==== ก็แค่ผู้ชายธรรมดาๆคนหนึ่ง ที่อยากจะเป็นสามี และ เป็นพ่อให้ได้ดีกว่าที่เคยเป็นเมื่อวาน ====
Group Blog
 
All Blogs
 

ตราบาป และ โรคทางจิตเวช

โดย. พญ.พันธุ์นภา กิตติรัตนไพบูลย์

เมื่อถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคทางจิต ผู้ป่วยจะถูกตราหน้าตั้งแต่วินาทีนั้นว่าเป็นผู้ป่วยโรคจิต เป็นตราบาปที่ติดตัวผู้ป่วยไปตลอดชีวิต เปรียบเสมือนแผลเป็นบนใบหน้าที่ไม่สามารถลบเลือนได้ ทำให้คนทั่วไปไม่อยากคบหาสมาคม ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับผู้ป่วย มองผู้ป่วยในแง่ลบ ตราบาปนี้จึงมีผลกระทบอย่างมากต่อการดำรงชีวิตของผู้ป่วย ทั้งในด้านชีวิตประจำวัน สัมพันธภาพกับบุคคลอื่น การหางานทำ การหาที่พักอาศัย การรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วย สังคมจะพยายามกีดกันผู้ป่วยออกจากกลุ่มของตนเอง ผลกระทบยังมีต่อครอบครัวผู้ป่วยอีกด้วย จากผลเหล่านี้ทำให้ผู้ป่วยพยายามปกปิดอาการของตน ไม่ยอมรับการรักษา ไม่กล้าพบจิตแพทย์ ก็ยิ่งจะทำให้อาการผู้ป่วยรุนแรงมากขึ้น สังคมก็ยิ่งหวาดกลัวและรังเกียจผู้ป่วยมากขึ้น เป็นวงจรเช่นนี้เรื่อยไป นอกจากนี้บุคลากรทางจิตเวชก็มักจะถูกผลกระทบนี้เช่นกัน ดังเช่น จิตแพทย์และโรงพยาบาลจิตเวชมักจะถูกล้อเลียนและเป็นตัวตลกอยู่เสมอ

ในสมัยก่อน การป่วยด้วยโรคทางจิตเวชเชื่อกันว่าเกิดจากการสิงสู่จากสิ่งชั่วร้าย ต่อมาความเชื่อได้เปลี่ยนไป คิดว่าเกิดจากความอ่อนแอทางจิตใจของผู้ป่วย เกิดจากความขัดแย้งของจิตใต้สำนึกตั้งแต่วัยเด็ก ผู้ป่วยจะต้องเป็นผู้แก้ไขด้วยตัวเองให้ดีขึ้น เป็นตราบาปที่ผู้ป่วยจะต้องรับผิดชอบ

ผู้ป่วยวัณโรค โรคเรื้อน โรคลมชัก ในยุคก่อน ก็เป็นโรคที่สังคมรังเกียจ ถูกตีตราบาปและมีผลกระทบเหมือนผู้ป่วยจิตเวช แต่ปัจจุบันแนวความคิดได้เปลี่ยนไปมาก เนื่องจากมีการรักษาที่ได้ผลดีขึ้น แต่สำหรับผู้ป่วยจิตเวชถึงแม้ว่าจะมีวิธีการรักษาที่ดีขึ้น หรือแม้ว่าผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นแล้วก็ตาม ตราบาปสำหรับผู้ป่วยจิตยังคงอยู่ตลอดไป

ปัจจัยที่มีผลทำให้เกิดตราบาปในผู้ป่วยจิตเวช เนื่องจาก

1. ตัวผู้ป่วยเอง
ผู้ป่วยบางคนมีพฤติกรรมแปลกๆ ควบคุมตัวเองไม่ได้ ทำให้คนอื่นตกใจกลัว หรือบางครั้งมีพฤติกรรมและการตัดสินใจที่ไม่เหมาะสม เป็นที่น่าขบขันหรือน่ารำคาญ ทำให้คนทั่วไปยากที่จะยอมรับได้

2. ทัศนคติของบุคลากร
ในโรงพยาบาลจิตเวช ทั้งจิตแพทย์และทีมผู้รักษา ได้เสริมตราบาปที่มีต่อผู้ป่วยจิตเวช ตึกจิตเวชมีลักษณะโครงสร้างตึกเฉพาะไว้สำหรับควบคุมพฤติกรรมของผู้ป่วย เช่น มีลูกกรงล้อมรอบ มีห้องแยก โดยอ้างว่าเพื่อการรักษาและเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย เมื่อผู้ป่วยเข้ามาอยู่ในโรงพยาบาลจะถูกตัดสิทธิ์ส่วนตัวต่างๆ นานา และต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของตึก ต้องเข้าร่วมกลุ่มกิจกรรมต่างๆ ตามที่กำหนด ซึ่งแตกต่างไปจากชีวิตประจำวันของผู้ป่วย เช่น ผู้ป่วยต้องทานอาหารตามเวลาที่โรงพยาบาลกำหนด คือ 08.30, 11.30 และ 16.30 น. ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ไม่มีใครทานอาหารห่างกันเพียง 3-4 ชั่วโมง เช่นนี้ ถ้าผู้ป่วยไม่ยอมรับประทานอาหาร ก็จะถูกประเมินว่าไม่ให้ความร่วมมือในการรักษา เป็นต้น

นอกจากนี้ในโรงพยาบาลทั่วไป ผู้ป่วยยังมีสิทธิจะดูโทรทัศน์ คุยโทรศัพท์ในห้องส่วนตัวตามความต้องการได้ แต่สำหรับผู้ป่วยจิตเวชไม่สามารถทำได้ แม้ว่าผู้ป่วยจะอาการดีขึ้นแล้วก็ตาม เนื่องจากกลัวว่าผู้ป่วยจะทำร้ายตัวเองด้วยสายไฟฟ้าหรือสายโทรศัพท์ หรือเกรงว่าผู้ป่วยควบคุมตัวเองไม่ได้ จะโทรศัพท์ไปรบกวนญาติ เป็นต้น

3. แพทย์ทั่วไป
ในโรงเรียนแพทย์ นักศึกษามักจะพบผู้ป่วยจิตเวชที่เรื้อรัง รักษาไม่หาย เมื่อจบเป็นแพทย์ ได้พบผู้ป่วยทั่วไปที่เริ่มมีอาการทางจิต ก็ไม่สามารถวินิจฉัยและรักษาได้ เพราะจากประสบการณ์รู้สึกว่า ผู้ป่วยจิตเวชจะต้องมีอาการหนักมีสภาพเสื่อมถอยชัดเจน และจะวินิจฉัยโรคได้ยากขึ้น ถ้าผู้ป่วยเป็นคนมีความรู้หรือมีเศรษฐานะดี เพราะรู้สึกว่าคนกลุ่มนี้ไม่น่าจะป่วยได้

