Nong Kao Blog's กับนานาสาระ!

ล็อบสเตอร์น้ำจืด กุ้งก้ามแดง เลี้ยงได้ในแปลงนา กิโลละ 1,200 บาท

ช่วงข่าวสดสดเสิร์ฟจากฟาร์มครับ วันนี้จะพาไปดูการเลี้ยงกุ้งล็อบสเตอร์น้ำจืดด้วยวิธีธรรมช้าติ ธรรมชาติ แต่ราคาไม่ธรรมดาเลยทีเดียว 1 กิโลกรัมมีราคาสูงถึง 1,200 บาท เลยครับ ฮั่นแน่ะคงอยากรู้แล้วใช่ไหมครับ ว่าเขามีวิธีเลี้ยงกันยังไง อย่ารอช้าตามผมไปที่ จ.ชลบุรี กันเลยครับ



ที่บ้านเลขที่  71-1 หมู่ 1 ตำบลห้วยใหญ่  อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรีแห่งนี้ล่ะครับ  เป็นสถานที่เพาะเลี้ยงกุ้งล็อบสเตอร์น้ำจืดหรือกุ้งเครฟิชที่เรารู้จักกัน โดยคุณประทีป  มายิ้ม ท่านนี้แหละครับ  เป็นผู้ริเริ่มการเพาะเลี้ยง



คุณประทีป เล่าให้ฟังครับว่า  ก่อนหน้านี้ตนมีอาชีพรับเหมาเดินสายไฟตามบ้านเรือน แต่ด้วยความเสี่ยงจึงออกจากงานและหันมาสนใจการทำการเกษตร ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ผสมผสานในพื้นที่ 1 ไร่ ซึ่งที่กำลังเป็นกระแสตอนนี้ก็ต้องยกให้เจ้ากุ้งล็อบเตอร์น้ำจืดที่เห็นกันอยู่นี่แหละครับ



การเลี้ยงกุ้งล็อบสเตอร์น้ำจืด คุณประทีปเล่าว่า เกิดจากความไม่ตั้งใจล่ะครับ ย้อนไปเมื่อ 4 ปีก่อนลูกสะใภ้ได้ซื้อมาให้เลี้ยง จึงทดลองนำมาเลี้ยงด้วยวิธีธรรมชาติ ปล่อยเลี้ยงรวมกับปลาสวยงามภายในอ่าง และเริ่มแพร่ขยายพันธุ์เองโดยที่ไม่ได้ใส่ใจอะไร  จึงเริ่มศึกษาการเพาะเลี้ยงเจ้ากุ้งชนิดนี้อย่างจริงจังมาถึงวันนี้ล่ะครับคุณผู้ชม



สำหรับวิธีการเพาะเลี้ยงกุ้งเครฟิชคุณประทีบบอกครับว่า สามารถเลี้ยงได้หลายวิธีด้วย เช่นเลี้ยงในภาชนะพลาสติก ในอ่างปูน ในคอนโดหรือการเลี้ยงในนาข้าวแบบนี้ก็ได้นะครับ โดยภายในจะสร้างระบบนิเวศน์และที่อาศัยและหลบซ่อนตัวในช่วงที่ลอกคราบ ให้พร้อมก่อนนำกุ้งลงไปเลี้ยง โดย 1 ตารางเมตรจะปล่อยกุ้งลงไปเลี้ยงประมาณ 9 ตัว




ส่วนอาหารของกุ้งจะเป็นจอกแหน พืชผัก ลูกกุ้งเป็นไข่แดงจากไก่ บี้ให้กินวันละ 1-2 ครั้งสลับกับให้ลูกไส้เดือนตัวเล็กๆ เป็นอาหาร



ถึงแม้ว่ากุ้งชนิดนี้จะเลี้ยงง่าย และมีต้นทุนน้อยกว่าการเลี้ยงสัตว์น้ำชนิดอื่นๆ แต่ ณ ตอนนี้ถือว่าตลาดยังคงซบเซา ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก  ซึ่งหากใครสนใจเลี้ยงกุ้งชนิดนี้เพื่อจำหน่ายในเชิงเศรษฐกิจแล้วคุณประทีบแนะนำครับว่า  ควรทำ 3 ตลาดด้วยกัน คือ ตลาดกุ้งสวยงาม  ตลาดเพื่อการบริโภคและสุดท้ายตลาดแปรรูป



สำหรับใครที่สนใจศึกษาหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อคุณประทีปได้ตามที่อยู่ด้านล่างนี้เลยครับ สัปดาห์หน้ากลับมาพบกับผมได้ใหม่ในช่วงข่าวสดสดเสิร์ฟจากฟาร์มสำหรับวันนี้สวัสดีครับ



ติดต่อสอบถาม ศูนย์เรียนรู้ครบวงจร สวนพออยู่พอกิน บ้านมายิ้ม เลขที่ 71-1 หมู่ 1 ต..ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี
20150




 

Create Date : 19 ตุลาคม 2558    
Last Update : 19 ตุลาคม 2558 21:53:54 น.
Counter : 868 Pageviews.  

