==== ก็แค่ผู้ชายธรรมดาๆคนหนึ่ง ที่อยากจะเป็นสามี และ เป็นพ่อให้ได้ดีกว่าที่เคยเป็นเมื่อวาน ====
Group Blog
 
All Blogs
 

สอบสัมภาษณ์งานวิศวกรสนามงาน ... เรามองหาอะไรในตัวคนมาสัมภาษณ์

ผมเคยได้เขียนเรื่องการสัมภาษณ์วิศวกรสนามของงานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมนอกชายฝั่งเอาไว้แล้วตอนหนึ่ง ภาคนี้ถือเป็นภาคต่อก็แล้วกัน เนื่องจากบล๊อกนั้นยังไม่เต็มจะขอเอาไปต่อท้ายที่บล๊อกนั้นก็แล้วกันครับ และ เพื่อนใหม่ที่เพิ่งเข้ามา จะได้ย้อนกลับไปอ่านของเก่า(แต่ยังเอามาใช้ได้ใหม่เสมอ)

ตามลิงค์ไปนะครับ อยู่ในตอนต่อท้าย ชื่อเรื่อง "สอบสัมภาษณ์งานวิศวกรสนามงาน ... เรามองหาอะไรในตัวคนมาสัมภาษณ์"

งานวิศวกรสนาม (field engineer) ... เขาสัมภาษณ์อะไรกันนักกันหนา - ตอบอย่างไรให้โดนใจ

http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=nong-fern-daddy&month=22-12-2009&group=14&gblog=8


หรือไปที่บล๊อกกรุ๊ปนี้เลยก็ได้ครับ

http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=nong-fern-daddy&group=14




 

Create Date : 15 มกราคม 2556    
Last Update : 3 มิถุนายน 2556 18:16:03 น.
Counter : 2607 Pageviews.  

สำนวน ประโยค ภาษาอังกฤษ ที่ใช้ในการสอบสัมภาษณ์วิศวกรสนาม (ตอนที่ 1)

สำนวน ประโยค ภาษาอังกฤษ ที่ใช้ในการสอบสัมภาษณ์วิศวกรสนาม

ก่อนอื่นผมต้องขอออกตัวก่อนว่า ไม่ได้จบเอกอังกฤษ เป็นวิชาที่ไม่ชอบเอามากๆ สมัยโดนบังคับให้เรียน(ตามหลักสูตร) สอบที่แทบจะนิมนต์เจ้าพ่อเจ้าแม่เจ้าป่าเจ้าเขามาช่วย แต่ก็ไม่วายสอบซ่อมเป็นระยะอาศัยว่าครูพักลักจำในตอนทำงาน ปล่อยไอ้โต้งไปจะหมดเล้า ก็พอกระเดียดมาได้เล็กๆน้อยๆ อยากเอามาแบ่งปันกัน เพื่อจะเอาไปใช้งานได้ ถ้าเพื่อนๆน้องๆที่จบเอกอังกฤษมา จะท้วงติงหรือเสริมแต่ง หรือ มีเคล็ดประโยคเด็ดๆ ก็ตามสบายนะครับ เอามาแบ่งๆปันๆกัน ผมแค่เปิดเวทีจั่วหัวไว้

จะว่าไปก็คล้ายๆกับสัมภาษณ์งานอื่นแหละ แต่ลักษณะเด่นของงานเราคือ ต้องเสียงดังฟังชัด ไม่อ้อมแอ้ม และใช้คำที่แสดงทัศนคติเชิงบวก หรือ ลบให้น้อยที่สุด หลีกเลี่ยงการวิจารณ์เชิงความเห็น ถ้าจำเป็นต้องวิจารณ์ ให้วิจารณ์เชิงปริมาณ หรือ เชิงข้อเท็จจริง เช่น รถคันนี้ใช้น้ำมันต่อระยะการเดินทางมากกว่าค่าเฉลี่ยของรถในขนาดและรุ่นๆเดียวกัน (ข้อเท็จจริง) มีความเหมายคล้ายกับ รถคันนี้กินน้ำมันจัง หรือ รถคันนี้เปลืองน้ำมันจัง (ความเห็น) แต่ดูดีกว่า คือ บอกว่า A มากกว่า B แต่อย่าไปแสดงความเห็นต่อว่า มากกว่าแล้วมันดีอย่างไร

เอาล่ะเข้าเรื่องเสียที ...

