Group Blog
 
All blogs
 

Brand Name Background: Hollister Co.

ถ้าเราเดินไปตามร้านขายเสื้อผ้าตามจตุจักร หรือตามเปิดท้ายหน้าบิ๊กซี, โลตัส เราก็มักจะเห็นเสื้อผ้าที่ทำเลียนแบบยี่ห้อดังๆ ขายเยอะแยะ .....อย่างที่เห็นบ่อยๆก็เช่น Playboy, American Eagle, Timberland, Levi's, Diesel, Abercrombie and Fitch รวมทั้งยี่ห้อที่จะพูดถึงในบลอคนี้เช่นกัน นั่นคือ Hollister Co.



Hollister Co. เป็นยี่ห้อของเสื้อผ้าที่มีถิ่นกำเนิดในสหรัฐอเมริกา เป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นตอนปลาย โดยคอนเซปของเสื้อผ้า Hollister Co. ถูกกำหนดโดยแบรนชื่อดัง Abercrombie & Fitch เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ปี คศ. 2000 .....สาเหตุที่ทาง Abercrombie and Fitch สร้าง Hollister Co. ขึ้น เนื่องจากทาง Abercrombie and Fitch มีคู่แข่งหลายราย และล้วนแต่ราคาถูกกว่าทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็น Aéropostale หรือ American Eagle ดังนั้น Hollister Co. ซึ่งจะถือเป็น บริษัทลูกของ Aber. ก็ได้ จึงถูกตั้งขึ้น เพื่อแข่งขันในตลาดล่าง (ตัวยี่ห้อ Abercrombie คงไม่ยอมลดราคาลงมาแข่งเองแน่ เลยสร้างแบรนใหม่ขึ้นมาแทน)



ชอปแห่งแรกเปิดเมื่อเดือนกรกฏาคม ปี คศ. 2000 ที่ Easton Town Center ในเมือง Columbus รัฐ Ohio .....Hollister Co. อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของบริษัท Abercrombie & Fitch Management Co. ซึ่งมียี่ห้ออื่นๆ ในสังกัดก็คือ Abercrombie & Fitch, abercrombie, และ Ruehl no. 925 .....สำหรับสัญลักษณ์ของ Hollister Co. คือนกนางนวล



Hollister Co. ไม่ได้ถูกตั้งตามชื่อของเมือง Hollister รัฐ California และในครั้งแรกก็เชื่อว่าก็ไม่ได้เกี่ยวกับบริษัท JM Hollister Inc. ที่ก่อตั้งในปี คศ. 1963 ใน Fresno รัฐ California

แต่ว่าน้ำหอมของ Hollister Co. ที่ชื่อว่า "Jake" ทำให้เราคิดว่าชื่อแบรนนี้ น่าจะเอามาจากชื่อเจ้าของบริษัทที่ชื่อว่า John Hollister ซึ่งมีลูกชายชื่อ Jake Hollister ผู้ซึ่งมีชีวิตอิสระ และหลงใหลกับการโต้คลื่นเป็นอย่างมาก เช่นเดียวกับพ่อของเขา



จากหนังสือคู่มือของบริษัท JM Hollister นาย John M. Hollister เองเป็นนักแล่นเรือที่ติดใจความสวยงามของมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ เขาจึงตัดสินใจที่จะตั้งรกรากที่เมือง Santa Barbara รัฐคาลิฟอร์เนียใน คศ.1922 และตั้งบริษัทขึ้น ที่เมือง Laguna Beach ซึ่งอยู่ใกล้ๆกัน เพื่อขายสินค้าที่เกี่ยวกับกิจกรรมกีฬาทางทะเล หลังจากนั้น ลูกชายคนโตที่ชื่อ John Jr. ก็ดูแลกิจการต่อเมื่อปี คศ.1953 โดยยังคงขายอุปกรณ์โต้คลื่น และชุดเล่นกีฬาทางน้ำเหมือนเดิม .....ปี คศ. 1977 หลังจาก John Jr. เสียชีวิตจากอุบัติเหตุในการเล่นกระดานโต้คลื่น Todd ลูกชายคนรองของ John ก็มาดูแลกิจการต่อและกลายเป็น Hollister ในปัจจุบัน



ดังนั้น ถึงแม้ว่าจะถูกตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในปี คศ. 2000 Hollister Co. ก็ถือได้ว่าเริ่มต้นตั้งแต่ คศ. 1922 .....นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราถึงเห็นเลข 22 บนเสื้อผ้าส่วนใหญ่ของยี่ห้อนี้ .....พูดถึงเลข 22 ในเดือน พค. ปี คศ. 2002 Hollister ส่งหนังสือไปยังคู่แข่งอย่าง American Eagle Outfitters ว่าขอให้ยกเลิกหมายเลข "22" บนหมวกเบสบอล และเสื้อยืด เพื่อไม่ให้ลูกค้าสับสนว่าเป็นยี่ห้อ Hollister ซึ่งเป็นเรื่องเป็นราวกันถึงขึ้นโรงขึ้นศาล .....แต่ก็กลายเป็นเรื่องขบขันในวงการกฏหมายสำหรับการฟ้องร้องอะไรแบบนี้ เหมือนตอนที่ Abercrombie โวยวายว่า American Eagle ทำรูปแบบเสื้อผ้าเลียนแบบของตน แต่สุดท้ายก็ได้แค่โวยวายนั่นเอง



Hollister Co. เหมือนเป็นตัวแทนของวัยรุ่นในคาลิฟอร์เนียตอนใต้ ที่มีชายหาดที่สวยงาม เป็นสถานที่เล่นกระดานโต้คลื่นที่มีชื่อเสียง ผมเองก็อยู่แถวนั้นมาหลายปี แบรน Hollister Co. ทำให้ผมนึกถึงบรรยากาศของชายหาด Malibu, Santa Monica, New Port Beach หรือ Huntington Beach ได้เป็นอย่างดี ในประเทศไทยยังไม่มีร้านจำหน่ายโดยตรง แต่พอจะหาซื้อเสื้อโปโลของแท้ได้ตามเซ็นทรัลลาดพร้าว ชั้นใต้ดิน และพวกร้าน outlet บางที่ ราคาจะถูกกว่า Abercrombie and Fitch ประมาณ 300-500 บาท และแพงกว่า American Eagle ประมาณ 300-500 บาท อย่างเสื้อโปโลก็ตกประมาณ 800-1500บาท .....ถ้าของก้อปก็แล้วแต่เกรดซึ่งเท่าที่เห็นคุณภาพของเนื้อผ้าต่างกันราวฟ้ากับเหว

