Something is never missing - your imagination in your own world
Group Blog
 
All Blogs
 
winter serenade อุ่นหัวใจกลางไอหนาว (บทที่ 3 Second First Impression)

บทที่ 3 : Second First Impression

เปล่า…ไม่ใช่เพราะหน้าตาของเพื่อนร่วมทางของเธอหน้าตาราวกับคิมแจจุงอย่างที่แพรพัชนีว่าหรอก

เปล่า…ไม่ใช่เพราะหน้าตาของเพื่อนร่วมทางของเธอหน้าตาดียิ่งกว่าหนุ่มเกาหลีที่เธอทักผิดด้วย

แต่นายคิมคนนั้น…ก็คืออีตาคิมหันต์ที่เธอไม่เคยเจอหน้าค่าตามาเป็นระยะเวลาเจ็ดปีนับตั้งแต่จบชั้นมัธยมต่างหาก

“เฮ้ย!” หญิงสาวอุทานออกมาอย่างลืมตัวก่อนที่จะพูดด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ ”แกเองเหรอที่เป็นญาติของพี่พัชแฟนพี่ชายฉันน่ะ”

“เฮ้ย!” ชายหนุ่มอุทานออกมาด้วยคำเดียวกันราวกับว่าโลกใบนี้ไม่มีคำพูดทักทายอื่นอีกแล้วก็ตอบด้วยน้ำเสียงขันๆ “ก็ใช่น่ะสิ คิมหันต์คนนี้แหละขอรับที่เป็นญาติของพี่พัช และแกก็คือน้องสาวผู้น่ารักของพี่ตรงด้วยใช่ไหมล่ะนั่น”

“เสียใจด้วยนะนายคิมที่จะต้องบอกว่าใช่ ทั้งเรื่องของการเป็นน้องของตรง และเรื่องที่พี่พัชชมว่าฉันน่ารักด้วย” เต็มใจตอบพลางยักไหล่ราวกับไม่เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญอะไร “ฉันไม่อยากเชื่อเลยว่าแกจะบอกพี่พัชว่าแกคือคิมแจจุง ฉันรับไม่ได้อย่างรุนแรง"

"เที่ยวนี้ฉันต้องว่าพี่พัชเสียหน่อยว่าพี่พัชน่ะโฆษณาเกินจริง” ชายหนุ่มบ่นพึมพำ “แกไม่เห็นจะน่ารักตรงไหน แต่ไหนขอฉันดูแกให้ชัดๆ หน่อยสิ หมุนตัวรอบๆ สักรอบสองรอบ เผื่อฉันจะได้มองเห็นความงามที่หายากของแกขึ้นมาได้บ้าง”

“แกจะบ้าหรือไง ตรงนี้คนเป็นล้าน จะให้ฉันมาหมุนตัวโพสท่า” เห็นสีหน้าที่แฝงแววขำขันของชายหนุ่มที่กำลังจะเดินทางร่วมกันเต็มใจก็รู้สึกฉุนขึ้นมาจริงๆ “เห็นฉันเป็นอะไรไม่ทราบ เพื่อนเล่นแกหรือไง”

“อ้าว! คุณนายเต็มบาท ฉันก็เพื่อนเล่นเธอจริงๆ นี่นา” พูดไม่พูดเปล่าชายหนุ่มจัดการหมุนตัวหญิงสาวเสียเองโดยไม่สังเกตใบหน้าของหญิงสาวเพื่อนสนิทที่บ่งบอกอาการไม่พอใจอยู่มากทีเดียว “ดูสิว่าเจ็ดปีที่ผ่านมานี้แกไปยกเครื่องอะไรมาใหม่หรือเปล่าน่ะ”

