Something is never missing - your imagination in your own world
Group Blog
 
All Blogs
 
Winter serenade อุ่นหัวใจกลางไอหนาว (บทที่ 4 La vie en rose)

บทที่ 4 : La Vie En Rose

วันนี้ห้องโถงของอาคารเรียนหลักที่ปกติก็ดูจะเล็กอยู่แล้วกลับยิ่งคับแคบลงไปด้วยซุ้มต่างๆ ที่จัดวางเรียงรายอยู่โดยรอบและประดับประดาไปด้วยสายรุ้งและเครื่องประดับสีเขียวสีแดงเพื่อเข้ากับเทศกาลคริสต์มาสที่จัดขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศสที่มีนักเรียนเริ่มสนใจเรียนกันมากในระยะเวลาสองสามปีมานี้

แต่หากจะกล่าวถึงบริเวณที่เด่นที่สุดและเป็นจุดรวมสายตาของบรรดานักเรียนทั้งหลายที่ค่อยๆ ทยอยเข้ามาชมนิทรรศการและการออกร้านในวันนี้ก็คงจะหนีไม่พ้นบริเวณปลายสุดของห้องโถงซึ่งยกพื้นเป็นเวที และในวันนี้เวทีก็ดูจะเด่นเป็นพิเศษเพราะท่ามกลางสายรุ้งสีแดงสีเขียวและต้นสนขนาดใหญ่ยักษ์ที่ประดับเวทีไว้ข้างหลังก็มีวงดนตรีและขาตั้งไมโครโฟนเตรียมพร้อมบ่งบอกว่างานในวันนี้จะต้องมีการประกวดร้องเพลงอย่างที่เคยเป็นมาทุกปี

หากในขณะนี้เมื่อยังไม่มีกำหนดการประกวดร้องเพลงและวงดนตรีจึงไม่น่าแปลกใจอะไรที่เวทีจะยังไม่มีใครขึ้นไปบนนั้น ถ้าจะมีใครสักคนก็คงจะมีแต่เพียงเด็กหญิงคนหนึ่งที่อยู่ในชุดนักเรียนที่ยับย่นบ่งบอกว่าเธอคงจะไม่ใช่เด็กเรียบร้อยนักสาละวนกับการปรับขาตั้งไมโครโฟนบนเวทีอย่างเอาเป็นเอาตาย

“ไอ้เต็ม ผลัดกันไปทอดเครปบ้างสิ ยายไพร์มมันทอดมาตั้งแต่เที่ยงกว่าจนมันบ่นว่ายังไม่ได้กินข้าวเลย แถมแกประกวดตั้งบ่ายสอง มาตั้งไมค์ตอนนี้ไปเพื่อ...”

“คุณนายพุดซ้อนคะ ฉันขอดับเบิ้ลเช็คนี่มันผิดตรงไหนไม่ทราบ” เห็นสีหน้าของยุวันดาเพื่อนร่วมห้องที่ดูจะอ่อนใจกับความพยายาม ‘ดับเบิ้ลเช็ค’ เต็มใจก็โบกไม้โบกมือไล่พร้อมกับกล่าวต่อ “นี่มันบ่ายโมงสี่สิบแล้วนะยะแม่คุณ อีกยี่สิบนาทีฉันต้องขึ้นร้องคนแรก แกมาดูมือฉันนี่ สั่นขนาดนี้ให้ไปละเลงแป้งขายของรับรองว่าอาจารย์เจ๊งแน่ๆ ให้นางสาวพริมาคนสวยขายเครปน่ะดีแล้ว ขี้คร้านจะกำไรเพราะมีแต่คนอยากมาชิมเครปฝีมือสาวสวยประจำรุ่นยี่สิบแปด”

“อ้างสารพัดล่ะจ้ะยายเต็มบาท” ยุวันดาอดประชดต่อไม่ได้เพราะเพื่อนสาวดูท่าทางจะไม่เอาเรื่องของเธอมาเป็นธุระหากก็ไม่ติดใจจะเซ้าซี้ต่อ “อยากอยู่ตรงนี้ก็อยู่ไปเถอะ ฉันไม่คิดจะรบกวนแกแล้ว เอาไว้ใกล้จะขึ้นเวทีแกก็ไปตามสมัครพรรคพวกหมู่ลิงชาวเรามาฟังเสียงสิบแปดหลอดของแกก็แล้วกัน เดี๋ยวถ้าไม่มีคนทอดฉันจะให้ไอ้นกมันทอดเอง”