4.วิธีการรักษา
การรักษาด้วยไฟฟ้า ซึ่งเป็นการรักษาที่ได้ผลดีมาก สามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยที่มีความคิดอยากฆ่าตัวตายอย่างรุนแรงได้ แต่คนทั่วไปรวมทั้งบุคลากรทางการแพทย์เอง มองว่าเป็นเรื่องที่น่ากลัว ป่าเถื่อน และจะใช้เป็นวิธีสุดท้ายในการรักษา หรือการรักษาด้วยยา ผู้ป่วยจะรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่สังคมยอมรับไม่ได้ เพราะสังคมจะมองว่าผู้ที่ป่วยทางจิตเป็นที่อ่อนแอ ไม่มีความสามารถ แก้ไขปัญหาด้วยตัวเองไม่ได้ ถ้าผู้ป่วยเข้มแข็งกว่านี้ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ยาทางจิตเวชแล้ว

5. ตราบาปทางสังคม
คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าผู้ป่วยจิตเวชนั้นอันตราย ก้าวร้าว ทั้งที่ตามความเป็นจริงแล้ว มีผู้ป่วยจิตเวชเพียง 3% เท่านั้น ที่จะมีพฤติกรรมรุนแรงได้ แต่จากสื่อต่างๆ เช่น โทรทัศน์จะมีภาพยนตร์ที่แสดงถึงอันตรายจากผู้ป่วยจิตเวชถึง 77% หรือมีข่าวอาชญากรรมที่กระทำโดยผู้ป่วยจิตเวช จะมีการประโคมข่าวอย่างครึกโครม ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงมีเพียงจำนวนน้อยมาก เมื่อเทียบกับคดีอาชญากรรมที่เกิดจากการกระทำของคนปกติทั่วไป

ในชุมชนเราอาจจะมองเห็นผู้ป่วยจิตเวชแต่งตัวแปลกๆ พฤติกรรมแปลกๆ เดินตามท้องถนน คนส่วนใหญ่จะพยายามเดินหนีไปและปล่อยให้ผู้ป่วยเป็นเช่นนั้น แต่ถ้าเราพบเห็นคนเป็นลม บาดเจ็บ จะมีคนเข้าไปช่วยเหลือรีบนำส่งโรงพยาบาล นั่นก็คือ จริงๆ แล้วสังคมต้องการปล่อยผู้ป่วยจิตเวชไปตามยถากรรม ไม่สนใจดูแลคนกลุ่มนี้ และไม่ยอมรับเข้าสู่สังคมของตนเอง

ในอดีต เรารักษาผู้ป่วยจิตเวชโดยวิธีวิเคราะห์ ซึ่งผู้ป่วยต้องพบนักจิตบำบัดอย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 ครั้ง ครั้งละประมาณ 1 ชั่วโมงหรือมากกว่า โดยให้ผู้ป่วยพูดอย่างอิสระ นอนอยู่บนเตียง มีนักจิตบำบัดนั่งอยู่เหนือศีรษะ คนส่วนใหญ่มักจะมองว่าเป็นวิธีที่ไม่น่าเชื่อถือ ไม่น่าจะรักษาได้ผล และยังเชื่อว่าปัจจุบันจิตแพทย์ก็ยังใช้วิธีรักษาแบบเดิมนี้อยู่ ประกอบกับความเชื่อว่าทุกคนควรจะเข้มแข็งและต่อสู้แก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง จึงละเลยที่จะสนใจต่อความก้าวหน้าในวงการจิตเวช และแนวความคิดใหม่ที่ว่า โรคทางจิตเวชนั้นไม่ได้เกิดจากความบกพร่องทางจิตใจของตัวเองแต่เกิดจากความผิดปกติทางกายภาพ เช่น ความไม่สมดุลของสารสื่อประสาทในสมอง ส่วนปัจจัยทางจิตใจและสังคมเป็นปัจจัยเสริมทำให้เกิดอาการป่วย และโรคทางจิตเวชเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาได้ มีวิธีการรักษาหลายรูปแบบด้วยกัน

6. ครอบครัว
เมื่อมีสมาชิกในครอบครัวป่วยเป็นโรคทางจิตเวช ครอบครัวมักจะรู้สึกผิด คิดว่าตนเองมีส่วนทำให้ผู้ป่วยมีอาการป่วยสมควรจะรับผิดชอบต่อการป่วยนี้ แล้วยังถูกเสริมด้วยความเชื่อของบุคลากรทางการแพทย์ยุคก่อนว่า โรคทางจิตเวชนั้นเกิดจากครอบครัวที่มีปัญหาการเลี้ยงดูเด็กไม่เหมาะสม ซึ่งในปัจจุบันเราพยายามเปลี่ยนความเชื่อที่ผิดเหล่านั้น และให้ความรู้ถึงสาเหตุการเกิดโรคทางจิตเวช

โรคทางจิตเวชสามารถทำลายครอบครัวได้ การหย่าร้างพบได้บ่อย สัมพันธภาพในครอบครัวเป็นไปในทางลบและยังมีผลต่อเนื่องถึงค่าใช้จ่ายในการรักษาที่ครอบครัวต้องรับผิดชอบ ดังนั้นการรักษาผู้ป่วยจิตเวชจึงไม่ควรเน้นเฉพาะการรักษาด้วยยา แต่ควรจะเน้นถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพทางสังคม และการเตรียมสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม รวมถึงการให้คำแนะนำช่วยเหลือแก่ครอบครัวด้วย

7. การประกัน
บริษัทประกันมักจะไม่ครอบคลุมสำหรับโรคทางจิตเวช เนื่องจากเชื่อว่าเป็นโรคที่เรื้อรัง รักษาไม่หาย ทำให้ค่าใช้จ่ายสูง และมีผลกระทบต่อบริษัทระยะยาว แต่เมื่อเปรียบเทียบกับการผ่าตัดหัวใจ การดูแลผู้ป่วยไตวายเรื้อรังแล้ว ค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยจิตเวชนั้นน้อยกว่ามาก

ปัจจัยเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราควรตระหนักว่า ตราบาปที่มีต่อโรคทางจิตเวชนั้นไม่เพียงแต่จะมีผลต่อผู้ป่วยเท่านั้น ยังมีผลต่อครอบครัว สังคม ก่อเป็นปัญหาระดับชาติและระดับโลกทีเดียว

กรณีตัวอย่างผู้ป่วย
ประสบการณ์ของผู้ป่วยและแพทย์
ตัวอย่างผู้ป่วยรายที่ 1
ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคจิตเภทมาประมาณ 20 ปี ได้รับการรักษาในโรงพยาบาลทั้งหมด 15 ครั้ง ครั้งที่นานที่สุดประมาณ 1 ปี ในที่สุดผู้ป่วยอาการดีขึ้นอยู่ในช่วงอาการสงบ ได้เล่าประสบการณ์ให้ฟังว่า ถึงแม้ว่าอาการทั้งหลายจะดีขึ้น แต่ตราบาปที่มีต่อเขานั้นไม่เคยหายไปเลย เหมือนกับแผลเป็นบนใบหน้าของผู้กระทำความชั่วเป็นตัวบ่งบอกถึงความเลวทราม ความน่าละอาย ที่แตกต่างไปจากคนทั่วไปและทุกคนต้องหลีกหนี เป็นคนที่ไม่น่าเชื่อถือและไว้ใจไม่ได้