คิมหันต์สังเกตหญิงสาวตรงหน้าแล้วก็ให้นึกประทับใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เพราะใบหน้ารูปไข่ที่รับกับดวงตาช่างฝันและจมูกเชิดน้อยๆ ที่เข้ากันได้ดีกับริมฝีปากบางเฉียบยังคงเป็นสิ่งที่เขายังจำติดตาติดใจได้ตั้งแต่เมื่อเจ็ดปีก่อน ผมสีดำเป็นประกายราวกับม่านไหมที่เคยยาวจนถึงกลางหลังบัดนี้กลับซอยสั้นพร้อมกับเปลี่ยนให้กลายเป็นสีน้ำตาลอ่อนสลับสีทองทำให้เต็มใจสาวที่เคยดูเรียบร้อยบัดนี้กลายเป็นสาวทำงานที่ดูทันสมัยสมกับวัยยี่สิบหก หากแม้รูปลักษณ์ภายนอกเต็มใจจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เมื่อหญิงสาวเอ่ยปากพูดขึ้นมาชายหนุ่มก็ทราบได้ในทันทีว่าเต็มใจคนเดิมคนเดียวกับที่เขาเคยคบหาเมื่อครั้งยังเรียนด้วยกันยังคงมีเนื้อแท้ในลักษณะเดียวกับที่เขาเคยคุ้นตลอดมา

“สำรวจฉันจนพอใจหรือยังยะพ่อคุณ” หญิงสาวเห็นอาการ ‘สำรวจ’ ของชายหนุ่มเพื่อนสนิทก็ถึงกับทำอะไรไม่ถูกได้แต่ส่งเสียงประชดประชันออกไปตามนิสัย “ถ้ายังไม่หยุดฉันจะตะโกนว่าแกเป็นพวกโรคจิต ให้พี่ซีเคียวเขาลากแกออกไปจากเกตแน่ๆ”

“แกจะกล้าทำฉันจริงอ่ะ” คิมหันต์ทำสีหน้าล้อๆ พลางพูดด้วยน้ำเสียงติดตลก “อย่าลืมสิว่าแกกับฉันจะต้องเดินทางร่วมกันอีกแปดวันนะจ๊ะสาวน้อย มาทิ้งทุ่นฉันตอนนี้ระวังแกจะเหงาหงอยไปอีกแปดวันนะ เอ๊ะ! หรือว่าแกมีเป้าหมายจะไปดักหนุ่มเกาหลีมาเป็นเหยื่อ”

“บ้าที่สุดเลย! ถ้าฉันรู้นะว่าคิมที่พี่พัชพูดถึงจะเป็นแกละก็ ฉันยอมนอนหง่าวอยู่บ้านดูถ่ายทอดสดเค้าท์ดาวน์ทางทีวีดีกว่า” หญิงสาวตัดบทพร้อมกับเดินไปรวมกลุ่มกับผู้คนที่กำลังต่อแถวเพื่อเตรียมตัวจะขึ้นเครื่องบิน ทิ้งให้คิมหันต์เป็นฝ่ายส่ายหน้าก่อนที่จะนึกบ่นในใจพร้อมกับหัวเราะขึ้นมาเบาๆ

‘ฉันก็ไม่นึกเหมือนกันละน่าว่าจะเป็นแก แต่เป็นแกมันก็ดีนะเต็ม ฉันรู้สึกสบายใจจริงๆ ที่ได้เจอหน้าแก’

‘โอ๊ย! ดีใจจริงๆ ที่ฉันไม่ต้องนั่งข้างๆ อีตาคิมหันต์’ เมื่อขึ้นมาถึงเครื่องบินและพบว่าคนที่นั่งข้างเธอมิใช่ชายหนุ่มคนที่เธอเพิ่งตีฝีปากด้วยกันเต็มใจก็นึกโล่งอกขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ‘แม้ว่าฉันจะต้องอยู่ร่วมกับแกไปอีกเจ็ดแปดวัน แต่อย่างน้อยห้าชั่วโมงบนเครื่องที่ไม่ต้องนั่งข้างแกก็คงจะทำให้ฉันรู้สึกดีกว่าที่เป็นอยู่บ้างละน่า !’