“นั่นสิ! คุณพุดคะ ทำไมคุณถึงไม่คิดอย่างนั้นตั้งแต่แรก มาตามดิฉันทำไมก็ไม่รู้” เต็มใจส่ายหน้าพร้อมกับบ่น “เดี๋ยวสมาธิฉันเสียร้องเพลงผิดเนื้อจะโดนอาจารย์เทศน์นะยะแม่คุณ”

“แหม! แกร้องภาษาฝรั่งเศส ใครจะรู้ว่าแกดำน้ำถ้าแกร้องผิด” ยุวันดาพูดด้วยน้ำเสียงติดตลกแต่เพื่อนสาวที่ขณะนี้คงจะจัดการกับไมโครโฟนเรียบร้อยกลับไม่คิดแบบนั้นเธอจึงเป็นฝ่ายตัดบทเสียเอง “เออๆ งั้นฉันไปก็ได้ แกจะได้ไม่เสียสมาธิ”

“เฮ้ย! ไอ้คิม ไปดูนางสาวเต็มใจไม่เต็มบาทร้องเพลงกันดีไหมวะ ไปดูสิว่าเสียงสามสิบแปด เอ๊ย! สิบแปดหลอดของมันจะทะลุทะลวงหูไปถึงขั้นไหน”

ได้ยินเสียงของอนิลที่ดังขึ้นมาทันทีที่เขาก้าวเข้ามาในห้อง คิมหันต์ที่กำลังจะฟุบกับโต๊ะด้วยเพราะวันนี้ช่างเป็นวันน่าเบื่อเหลือเกินสำหรับเขา (จะไม่ให้ง่วงยังไงไหว ก็เพราะวันนี้ตั้งแต่เช้าจนถึงบ่ายอาจารย์ขาดสอนถึงหกคาบรวด!) ก็ถึงกับผุดลุกขึ้นด้วยอารามรีบพร้อมกับถามขึ้นด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ

“ไอ้เต็มจะร้องเพลงตอนนี้จริงเรอะ เห็นว่าไพร์มบอกว่าจะร้องตอนบ่ายสามโมงนี่นา” เห็นหน้าของอนิลที่พยักหน้าหงึกหงักบ่งบอกว่าเวทีประกวดวันนี้จะมีเพื่อนสาวที่เขาสนิทสนมด้วยมาเป็นระยะเวลาหลายปีเป็นผู้ร่วมแสดงคิมหันต์ก็ถึงกับบ่นออกมาดังๆ “เมื่อวานฉันโทรไปถามการบ้านภาษาไทยมันก็ไม่ยักกะบอกสักคำ ไอ้เต็มบาทนะไอ้เต็มบาท!”

“ชอบไปตอแยมันจริงนะมึง” กานต์รพินทร์หรือทุกคนรู้จักกันในนาม ‘ไอ้กานต์ปากหมา’ ผู้เป็นเพื่อนอีกคนที่เพิ่งจะก้าวเข้ามาในห้องพอดีอดแหย่ขึ้นตามนิสัยชอบแซวไม่ได้ “ใครไม่รู้นึกว่ามึงกับยายเต็มน่ะชอบกันอยู่ กูเห็นคุยโทรศัพท์กันทุกวันยิ่งกว่าแฟน กูกับน้องแพมยังไม่จี๋จ๋ากันขนาดมึงเลยนะไอ้คิม”

“ปากดี” คิมหันต์พูดแล้วก็เงื้อหมัดเตรียมจะต่อยหากก็ไม่ได้จริงจังอะไรนัก “ระหว่างฉันกับไอ้เต็มมันก็แค่เพื่อนเท่านั้นล่ะวะ หน้าตาก็งั้นๆ จะมีดีก็ที่หัวสมองมันนี่แหละที่ฉันพอจะพึ่งพาได้ แวบลงไปดูมันเสียหน่อยเพราะเดี๋ยวมันจะหาว่าฉันใจจืดใจดำไม่ยอมไปเชียร์มัน”

เห็นสีหน้ามุ่งมั่นของคิมหันต์แล้วอนิลกับกานต์รพินทร์ก็อยากจะเชื่อเอาจริงๆ ละว่าชายหนุ่มเพื่อนสนิทของเขาน่ะไม่ได้สนใจเต็มใจเลยแม้แต่น้อย แต่ท่าทางลุกลี้ลุกลนพร้อมจะลุกจากเก้าอี้และลงไปข้างล่างกลับทำให้ทั้งสองคนส่ายหัวพร้อมกับหัวเราะขึ้นมาพร้อมกัน ก่อนที่กานต์รพินทร์จะเป็นฝ่ายบ่นขึ้นมาดังๆ เสียเองว่า

“เชื่อไอ้คิมมันเลย ตามตอแยไอ้เต็มมันอย่างนั้นยังจะบอกว่าไม่ได้คิดอะไร เอาคำพูดหลอกกูไปหลอกเด็กปอสี่ดีกว่า!”