กฏทองของผมเวลาเป็นคนถูกสัมภาษณ์คือห้ามใช้ประโยคหรือคำที่มีความหมายลบเด็ดขาด เพราะจะแสดงถึงทัศนะคติที่เป็นคนมองโลกแง่ลบ ตัวอย่างข้างล่างนี้จะแสดงให้เห็นถึงการเลือกใช้คำที่ดูเบาลงแต่ความหมายเหมือนกัน

1. difficult (ยาก) ให้ใช้คำว่า challenge (ท้าทาย) แทน
เช่น The assignemnt is difficult => The assignemnt is challenging.
It is impposible to ... => It is very challenging to ...

2. disadventage (เสียเปรียบ) weakness or drawback (ข้อเสีย) ให้ใช้คำว่า
2.1 limitation (ข้อจำกัด) เช่น The drawback of the job is .... => The limitation of that job is ...
2.2 area/room of improvement/ development (ส่วนที่สามารถปรับปรุงพัฒนาให้ดีขึ้นได้) เช่น My weakness is .... => My area of improvement is ...

3. confuse (สับสน) ให้ใช้คำว่า miscommunication (สื่อสารบกพร่อง)
เช่น He confuses me => We have a bit of miscommunication.

4. น้อยไป มากไป แตกต่าง (ในความหมายที่ไม่ดี) ให้ใช้ different (ไม่เท่ากัน)
His idea is bad => I think differently
He used water in this chemical more than I did. => We use different amount of water in this chemical.

5. Poor (แย่), substandard (ต่ำกว่ามาตราฐาน) ให้ใช้คำว่า can be improved (สามารถพัฒนาให้ดีได้)
The performance of is motor is substandard => The performance of is motor can be improved.

พยายามเปลี่ยนคำแง่ลบให้หมด ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ให้ใช้คำเหมือนที่ความหมายอ่อนลงมา ถ้าเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ให้ใช้ adverb จำพวก slightly, a bit เช่น I was slightly late หรือ I was a bit late so I missed the interview.

เวลาโดนถามถึงสถาณ์การจำลอง เช่น ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้คุณจะทำอย่างไร เวลาตอบให้ขึ้นต้นว่า If I were there I would ... / If I were in that situation I would ...

ถ้าจะบอกว่า ฉันไม่รู้ มีให้เลือกใช้มากกว่า I don't know ลองเปลี่ยนไปใช้ I have no idea หรือ I wished I knew the answer ดูบ้างในบางสถานการณ์ จะทำให้ดูว่าคุณพูดภาษาอังกฤษเป็นทันตาเห็น ถ้าอยากดูเท่ห์ขึ้น เวลาบอกว่า ฉันไม่รู้จริงๆ ให้บอกว่า I don't know indeed จะดูว่าเป็นผู้ดีอังกฤษขึ้นมา เพราะคนอังกฤษจะใช้คำว่า indeed ต่อท้ายเพื่อเน้น เหมือน เราใช้ very นั่นเอง

เตรียมคำวิเศษและกริษาวิเศษณ์เอาไว้เยอะๆ ไม่ใช้รู้แต่ big-small long-short good-bad มีอีกหลายๆคำที่ใช้ได้ เช่น splendid, large, huge, magnificent, tiny, thiny, fat, plum ฯลฯ เปิดดิกดูแล้ว google หาตัวอย่างประโยคเอานะครับ

คำพวกนี้แปลว่า อื่นๆเหมื่อนกัน แต่ใช้ไม่เหมือนกัน

the others = อื่นๆที่มากกว่า 1 และเจาะจง เช่น I studies physic, chemistry, biology and mathematic. I have "A" in mathematic and "B" for the others.

others = อื่นๆที่มากกว่า 1 แต่ไม่เจาะจง เช่น มีนก 1 ตัวอยู่ในกรง ที่เหลือกี่ตัวก็ไม่รู้ บินไปบินมานอกกรง There is a bird in the cage. Others are flying outside.

