Group Blog
 
All blogs
 

โคตรรักเอ็งเลย: ความซาบซึ้งที่อยู่เหนือเหตุและผล

นักเขียนส่วนใหญ่ มักจะมีแนวการเขียนเป็นของตัวเอง คือใครเขียนเรื่องสยองขวัญก็จะจับแต่แนวนั้น ใครเขียนแนวรักโรแมนติกหักมุมก็จะรักจะหักกันอยู่แบบนั้นเสมอๆ อย่างคุณพิง ลำพระเพิง ผกก. หนังเรื่องโคตรรักเอ็งเลยเนี่ย ก็มีบุคลิกการเขียนเรื่องราวที่เน้นไปที่ความประทับใจ ความรัก..... ไม้ตายของคุณพิงคือการลำดับเวลา อย่างในหนังเรื่องนี้เอามาใช้ แต่ แต่ แต่ แต่ภาพยนตร์กับงานเขียนมีความแตกต่างกันอยู่ อย่างกลุ่มเป้าหมายอาจจะไม่เชิงกลุ่มเดียวกัน แล้วการทำหนังจำเป็นต้องมีความรัดกุม หรือมีเหตุและผลของตัวละคร มากกว่าการเขียนหนังสือเพราะมันจะมองเห็นได้ชัดกว่า อีกอย่างพวกนักวิจารณ์ส่วนใหญ่มักจะสนใจวิจารณ์หนังมากกว่างานเขียนแน่ๆ ดังนั้นหากคุณจะทำหนังที่ซึ้งกินใจเหมือนหนังสือที่คุณเขียนได้ คุณอาจจะต้องมาขียนบทใหม่ มารีวิวอีกรอบว่าตัวเรื่องดั้งเดิมมันลงตัวมั๊ย มันโอเคมั๊ยสำหรับการนำมาถ่ายทอดผ่านเป็นภาพเคลื่อนไหว

ผมไม่ได้เรียนทางนิเทศน์ คงไม่บังอาจบอกว่าต้องทำยังไงๆ แต่เวลาพูดถึงหนังซักเรื่องผมคงพูดตามความรู้สึก ซึ่งในคราวนี้ผมจะขอยกคำวิจารณ์จากสมาชิกพันทิปท่านหนึ่ง ที่เขียนไว้ตรงใจกับผมมาก สำหรับหนังของคุณพิงลำพระเพิงเรื่อง โคตรรักเอ็งเลย (จากนี้ไปเป็นข้อความที่คัดลอกมาและสปอยล์ครับ)

..........................................................................

ถึงคุณพิง เรื่อง วิทยาทานที่ได้ จาก โคตรรักเอ็งเลย

ถึงคุณพิง ลำพระเพลิง
คุณเคยเห็นคนที่ใส่เสื้อ พร้อมกันเยอะๆ ใส่กางเกงทับกันมากๆ ใส่สร้อย สี่ห้าเส้น
ใส่กำไรถึงข้อศอก ใส่แหวนครบทุกนิ้ว ใส่รองเท้าซ้ายอีกแบบ ขวาอีกแบบไหม? คุณเป็นแบบนั้นเลย
คุณเป็นคนประเภทเปิดตู้เสื้อผ้าออกมา เห็นอะไร ก็จับมาใส่ทั้งหมด
คงเพราะกลัวว่าถ้าไม่ใส่ คนอื่นจะหาว่าไม่มี หนังของคุณมันเลยออกมาเละเทะอย่างนี้
มีรัก มีตลก มีเศร้า มีพลัดพราก มีผีด้วย มีมุขคลาดกันไปมา มีเล่านิยายซ้อนไปอีกที
มีการเสริมมุขเสียดสีน้อยเนื้อต่ำใจชีวิตคนเขียนบท มีบทหลอกคนดูหน้าด้านแบบ สแกรี่ มูวี่ส์
มีทุกอย่างเท่าที่ในโลกนี้มี ยกเว้นความสมจริง!!

* นี่เป็นความเห็นส่วนตัว โพสต์ในบอร์ดสารธารณะ คนที่กำลังจะอ้าปากบอกว่าเก่งนักไปทำเองซิ
ขอบอกว่ากำลังพยายามอยู่ เพราะฉะนั้นถ้าอ่านจบแล้วอยากจะด่ากัน ขอเชิญด่าประเด็นอื่นนะคะ

หนังเรื่องนี้ให้อะไรกับคนดูบ้างเราไม่รู้ แต่สำหรับคนที่อยากจะทำงานด้านนี้ คนที่นั่งฝึก นั่งหัด
นั่งยิงบทตัวเอง หารอยรั่ว อุดรอยโหว่ ต่างๆนาๆ ดูหนังเรื่องนี้แล้วคงรู้สึกอย่างเดียวกัน คือหน้าชา น้ำตาซึม
สิ่งที่คุณแท็กซี่ฯ เคยเขียนว่า คุณพิงหากินด้วยการปล้นอนาคตของลูกหลาน มันจริงมาก...........ก ที่ที่ คุณอยู่
คือโอกาสที่หลายคนไม่ได้ แต่คุณทำออกมาได้สั่ว ไม่ใส่ใจ อยากทำยังไงก็ทำ ไม่เห็นถึงความพยายาม การทุ่ม
เทเวลา ไม่เห็นเลยว่านี่เป็นงานสมอง กลั่นกรองมาแล้ว บทอ่อนมาก จนน่าจะเป็นแค่ร่างที่หนึ่ง รอยโหว่ ของ
เรื่องอยู่ที่การกระทำของตัวละคร แต่คุณไม่อุดเลย ไม่หาเหตุผลให้มันเลย

>> คนเป็นแม่ที่ลูกเพิ่งเป็นมะเร็งตายนี่ เค้ามานั่งกลุ้มใจว่าผัวนอนตดเสียงดัง กินอิ่มแล้วเรอ
ถอดกางเกงในเป็นก้อนเหรอ? นี่คือสิ่งที่คุณบอกกับคนดูว่ามันคือปัญหาของชีวิตคู่ น่ะนะ
ทั้งที่คนคู่นี้ลูกเพิ่งตายไม่ถึงร้อยวัน

>> ลูกแฝดตาย พ่อกับแม่ฉีกรูปลูกแบ่งกันทำไม? ที่แดงแอบกลับมาบ้าน กลับมาทำไม?
อาลัย อาวรณ์? ลืมของ?มาหาลูก?

>> จุดแตกหักที่ทำให้แดง ไปคบหมอรักคืออะไรคะ คุณพิงทำให้คนดูรู้สึกว่ามันถึงจุดที่อึดอัด
ต้องเลิกกันหรือยัง หรือคิดจะตีหัวให้นางเอกไปมีชู้ก็ตี ไม่ต้องมีเหตุผลอะไรมาก
ยัดคำพูดใส่ปากไปว่าชั้นไม่รักผู้ชายคนนั้นแล้วจบ!!

