Something is never missing - your imagination in your own world
Group Blog
 
All Blogs
 
Inspired by Doushite : From song to short story Part I

ต้นเหตุเกิดจากการฟังเพลง doushite ของ tohoshinki และชมเอ็มวีที่ดูจะเศร้าเหลือเกิน จึงเกิดเป็นจินตนาการเบื้องหลังแรงบันดาลใจครับ (ออกตัวว่าไม่สนุกอะไรมากนักหรอกนะครับ แค่เป็นการเขียนคลายเครียดจากช่วงสอบแค่นั้นเอง)

หวังว่าจะชอบไม่มากก็น้อยนะครับ
__________________________________



"ขอบคุณนะคะพี่จักรที่มางานของอรได้ อรนึกว่าพี่จักรจะไม่มาเสียแล้ว พี่จักรคงไม่รู้จริงๆ ละว่าอรดีใจแค่ไหน ขอบคุณจริงๆ นะคะ"

ผมยิ้มให้กับอรด้วยหน้าตาที่บ่งบอกอาการดีใจจริงๆ แต่อรจะรู้ไหมนะว่าผมรู้สึกยังไง

อันที่จริงถ้าอรรู้ว่าผมรู้สึกยังไง อรอาจจะไม่พูดแบบนี้กับผมก็ได้

ภาพของห้องโถงงดงามด้วยกุหลาบสีแดงสลับขาวที่อร...อรดี คนที่ผมเพิ่งจะแนะนำให้คุณรู้จักทำให้ผมย้อนกลับไปสู่ภาพเมื่อวันวานอีกครั้ง ผมจำได้ว่าหลังบ้านของอรเป็นแปลงกุหลาบเล็กๆ ที่ผมชอบไปชะเง้อมองคุณอนงค์แม่ของอรที่มักจะออกมาตัดดอกกุหลาบไปปักแจกันที่บ้านของเธออยู่บ่อยครั้ง และทุกวันคุณอนงค์ก็จะเลือกตัดเฉพาะกุหลาบสีเหลืองเท่านั้น ไม่ได้สนใจกุหลาบสีแดงและขาวที่บานสะพรั่งอยู่ทั่วไปหมดในแปลงนั้นเอง ผมเกือบจะได้ถามคุณอนงค์อยู่หลายครั้งว่าทำไมเธอถึงไม่ยอมตัดดอกกุหลาบสีแดงและขาวไปปักแจกันบ้าง แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้ถามหรอกครับ ผมก็รู้คำตอบเมื่อวันหนึ่งผมปีนไปเก็บลูกฟุตบอลที่บังเอิญลอยไปตกอยู่หลังบ้านพอดี ตอนนั้นผมยังไม่ทันจะได้เด็ดดอกกุหลาบสักดอกเลยครับ เสียงของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งก็ดังขึ้นมาจนทำให้ผมต้องหันไปมองด้วยความตกใจ

“นี่นายมาทำอะไรตรงนี้น่ะ”

“เรามาเก็บลูกบอล” ผมตอบตรงๆ (ก็ผมมาเก็บลูกบอลจริงๆ นี่ครับ ไม่ได้จะมาบุกแปลงดอกกุหลาบเสียหน่อย) “เดี๋ยวเราก็จะปีนกลับไปแล้วละ”

“แน่ใจนะว่านายมาเก็บลูกบอล ไม่ใช่มาเที่ยวขโมยดอกไม้ชาวบ้านเขาแบบนี้” เด็กสาวผมเปียพูดแล้วก็หรี่ตามองผมด้วยอาการจับผิดเต็มที่ “นายรู้ไหมว่าขโมยของน่ะต้องโดนตำรวจจับนะ”

“รู้แล้วน่ายายเปีย” ผมพูดแล้วก็ย่นจมูกใส่ “ใครจะไปอยากได้ของของเธอ ฉันเก็บบอลแล้วฉันก็จะไปเล่นกับเพื่อนฉันต่อ ไม่อยู่ให้เสียเวลาหรอกน่า”

“แล้วข้างหลังที่นายซ่อนอยู่น่ะมันอะไรไม่ทราบ” สงสัยยายเปียนี่คงจะตาผีด้วยแน่ๆ ถึงได้เห็นอะไรบางอย่างที่ผมซ่อนไว้ข้างหลัง (คืออย่าว่ากันเลยนะครับ ผมสารภาพให้คุณฟังตรงนี้ก็ได้ว่าผมน่ะแอบเด็ดกุหลาบแดงมาดอกนึง ก็มันสวยดีนี่นา ใครจะไปอดใจไหวล่ะครับ) “เอาคืนมาเดี๋ยวนี้นะ”

“ไม่คืน” เห็นเด็กผู้หญิงตัวกะเปี๊ยกมายืนบ่นตรงหน้าแบบนี้ผมก็ไม่ยอมแพ้เหมือนกันล่ะครับ “ขี่ม้าสามศอกไปบอกแม่เธอเลยไป๊ ยายเปียขี้งก”

“เอาคืนมาเดี๋ยวนี้นะ” ยายเด็กคนตรงหน้าผมพยายามจะแย่งดอกกุหลาบไปจากมือผมที่ซ่อนไว้ข้างหลัง “นี่มันของของฉันนะ คนขี้ขโมยต้องเข้าคุก ต้องโดยตำรวจจับ”

ผมรู้สึกว่าอรคงจะไม่หยุดแน่ถ้าผมไม่คืนดอกกุหลาบให้เพราะสีหน้าและท่าทางยื้อยุดฉุดประชากของอรบ่งบอกได้ชัดเจนว่าเธอไม่ยอมให้ผมแน่ ผมเกือบจะตายอยู่แล้วเพราะอรทั้งจิกทั้งข่วนจนผมเจ็บไปหมด แต่ก็เหมือนฟ้ามาโปรดครับ เพราะคุณอนงค์ร้องเสียงดังขึ้นมาด้วยความตกใจพร้อมกับแยกเราสองคนออกจากกันจนได้ในที่สุด

“ตายแล้ว! นี่มันอะไรกันเนี่ย อร ทำอะไรพี่จักรเขาอย่างนั้นล่ะลูก”

“แม่” ได้ยินเสียงของผู้เป็นแม่ ‘ตำรวจ’ ของผมก็ผละออกจากตัวผมทันควันจนผมลงไปวัดพื้นจมกองฝุ่น “ไหนแม่บอกว่าแม่จะออกไปซื้อของไงคะ”

“แม่ลืมกระเป๋าสตางค์ก็เลยกลับมาเอาที่บ้านแล้วก็ได้ยินเสียงคนร้องลั่นหลังบ้านแม่ก็เลยเดินมาดู เห็นหนูกำลังจะแกล้งพี่เขาแม่ก็ต้องห้ามสิจ๊ะ”

“หนูไม่ได้แกล้งนะคะแม่ หนูกำลังจับขโมยต่างหาก” พูดแล้วอรก็ทำท่าบุ้ยใบ้มาทางผมที่ลุกขึ้นมามองบทสนทนาตรงหน้าอย่างงงๆ “เขาขโมยดอกกุหลาบแดงของหนู แม่สอนว่าใครขโมยของเราก็ต้องส่งตำรวจใช่ไหมคะ หนูจะจับขโมยก็เลยต้องทำแบบนี้ค่ะ”

“โถ่! เรื่องแค่นี้เอง” คุณอนงค์ได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะขึ้นมาเบาๆ ทำให้ผมรู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้าง (เพราะอย่างน้อยยายหัวเปียหน้าคว่ำก็ไม่มีพวกให้เข้าข้างแล้ว) “เราเป็นเพื่อนบ้านกัน มีอะไรเราก็ต้องแบ่งปันกันนะลูก พี่จักรเขาเพิ่งย้ายมาใหม่ แม่ว่าเราน่าจะให้ดอกกุหลาบนี่เป็นของขวัญพี่เขาสักหน่อยดีไหมจ๊ะ”

