Something is never missing - your imagination in your own world
Group Blog
 
All Blogs
 
winter serenade อุ่นหัวใจกลางไอหนาว (บทที่ 2 กลางคิมหันต์)

บทที่ 2 : กลางคิมหันต์

“โอ๊ย ไอ้ประตูทางออกมันอยู่ถึงชลบุรีหรือยังไงเนี่ย ทำไมฉันเดินจนขาลากแล้วก็ยังไม่ถึงเสียที”

แม้ขณะนี้เต็มใจจะยืนทรงตัวอยู่บนทางเลื่อนที่จะนำเธอไปสู่ประตูทางออกขึ้นเครื่องบินแต่หญิงสาวเองก็อดบ่นขึ้นมาดังๆ ด้วยความขุ่นเคืองไม่ได้ เพราะขณะนี้บู๊ตคู่สวยของเธอเริ่มส่งสัญญาณประท้วงตั้งแต่ยังไม่ทันออกจากเมืองไทย ยิ่งไปกว่านั้นหลังจากเสียเวลาที่บริเวณตรวจหนังสือเดินทางที่ดูเหมือนว่าทุกคนจะพร้อมใจกันออกเดินทางในค่ำคืนนี้เป็นเวลานานก็ยิ่งทำให้การเดินทอดน่องชมสินค้าในร้านปลอดภาษีอย่างเพลิดเพลินอย่างที่เต็มใจตั้งใจจะทำจึงต้องเปลี่ยนเป็นการเดินกึ่งวิ่งแทน เพราะไม่เช่นนั้นแล้วหญิงสาวคงจะได้รับสายตาตำหนิจากคนทั้งเครื่องบินเป็นแน่ที่มาถึงเครื่องบินเป็นคนสุดท้ายอย่างที่เคยเป็นเมื่อครั้งที่หญิงสาวออกเดินทางจากกรุงเทพสู่เจนีวาเมื่อสามปีก่อน

‘อยากได้นาฬิกาก็ไม่ได้ อย่างนั้นฉันรอซื้อจากดิวตี้ฟรีที่อินชอนก็แล้วกัน หรือถ้าที่นั่นแพงกว่าฉันก็คงต้องพับโครงการเก็บไป เซ็งจริงๆ เล้ย!’ เต็มใจนึกบ่นในใจถึงแผนการที่พังพาบไปหมดแล้วก็ให้นึกถึงเพื่อนร่วมทางที่กำลังจะได้เจอในไม่ช้านี้

‘ฉันหวังว่าคุณอยู่ที่เกตแล้วนะคะคุณคิมแจจุง แล้วเราก็คงจะได้สานสัมพันธ์ด้วยกันจริงๆ จังๆ เสียที เผื่อว่าปีใหม่นี้ฉันจะได้มีคู่กับเขาบ้าง!’

“คิมหรือคะ นี่จอมนะคะ ทำไมไม่รับโทรศัพท์จอมเลยล่ะ จอมเป็นห่วงคุณมากนะคะ”

เสียงโทรศัพท์ที่ดังระรัวขึ้นมาท่ามกลางบรรยากาศอันจอแจของผู้คนหน้าประตูทางออกที่นำผู้โดยสารนับร้อยมุ่งตรงสู่ดินแดนกลางลมหนาวอย่างเกาหลีใต้ทำให้ผู้คนที่นั่งจับกลุ่มพักสายตาก่อนที่จะรอขึ้นเครื่องถึงกับลืมตาตื่นขึ้นมามองคิมหันต์เป็นสายตาเดียว ชายหนุ่มจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องรีบรับสายก่อนที่จะมีใครสักคนรู้สึกรำคาญเสียงเรียกเข้าอันดังสนั่นไปทั่วบริเวณเช่นนี้

และเมื่อเห็นหมายเลขโทรศัพท์และชื่อเสียงเรียงนามของปลายสาย คิมหันต์ก็อดไม่ได้ที่จะต้องกรอกเสียงไปตามสายด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายว่า

“โทรมาทำไมล่ะจอม รู้ไม่ใช่เหรอว่าตอนนี้ผมอยู่ที่สนามบิน” น้ำเสียงของเขาในยามนี้บ่งบอกอาการฉุนเฉียวอย่างปิดไม่มิด “นี่จอมจะโทรมาเพราะจะกล่อมให้ผมกลับไปทำงานล่ะสิ ผมรู้นะว่าจอมได้รับคำสั่งนายมา แต่ผมยังยืนยันคำเดิมนะจอมว่าผมจะไม่กลับไปที่นั่นอีก”