“ไพร์ม ทางนี้จ้ะ”

พริมาที่กำลังเดินจากซุ้มขายของประจำห้องที่ขณะนี้ร้างคนเพราะเพื่อนร่วมห้องที่ร่วมใจกันเปิดร้านขายเครปตามคำแนะนำของอาจารย์ต่างก็จับจองที่นั่งเพื่อชมการแสดงของเต็มใจที่กำลังจะเริ่มในไม่ช้าส่งเสียงร้องขึ้นอย่างดีใจเมื่อหญิงสาวส่งเสียงร้องทักพร้อมกับชี้ไปที่เก้าอี้แถวหน้าตัวหนึ่งที่ยังคงว่างอยู่

“ขอบใจนะจ๊ะเต็มที่จองที่ไว้ให้” เพื่อนสาวของเต็มใจพูดแล้วก็หยิบดอกกุหลาบส่งให้ “นี่จ้ะดอกกุหลาบ ไพร์มซื้อมาจากซุ้มของน้องมอสามน่ะ เต็มถือบนเวทีตอนร้องก็น่าจะเข้ากับเพลงลาวีอองโรสเลยนะ ว่าอย่างนั้นไหมล่ะจ๊ะ”

“นั่นสิ” พูดแล้วก็เหลือบไปเห็นชายหนุ่มร่างสูงอีกคนที่นั่งอยู่ด้านหลังผู้เป็นเพื่อนสาวแล้วเต็มใจก็ยิ้มกว้างพร้อมกับเอ่ยทักทายด้วยความดีใจ “พี่ปั้นมาด้วยหรือคะ ไม่นึกเลยว่าจะรู้ข่าว”

“แหม เต็มร้องเพลงเปิดงานทั้งคน ถ้าพี่ไม่มาก็คงจะแย่” อภิรัชต์หรือ ‘พี่ปั้น’ ตอบด้วยน้ำเสียงเจือหัวเราะน้อยๆ พร้อมกับดวงตาที่พราวเป็นประกาย “ตั้งใจทำให้ดีที่สุดนะเต็ม พี่กับไพร์มจะเอาใจช่วยอยู่ข้างล่างนี่ละ”

“ขอบคุณค่ะพี่ปั้น” หญิงสาวรับคำเพียงสั้นๆ ก่อนที่จะลุกขึ้นแล้วก็หยิบไมโครโฟนขึ้นมาพูดด้วยน้ำเสียงที่กังวานใสบ่งบอกความมั่นใจอย่างชัดเจน

“Merry Christmas and Joyeux Noel นะคะ สำหรับเพลงแรกของวันนี้ที่ดิฉันจะร้องก็คือเพลง La vie en rose มีความหมายว่าชีวิตที่เป็นสีชมพู จะเป็นสีชมพูได้ก็คงจะมาจากความรักของคนทุกคน อยากให้ทุกคนมีความรักให้กันมากๆ นะคะ โลกของเราจะได้สวยงามขึ้น”

“Quand il me prend dans ses bras
Il me parle tout bas
Je vois la vie en rose
Il me dit des mots d'amour
Des mots de tous les jours
Et ça me fait quelque chose”

เขาสวมกอดฉันและพร่ำพูดด้วยน้ำเสียงอันอ่อนหวาน
ทำให้ฉันได้เห็นชีวิตที่เต็มไปด้วยสีชมพู
เขาบอกฉันว่าเขารักฉันด้วยคำอันเรียบง่ายเหลือเกิน
และหัวใจของฉันกลับสัมผัสมันได้ถึงเนื้อใน…