“ถ้าแม่ว่าอย่างนั้นอรก็ไม่ว่าอะไรหรอกค่ะ” หญิงสาวมองดอกกุหลาบที่บัดนี้แทบจะแหลกคามือของผมแล้วก็ยักไหล่เสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “นายอยากได้ก็เอาไปแล้วกัน ฉันยกให้”

ผมก็ไม่รู้หรอกนะครับว่าอรจะเป็นคนที่หวงของมากขนาดนี้ ยิ่งถ้าเป็นของรักละก็…นางสาวอรดีของผมคนนี้เธอไม่มีวันยอมปล่อยให้หลุดมือแน่นอนครับ ถ้าแค่เรื่องดอกกุหลาบยังไม่ทำให้คุณรู้ว่าอรเป็นคนแบบไหน ผมก็คงจะต้องเล่าอีกเรื่องหนึ่ง (ที่ผมพอจะนึกออกก็เพราะว่าผมเห็นยายนุชเพื่อนของอรกำลังเซ็นชื่ออยู่ในสมุดหน้างานพอดีน่ะครับก็เลยจำได้ เอาเป็นว่าผมเล่าให้ฟังจากความทรงจำในหัวที่เต็มไปด้วยขี้เลื่อยของผมก็แล้วกันนะครับ)

เหมือนโชคชะตากลั่นแกล้งล่ะครับที่หลังจากวันที่ผมแค่ไปเก็บลูกบอลที่บ้านอรแล้วก็งานเข้าจนโดนอรทั้งจิกทั้งข่วนแค่เพราะแอบเด็ดดอกกุหลาบไปดอกเดียว (ที่ตอนหลังผมมารู้จากปากของคุณอนงค์ว่าเธอไม่ตัดดอกกุหลาบสี่อื่นนอกจากสีเหลืองเพราะอรหวงมาก ไม่อยากให้ใครตัดเอาไปวางทิ้งไว้ดูเล่นเฉยๆ) ผมก็ดันได้เรียนโรงเรียนเดียวกับอรอีก จำได้ว่าผมสวนกับอรในโรงอาหารตอนเที่ยง รู้ไหมครับว่าทันทีที่ผมเจออร ผมก็รีบก้มหน้าเดินผ่านไปโดยเร็วเพราะจำได้ว่าคราวที่แล้ว ‘ยายหางเปีย’ เล่นผมไว้เสียแสบ แต่ก็เป็นเด็กหญิงอรดีอีกละครับที่ทักขึ้นมาก่อน

“นี่นายขี้ขโมยนี่นา นายมาเรียนที่นี่ด้วยหรือไง”

“อร…” ผมเงยหน้ามองแล้วก็พูดได้แค่นั้นเองเพราะเด็กสาวตรงหน้าผมไม่ยอมให้ผมได้เว้นวรรคหายใจเพื่อจะพูดต่อ

“นายไม่รู้สินะว่าที่นี่ฉันคุม ถึงนายจะแก่กว่าแต่ฉันก็เส้นสายเยอะนะจะบอกให้ นายน่ะอย่ามาทำซ่าส์ให้ฉันเห็นล่ะ ไม่งั้นฉันกับพวกเอานายตายแน่”

“ใครจะกล้า” ผมบ่นอุบอิบ ‘แค่ดอกกุหลาบดอกเดียวยังทำเราต้องทายาไปสามสี่วัน นี่ถ้าไปกวนยายเด็กนี่หน่อยสงสัยได้นอนหยอดน้ำข้าวต้มแหง’

“ดี งั้นฉันไปละนะ นายหัวขโมย” อรยิ้มให้ผมด้วยสีหน้าบ่งบอกชัยชนะแล้วก็เดินจากไป ทิ้งให้ผมต้องเป็นฝ่ายยืนเกาหัวด้วยความงุนงงเพราะไม่รู้ว่าทำไมผมถึงต้องยอมให้กับเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ แบบนั้นด้วย

แต่ ‘คนที่มีเส้นสายเยอะ’ ดันตกที่นั่งลำบากเสียเองในเย็นวันนั้นเอง ด้วยเหตุผลอะไรไม่ทราบผมก็ให้บังเอิญไปเจออรเดินอยู่หลังโรงเรียนกับพวกเด็กรุ่นราวคราวเดียวกับผมที่ดูท่าทางจะทำตัวกร่างกับรุ่นน้องไม่น้อย ทันที่อรเห็นผมเดินมาเท่านั้นแหละก็เรียกผมลั่นเหมือนจะลืมตัวว่าเคยทะเลาะกันมาก่อนเสียอย่างนั้น

“นายขี้ขโมย ช่วยฉันเดี๋ยวนี้นะ”

“ใครจะช่วย” เรียกผมแบบนี้ผมก็ฉุนเหมือนกันนะครับ “เธอจะขอความช่วยเหลือไอ้หัวขโมยอย่างฉันได้ยังไงกันล่ะ เธอไม่กลัวฉันจะแกล้งเธอเหมือนไอ้เด็กพวกนี้หรือยังไง”

“พี่จักรคะ ช่วยอรด้วย” ได้ยินน้ำเสียงที่คงจะบ่งบอกอาการโกรธของผมยายเด็กสาวตรงหน้าก็เลยเปลี่ยนทีท่าอย่างหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว “ถ้าไม่ช่วยอรวันนี้อรไม่มีเงินกลับบ้านนะคะ ทั้งเนื้อทั้งตัวอรเหลือแค่ค่ารถเมล์กลับกับเงินอีกนิดหน่อยเท่านั้นเอง”

“น้องพี่เหรอพี่จักร” เด็กผู้ชายคนนึงที่กำลังฉวยกระเป๋าสตางค์จากมือของอรคงจะสังเกตเห็นผมถึงได้ถามขึ้นมาด้วยความตกใจ “เฮ้ยพี่ผมขอโทษ ทีหลังผมจะไม่ยุ่งกับน้องพี่แล้ว”

“แย่งเงินเด็กผู้หญิงมันไม่ดีนะไอ้พจน์ ลูกผู้ชายเขาไม่รังแกผู้หญิงหรอกนะ เงินไม่พอใช้ก็เอาเงินพี่ไปใช้ก่อนก็ได้นี่หว่า มีเมื่อไหร่ค่อยเอามาใช้คืน มาขู่น้องพี่อย่างนี้เดี๋ยวพี่บอกโค้ชให้ไล่ออกจากทีมหรอก”

“อย่านะพี่ ไม่งั้นผมไม่ได้ไปแข่งปลายปีแน่ๆ” ไอ้พจน์รุ่นน้องผมในชมรมว่ายน้ำรีบคืนกระเป๋าให้อรแล้วก็รีบพูดด้วยน้ำเสียงละล่ำละลักก่อนที่จะเป็นฝ่ายตัดบทเสียเอง “เฮ้ย! ไอ้เจ๋ง ไอ้แมน เอาเงินพี่จักรไปใช้ค่าบอลที่เฮียเป้งหลังโรงเรียนด้วยนะเว้ย แล้วทีหลังอย่าไปแทงอีกนะ โค้ชจับได้เล่นพวกเราตาย”

“ขอบคุณนะที่ช่วยฉันไว้” เสร็จสิ้นวีรกรรมเด็กหญิงอรดีก็เอ่ยปากขอบคุณผมด้วยสีหน้าที่เลิกจับจ้องผมในฐานะที่เป็น ‘ไอ้โจรห้าร้อย’ ได้เสียที “ถ้านายไม่มาช่วยฉัน ฉันก็คงจะแย่แน่ๆ นี่เป็นเงินส่วนที่ฉันเหลือไว้ฉุกเฉินเสียด้วย ถ้าหมดจากตรงนี้ฉันก็คงจะไม่มีเงินไปถึงตอนต้นเดือนหน้าแน่ๆ”

“ไม่เป็นไรหรอก” ผมเองก็ไม่ใช่คนใจร้ายอะไรที่จะมาตั้งตัวเป็นศัตรูกับเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้ได้ตลอดเวลาเหมือนกันล่ะครับ “แต่พี่ขออะไรอย่างได้ไหม เรียกพี่ว่าพี่เหมือนเมื่อกี้เถอะนะ ไหนๆ เราก็เข้าใจกันแล้วก็น่าจะเป็นพี่น้องกันได้นี่นา”

“ค่ะพี่จักร” เธอพูดพร้อมกับยิ้มกว้าง “ถ้าพี่จักรไม่ว่าอะไร อรก็ขอให้พี่จักรเรียกอรว่าอรแบบนี้แหละค่ะ และตอนนี้พี่จักรก็เป็นพี่ของอรแล้วนะ อรไม่อยากให้ใครมายุ่งกับพี่จักรนะ บอกไว้ก่อน!”