“ขอโทษนะคะ” เต็มใจอยากจะคิดว่าเธอหูฝาด แต่เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งที่ดังขึ้นมาพร้อมกับสะกิดให้เธอรู้ตัวทำให้หญิงสาวต้องเงยหน้าขึ้นมาตามเสียงนั้น

“คือต้องขอโทษคุณด้วยจริงๆ นะคะที่รบกวน แต่ถ้าคุณไม่รังเกียจอะไร ดิฉันขอแลกที่นั่งคุณกับที่นั่งของลูกดิฉันได้ไหมคะ คือพอดีบริษัททัวร์ออกตั๋วแยกกันน่ะค่ะ แล้วลูกดิฉันก็เพิ่งขึ้นเครื่องบินครั้งแรกด้วย ดิฉันกลัวว่าแกจะกลัวถ้าเกิดนั่งกับคนแปลกหน้า”

“ผมย้ายเองก็ได้ครับ” เสียงของชายหนุ่มคนเดิมดังขึ้นมาจนหญิงสาวนึกอยากจะสาปแช่งให้หลุดออกไปจากเครื่องบินโดยไว “ให้น้องเขามานั่งกับคุณพี่เถอะครับ ผมจะนั่งกับป้าคนนี้เอง คุณพี่โชคดีนะครับที่มาถามป้าเสื้อแดงน่ะ เพราะว่าเรามาด้วยกันน่ะครับ แลกกันได้อย่างนี้ก็ดีเหมือนกัน”

“คือ…ดิฉัน” เต็มใจพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ส่งถลึงตามองคิมหันต์ที่นั่งยิ้มเผล่อยู่ด้านหลังราวกับเป็นเด็กๆ “ดิฉันไม่มีปัญหาอะไรหรอกค่ะ ตามสะดวกเลยก็แล้วกันนะคะ”

“ขอบคุณมากนะคะ พวกคุณสองคนนี่ใจดีจริงๆ”

เต็มใจเองก็อยากจะปฏิเสธคำร้องขอนั้นอยู่หรอก หากเห็นหน้าของเด็กชายข้างเธอที่เตรียมตัวจะร้องไห้หญิงสาวก็รีบเปลี่ยนความคิดแทบไม่ทันเพราะกลัวเหลือเกินว่าอีกห้าชั่วโมงต่อจากนี้เธอจะได้ยินเสียงร้องไห้ของเด็กน้อยผู้นี้กรอกหูไปตลอดทาง

‘ทนๆ เอาเถอะน่ายายเต็ม ไอ้คิมมันก็ไม่ได้แย่อะไรขนาดนั้นหรอก แค่มันกวนประสาทไปหน่อย เดี๋ยวเทคออฟแล้วแกก็หลับซะก็สิ้นเรื่อง’ เต็มใจพยายามปลอบใจตัวเองแล้วก็เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างเพราะถ้าเธอหันไปเห็นหน้าคนข้างกายเมื่อไรหญิงสาวก็คงเชื่ออย่างไม่ต้องคิดให้เสียเวลาเลยว่าเธอก็คงจะต้องประสาทเสียขึ้นมาอีกแน่ๆ

“นี่แกจะไม่พูดอะไรสักคำกับฉันจริงๆ หรือไง”

เห็นหญิงสาวข้างกายนั่งหันหลังหลับตานอนอย่างเอาเป็นเอาตาย คิมหันต์ที่ข่มตานอนไม่ลงก็อดถามขึ้นมาด้วยความหมั่นไส้อย่างเสียมิได้ “หรือว่าแกจะนอนไปแล้วจริงๆ น่ะเต็ม”

“ฉันจะนอนไม่ได้ก็เพราะเสียงของแกนั่นแหละ” เต็มใจหันหน้าพร้อมกับทำหน้ายุ่งบ่งบอกว่าไม่พอใจชายหนุ่มผู้นั่งข้างกายอย่างเต็มที่ “ขอร้องนะคิม ถ้าแกไม่อยากจะนอนมันก็เป็นเรื่องของแก แต่ฉันนอนไม่พอแล้วจะอารมณ์เสียง่ายนะ แกอยากให้ฉันเป็นสาวขาวีนหรือยังไง”

“ถูก” ชายหนุ่มพยักหน้าหงึกหงักแล้วก็พูดต่อ “อย่ามาทำตัวเรียบร้อยเลยจ้ะนางสาวเต็มใจ พี่คิมของน้องรู้แล้วว่าน้องน่ะขาลุยตัวจริง ลุกขึ้นมาคุยกันก่อนนะคนดี๊คนดี”