>> ลูกมีความสำคัญกับตัวละครของคุณจริงๆรึเปล่า หรือใส่มาเพื่อเป็นตัวรองรับมุขที่คุณคิดขึ้นมา
ไม่ว่าจะเป็นครบรอบวันตายร้อยวัน แต่ก่อนหน้านั้นพ่อกับแม่ไม่เคยแสดงอาการเศร้าโศกเลย
พ่อพกหนังสือโป๊เข้าห้องน้ำ ไปเที่ยวอาบอบนวด แม่ไปเดท ไปผับ ไปจูบกับหมอ
แต่พอคุณนึกจะใช้จุดที่ลูกตายมาหลอกคนดู คุณก็ให้รงค์ไปร้องไห้เคาะฝาโลง (เพราะตอนนั้น
คุณจะหลอกคนดูว่าแดงตาย) ให้แดงไปร้องให้หน้าโกฐ (เพราะคุณก็กะจะหลอกคนดูว่ารงค์ตาย )
ใช้เสร็จปุ๊บคุณก็เขี่ยทิ้งไป พ่อกับแม่ก็ไปเล่นอยู่กับมุขผีโรเลอร์เบลด
คนที่คุณผูกเรื่องว่าตายน่ะ ลูกนะคะไม่ใช่คนข้างบ้าน!!

*ทั้งหมดนี่ช่างมัน(ความจริงยังมีอีกเยอะ) คุณไม่ให้ความสำคัญ กลับไปเพ่งสมาธิ อยู่กับการเล่นมุขผี
เอาใจใส่ เฉลยซะเคลียร์ ว่าทำไมมันถึงเป็นอย่างนั้น ทั้งๆที่ไม่ใช่ประเด็นของเรื่องเลย
แต่คุณให้ความสำคัญกับมันมาก............ก มุขสร้างสรรค์จังเรื่องแบบนี้
แต่ไอ้ที่สมควรจะใส่ความเป็นศิลปะในการเล่าเรื่องลงไปมั่ง เล่าซะทื่อ
>> คุณบอก ให้คนดูได้รู้ว่ารักกำลังจืด ไม่มีแม้แต่เซ็กซ์ โดยการ ให้รงค์ถามแดงว่า “ตัวเองเรามาเอากันไหม?”
แล้วแดงก็หันหลังให้

>> หนังจะบอกคนดูว่า แดงหมดรักรงค์แล้วด้วยการให้แดงไปเดินคุยกับเพื่อน แล้วพูดประมาณว่า
ชั้นไม่รักผู้ชายคนนี้แล้ว เพราะเค้าเปลี่ยนไป เค้านอนกรน เค้าตดบนเตียง
(นี่น่ะนะ เหตุผลที่ทำให้อยากเลิก เพื่อนเป็นตัวละครอีกตัวที่น่าสงสารมาก ใส่มาเพื่อที่แดงจะได้พูดว่า
ตอนนี้รักนะ เบื่อนะ จะเลิกแล้วนะ จะเริ่มชีวิตใหม่ละนะ)

>>หนังจะทำให้รงค์รู้ว่า แดงไปมีผู้ชายคนใหม่ ด้วยการให้รงค์ไปอ่านเจอในไดอารี่ของแดง แถมมีการ
แปะรูปกันพลาดด้วย จะได้รู้ว่าเป็นใคร จะได้ไม่ต้องเสียเวลามานั่งปะติดปะต่อ เพราะคุณพิงจะเอาเวลา
และสมาธิไปคิดมุข ผีหลอก ต่างๆนาๆ ซึ่งไม่เกี่ยวกับประเด็นของหนังซักนิดเลย

หนังเรื่องนี้มันคือเรื่องคนสองคนที่รักกัน --> กำลังจะเลิกกัน -->พอถึงวันที่จะเสียมันไปจริงๆ
กลับเพิ่งรู้ว่าขาดกันไม่ได้-->เลยมาเริ่มต้นใหม่ ใช่ไหม แล้วไอ้ต่างๆ ประดามี ที่คุณใส่มา ใส่มาทำห้าอะไร
นอกจากทำให้เรื่องมันแกว่ง ทำให้คนรู้ว่าคุณหักมุมได้นะ คุณตลกได้ด้วย หรือเปล่า
แล้วนึกอยากจะยัดคำพูดเพราะๆ อย่างที่หนังรักเรื่องอื่นมีคุณก็ยัด โดยที่ไม่แคร์ว่าตลอดเรื่องที่ผ่านมา
คุณไม่ได้เล่าเรื่องสำนวนนี้เลย ไม่แคร์คาแรกเตอร์ตัวละคร จะจับอะไรยัดใส่ปากก็ยัด

คุณพิงรู้มั๊ยคะว่าเสน่ห์ของภาพยนตร์ มันคือการเล่าเรื่องด้วยภาพ ค่อยๆคิดค่อยๆต่อยอด
ให้เรื่องราวมันเป็นไปตามนั้นไม่ใช่พอบทมันจะต้องเป็นอย่างนี้ ก็ให้ตัวละครเดินมาพูดโผล๊ะๆ
ชั้นรักแกนะ ชั้นเกลียดแกนะ แล้วจบ แล้วคนดูเชื่อ

คุณใช้โอกาสครั้งนี้ได้น่าผิดหวังมาก ดูจบแล้วบอกได้แค่ว่าคุณพยายามยัดทุกอย่าง หนังทุกแนว เท่าที่ในชีวิตนี้เคยดูมาลงไปทั้งหมด
โดยไม่แคร์ว่ามันจะสมเหตุสมผลไหม มันจะแย่งความสนใจไปจากประเด็นหลักไหม ช่างมันชั้นจะเล่าอย่างนี้ใครจะทำไม!!
มีอีกหลายอย่างที่อยากจะถามว่าคุณคิดอย่างนี้จริงๆเหรอ? อยากถามว่า คุณเขียนบทเสร็จได้อ่านทบทวนมันมั่งมั๊ย ? แต่ช่างมันเถอะค่ะ
โอกาสใครโอกาสมัน แต่อยากขอร้องให้คนที่ได้ยืนอยู่บนฝันของคนอื่น โปรดทำมันให้สมศักดิ์ศรีกว่านี้หน่อยค่ะ

T-T เศร้านะเนี่ย ใครว่าหนังเรื่องนี้มันไม่เศร้า


ที่มา.....กระทู้จากห้องเฉลิมไทย http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A4591659/A4591659.html
โดยคุณ ^^EterNaL ReturN^^




 

Create Date : 04 สิงหาคม 2549    
Last Update : 4 สิงหาคม 2549 22:54:43 น.
Counter : 623 Pageviews.  