เต็มใจหลับตาลงและยืนสงบนิ่ง ปล่อยให้อารมณ์และความรู้สึกของความรักที่เธอคิดว่าจะสัมผัสได้ในอากาศค่อยๆ ไหลเวียนเข้าสู่หัวใจของเธอและถ่ายทอดออกมาเป็นเสียงร้องที่กังวานใสและเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ของคนในห้วงรัก แม้บทเพลงจะไม่ยาวนานนัก แต่เมื่อเสียงดนตรีในท่อนสุดท้ายจบลงเสียงปรบมือก็ดังกังวานไปทั่วห้องโถงเลยทีเดียว

และเมื่อเธอลืมตาขึ้น เธอก็มองเห็นคิมหันต์ที่ยืนรวมกลุ่มกับคนอื่นๆ กำลังมองหญิงสาวอยู่ด้วยสายตาที่เธอเองก็ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต เพราะสายตาของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกอันแปลกประหลาดที่เต็มใจเองก็ไม่อาจจะบอกได้ว่าเพื่อนสนิทของเธอผู้นี้รู้สึกอย่างไรกับการแสดงของเธอกันแน่ มีแต่รอยยิ้มน้อยๆที่อยู่บนใบหน้านั้นเองที่เธอคาดเดาได้ว่าคิมหันต์คงจะประทับใจกับการแสดงครั้งนี้ไม่น้อยไปกว่า ‘ท่านผู้ฟัง’ คนอื่นๆ หากยังไม่ทันที่เธอจะทักทายชายหนุ่มที่อยู่ปะปนกับคนอื่นด้านหลัง อภิรัชต์ก็เป็นฝ่ายพูดกับหญิงสาวก่อนว่า

“เต็มร้องเพลงนี้เพราะมากเลยนะ” พูดแล้วชายหนุ่มรุ่นพี่ก็ยื่นช่อดอกกุหลาบสีแดงสดที่บ่งบอกว่าคงจะมีราคาสูงไม่ใช่น้อยส่งให้หญิงสาวบนเวทีที่ขณะนี้ทำอะไรไม่ถูก “ดอกเล็กๆ ของน้องไพร์มคงจะไม่เหมาะกับเต็มหรอก ต้องของพี่นี่ต่างหาก หวังว่าเต็มคงจะชอบนะ ถ้าไม่ชอบพี่คงจะหน้าแตกแย่เลย”

“แหม! พี่ปั้นละก็” เสียงของพริมาดังขึ้นเหมือนจะกระเซ้าพูดเป็นเพื่อนสนิทมากกว่า “ให้กันในที่สาธารณะอย่างนี้ก็เท่ากับว่าประกาศจองยายเต็มเลยน่ะสิคะ ไม่ไหวนะคะเนี่ย”

“ขอบคุณนะคะพี่ปั้น” เต็มใจค่อยๆ ลงเดินลงจากเวทีมารับดอกกุหลาบที่ชายหนุ่มรุ่นพี่ยื่นรออยู่แล้วก่อนที่จะเอ่ยขอบคุณเบาๆ “แต่เต็มขอตัวกลับไปซุ้มขายเครปดีกว่านะคะ อยู่ตรงนี้คนเยอะ เต็มรู้สึกอึดอัดยังไงก็ไม่รู้ค่ะ ยังไงต้องขอโทษพี่ปั้นด้วยนะคะ”

“อ้าว! เป็นงั้นไปนะเต็ม” พริมานึกบ่นด้วยเพราะเพื่อนสาวกลับทำตัวแปลกเสียอย่างนั้น “ถ้าอย่างนั้นไพร์มก็คงต้องตามเต็มไปด้วยล่ะค่ะ ขอตัวก่อนนะคะพี่ปั้น”

พริมายุติการสนทนาแล้วก็เดินก้าวเท้ายาวๆ ตามเพื่อนสนิทที่ล่วงหน้าไปทางด้านหลังของห้องโถงซึ่งเป็นที่ตั้งของซุ้มขายของหากแต่ก็ต้องหยุดเมื่อเต็มใจหยุดพูดคุยกับใครคนหนึ่งซึ่งเมื่อหญิงสาวเข้าไปใกล้ๆ ก็สังเกตได้ชัดเจนว่าเป็นใคร พริมาเห็นเช่นนั้นจึงส่งเสียงใสทักทายไปว่า

“อ้าว! คิม มาอยู่ตรงนี้ฟังยายเต็มเหมือนกันเหรอจ๊ะ ทำไมไม่ไปนั่งข้างหน้าล่ะ ด้านขวาเหลือที่ตั้งเยอะน่าจะไปชมโฉมคุณนายเต็มใจในมาดของอีดิท เพียฟซักหน่อยก็คงจะดีนะ”