ก็แล้วแต่ชอบครับ แต่ส่วนตัวคิดว่าเป็นเสื้อผ้าวัยรุ่นตอนปลายที่ใช้ได้ทีเดียว

เวปไซท์เขาก็เอาใจวัยรุ่นดี รวมถึงการแต่งร้านด้วย ซึ่งถ้าใครเคยไปเที่ยวแถว Los Angeles ต้องเคยผ่านตาแน่นอน อยู่ตามมอลล์ แทบทุกแห่งเลย เข้าไปข้างในนี่เปิดเพลงกันสนั่น แล้วต้องมีกระดานโต้คลื่นบ้าง ไม้พายบ้าง บางที่มีเรือแขวนอยู่ทั้งลำเลย พนักงานแต่ละคนก็ต้องเป็นวัยรุ่น หล่อๆ สวยๆ หุ่นดีๆ ซึ่งก็เป็นธีมของร้านเขาที่โดนใจจริงๆ พูดแล้วอยากกลับไปเดินจริงๆ




http://www.hollisterco.com




 

Create Date : 20 ตุลาคม 2549    
Last Update : 20 ตุลาคม 2549 2:47:18 น.
Counter : 4726 Pageviews.  

เทคนิคการสอบสัมภาษณ์

ไม่ได้สร้างบลอคร่วมสามเดือน เพราะยุ่งๆเล็กน้อย
วันนี้จะเอาเรื่องที่วัยรุ่นตอนปลายเกือบทุกคนจะต้องเผชิญ
คือการสมัครงานและการสัมภาษณ์งาน ซึ่งผมจะนำเทคนิคเล็กๆน้อยๆ มาบอกเป็นเคล็ดลับในการได้งานที่ต้องการครับ
โดยแน่นอนว่าใน group blog นี้มีแต่ของที่ไปก้อปเขามาทั้งนั้น ๕๕๕ อันนี้ก็เช่นกัน

ที่มาจาก http://www.rmu.ac.th/~prawit/web/sara/interview.htm
หวังว่าจะทำให้ได้ประโยชน์ไม่มากก็น้อยครับ

บทความนี้เป็นแนวทางสำหรับผู้ที่ได้รับการเรียกตัวให้เข้าสอบสัมภาษณ์ ซึ่งอาจจะเป็นผู้ที่ผ่านการสอบข้อเขียน หรือได้รับการ คัดเลือก จากจดหมายสมัครงาน เพื่อทดสอบความรู้ ความสามารถ บุคลิกภาพ ทักษะไหวพริบ ซึ่งผู้ประกอบการจะต้อง พิจารณาผู้ที่มีความ เหมาะสมที่สุด ดังนั้นผู้ที่เข้าสอบสัมภาษณ์ต้องเตรียมตัวให้พร้อม ซึ่งบทความนี้อาจเป็นแนวทางเพื่อพิชิตสิ่งที่หวังไว้

- เตรียมตัวให้พร้อมที่สุด รักษาสุขภาพ ระมัดระวังเรื่องการกิน การพักผ่อน หลายคนพลาดท่าเรื่องการกินมาแล้ว เช่น ท้องเสีย เป็นไข้ ซึ่งอาจเกิดจากความวิตกกังวล ความเครียด ฯลฯ บางคนเพื่อนฝูงมาร่วมแสดงความยินดีล่วงหน้า ฉลองล่วงหน้าหามรุ่งหามค่ำ พับเพียบไปก็เยอะนะ จะหาว่าไม่บอก ลดความวิตกกังวล ทบทวนความรู้ ปรึกษาผู้ที่มีประสบการณ์ เตรียมตัวเตรียมใจให้ดี

- แต่งกายอย่างไรดี อันนี้สำคัญเพราะเขาจะมองคุณด้วยความละเอียดมันหมายถึงบุคลิกภาพ และบ่งบอกว่า คุณ เป็น คนลักษณะอย่างไร ถ้าแต่งกายดีสุด สุด ด้วยเสื้อผ้าราคาแพง เขาอาจมองว่าคุณเป็นคนรสนิยมสูงฟุ่มเฟือย (แล้วแต่ลักษณะงานนะ ถ้าคุณไปสมัครเป็นนักร้องวัยรุ่น ดารา หรือนายแบบหรือผู้บริหารก็เป็นอีกอย่าง ) ควรแต่งกายสุภาพสมฐานะ ใส่เสื้อเชิ๊ต กางเกงสุภาพ อย่าใส่ยีนส์นะขอร้อง เขาจะหาว่าไม่รู้กาละเทศะ ไม่รุ่มร่าม หรือคับเกินไป ห้ามใส่รองเท้าแตะ เด็ดขาด ควรใส่รองเท้าหนังสีสุภาพ ไม่มีลวดลาย พูดง่าย ๆ แต่งตัวให้สุภาพดูดีเท่านั้นพอ

- ควรเตรียมอะไรไปบ้าง ก่อนเดินทางไปสัมภาษณ์ควรติดต่อสอบถาม และดูรายละเอียดให้ชัดเจน ว่าต้องเตรียมอะไรไปบ้างปกติจะเตรียมหลักฐานต่าง ๆ ที่สำคัญ ซึ่งเขาอาจจะขอเพิ่มเติม ตัวอย่างผลงาน เช่น ภาพวาด ภาพถ่าย หรืออื่น ๆ ตามลักษณะของตำแหน่งงาน และที่จะเป็นประโยชน์สำหรับคุณมากที่สุด แต่อย่าพะรุงพะรัง จะทำให้เสียบุคลิกภาพเปล่า ๆ

- ควรเดินทางไปถึงที่สัมภาษณ์เมื่อใด ก่อนอื่นคุณต้องมั่นใจว่าจะไปถึงที่สอบใช้เวลาเท่าใด โดยเฉพาะคนที่อยู่ต่างจังหวัด แล้วเดินทางเข้าไปสอบในกรุงเทพ พลาดมาเยอะเหมือนกัน ต้องหาข้อมูลให้ชัดเจน และต้องแน่ใจว่าเขานัดสัมภาษณ์ที่ใด ถ้าไม่แน่ใจให้เดินทาง ไปดูล่วงหน้าก่อน แต่ที่ดีที่สุดควรเดินทางไปถึงที่สัมภาษณ์ล่วงหน้าประมาณสัก 15 นาที จะทำให้เรามีสมาธิ และมีเวลาเตรียมตัวมากขึ้น แต่ถ้าไปถึงล่วงหน้าเป็นชั่วโมง ก็ดีแต่อาจจะทำให้คุณรอนานอาจเกิดความหงุดหงิด เสียสมาธิได้ และควรไปคนเดียว ถ้าไม่จำเป็นอย่าพาผู้อื่นไปด้วยเพราะจะทำให้เราพะวง เขาอาจจะมองว่าคุณยังไม่เป็นผู้ใหญ่พอ

