในข้อ ๑ ละบาปทั้งปวง (ละชั่ว)
และข้อ ๒ สร้างกุศลให้เกิดขึ้น (ทำดี)



สัมมาวายามะ ความเพียรชอบ เป็นสิ่งที่นักปฏิบัติภาวนาต้องมีเป็นองค์ประกอบสำคัญ เพื่อทำให้จิตของเราเป็นสมาธิได้ง่ายขึ้น และเพื่อให้เข้าถึงหัวใจพระพุทธศาสนาในข้อที่ ๓ ซึ่งต้องอาศัยองค์ธรรมอีกสององค์ประกอบด้วย คือ สัมมาสติ และ สัมมาสมาธิ (หรือ อธิจิตตสิกขา)


สัมมาสติ เป็นไฉน???
ตั้งสติไว้ ณ ที่ฐานกาย เวทนา จิต ธรรม หรือที่เรียกว่า สติปัฏฐาน ๔ คือ ฐานที่ตั้งของสติที่ต้องเจริญให้เกิดขึ้นที่จิตอย่างต่อเนื่อง เนืองๆไม่ขาดสาย ในที่สุด โดยต้องเริ่มต้นด้วยการนั่งปฏิบัติสมาธิภาวนา อานาปานสติ พิจารณาจากกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต และธรรมในธรรม

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นกายในกายอยู่อย่างไรเล่า ?
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคนไม้ก็ดี ไปสู่เรือนว่างก็ดี นั่งคู้บัลลังก์
ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า เธอมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า

เพื่อให้เข้าถึงจิตที่เป็นธรรมอันเอก ณ.ภายใน ผุดขึ้นมาให้ประจักษ์ชัด


สัมมาสมาธิ เป็นไฉน??? หรือ อธิจิตตสิกขาเป็นไฉน?
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม
บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่
เธอบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น
เพราะวิตกวิจารสงบไป ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่
เธอมีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป
บรรลุตติยฌานที่พระอริยทั้งหลาย สรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มี”สติ”อยู่เป็นสุข
เธอบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์ และดับโสมนัส
โทมนัสก่อนๆได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่
อันนี้เรียกว่า สัมมาสมาธิ ฯ หรือ อธิจิตตสิกขา ฯ



มีพระพุทธพจน์รับรองไว้อย่างชัดเจนว่า
“สมาธึ ภิกฺขเว ภาเวถ สมาหิโต ยถา ภูตํ ปชานาติ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอจงยังสมาธิให้เกิดขึ้นเถิด (สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ) ผู้ที่มีจิตตั้งมั่นดีแล้ว (สัมมาสมาธิ) ย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง (สัมมาทิฐิ) ดังนี้”


นั่นคือ เมื่อจิตของผู้ปฏิบัติได้รับการฝึกฝนอบรมอย่างจริงจัง จากการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนามา จนจิตของตนมีฐานที่ตั้งสติ(สติปัฏฐาน) อย่างมั่นคงหรือมีกรรมฐานแล้ว ย่อมต้องคอยประคองจิตของตนไม่ให้แส่ส่าย กวัดแกว่ง กลอกกลิ้ง ดิ้นรนฯลฯ ออกไปหาอารมณ์อุปกิเลสทั้งหลาย ที่ทำให้จิตของตนเศร้าหมอง ยิ่งประคองจิตของตนได้มากเท่าไหร่ ยิ่งปล่อยวางอารมณ์ได้มากยิ่งขึ้นไปเท่านั้น

ซึ่งอันนี้ต้องอาศัยความเพียรอย่างยิ่งในการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาให้เกิดความชำนาญ เพื่อจะได้รู้เห็นตามความเป็นจริง (ปัญญา) เมื่อมีปัญญารู้เห็นตามความเป็นจริงแล้ว (สมาธิอบรมปัญญา) ก็อาศัยพลังปัญญาที่เกิดขึ้นจากการได้รู้เห็นตามความเป็นจริงนั้น นำมาเพื่อปล่อยวางอารมณ์อุปกิเลสทั้งหลายออกไปจากจิตของตน (ปัญญาอบรมสมาธิ)


สรุป พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ที่ทรงอุบัติขึ้นมาในโลกนี้ ล้วนทรงสอนเรื่องอธิจิต (อธิจิตฺเต) หรือการชำระจิตให้บริสุทธิ์หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองทั้งสิ้น โดยการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา (อธิจิตตสิกขา) เพื่อให้จิตเกิดปัญญา หลุดพ้นจากการครอบงำของอวิชชา ตัณหา และอุปาทาน ไม่เศร้าหมองเพราะอุปกิเลสเป็นแขกจร


เจริญในธรรมทุกๆท่าน
ธรรมภูต





Create Date : 17 พฤษภาคม 2554
Last Update : 19 มกราคม 2558 20:23:49 น.
Counter : 351 Pageviews.

1  2  

ในความฝันของใครสักคน
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



สารบัญ Blog ธรรมภูต

หน้าแรก Blog ธรรมภูต

youtube ธรรมภูตสนทนาธรรม





Group Blog