“มีอะไรไว้พูดตอนเช้าได้ไหมล่ะแก ตอนนี้ฉันอยากนอนจริงๆ นะ สาบานได้” หญิงสาวพยายามทำเสียงให้ดูจริงจังเพื่อให้คิมหันต์เลิกตอแยเธอเสียที “แกเองก็หัดหลับหัดนอนบ้างเถอะนะ หน้าตาดูไม่ได้ขนาดนี้ควรจะพักผ่อนมากๆ เผื่อสักวันหน้าตาจะเป็นคิมแจจุงจริงๆ เสียที”

“ปากดีเหมือนเดิมจริงๆ นะแม่คุณ” คิมหันต์ส่ายหัวแล้วก็บ่นพึมพำ “ไม่รู้ว่าปากอย่างนี้จะมีใครมาตกเป็นเหยื่อหรือเปล่า หรือว่ายังคงแขวนอยู่บนคานอยู่ก็ไม่รู้”

“แกว่าไงนะ” ได้ยินชายหนุ่มคนเดิมจี้จุดเรื่องความเป็นโสดอารมณ์อยากจะนอนของเต็มใจก็ถึงกับหมดลงไปเสียดื้อๆ หญิงสาวจึงหันกลับมาพร้อมกับจ้องใบหน้าของคิมหันต์ที่ดูเหมือนจะไม่ทุกข์ร้อนอะไรแล้วก็พูดต่อด้วยอารมณ์ที่เริ่มจะเดือดพล่าน “เลิกพูดเรื่องความเป็นโสดของฉันเสียทีได้ไหมนายคิม ถ้าฉันจะเป็นโสดมันก็เป็นเรื่องของฉัน พูดแบบนี้แล้วฉันปรี๊ดแตก เดี๋ยวแม่ก็หาเรื่องชวนทะเลาะไปจนถึงเกาหลีซะเลยนี่”

“โอ๊ย! ดีใจจัง” คิมหันต์พูดแล้วก็ปรบมือราวกับกำลังชมการแสดงอันน่าประทับใจอยู่เสียอย่างนั้น “ฉันดีใจจริงๆ ที่แกกลับมาเหมือนเดิมแล้ว เต็มใจคนนี้แหละที่ฉันอยากจะเจอ ไม่ใช่เต็มใจสาวมั่นใจในตัวเองคนที่ยิ้มร่าไปทักหนุ่มเกาหลีเพราะคิดว่าเป็นฉันตอนก่อนขึ้นเครื่องน่ะ”

“แกว่าไงนะ” หญิงสาวพูดแล้วเตรียมเงื้อมือขึ้นมาจะตีชายหนุ่มข้างกายเอาจริงๆ หากเมื่อได้ยินคำพูดจากปากคิมหันต์เธอก็ลดมือลงพร้อมกับมองด้วยความงุนงง

“ฉันคิดถึงแกจริงๆ นะเต็ม” สีหน้าของคิมหันต์ดูจริงจังมากทีเดียวเมื่อพูดประโยคนี้ออกมา “แกไม่รู้เหรอว่าฉันดีใจขนาดไหนที่ได้แกมาเป็นเพื่อนร่วมทางน่ะ”

“แต่ฉันไม่ดีใจ” เห็นชายหนุ่มข้างกายตอบตรงหญิงสาวเองก็ตอบตรงไม่แพ้กัน “ฉันไม่อยากได้คนปากเสียและหลงตัวเองอย่างนายมาร่วมเดินทางไปกับฉันหรอกนะยะ”

เต็มใจเองก็ไม่กล้าพูดเต็มปากนักหรอกว่าเธอไม่ดีใจที่ได้ชายหนุ่มคนเดิมที่เธอเคยสนิทสนมมาเป็นเพื่อนร่วมทาง เพราะแท้จริงแล้วเธอก็ต้องสารภาพกับตัวเองว่าวินาทีที่เธอเห็นคิมหันต์มายืนทำท่ายียวนกวนประสาทอยู่ข้างกายนั่นน่ะ เต็มใจกลับรู้สึกอบอุ่นใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกอยู่เหมือนกัน ยิ่งเมื่อได้ต่อปากต่อคำกับชายหนุ่มคนเดิมเหมือนที่เคยเป็นมาในอดีต หญิงสาวอยากจะเชื่อเหลือเกินว่าวันเวลาไม่ได้ทำให้เธอกับคิมหันต์เปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อย เพราะเธอยังรู้สึกว่าความทรงจำสมัยมัธยมที่มีชีวิตและหายใจได้ยังคงอยู่ข้างกายเธออยู่ตลอดเวลา