และอรก็พิสูจน์ให้ผมเห็นแล้วว่าคำพูดของเธอไม่ใช่แค่เรื่องเล่นๆ เพราะหลังจากนั้นอรมาโรงเรียนกับผมทุกวันแถมยังรอกลับบ้านพร้อมกับผมทุกวันโดยไม่สนว่าวันนั้นผมจะอยู่ซ้อมจนเย็นหรือค่ำแค่ไหน ผมเคยถามอรว่าทำไมคุณอนงค์ถึงไม่กลัวว่าอรจะต้องกลับบ้านดึกๆ ตอนนั้นเด็กหญิงอรดีที่กลายเป็นนางสาวอรดีแล้วก้ให้เหตุผลอย่างง่ายๆ ว่า

“ก็แม่ไว้ใจพี่จักรว่าพี่จักรเป็นคนดี อรเองก็ต้องเรียนภาษาอังกฤษหลังเลิกเรียนกับอาจารย์ณัชชาจนถึงหกโมง อรกลับบ้านคนเดียวอรก็กลัวนี่คะ หรือว่าพี่จักรรังเกียจอรเสียแล้ว”

เจอมุกนี้ของนางสาวอรดีที่เพิ่งได้รับตำแหน่งนางสาวนางแส้มาหมาดๆ อย่างนี้ผมก็คิดอะไรไม่ออกเหมือนกันละครับ ผมก็ได้แต่กลับบ้านกับเธอทุกวันจนในที่สุดเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นความลับอีกต่อไป ข่าวจากสำนักข่าวลมปากใครก็มารู้ดันพูดออกมาว่าผมกับอรได้ตกลงคบหากันเป็นคนรู้ใจกันเรียบร้อยแล้วเพราะไม่เช่นนั้นจะมาด้วยกันกลับด้วยกันไปทำไม แถมยังใกล้ชิดสนิทสนมกันอีกต่างหาก

แต่ทุกคนรู้ไหมครับว่าข่าวลือจะไม่หนาหูขนาดนี้เลย ถ้าอรไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่ม ‘สร้างข่าว’เสียเอง

ครับ…เล่ามาตั้งนานผมก็เพิ่งจะคิดได้ว่ายายนุชคนที่ผมเพิ่งเห็นเธอเดินไปเซ็นชื่อหน้างานและตอนนี้กำลังถ่ายรูปอยู่กับอรเพื่อนของเธอก็อยู่ในเหตุการณ์นี้ด้วย แต่มันก็เกือบสิบปีมาแล้ว ผมไม่รู้ว่าเธอจะจำได้ไหม แต่ถ้าผมเล่าให้พวกคุณฟังก็คงจะไม่เป็นไรหรอกใช่ไหมครับ (ผมรู้ว่าพวกคุณก็อยากจะรู้เหมือนกันใช่ไหมล่ะ เห็นทำหน้าไม่สนใจแต่หูกางออกกันใหญ่ โอเคครับผมจะเล่าให้คุณฟังก็ได้)

นุชหรือชื่อจริงว่านางสาวนุชานันท์เป็นเพื่อนร่วมห้องของยายอรแหละครับ และเท่าที่ผมรู้ในตอนนั้นก็คือนุชเขาแอบชอบผมอยู่ (คือผมไม่ได้หลงตัวเองนะครับ พี่สาวยายนุชซึ่งเป็นเพื่อนผมเขาเป็นคนมาเล่าให้ฟังว่ายายนุชชอบตามไปดูผมแข่งตลอด แถมพักหลังๆ นี้ยายนุชก็พยายามเดินมาคุยกับผมตลอด ผมจะไม่รู้สึกแบบนั้นมันก็เกินไปล่ะครับ) แล้ววันหนึ่งอยู่ดีๆ นุชเขาก็เดินมาหาผมพร้อมกับดอกไม้ดอกนึงพร้อมกับพูดกับผมด้วยน้ำเสียงที่คงจะบ่งบอกอาการอายไม่น้อยว่า

“คือพี่จักรคะ คือนุชเองก็ไม่ได้คิดอะไรมากหรอกนะคะถ้าพี่จักรจะปฏิเสธ แต่นุชชอบพี่จักรนะคะ”

“ชอบพี่เหรอ” ผมถามพร้อมกับทำหน้าเหมือนไม่เชื่อหู “พี่ดีใจที่นุชมีความรู้สึกดีๆ กับพี่นะ แต่นุชคิดดีแล้วหรือจ๊ะ”

“คือนุชไม่ได้คิดพี่จักรแบบชู้สาวหรอกนะคะ นุชแค่เห็นพี่จักรเป็นพี่ชายที่นิสัยดีมากคนหนึ่งเท่านั้นเอง แค่ดอกไม้นี่คงไม่ทำให้ใครบางคนหึงหรอกนะคะ” นุชพูดด้วยน้ำเสียงติดตลกก่อนที่จะส่งดอกไม้ให้ผมที่รับมาอย่างงงๆ เพราะผมดันเหลือบไปเห็นใครบางคนที่กำลังยืนมองด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์อย่างเต็มที่ด้วยสิครับ

“พี่จักร อรไม่ชอบให้พี่จักรคุยกับคนอื่นแบบนี้นะคะ”

“อร เราไม่ได้คิดอะไรกับพี่จักรแบบนั้นนะ” สีหน้าของนุชดูจะตกใจไม่น้อยเลยละครับเมื่อเห็นหน้ายายน้องสาวร่วมโลกของผมที่สายตาเอาเรื่องพอดูเหมือนกัน “ฉันสาบานได้จริงๆ นะอร ฉันแค่ปลื้มพี่จักรแบบพี่ชายเฉยๆ”

“นุช เราขอร้องนะ พี่จักรเป็นพี่ชายที่เราสนิทมาก เราไม่อยากให้ใครมายุ่งกับพี่ชายเรา เข้าใจหรือเปล่า” พูดแล้วเธอก็หันมามองทางผมบ้าง “พี่จักรก็เหมือนกัน นุชเขาเป็นเพื่อนของอรนะคะ อย่าทำสายตาแบบนั้นนะ อรไม่ชอบให้พี่ชายของอรทำสายตาเจ้าชู้ใส่ผู้หญิงคนอื่น”

“เป็นอะไรมากหรือเปล่ายายอร พี่ไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นเสียหน่อย” เห็นท่าทางแบบนี้ผมกลับรู้สึกขำที่อรดีคนดีคนเดิมของผมคือเด็กสาวที่หวงดอกกุหลาบเสมือนวันแรกไม่มีผิดเพี้ยน “เอาเถอะๆ พี่รู้น่าว่าพี่ควรจะทำตัวกับเพื่อนเธอยังไง นุชเห็นแล้วใช่ไหมว่าแม่พี่คุมแจแบบนี้ พี่คงจะรับนุชมาเป็นน้องพี่อีกคนไม่ได้หรอก”

ไอ้นิสัยหวงผมยังกับเป็นสมบัติอีกชิ้นหนึ่งของคุณนายอรดีคนนี้คนเดียวของผมนี่ละครับที่ทำให้ข่าวลือว่าผมกับอรเป็นแฟนกันยิ่งแพร่สะพัดไปไกลและเร็วยิ่งกว่าเชื้อไวรัสหวัดที่จามแต่ละทีก็เป็นกันไปทั่ว แต่โชคยังดีละครับว่าเราสองคนไม่เคยทำอะไรในแบบที่คนเป็นแฟนกันเขาชอบทำ (เพราะเจอหน้ายายอรแต่ละครั้งผมก็ได้โดนตบหัวบ้าง ต่อยท้องบ้างทุกทีไป จนผมชักสงสัยขึ้นมาแล้วว่านางสาวอรดีเห็นผมเป็นพี่ชายหรือกระสอบทรายกันแน่) ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งก็คงจะเป็นเพราะตอนนั้นผมจบชั้นมัธยมปลายพอดีข่าวคราวของผมกับอรจึงได้จางหายลงไปได้บ้าง