ผู้ป่วยรู้สึกว่าตัวเองต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว เมื่อคนอื่นรู้ว่าผู้ป่วยเคยมีประวัติโรคจิตก็จะไม่อยากคุยด้วย พยามยามหลีกเลี่ยงที่จะพบปะกัน มีปัญหาในการหางานทำ ไม่มีคนจ้างงานเมื่อรู้ว่าผู้ป่วยเคยป่วยทางจิตมาก่อน หรือให้ค่าจ้างต่ำกว่ามาตรฐาน มีปัญหาในการหาที่พักอาศัย ผู้ป่วยจึงเรียนรู้ว่าถ้าอยากมีเพื่อนต้องปิดบังประวัติส่วนตัวไว้ ในขณะเดียวกันก็กลัวว่าความลับจะถูกเปิดเผย และถ้าผู้ป่วยไม่ต้องการจะคุยกับใครเวลาเดินทาง ก็จะบอกว่าเคยมีอาการทางจิตเท่านั้นผู้ป่วยก็จะได้พักผ่อนตลอดการเดินทาง

เมื่อผู้ป่วยไปพบแพทย์ทั่วไปด้วยอาการทางกาย แพทย์ได้ข้อมูลในแฟ้มประวัติว่าเป็นอาการเหลือของโรคจิตเภทแพทย์ก็จะเข้าใจว่า อาการเวียนหัว คลื่นไส้อาเจียน หรืออากรทางกายเหล่านั้น เกิดจากผู้ป่วยคิดไปเอง

ตัวอย่างผู้ป่วยรายที่ 2
จากประสบการณ์ของผู้เขียนขณะเป็นแพทย์ฝึกหัดทางจิตเวช ได้รับปรึกษาผู้ป่วยหญิงอายุ 60 ปี ด้วยประวัติโรคจิตเภทและเบาหวาน มีอาการซึมลง ไม่พูด ทานอาหารน้อยลง ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้มาเป็นเวลา 3 วัน แพทย์ที่ห้องฉุกเฉินได้รับปรึกษาจิตแพทย์ โดยไม่ได้ตรวจร่างกายหรือตรวจเพิ่มเติมใดๆ ทั้งสิ้น จนกระทั่งผู้เขียนได้มาพบผู้ป่วย ได้ ตรวจพบว่าน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยมีเพียง 20 mg% เท่านั้น (ค่าปกติ 80-120 mg%) นี่คือตราบาปว่า เมื่อผู้ป่วยจิตเวชมีอาการใดๆ ก็ตาม ต้องเกิดจากโรคทางจิตเวชเป็นสาเหตุเท่านั้น ถ้าเพียงแต่ผู้ป่วยไม่มีประวัติโรคจิตเภทในแฟ้มประวัติแล้ว ก็คงจะได้รับการรักษาจากแพทย์ห้องฉุกเฉินอย่างรีบด่วน

ตัวอย่างผู้ป่วยรายที่ 3
ผู้ป่วยเป็นนักสังคมสงเคราะห์ ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคอารมณ์แปรปรวน ตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน ผู้ป่วยก็สามารถต่อสู้กับอาการป่วยจิตจนเรียนจบได้ และทำงานด้านจิตเวชชุมชน ถึงแม้ว่าผู้ป่วยจะประสบความสำเร็จในชีวิต แต่ตราบาปนั้นมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตมากกว่าอาการของโรคที่ผู้ป่วยเป็น พฤติกรรมของผู้ป่วยทุกอย่างจะถูกคิดว่าเป็นผลจากโรคอารมณ์แปรปรวน เช่น ถ้าวันไหนทำงานมาก อารมณ์ดี ก็จะถูกแปลว่ากำลังเริ่มมีอาการคลั่ง ถ้าวันไหนรู้สึกเบื่อๆ เซ็งๆ ก็จะถูกแปลว่ากำลังซึมเศร้า หรือถ้าผู้ป่วยหงุดหงิดจากสาเหตุใดก็ตาม ครอบครัวและเพื่อนร่วมงานก็จะมาถามว่าผู้ป่วยทานยาสม่ำเสมอดีหรือไม่ ต้องการพักผ่อนไหม ในขณะที่คนทั่วๆ ไปนั้น สามารถมีอารมณ์และพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปได้ในแต่ละวัน โดยไม่มีใครมาตัดสินว่าเป็นจากอะไร

แนวทางการแก้ไข

1. การเผยแพร่ความรู้ทางจิตเวชแก่ชุมชน
ดังที่กล่าวมาแล้ว ตราบาปที่มีต่อโรคทางจิตเวชมักจะเกิดจากความเชื่อที่ผิดต่างๆ นานา การเผยแพร่ความรู้ทั้งในด้านสาเหตุการเกิดโรค ว่าเกิดจากสาเหตุทางกายภาพ (ความไม่สมดุลของสารสื่อประสาทในสมอง) ไม่ได้เกิดจากโรความอ่อนแอทางจิตใจของผู้ป่วยหรือไม่ได้เกิดจากการเลี้ยงดูที่ไม่ดี ครอบครัวมีปัญหา เป็นต้น และโรคทางจิตเวชนั้นทางเป็นโรคที่รักษาได้ด้วยวิธีการที่ชัดเจนเป็นเหตุเป็นผล เช่น การใช้ยา การรักษาด้วยไฟฟ้าหรือครอบครัวบำบัด รวมทั้งความสำคัญในการฟื้นฟูสมรรถภาพแก่ผู้ป่วย และความรับผิดชอบของชุมชนต่อผู้ป่วย ยอมรับผู้ป่วยเป็นส่วนหนึ่งของสังคมการให้โอกาสผู้ป่วยจิตเวชได้กลับเข้ามาใช้ชีวิตในสังคมอักครั้งหนึ่ง

นอกจากนี้ยังรวมถึงมุมมองที่มีต่อโรคทางจิตเวช เช่น โรคพิษสุราเรื้อรัง ควรจะมองว่าเป็นปัญหาทางสุขภาพ ไม่ใช่เพราะความเสื่อมทรามทางจิตใจของผู้ป่วย เป็นต้น และการที่มีโรคทางจิตเวชและโรคติดสารเสพติดเพิ่มขึ้น ไม่ใช่สิงเลวร้าย แต่เป็นสิ่งที่ท้าทายสะท้อนให้เห็นปัญหา จะได้หาแนวทางช่วยเหลือและรักษาให้ได้ผลยิ่งขึ้น