- ทำอย่างไรดีขณะนั่งรอสัมภาษณ์ ระหว่างนั่งรอสัมภาษณ์ จงใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ที่สุด พยายาม หาข้อมูลเกี่ยวกับ หน่วยงาน ท ี่ คุณสัมภาษณ์ให้มากที่สุด เช่น เอกสาร แผ่นพับ ตัวอย่างผลงาน หรือสอบถามจากฝ่ายประชาสัมพันธ์ เพื่อหารายละเอียดเพิ่มเติมที่จะเป็นประโยชน์สำหรับคุณให้มากที่สุด พยายามแสดงความเป็นมิตรที่ดีด้วยรอยยิ้ม กับผู้อื่นรวมทั้งผู้เข้าสอบด้วยกันเพื่อสร้างความประทับใจ อย่าใช้สายตาว่าเขาคือศตรูหรือคู่แข่งซึ่งมันจะไม่เป็นผลดีสำหรับคุณเลย

- เมื่อถูกเรียกตัวเข้าสัมภาษณ์ ก่อนเข้าห้องสัมภาษณ์ลองหายใจลึก ๆ แต่อย่ามากอาจหน้ามืดก่อน ถ้ามีประตูควร เคาะ ประตู เสียก่อน ตามมารยาท ยกมือวันทาด้วยท่าทางสุภาพ ควรไหว้ประธานหรือผู้ที่มีตำแหน่งสูงสุดเพียงผู้เดียวถ้านั่งอยู่หลายคน โดยทั่วไปมัก นั่ง ตรงกลาง เรื่องนี้ ใช้ไหวพริบเองก็แล้วกัน อย่าเพิ่งนั่งจนกว่าจะได้รับอนุญาต หรือ คำเชิญจากผู้สัมภาษณ์ กล่าวขอบคุณครับแล้วนั่งให้หัวใจเต้น เบาลง จงมีสายตาท่าทางที่เป็นมิตร ห้ามหยิ่ง อันนี้แน่อยู่แล้วโดยธรรมชาติ

- เมื่อได้ฟังคำถามคำแรก จงตอบคำถามด้วยความมั่นใจ ฉะฉาน ยกเว้นคุณไปสมัครเป็นนางเอกหนังเรื่องนางอาย พูดให้เป็นธรรมชาติด้วยเสียงที่พอเหมาะอย่าค่อย หรือดังเกินไป จงพูดเท่าที่จำเป็นอย่าคุยโม้โอ้อวด หรือถ่อมตนมากเกินไป จงพูดในสิ่งที่เป็นความจริงและสิ่งที่เกี่ยวข้องกับคำถามและเป็นประโยชน์ สำหรับคุณให้มากที่สุด

- ถ้าไม่เข้าใจคำถาม ? อย่าเดาคำถามอย่างเด็ดขาดควรกล่าวคำขอโทษและขอทบทวนคำถามอีกครั้งให้แน่ใจ แต่อย่าไม่เข้าใจบ่อยมาก ไม่ดี ถ้าคุณเข้าใจคำถามผิด แล้วเขาทักมากรุณากล่าวคำขอโทษแล้วตอบใหม่อย่ายืนยันคำพูดเดิม หรือย่าเถียงเด็ดขาด อาจทำให้การสัมภาษณ์ยุติลง

- ถ้าพบกับคำถามที่ตอบไม่ได้ จงอย่าอ้างว่าไม่ได้เรียนมา และอย่าแสดงกริยาหงุดหงิดอารมณ์เสีย เขาอาจจะอยากลองดูไหวพริบการแก้ปัญหาของคุณ อันนี้อย่าตอบมั่วเด็ดขาด ยอมรับซะว่าไม่ทราบจริง ๆ และจะไปสืบค้นหาคำตอบภายหลัง ซึ่งแสดงว่าคุณเป็นผู้ใฝ่รู้ (ต้องทำจริง ๆ นะ) อย่าขอเปลี่ยนคำถามหรือขอผู้ช่วยเพราะไม่ใช่เกมโชว์

- คำถามที่ลำบากใจ นอกจากคำถามที่ตอบไม่ได้แล้ว ยังอาจเจอคำถามที่ลำบากใจ ทำใจเย็น ๆ ไว้ เช่น คุณต้องการเงินเดือนเท่าไหร่ อันนี้อาจพบแน่ ถ้าตอบมากไปกลัวเขาไม่จ้าง ถ้าตอบน้อยไปกลัวเขาให้แค่นั้น แต่โดยปกติเขาจะมีเกณฑ์อยู่แล้ว เพียงแต่อยากดูความคาดหวังของเรา จงหาข้อมูลก่อนว่าที่นี่เขาจ้างอย่างไร ตำแหน่งคุณเริ่มต้นได้เท่าไหร่ แต่ถ้าไม่ทราบจริง ๆ ก็ยึดถือการจ้างตามอัตราเงินเดือนที่ กพ. กำหนด แต่อาจจะต้องคำนึงถึงความยากง่ายของงานด้วย จงใช้ไหวพริบของคุณตอบให้ดีที่สุด อย่าพูดในสิ่งที่ทำไม่ได้ และไม่มั่นใจอาจจะสร้างปัญหาได้ในภายหลัง

- การใช้วาจา ในระหว่างสัมภาษณ์ ควรใช้คำพูดที่ฉะฉานไม่ก้าวร้าว อย่าพูดคำพูดที่ไม่แน่ใจบ่อย ๆ หรือ ภาษาที่เป็นกระแสนิยม เช่น ใช่มั้งคะ ! แบบว่า! ว้าวดีจังเลย! จ๊าบจริงครับ! เจ๋งเลยครับ! ระวังดี ๆ นะโดยเฉพาะคนที่พูดบ่อย ๆ จนเป็นนิสัยอาจจะหลุดออกมาได้ มือขอให้อยู่เป็นสุขอย่าคุ้ยแคะแกะเกา ระวังให้ดีให้มันอยู่ในที่ที่ควรอยู่ จงใช้เท่าที่จำเป็น ถ้าเป็นการเปลี่ยนงานอย่านินทาว่าร้ายที่ทำงานเดิมของคุณเป็นอันขาด จงชี้แจงสิ่งที่เป็นเหตุผลในการเปลี่ยนงานตามความเป็นจริง (ในสิ่งที่เปิดเผยได้)