แต่ความรักมันก็คงจะเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดเหมือนกันนะครับ เพราะไอ้เจ้าความรักที่เราไม่เคยเห็นมองเห็นรูปร่างหน้าตาของมันกลับทำให้หัวใจของคนเราปั่นป่วนแปรเปลี่ยนไปได้อยู่เสมอๆ จนผมเองก็ประหลาดใจว่าความรู้สึกต่างๆ เหล่านี้มันเข้ามาในหัวใจของผมได้ยังไง

ครับ…ผมคงจะปฏิเสธตัวเองไม่ได้หรอกว่าผมชอบอรดีเข้าให้แล้ว

คุณอาจจะงงว่าผมเกิดไปนึกรักยายเด็กผู้หญิงจอมแสบนี่เข้าได้ยังไง ผมเองก็ไม่เคยคิดหรอกครับว่าผมจะนึกพิศวาสยายนี่ขึ้นมาได้ แต่เมื่อผมมานั่งทบทวนความรู้สึกของตัวเองดูผมก็รู้ว่าสาเหตุที่ผมไม่เคยคิดว่าอรดีจะเป็นภาระให้กับชีวิตของผมก็คงจะเป็นเพราะความผูกพันของผมที่ทำให้หัวใจของผมรู้สึกสดชื่นทุกครั้งที่ผมได้เจอกับอร แต่ผมก็ไม่รู้หรอกนะครับว่าอรเขาจะคิดกับผมแบบไหน เพราะระยะห่างระหว่างเราสองคนก็ยังคงเป็นแค่เพียงพี่น้องอยู่เสมอ (ผมตั้งใจจะให้มันเป็นอย่างนั้นแหละครับ เพราะอย่างน้อยผมจะได้ไม่ต้องหน้าแตกอยู่คนเดียวถ้าอรเกิดคิดกับผมเป็นแค่พี่จริงๆ)

จนกระทั่งวันที่ผมต้องเดินทางไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นนั่นแหละครับที่อรมาหาผมที่บ้านพร้อมกับเปิดฉากรัวบทสนทนาด้วยอารมณ์โกรธอย่างไม่ปรานีปราศรัย วันนั้นผมจำได้ว่าผมกำลังนั่งทานอาหารไทยมื้อสุดท้ายในรอบสองสามเดือนนับจากนี้ (หรือจนกว่าที่ผมจะหัดทำอาหารไทยเป็นนั่นละครับ) คุณนายอรดีในชุดนิสิตปีสามที่ดูจะยับย่นเพราะผ่านการเดินทางกลับบ้านมานานพอดูก็เดินถือหนังสือเข้ามาพร้อมกับเริ่มถามผมด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียวเอาการก่อนว่า

“นี่ตกลงจะไปโดยไม่บอกกล่าวกันเลยใช่ไหมคะคุณไตรจักร คิดว่าน้องสาวของคุณจะหลอกได้อย่างนั้นใช่ไหมคะ”

“รู้แล้วหรือ” ผมถามโดยไม่ได้ติดใจสงสัยอะไร “พี่ไปแค่สองสามปี ไม่ได้ไปตายเสียหน่อย ทำไมต้องทำหน้าโกรธแบบนั้นด้วยล่ะอร”

“พี่จักรจะไปตั้งหลายปี…แล้วอรจะอยู่กับใครล่ะคะ พี่จักรเคยคิดบ้างไหมว่าอรจะอยู่กับใคร” ถึงตอนนี้น้ำเสียงเกรี้ยวกราดเปลี่ยนเป็นความเศร้าสร้อยพร้อมกับทำนบน้ำตาของหญิงสาวตรงหน้าที่บัดนี้ค่อยๆ แตกออกและไหลจากดวงตาที่จับใจผมมานานหลายปีอย่างช้าๆ “แต่อรคิดว่าพี่คงจะไม่แคร์ความรู้สึกของอรเลยละมั้งคะ”

“อร…ที่พี่ไม่ได้บอกอรเพราะพี่เห็นว่าช่วงนี้อรเรียนหนัก ออกจากบ้านแต่เช้ากลับบ้านก็ค่ำแล้ว พี่ไม่อยากให้อรต้องมากังวลกับเรื่องของพี่”

“แต่อรก็อยากไปญี่ปุ่นเหมือนกันนี่นา อรเรียนเอกญี่ปุ่นอรก็น่าจะได้มีโอกาสไปที่โน่นบ้าง” หญิงสาวตรงหน้าผมดูจะไม่ยอมแพ้เมื่อพูดต่อด้วยน้ำเสียงดื้อดึง “อรจะมากังวลเรื่องของพี่จักรทำไมล่ะคะ อรไม่ได้เป็นอะไรกับพี่เสียหน่อย อรผิดเองละค่ะที่มายุ่งกับเรื่องไม่เป็นเรื่องของพี่”

“พี่ไม่ได้พูดแบบนั้นนะอร พี่แค่ไม่อยากให้อรเครียดไปมากกว่านี้ เอาเป็นว่าพี่จะส่งข่าวมาเรื่อยๆ ก็แล้วกัน ถ้าอรอยากไปหาพี่พี่ก็จะให้ที่อยู่ทีหลังก็แล้วกัน”

ผมพูดแล้วก็สังเกตใบหน้าของอรดีอีกครั้ง ผมเข้าใจความรู้สึกของเธอโดยไม่ต้องอธิบาย เพราะดวงตาที่มีทั้งความขุ่นเคือง น้อยใจ และความรู้สึกอะไรบางอย่างที่ผมเกือบจะคิดเข้าข้างตัวเองว่าอรก็คงจะรู้สึกเช่นเดียวกับผมได้บอกถ้อยคำทั้งหมดให้ผมรับรู้แล้ว

แต่อรดีก็ยังคงเป็นอรดีที่พูดตรงแหละครับ เพราะอยู่ดีๆ เธอก็โพล่งขึ้นมาราวกับรู้สึกเหลืออดเต็มทีว่า

“อรโกรธที่พี่จักรไม่เคยคิดถึงความรู้สึกของอรเลยว่าอรจะรู้สึกยังไง พี่จักรจะไปตั้งสองสามปีแบบนี้อรก็เหมือนขาดอะไรไปในชีวิต พี่ไม่รู้หรือไงว่าอรรู้สึกผูกพันกับพี่มากแค่ไหน แล้วพี่เคยคิดไม่ว่าอรจะเสียใจหรือเปล่าที่อยู่ดีๆ พี่ก็คิดจะไปเร็วแบบนี้ พี่จักรรู้ไหมว่าอรยังไม่ทันได้เตรียมใจจะบอกลาพี่เลยนะ”

“อรรู้ไหมว่าทำแบบนี้ไม่ถูกเลย ไหนๆ เราสองคนจะไม่ได้เจอกันอีกตั้งนานก็ควรจะจากกันด้วยความรู้สึกที่ดีกว่านี้ไม่ใช่เหรอ” ผมพยายามจะเตือนให้น้องสาวของผมเข้าใจความจริงบางอย่างซึ่งเป็นความจริงที่แม้จะเจ็บปวดในความรู้สึกของผม และอาจจะเจ็บปวดในความรู้สึกของเธอเช่นกัน แต่ผมก็ต้องทำเช่นนั้นเพื่อให้ตัวผมเองรู้สึกสบายใจมากที่สุดเท่าที่จะมากได้