2. การให้ความรู้เกี่ยวกับโรคทางจิตเวช และสร้างทัศนคติที่ดีต่อนักศึกษาแพทย์ นักศึกษาพยาบาล แพทย์ทั่วไป และบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง

นักศึกษาแพทย์และนักศึกษาพยาบาล มักจะพบผู้ป่วยจิตเวชที่มีอาการหนัก โดยเฉพาะผู้ป่วยใน ในบางครั้งพบผู้ป่วยก้าวร้าว อยู่ในห้องแยก ทำให้รู้สึกกลัว หรือบางครั้งพบผู้ป่วยที่เรื้อรัง มีประวัติการเข้าออกโรงพยาบาลบ่อยครั้งทำให้รู้สึกว่าโรคจิตเวชเป็นโรคที่รักษาไม่หาย และนักศึกษาจะมีโอกาสได้พบผู้ป่วยนอกน้อยมาก ทั้งๆ ที่เมื่อปฏิบัติงานจริงแล้วมีโอกาสพบผู้ป่วยจิตเวชปะปนในโรงพยาบาลทั่วไปเป็นจำนวนมาก จากการศึกษาในประเทศสหราชอาณาจักรพบว่า 9 ใน 10 ของผู้ป่วยจิตเวชจะไปพบแพทย์ทั่วไป และความกลัวในตราบาปของโรคจิตเวชก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้ป่วยไม่กล้าไปพบจิตแพทย์

ดังนั้นควรจะเสริมความรู้โรคทางจิตเวชที่พบได้บ่อยให้แก่นักศึกษา เช่น โรคกลุ่ม Anxiety disorders, กลุ่ม Mood disorder, กลุ่ม Substance use disorders (โดยเฉพาะ alcohol), กลุ่ม Psychotic disorders และกลุ่ม Organic brain syndrome และให้นักศึกษาสามารถให้การรักษาเบื้องต้นได้ โดยเฉพาะในกรณีฉุกเฉิน เช่น Alcohol withdrawal delirium เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้พบปะผู้ป่วยทั้งที่มีอาการมากและอาการน้อย ให้รู้จักการใช้ยาจิตเวชอย่างเหมาะสม ให้เข้าใจการรักษาทางจิตบำบัดและการช่วยเหลือทางสังคม ว่ามีหลักการชัดเจน เป็นเหตุเป็นผล มีความมั่นใจที่จะเลือกวิธีการรักษาอย่างเหมาะสม จะช่วยสร้างทัศนคติที่ดีได้

แพทย์ทั่วไปและบุคลากรทางการแพทย์เองมักจะรำคาญที่จะต้องพบผู้ป่วยจิตเวช คิดว่าผู้ป่วยจิตเวชขี้บ่น พูดไม่รู้เรื่อง ทั้งที่จริงๆแล้วเป็นความกังวลใจที่ไม่สามารถวินิจฉัยโรคได้และไม่ทราบว่าจะจัดการเช่นไร ทำให้เกิดการปฏิเสธผู้ป่วย ยิ่งเป็นตัวเสริมตราบาปให้ผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม

ดังนั้น จึงควรเสริมสร้างทั้งองค์ความรู้และทัศนคติที่ดีตั้งแต่เป็นนักศึกษา และเมื่อทำงานเกี่ยวข้องกับผู้ป่วยจิตเวชก็จะเกิดความมั่นใจในการช่วยเหลือผู้ป่วย ก่อให้เกิดความรู้สึกที่ดีต่อผู้ป่วย ช่วยให้ผู้ป่วยหลุดพ้นจากตราบาปที่เกิดขึ้น

3. การฝึกอบรมความรู้แก่บุคลากรทางจิตเวชเกี่ยวกับครอบครัวบำบัด
จากความเชื่อเดิมที่ว่าครอบครัวมีส่วนทำให้ผู้ป่วยเกิดโรคทางจิตเวช ทำให้บุคลากรทางจิตเวชสมัยก่อนทำครอบครัวบำบัด โดยเน้นเรื่องความบกพร่องในสัมพันธภาพของครอบครัว มองเรื่องความกังวลใจและความไม่ก้าวหน้าในการรักษาว่าเป็นการต่อต้านไม่ร่วมมือของครอบครัว

ปัจจุบันนี้เราควรจะฝึกบุคลากรทางจิตเวช ทั้งทักษะและวิธีการใหม่ที่จะเข้าไปช่วยเหลือครอบครัวของผู้ป่วย โดยถือว่าครอบครัวเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการรักษา การให้ความรู้ทางจิตเวชให้ช่วยเหลือตามความเหมาะสม

ตราบาปและโรคทางจิตเวช
http://www.dmh.go.th
Department of Mental Health, Ministry of Public Health,Public Health, กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข




 

Create Date : 17 มิถุนายน 2557    
Last Update : 17 มิถุนายน 2557 14:11:46 น.
Counter : 1017 Pageviews.  

ถ้ารู้ก่อนล่วงหน้าว่าเขาจะเกิดมาเป็นแบบนี้ เราจะยังให้เขาเกิดมาไหม ... (ADHD 9)

หลายเดือนมานี้ คนที่นอนข้างๆถามผมว่าถ้ารู้ก่อนล่วงหน้าว่าเขาจะเกิดมาเป็นแบบนี้ เราจะยังให้เขาเกิดมาไหม ...

....

....

....

15 มีนาคม พ.ศ. 2555

เฟิร์นลูกรัก ...

วันนี้พ่อก้มลงไปหาอะไรอย่างหนึ่งใต้เตียง ...
พ่อไม่เจอสิ่งที่พ่อหา ...

แต่พ่อเจอสิ่งนี้ ...
กระดาษยับๆใบหนึ่ง

พ่อไม่รู้ว่า ... หนูเขียนถึงใคร
พ่อไม่รู้ว่า ... หนูเขียนเมื่อไร
พ่อไม่รู้ว่า ... หนูเขียนเพื่ออะไร

แต่วันนี้พ่อรู้แล้วว่าพ่อจะตอบคำถามแม่หนูว่าอย่างไร

รักลูกเฟิร์น ...
พ่อ ...