“คิมคะ” คิมหันต์ได้ยินน้ำเสียงที่คุ้นเคยก็เกือบจะเผลอนึกไปว่าหญิงสาวปลายสายคงจะเป็นห่วงเขาจริงๆ หากประโยคต่อไปก็ทำให้เขาหยุดความคิดนั้นได้ทันใด “ถ้าจอมขาดคิมไปแล้วพวกเราจะทำงานกันยังไงล่ะคะ ที่ผ่านมางานหลายชิ้นจอมก็ได้ไอเดียจากคุณ จอมทำคนเดียวไม่ไหวนะคะ”

“จอมขวัญ” คิมหันต์สูดลมหายใจยาวก่อนที่จะพูดด้วยถ้อยคำที่ช้าชัด “ผมทำงานให้เบทเทอร์แอดอย่างกับทาสมาตั้งหลายปีจนถึงจุดที่ผมต้องเปลี่ยนแปลงชีวิตก่อนที่จะงานมันจะฆ่าผม ผมอยากจะถามจอมว่าผมทำแบบนี้มันผิดหรือเปล่า แค่ผมอยากจะมีอิสระมันผิดหรือเปล่าจอม”

“แต่คิมเคยบอกจอมว่างานโฆษณาคือความฝันของคิมนี่คะ” จอมขวัญถามราวกับว่าคิมหันต์ล้อเธอเล่นเสียอย่างนั้น “จอมจำได้ว่าตอนเราสมัครเข้ามาด้วยกัน คิมบอกจอมเองว่าที่นี่คือที่ที่คิมฝันว่าจะมาทำงานตั้งแต่ตอนเอ็นท์ติดนิเทศ แล้วทำไมคิมถึงทิ้งมันมาง่ายๆ เหมือนคิมไม่เคยแคร์มันเลยล่ะคะ”

“จอม” ได้ยินคำพูดอย่างนั้นคิมหันต์ก็อดใจอ่อนไม่ได้ เพราะหญิงสาวปลายสายคือเพื่อนหญิงคนเดียวที่เขาคบหาอย่างสนิทชิดเชื้อที่สุดตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยมาด้วยกันและตามมาทำงานที่เดียวกันจนขณะนี้ก็คบหากันมาได้เจ็ดปีแล้ว “ผมขอโทษที่ผมทำแบบจอมไม่ได้ ผมยังไม่เข้าใจตัวเองเลยนะจอมว่าผมต้องการอะไรในชีวิต ผมรู้สึกว่าสามปีที่ผมทำงานที่เบทเทอร์แอดเป็นเวลาที่สูญเปล่า เพราะผมเพิ่งรู้ตัวว่าผมไม่เคยรักงานนี้เลย”

“หรือว่าคุณจะหนีจอม” เวลานี้จอมขวัญไม่เสียเวลาอ้อมค้อมอีกแล้วจึงตัดสินใจถามชายหนุ่มปลายสายตรงๆ “จอมรู้ว่าคิมไม่เคยรักจอมเลย แต่คิมจะไม่ให้โอกาสจอมเลยหรือคะ ถึงได้ตัดสินใจลาออกแบบนี้”

“ผมไม่ได้เกลียดคุณหรือไม่ได้คิดจะหลบหน้าคุณนะจอม แต่ผมแค่เหนื่อยกับทุกสิ่งทุกอย่างเท่านั้นเอง ผมรู้สึกว่าผมมาถึงจุดที่ผมทนไปทำงานไม่ได้แล้ว ผมก็ลาออกแล้วก็มาเที่ยวเปิดหูเปิดตาก็แค่นั้น คุณไม่ต้องรู้สึกผิดหรอกนะจอม ถ้าผิดมันก็คงจะผิดที่ผมไม่ดีพอที่จะรักคนดีๆ อย่างจอมได้”

“ถ้าอย่างนั้นก็ขอให้คุณเดินทางดีๆ นะคะคิม” จอมขวัญถอนหายใจยาว รู้ดีว่าชายหนุ่มปลายสายคงตัดสินใจอย่างเด็ดขาด “จอมขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างนะคะ”