“ฟังห่างๆ ก็ดีแล้วล่ะครับไพร์ม” ชายหนุ่มยักไหล่แล้วก็พูดเหมือนไม่ใส่ใจ “จริงๆ ผมกะว่าจะไปหาอะไรกินที่โรงอาหาร แต่พอดีได้ยินเสียงแม่นี่ก็เลยหยุดฟังเสียหน่อย ร้องอะไรของเธอน่ะแม่คุณ ฉันฟังไม่รู้เรื่อง”

“แกไม่มีบุญล่ะสิ” เต็มใจโต้ตอบอย่างไม่ลดละเช่นกัน “แล้วนี่ถือดอกไม้มาทำไมล่ะยะ จะไปมอบให้สาวคนไหนรับวันคริสต์มาสไม่ทราบ”

“ดอกไม้นี่น่ะเหรอ” คิมหันต์พูดแล้วก็มองดอกกุหลาบสีขาวในมือแล้วก็เหมือนจะนึกขึ้นได้แล้วก็มองไปทางพริมาพร้อมกับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “ก็เอามาให้ไพร์มไงครับ วันนี้ไพร์มดูน่ารักเป็นพิเศษเลยนะ แกว่าอย่างนั้นไหมเต็ม”

“คิม” พริมาพูดได้แค่นั้นเองเพราะสีหน้าของเธอเริ่มแดงซ่านขึ้นมาทีละน้อย หากชายหนุ่มกลับไม่รอให้เธอพูดอะไรต่อกลับเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาเสียเอง

“คือผมฟังเพลงยายเต็มเป็นอองๆ รองๆ อะไรก็ไม่ค่อยเข้าใจ ถ้าอย่างนั้นไพร์มช่วยสอนภาษาฝรั่งเศสให้ผมหน่อยได้ไหมครับ เอาเป็นว่าเดี๋ยวผมเลี้ยงข้าวเที่ยงทุกวันเป็นค่าจ้างเลยเอ้า!”

“แหม! ก็เห็นมีอะไรคิมก็ถามเต็มตลอด ไพร์มคงจะช่วยอะไรไม่ได้หรอกค่ะ” พริมาพูดจบแล้วก็เดินผละจากไป หากหญิงสาวก็ไม่วายส่งเสียงกลับมาว่า

“เริ่มพรุ่งนี้ตอนเที่ยงนะคะ ถ้ามาไม่ตรงเวลาไพร์มไม่สอนคิมจริงๆ ด้วย”


‘จะให้ฉันต้องทนอยู่กับนายคิมหันต์ไปอีกแปด ไม่ใช่สิ…ต้องเจ็ดวันแล้วเพราะเข้าวันใหม่แล้ว แล้วฉันจะทนได้ยังไงโดยไม่อกแตกตายไปเสียก่อนละเนี่ย’

เต็มใจมองชายหนุ่มที่ปิดเปลือกตาลงพร้อมกับผ่อนลมหายใจด้วยจังหวะบางเบาแล้วก็ส่ายหน้า แม้ชายหนุ่มคนข้างกายเธอในขณะนี้จะไม่ใช่ชายหนุ่มร่างสูงผมตัดสั้นแต่กลับเป็นชายหนุ่มร่างสูงผมสีน้ำตาลอ่อนที่ไว้ยาวถึงท้ายทอยจนต้องรวบเป็นหางม้าเล็กๆไว้ด้านหลัง (ซึ่งขณะนี้ผมที่รวบไว้ก็หลุดออกมาจนดูรุ่ยร่ายไปเสียแล้ว) แต่คิมหันต์คนที่กำลังนอนหลับในขณะนี้ก็คือคิมหันต์คนเดิม ทั้งในแง่ของรูปร่างหน้าตาที่ยังคงทำให้สาวๆ หลายคนต้องหลงใหล เพราะเวลานี้คิมหันต์แทบจะทำตัวกลมกลืนไปกับคนเกาหลีได้อย่างแนบเนียน และในแง่ของนิสัยใจคอที่เขายังคง ‘ปฏิบัติ’ กับเธอโดยออกไปทางประชดประชันและกลั่นแกล้งมากกว่าที่จะพูดกันแบบ ‘สมานฉันท์’ แต่เวลาเจ็ดปีที่ห่างเหินกันไปนับตั้งแต่วิกฤตการณ์ ‘โทรศัพท์วันปัจฉิม’ ก็ทำให้เต็มใจนึกหวั่นใจอยู่ครามครันว่าการเปลี่ยนแปลง (ไม่ว่าจะเป็นในแง่ใดก็ตาม) จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเธอเปลี่ยนไปตลอดกาลหรือไม่…