เรื่องจริงในสัมผัสแห่งการเติบโต

เมื่อใกล้เข้ามาเวลาที่รอคอย ตอนที่บ้านเริ่มจะหนาว ลมพัดแรงและความชื้นหายไป ความหนาวมาแทนที่ เมื่อถึงมื้อเช้า ทุกคนนั่งกินอาหาร พ่อบอกว่ามีเด็กหลายคนที่อดอยาก ไม่มีกิน พูดแล้วคิดถึงไล่ต๋งจิ่น(*) และ คนขายเต้าหู้ในโฆษณาธนาคารไทยพานิชย์ พูดถึงน้ำตาเลยไหลลงมา รู้สึกสงสารมาก กินข้าวได้ 2-3 คำ

ฤดูหนาวใกล้เข้ามา ความทรมานและไขมันบ่งบอกว่าน้อยเกิน ว่าแล้วกินไข่เจียว ปาต๋องโกจุ่มโอวันติน ผัดแตง ในตอนนอนหนาวเย็น เวลาผ่านไป ผิวสัมผัสแห้ง น้องแม่พ่อเห็นหนาว เราทนไม่ได้ แบ่งผ้าห่มให้ อยากให้อบอุ่นมากกว่านี้ อยากให้น้องเข้าใจ

เมื่อถึงวันอาทิตย์ วันที่ต้องไปวัด(**) วันแห่งการนักนั่งอ่านหนังสือไป พบว่ามีนักบุญผู้เกิดมามีพ่อที่แข็มงวด พี่สาวผู้มีวินัย สวดมนต์และอ่านพระคัมภีร์ก่อนนอน เมื่อน้องสาวทะเลาะ ไม่เข้าใจกับพี่จะ พี่สาวก็ทะเลาะ น้องสาวไปฟ้องพ่อไม่ได้ พ่อคิดว่าพี่สาวถูก น้องห่วงสุขภาพพี่สาว ทำให้หนูคิดถึงช่วงเวลาที่ไม่มีคนเข้าใจ เขาลำบากกว่า น้องเห็นพี่สาวสวดบทภาวนาในหนังสือก็สวดตามหนังสือ แล้วได้พบพระจิต(***) พ่อเห็นน้องสาวสวดเลยคิดว่าน้องสาวทุกข์ใจหรือเปล่า

เมื่อหนูอ่านเสร็จ ดื่มน้ำ 2-3 แก้ว อ่านต่อ เห็นน้องสาวโตขึ้นและมีหน้าที่เป็นแม่บ้าน เธอฝันอยากสัมผัสพระจิต ตัดสินใจเป็นนักบุญ ซิสเตอร์ แต่พ่อไม่อยากให้เป็น จึงส่งไปทำงานกับพี่ชายร้านกาแฟ แม่บ้านที่นี่มักจะขาดงาน ไม่ได้มีลูกค้าจำนวนมาก เลือกเมนู เธอทำกาแฟ เช็ดโต๊ะ ล้างแก้ว พี่ชายทนเห็นน้องสาวลำบากไม่ได้ แต่รู้ดีว่าพ่อพูดจริงทำจริง จึงให้ไปพักที่คณะ ซิสเตอร์ช่วยๆขอร้อง พ่ออนุญาติพักได้

ถึงตอนเข้าวัดต้องสำรวมพ่อบอก หนูรู้สึกไม่เข้าใจตนเอง ทำไมฉันถึงทำให้เพื่อนผิดหวัง ฉันทำอะไรลงไปน้องถึงโกรธ ทำไมและทำไม เหมือนมีหนามคอยเจาะให้รู้ว่าตนเองเป็นยังไง คำด่าเหมือนกับมีดฟันหัวใจ แต่เมื่อถึงตอนหลวงพ่อ(****)เทศน์ ทำให้รู้ว่าอุปสรรคต่อคำด่า คำถาม ความสงสัย คือสิ่งที่มนุษย์ต้องก้าวข้ามไป อุปสรรคทำให้เราเข้มแข็ง ความรู้สึกที่ว่าทำไมฉันเป็นอย่างนี้(*****)ค่อยๆจางหายไป คำถามและอุปสรรค กู่ร้องรอย แซ่ฝันไม่หยุดนิ่ง ทำให้เราเข้มแข็ง

คำถามสร้างการค้นพบยิ่งใหญ่ให้มนุษย์หลังได้หลับ ศีลกับภาวนา ขอบพระคุณพระเจ้า และถึงเวลาพัก หนูหยิบวุ้น 3 ชิ้น แซนวิช 1 โอวันติน 1 ถ้วยเล็กไปกิน น้ำส้ม 1 แก้ว (******) คิดถึงวันที่เพื่อนไม่เข้าใจ


ซึ่งตอนนี้จะยกตัวอย่างเรื่องเพื่อนไม่เข้าใจ มีอยู่วันหนึ่งครูให้ทำของขวัญการฝีมือ จะเอาไปเป็นของส่งท้ายเพื่อที่จะอำลาครูประถม และขึ้นสู่มัธยม เราเองก็พยายามทำให้มันสุดฝีมือแล้วนะ แต่มันดูยังไงก็ไม่สวยเพื่อนไม่รับทำต่อไป อีตอนแรกเป็นที่คั่นหนังสือ ตอนหลังเป็นธงชาติไทยเขียนคำสั้นๆ "เรารักครู" ดูยังไงก็ไม่ใช่ชาติไทยอยู่ดี + มีสีน้ำเงินขึ้นก่อนสีอื่นใด จะไปรอดไหมนี่ เพื่อนไม่รับ เราเซ็งเป็ด พยายามทำอีกครั้งแต่ก็ล้มอีกครั้ง ในที่สุดเลิกทำแล้วซื้อเลย เพื่อนบอกห้ามซื้อ ครูก็พูด แต่ฉันทนไม่ไหวแล้ว ในเมื่อคนเขาอุตส่าห์ทำให้ ง้อแล้วง้ออีกก็ยังไม่รับ (*******)

เมื่อถึงบ้าน ลมหนาวมา เหมือนอุปสรรคในการ ... "


==================================

(*) ไล่ตงจิ้น ลูกขอทาน ผู้ไม่ยอมแพ้ต่อชะตาชีวิต งานเขียนโดย Lai Dong Jin แปลโดย วิลาวัลย์ สกุลบริรักษ์ , แนะนำให้เด็กๆอ่านอย่างมากครับ

(**) วัดที่น้องเฟิร์นกล่าวถึงคือ โบสถ์คาธอลิกแถวบ้านที่ผมพาเด็กๆไปฟังมิซซาทุกเช้าวันอาทิตย์เป็นประจำตั้งแต่เขาเกิด(ตอนเด็กๆก็อุ้มใส่บ่าไป) ระหว่างรอจะมีชั้นหนังสือประวัตินักบุญต่างๆเป็นฉบับการตูนให้อ่านเล่นรอเวลามิซซา

(***) พระจิต - หนึ่งใน Trinity หรือ ตรีเอกานุภาพ (พระบิดา พระบุตร และ พระจิต) ตามความเชื่อของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิก

(****) หลวงพ่อที่น้องเฟิร์นกล่าวถึงคือ บาทหลวง ที่คริสตศาสนิกชนมักเรียกว่า พ่อ คุณพ่อ หรือ หลวงพ่อ

(*****) ผมเข้าใจว่าเฟิร์นหมายถึง เป็นโรคสมาธิสั้น (ADHD)

(******) หลังพิธิมิซซาจะมีอาหารว่างนิดหน่อยเพื่อให้คริตศาสนิกชนได้ปฏิสัมพันธ์กันเล็กน้อยก่อนแยกย้ายกันกลับ ถ้าวันอาทิตย์ไหนเราพ่อลูกตื่นสาย ของว่างหลังวัดเลิกก็จะกลายเป็นมื้อเช้าของพวกเรา