“โชคดีนะจอม ผมมั่นใจว่าไม่มีผมคุณก็คงจะทำงานได้ เดี๋ยวผมจะต้องขึ้นเครื่องแล้วนะ แค่นี้นะครับ” ชายหนุ่มตัดสินใจตัดบทก่อนที่จะเป็นฝ่ายวางหูก่อนแล้วเขาก็นั่งครุ่นคิดถึงเรื่องที่ผ่านมา

อะไรคือความหมายของชีวิต…

แม้คำถามนี้ฟังแล้วจะเป็นคำถามที่ฟังแล้วไม่เหมาะกับชายหนุ่มวัยยี่สิบหกอย่างคิมหันต์ แต่ชายหนุ่มเฝ้าถามตัวเองตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะสามสี่เดือนที่ผ่านมานี้ คิมหันต์เฝ้าถามตัวเองทุกวันและบ่อยครั้งขึ้นทุกทีจนกระทั่งเขาตัดสินใจยื่นใบลาออกกับเบทเทอร์แอดบริษัทที่เขาเคยเชื่อมั่นและภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของหนึ่งในอาณาจักรโฆษณาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

แม้ก้าวสุดท้ายที่เดินจากมาจะเต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่ายและสับสน หากคิมหันต์ยังจำก้าวแรกที่เขาเดินเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเบทเทอร์แอดได้ดี เพราะตอนนั้นเขาคือนิเทศศาสตร์บัณฑิตหนุ่มไฟแรงและกำลังเป็นที่ต้องการของบริษัทโฆษณาจำนวนมาก แต่ชายหนุ่มก็ตัดสินใจเลือกเบทเทอร์แอดเพราะเขาศรัทธาในระบบการทำงานของเบทเทอร์แอดที่ทำงานกันเหมือนครอบครัว คิมหันต์ยังจำได้ดีเมื่อจอมขวัญถามเขาในวันหนึ่งหลังจากงานชิ้นแรกที่มาจากความคิดของเขาสำเร็จเรียบร้อยและได้รับเสียงตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดีว่า

“คิมดูท่าทางจะรักเบทเทอร์แอดจริงๆ นะคะเนี่ย งานชิ้นแรกก็ยอมอยู่จนถึงเช้าเพื่อให้งานออกมาดี นี่ถ้าเบทเทอร์เป็นผู้หญิงสักคนคิมคงจะขอเธอแต่งงานแล้วมั้งคะเนี่ย”

“คุณไม่รู้อะไรหรอกนะจอมขวัญ” แม้ใบหน้าของคิมหันต์จะอิดโรยเพราะการทำงานหนักแต่รอยยิ้มก็ยังคงไม่จางหายไปจากใบหน้าเมื่อเพื่อนสนิทชื่นชมเขาอย่างจริงๆ จังๆ “ผมประทับใจสโลแกนของเบทเทอร์แอดที่ว่า ‘All inspirations are welcomed’ ผมก็เลยตัดสินใจมาทำงานที่นี่ และผมก็มั่นใจว่าผมเลือกไม่ผิดด้วยนะ”

“ค่ะคุณคิมหันต์” เห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสุขของเพื่อนชายคนสนิทที่เธอหวังจะให้ความสัมพันธ์เป็นไปมากกว่าเพื่อนเช่นนี้จอมขวัญเองก็รู้สึกมีความสุขตามไปด้วย “เห็นคิมมีความสุขกับงานก็ดีแล้วล่ะค่ะ จอมก็หวังว่าคิมจะสนุกอย่างนี้ไปเรื่อยๆ นะคะ จอมล่ะกลัวใจคนขี้เบื่ออย่างคิมจริงๆ ไม่ใช่อีกสามเดือนบอกว่าเบื่อล่ะ จอมไม่รวยอย่างคิมนะคะจะได้เปลี่ยนงานได้บ่อยๆ”

“โถ่! จอม” ชายหนุ่มพูดแล้วก็อดขยี้ผมด้วยความเอ็นดูเพื่อนสนิทไม่ได้ “คุณรู้ว่าผมเบื่อง่ายใช่ไหมล่ะ แต่เรื่องนี้ผมไม่ได้ทำเล่นๆ นะ รับรองว่าผมจะอดทนกว่าสามเดือนแน่ พอใจหรือยังล่ะ”