Mindhunters [2005]: โฉ่งฉ่าง ซ่อนเงื่อน โอเค พอดูได้



เป็นหนังเกรดบีอีกเรื่องที่พยายามยกระดับตัวเองด้วยการ ดึงดารามีชื่อมาเล่น ซึ่งน่าจะเรียกว่าแขกรับเชิญก็ได้ เพราะปรากฏอยู่แค่ครึ่งชั่วโมงแรกของหนังแอ๊กชั่นทริลเลอร์ป่วนจิต ที่ไม่ถึงกับแป้กอย่างหนังหลายๆ เรื่องในปีนี้

Mindhunters กำกับโดย Renny Harlin ผู้กำกับที่มีหนังผ่านสายตาคนไทยมาก็หลายเรื่องอย่างเช่นปีที่แล้วก็มี Exorcist: The Beginning รวมถึงหนังแอ้กชั่นทริลเลอร์ที่เราคุ้นๆ เช่น Deep Blue Sea, the Long Kiss Goodnight, Cliffhanger, Die Hard 2, Vertical Limit เป็นต้น ซึ่งดูๆ ชื่อหนังแล้วก็พอจะเดาได้ว่านี่คงเป็นแนวที่เขาถนัดจริงๆ คือ มีการฆ่า และต้องตามหาผู้ร้าย ระหว่างทางก็จะต้องบู๊กันและมีคนดีต้องเสียสละ อะไรทำนองนี้

เรื่อง Mindhunters ก็ได้ดาราดีๆ มาประดับโปสเตอร์หนังอย่าง Val Kilmer, LL Cool J, และ Christian Slater ทำให้หนังดูน่าดูขึ้นไม่น้อย (แต่แอบโกรธนิดๆ ที่ราชินีอิยิปต์จาก the Mummy สุดสวยของผม Patricia Velasquez
ที่เป็นหนึ่งในนักแสดงนำ ไม่ถูกเอามายืนบนโปสเตอร์กับคนอื่นบ้าง T_T) ไม่เป็นไร ผมเอารูปเธอแปะตรงนี้ก็ได้ 55



Mindhunters เป็นเรื่องเกี่ยวกับทดสอบโดยใช้เหตุการณ์จำลองของนักเรียน FBI บนเกาะร้างแห่งหนึ่งที่ถูกจัดให้เหมือนมีเหตุการณ์ฆาตรกรรมเกิดขึ้น นักเรียน FBI ที่ถูกครูฝึก (Val Kilmer) นำมาทิ้งเอาไว้จะต้องค้นหาว่าเกิดอะไรขึ้นและจับตัวคนร้ายให้ได้ในเวลาที่กำหนด

เหตุการณ์เริ่มตึงเครียดเมื่อเหตุการณ์จำลองเริ่มไม่จำลองอีกต่อไป หัวหน้าทีมถูกฆ่าตายต่อหน้าทุกคนโดยอุปกรณ์ที่ตั้งใจจัดไว้ จากนั้นคนร้ายก็กำหนดเวลาในการฆ่าคนต่อไป โดยบอกใบ้ด้วยวิธีต่างๆ ซึ่งทุกคนต้องช่วยกันหาในเวลาที่กำหนดว่าใครคือฆาตกร คนนอก หรือพวกเดียวกัน ก่อนที่ทุกคนจะต้องตายหมด

หนังทำได้โอเค ไม่ถือว่าดีมากอะไร ดูๆไปเหมือนอ่านการ์ตูนนักสืบคินดะอิจิ เพียงแต่ theme ของหนัง หรือวิธีการที่ฆาตรกรเอามาใช้นั้น คือการค้นหา "ความอ่อนแอ" ของตัวละครแต่ละตัว หนังทิ้งบทสนทนาให้ผู้ชมเดาได้ตั้งแต่ต้นเรื่อง แต่ผมก็ไม่ทราบจนหนังมาเฉลยตอนหลังว่าใครเป็นฆาตรกร ..... เท่าที่ดูผมว่าเขาตั้งใจซ่อนสิ่งที่ควรรู้มากเกินไป เหมือนกลัวว่าหนังจะจบเร็ว เลยทำให้ข้อมูลต่างๆ ที่เราได้รับไม่พอที่จะฟันธงว่าใครเป็นฆาตรกร ประกอบกับการเอาวิธีการทำนายบุคคลิกลักษณะจากคำพูด ท่าทาง ฯลฯ ที่นักจิตวิทยาใช้ มาใส่ๆ ทำให้เราถูกเบนความสนใจจากข้อมูลดิบที่มีในหนังพอสมควร

จุดที่ดูแล้วสะดุดอย่างเช่นความพยายามในการสังหารทีม FBI โดยการลำดับเหตุการณ์ การใช้เวลามาเป็นเงื่อนไข ที่ดูเหมือนน่าจะเตรียมการมานาน ซึ่งตัวฆาตรกรในเรื่องไม่น่าจะมีเวลาขนาดนั้น การฆ่าที่ดูจะโหดเกินไป เหตุผลของการฆ่าที่ผมไม่ค่อยเข้าใจนัก ตัวละครที่บทจะฉลาดก็ฉลาดล้ำ แต่ง่ายๆ กลับไม่รู้ บทเลิฟซีนที่ไม่รู้จะมีไปทำไม และแน่นอนพลอตเรื่อง ที่มีการจับคนกลุ่มนึงไปกักไว้ในที่ที่หนึ่งแล้วก็มีการฆ่า แล้วก็มีการตามหาคนฆ่าโดยที่มีคนตายไปทีละคนๆ ซึ่งผมคิดว่า "เล่นง่ายไปรึเปล่า"

ข้อเสียอีกอย่างหนึ่งคือเอาดาราดังมาเป็นตัวดึงดูด เหมือนรู้ว่าหนังมันจะไม่น่าสนใจ Christian Slater ยืนหน้าแป้นอยู่บนโปสเตอร์แต่เบิกเงินค่าตัวก่อนใครเพื่อน โดยมี Val Kilmer ตามมาติดๆ ....ยังดีที่ LL Cool J ที่ผมถือว่า พศ.เขาเรียกคนดูได้ ยืนจนจบเรื่อง (และยังดีที่คนโปรดผมอยู่นาน ไม่งั้นจะบ่นมากกว่านี้)

เป็นหนังบริหารสมองมั๊ยผมก็ว่าไม่ อ่านคินดะอิจิยังตื่นเต้นกว่า แถมยังใส่ความรุนแรงด้วยวิธีการสังหารเหยื่อแบบต่างๆ หรือการเอาศพหมาแมวมาห้อยต่องแต่ง ซึ่งมันโฉ่งฉ่างเกินไป พลอตเรื่องเอามันอย่างเดียว ไม่สมเหตุสมผล.....ถ้าใครชอบหนังประเภทตามหาฆาตรกรก็อาจจะชอบดู ส่วนตัวคิดว่าเป็นหนังสนุก แต่ไม่มีสารอาหาร เหมือนกินขนมถุง อร่อยแต่ไม่ค่อยมีประโยชน์ ผมเองชอบหนังประเภทนี้ แต่ Mindhunters เหมาะสำหรับเช่าดู มากกว่าซื้อเก็บครับ


rate **1/2

รูปประกอบจาก
http://www.willkemp.org
http://pvelasquez.kmmod.com




 

Create Date : 22 กันยายน 2548    
Last Update : 22 กันยายน 2548 7:54:46 น.
Counter : 1309 Pageviews.  