(*******) จำได้ว่างานนั้นผมสอนเขาทำธงชาติไทยแล้วระบายสีใหม่ให้ถูกต้อง

ADHD (Attention Deficit Hyperactive Disorder) "การขาดความสามารถ ตั้งใจ/สนใจ ต่อกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่กำลังกระทำอยู่ เป็นความผิดปกติทางพฤติกรรมชนิดหนึ่งที่เด็กมักแสดงออกจนเป็นลักษณะเฉพาะตัว ประกอบด้วยพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับวัย หรือระดับพัฒนาการ ปกติมาตรฐาน ซนมาก ไม่มีระเบียบ วอกแวก ไม่มีสมาธิ มักทำอะไรก่อนคิด วู่วาม ก้าวร้าว ... ดร. สยุมพร เค ไพบูลย์"

เกิดจากความบกพร่องเชิงปริมาณของสารสื่อประสาทชนิดหนึ่งที่ชื่อโดปามีน ทำให้สมองส่วนหน้า(Frontal lobe) ที่ทำหน้าที่บริหารจัดการ(coordinate and manage) ทำงานบกพร่อง ... พ่อน้องเฟิร์นและน้องภัทร

Frontal lobe ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหว การออกเสียง ความคิด ความจำ สติปัญญา บุคลิก ความรู้สึก พื้นอารมณ์ ... wikipedia


===================================

"ถ้ารู้ก่อนล่วงหน้าว่าเขาจะเกิดมาเป็นแบบนี้ จะยังให้เขาเกิดมาไหม"

... อืม ...

จริงๆแล้ว คำถามที่วันนี้พ่ออยากถามตัวเองมากกว่าคือ "พรุ่งนี้พ่อจะรักหนูให้ได้มากกว่าวันนี้ได้อย่างไร"

หรือเพียง "ฝัน" ที่หาญท้าชะตาฟ้า ?
หรือจะเพียง "ศรัทธา" (ที่)ไร้ความหมาย ?
แม้จะเป็นแค่เพียง "ฝัน" จนวันตาย
แต่ผู้ชายคนนี้จะอยู่ข้างเธอ ... ตลอดไป ....

"พ่อ"

 สำเนากระทู้ในพันทิพพร้อมความเห็นเพื่อนๆครับสำเนากระทู้ในพันทิพพร้อมความเห็นเพื่อนๆครับ

คลิ๊ก ==> ถ้ารู้ก่อนล่วงหน้าว่าเขาจะเกิดมาเป็นแบบนี้ เราจะยังให้เขาเกิดมาไหม ... (ADHD 9)

 ================================


สำหรับเพื่อนๆที่เพิ่งรู้จักกัน และอยากรู้จักกันมากกว่านี้ เชิญแวะไปเยี่ยมกันที่บล๊อกนะครับ มีเรื่องราวของเธอ ADHD 1 ถึง ADHD 8

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=nong-fern-daddy&month=08-2008&date=04&group=5&gblog=12




 

Create Date : 06 พฤษภาคม 2555    
Last Update : 2 สิงหาคม 2555 17:20:38 น.
Counter : 1154 Pageviews.  

คำภาวนาของหนู ... (ADHD 8)

(หรือ)เพียงฝันที่หาญท้าชะตาฟ้า
หรือแค่เพียงศรัทธา(ที่)ไร้ความหมาย
แม้จะเป็นแค่เพียงฝันจนวันตาย
แต่ผู้ชายคนนี้จะอยู่ข้างเธอ ตลอดไป ...





แด่ลูกเฟิร์น
ลูกที่กล้าฝันของพ่อ ...

2 ม.ค. 2554
22.30 น.




 

Create Date : 02 มกราคม 2554    
Last Update : 30 เมษายน 2554 22:03:57 น.
Counter : 728 Pageviews.  

จะเกิดอะไรขึ้น .... เมื่อจู่ๆเธอเกิดอยากเป็นแม่ค้าขึ้นมา (ADHD 7)

วันแรก ... นั่งตูดแฉะอยู่ เกือบ 2 ชม.

รายได้ ....................... 0 บาท
ต้นทุน ........................ 0 บาท
รายจ่าย ...................... 0 บาท (แอบเอานมไปกินกล่องนึงด้วย)

(แอบรู้มาทีหลังจากคนแถวนั้น เขานึกว่าเธอเล่นขายของ ... เฮ้อ ...น่าสงสารจังลูกชั้น)



วันที่สอง ... นั่งหาวต่ออีกเกือบ 2 ชม.

รายได้ ...................... 35 บาท (มีคนใจดีมาอุดหนุน)
ต้นทุน ......................... 0 บาท (ก็เธอไถ + อ้อน เอาของเก่าในบ้านมาติดราคาตามใจชอบ)
รายจ่าย ...................... 0 บาท



หลังจากทนเธอรบเร้าไม่ไหว ... นี่ครับ ...
วันที่ 3 (ตะกี้เองสดๆร้อนๆ) ... เธอนั่งอยู่ได้ไม่ถึงชม.ครึ่ง (ไม่ใช่ไม่ทน แต่เธอ "พอเพียง" ... ฮ่า)



นึกภาพ 3 คนพ่อ(สะพายเป้)ลูก(ลากกระเป๋าเดินทางคนล่ะใบ)ปุเลงๆไปถามหาแผงว่างอยู่นาน (เพราะเป็นขาจร)
เธอได้เรียนรู้ว่า ทำเลไม่ได้หาง่ายๆ (หลังจากที่เรียนรู้ข้อแรกไปข้อนึงที่โดนให้ลากกระเป๋ามาจนเหงื่อตกแทนที่จะให้ขึ้นแท็กซี่)



ปูเสื่อเสร็จหันหลังให้แป็บเดียว เธอเรียงหนังสือเรียบร้อยไปครึ่งแผงเลย
(... นึกในใจ ลูกตู มีแววๆ ... เย้ๆ)
แต่ อ้าว ... เธอเล่นเรียงปกให้ตัวเองอ่านชื่อหนังสือได้ (แต่ลูกค้าต้องอ่านกลับหัว)
พอโดนท้วงเข้า ... "ก็หนูจะได้อ่านออกไงว่าขายเล่มไหนไป"
.... ฮ่วย สอบตกการเป็นแม่ค้าตั้งแต่บทที่ 1 (แววหายเลย ลูกตู)



เหลือบไปเห็นสติ๊กเกอร์ที่เธอตั้งราคา เท่ห์มากๆ ราคาเธอลงท้ายทุกเลขเลยยกเว้นเลข 0 กับ 5

... (จะไปรอดไหมเนี่ย)