the other = มีของสองอย่างที่กำลังพูดถึง กล่วงถึงอีกอย่างไปแล้ว และ จะกล่าวถึงอีกอย่าง เช่น ไปเที่ยวกับเพื่อน 2 คน คนหนึ่งกลับก่อน คนหนึ่งอยู่ต่อ I and 2 friends of mine went out yesterday. One returned home this morning. The other stay on. หรือ มีปากกา 2 สี 2 ด้าม I have 2 pens. This one is red. The other is blue. หรือ I studies physic and mathematic. I have "A" in mathematic and "B" for the other.

another = อื่นๆที่ไม่เจาะจงเลย แต่เป็นของชิ้นเดียว (เหมือน others แต่เป็นเอกพจน์) เช่น เอาตะปูมาให้ฉันตัวนึง (ตัวไหนก็ได้ ไม่เจาะจง) ตัวนี้มันไม่ดี This nail is bad. Please bring me another one.

ตอนแรกๆผมก็สับสนงงเช็ดเม็ดเลย พอใช้บ่อยๆ สังเกตุเจ้าของภาษาใช้บ่อยๆ ก็พอเดาได้ จำง่ายๆคือ มี the นำหน้า คือ เจาะจง มี s แปลว่ามากกว่า 1 ... แต่ ถ้าชิ้นเดียวและไม่เจาะจงมันควรเป็น an other ใช่ป่ะ แต่คราวนี้คำนี้มันไม่มี มันดันเขียนติดกันไง มันก็เป็น another (ผมจำของผมอย่างนี้แหละ)

ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของใครก็ไม่รู้เกี่ยวกับความเหมือนและต่างระหว่างนักการฑูต(diplomat)และสุภาพสตรี(lady)

Diplomat
If he says "yes", he means "may be"
If he says "may be," he means "no"
If he says "no", he is not a diplomat

Lady
If she says "no", she means "may be"
If she says "may be", she means "yes"
If she says "yes", she is not a lady.

ผิดถูกยังไง รบกวนผู้รู้จริงเรื่องภาษาติติงได้นะครับ ผมเรียนมาแบบมวยวัด ครูพักลักจำ สังเกตุฟังๆเอาจากเจ้าของภาษาน่ะครับ เดี๋ยวถ้าคิดคำไหนออกที่ใช้บ่าอยๆ จะเอามาเพิ่มไว้เรื่อยๆนะครับ

แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือความั่นใจ กล้าพูดกล้าแสดงออกนะครับ

พี่นก ...




 

Create Date : 31 สิงหาคม 2555    
Last Update : 12 เมษายน 2556 16:02:08 น.
Counter : 4828 Pageviews.  

5 นาทีทอง ... จบการสัมภาษณ์อย่างไรให้ประทับใจ ... เพิ่มโอกาสการได้งาน

ออกตัวก่อนนะครับว่า นี่เป็นความเห็นส่วนตัวของผมล้วนๆผู้ซึ่งไม่ใช่ฝ่ายบุคคล ไม่เกี่ยวข้องกับฝ่ายบุคคล ไม่มีความรู้เรื่องฝ่ายบุคคล จะมีเกี่ยวบ้างก็แค่เคยไปจีบสาวๆฝ่ายบุคคล (แต่ไม่ติด ฮ่าๆ)

===================

หลังจากถูลู่ถูกัง ถูๆไถๆ เหงื่อไหลไข่ห้อย เอ๊ย เหงื่อไหลไคลย้อย ห้อยต่องแต่งๆ จะพังเหล่ไม่พังเหล่ มา 30-40 นาทีของการสัมภาษณ์ โดยมากผู้สัมภาษณ์ก็จะจบด้วยประโยคมาตราฐาน (ไม่รู้ไปฝึกกันมาจากไหน) ทำนองว่า "มีคำถามอะไรจะถามเพิ่มเติมไหม" หรือ "มีข้อมูลหรือมีอะไรจะให้กับเราเพิ่มเติมไหม" เป็นคำถามเปิด แปลว่า คุณจะบอกอะไรก็บอกมา จะถามอะไรก็ถามมา ...