Stealth [2005]: เมื่อแอ๊คชั่นอันเดอร์กราวจะบินขึ้นฟ้า

Stealth หมายถึง วิธีทำให้การตรวจพบวัตถุใดๆ ของ Sensor เช่น Radar, Heat Seeker (IR), Sound Detector และแม้กระทั่ง ตาของมนุษย์เองนั้น เป็นไปได้ยาก ในที่นี้ก็คือชื่อเครื่องบินทันสมัยของกองทัพสหรัฐ ที่สามารถบินหลบเรดาร์ของศัตรูได้ แต่ก่อนเราเคยเรียกว่าเครื่องบินล่องหน ซึ่งเหมาะสำหรับงานจารกรรมและการโจมตีแบบไม่ให้ตั้งตัว หลายคนพยายามถ่ายรูปเครื่อง Stealth ขณะบิน..... ซึ่งดูแล้วก็คล้ายพวกรูปถ่ายจานบินต่างๆ

Stealth ของ Rob Cohen ผู้กำกับที่ฝากฉากแอ๊คชั่นสะใจพ่อแม่พี่น้องมาแล้วจาก The Fast and Furious และ xXx คราวนี้สบโอกาสในการนำความวินาศสันตะโรขึ้นไปอยู่บนฟ้า โดยในเรื่องทีมนักบิน Stealth นำโดย Joshua Lucas, Jessica Biel, และ Jamie Foxx จะได้พบกันเพื่อนร่วมทีมใหม่ที่ไม่ใช่คน แต่เป็นคอมพิวเตอร์ A.I. ที่รัฐบาลต้องการนำมาทดแทนคนจริงๆ ในการทำสงครามเพื่อลดความสูญเสียบุคลากร..... ซึ่งก็เหมือนกันในหนังทุกๆเรื่อง ที่คอมพิวเตอร์อัจฉริยะพวกนี้จะต้องเสียและกลับมาสร้างปัญหาให้กับเหล่าพระเอกนางเอก เรื่องนี้ก็เช่นกัน..... เมื่อเกิดไฟฟ้าลัดวงจรทำให้กลไกต่างๆ เกิดชำรุด..... และเป็นที่มาของการตามไล่ล่ากันแบบความเร็วสูง

ผกก.คนนี้มีจุดเด่นที่ฉากแอ๊คชั่น แต่ละรายละเอียดไม่ว่าจะเป็นการระเบิด เศษของที่กระเด็นกระดอน หรือลักษณะการใช้อาวุธต่างๆ จะมีการจัดให้สมธรรมชาติมาก การใช้คอมพิวเตอร์ตกแต่งภาพก็จัดอยู่ในขั้นเนียน ช่วงแอ๊คชั่นจะฉับไว เร็ว ดุเดือด และมันมากๆ..... แต่ผมรู้สึกว่าบทหนังเขาหลายเรื่องดูอ่อนเกินไป..... บุคลิกของหนังที่ดูฉับไวทำให้หนังขาดความต่อเนื่อง ซึ่งทำให้หนังของเขามีลักษณะเอามันอย่างเดียวสไตล์พวกคอ X-Game ทั้งหลาย.....สรุปได้ว่าเป็นหนังแอ็คชั่นที่ดี แต่ไม่น่าจะถูกโฉลกกับนักวิจารณ์ส่วนใหญ่

เรื่อง The Fast and Furious เขาเอามันกับการแข่งรถแบบ Underground .....เรื่อง xXx เขาก็สะใจไปกับสายลับเถื่อนๆ..... แต่ Stealth เป็นหนังที่ควรจะดูเป็นทางการกว่านี้..... จริงอยู่ที่ฉากแอ๊คชั่นเขาก็ยังทำได้สะใจตามคาด แต่หลายฉากในหนังที่มันไม่มีเนื้อหาสาระอะไรเลย..... ดูๆ ไปผมนึกว่าผมเล่น Video Game .....เสียงพูดคุยของตัวละครหลายฉากโดนเสียงเครื่องบินกลบหมด..... บางฉากผมงงว่าจะมีไปทำไมให้หนังมันยืดยาว โดยเฉพาะคนไทยน่าจะงงเป็นพิเศษ (เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังด้านล่าง) .....เหมือนจะสร้างอารมณ์ให้กับตัวละคร แต่พอพ้นฉากนั้นไป มันก็กลับเข้ามาระเบิดภูเขาเผากระท่อมกันต่อโดยทิ้งความต่อเนื่องไว้ซะงั้น

เทียบกับหนังฟอร์มใหญ่ๆ ของเขา อย่าง xXx, the Fast and Furious, หรือ Daylight .....เรื่องนี้ผมจัดว่าเป็นผลงานที่แย่ที่สุดของ Rob Cohen ถึงผมจะชอบหนังเครื่องบินหรือสงคราม แต่ว่าผู้กำกับคนนี้เหมาะกับงาน Street Action มากกว่าจะมาจับงานสงครามโลก..... Stealth เป็นหนังแอ๊คชั่นที่มันสะใจแบบไม่ต้องหายใจหายคอ แต่ความพิเศษนอกเหนือจากนั้นไม่มี ....อันดับที่ 4 ในบ็อกซ์ออฟฟิศไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะผมคิดว่าในช่วงเด็กๆ ปิดเทอมแบบนี้ Charlie and the Chocolate Factory ยังมีอะไรให้น่าค้นหามากกว่าเยอะ ซึ่งก็หวังว่า Cohen จะทำหนังแอ๊คชั่นที่ลงตัวมากกว่านี้ในเรื่องต่อๆไป

Rate **1/2

จากนี้ไปสปอยนะครับ ยังไม่ได้ดูอย่าอ่านต่อเลยครับ


หลายอย่างที่ผมอยากจะบ่น (อันเนื่องมาจากเป็นหนังที่ผมรอดูมาก แต่ผลออกมาเป็นเพียงหนังซัมเมอร์ธรรมดาๆ เรื่องนึง จึงต้องพูดหน่อย)

- เครื่อง Stealth เปราะบางเกินเหตุ ทั้งสามเครื่องพังหมดในเวลาประมาณ 20 นาทีช่วงกลางๆเรื่อง ทั้งที่มันน่าจะดุดันและแข็งแรงกว่านี้ อันนี้ผมไม่ทราบว่าในความเป็นจริงมันเหนือกว่าเครื่องรุ่นอื่นไหม เพียงแต่คิดว่ามันน่าจะทนทานกว่านี้

- เพิ่งจะได้หายใจจากฉากบินมันๆ อยู่ดีๆ เหล่าพระเอกนางเอกของเราก็ได้รับคำสั่งให้มาพักร้อนที่ประเทศไทย ขนาดพระเอกในเรื่องยังงงเลยครับว่าทำไมต้องประเทศไทย (เพราะก่อนหน้านั้นในเรื่องเพิ่งจะไปถล่มตึกที่พม่ามาหมาดๆ)..... จากจุดนี้ผมอึ้งมากครับ เพราะหนังใช้เวลาเกือบ 20 นาที จากหนังแอ๊คชั่นมหาวินาศมาเป็นสารคดีนำเที่ยวเมืองไทย มีทั้งตลาดน้ำ วัด ทุ่งนา น้ำตก และร้านอาหารสวยๆ .....ผมคิดว่า ผกก.อยากจะให้พระเอกนางเอกได้แสดงมีเวลาสร้างความสัมพันธ์ต่อกันให้มากขึ้น.....ประมาณว่าน่าจะชอบกันแต่ไม่มีเวลาคุย เลยให้มาเมืองไทยสงบๆ จะได้บอกรักกัน..... ส่วนเจมี่ ฟอกซ์ซึ่งเป็นบุคคลที่สาม พอพระเอกนางเอกเขาจีบกัน ตัวเองก็หาทางออกโดยการไปจีบสาวไทยซะงั้น สาวไทยนี่ก็เงียบเหมือนเป็นใบ้ ..... ผมไม่แน่ใจว่าเธอจะพูดไทยได้รึเปล่าด้วยซ้ำ..... สุดท้ายมีเพจเรียกมาหาทั้งสามคนให้กลับไปกู้โลก หนังจึงกลับไปสู่แอ๊คชั่นมหาวินาศเหมือนเดิม.....งงครับว่าทำไมเขาเน้นการไปเที่ยวเมืองไทยมากขนาดนั้นทั้งๆที่เป็นหนังแอ๊คชั่นที่ดูไกลประเทศเรามากๆ ไม่แน่ใจว่าทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเขาเป็นสปอนเซอร์ด้วยหรือเปล่า หรือ ผกก.เขาชอบเมืองไทย (ซึ่งผมเคยได้ยินจากไหนซักแห่ง).....แต่ส่วนตัวผมว่าตัดฉากนี้ทิ้งไปหรือทำให้สั้นลงก็จะดีครับ คนดูจะได้ปรับอารมณ์กันทัน