- เมื่อการสัมภาษณ์สิ้นสุดลง เป็นธรรมดาครับ ก็ต้องกล่าวขอบคุณที่ให้โอกาส แม้ว่าการสัมภาษณ์อาจจะไม่เป็นที่พอใจคุณเท่าใดนัก เช่น อาจตอบคำถามไม่ดี หรือมีข้อผิดพลาด พยายามข่มใจไว้ ไหว้งาม ๆ แล้วเดินออกไป อย่าลืมเก็บของเข้าที่ให้เรียบร้อย เช่น โต๊ะ เก้าอี้

- หนังสือขอบคุณสักฉบับก็ดี เมื่อเขาให้โอกาสคุณแล้วอาจจะมีหนังสือขอบคุณที่ให้โอกาสเข้าพบ ถึงแม้ว่าจะพลาด หวังก็ตามซึ่ง จะสร้าง ความประทับใจทั้ง 2 ฝ่าย อย่าลืมว่าโอกาสหน้ายังมีอีกที่เราอาจต้องมาสมัครที่นี่อีก ถ้าคุณได้งานทำก็น่าดีใจและตั้งใจทำให้เต็มความสามารถ ที่สำคัญคือ น้ำใจ เอื้ออาทร เสียสละ แต่ถ้าพลาดหวังนั่นไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีความสามารถ เขาอาจอยากได้เราแต่มีคนที่เหมาะสมกว่า หรือ ความสามารถ ของเราไม่ตรงกับความต้องการของเขาก็ได้





 

Create Date : 22 มิถุนายน 2549    
Last Update : 22 มิถุนายน 2549 9:40:04 น.
Counter : 533 Pageviews.  

8 วิธีเห็นผี

ก็ไม่ได้บอกว่าต้องเชื่อนะครับ ฟังเขามาอีกทีเหมือนกัน ถ้าอยากลองดูก็ได้ครับ ใครเคยทำแล้วเห็นก็ลองเล่าให้ฟังหน่อยนะครับ

8 วิธีเห็นผีอย่างง่ายๆ ที่คุณสามารถทำเองได้ที่บ้าน สะดวกสบายกว่าการออกไปส่องไฟหาตามบ้านร้าง ปลอดภัยกว่า และเสียค่าใช้จ่ายน้อยด้วยครับ

วิธีที่ 1 ตัดเล็บตอนกลางคืน : ให้ตัดเล็บมือเท่านั้น โดยเริ่มจากนิ้วก้อย นิ้วโป้ง นิ้วนาง นิ้วชี้ และนิ้วกลาง (ตัดจากนอกเข้าในนั่นเอง) ตัดจากมือขวาก่อน และทำแบบเดียวกันกับมือซ้าย เล็บที่ตัดห้ามหักหรือขาดเด็ดขาด ต้องโค้งตามรูปเล็บ มิเช่นนั้นจะไม่ได้ผล นำเศษเล็บที่ตัดห่อใส่ผ้าอะไรก็ได้ที่ใช้แล้ว ไม่ใช่ผ้าใหม่ และต้องเป็นสีดำ นำไปวางไว้ทางทิศตะวันตกของที่พักอาศัย เมื่อคุณเข้านอนได้ไม่นาน จะมีคนมานั่งตัดเล็บอยู่ตรงปลายเท้าที่คุณนอน (ได้ยินเสียงดัง ‘แก๊กๆ’) เป็นการตัดเล็บของเขามาคืนคุณ ถ้าอยากเห็นให้ลืมตา แต่ห้ามโวยวาย เพราะเขาจะไป และคุณอาจจะซวยได้ เพราะถือว่าเขามาดี โดยที่เขาคิดว่าเราเอาเล็บไปแลก หรือไปเล่นกับเขา เขาก็เลยเอาของเขามาคืน เมื่อคุณตื่นในตอนเช้า ให้ไปยังจุดที่เอาเล็บไปวางไว้ คลี่ห่อผ้าออก จะพบเล็บของคนอื่น ไม่ใช่ของคุณ ให้พูดเบาๆ ว่า ‘ขอบคุณ’ แล้วเอาไปฝังไว้ที่ใดก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในที่พักอาศัยของคุณ แต่ห้ามทิ้งหรือเผาโดยเด็ดขาด

วิธีที่ 2 หันหลังให้กระจกแล้วกลืนน้ำลาย : วิธีนี้ต้องทำคนเดียวเท่านั้น และต้องทำก่อนเที่ยงคืน 6 นาที นาฬิกาที่ใช้เป็นเกณฑ์ในการวัดให้ยึดเรือนใดเรือนหนึ่งในบ้านได้เลย ให้คุณยืนหันหลังให้กระจก (ทิศใดก็ได้) ตอนเวลา 5 ทุ่ม 54 นาที กลืนน้ำลาย 1 ครั้ง ทุกๆ 1 นาที พอครบ 6 นาที นั่นหมายความว่าคุณได้กลืนน้ำลายไปแล้ว 6 ครั้ง และถึงเวลาเที่ยงคืนพอดี ให้หลับตาแล้วหันไปทางกระจก (จะหันซ้ายหรือหันขวาก็ได้ แต่ช้าๆ) แล้วกลืนน้ำลายอีกครั้ง (เป็นครั้งที่ 7) จากนั้นลืมตา แล้วผีจะมาให้เห็น เมื่อต้องการยุติพิธี ให้หลับตากลืนน้ำลายอีกครั้ง

วิธีที่ 3 ดีดลูกคิดตอนกลางคืน : ลูกคิดที่ใช้ดีด ให้ดีดอันที่มีรางยาวที่สุดเท่านั้น และต้องอยู่คนเดียว เพราะต้องใช้สมาธิอย่างมาก ให้ลูกคิดทุกลูกในทุกรางอยู่สุดรางที่หันมาหาตัวเรา ดีดลูกคิดขึ้นโดยให้ลูกคิดออกจากตัวทีละลูก ไล่ตั้งแต่รางแรกไปจนรางสุดท้าย ตั้งสมาธิให้ดี แล้วจับรางลูกคิดตั้งขึ้น ให้ลูกคิดวิ่งกลับมาที่เดิมในตอนแรก มองลอดช่องรางลูกคิด (รางใดก็ได้) แล้วผีจะมาให้เห็น หลังจากทำเรียบร้อยแล้ว ให้ทิ้งลูกคิดนั้นทันที ห้ามนำกลับมาใช้อีกเป็นอันขาด