พอโดนท้วง ... "น่า นะ หนูทอนตังค์เอง หนูเอามาพอ" ...
(ดื้ออีกลูกตู)
สักพักใหญ่ๆ ...
...
...
"พ่อ ... หนูไม่มีทอน ทำไงดี ... ยืมหน่อย" ...
(ไงล่ะ ... อาบน้ำร้อนมาก่อน ... ตูบอกแล้วไม่เชื่อตู เดี๋ยวก็คิดดอกซะนี่)



รายได้ ... 600 ก่าๆ บาท
(ขายแบบเซลส์แหลกราน ... ที่เป็น "ก่าๆ" เพราะเธอกะๆเอา คือจำไม่ได้ว่าเงินเตรียมไว้ทอนก้นถุงตอนแรกเท่าไร)
ต้นทุน .......................................... 0 บาท (ก็เธอไถ + อ้อน เอาของเก่าในบ้านมาติดราคาตามใจชอบ)
จ้างนัยภัทรลากกระเป๋าขามา ........... 20 บาท (นัยภัทรคิดเที่ยวล่ะ 30 เธอต่อเหลือ 20 ขาดตัว)
จ้างนัยภัทรลากกระเป๋าขากลับ ......... 20 บาท
(พ่อถามว่าเหนื่อยไหมขากลับขึ้นแท๊กซี่ได้นะ แต่หนูจ่าย 35 บาท เธอบอกว่า เหนื่อย แต่จ้างนัยภัทรดีกว่า)
จ้างพ่อเป็นที่ปรึกษา ....................... 0 บาท
(เธอบอกว่า ค่าปรึกษาคืออะไร "หนูไม่เข้าใจ ... หนูไม่เคยเห็นคุณแม่จ่ายคุณพ่อเลย" ... อ้าว !!!)
แตงโมปั่นขากลับ 1 แก้ว ................ 15 บาท(พ่อขอให้เลี้ยงพ่อ 1 แก้วค่าเหนื่อย เธอลังเลแป๊บก่อนตอบว่า "กินกับหนูก็แล้วกัน" ... ดูมัน ฮ่วย)
หนังสือการ์ตูนของนัยภัทรฝากขาย ... 10 บาท (แอบเห็นว่าเธอขายไป 14 บาท)
ค่าเช่าแผง .................................. 150 บาท
(เขาให้เช่าได้ทั้งคืน พอใกล้ทุ่มนึง เธอบอกว่าได้อีกร้อยนึงหนูกลับน่ะ ... โดนแผงข้างๆค้อนไปโครมนึง)

รวมรายจ่าย ...... 215 บาท

สรุป ... เธอได้เงินมากินขนม ........... 385 ก่าๆ (ไม่เรียกว่ากำไร ... เพราะอะไร? อ่านต่อไปครับ)



กลับถึงบ้านเรียกมาทบทวนว่าเจออะไรมาบ้าง
(ตอนขายจริงไม่มีเวลาสอน มัวแต่ขายกับแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เธอเนรมิตขึ้นมาทุก 5 นาที)
เธอตอบถูกหมด ...
"แต่พ่อว่าหนูลืมอะไรไปอย่าง ..."
"อะไรค่ะ"
"หนูขายของที่ไม่มีต้นทุน"
"ต้นทุนคืออะไรค่ะ" ... พ่อเชื่อ ... (เด็ก ADHD* โกหกไม่เป็น)
(... คงอีกนานกว่าเธอจะเป็นแม่ค้า ... ฮ่วย - นั่นคือ 385 ก่าๆนั่นไม่ใช่กำไร จริงป่ะ)
"อืม ... พ่อว่าวันนี้หนูกับน้องภัทรเหนื่อยมากพอแล้วนอนก่อนเถอะ พรุ่งนี้พ่อค่อยเล่าเรื่องต้นทุนให้ฟัง"
"ก็ได้ๆ แต่พ่อต้องนวดหลังให้หนูด้วยนะค่ะ หนูนั่งขายเมื่อยมากเลย"
(เวร ... แล้วพ่อนอนจิบไวน์เฝ้าหล่อนขายหรือไงย่ะ ... ข้าก็นั่งอยู่ข้างๆเอ็งนั่นแหละ)
"อืม ... ก็ได้ๆ มาพ่อนวดให้ นอนซะคนดีของพ่อ"

ปล. "จะเกิดอะไรขึ้น .... เมื่อจู่ๆเธอเกิดอยากเป็นแม่ค้าขึ้นมา"
ตอบ ... จะเกิดอะไรขึ้นได้ล่ะ พ่อก็ต้องทำหน้าที่พ่อไง
.... พ่อก็ต้อง ผลัก - ดัน - เข็น - ลาก - จูง ถูลู่ถูกังหนูไปจนกว่าแขนและขาพ่อจะหมดแรงนะซิ"

จบมันดื้อๆแบบนี้แหละครับ ... เหนื่อยเหลือเกิน
.... อ้าวดูมันนอนก่ายกันซะ ... แล้วคืนนี้ใครจะมานวดหลังให้ตู(ว่ะ) ... เมื่อยเป็นนะ(โว้ย)



ปล.อีกที ...
เสาร์หน้าเจอกันค่า (ถ้าหนูยังไม่เลิกอยากเป็นแม่ค้า)
ไปอุดหนุนหนูหน่อยนะค่ะ
... ที่ไหน ม่ายบอก ...
แต่ใบ้ให้นิดนึง ... รัชดาลาดพร้าวค่า ...

จากยัยเฟิร์นกะนัยภัทร

======================
* ADHD (Attention Deficit Hyperactive Disorder - สมาธิสั้น)

"การขาดความสามารถ ตั้งใจ/สนใจ ต่อกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่กำลังกระทำอยู่ เป็นความผิดปกติทางพฤติกรรมชนิดหนึ่งที่เด็กมักแสดงออกจนเป็นลักษณะเฉพาะตัว ประกอบด้วยพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับวัย หรือระดับพัฒนาการ ปกติมาตรฐาน ซนมาก ไม่มีระเบียบ วอกแวก ไม่มีสมาธิ มักทำอะไรก่อนคิด วู่วาม ก้าวร้าว ...........ดร. สยุมพร เค ไพบูลย์"




 

Create Date : 30 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 30 พฤษภาคม 2553 14:27:08 น.
Counter : 1072 Pageviews.  