วิธีป้องกันอาการ “เมาค้าง” ทั้งก่อนดื่ม ขณะดื่ม และหลังดื่ม

วันนี้มีข้อมูลดีๆ มาฝาก เพื่อนๆ Sanook! Men อีกแล้ว หนุ่มคนไหนรักการดื่ม ชอบปาร์ตี้ ไม่ควรพลาด เพราะวันนี้มีวิธีป้องกันอาการเมาค้างมาฝาก เรียกว่าเตรียมตัวตั้งแต่ก่อนดื่ม ระหว่างดื่ม ไปจนถึงหลังดื่ม ลองนำวิธีเหล่านี้ไปปรับใช้ดูนะครับ อาการแฮงค์ที่แสนจะทรมาณจะได้ลดลง


ก่อนดื่ม

ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ขณะท้องว่าง เพราะอาหารในกระเพาะ จะช่วยป้องกันไม่ให้แอลกอฮอล์ ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดเร็วเกินไป เตรียมตัวให้พร้อมด้วยการกินอาหารที่มีไขมันสูง เช่น นม หมูทอด เค้ก ขนมหวาน เนย หรืออื่นๆ จะได้ช่วยเคลือบกระเพาะอาหาร ไม่ให้แอลกอฮอล์ซึมผ่านสู่อวัยวะต่างๆ ได้เร็วนักแล้วก็จงตบท้ายด้วยอาหารประเภทโปรตีน ไม่ว่าจะเป็นเนื้อปลา ไก่ ไข่ นม ถั่ว เป็นต้น
-ควรรับประทานยาแก้ปวดกลุ่ม NSIDS หรือไอบูโพรเฟนก่อนเมแอลกอฮอล์ เพราะยาจะมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์prostaglandin ที่ทำให้เกิดอาการปวด แต่ไม่ควรรับประทานพาราเซตามอลโดยไม่จำเป็นขณะดื่ม หรือก่อนนอนหลังจากดื่ม เพราะทั้งแอลกอฮอล์และพาราเซตามอลมีอันตรายต่อตับ เมื่อรับประทานพร้อมกันจะอันตรายมากขึ้น
-ปัจจุบันนี้มีเครื่องดื่มป้องกันอาการเมาค้างที่ดื่มก่อนไปดื่มแอลกอฮอล์ด้วยก็พอจะช่วยได้ มักขายตามร้านสะดวกซื้อ

ระหว่างขณะดื่ม

-ควรทานอาหาร/กับแกล้มของขบเคี้ยวสลับกับการดื่มแอลกอฮอล์ จะช่วยชะลอการเมาได้มาก แต่ก็ควรดื่มให้น้อยด้วย
-เลี่ยงอาหารประเภทไขมัน ขณะดื่มแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้อาเจียนได้ง่าย
-หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มชนิดที่ผสมเข้าด้วยกัน
-เมื่อดื่มแอลกอฮอล์ ควรดื่มน้ำตามด้วย เพื่อจะได้จำกัดปริมาณแอลกอฮอล์เข้าสู่เส้นเลือด และป้องกันอาการร่างกายขาดน้ำ
-การป้องกันในระหว่างดื่ม ถ้ามีโอกาสได้ถือเหล้าติดมือไปฝากในวงเหล้า ถือว่าท่านเป็นผู้ควบคุมสถานการณ์ในการดื่มได้ ดังนั้นควรเลือกเหล้าชนิดที่มีดีกรีอ่อนหน่อย จะได้ช่วยให้กระบวนการเมตาบอลิซึมทำงานเผาผลาญแอลกอฮอล์ได้ดี แล้วยิ่งถ้าได้ดื่มเหล้าที่แช่เย็นเจี๊ยบแบบที่เพิ่งออกมาจากช่องฟรีซในตู้เย็นได้ นอกจากจะทำให้ดื่มได้ไม่บาดคอแล้วยังช่วยให้ดื่มได้นานโดยไม่เมาเร็วเกินไปด้วย