วิธีที่ 4 เอามุ้งคลุมหัวตอนกลางคืน : เอามุ้งมาครอบหัวไว้ โดยหลับตาตั้งแต่ก่อนคลุม ท่อง มะ-อะ-อุ 7 ครั้ง (อย่าลืมว่าต้องหลับตา) แล้วลืมตา ผีจะมาให้เห็น

วิธีที่ 5 ใส่เสื้อกลับด้านแล้วนอนห้อยหัว : วิธีนี้ต้องทำคนเดียว ให้ใส่เสื้อโดยการเอาด้านหลังมาอยู่ด้านหน้า นอนลงบนที่นอนที่สูงกว่าพื้น แล้วห้อยหัวลงมอง (ลักษณะเหมือนแหงนหน้า) แล้วผีจะมาให้เห็น

วิธีที่ 6 แหงนหน้ามองบันได : ต้องทำคนเดียว นั่งบนบันไดชั้นบนสุด แล้วลงมาทีละขั้นทั้งที่ยังนั่งอยู่ (ใช้ก้นลงบันไดนั่นเอง) เมื่อถึงขั้นสุดท้ายแล้วจึงแหงนหน้ามองกลับขึ้นไปชั้นบนสุด แล้วผีจะมาให้เห็น

วิธีที่ 7 สวมพระกลับหลัง : ต้องทำคนเดียว สวมพระโดยคล้องสร้อยพระไว้ด้านหลัง ยื่นแขนซ้ายออกไปข้างๆ แล้วทำมุมข้อศอกโดยให้กำปั้นทิ่มลงพื้น ให้ข้อศอกตั้งฉากกับพื้น มองลอดผ่านช่องแขน แล้วจะเห็นผี

วิธีที่ 8 นอนหันหัวไปทางทิศตะวันตก : วิธีนี้จะได้ผลดีถ้าทำในคืนเดือนเพ็ญ ให้คุณนอนหันหัวไปทางทิศตะวันตก จุดธูป 1 ดอกไว้บริเวณหัวนอน เท่านี้ผีก็จะมาให้เห็น

หมายเหตุ :
ทุกวิธีต้องทำระหว่าง 4 ทุ่มถึงเที่ยงคืน ห้ามใส่พระ ยกเว้นวิธีที่ 7 วันที่ทำแล้วมีโอกาสเห็นได้ง่ายที่สุดคือวันพุธ วันศุกร์ และวันอาทิตย์ คุณอาจให้คนอื่นอยู่ด้วยก็ได้ ยกเว้นบางวิธีที่ระบุว่าต้องทำคนเดียว หากคุณเปลี่ยนใจไม่อยากเห็น ให้หลับตา เอาอุปกรณ์ทุกอย่างออก แล้วค่อยลืมตา





 

Create Date : 26 พฤศจิกายน 2548    
Last Update : 26 พฤศจิกายน 2548 1:22:30 น.
Counter : 682 Pageviews.  

FW: มูลค่าของชีวิต

"อย่าหนีนะ ไอ้เด็กขี้ขโมย"

เสียงผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งตะโกนลั่น พร้อมกับมีเด็กคนหนึ่งกับผู้หญิงอีกคนหนึ่งวิ่งผ่านฉันกับแม่ที่กำลังซื้อเนื้อหมูในตลาดไปอย่างรวดเร็ว

ทั้งแม่และฉันหันไปดูทันเห็นหน้าผู้หญิงคนนั้นแค่แวบเดียว แม่ถามฉันว่า

"อ้าว นั่นป้าร้านขายของไม่ใช่เหรอ"

"ใช่จ้ะแม่ แกวิ่งไล่ใครกันละ"

ป้าคนนั้นชื่อว่า 'ป้าหนอม' เป็นแม่ค้าขายของชำสารพัดอย่างในตัวตลาดในอำเภอที่ฉันอยู่ มีฐานะจัดว่าดีกว่าแม่ค้าคนอื่นๆ ในละแวกเดียวกัน และเป็นที่รู้จักกันว่าแกเป็นคนที่ขี้เหนียวอย่างร้ายกาจแถมปากจัดที่สุดในตลาดอีกด้วย ใครต่อราคาของมากเกินไป หรือถามราคาแล้วไม่ซื้อป้าแกจะโวยวายชนิดต้องรีบเผ่นออกจากร้านแทบไม่ทันทีเดียว

เสียงเอะอะดังมากขึ้น นหันไปมองป้าหนอมจับข้อมือเด็กผู้ชายคนหนึ่งอายุประมาณ 12-13 ขวบ ไล่เลี่ยกับฉันซึ่งกำลังดิ้นรนอยู่ และป้าแกกำลังจะลงไม้ลงมือ แม่จึงเดินเข้าไปถาม

"พี่หนอม มีไรหรอคะ"

"ก็ไอ้เด็กเวรนี่นะสิ มันมา ทำทีขอซื้อยาแก้ปวดกับยาธาตุ พอฉันหยิบส่งให้มันก็วิ่งหนีมาเลย เงินก็ไม่จ่าย"

พูดจบป้าหนอมก็ตบหัวเด็กคนนั้นอย่างแรงหนึ่งทีและคงจะมีตามมาอีกหลายทีแน่ถ้าแม่ฉันไม่ห้ามไว้

"ตายแล้วพี่หนอม อย่าถึงกับลงไม้ลงมือกันเลยนะ แล้วนี่จะทำไงต่อ"

แม่รีบตัดบทเพราะเห็นว่าเรื่องราวชักจะไปกันใหญ่

"เรียกตำรวจมาเอามันไปเข้าคุกนะสิ เสียนิสัย พ่อแม่ไม่สั่งสอน ยังเด็กตัวแค่นี้ก็ริจะเป็นขโมยซะแล้ว ต่อไปก็คงต้องปล้นเขากินหละ"

ฉันสะกิดแม่ทันทีพร้อมกับมองพลางส่ายหัวน้อยๆ ทำนองว่าอย่าไปยุ่งดีกว่า

แม่มองฉันแล้วมองเด็กคนนั้น ซึ่งท่าทางเหมือนกำลังจะร้องไห้

แม่นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันไปพูดกับป้าหนอมว่า

"อย่าให้ถึงอย่างนั้นเลยนะพี่หนอม เด็กมันคงอยากซื้อยาแต่ไม่มีเงินนะเอาเป็นว่าฉันจ่ายให้ละกันนะ กี่บาทกันละ"

ในที่สุดเรื่องก็จบลง โดยการที่แม่ยอมจ่ายเงินค่ายาแก้ปวดกับยาธาตุ แล้วแม่ก็จูงเด็กคนนั้นออกมาจากตลาด แต่ป้าหนอมยังไม่วายเตือนแม่

"ใจดีกับเด็กขี้โขมยแบบนี้ ระวังจะเสียใจทีหลังนะเธอ"

แม่ไม่ได้ตอบอะไร แต่พอเดินห่าง จากร้านพอสมควรแล้วก็ถามว่า

"ทำไมหนูขโมยของป้าเขาละ"

เด็กคนนั้นเงยหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาขึ้นมองแม่ แล้วตอบสะอึกสะอื้นว่า

"แม่ผมปวดท้องมากเลยครับ แล้วแม่ก็ไม่มีเงินไปหาหมอ ผมก็เลยต้อง..."