“อรขอโทษค่ะ” เหมือนน้องสาวของผมจะมีสติขึ้นมาบ้างแล้วในตอนนี้เพราะในที่สุดก็เอ่ยคำขอโทษขึ้นมาจนได้ “อรผิดเองที่ทำแบบนี้ เอาเป็นว่าอรขอตัวก่อนนะคะพี่จักร อรเองก็ไม่มีอะไรจะพูดมาก นอกจากขอให้พี่จักรโชคดีกับทุกสิ่งทุกอย่าง อรจะอยู่ทางนี้และดูแลแม่พี่จักรให้เอง พี่จักรไม่ต้องเป็นห่วงแม่กับอรนะคะ”

“พี่ดีใจนะที่อรเข้าใจทุกอย่าง จำไว้นะว่าพี่รักน้องสาวคนนี้เสมอ ไม่ว่าจะมีอะไรก็เขียนจดหมายมาหาพี่ได้นะ พี่จะตั้งหน้าตั้งตารอจดหมายจากอรและจะรีบเขียนส่งให้เลยจ้ะ”

“อรก็รักพี่จักรนะคะ รักมากด้วย” พูดได้เท่านั้นอรก็ตัดสินใจวางหนังสือลงที่โต๊ะพร้อมกับสวมกอดผมไว้อย่างแนบแน่นจนผมอยากจะให้เวลาหยุดหมุน “อรจะทำตามที่พี่จักรบอกค่ะ”

ถ้าเป็นนวนิยายไทยเราสองคนก็คงจะต้องเขียนจดหมายติดต่อกันบ่อยๆ จนเราสองคนยังคงรู้สึกผูกพันกันอย่างแนบแน่นเหมือนเมื่อวันวานใช่ไหมครับ…แต่เรื่องของผมนั้นอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง ผมก็เลยไม่ได้รับจดหมายจากอรดีจนกระทั่งช่วงคริสต์มาสที่หนาวจับใจก็มีการ์ดใบเล็กๆ ที่ต้นทางระบุว่าเป็นประเทศไทยส่งมาถึงผมในวันหนึ่ง ทันทีที่ผมเห็นลายมือที่คุ้นเคยก็รีบเปิดอ่านทันทีครับ และผมก็ไม่ผิดหวังเมื่อการ์ดใบนั้นหอบเอาความอบอุ่นจากเมืองไทยและจากไออุ่นของคนที่ผมผูกพันมาตลอดเวลา

Merry Christmas and Happy New Year ค่ะพี่จักร

อรต้องขอโทษด้วยนะคะที่อรไม่มีเวลาส่งจดหมายมาหาพี่จักรเลย แต่พอมีโอกาสแบบนี้อรก็นึกขึ้นได้ว่าอรคงจะต้องส่งความคิดถึงจากเมืองไทยมาให้พี่จักรที่ตอนนี้คงกำลังจะตัวแข็งทื่ออยู่เลยใช่ไหมล่ะคะ อรสบายดีนะคะไม่ต้องเป็นห่วง แม่ของพี่จักรก็สบายดี อรรับรองเลยค่ะว่าอรจะดูแลแม่พี่จักรให้ดีเลย (ดียิ่งกว่าดอกกุหลาบของตัวเองอีกดีไหมล่ะคะ)

ปล. (ถ้าพี่จักรไม่อยากอ่านก็ข้ามๆ มันไปเถอะค่ะ) อรอยากจะบอกพี่จักรว่าเมื่อเราสองคนแยกจากกันมานานขนาดนี้ทำให้อรรู้สึกตัวขึ้นมาเลยค่ะว่าอรรักพี่จักรมากขนาดไหน ตอนที่เรายังเรียนมัธยมเราสองคนแทบจะเป็นคนคนเดียวกันเลยนะคะ ไม่รู้ว่าพี่จักรจะจำได้ไหม แต่รู้ไหมคะว่าอรไม่เคยลืมเลยว่าพี่จักรเคยช่วยเหลืออรไว้ยังไง ถึงเวลามันจะนานมากแล้วแต่อรก็รู้นะคะว่าพี่จักรคือคนเดียวที่อรรู้สึกดีด้วยตลอดมา

และอรรับรองค่ะว่าความรู้สึกของอรก็คงจะไม่มีวันเปลี่ยนด้วย (แต่ถ้าพี่จักรเปลี่ยนไปละก็…กลับเมืองไทยเมื่อไหร่รับรองว่าพี่จักรต้องนอนหยอดน้ำข้าวต้มไปหลายวันแน่ๆ)

อรเองค่ะ

เพราะการ์ดใบเล็กๆ ที่บรรจุความคิดถึงอันแสนแผ่วเบาทว่าอ่อนหวานจากอรนั้นละครับที่ทำให้ผมผ่านความเงียบเหงาในช่วงปีใหม่ที่ใครๆ ต่างเฉลิมฉลองกับคนรักมาได้โดยไม่ยากเย็นนัก ผมดีใจนะครับที่อย่างน้อยระยะที่ห่างกันยังคงทำให้เราสองคนไม่เปลี่ยนแปลง (แถมมาบอกด้วยว่ารักผมก็ทำให้หัวใจของผมยิ่งเต้นแรงขึ้นมาโดยไม่ต้องจิบสาเกสักอึกให้ร้อนวูบวาบด้วยละครับ งานนี้ผมสาบานได้เลย)

แต่ก็แน่นอนละครับว่าความสุขมักจะไม่อยู่กับเรานาน เพราะหลังจากนั้นผมเองก็มัวแต่ยุ่งอยู่กับการเรียนจนแทบจะลืมวันลืมคืน ส่วนอรก็คงไม่ต้องพูดถึง เพราะพออรขึ้นปีสี่อรก็แทบจะขาดการติดต่อกับผมไปเลยครับ แม้ว่าผมจะส่งของขวัญไปให้ในวันเกิด แต่อรก็ไม่มีทีท่าว่าจะตอบจดหมายของผมได้เสียที ใช้เวลาอีกปีกว่าเลยครับกว่าการ์ดใบเล็กๆ พร้อมกับจดหมายฉบับที่สองที่ดูท่าทางจะบรรจุอะไรต่อมิอะไรมามากเอาการเพราะหนักเหลือเกินกว่าจะเดินทางมาถึงได้และก็ไม่ผิดหวังครับเพราะคราวนี้นางสาวอรดีเขียนมาหาผมอย่างจุใจเลยทีเดียว

พี่จักรคะ

อรต้องขอโทษด้วยนะคะที่ไม่ได้เขียนจดหมายมาหาเลย (นานเป็นปีแล้วสิคะเนี่ย อรรู้สึกผิดจัง) ก่อนอื่นก็ต้องขอบคุณสำหรับของขวัญวันเกิดที่พี่จักรให้อรนะคะ รู้ไหมคะว่าซีดีแผ่นนี้อรตามล่ามานานแล้วนะคะแต่ไม่เห็นมีขายในเมืองไทยเลย (สงสัยว่าคงจะเป็นเวอร์ชั่นที่วางขายเฉพาะที่ญี่ปุ่นใช่ไหมคะ ไม่ว่าจะยังไงอรก็ขอบคุณจริงๆ นะคะ อรเอามาฟังบ่อยมากจนแผ่นชักจะเริ่มสึกแล้วล่ะค่ะ)

ตอนนี้อรพูดได้เต็มปากเต็มคำแล้วนะคะว่าอรเป็นบัณฑิตแล้ว (ก็อรจบแล้วนี่คะ) รอดตัวจากเอกภาษาญี่ปุ่นมาโดยสวัสดิภาพพร้อมความปลาบปลื้มใจของคุณอนงค์นั่นละค่ะ อรจำได้ว่าวันที่ถ่ายรูปคุณนายเธอยิ้มแก้มปริแถมยังลากเอาแม่พี่จักรไปด้วยนะคะ ดูเอาเถอะว่าคนแก่สองคนนี้สนิทกันแค่ไหน (มีรูปตอนรับปริญญามาฝากด้วยค่ะ เก็บไว้ดีๆ นะคะ)
แล้วอรก็ได้งานแรกแล้วด้วยนะคะพี่จักร อรทำงานเป็นล่ามในบริษัทญี่ปุ่นน่ะค่ะ