‘แม้ตลอดการเดินทางนี้ฉันจะอยากให้สิ่งต่างๆ เปลี่ยนไปในแบบที่ฉันอยากจะให้มันเป็นนะนายคิมหันต์’เต็มใจรำพึงอยู่ในใจหากท้ายสุดก็สรุปกับตัวเองจนได้ ‘แต่คนอย่างแก…คิมหันต์ ฉันว่าฉันคงจะต้องใช้วิธีที่ยากสักหน่อยนะ เพราะฉันจะได้มั่นใจได้เสียทีว่าสิ่งที่แกพูดวันนั้นมันเป็นความจริง!’

“นั่งมองฉันอย่างนี้ไม่รำคาญหรือไงล่ะแม่คุณ มองนานกว่านี้ฉันเก็บนาทีละสามบาทนะเออ” คิมหันต์หรี่ตามองหญิงสาวริมหน้าต่างที่จ้องมองเขาอยู่จนเต็มใจอดอุทานด้วยความประหลาดใจระคนฉุนขึ้นมาอย่างเสียมิได้

“ไม่ได้หลับหรอกเรอะแกน่ะ” เห็นชายหนุ่มส่ายหัวหญิงสาวก็ตัดสินใจเปลี่ยนเรื่อง “เมื่อกี้ฉันเห็นแอร์วิ่งไปวิ่งมาสงสัยว่าคงจะได้เวลาข้าวเช้าเสียแล้ว ดีนะไม่ต้องปลุกแก เพราะปลุกแกทียากยังกับอะไร”

“แกบ่นอย่างกับว่าฉันกับแกแต่งงานกันมาแล้วยี่สิบปีอย่างนั้นแหละ ถึงฉันจะนอนหลับยากและก็ตื่นยาก แต่ฉันก็ไม่ได้ทำให้แกเห็นบ่อยๆ นะจ๊ะ แค่แกปลุกฉันไม่ได้ตอนไปออกค่ายด้วยกันทำมาเป็นบ่น”

“เลิกพูดเรื่องแต่งงงแต่งงานได้แล้ว ฉันฟังแล้วจะคลื่นไส้” หญิงสาวทำท่าจะคลื่นไส้จริงๆ หากชายหนุ่มกลับไม่ยอมแพ้รับมุกโดยการยื่นถุงอาเจียนให้จนเต็มใจมองตาเขียว “ฉันแค่เปรียบเปรยย่ะ ไม่ได้คิดจะทำจริงๆ แกนี่มันกวนประสาทฉันได้ตลอดเวลาจริงๆ เลยให้ตายเถอะ อีตาหมูหัน”

“คิมหันต์จ้ะที่รัก ฉันชื่อคิมหันต์” ชายหนุ่มแก้ด้วยน้ำเสียงอ่อนใจแล้วก็ส่ายหน้า “ไม่อยากให้ฉันพูดฉันก็ไม่พูดก็ได้ แต่แกช่วยสั่งอาหารให้หน่อยสิ ฉันพูดภาษาอังกฤษไม่เก่งแกก็รู้ แถมแอร์ขาวสวยแบบนี้ จะให้ฉันสั่งเองฉันก็ใจสั่น เดี๋ยวพูดผิดๆ ถูกๆ ขายหน้าอาจารย์เต็มใจที่สอนลูกศิษย์สุดหล่อคนนี้มากับมือจะหาว่าไม่เตือน”

“พูดงี้เดี๋ยวแม่ก็ปล่อยให้หิวเสียเลย” เห็นสีหน้าอ้อนเกินขนาดของคิมหันต์แล้วเต็มใจก็อดหมั่นไส้ไม่ได้ หากเธอก็หันไปสนทนากับพนักงานต้อนรับสาวสวยที่กุลีกุจอเข็นรถบริการเข้ามาด้วยท่าที่เป็นมิตรด้วยภาษาอังกฤษ (ที่เธอมั่นใจเหลือเกินว่าสำเนียงถูกต้องตามมาตรฐานจากดินแดนไกลโพ้นที่เธออุตส่าห์ไปร่ำเรียนมาว่า)