- พูดถึงพระเอกๆ นี่ไม่ใช่ เจมี่ ฟอกซ์นะครับ แต่เป็น จอร์ช ลูคัส หากใครจะไปดูเพราะชอบ เจมี่ ฟอกซ์จากเรื่อง Ray หรือ Collateral ที่เขาแสดงไว้ในระดับออสการ์ ผมแนะนำว่าอย่าไปดูเลยครับ .....ผมว่าเขาจ้างมาทำให้หนังมันฟอร์มใหญ่ขึ้นเท่านั้น ไม่มีบทบาทอะไรมากมายนอกจากทะลึ่งทะเล้นอยู่ครึ่งเรื่อง จากนั้นก็สละชีวิตตัวเองอย่างไร้เหตุผล .....นักบินที่เก่งที่สุดในสหรัฐ ไม่น่าจะตายง่ายเช่นนั้น แถมตายตั้งแต่ครึ่งเรื่อง สงสัยค่าตัวแพงครับ

- คอมพิวเตอร์ที่ควบคุมเครื่อง Stealth ลำที่ 4 ดูไฮเทคเกินไปครับ และทำไปทำมากลายเป็นผู้ร้ายกลับใจยอมสละชีวิตตนเองเพื่อพระเอกนางเอก ถ้าเป็นคนคงจะเรียกน้ำตาได้โขทีเดียว

- นางเอกก็อึดน่าดูครับ ใครเคยดูเรื่อง Behind the Enemy Line คราวนี้ก็จะได้ดูแบบย่อๆ อีกครั้ง แต่เปลี่ยนจากทหารชายเป็นทหารหญิงครับ เธอเล่นถอดเสื้อนอกทิ้ง พกปืนกระบอกเดียว ไม่มีวิทยุ เสบียง แผนที่อะไรเลยซักอย่าง แต่ก็กระเสือกกระสนไปถึงพรมแดนเกาหลีใต้ได้ น่ายกย่องมากครับ

อันนี้ก็เป็นบางส่วนนะครับที่ผมแปลกใจมาก คือหนังเรื่องไหนมันก็มีแบบนี้ แต่เพราะอยากดูเรื่องนี้น่ะครับ เลยจับผิดเป็นพิเศษหน่อย..... อันที่จริงก็ชอบนะครับ เมืองไทยในเรื่องนี้สวยดี แถมคนพม่าพูดไทยด้วย เยี่ยมไปเลย

รู้สึกว่าหนังจะเข้าปลายเดือนนี้ที่ประเทศไทย ใครเป็นคอหนังแอ๊คชั่นไปดูเถอะครับ นาย ผกก.คนนี้ไว้ใจได้ แต่อย่าคาดหวังอะไรมากมาย คิดซะว่าเป็นหนังโปรโมตเมืองไทยก็ได้ครับผม









 

Create Date : 03 สิงหาคม 2548    
Last Update : 3 สิงหาคม 2548 23:24:03 น.
Counter : 826 Pageviews.  

War of the Worlds [2005]: แล้วโลกก็ร้อนอีกครั้ง จากมนุษย์ต่างดาวและกระแสวิจารณ์

ออกฉายปี คศ.2005

กำกับ
Steven Spielberg

นำแสดง
Tom Cruise
Dakota Fanning
Justin Chatwin
Tim Robbins

ว่าจะไม่เขียนเรื่องนี้แล้ว เพราะรู้สึกว่าในเวบพันทิพย์โดยเฉพาะห้องเฉลิมไทย กำลังฟาดฟันอย่างเมามัน แต่เนื่องจากเป็นไม่กี่เรื่องที่ผมได้มีโอกาสไปดูในโรงภาพยนตร์เลยอยากจะเขียนไว้จดจำซักเรื่อง

ข้างต้นจะขอถอดความจากเวบไซท์วิจารณ์หนังเวบหนึ่ง ที่ผมเห็นว่าน่าสนใจและไม่ได้วิจารณ์อย่างสุดขั้วแต่อย่างใด แต่จะกึ่งๆ ไปทางศาสนานิดๆด้วยซ้ำ ถือว่าอ่านบทวิจารณ์ของฝรั่งบ้างคละๆ กันไป


..........................................................................

ทั้งโลกมันมีอยู่แค่ 2 ประเทศตอนที่ H.G. Wells เขียนเรื่อง The War of the Worlds หรือเปล่า..... คำตอบก็คือเปล่า เพราะในยุคศตวรรษกว่าๆ ตอนนั้น ประเทศในยุโรป โดยเฉพาะมหาอำนาจอย่างสหราชอาณาจักร ได้แสดงแสนยานุภาพกำจัดชนผ่าวูดู อะบอริจิน หรือชนกลุ่มน้อยต่างๆ ขยายอำนาจยึดครองดินแดนแทบทั้งโลก .....ความรู้สึกที่ผู้เขียน เขียนนิยายเรื่องนี้ ก็คงถอดความรู้สึกของชนเผ่าเหล่านั้นออกมา โดยแทนที่จะเป็นชมกลุ่มน้อยก็เป็นประชากรโลกซะ และมหาอำนาจก็คือมนุษย์ต่างดาว

เมื่อหนังสือกลายเป็นหนัง.....ภาพยนตร์หลายๆ เรื่องมีเค้าโครงมาจากเรื่องจริง หรือไม่ก็เป็นเหมือนกระจกสะท้อนเหตุการณ์รอบๆ ตัวในขณะที่หนังถูกสร้าง หนังของ Steven Spielberg คราวนี้ก็นำเสนอมนุษย์ต่างดาวบุกโลก ซึ่งก็มองๆไปเหมือนภาพสะท้อนการที่ผู้ก่อการร้ายถล่มตึกเวิร์ลเทรด เมื่อต้นศตวรรษที่ผ่านมา