พูดมาแล้วจะหาว่าอรคุย…อรน่ะมีความสามารถนะคะ ไม่ใช่หัดพูดงูๆ ปลาๆ อย่างที่พี่จักรเคยเข้าใจผิดมาตลอด (แต่พูดก็พูดเถอะค่ะ อรเรียนจบเอกภาษาญี่ปุ่นมาถ้าอรจะไม่มีความรู้เลยก็กระไรอยู่)
ตอนนี้อรมีความสุขกับงานมากค่ะ อรได้เจอคนดีๆ มากมายเต็มไปหมด แถมทุกคนก็ยังพร้อมใจกันสอนงานอรอย่างดีจนอรชักจะรู้สึกว่าถูกตามใจมากเกินไปเสียแล้ว ยิ่งโดยเฉพาะมาเจอคุณมิยาชิตะที่เป็นลูกชายของบอส (ที่ลงมาลุยงานกับอรทุกงานจนอรเองก็อดเกรงใจไม่ได้) อรเองก็รู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากที่ได้มาทำงานที่นี่ (แถมเงินก็ดีด้วยนะคะ เอาเป็นว่าอรสามารถซื้อรองเท้าดีๆ ได้มากกว่าเดือนละคู่ก็แล้วกันน่า)

พูดถึงคุณมิยาชิตะก็อยากให้พี่จักรได้มาเจอจังเลยค่ะ เพราะคุณมิยาชิตะเรียกได้ว่าแทบจะแกะแบบของพี่จักรออกมาเลย จะต่างกันก็ตรงจมูกกับปากของคุณมิยาชิตะที่ดูเป็นคนญี่ปุ่นมากกว่าพี่จักร นอกเหนือไปจากนั้นอรก็ฟันธงเลยค่ะว่าต้องเป็นฝาแฝดที่แยกกับพี่จักรตอนคลอดแน่ๆ เพราะเขาดูแลเอาใจใส่อรดีมากจนทำให้อรรู้สึกว่าอรยังคงมีคนคอยดูแลเหมือนพี่จักรอยู่อีกคนตลอดเวลา

ทางนั้นคงจะเริ่มเข้าหน้าร้อนแล้วใช่ไหมคะ อรว่าอรคงไม่ต้องเป็นห่วงพี่จักรมาก (เพราะแค่นี้อรก็กำลังจะเอาตัวเองไม่รอดแล้วค่ะ) แต่ก็หวังว่าพี่จักรจะสบายดีและกลับมาเมืองไทยเร็วๆ นะคะ อรคงจะไม่บอกว่าอรจะรอ เพราะการรอจะทำให้คนเราต้องกระวนกระวายว่าเวลานั้นมันยังมาไม่ถึงเสียที เอาเป็นว่าอรจะทำใจว่างๆ แล้วรู้สึกแปลกใจในวันที่พี่จักรกลับมาดีกว่านะคะ

ป.ล. เห็นเพื่อนอรกลับมาเล่าให้ฟังว่าพี่จักรมีแฟนเป็นสาวญี่ปุ่นแล้ว วันหลังส่งรูปมาให้อรดูบ้างนะคะ อรอยากเห็นจริงๆ ว่าสวยขนาดไหน

อรดีกำลังเข้าใจผิดครับ…แถมยังเข้าใจผิดอย่างมากด้วย เพราะจริงๆ แล้วผู้หญิงคนที่เพื่อนของเธอบังเอิญไปเจอในขณะที่กำลังเดินอยู่กับผมน่ะเขาเป็นแค่เพื่อนร่วมห้องของผมเท่านั้นแหละครับ แถมยังเป็นแฟนของเพื่อนผมอีก งานนี้ถ้าผมจะคิดไม่ซื่อก็เห็นจะโดนเพื่อนฆ่าเอาก่อนเรียนจบกลับเมืองไทยแน่ๆ ผมก็เลยต้องเขียนไปอธิบายให้อรเข้าใจเสียหน่อยว่า

อร

ฮิโตมิเป็นแฟนของเพื่อนพี่นะจ๊ะ อย่าเข้าใจผิด

แล้วก็ขอขอบคุณสำหรับรูปถ่ายวันรับปริญญาด้วย อรดูสวยมากๆ แถมพี่ยังรู้สึกอรเป็นสาวเต็มตัว ไม่ใช่ยายเด็กผมเปียที่มาว่าพี่เป็นหัวขโมยอยู่บ่อยๆ ด้วย

พี่ตั้งใจจะเขียนมาหาอรแค่นี้ละ ถ้าอรไม่ว่างจะตอบกลับพี่ก็ไม่ว่านะ เพราะพี่เองก็กำลังทำธีสิสอยู่เหมือนกัน เอาไว้ถ้าพี่ (ตั้งใจว่า) จะจบในอีกหกเจ็ดเดือนข้างหน้าก็คงจะได้เจอกันแน่นอนจ้ะ

รักจริงๆ ให้ดิ้นตาย

พี่จักรเอง

สงสัยว่าผมคงจะมีวาจาสิทธิ์หรือว่าจับยามสามตาเก่งก็เหลือที่จะคาดเดาล่ะครับ เพราะว่าหลังจากนั้นผมก็ต้องคร่ำเคร่งอยู่กับการทำรายงานเต็มที่ นอกจากนี้ก็ยังมีคนเห็นความสามารถผมเสนองานตำแหน่งที่ท้าทายให้ผมได้พิจารณาด้วย ทีแรกผมเองก็ลังเลอยู่เหมือนกันล่ะครับแต่พอเห็นรายได้ผมก็เลยตกลงปลงใจรับตำแหน่งต่อจนเวลาหกเดือนยืดยาวออกไปเป็นหนึ่งปีจนได้

ผมสารภาพครับว่าผมเองก็เหนื่อยจนเกินกว่าที่จะเขียนจดหมายยาวๆ พร้อมกับส่งผ่านความรักความปรารถนาดีไปให้กับอรอยู่บ้างเหมือนกัน แต่รู้ไหมครับว่าทุกครั้งที่ผมท้อผมก็จะเอารูปของอรที่ผมใส่กรอบวางไว้ที่โต๊ะเขียนหนังสือมาจ้องมองทุกครั้งแล้วผมก็จะรู้สึกมีพลังขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ
มันคืออานุภาพของความรักใช่ไหมครับ…

สำหรับคนอื่นผมไม่รู้นะ แต่ว่าสำหรับผม ผมว่าใช่เลยละ

วันเวลาก็ผ่านไปทุกวันจนกระทั่งเข้าปีใหม่อีกครั้ง แต่นอกจากอาการที่หนาวเหน็บจนผมแทบไม่อยากจะออกจากห้อง ความแตกต่างของปีนี้กับปีที่แล้วก็คงจะเป็นความจริงที่ว่าอรไม่ได้ส่งการ์ดหรือข้อความใดๆ มาอวยพรผมเหมือนอย่างที่เคยเป็น แต่เมื่อผ่านปีใหม่มาได้สามเดือนผมกลับได้รับการ์ดสีงาช้างใบหนึ่งหน้าตาประหลาดเกินกว่าที่จะเป็นการ์ดอวยพรแบบใดๆ พร้อมกับจดหมายสั้นๆ ที่ผมพอจะคาดเดาได้ว่ามาจากใครที่เมืองไทย
ผมตัดสินใจลองเปิดจดหมายอ่านก่อน และข้อความภายในนั้นก็ทำให้อากาศฤดูหนาวที่ค่อยๆ จางหายไปกลับคืนมาสู่ภายในหัวใจของผมอีกครั้ง และครั้งนี้ก็ทำให้ผมเย็นชาวาบไปทั้งตัวเลยทีเดียว

พี่จักรคะ

อรมีข่าวดีจะบอกค่ะ

อรกำลังจะแต่งงานแล้วนะคะ

พี่จักรฟังแล้วอาจจะงง อรก็ต้องขอโทษนะคะที่จู่ๆ อรก็ตัดสินใจบอกพี่จักรปุบปับแบบนี้ คืออรเองก็ยุ่งๆ อยู่กับการเตรียมงานแต่งงานอยู่ด้วย อีกอย่างหนึ่งอรก็เห็นว่าพี่จักรกำลังทำงานหนักก็เลยไม่อยากรบกวน อรกลัวว่าพี่จักรจะเป็นห่วงอรน่ะค่ะ (ถ้าอย่างนั้นอรก็ขอให้พี่จักรสบายใจได้เลยค่ะ อรดูแลตัวเองได้)