และแม้กระทั่งความทรงจำบางอย่างที่เธอตั้งใจจะเก็บมันไว้ในลิ้นชักที่ลึกที่สุดของหัวใจ…มันก็กลับมาทักทายชีวิตของเธออีกครั้งพร้อมกับประกาศอำนาจที่กล้าแกร่งกว่าเดิมจนเต็มใจรู้สึกว่าหัวใจของเธอกำลังพ่ายแพ้ให้ต่อความทรงจำในวันเก่าวันนั้นมากขึ้นทุกที

เต็มใจไม่รู้หรอกว่าคิมหันต์จะจำภาพเหตุการณ์ในอดีตได้มากแค่ไหน และเธอก็คงจะไม่ย้ำเตือนหรอกว่าเธอจำได้มากแค่ไหน เพราะเต็มใจรู้ดีว่าเธอก็ควรจะทิ้งอดีตไว้เบื้องหลัง

และเต็มใจจะไม่ปล่อยให้อดีตมาทำลายมิตรภาพในปัจจุบันที่น่าจะงดงามไปตลอดการเดินทางระยะเวลาแปดวันนี้เป็นอันขาด!

“อ้าวนี่! คุณนาย ฉันถามไปหลายอย่างแล้วแกก็ดันเหม่อเสียอย่างนั้น ใจลอยไปหาหนุ่มเกาหลีปลายทางแล้วล่ะสิท่า”

“ฉันเปล่านะแก” เต็มใจสะดุ้งจากภวังค์แล้วก็ตอบด้วยน้ำเสียงละล่ำละลัก “ว่าแต่ว่าเมื่อกี้แกถามอะไรฉันนะ ไม่ได้ฟังจริงๆ ขอโทษด้วย”

“เปล่าหรอก” คิมหันต์ยักไหล่แล้วก็เปลี่ยนเรื่อง “ว่าแต่ว่าแกจะไม่ถามฉันสักหน่อยหรือว่าที่ผ่านมาฉันไปทำอะไรมาบ้าง ไม่เจอกันตั้งเจ็ดปีมานั่งกัดกันโดยไม่ถามสารทุกข์สุกดิบมันไม่เสียมารยาทไปหน่อยหรือเธอ”

“นั่นสิ” เต็มใจพยักหน้ารับเหมือนจะระลึกได้ “แกเป็นยังไงบ้าง ทำงานที่ไหนล่ะ”

“เมื่อไรแกจะเลิกถามอะไรตรงๆ ทื่อๆ อย่างนี้เสียทีนะยายเต็มใจไม่เต็มบาท” ชายหนุ่มส่ายหน้าอย่างอ่อนใจก่อนที่จะตอบ “ฉันเพิ่งลาออกจากงานมาได้เดือนนึง ตอนนี้เลยนั่งวิจัยฝุ่นอยู่บ้าน แล้วแกล่ะ”

“ฉันก็ทำงานแปลฟรีแลนซ์ไปตามเรื่องตามราวแหละ ถ้าเดือนไหนฉันซื้อซีรีส์เกาหลีมากจนเงินเก็บฉันไม่พอฉันก็ขอตรงมาใช้บ้าง แต่ก็อยู่ได้เรื่อยๆ ตามประสาสาวโสดแหละ”

“แล้วข่าวเพื่อนคนอื่นๆ ล่ะ แกรู้บ้างหรือเปล่า” คิมหันต์ถามต่อโดยไม่สนใจว่าเต็มใจจะจงใจหาวหลายต่อหลายครั้งเพื่อบ่งบอกว่าต้องการพักบทสนทนาในยามราตรีนี้มากเพียงใด “ขอร้องนะขอรับคุณเต็มใจว่าอย่ามาทำท่าเบื่อตอนนี้ หมดเรื่องแล้วกระผมก็ขอเชิญคุณนายเต็มใจให้นอนรักษาความงามตามสบาย”