หนังทำต่างจากหนังสือนิดๆ คือมนุษย์ต่างดาว ไม่ได้มาจากดาวอังคาร แต่มาจากไหนก็ไม่รู้ และก็กลายเป็นว่ามีเครื่องจักรสังหารถูกฝังอยู่ใต้โลก รอมนุษย์ต่างดาวมาเปิดเครื่อง ก็รอมานานเป็นล้านปีได้จากที่หนังเขาบอก พอถึงเวลาที่กำหนด มนุษย์ต่างดาว็ถูกส่งมากับลำแสงที่เหมือนฟ้าผ่า และพายุสนามแม่เหล็กที่ทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าในบริเวณรอบๆ พังหมด .....หลังจากมนุษย์ต่างดาวโผล่ขึ้นสู่พื้นพร้อมกับเครื่องจักรสังหาร มันก็เริ่มยิงผู้คนรอบๆ กันให้วอดวายกันไปหมด โดยการยิงลำแสงที่ทำให้อินทรีย์วัตถุอย่างคนกลายเป็นผง .....ภาพในหนังช่วงนี้ ย้อนให้นึกถึงเหตุการณ์ตึกเวิร์ลเทรดถล่มที่ผู้คนและเมืองนิวยอร์กถูกปกคลุมด้วยฝุ่นผง

หนึ่งในผู้รอดชีวิตในช่วงแรก รวมไปถึงคนงานจากท่าเรือชื่อ Ray Ferrier (Tom Cruise) ซึ่งหลังจากหย่าร้าง ก็ต้องดูแลลูกสองคนช่วงวันหยุด ซึ่งวันหยุดคราวนี้ก็ไม่เหมือนคราวก่อนๆ เพราะต้องดูแลลูกให้รอดพ้นจากฝูงเอเลี่ยน .....บทบาทที่ Tom Cruise เล่น ก็จะเป็นคนที่ชีวิตสะเปะสะปะ ไม่มีความรับผิดชอบอะไรเลย ซึ่งดูแล้วไม่น่าจะรอดจากมหาตภัยคราวนี้ไปได้

Ray รู้สึกถึงความผิดปกติ เขาขโมยรถแวนที่เขาช่วยช่างคนหนึ่งซ่อมที่อู่ข้างบ้าน และพยายามพาเด็กๆ กลับไปหาแม่ของเขา แต่ทว่าบ้านแม่ของเด็กๆ ในขณะที่พวกเขาไปถึง ได้ถูกทิ้งร้างและโดนเครื่องบินตกใส่พอดิบพอดี หนังช่วงนี้ทำให้นึกถึงเหตุการณ์เครื่องบินตกที่เมือง Queens สองเดือนหลังเวิร์ลเทรดถล่ม.....จากนั้นพระเอกของเราเลยตัดสินใจไปหาแม่เด็กที่บอสตัน (บ้านแม่ยาย), แต่ระหว่างทางก็พบอุปสรรคนานับประการจากมนุษย์ต่างดาวล้างโลก ในขณะที่เด็กๆ ที่ขาดความเชื่อมั่นในตัว Ray ก็ไม่มีทีท่าจะเชื่อฟังเขาซักเท่าไหร่

หลังจากจุดนี้ในภาพยนตร์ทำให้เรานึกถึงฉากต่างๆ มากมายในหนังที่เราเคยดู อย่าง Star Wars หรือ Saving Private Ryan..... Spielberg เองก็แสดงให้เห็นถึงความสนใจในแนวหนังสงครามออกมาพอตัว เพียงแต่มันติดที่ว่าเขาโชว์ในส่วนของการต่อสู้กับมนุษย์ต่างดาวน้อยเกินไป แต่กลับไปสนใจการต่อสู้ของคนด้วยกันเองเพื่อเอาชีวิตรอด ซึ่งดูเขาพยายามมาก .....ในขณะที่เอเลี่ยนเริ่มจับคนเพื่อที่จะเอาเลือดมารดน้ำต้นไม้ หนังช่วงนี้ทำให้ผมนึกถึงเรื่อง A.I. Artificial Intelligence และนึกถึง Schindler's List ในตอนที่ Ogilvy (Tim Robbins) หนึ่งในผู้รอดชีวิตที่ช่วยพระเอกกับลูกสาวซ่อนตัวกล่าวว่า "This is not a war, any more than there's a war between men and maggots. This is an extermination"

ลองมาดูด้านเทคนิคและเอฟเฟคบ้าง Spielberg เป็นคนที่เก่งในเรื่องการใส่ความเป็นมนุษย์ลงไปในฉากที่อาศัยเทคนิค หรือการใช้เทคนิคเพื่อดึงอารมณ์ของตัวละคร .....เก่งกว่า ผู้กำกับรุ่นๆเดียวกัน อย่าง จอร์จ ลูคัส .....มีอยู่ฉากในหนัง ที่กล้องเริ่มจากมุมนอกรถของพระเอก ในขณะที่รถเคลื่อนไปบนถนน จากนั้นกล้องก็ลอดเข้าไปในรถ ก่อนที่จะถอยออกมาข้างนอก แล้วลอยขึ้น เหนือรถเพื่อฉายเส้นทางที่รถวิ่งผ่านมา ซึ่งตรงนี้ Spielberg ทำได้ เนียนและเหนือชั้นมากๆ (ผมเองก็คิดแบบนั้นตอนนั่งดูในโรง) ที่สำคัญระหว่างที่กล้องแพนไปนั้น เราจะได้เห็นความสัมพันธ์ของเด็กๆ กับพระเอก ซึ่งเราจะได้เห็นความขัดแย้งและการโต้ตอบกันในหลายอารมณ์ ซึ่งรวมไปถึงมุขขำๆ อย่างคำถามที่ลูกชายถามพ่อว่า "if the attack came from terrorists" พระเอกก็ตอบว่า "It came from somewhere else,"จากนั้นลูกชายก็ถามกลับแบบซื่อๆว่า "You mean, like, Europe?"

Spielberg ยังคงเน้นไปที่อารมณ์ของปัจเจกบุคคล War of the Worlds ในฉากหนึ่งที่รถของพระเอกถูกรุมทึ้งที่ผู้คนที่ต้องการเอาตัวรอด Ray คิดว่าเขาต้องฆ่าคนที่บ้าคลั่งซักคนเพื่อให้มันสงบลงบ้าง ในนิยายของ Wells ตรงนี้นี้จะเหมือนการฆ่าคนโดยไม่เจตนา แต่ในภาพยนตร์ Ray ดูเหมือนจะควบคุมตัวเองได้ และพยายามทำทุกอย่างในวิสัยของคนปกติ เพียงเพื่อปกป้องครอบครัวของเขาเท่านั้น

เรื่อง War of the Worlds ทำให้คิดไปถึงหนังหลายๆ เรื่องในยุค 1990's (ซึ่งผมเองก็คิดแบบนั้น) เอเลี่ยนบุกโลกนี่ทำให้นึกถึง Independence Day เมฆสีดำๆ และลมที่พัดกรรโชกทำให้นึกถึงเรื่อง Twister เรือที่ถูกจมก็ทำให้นึกถึง Titanic.....ในฉากที่หลบอยู่ห้องใต้ดินแล้ว เครื่องตรวจหาของเอเลี่ยนลอยเข้ามาส่องไฟไปมานี่ทำให้ผมนึกถึงเรื่องที่สปีลเบิร์กและ ทอม ครูซ เจอกันมาก่อนหน้านี้อย่าง Minority Report ส่วนกรงที่ขังมนุษย์บนหุ่นยนต์ของเอเลี่ยนนั้น ก็แลดูเหมือนเครื่องขังหุ่นในเรื่อง A.I. Artificial Intelligence ยังไงพิกล