“ขอให้จริงเถอะค่ะ” หญิงสาวพูดแล้วก็นึกขันหากแต่ก็ไม่พูดอะไรต่อ และเธอก็รู้ดีว่าใบหน้าที่บ่งบอกอาการเอาจริงเอาจังของคิมหันต์คงไม่ใช่เรื่องที่เธอจะนึกว่าเอาได้อย่างแน่นอน

ในที่สุดสามเดือนก็กลายเป็นสามปีพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงมากมายภายในองค์กร เพราะเมื่อเข้าสู่ปีที่สามนี้เองที่เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นโดยเริ่มจากบอร์ดบริหารชุดใหม่ที่ก้าวเข้ามาควบคุมบริษัทอย่างเต็มที่และมีทิศทางการดำเนินงานที่แตกต่างจากผู้บริหารชุดก่อนโดยสิ้นเชิง คิมหันต์สังเกตได้ชัดเจนว่าความสำคัญของตัวเองเริ่มลดลงเพราะความคิดสร้างสรรค์ของเขามักได้รับการปฏิเสธเสมอด้วยเหตุผลที่ว่า ‘ไม่ตรงกับทิศทางที่บริษัทและลูกค้าต้องการนำเสนอ’ และเขาก็มักจะมีปัญหากับผู้บริหารอยู่ตลอดเวลาจนกระทั่งงานที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของเขาลดน้อยลงอย่างน่าใจหาย ซ้ำร้ายไปกว่านั้นคิมหันต์ยังรู้สึกว่าการเมืองภายในองค์กรเริ่มมีบทบาทสำคัญมากขึ้นทุกทีจนเขารู้สึกว่าเขาเป็นคน ‘ไม่มีพวก’ อย่างแท้จริง หากจอมขวัญก็ยังเป็นคนเดียวที่ยังคงเชื่อมั่นในตัวเขาตลอดมา

น่าเสียดายจอมขวัญ…เพราะตลอดเวลาเจ็ดปีที่เขาคบหากับเธอมาตั้งแต่รั้วมหาวิทยาลัยจนกระทั่งทำงานที่บริษัทเดียวกัน คิมหันต์ก็เห็นเธอเป็นเพียงแค่เพื่อนสนิทเท่านั้น แม้ว่าเพื่อนรอบข้างจะพยายามลุ้นให้ชายหนุ่มกับจอมขวัญคบหากันในฐานะคนรู้ใจเท่าใด แต่ที่สุดแล้วเขาก็ยังคงรักษาระยะห่างระหว่างความสัมพันธ์ของเขากับจอมขวัญไม่ให้มากไปกว่าเพื่อน ครั้งหนึ่งเขาเคยได้ยินเพื่อนสนิทของจอมขวัญเปรยดังๆ ให้เขาได้ยินว่า

‘คิมเอ๊ยคิม จอมมันรอแกจนมันจะแห้งตายแล้วนะ แกยังไม่คิดจะรับรักมันอีก จะให้มันตื๊อแกไปจนมันแก่ตายเลยหรือไง ฉันไม่เข้าใจจริงๆ’

ยิ่งจอมขวัญทำดีกับเขามากเพียงใด การบอกลากันก็ยิ่งยากเย็นมากขึ้นเท่านั้น เขาจำได้ดีว่าวันที่เขาตัดสินใจประกาศข่าว ‘ลาออก’ ให้เพื่อนร่วมงานสาวได้รับรู้ สีหน้าของหญิงสาวตกตะลึงเหมือนจะไม่เชื่อก่อนที่จะถามออกมาด้วยความสงสัยเป็นอย่างยิ่ง

“คิมไม่ได้โกหกจอมนะคะ เรื่องลาออกนี่”

“ผมจะโกหกจอมทำไมล่ะ รู้ไหมว่าผมจะลาออกเดือนหน้านี้แหละ” เขานิ่งไปชั่วครู่เมื่อเห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยคำถามแต่ก็บังคับตัวเองให้พูดต่อ “ผมทนไม่ไหวอีกแล้วละ ผมเบื่อไอ้คำว่า ‘ค่าของคนอยู่ที่คนของใคร’ เต็มทีแล้ว และผมก็คิดได้ว่าชีวิตผมไม่ควรจะทำงานหนักขนาดนี้ ผมควรจะมีชีวิตที่ผมเลือกได้เองบ้าง”