“ดูน่ากินจัง มีอะไรบ้างคะเนี่ย”

“มีออมลิตกะพอริดค่ะ”

“มีอะไรนะคะ” เต็มใจได้ยินพนักงานสาวสวยในชุดสีครีมตอบแล้วก็ถึงกับต้องประหลาดใจด้วยสำเนียงที่แปลกแปร่งและรัวเร็วเหลือเกินจนหญิงสาวถึงกับจับความไม่ออก “อะไรลิตๆ ริตๆ นะคะ”

“แหม! ไอ้เราก็นึกว่าเก่ง” ชายหนุ่มมัดผมจุกได้ยินบทสนทนาที่ดูไม่ราบรื่นนักก็นึกค่อนขอดตามนิสัย “ข้ามน้ำข้ามทะเลไปร่ำเรียนเมืองนอกเมืองนามาตั้งหลายปี กลับมาพูดได้แค่เนี้ย!”

“แน่จริงก็มาสั่งเองเลยย่ะ นั่งก็นั่งริมทางเดิน แล้วจะมาขอให้ฉันช่วยเหลือ” คราวนี้เต็มใจดูท่าจะเหลืออดขึ้นมาจริงๆ จึงตัดสินใจตัดบทด้วยน้ำเสียงรำคาญ “ถ้าได้อาหารมาจริงๆ นะฉันจะไหว้แกเลยคอยดู”
พูดแล้วหญิงสาวก็เป็นฝ่ายหันหน้ากลับไปทางหน้าต่างที่เธอเปิดแง้มไว้เพื่อจะรอดูแสงแรกของวันที่ค่อยๆ ฉาบทาขอบฟ้า และไม่นานนักก็ได้ยินคิมหันต์เรียกเบาๆ พร้อมกับสะกิดว่า

“นี่คุณเต็มใจ หลบให้คุณแอร์คนสวยเขาเสิร์ฟอาหารเช้าหน่อยจ้ะ”

“ไหนแกบอกว่าพูดภาษาอังกฤษไม่คล่องไง ทำไมถึงได้อาหารมาไม่ทราบ” หญิงสาวหรี่ตามองแล้วก็คาดคั้นต่อ “หรือทำมาเป็นอมภูมิไม่ยอมบอกฉันว่าไปซุ่มเรียนมา”

“ของแบบนี้ไม่ต้องใช้ภาษาหรอกน้อง” พูดแล้วเขาก็ใช้นิ้วเคาะหัวเบาๆ ราวกับจะบอกว่าเขาคือผู้มีความคิดอันชาญฉลาด “ใช้สมองและหน้าตาดีพร้อมกับรอยยิ้มกระชากใจสาวบวกกับการจับความนิดหน่อยว่าอมลิตก็คงจะเป็นออมเล็ตเท่านั้นแกก็ได้ไข่เจียวมากินแล้ว ไม่เห็นจะต้องมาพูดให้ชัดเจนเป็นฝรั่งสาวเกาหลีก็พร้อมจะบริการคุณคิมแจจุงแล้วละขอรับกระผม”

“จ้ะพ่อ เก่งจ้ะ” หญิงสาวที่นั่งริมหน้าต่างพยักหน้าและเอ่ยชมแกมประชด “เมื่อกี้ที่ฉันบอกว่าจะไหว้แกน่ะ เอาเป็นว่าติดไว้ก่อนแล้วกันนะ ฉันหิวน่ะ กินก่อนคงจะไม่เสียหายอะไรหรอกใช่ไหม”

พูดแล้วเต็มใจก็ก้มหน้าก้มตาจัดการกับอาหารเช้าตรงหน้าอย่างเอาเป็นเอาตาย หากคิมหันต์ก็ไม่ยอมแพ้จึงจงใจบ่นขึ้นมาดังๆ เพื่อให้สาวผมซอยสั้นคนข้างกายได้ยินชัดเจนว่า

“ถ้าแกไม่ไหว้ฉันนะเต็ม ฉันจะทำให้แกต้องไหว้ฉันไปตลอดชีวิตเลยคอยดู!”



Create Date : 17 พฤษภาคม 2551
Last Update : 17 พฤษภาคม 2551 23:47:55 น. 0 comments
Counter : 72 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

northstar_polaris
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add northstar_polaris's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.