แม่มองหน้าเด็กคนนั้นอยู่ครู่หนึ่งแล้วยื่นผลไม้ที่ซื้อมาให้เด็กคนนั้นถุงหนึ่ง แล้วบอกว่า

"ทีหลังอย่าโขมยของใครนะ ถ้าไม่มีเงินมาขอเงินน้าไปซื้อก็ได้นะ น้าชื่อสมพรเปิดร้านเย็บผ้าอยู่ใกล้ๆ นี่เอง ถามคนแถวนี้ก็ได้ รู้จักน้าแทบทุกคนเลยแหละ เอ้า...เอา ส้มไป ฝากคุณแม่ซิ คนป่วยนะต้องกินผลไม้มากๆ จะได้หายไวๆ รู้มั้ย"

แม่เสริมพร้อมกับยิ้ม เด็กคนนั้นอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะรับส้มพร้อมกับพูดขอบคุณแม่แล้วเดินจากไป

หลังจากนั้นพอกลับมาถึงบ้าน ฉันก็ถามแม่ทันที

"ทำไมแม่ต้องช่วยเด็กคนนันด้วยละ รู้จักกันหรอจ้ะ"

แม่ยิ้ม แล้วตอบฉันว่า

"ไม่รู้จักหรอก แต่แม่เห็นเด็กคนนั้นรับจ้างหาบขนมขายอยู่แถวบ้านเราน่ะลูกแต่แกคงจำแม่ไม่ได้หรอก แม่ซื้อขนมแกอยู่ไม่กี่ครั้งเอง"

"แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะต้องช่วยเหลือเขาถ้าเขาเป็นขโมยนี่แม่"

ฉันถามต่อ แม่มองหน้าฉันแล้วพูดว่า

"แม่เชื่อว่าเด็กที่เคยหาเงินด้วยตัวเองมาก่อนตั้งแต่อายุเท่าๆ กับลูก ต้องเป็นเด็กที่มีความรับผิดชอบ รู้คุณค่าของเงินทุกบาททุกสตางค์ว่ากว่าจะได้มามันเหนื่อยยากขนาดไหน และคนที่มีความรับผิดชอบนะ จะไม่มีทางขโมยของใครนอกจากจะจำเป็นจริงๆเมื่อเขาไม่มีทางอื่นให้เลือกแล้วเท่านั้น"

ฉันฟังแล้วก็ถามแม่ต่อว่า

"แล้วต่อไปถ้าเขามาขอเงินแม่ไปซื้อยาอีก แม่จะให้เขารึเปล่า"

"ให้สิลูกถ้ามันไม่มากไม่มายอะไร"

"แล้วแม่ไม่เสียดายเงินหรอบ้านเราก็ไม่ได้ร่ำรวยเหมือนบ้านป้าหนอมเขานะแม่"

"ถึงแม่จะไม่มีเงินทองมากนัก แต่การที่ได้ช่วยเหลือคนที่กำลังลำบากน่ะ มันทำให้แม่มีความสุข แล้วยังได้บุญอีกด้วยนะ แค่นี้แม่ก็พอใจแล้วไม่อยากได้อะไรตอบแทนหรอก"

แล้วแม่ก็พูดต่ออีกว่า

"จำไว้นะลูก คนเรานะ ต้องรู้จักให้อภัยและให้โอกาสคนอื่นแก้ตัวเสมอ อย่างเด็กคนนั้น..แม่มั่นใจว่าแกทำไปเพราะรักคุณแม่ของแกจริงๆ แม่ถึงช่วยแกเอาไว้"

แล้วแม่ก็พูดต่อว่า

"ลูกอาจจะบอกว่าขโมยเป็นสิ่งที่ผิด ใช่...แม่ไม่เถียง แต่บางครั้งคนเราก็ต้องมองด้านอื่นๆ บ้าง อย่าคิดแต่เรื่องทรัพย์สินเงินทอง ตอนนี้ลูกอาจจะยังฟังไม่เข้าใจ แต่แม่เชื่อว่าสักวันลูกจะเข้าใจเองแหละ"

หลังจากนั้น ฉันกับแม่ก็หันไปคุยเรื่องอื่นๆกันต่อ ฉันเองไม่เคยคิดเรื่องนี้อีกเลย จนเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น ทำให้ฉันต้องย้อนกลับมาคิดถึงเรื่องนี้อีกครั้งทั้งน้ำตาว่าคำพูดของแม่ในครั้งนี้ถูกต้องที่สุดจริงๆ
..........................................................................

ต่อมา ฉันเรียนจบระดับปริญญาตรีจากสถาบันราชภัฏแห่งหนึ่งในตัวจังหวัด

แล้วฉันก็ได้งานทำในโรงงานแห่งหนึ่งในตัวจังหวัดนั้นเอง เงินเดือนก็พอประมาณ สามารถเลี้ยงดูแม่ได้โดยไม่ขัดสนนัก ฉันก็เลยขอร้องให้แม่หยุดรับจ้างเย็บผ้า เพราะอยากให้แม่พักผ่อนบ้างหลังจากทำงานหนักมาเกือบ 20 ปีเพื่อส่งฉันเรียน

แม่ยอมปิดร้าน แต่ก็ยังรับงานเล็กๆ น้อยๆ ของเพื่อนบ้านมาทำบ้างโดยไม่คิดเงิน แม่บอกว่าถ้าไม่ได้ทำอะไรเลยจะรู้สึกเบื่อ ฉันก็เลยต้องยอมตามใจแม่