“คิมอย่าบอกนะคะว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่คิมเลือก เพราะจอมจำได้ว่าคิมเคยบอกจอมไว้ยังไง” สีหน้าของจอมขวัญดูจะผิดหวังในการตัดสินใจของชายหนุ่มตรงหน้าไม่น้อย “คิมบอกว่าเบทเทอร์แอดคือที่ที่คิมฝันว่าจะทำงานมาตลอด แล้วอยู่ดีๆ คิมก็นึกบ้าๆ แล้วก็คิดลาออกโดยไม่ถามจอมก่อนเลย”

“สามปีมันนานพอที่เบทเทอร์แอดจะเปลี่ยนความเป็นคนของผมให้กลายเป็นเครื่องจักรแล้วละจอม แถมระยะหลังๆ นายก็ไม่เห็นค่าของผม แล้วอย่างนี้ผมจะอยู่ทำไม” น้ำเสียงของชายหนุ่มเริ่มเปลี่ยนไปด้วยความรู้สึกขมขื่นที่อัดอั้นมานาน “คุณเชื่อไหมจอมว่าสามปีที่ผ่านมาผมแทบไม่เคยได้ไปเที่ยวที่ไหนหรือแม้กระทั่งจะออกไปสังสรรค์กับเพื่อนฝูงเลย ผมแค่ต้องการจะอยู่กับตัวเองบ้าง”

“...ขอร้องนะจอม ถ้าคุณถือว่าเรายังเป็นเพื่อนกันอยู่ คุณต้องยอมรับการตัดสินใจของผม” เห็นสีหน้าของจอมขวัญซีดลงเขาก็รู้สึกผิดตามไปด้วย “เรายังติดต่อกันได้นี่นา ผมลาออกจากงาน ไม่ได้ลาออกจากการเป็นเพื่อนของคุณเสียหน่อย อย่าคิดมากไปเลยเลยนะ”

ไม่นานหลังจากที่คิมหันต์ตัดสินใจลาออกจากเบทเทอร์แอดพร้อมกับเสียงบ่นของผู้เป็นบิดามารดาเพราะกลัวว่าเขาจะกลับมาเหลวไหลไร้สาระเหมือนสมัยเด็กๆ แพรพัชนีญาติผู้พี่ก็เดินทางมาหาเขาที่บ้านในวันหนึ่งพร้อมกับบ่นด้วยน้ำเสียงขันๆ

“ไงเรา ออกมานั่งเล่นนอนเล่นอย่างนี้อยู่สองสามอาทิตย์แล้วพ่อแม่เราไม่ว่าหรือ”

“ผมไม่ได้นั่งเล่นนอนเล่นนะพี่ ผมส่งงานเขียนของผมไปให้พี่ตรงเขาดูด้วยตามที่พี่แนะนำไง แต่ผมว่าพี่ตรงคงยังไม่ได้อ่านแน่ๆ เพราะยังไม่เห็นพี่เขาส่งคอมเม้นต์กลับมาเลย” เห็นญาติผู้พี่เดินทางมาเยี่ยมถึงบ้านก็อดประชดประชันตามประสาคนสนิทกันไม่ได้ “พี่มาถึงนี่ หวังว่าคงไม่ได้มาแค่กินข้าวฝีมือแม่ผมหรอกนะ”

“ไม่ใช่หรอก เพราะว่าพี่มีอะไรจะมานำเสนอ” หญิงสาวพูดแล้วก็หยิบซองยาวใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋าถือ “ทริปไปเกาหลีแปดวัน สนใจไหมจ๊ะคิมหันต์น้องพี่”

“แจกฟรีเลยหรือนี่ ผิดวิสัยเจ๊พัชเราแฮะ” ชายหนุ่มทำเสียงเหมือนไม่เชื่อ “ไปไงมาไงถึงได้มาล่ะนี่ อย่าบอกนะว่าไปได้สปอนเซอร์อาเสี่ยที่ไหนมา”

“ปากดีนักนะแกน่ะ เดี๋ยวก็ไม่ให้เสียเลย” แพรพัชนีทำท่าจะเก็บหากชายหนุ่มญาติผู้น้องฉวยไปจากมือเสียก่อน “ตรงเขาจะไปกับน้องสาวเขา แต่เขาก็ดันไปไม่ได้ เลยเอามาให้พี่ ทีนี้เธอก็รู้นี่นาว่าพี่ต้องไปเฝ้าพ่อพี่ที่โรงพยาบาลก็เลยไปไม่ได้ พี่คิดไม่ออกว่าจะเอาตั๋วไปให้ใครดีก็เลยนึกถึงแก เห็นว่าไม่ได้ออกไปเที่ยวที่ไหนเลยก็เลยสงเคราะห์ให้ไง แกน่ะควรจะขอบคุณฉันนะพ่อคุณ”