“แกอยู่เมืองไทยตลอดในขณะที่ฉันไปเรียนอเมริกาตั้งสี่ปี แกควรจะรู้มากกว่าฉันนะนายคิมหันต์” เห็นสีหน้าของชายหนุ่มที่คงจะไม่รับรู้ข่าวคราวอะไรจริงๆ เต็มใจก็อดพูดออกมาไม่ได้ “มีอะไรล่ะ…ไอ้เป็ดได้โทมาสองใบแล้ว ไอ้นุ้ยแต่งงานไปแล้ว ไอ้ผินก็เพิ่งแต่งงานไปเมื่อเดือนก่อน ไอ้นิลกับยายพุดเพื่อนฉันก็เพิ่งจะมีลูกคนแรกเมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง คิดๆ แล้วก็มีแต่ข่าวคนแต่งงานแต่งการ ในขณะที่ฉันก็ยังนั่งเป็นโสดมาจนถึงปัจจุบันนี้”

“ก็แกมันเรื่องมากนี่น้า เลยไม่มีใครมาตกเป็นเหยื่อด้วยเสียที” ชายหนุ่มขยับตัวจะพูดประชดต่อหากเมื่อหญิงสาวข้างกายทำท่าจะหยุดพูดจริงๆก็ต้องหยุดค่อนขอดตามไปด้วย “พูดๆ ไปแล้วฉันก็เรื่องมากเหมือนกันละ ป่านนี้ก็เลยยังไม่มีสาวผู้โชคดีมาเป็นแม่บ้านเสียที ทั้งๆ ที่จริงๆ ฉันก็อยากจะมีใครสักคนนะ แต่ฉันคิดว่าฉันคงจะไม่ดีเองละมั้ง เลยไม่มีใครเข้ามา”

“แย่หน่อยนะ เพราะไพร์มเขาก็แต่งงานไปแล้ว” เต็มใจพูดจบแล้วก็แทบจะกัดลิ้นเพราะหลุดปากพูดชื่อที่ไม่ควรจะพูดออกมาซึ่งเธอเองก็ไม่แน่ใจตัวเองอยู่เหมือนกันว่าทำไมจึงนึกถึงเพื่อนสาวคนสนิทขึ้นมาได้ “คือฉันขอโทษนะแกที่พูดถึงไพร์ม แกคงจะไม่โกรธฉันใช่ไหม”

“ไม่หรอก” คิมหันต์ส่ายหน้าพร้อมกับพูดต่อ “ฉันรู้ว่าตอนนั้นฉันก็ผิด แต่มันก็เจ็ดปีมาแล้วนี่นะ ว่าไปแล้วมันก็เร็วจริงๆ จนฉันยังรู้สึกตัวเลยว่าฉันแก่ลงไปมากเลยนะเต็ม เมื่อเทียบกับตอนที่เรายังเรียนมัธยมน่ะ”

“ไพร์มน่ะโชคดีที่ได้คนดีๆ อย่างพี่ปั้น เพราะถ้าเป็นฉันฉันก็คงจะเลือกพี่ปั้นแน่นอน เพราะพี่เขาออกจะเพียบพร้อมเหมาะสมกับไพร์มซะขนาดนั้น แกไม่รู้หรอกว่าฉันดีใจกับไพร์มจริงๆ นะที่ได้คนที่สมบูรณ์แบบอย่างนั้นน่ะ”

คิมหันต์มองหน้าเต็มใจที่พยายามทำสีหน้าสดชื่นเหมือนจะดีใจกับผู้เป็นเพื่อนสาวที่เธอสนิทที่สุดแล้วก็นึกสงสารไปด้วย เพราะคิมหันต์รู้ดีว่าหญิงสาวคงจะทำใจยากที่จะพูดเช่นนั้นออกมา เพราะเพื่อนรักของเธอได้เจ้าบ่าวเป็นคนที่เต็มใจเคยคบหาอยู่ช่วงหนึ่งในสมัยเรียนมัธยมด้วยกัน แม้ความสัมพันธ์ระหว่างเต็มใจและ ‘พี่ปั้น’จะผ่านมานานเพียงใด แต่คิมหันต์ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าเพื่อนร่วมทางสาวคงจะเจ็บปวดกับอดีตอยู่ไม่น้อยเช่นกัน เขาจึงตัดสินใจเป็นฝ่ายตัดบทเสียเอง