เจ้าบ่าวก็ไม่ใช่ใครอื่นหรอกค่ะ ก็คุณมิยาชิตะนั่นแหละ

พี่จักรอาจจะสงสัยว่าอรคิดดีแล้วหรือที่ตัดสินใจแต่งงานเร็วแบบนี้ แต่อรใช้ความรู้สึกของตัวเองตัดสินค่ะ เพราะทันทีที่อรเจอกับคุณมิยาชิตะอรก็รู้ว่าคนนี้แหละคือคนที่อรคิดว่า ‘ใช่’ (ถ้าพี่จักรเชื่อเรื่องรักแรกพบก็คงเข้าใจนะคะ)

พูดถึงคุณมิยาชิตะก็แปลกดี เพราะหลังจากที่เราคบกันแล้วเขาถึงสารภาพว่าที่เขามาตามอรต้อยๆ เพราะว่าเขาเกิดปิ๊งอรขึ้นมาเสียอย่างนั้น แต่อรเองก็บื้อมากที่ไม่รู้เลยว่าเขารู้สึกยังไง จนวันหนึ่งเขาก็ชวนอรออกไปกินข้าวเย็นหลังเลิกงาน แล้วอยู่ดีๆ เขาก็โพล่งขึ้นมาว่า

“ไม่รู้ว่าคุณจะว่าผมไหม แต่ผมอยากจะบอกคุณว่าผมชอบคุณนะอร”

โอ้โห! งานนี้นางสาวอรดีอึ้งไปเลยค่ะ เพราะไม่เคยมีผู้ชายคนไหนมาบอกรักเราทื่อๆ แบบนี้ (คืออรคาดหวังอะไรที่มันโรแมนติคกว่านี้น่ะค่ะ) อรก็พูดอะไรไม่ออกก็ได้แต่ยิ้มแล้วก็พยักหน้างึกงัก

ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ก็หกเดือนแล้วค่ะที่เราตัดสินใจคบกัน อรรู้ดีค่ะว่าเราอาจจะดูใจกันน้อยไปหน่อย แต่ฮิโระ (ชื่อของคุณมิยาชิตะแหละค่ะ)เป็นคนที่เอาใจใส่และให้เกียรติอรมาก เขาเป็นห่วงและเอาใจใส่อรทุกสิ่งทุกอย่างจนอรรู้สึกว่าเหมือนจะถูกเขาตามใจจนกลายเป็นเด็กหญิงอรดีคนเดียวกับที่พี่จักรเคยเจอตอนเด็กๆ นั่นแหละค่ะ เชื่อไหมคะว่าเขาแทบจะไม่ยอมให้อรทำอะไรอย่างอื่นเลยนอกจากเป็นล่ามให้เขาอย่างเดียว พี่จักรว่าเขาทำเกินไปไหมคะ (แต่สำหรับอร อรว่าไม่นะ ก็เราสบายอย่างนี้ใครจะไม่ชอบ จริงไหมคะ)

ตอนนี้อรคงไม่ต้องให้พี่จักรดูแลอีกต่อไปแล้วนะคะ เพราะว่าจะมีคนมารับช่วงต่อจากพี่จักรไปแล้ว (ถ้าให้อรเดา อรว่าพี่จักรคงกำลังถอนหายใจเฮือกด้วยความโล่งอกใช่ไหมค่ะที่จะหมดภาระเสียที) อรขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่พี่จักรเคยช่วยเหลืออรตลอดมา และอรก็จะจำไว้เสมอว่าอรมีพี่ชายเพียงคนเดียวก็คือพี่จักร อรอยากบอกให้พี่จักรรู้ว่าอรรักและเคารพพี่จักรในฐานะพี่ชายที่อรเคยผูกพันกันมาตลอดนะคะ

สำหรับงานแต่งปลายปีนี้อรรู้ว่าพี่จักรอาจจะมาไม่ได้ แต่อรก็ไม่รู้ว่าอรจะขอมากเกินไปไหมถ้าอรอยากให้พี่จักรมาแสดงความยินดีกับน้องสาวคนนี้ นี่ก็สองสามปีแล้วนะคะที่อรไม่ได้เจอพี่จักรเลย อรคิดถึงพี่จักรมากนะคะ แต่ถ้ามาไม่ได้ก็ไม่เป็นไรค่ะ เอาไว้ถ้าฮิโระกลับบ้านอรก็จะบินมาด้วยแล้วค่อยมาหาพี่จักรทีหลัง

อรส่งการ์ดแต่งงานมาด้วยนะคะ เป็นการ์ดที่เราสองคนช่วยกันออกแบบเอง อรคิดว่าพี่จักรน่าจะชอบดีไซน์นะคะ (จำกฎข้อแรกได้ไหมคะว่าอรทำอะไรไม่เคยผิด หวังว่าพี่จักรคงจะชมว่าการ์ดใบนี้สวยนะคะ)

รักพี่จักรมากนะคะ

อรเองค่ะ

ไม่น่าเชื่อว่าระยะเวลาเกือบสามปีที่ผ่านมาจะทำให้อารมณ์ความรู้สึกของผมเหวี่ยงไปมาราวกับนั่งอยู่บนรถไฟเหาะแบบนี้ การ์ดสองใบที่เป็นหลักฐานแสดงความผูกพันระหว่างเราสองคนบัดนี้มีการ์ดใบที่สามที่กำลังจะแยกเราออกจากกันในไม่ช้าและไม่มีทางจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีก เพราะการ์ดใบสุดท้ายนี้คือการ์ดแต่งงาน…พิธีที่ผมเป็นได้แค่เพียงผู้ร่วมงาน ไม่ใช่ผู้ทำพิธีที่มีสีหน้าเต็มไปด้วยความสุขอย่างที่ผมเคยคาดหวังไว้

ผมเคยคิดว่าระยะเวลาอาจจะทำให้ความรู้สึกของคนเปลี่ยนแปลง และแปลกที่ผมคาดหวังว่าฝ่ายที่จะเปลี่ยนคือตัวผมเอง ไม่ใช่อรที่ดูเหมือนจะผูกพันกับผมอยู่ตลอดเวลา แต่ก็นั่นแหละครับ…โชคชะตามักจะเล่นตลกกับคนเราเสมอ และครั้งนี้ผมเองก็เป็นฝ่ายที่ถูกโชคชะตาเล่นงานเอาเสียแล้ว ผมจึงยังคงเป็นฝ่ายที่ผูกพันอยู่กับอดีตอยู่เสมอในขณะที่อรกลับก้าวไปข้างหน้าและทิ้งให้ผมยังคงจมกับความรู้สึกในวันวานอยู่เพียงคนเดียว

แต่ในฐานะของพี่ชายที่แสนดีก็ผลักดันขาทั้งสองข้างของผมให้ก้าวขึ้นเครื่องบินและเดินทางกลับมาสู่บ้านเกิดอันเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายอีกครั้ง และก็ทำให้ผมเดินทางมาถึงที่แห่งนี้พร้อมกับหน้ากากที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มอันแสนอบอุ่นในแบบที่อรเคยเห็นทุกครั้ง และแม้หน้ากากของผมกำลังจะแตกร้าวไปตามอารมณ์อันปั่นป่วนในจิตใจเมื่อความคิดของผมล่องลอยกลับเข้าไปในอดีตอันลึกล้ำ แต่ทันทีที่ผมได้ยินเสียงอันคุ้นเคยผมก็ตื่นจากภวังค์นั้นทันที

“ไม่เจอกันตั้งนานพี่จักรยังดูดีเหมือนเดิมเลยนะคะ สงสัยจังว่ามีเคล็ดลับอะไรหรือเปล่าเนี่ย”