หนังสังหารหมู่ หรือมหาภัยล้างโลกมักจะมีเรื่องของศาสนามาเกี่ยวข้อง Spielberg เองก็ไม่พ้นเรื่องนี้ ......ในภาคนิยาย ศาสนาถูกสื่อเหมือนเป็นพลังขับให้ผู้คนคลุ้มคลั่ง คนที่ถูกพระเอกฆ่าในนิยายนั้น คือผู้นำของศาสนาในท้องที่ (ซึ่งไม่มีในฉากภาพยนตร์) Spielberg พยายามจะไม่สร้างความสุดขั้วให้เกิดกับตัวละคร โดยให้มีจิตสำนึกในช่วงเวลาคับขันให้มากขึ้น และที่เหลือก็ปล่อยให้อารมณ์ของหนังจัดการตัวเอง อย่างปืนที่ถูกทิ้งไว้ที่พื้นในจังหวะชุลมุนเป็นต้น

โบสถ์ คือสถานที่แรกที่ถูกทำลายในตอนต้นเรื่อง จากนั้นความโกลาหลก็เกิดขึ้น ตรงนี้สื่อให้ถึงสังคมที่วุ่นวายเพราะขาดความเชื่อและศรัทธา ในขณะเดียวกันก็สื่อให้เห็นว่า ศาสนาก็ใช้อะไรไม่ได้ในเวลาที่สังคมเกิดความวุ่นวายอย่างที่สุดๆ เหมือนมหาภัยต่างๆ ในชีวิตจริง .....War of the Worlds เริ่มต้นด้วยความหายนะ, และทิ้งคำถามที่ว่า ทั้งหมดที่ดูมานั่นมันหมายความว่าอะไร .....จึงเป็นภาพยนตร์ซัมเมอร์ที่น่าชมของปีนี้ แต่สำหรับบางคนอาจจะต้องการคำแนะนำพอสมควรในการชม

..........................................................................

ที่เขียนข้างต้นนี้แปลแบบคร่าวๆ จาก
http://www.christianitytoday.com
และเพิ่มเติมจากที่ได้ดูมาด้วยตัวเองนะครับ

สำหรับภาพยนตร์เองในแง่ของความสมบูรณ์ของเนื้อเรื่องผมว่าโดยรวมสปีลเบิร์กทำได้ต่ำกว่ามาตรฐาน ซึ่งคงเพราะไม่อยากเปลี่ยนแปลงต้นฉบับ.....ผมเองคิดว่า ในเมื่อต้นฉบับมันโบราณ ทำให้เกิดความไม่สมเหตุสมผลกับเทคโนโลยีในปัจจุบันหลายต่อหลายฉาก ทำไมไม่ทำหนังออกมาให้มนเป็นหนังโบราณไปเลย ยกตัวอย่างเช่น Sky Captain and the World of Tomorrows ที่ย้อนยุคอย่างพอดีๆ คนดูจะได้บรรยากาศที่สมจริงกว่า

สำหรับข้อวิพาทย์ต่างๆ ที่คงได้เห็นในห้องเฉลิมไทยมานั้นผมคงไม่พูดถึง เพราะในห้องนั้นมีทั้งคำถามและคำตอบอยู่ในตัวอยู่แล้ว ทุกอย่างขึ้นอยู่กับคุณเองจะยืนอยู่ข้างไหน

คนโบราณไม่ใช่ว่าไม่ฉลาด แต่ด้วยความจำกัดหลายอย่าง ไอเดียและจินตนาการจึงสื่อออกมาแตกต่างกัน ผู้เขียนบทประพันธ์ก็เช่นกัน การดู War of the Worlds ให้สนุกก็คงดูที่ความตั้งใจของผู้กำกับ และจินตนาการของบทประพันธ์โบราณ รวมถึงมองถึงประเด็นต่างๆ ในรายละเอียดมากกว่าความสมจริง .....แต่หากจะดูแล้วไม่ชอบนั้นก็คงเป็นเพราะยึดถือเหตุผลเป็นหลัก และคิดว่าหนังปี 2005 ถึงจะเขียนในปี 1800 กว่าๆ ก็ต้องสมจริงเหมือน 2005 ซึ่งอันนี้ผมว่ามันก็เกินไป แต่ยังไงก็ตาม การไปดูหนังก็ขอให้ดูอย่างสนุก ผมเห็นบางกระทู้เถียงกันเลือดขึ้นหน้า ก็ไม่รู้ว่าอะไรจะขนาดนั้น คือถ้ามนุษย์กันเองยังไม่สามัคคีกัน มนุษย์ต่างดาวก็คงไม่อยากจะบุกโลกแล้วเอาเราไปทำปุ๋ยหรอก เออ..ก็ดีนี่นะ 555




Rate ***

ข้อคิดจากภาพยนตร์
From the moment the invaders arrived, breathed our air, ate, and drank, they were doomed. They were undone, destroyed, after all of man's weapons and devices had failed, by the tiniest creatures that God and his wisdom put upon this earth. By the toll of a billion deaths, man had earned his immunity, his right to survive among this planet's infinite organisms. And that right is ours against all challenges. For neither do men live nor die in vain.

หลังจากที่มนุษย์ต่างดาวได้บุกมายังโลก เอาอากาศของเราหายใจ ดื่มกินทรัพยากรของโลก อาวุธยุทโธปกรณ์ และวิถีทางทำลายล้างต่างๆ ที่มนุษย์สรรหามานั้นไม่ได้ ระคายเคืองมันแม้แต่น้อย แต่เป็นเพราะพระเจ้าที่ได้ทำลายพวกมันจนหมดสิ้น พระองค์ประสงค์ให้สิ่งมีชีวิตเล็กๆ อย่างมนุษย์ดำรงอยู่บนโลกต่อไป หลังจากผู้คนล้มตายนับล้าน มนุษย์ก็ได้รับภูมิคุ้มกัน ได้รับความชอบธรรมในการดำรงเผ่าพันธ์บนดางดวงนี้ และความชอบธรรมในการต่อสู้และเผชิญสิ่งต่างๆ ซึ่งจะทำให้ไม่มีใครอยู่หรือตายอย่างไร้ประโยชน์อีกต่อไป




 

Create Date : 13 กรกฎาคม 2548    
Last Update : 13 กรกฎาคม 2548 13:44:41 น.
Counter : 509 Pageviews.  