ข้อเท็จจริง และ ลำดับเหตุการณ์ วิกฤติยาสมาธิสั้นขาดแคลน

บทความนี้คัดลอกมาจาก ชมรมผู้ปกครองบุคคลสมาธิสั้น เกี่ยวกับข้อเท็จจริงของการขาดประสิทธิภาพและเงื่อนงำในการบริหารงานที่มีผลประโยชน์ซ้อนเร้นของอย. ผมเองในฐานะของพ่อคนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับปัญหานี้โดยตรง จึงอยากนำเอาข้อเท็จจริงนี้มาเผยแพร่เพื่อประโยชน์สาธารณะต่อไป

ข้อเท็จจริง และ ลำดับเหตุการณ์ วิกฤติยาสมาธิสั้นขาดแคลน


6 พ.ย. 52 คุณนภัทรฯ (ประธานชมรมผู้ปกครองบุคคลสมาธิสั้น) ออกทีวีช่อง 9 เรื่องยาขาดตลาด มีการโฟนอินรองเลขา อย.นพ.พงศ์พันธ์ และนพ.ณัทธร โดยรองเลขาฯแจ้งว่าได้ทำให้ยาถูกลง (พิธีกรแจ้งว่าไม่ตรงประเด็น) และยังบอกว่าจะขอให้บริษัทยารีบจัดส่งยา

9 พ.ย. 52 พญ.นงพงา ฯ ประธานราชวิทยาลัยจิตแพทย์ตำหนิ อย.ว่าทำงานล่าช้า ทำให้ยาขาด รองเลขาฯแจ้งว่างวดนี้สั่งน้อยกว่างวดที่แล้ว เพราะว่าเด็กสมาธิสั้นมีไม่มาก และเกรงว่าเด็กจะติดยา เพราะมีสารเสพติด

9 พ.ย. 52 รองเลขาพงศ์พันธ์ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ไทยโพสว่า มีงานวิจัยระบุว่าเด็กกินยาแล้วตายเฉียบพลัน ทาง อย.สหรัฐกำลังพิจรณายกเลิกการใช้ยารักษาเด็กสมาธิสั้น! พร้อมแจ้งว่าไม่ต้องกลัวยาขาด เพราะมีสต็อค 1.54 ล้านเม็ดแน่นอน

27 พ.ย. 52 หนังสือพิมพ์แนวหน้าลงสกู๊ปพิเศษสัมภาษณ์ นพ.ณัทธรและผู้ปกครองเรื่องยาขาด มีการเน้นย้ำว่างานวิจัยที่ทาง อย.ยกมากล่าวอ้างไม่ถูกต้อง เชื่อถือไม่ได้ เป็นการทำย้อนหลัง

2 ธ.ค. 52 คุณนภัทรฯออกทีวี พูดถึงความจำเป็นที่เด็กต้องกินยา มิใช่ต้องการจะกิน พร้อมแสดงรายงานของ อย.สหรัฐให้ผู้ชมดูด้วยตาตนเองว่า รายงานนี้ยังไม่ถูกต้อง และมี Dr. Barkley แห่งมหาวิทยาลัย North Carolina แจ้งว่ารายงานที่ว่ายาทำให้เด็กตายไม่ถูกต้อง อย.สหรัฐเห็นว่าผู้ปกครองไม่ควรตื่นตระหนก และไม่ควรหยุดการใช้ยา และจะให้ทุนวิจัยให้ถูกหลักการ คาดว่าจะรู้ผลปลายปีนี้

4 ธ.ค. 52 มีการส่งข่าวกันไปทาง SMS ว่ายาทำให้เด็กสมาธิสั้นตายแบบเฉียบพลัน และอย.จะระงับการขายยา

4 ธ.ค. 52 คุณนภัทรฯได้รับข่าวจากบริษัทยาว่า อย.กดดันให้รีบจัดส่งยาให้โดยเร็วที่สุด ภายในเดือน ธ.ค.นี้ แทนที่จะเป็นต้นกุมภาพันธ์ 2553 ตามเงื่อนไขใบสั่งซื้อของ อย.!

ชมรมจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นเตรียมดำเนินการแก้ไขปัญหาเพื่อป้องกันมิให้ยาขาดอีกในปี 2553

6 ธ.ค. 52 รายการ U-life ช่อง True 7 ได้เชิญนพ.พนม เกตุมาน หัวหน้าภาควิชาจิตเวชเด็กและวัยรุ่น ร.พ.ศิริราช พร้อมอาจารย์ร.ร.สาธิตเกษตรมาตอบคำถามของพิธีกร สรุปคำตอบได้ดังนี้

1. รายงานที่แจ้งว่าเด็กตายเฉียบพลันที่อเมริกาไม่ถูกต้อง เป็นการนำเด็ก 564 คนที่ตายเพราะอุบัติเหตุมาเปรียบเทียบกับเด็กอีก 564 คนที่ตายเฉียบพลัน ว่ามี 10 คน เคยกินยาสร้างสมาธิ เป็นการทำรายงานย้อนหลังเชื่อถือไม่ได้ และรายงานนี้มีมานานแล้ว ทางการแพทย์ไทยได้เคยถกกันแล้ว และเห็นว่ายายังปลอดภัยตราบเท่าที่ยังไม่มีงานศึกษาติดตามที่เชื่อถือได้

2. มีการประชุมจิตแพทย์ทั่วโลกที่ฮาวายเมื่อเร็ว ๆ นี้ ไม่มีการถกถึงปัญหานี้ในที่ประชุม

3. อย.สหรัฐไม่เคยสั่งระงับยานี้เพราะทำให้เด็กตายเฉียบพลัน

4. แพทย์ได้ระวังในการให้ยาจากข้อมูลของผู้ปกครองและตัวเด็ก และพยายามระมัดระวังในกรณีเด็กกินยาแล้วใจสั่น หากในครอบครัวมีประวัติโรคหัวใจ

5. ยาเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับอนาคตเด็ก

ขอให้ผู้ปกครองอย่าตื่นตระหนก ขอให้ใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบ ถ้า อย.รู้ข้อมูลมานาน น่าจะงดสั่งยานี้มานานแล้ว ทำไมถึงยังสั่งมาอีกและจะสต็อคยาอีก 1.54 ล้านเม็ด แปลกแต่จริงเหลือเกิน เอางบที่ไหนไปซื้อเข้าสต็อค ไม่ว่าจะเป็นยา Ritalin หรือ Concerta หรือยาที่มี Generic Name ยี่ห้ออื่นที่คุณภาพไม่เท่า




 

Create Date : 10 ธันวาคม 2552    
Last Update : 10 ธันวาคม 2552 10:04:09 น.
Counter : 590 Pageviews.  

1  2  3  4  

Nong Fern Daddy
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 771 คน [?]




... Blog นี้ ...
แด่ ... แม่น้องเฟิร์นและน้องภัทร
เธอ..ผู้เปลี่ยนห้องที่มืดมิดให้สว่างไสวได้ด้วยรอยยิ้ม
เธอ..ผู้อยู่เบื้องหลังความเข้มแข็งและความสำเร็จทั้งมวล
... และ ...
เธอ ... ผู้เป็น "บ้าน" เพียงแห่งเดียวของผม

---------------------------------------------

หรือเพียง "ฝัน" ที่หาญท้าชะตาฟ้า ?

หรือจะเพียง "ศรัทธา" (ที่)ไร้ความหมาย ?

แม้จะเป็นแค่เพียง "ฝัน" จนวันตาย

แต่ผู้ชายคนนี้จะอยู่ข้างเธอ ... ตลอดไป ...

แด่ ... ลูกที่กล้าฝันของพ่อ

Friends' blogs
[Add Nong Fern Daddy's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.