สมัยผมละอ่อนๆ โดนสัมภาษณ์ใหม่ๆ ผมก็จะบอกว่า ปวดฉี่จะตายอยู่แล้ว อยากกลับบ้านแล้วครับ นัดกิ๊กเอาไว้ เอ๊ย แบบว่าเหนื่อยเต็มทน บอกว่า "ไม่มีครับ" เพราะอยากกลับจริงๆ

พออยู่มาๆสักพัก เริ่มคิดได้ว่า เออ หาคำถามอะไรที่มันทำให้ตัวเองดูฉลาดๆและน่าสนใจดีกว่า บางทีก็รู้คำตอบอยู่แล้ว แต่ถามๆไปงั้น เพราะคิดว่า ถามแล้วดูฉลาดดี (ฮ่า)

กาลต่อมาเนิ่นนานจนบัดนี้(แก่เลี้ยว) เลยคิดว่าน่าจะส่งผ่านประสบการณ์(ที่ไม่รับประกันว่าถูกไหม เพราะไม่ใช่ฝ่ายบุคคล)ที่คิดว่าน่าจะดีที่สุดที่จะใช้โอกาสทองของคำถามเปิดส่งท้ายการสัมภาษณ์นี้ให้เป็นประโยชน์ต่อตัวเองให้มากที่สุด เพราะที่ผ่านมาในการสัมภาษณ์ เราก็มักจะถูกไล่ต้อนไล่ซักไล่ถามกันจนบอบช้ำกล้ำกลืนกัน จนบางทีเราก็หลุดที่เราเตรียมมา ตอบครบบ้างไม่ครบบ้าง คราวนี้ละ ปิดท้ายสัมภาษณ์ โอกาสทอง ขอตูโซโล่มั่งฮิ

สิ่งที่น่าจะถามหรือพูด (ไม่ต้องเรียงตามนี้ก็ได้)

1. อะไรที่เราตอบไปไม่ชัด ไม่เคลีย์ ตอบไม่หมด ไม่ว่าจะเรื่อง คำถามเทคนิค หรือ อะไรก็ตาม ที่ผ่านไปในช่วงก่อนหน้า ยกเอามาตอบเพิ่มได้ในช่วงนาทีนองนี้ เพราะจากนี้ไปแล้ว หมดสิทธิ์แก้ตัวแก้ต่าง ไม่มีอุทรณ์ ฎีแก ฎีกา อีกแล้ว

2. ถามอะไรที่ยังสงสัยเกี่ยวกับบ.นั้นๆ เช่น ใครคือหัวหน้างาน แล้วให้ไล่ไปจนถึง CEO เลย เพื่อจะดูว่าเราอยู่ในขนมชั้นๆไหนขององค์กร ใครเป็นลูกค้าของบ. ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งเก่าหรือตำแหน่งใหม่ ถ้าตำแหน่งเก่า ทำไมคนเก่าลาออก (มักจะได้คำตอบไม่จริง ฮ่าๆ) มีคนในตำแหน่งนี้กี่คน แต่ล่ะคนอยู่กันมาแล้วคนล่ะกี่ปี (กวนนิดๆ ไม่แนะนำถ้าไม่ชัวร์ว่าเราเป็นต่อ แต่เป็นการประเมินคร่าวๆถึงความมั่นคงของตำแหน่งและบ.) ถ้าเป็นตำแหน่งใหม่ ทำไมจึงมีตำแหน่งนี้ ความก้าวหน้าของตำแหน่ง คนที่อยู่ตำแหน่งนี้มาก่อน อยู่กันคนล่ะประมาณกี่ปีถึงได้ก้าวขึ้นตำแหน่งถัดไป ส่วนมากถ้าถามเรื่องเงินเดือน หรือ สวัสดิการ ก็มักจะโดนตอบว่า เอาไว้ไปคุยกับ HR แต่ถามไปก็ไม่แปลก สำหรับผม คนที่ไม่ถามเรื่องเงินเดือนและสวัสดิการนี่ซิแปลก ทั้งๆที่เป็นปัจจัยหลัก และอีกหลายๆคำถาม คิดเองมั่ง อิอิ