“ชมแบบนี้พี่ก็แย่สิ” ผมพยายามพูดติดตลก “พี่ไม่ได้ทำอะไรหรอกอร อันที่จริงพี่ก็ไม่รู้ว่าพี่เปลี่ยนไปไหม แต่ที่แน่ๆ เรื่องบางอย่างพี่ก็ไม่เคยเปลี่ยน อรนั่นแหละเปลี่ยนไปมากเลยนะพี่ว่า”

“ก็อรสวยขึ้นใช่ไหมล่ะคะพี่จักร” อรดีนึกสนุกอย่างไรไม่ทราบเพราะอยู่ดีๆ เธอก็กุมมือผมไว้แน่นพร้อมกับเอ่ยขึ้นด้วยความรู้สึกที่ดูเหมือนจะแช่มชื่น “อรดีใจนะคะที่พี่ชายของอรมาได้ ฮิโระเองก็ฝากขอบคุณพี่จักรด้วยที่อุตส่าห์ลางานมาแสดงความยินดีกับน้องสาวของเขาได้”

“ฮิโระหน้าตาไม่เหมือนพี่เสียหน่อย” ผมตัดสินใจตัดบทดื้อๆ “พี่น่ะหล่อกว่าฮิโระตั้งเยอะ เธอคงจะสายตาบกพร่องแล้วล่ะยายอรถึงได้มองแบบนั้นน่ะ”

“ค่ะ คุณไตรจักรผู้หน้าตาดี” อรย่นจมูกก่อนที่จะพูดต่อ “แต่ฮิโระเขานิสัยเหมือนพี่จักรแน่นอนค่ะ ข้อนี้อรรับประกันได้ เพราะเขาก็ช่วยอรเหมือนที่พี่จักรช่วยอรเลยแหละ”

เป็นอันว่านายฮิโระก็ก้าวเข้ามาแทนที่ผมได้อย่างสมบูรณ์ และนั่นก็หมายความว่าผมคงจะเป็นคนที่อรจะลืมไว้เบื้องหลัง แต่ผมก็ไม่เสียใจนะครับที่อรตัดสินใจแต่งงานกับนายฮิโระ เพราะอย่างน้อยผมก็ดีใจที่วันนี้อรมีความสุขกับคนที่อรได้เลือกแล้ว และผมจะต้องไม่แสดงอาการผิดปกติให้อรได้เห็นเป็นอันขาด

เพราะนั่นไม่ใช่หน้าที่ที่พี่ชายพึงกระทำให้น้องสาวรับรู้หรอกนะครับ…

“พี่ต้องบินกลับคืนนี้เลยนะอร เพราะฉะนั้นพี่ก็คงต้องไปตั้งแต่ตอนนี้แหละ ไม่งั้นนายด่าพี่ตายเลย หวังว่าอรคงจะไม่โกรธพี่หรอกนะ”

“เสียดายจังเลยนะคะ” ดูท่าทางอรดีคงจะเสียดายจริงๆ แหละครับที่ผมจะกลับวันนี้เพราะน้ำเสียงของเธอดูจะผิดหวังไม่น้อย “ถ้ามีเวลามากกว่านี้อรจะได้พาพี่จักรไปหาอะไรอร่อยๆ กินกันเสียหน่อย ให้ฮิโระเลี้ยงก็ได้เพราะเขาอยากเจอตัวพี่จักรมานานแล้ว หรือจะให้อรไปคุยกับเขาให้พี่จักรกลับมาทำงานที่เมืองไทยก็ได้นะคะ”

“ไม่ต้องหรอกจ้ะยายอร พี่ไม่ชอบเล่นเส้น” พูดแล้วผมก็ล้วงของขวัญที่อยู่ในกระเป๋าใบเล็กๆ ข้างตัวส่งให้กับเธอ “เมื่อกี้เห็นคนเยอะพี่ก็เลยลืมให้ของขวัญอร นี่เป็นของขวัญวันแต่งงานของอรที่พี่จะมอบให้ หวังว่าอรคงจะชอบนะ ถ้าไม่ชอบก็ทิ้งมันไปเลยก็ได้ พี่ไม่ว่าหรอก”

“ใครจะกล้าทิ้งของขวัญพี่จักรลงล่ะคะ พูดออกมาได้นะ” เหมือนเจ้าสาวแสนสวยจะเห็นสีหน้าที่ซีดลงของผมจึงพยายามจะทำให้บรรยากาศสดชื่นขึ้นบ้าง “เอาไว้ถ้ามีโอกาสได้ไปญี่ปุ่นอรกับฮิโระจะไปเยี่ยมพี่จักรนะคะ ถึงวันนั้นเมื่อไหร่ต้องมาเจอกันนะคะ ไม่อย่างนั้นอรไม่ยอมแน่ๆ อย่าลืมนะคะว่าพี่จักรเป็นพี่ของอรตลอดไป ถ้าลืมอรอรเล่นงานพี่แน่”

“เอาไว้ถึงวันนั้นก่อนเถอะ” ผมพยายามตัดบทเมื่อเห็นเจ้าบ่าวของเธอเดินยิ้มร่าเข้ามาหาเราสองคน “ฮิโระมาเรียกแล้วน่ะ งั้นพี่ไปก่อนนะ เอาไว้ว่างๆ พี่จะเขียนจดหมายมาหา”

“อรดีใจนะคะที่มีพี่อย่างพี่จักร” อรดีคงจะดีใจจริงๆ เพราะคราวนี้เธอดันร้องไห้ออกมาด้วยจนผมคิดว่าผมอาจจะโดนสามีของเธอตั๊นหน้าเอาก็เป็นได้ “อรรู้นะคะว่าพี่จักรรู้สึกยังไง แต่อรก็ขอบคุณค่ะที่เราสองคนยังคงเป็นอย่างนี้ และอรก็หวังว่าเราสองคนจะเป็นพี่น้องกันตลอดไปนะคะ”

ค่ำคืนนี้ฝนไม่ตกลงมาจากท้องฟ้า…แต่ทำไมผมถึงได้รู้สึกเปียกๆ ที่ขนตาก็ไม่รู้นะครับ

แสงไฟถนนในกรุงเทพดูสว่างพราวพราย หากแต่ก็กลับพร่ามัวไปด้วยร่องรอยของน้ำที่ไหลเป็นทางอย่างที่ผมก็ไม่ทราบว่ามันมาจากไหนเหมือนกัน

อ้อ! ผมเพิ่งจะคิดได้ว่าผมกำลังร้องไห้อยู่นี่นา!

ครับ…ผมกำลังจะออกเดินทางอีกครั้ง และครั้งนี้ผมก็กำลังจะเดินทางไกล ไกลชนิดที่ว่าอรก็คงจะไม่มีทางเดินทางไปถึงแน่ๆ เพราะ ‘ญี่ปุ่น’ ของเราสองคนดูจะห่างกันมากกว่าระยะจริงหลายร้อยเท่า แต่ถ้าอรได้เห็นของขวัญของผม อรก็คงจะเข้าใจนะครับว่าผมรู้สึกยังไงกับเธอ

ตอนนี้อรคงจะยังไม่ได้แกะของขวัญของผมออกมาหรอกครับ แต่ถ้าคุณอยากรู้จริงๆ ผมก็คงจะบอกได้คำเดียวว่า

Doushite Kimi wo Suki ni Natte Shimattandarou?

ถ้าคุณอยากรู้ว่ามันแปลว่าอะไร ผมแนะนำให้ไปถามอรนะครับ อรเรียนภาษาญี่ปุ่นมานานหลายปีคงจะตอบคุณได้

ส่วนผม…ผมก็คงจะต้องมีชีวิตของผมต่อไป

เพื่อความสุขของอรแล้ว…แม้ผมจะต้องเป็นฝ่ายเสียใจเองคนเดียว

ผมก็คงจะต้องยอมให้โชคชะตาลงโทษผมแบบนี้

และตลอดไป…



Create Date : 28 กันยายน 2551
Last Update : 28 กันยายน 2551 22:52:52 น. 0 comments
Counter : 89 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

northstar_polaris
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add northstar_polaris's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.