The Jacket [2005]: ตู้เก็บศพทะลุมิติ

ฉายในอเมริกา/ มกราคม 2548

กำกับ
John Maybury

นำแสดง
Adrien Brody
Keira Knightley
Kris Kristofferson
Jennifer Jason Leigh


Jack ทหารผ่านศึกจากสงครามอิรักเมื่อหลายปีก่อน กลับมายังบ้านเกิดพร้อมกับบาดแผลจากสงครามและภาวะอาการความจำเสื่อม โชคร้ายที่เขามามีส่วนเกี่ยวข้องกับฆาตกรรมที่เขาไม่ได้ก่อ Jack ถูกตัดสินว่าเป็นผู้สังหารตำรวจ แต่เนื่องจากเขามีอาการทางจิต แทนที่เขาจะต้องไปเรือนจำทั่วๆไป เขากลับถูกส่งไปยังสถานบำบัดและฟื้นฟูสภาพทางจิตของผู้ป่วยที่มีคดีติดตัว..... ที่นั่นเอง Jack ก็ได้พบกับจิตแพทย์ที่ใช่เขาเป็นหนูลองยา และจัดกิจกรรมการรักษาแบบน่าสะพรึงกลัว โดยการจับเขาฉีดยา มัดกับเสื้อแจ๊คเกตที่ตรึงเขาไม่ให้ขยับไปมาได้ และนำร่างของเขาไปใส่ไว้ในช่องเก็บศพในห้องดับจิตใต้ดิน ทำแบบนี้ทุกคืน 3 ชั่วโมงบ้าง 5 ชั่วโมงบ้าง.....การรักษานี้ได้สร้างความยุ่งเหยิงและสับสนให้กับจิตใจของเขามาก แต่ในขณะเดียวกัน การทดลองนี้ได้นำ Jack ข้ามเวลาไปยังอนาคต ไปยังที่ที่เขาได้ตายไปแล้ว ไปในที่ที่เขาพบความจริงหลายอย่าง ทั้งก่อนและหลังการทดลองที่เขากำลังเผชิญอยู่ และได้พบผู้หญิงคนหนึ่งที่จะช่วยเขาคลี่คลายปมปัญหาทั้งหมด ก่อนที่เวลาของเขาจะหมดลง

ถ้าคุณชอบหนังแบบไปเรื่อยๆ ดูแล้วเข้าใจง่าย อย่าไปดูเลยครับเรื่องนี้ แต่ถ้าคุณชอบการค้นหาคำตอบและการคลี่คลายเรื่องราวต่างๆ ที่ไม่กระจุกเฉลยอยู่แค่ตอนท้ายเรื่อง The Jacket น่าจะเหมาะกับคอหนังอย่างคุณ

Adrian Brody นักแสดงระดับออสการ์ สมควรแล้วจะมาเล่นบทมึนๆ ยา แบบนี้ เพราะเขาต้องนั่งอยู่บนรถเข็น โดนจับฉีดยาพลิกไปพลิกมา หน้าตาเหม่อๆ ช้ำเลือดช้ำหนองตลอดทั้งเรื่อง ถ้าเอาเขาไปเล่นหนังแอ๊กชั่นผมก็นึกไม่ออกว่าจะออกมาเป็นยังไง อย่างไรก็ตามผมว่าเขาเล่นได้ต่ำกว่ามาตรฐานกับเรื่องนี้ ทางด้านสุดสวย Keira Knightley ก็เหมาะกับบทเด็กสาวที่ต้องดูแลตัวเอง ห้าวๆ และดูสับสนๆ กับทั้งชีวิตตัวเอง และสิ่งที่เกิดตรงหน้า แต่ก็อีกแหละคือผมก็ยังรู้สึกว่าเธอยังเล่นไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่ อาจจะต้องหาชั่วโมงบินมากกว่านี้ผมว่าเธอคงเก่งขึ้นเรื่อยๆ ส่วนตัวผมชอบเนื้อเรื่อง กว่าเขาจะนึกพลอตเรื่องที่สับสนแบบนี้ออกมาได้ผมว่าคงต้องคิดกันนาน จากการทดลองเพื่อรักษาอาการทางจิตที่ดูโหดเกินไป กลายเป็นการเดินทางข้ามเวลาเพื่อช่วยชีวิตคนอื่นๆ และจบลงด้วยความตาย (ครั้งแรก) ของตัวเองที่ถูกกำหนดไว้แล้ว ผมว่ามันก็เป็นความแปลกใหม่ที่เราไม่ค่อยได้เจอบ่อยนัก บรรยากาศของหนังจะดูลึกลับและชวนสงสัย ไม่น่ากลัวเหมือนหนังผี แต่ค่อนข้างเครียดตามสไตล์หนัง terror หรือ suspense

แต่..แต่ เพราะบทหนังนี่เอง ที่มันดูไร้เหตุผลและไม่น่าจะจับต้นชนปลายกันได้ คงจะพยายามจนตัวเองสับสนซะเอง ทำให้หนังเรื่องนี้ดูจะพยายามหาทางออกแบบดื้อๆ เกินไป พูดแบบอุปมาเหมือนโดนทั้งเตะทั้งถีบมาตลอดเรื่องจนน่วม สุดท้ายก็จบแบบยิ้มแย้มกันทุกฝ่าย นึกจะให้ฉากไหนมันเป็นยังไงก็ทำเลยอย่างไม่มีเหตุผล และสมจริง เช่นการเดินทางข้ามเวลา จากการรักษาอาการทางจิตจะให้กลายเป็นการข้ามเวลาก็ไปเลยแบบไม่มีเหตุผลอะไรมาอธิบาย แล้วแถมคนอื่นๆ ในหนังก็ดูจะเชื่อง่ายเหลือเกินว่า อ๋อพระเอกข้ามเวลามานะ และอีกหลายฉากที่มันดูขัดหูขัดตาพิกลสำหรับผม

John Maybury เป็นผู้กำกับที่ชื่อออกจะไม่ค่อยคุ้นหูนัก นึกให้ตายก็อาจจะนึกไม่ออกว่าเขากำกับเรื่องไหนก่อนหน้านี้ แต่ก็ถือว่า the Jacket น่าจะเป็นประสบการณ์ในการก้าวมาทำหนังในระดับที่ใหญ่ขึ้นกว่าแต่ก่อน และหวังว่าคงจะมีผลงานให้ดูกันมากขึ้น ส่วนตัวชอบหนังแนวนี้ ก็เลยมองอย่างค่อนข้าง positive เนื้อเรื่องสับสนแต่ก็ตื่นเต้นชวนติดตามพอดู สำหรับคนที่ชอบหนังแนวไซโคๆ ก็ลองเช่ามาดูนะครับ


Rated ***
http://www.thejacketmovie.com/

แง่คิดจากภาพยนตร์
Dr. Thomas Becker: You can't break something that’s already broke.
คุณไม่สามารถพังอะไรก็ตามที่มันพังไปแล้วได้




 

Create Date : 09 กรกฎาคม 2548    
Last Update : 29 ตุลาคม 2548 16:42:03 น.
Counter : 788 Pageviews.  

1  2  3  

nsk
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




สวัสดีชาวโลก...

Bangkok


Los Angeles


-/ -
id=objMediaPlayer1 width=150 viewastext>




















width="150" height="64" bgcolor="ffffff" autoplay="true" cache="true" enablejavascript="true" controller="true">


sniper/ หนึ่งในล้าน
id=objMediaPlayer1 width=150 viewastext>




















width="150" height="64" bgcolor="ffffff" autoplay="true" cache="true" enablejavascript="true" controller="true">


เจย์ โชว/ Cloudess Day
id=objMediaPlayer1 width=150 viewastext>




















width="150" height="64" bgcolor="ffffff" autoplay="true" cache="true" enablejavascript="true" controller="true">


Friends' blogs
[Add nsk's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.