“ไปเกาหลีหน้าหนาว แถมไปกับน้องสาวพี่ตรงด้วยเหรอพี่ อย่างนี้ก็เยี่ยมไปเลย” ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นไม่ต่างอะไรกับเด็กยามได้ของเล่นก่อนที่จะถามต่อ “ว่าแต่ว่าน้องพี่ตรงน่ะสวยหรือเปล่า”

“ก็น่ารักดีนะ” แพรพัชนีหยุดจิบน้ำครู่หนึ่งก่อนที่จะพูดต่อ “แต่แกอย่าคิดทำอะไรเขานะ ฉันอุตส่าห์รับรองกับน้องตรงเขาไปแล้วว่าแกเป็นคนดี ถ้าน้องเขามาฟ้องฉันแกจะโดนแหกอกคนแรกเลยล่ะ คอยดู”

“แต่ผมจีบเขาได้ใช่ไหมพี่” แม้คิมหันต์จะพูดด้วยน้ำเสียงติดตลกหากสีหน้าของญาติผู้พี่ที่จริงจังกับเรื่องดังกล่าวก็ทำให้ชายหนุ่มต้องเป็นฝ่ายตอกย้ำความมั่นใจเสียเอง “ผมไม่ทำให้พี่ขายหน้าหรอกน่า สาบานได้”

และจากวันนั้นจนมาถึงวันนี้…วันที่เขาก็ยังไม่รู้เลยว่าการเดินทางเบื้องหน้าตลอดระยะเวลาแปดวันในดินแดนที่ความโรแมนติคอาจจะฆ่าเขาตายได้ง่ายๆ กับหญิงสาวที่เขารู้แต่เพียงว่าเป็นน้องสาวของ ‘พี่ตรง’ บรรณาธิการหนังสือสุดโปรดของเขาและเป็นเพื่อนชายคนสนิทกับญาติผู้พี่ของเขาจะเป็นเช่นใดบ้าง

‘แต่ช่างเถอะ บางทีการเดินทางครั้งนี้อาจจะทำให้เราได้คำตอบกับชีวิตบ้างก็ได้นะนายคิมหันต์’ ชายหนุ่มสรุปกับตัวเองก่อนที่จะลุกออกจากที่นั่งเพื่อไปเข้าห้องน้ำเป็นครั้งสุดท้าย

‘โชคดีจริงๆ เลยที่ฉันมาก่อนเขาเปิดเกตได้ ไม่อย่างนั้นฉันต้องแย่แน่ๆ’

เต็มใจเห็นผู้คนที่กำลังนั่งรอกันอยู่หนาตาแล้วก็นึกบ่นในใจพร้อมกับถอนหายใจออกมายืดยาวเพราะรู้แน่ว่าเธอไม่ใช่คนสุดท้ายของเที่ยวบินนี้อย่างแน่นอน

‘นับว่าความพยายามกึ่งเดินกึ่งวิ่งของฉันได้ผลไม่น้อยเชียวนะ นางสาวเต็มใจ ถึงแม้ตอนนี้รองเท้าจะกัดฉันจนชาไปหมดทั้งเท้าแล้วก็เถอะ’
เต็มใจกวาดสายตามองไปรอบๆ พลางสังเกตเพื่อนร่วมทางที่เธอยังไม่เคยพบหน้าค่าตากันมาก่อน แต่นอกจากผู้คนที่มากันเป็นกลุ่มๆ ราวกับทัวร์ลูกเป็ดแล้วเธอก็ไม่เห็นชายหนุ่มคนไหนที่หน้าตาเหมือนนักร้องเกาหลีที่แพรพัชนีอุตส่าห์ขนานนามให้เลยสักคน มีแต่พวกที่หน้าตาสอบไม่ผ่านในสายตาเธอเสียละมากกว่า (หญิงสาวยอมรับละว่าเธอเป็นคนมีมาตรฐานสูง แต่งานนี้ต้องโทษแพรพัชนีคนเดียวที่ทำให้เธอคาดหวังได้มากถึงขนาดนี้)