ฉันทำงานอยู่ประมาณ 2-3 ปี แม่ก็เริ่มรู้สึกไม่สบาย เริ่มจากปวดหัวบ่อยขึ้น ช่วงแรกๆ ไม่กี่วันก็หาย หลังจากนั้นก็เริ่มเป็นนานขึ้นเรื่อยๆ

ฉันบอกให้แม่ไปหาหมอ แล้วฉันก็พาแม่ไปหาหมอในเมือง หมอบอกว่าไม่เป็นอะไรมากแค่ทำงานหนักมากเกินไป หมอให้ยามาชุดหนึ่งพร้อมกำชับให้พักผ่อนมากๆ จะได้หายเร็วๆ

หลังจากกินยาตามที่หมอสั่ง อาการปวดหัวของแม่ก็หายไป ฉันเริ่มสบายใจขึ้น

แต่หลังจากไปหาหมอได้ประมาณหนึ่งเดือน แม่ก็เริ่มกลับมาปวดหัวอีก คราวนี้เป็นหนักมากกว่าครั้งที่แล้ว ยาที่เคยกินแล้วได้ผลมาก่อนก็ไม่ได้ผลเลย

ฉันกังวลใจมาก พอถามหมอ หมอก็บอกว่าต้องไปตรวจที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ เพราะว่าเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมกว่าโรงพยาบาลต่างจังหวัด หลังจากนั้นฉันรีบพาแม่ไปกรุงเทพฯ ทันที ไปยังโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง

หลังจากหมอตรวจแล้วบอกว่ามีเนื้องอกในสมองต้องผ่าตัดโดยด่วน หากปล่อยทิ้งไว้อาจไปทับเส้นประสาททำให้เป็นอัมพาตได้ หรือถ้าผ่าตัดไม่ทันก็อาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต

ฉันตกใจมากขอให้หมอผ่าตัดให้ทันที

แต่หมอบอกว่าโรงพยาบาลที่มีหมอผ่าตัดสมองที่มีความพร้อมที่จะผ่าตัดเนื้องอกในสมองเป็นอีกโรงพยาบาลหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงมากกว่า ดังนั้นหมอจึงต้องส่งตัวคนไข้ไปยังโรงพยาบาลนั้น

ฉันก็ตกลง

หลังจากถูกส่งตัวมายังโรงพยาบาลดังกล่าวแล้ว แม่ก็ถูกส่งตัวเข้าห้องผ่าตัดทันที

ขณะที่ฉันรออย่างกังวลใจอยู่ด้านนอก ทั้งเรื่องอาการป่วยของแม่ และจากคำพูดของหมอที่ทิ้งท้ายไว้ก่อนส่งตัวแม่มาที่โรงพยาบาลแห่งนี้ หมอบอกให้ทำใจไว้บ้าง เพราะการผ่าตัดสมองเป็นการผ่าตัดที่เสี่ยงมาก โอกาสที่คนไข้จะเสียชีวิตมีมาก แม้การผ่าตัดจะประสบความสำเร็จก็ตาม

อีกเรื่องก็คือค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดสมองค่อนข้างสูง เป็นหลักแสนบาท เมื่อรวมกับค่ายา ระหว่างพักฟื้น คิดแล้วน่าจะต้องใช้เงินราวๆ ห้าแสนบาท

ฉันได้ยินแล้วแทบลมจับ ฉันจะไปหาเงินห้าแสนบาทมาจากไหน ลำพังเงินเก็บของฉันกับแม่ยังมีไม่ถึงห้าหมื่นบาทเลย แต่ยังไงฉันก็ต้องรักษาแม่ให้หาย ส่วนเรื่องเงินไว้คิดทีหลัง

หลังการผ่าตัดเสร็จสิ้นลง เป็นโชคดีของแม่ที่การผ่าตัดประสบผลสำเร็จ และไม่มีอาการแทรกซ้อนใดๆ ทางโรงพยาบาลบอกให้พักฟื้นประมาณหนึ่งเดือนก็สามารถไปพักฟื้นที่บ้านได้

ทางโรงพยาบาลแจ้งรายการค่าใช้จ่ายทั้งหมดมาให้ฉัน ปรากฎว่าเป็นเงินจำนวนไม่ถึงหนึ่งพันบาท เป็นค่าติดต่อประสานงานเท่านั้น

ฉันแปลกใจมาก จึงสอบถามกับนางพยาบาล

นางพยาบาลบอกว่าคุณหมอที่เป็นคนผ่าตัดและเป็นเจ้าของไข้บอกไม่ให้คิดเงินกับฉันและแม่ โดยที่ทางโรงพยาบาลก็ไม่ทราบสาเหตุ ฉันจึงขอพบคุณหมอคนนั้นเพื่อขอบคุณ

นางพยาบาลบอกว่าหลังจากเสร็จคุณหมอก็ถูกส่งตัวไปต่างประเทศทันทีเพื่อศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการผ่าตัดสมองที่อเมริกา แต่คุณหมอได้ฝากจดหมายไว้ให้ฉันกับแม่ โดยกำชับกับทางโรงพยาบาลให้ฝากให้ฉันพร้อมกับใบเสร็จค่าใช้จ่ายอื่นๆ ของทางโรงพยาบาลในวันที่แม่สามารถออกจากโรงพยาบาลได้

เมื่อกลับถึงบ้าน ฉันกับแม่ก็เปิดอ่านจดหมายของคุณหมอคนนั้น เมื่ออ่านจบทั้งฉันและแม่ก็ร้องไห้ออกมาพร้อมกัน

เนื้อความในจดหมายมีดังนี้

'ข้าพเจ้านายแพทย์เดชา ทองวิจิตร แพทย์ผู้ผ่าตัด นางสมพร ภู่จันทร์

ขอสรุปค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดทั้งหมดดังนี้

ค่าผ่าตัด 0 บาท
ค่ายาทั้งหมด 0 บาท
ค่าใช้จ่ายอื่นที่เหลือ 0 บาท

รวมเป็นเงินทั้งหมด 0 บาท

ป.ล. ค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้รับแล้ว เมื่อยี่สิบปีก่อนด้วยยาแก้ปวด ยาธาตุ ส้มหนึ่งถุง

ขอให้สุขภาพแข็งแรงไปอีกนานๆ นะครับคุณน้า

นายแพทย์เดชา ทองวิจิตร


..........................................................................
ที่มา forward mail

สิ่งดีๆ เกิดขึ้นเสมอๆ นะครับ และผลของการทำความดีในแต่ละครั้ง ถึงเราจะพิสูจน์ไม่ได้ว่ามันจะส่งผลให้เราเจอเรื่องดีๆ ตอบแทน แต่ความสุขจากการกระทำก็จะอยู่ในใจของเราให้อิ่มเอมไปตราบนานเท่านานเลย เพราะฉะนั้นทำสิ่งดีๆให้กันมากๆ นะครับ




 

Create Date : 25 พฤศจิกายน 2548    
Last Update : 25 พฤศจิกายน 2548 12:29:34 น.
Counter : 191 Pageviews.  