“ฉันไม่รบกวนเธอละเต็ม นอนไปเถอะ ถ้าฉันไม่หลับฉันก็คงจะนั่งฟังเพลงกับหูฟังที่เขาแจกมานี่ละ ไม่ต้องเป็นห่วงฉันหรอกนะ”

“พิลึกคน” เห็นท่าทางของคิมหันต์เปลี่ยนไปมาราวกับคนวัยหมดประจำเดือนเช่นนี้หญิงสาวก็นึกบ่นด้วยความงุนงง “ทีนี้ละก็อย่าปลุกฉันอีกนะ ไม่งั้นมีเคืองแน่ๆ”

“ต่อยฉันให้สลบไปเลยดีไหม แกจะได้มั่นใจว่าฉันจะไม่พูดมากอีก” เมื่อเห็นเต็มใจเงื้อกำปั้นเตรียมตัวจะทำอย่างที่ชายหนุ่มว่าเขาจึงโบกไม้โบกมือพร้อมกับร้องลั่น “เออ…ฉันสัญญาว่าฉันจะไม่ชวนแกคุยแล้ว ไม่ต้องให้แกต่อยฉันก็หุบปากได้หรอกน่า”

คิมหันต์พูดจบก็เสียบหูฟังที่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินแจกให้ตั้งแต่ตอนเครื่องทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าได้ไม่นานแล้วก็กดปุ่มหาช่องเพลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเขามาสะดุดอยู่ที่ช่องเพลงช่องหนึ่งเมื่อเสียงของผู้จัดรายการเอ่ยแนะนำเพลงขึ้นมาว่า

“อยู่กับเราบนไฟล์ทไปสู่โซลอีกครั้งนะครับ แทรคต่อไปเป็นแทรคอันโด่งดังจากอีดิท เพียฟ ที่ล่าสุดชีวิตของเธอเพิ่งจะได้รับการถ่ายทอดบนแผ่นฟิล์มจนได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ นี่คือเพลงที่โด่งดังตลอดกาลเพลงหนึ่งของเธอกับบรรยากาศหน้าหนาว La Vie En Rose ครับ”

เมื่อได้ยินชื่อเพลงคิมหันต์ก็รู้สึกสะดุดใจขึ้นมาอย่างประหลาด มือเจ้ากรรมที่เตรียมจะกดปุ่มเปลี่ยนสถานีก็กลับหยุดชะงัก โสตประสาทของเขาค่อยๆ เปิดรับท่วงทำนองอันแสนหวานที่เขาจำได้ว่าเขารู้สึกเคยคุ้นราวกับว่าเขาเคยฟังมาจากที่ใดที่หนึ่งซึ่งเขาเองก็เกือบจะลืมไปแล้วว่าเคยได้ยินได้ฟังมาจากที่ใด
และเมื่อชายหนุ่มระลึกขึ้นได้ เขาก็พบว่าภาพแห่งความทรงจำเมื่อสมัยมัธยมลอยเลื่อนกลับเข้ามาสู่ความคิดของเขาอย่างชัดเจนราวกับว่ามันเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง…

“Quand il me prend dans ses bras, il me parle tout bas
Je vois la vie en rose
Il me dit des mots d'amour, des mots de tous les jours
Et ça me fait quelque chose

Il est entré dans mon cœur, une part de bonheur
Dont je connais la cause
C'est lui pour moi, moi pour lui dans la vie
Il me l'a dit, l'a juré, pour la vie

Et dès que je l'aperçois, alors je sens en moi
Mon cœur qui bat”

La vie en rose…ชีวิตที่เป็นสีชมพู ก็คงจะเปรียบได้กับชีวิตของเขาเมื่อเก้าปีก่อน เมื่อวันที่หัวใจของเขาเกิดความรู้สึกแบบนี้เป็นครั้งแรก

และคนที่ทำให้เขารู้สึกแบบนั้นก็ไม่ใช่ใครอื่น…

เต็มใจ!




Create Date : 17 พฤษภาคม 2551
Last Update : 17 พฤษภาคม 2551 23:48:22 น. 0 comments
Counter : 61 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

northstar_polaris
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add northstar_polaris's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.