‘คนนั้นแน่เลยที่เป็นคุณคิม หน้าตาดีขนาดนี้แม้จะไม่เหมือนอีตาแจจุงอะไรนั่นแต่รับรองว่าต้องใช่ชัวร์ๆ ถ้าหน้าตาแบบนี้เดินทางกันแปดวันฉันคงได้แฟนกับเขาสักคนเดินควงให้หายหนาวได้แหงๆ’ หญิงสาวนึกในใจและรีบสรุปกับตัวเองทันทีที่เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งในเสื้อลายทางสีเทาพร้อมกับพาดโค้ตสีดำไว้ที่แขนข้างหนึ่งและกำลังเดินตรงมาทางหญิงสาว เต็มใจไม่รอช้าจึงรีบทักทายเขาไปก่อนด้วยน้ำเสียงที่สดชื่นทันทีว่า

“คุณคิมใช่ไหมคะ นี่เต็มเองนะคะ น้องพี่ตรงแฟนคุณพัชไงคะ”

“Sorry” เสียงที่ดังขึ้นมาจากปากชายหนุ่มไม่ใช่เสียงภาษาไทย แต่กลับเป็นเสียงภาษาอังกฤษด้วยสำเนียงที่แปลกแปร่งไปจากสำเนียงมาตรฐานที่เธอคุ้นหูบ่งบอกได้ทันทีว่าชายหนุ่มคนนั้นน่าจะมีสัญชาติเดียวกับดินแดนที่เธอจะเดินทางไปอย่างแน่นอน “I don’t understand”

“Oh! I’m sorry too, it’s my fault” หญิงสาวก็ทำได้แค่เพียงขอโทษขอโพยชายหนุ่มที่คงจะตกตะลึงในท่าทีที่เหมือนจะจู่โจมเขาไป “I’m so sorry”
ชายหนุ่มคนนั้นพยักหน้าให้ก่อนที่จะเดินไปต่อแถวรวมกลุ่มกับผู้คนที่ทางสายการบินประกาศให้ขึ้นได้ก่อนราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น หากใบหน้าของเต็มใจนั่นละที่แตกร้าวไปหมดและรู้สึกอายเป็นยิ่งนักที่ความมั่นใจของเธอถูกทำลายลงอย่างยับเยินเพราะหญิงสาวดันไปทักคนผิด แถมไปทักผิดเป็นคนเกาหลีเสียด้วยซ้ำไป งานนี้ถ้าเต็มใจไม่รู้สึกอายหญิงสาวเองก็รู้สึกว่าคงจะเป็นเรื่องแปลก

“บ้าจริง นายคิมนี่ อย่าให้ฉันรู้นะว่าเป็นใคร ฉันจะขอว่าหน่อยเถอะว่าชอบทำตัวลึกลับ เล่นเอาฉันต้องไปทักคนเกาหลีแทน เศษหน้าแตกเกลื่อนเกตขนาดนี้จะเก็บกันยังไงไหวละเนี่ย”

และเหมือนชายหนุ่มคนที่เธอกล่าวถึงจะได้ยินเสียงบ่นพึมพำที่ค่อนข้างจะดังเอาการ เขาจึงส่งเสียงทักทายขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ขบขันน้อยๆ ว่า

“คุณคิมที่คุณบ่นถึงน่ะอยู่ข้างหลังแล้วครับ ไม่ต้องไปทักคนอื่นผิดแล้วนะครับ ผมคิมตัวจริงเสียงจริงที่ต้องเดินทางไปกับคุณนี่ละ”

และทันทีที่เต็มใจหันไปมองต้นเสียงที่ทักทายเธอด้วยน้ำเสียงเป็นมิตรอย่างยิ่งนั้น หญิงสาวก็รู้สึกได้ทันทีว่าโลกของเธอหยุดหมุนอีกครั้ง…

และครั้งนี้มันก็ช่างเป็นเรื่องที่น่าแปลกประหลาดระคนเหลือเชื่อจนหญิงสาวเองก็แทบไม่อยากจะเชื่อเลยทีเดียวว่ามันจะเป็นความจริง!

_____________________________________________

เช่นเคยครับ ถ้าอ่านแล้วชอบหรือไม่ก็ติชมได้ครับ


Create Date : 17 พฤษภาคม 2551
Last Update : 17 พฤษภาคม 2551 23:37:07 น. 0 comments
Counter : 60 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

northstar_polaris
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add northstar_polaris's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.