หลังดื่ม

-ก่อนกลับบ้านถ้าเมาต้องไม่ขับรถ ควรจะดื่มน้ำส้ม เพราะวิตามินซีจะช่วยเร่งการเผาผลาญอาหาร หรือจะดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่ที่พวกนักกีฬาดื่มกันก็ไม่เลว
-ควรดื่มน้ำมากๆ ก่อนเข้านอนด้วย เพื่อช่วยให้การขับแอลกอฮอล์ออกจากร่างกาย และลดการกระตุ้นให้ร่างกายดึงน้ำจากสมองมาใช้มีผลให้สมองเกิดการหดตัว
-ควรดื่มน้ำผลไม้หรือน้ำผสมน้ำตาลเกลือแร่ก่อนเข้านอน เนื่องจากแอลกอฮอล์เข้าไปแทนที่น้ำตาลในตับระดับน้ำตาลในร่างกายจึงลดลง ทำให้คุณเกิดอาการเวียนศีรษะและอ่อนเพลีย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : กรมสุขภาพจิต




 

Create Date : 19 ตุลาคม 2558    
Last Update : 19 ตุลาคม 2558 21:51:50 น.
Counter : 288 Pageviews.  

7 ท่า ยืดเส้น แก้ปวดหลัง จากการนั่งนานๆ



หนึ่งในปัญหาสุขภาพคนทำงาน ที่ต้องนั่งตลอดทั้งวัน คือ อาการปวดหลัง มีคนไทยปวดหลังจากการนั่งนานๆเป็นจำนวนมาก การปวดหลังลักษณะนี้เกิดจากกล้ามเนื้อเกร็งตัว ดังนั้นการยืดเส้น(กล้ามเนื้่อ)เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้ออย่างถูกวิธีจะช่วยแก้ปัญหาอาการปวดหลังได้ นี่คือวิธีลดอาการปวดหลังจากการนั่งทำงานนานๆ โดยใช้วิธีการยืดเส้น มี 7 ท่า ท่าละ 1 นาทีใช้เวลาทำเพียง 7 นาทีเท่านั้น เรามาดูกันเลยดีกว่า

1. ยืดเอ็นร้อยหวาย



นอนราบกับพื้น ชันเข่าทั้งสองข้าง จากนั้นยกขาข้างหนึ่งขึ้น แล้วเหยียดให้ตรงที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วใช้มือสองข้างรั้งใต้ข้อพับเพื่อดึงขาเข้าหาตัว ดึงขาค้างไว้ 30 วินาที แล้วสลับไปทำอีกข้าง

2. กดเข่าแนบลำตัว



ใช้มือสองข้าง รั้งใต้หัวเข่าเพื่อกดเข้าให้แนบกับลำตัว ทำค้างไว้นาน 20 วินาที แล้วสลับไปทำอีกข้าง

3. บิดตัวเป็นเกลียว



นอนราบ วางมือข้างหนึ่งทำมุมฉากกับลำตัว แล้วบิดลำตัวไปอีกข้างโดยใช้เข่าช่วย ตามภาพ ทำค้างไว้ 20 วินาที สลับไปทำอีกข้าง ท่านี้จะรู้สึกได้ชัดเจนว่าผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลังได้มาก

4. นอนไขว่ห้าง



ท่านี้ทำเหมือนนั่งไขว่ห้าง แต่เป็นท่านอน แล้วใช้เข่าดันขาเข้าหาลำตัว ค้างไว้ 20 วินาที แล้วทำสลับข้าง

5. ยืดกล้างเนื้อสะโพก



ทำค้างไว้ 30 วินาที แล้วสลับข้าง

6. ยืดกล้างเนื้อหน้าขา



ท่านี้นอนตะแคง ใช้แขนหนุนศรีษะ แล้วใช้มืออีกข้างจับท่อนขาแล้วดึงรั้งไปด้านหลัง ทำค้างไว้ 30 วินาที แล้วสลับข้าง

7. ยืดกล้ามหนื้อหลัง



ท่านี้ยืนจับขอบโต๊ะในระยะห่างตามภาพ แล้วก้มศรีษะลงไปจนรู้สึกหลังตึง ทำค้างไว้ 30 วินาที แล้วสลับไปทำท่านี้….



ท่านี้ทำค้างไว้ข้างละ 10 วินาที
ทำอย่างนี้ทุกวันไม่เกิน 3-7 วันอาการจะดีขึ้นอย่างรู้สึกได้ ได้ผลแล้วแชร์ต่อเพื่อเป็นวิทยาทานครับ

ที่มา :  likedee.com




 

Create Date : 19 ตุลาคม 2558    
Last Update : 19 ตุลาคม 2558 21:49:56 น.
Counter : 401 Pageviews.  


สมาชิกหมายเลข 743065
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add สมาชิกหมายเลข 743065's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.