FW: เหตุผลที่ต้องมีคนพรรค์นี้อยู่ในโลก

มนุษย์เรามี "เหตุผลที่คนควรอยู่ร่วมกัน" ทำให้มนุษย์หลายคนถึงได้เกิดมาอย่างเหมาะเหม็ง... มาดูกันดีกว่า

คนชอบเอาเปรียบเพื่อน : มีไว้เช็คน้ำใจของเพื่อนในกลุ่มได้ ว่ายังมีน้ำใจให้กันอยู่เพียงใด

คนมองโลกในแง่ร้าย : มีไว้เพื่อให้เรารู้จักระมัดระวังตัว และสามารถอุดช่องว่างที่คาดไม่ถึงอันอาจจะทำให้เราเกิดความเสียหายได้ ... เมื่อจัดทีมทำงานใหญ่ ควรจะมีคนมองโลกในแง่ร้ายเอาไว้คนนึงถึงจะเข้าท่า

คนตดเหม็น : เอาไว้สอนเราว่า กินแกงจืดวุ้นเส้นถ้วยละ 10 บาท กับกินพระกระโดดกำแพงหม้อละหมื่น กลิ่นเกลิ่นก็ไม่ได้ดีเลวไปกว่ากันเท่าไรนัก

คนหูตาลามก : ชอบสอดส่ายสายตาตามร่องกระดุมหรือช่องกระโปรงที่เปิดอ้าเวลาเผลอ คนแบบนี้มีไว้เช็คว่าเรา (เฉพาะสาวๆ) แต่งตัวเรียบร้อยมิดชิดดีหรือยัง

คนขี้นินทา : มีไว้เพื่อเช็คว่า เราเป็นที่รักหรือที่สนใจของเพื่อนในวงการหรือไม่ หากมีใครสักคนที่ไม่ถูกนินทาเลย ... ลองสำรวจตัวเองดูหน่อย ว่าคุณไม่มีเรื่องอะไรให้เขานินทา หรือไม่มีใครสนใจจะอยากรู้เรื่องของคุณ

คนปากไม่ตรงกับใจ : ถ้าเขาปากไม่ตรงกับใจแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ละก็ ง่ายมาก เขาเป็นคนรักความจริง คุณคุยกับเขาคุณจะได้แต่ความจริง เพียงแต่คุณต้องมาคอนเวิร์ส "ความจริง"ของเขาในหัวสมองเอาเองก็แค่นั้นแหละ

คนปากไม่ตรงกับใจห้าสิบเปอร์เซ็นต์ : ลุ้นดีออก คุณจะได้ลุ้นว่าสิ่งที่เขาพูดมานั้นจริงหรือไม่ โอกาสห้าสิบห้าสิบ

คนที่มากิ๊กกับแฟนคุณ : เอาไว้บ่งชี้ว่า คุณเลือกแฟนไม่ผิด เพราะคนอื่นเขาก็อยากจะเลือกแฟนคุณเหมือนกัน

คนเห็นแก่ตัว : ทำให้เรารู้ว่า เราสามารถรักษาผลประโยชน์ของเราได้อย่างไร

คนเห็นแก่เงิน : อย่างน้อยคุณก็รู้ว่า คุณจะเจาะใจเขาได้ง่ายๆ ไม่ซับซ้อนด้วยอะไร

บริกรห่วยๆ ในร้านอาหารดีๆ : มีไว้เพื่อป้องกันไม่ให้คุณต้องมาเสียเงินให้ร้านนั้นบ่อยครั้งจนเกินไป

พระเวียนเทียนของบิณฑบาต : รักษาทรัพยากรของโลกดีออก ... บุญก็ได้ อาหารก็ไม่เหลือทิ้งขว้าง

ผู้กำกับหนังห่วยๆ : ทำให้คุณไม่จำเป็นต้องเข้าโรงหนังมันทุกสัปดาห์

ใครบางคนที่ชอบมาหลอกให้อยากแล้วจากไป : อย่างน้อยก็ทำให้จิตใจตื่นเต้นตื่นตัวขึ้นบ้าง ดีกว่าหมดหวังไปซะทีเดียว

คนที่เรารักเขา แต่เขาดั๊นไม่รักเรา : มีไว้ให้คุณได้ลิ้มรสความรักที่ไม่มีความหวัง แต่ก็ยังรัก ... และคุณจะสามารถเป็นคนที่สามารถทำอะไรๆ ให้เพื่อนมนุษย์ได้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนมากที่สุด

ที่มา Forward Mail


..........................................................................
ทุกๆ อย่างเกิดมาโดยมีเหตุผลของตัวเองทั้งนั้น ..... ถ้าชีวิตของเรามันซีเรียสเกินไป ลองมองอะไรแย่ๆ ในรอบตัวด้วยการปล่อยวาง..... มองโลกในแง่ดีแล้วคิดเสียว่า คนแย่ๆ บางทีพวกเขาก็มีส่วนในการสร้างสิ่งดีๆ เหมือนกัน ..... แล้วชีวิตเราก็จะมีความสุข ไม่หมกมุ่นอยู่กับความทุกข์ในการอยู่ร่วมกันครับ




 

Create Date : 20 พฤศจิกายน 2548    
Last Update : 20 พฤศจิกายน 2548 18:20:47 น.
Counter : 229 Pageviews.  

1  2  3  4  5  

nsk
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




สวัสดีชาวโลก...

Bangkok


Los Angeles


-/ -
id=objMediaPlayer1 width=150 viewastext>




















width="150" height="64" bgcolor="ffffff" autoplay="true" cache="true" enablejavascript="true" controller="true">


sniper/ หนึ่งในล้าน
id=objMediaPlayer1 width=150 viewastext>




















width="150" height="64" bgcolor="ffffff" autoplay="true" cache="true" enablejavascript="true" controller="true">


เจย์ โชว/ Cloudess Day
id=objMediaPlayer1 width=150 viewastext>




















width="150" height="64" bgcolor="ffffff" autoplay="true" cache="true" enablejavascript="true" controller="true">


Friends' blogs
[Add nsk's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.