3. ข้อนี้สำคัญมากครับ เตรียมบท เตรียมคลิป เอ๊ย สคริป์ ไว้เลยครับ อะไรที่เราเตรียมไป แล้วไม่ได้โชว์ออฟ โชว์พาว(power) โชว์เต้ง(strength) งัดเอาออกมาแฉ เอาออกมาแบกันตอนนี้เลยครับ ที่เกี่ยวกับงานนะครับ แต่ต้องให้เนียน ทำนองว่า เป็นตัวอย่างประกอบข้อถามที่ผ่านมา เช่นอาจจะโดนถามมาก่อนว่า อะไรที่คุณคิดว่าคุณเหมาะกับงานนี้ ซึ่งคุณตอบไปแล้วครบถ้วน แต่ว่า มีอีกเรื่องที่คุณอยากอวดก็สอดไส้ลงไปได้ อีกเรื่องคือ แรงจูงใจที่ทำไมคุณอยากมาทำที่นี่ ความทุ่มเท การเตรียมตัวเตรียมพร้อมที่คุณทำมา เช่น ลงทุนไปเรียนภาษาเพิ่ม ทุบกระปุกไปสอบโทอิค ใส่อารมณ์ได้นิดๆ เพราะมันทำให้สมจริงและผู้สัมภาณ์อินไปกับเรา อย่าลืมว่า หัวใจผู้สัมภาษณ์ก็ทำด้วยเนื้อเหมือนเรา แต่เน้นว่า อย่าเว่อร์ ถ้ามีคำขวัญประจำใจเทห์ๆเก๋ๆ ฟังเคลิ้ม ดูดี ที่เกี่ยวกับงาน ก็เอามาใส่ตรงนี้ก็ได้

เตรียมไว้ทั้ง 2 ภาษา ไทย อังกฤษ ถ้าคุณไม่ใช่นักพูดอาชีพ ขอร้อง อย่าด้นสด จงท่องไปครับ ยืนหน้ากระจก ซ้อมกับเพื่อน ซ้อมกับแฟน (ซ้อมกับแฟนนะครับ ไม่ใช่ซ้อมแฟน ฮ่าๆ) อย่าให้เกิน 5 นาที เตรียมประโยคปิดเก๋ๆไว้ด้วย ไปกูเกิลดูเอาจากวาทะ นักการเมือง การทหาร ศาสดา นักปรัชญา แล้วเอามาดันแปลงให้เข้ากับเรา หรือ ถ้ามันตรงอยู่แล้ว มันโดนอยู่แล้วก็อ้างอิงไปเลย แต่ต้องบอกด้วยว่า เราเอามาจากใคร ไม่ใช่ตีขลุมเอาว่าเราคิดเอง เพราะผู้สัมภาษณ์เขาก็ไม่ได้โง่ อย่าง motto หรือ คำขวัญ ของผมคือ a journey of ten thounsand miles begins with one step กับ I can because I think I can ใครจะก๊อปก็ได้นะครับ ไม่ว่ากัน ผมก็ก๊อปเขามาอีกที (ฮ่า) ก๊อปจากใครก็ไม่รู้ เพราะที่เห็นบนฝาผนังมันเขียนว่า anonymus แปลว่า บุคคลผู้ไม่เปิดเผยนาม

อย่าลืมนะครับ 5 นาทีทอง อย่าขี้เกียจ อย่าปวดฉี่ อย่านัดกิ๊ก ใช้เวลาและโอกาสให้คุ้ม ... สงครามไม่จบอย่านับศพทหาร ... ระฆังยังไม่ดังหมดยก โอกาสน็อกคู่ต่อสู้มีอยู่เสมอ ...

โชคดีทุกคนนะครับ ... :)

ด้วยรักและศรัทธา
Da Mihi Animas, Cetera Tolle (DMACT)
(กูเกิลเอา แปลว่าอะไร)

==============================

CV กับ จดหมายสมัครงาน : เขียนกันยังไงให้เป็นสับปะรด

มนุษย์เงินเดือน - ทำไมเงินเดือนของแต่ล่ะตำแหน่งแต่ล่ะงานในบ.ไม่เท่ากัน

งานวิศวกรสนาม (field engineer) ... เขาสัมภาษณ์อะไรกันนักกันหนา - ตอบอย่างไรให้โดนใจ

ฟิสิกส์ และ เคมี เด็กม.ปลาย ที่ผมชอบใช้สัมภาษณ์งานวิศวกรสนาม (ถ้าคุณแน่อย่าแพ้ม.ปลาย)

คำถามที่ควรจะถามเมื่อถูกสัมภาษณ์งาน

และข้างล่างนี้เป็นลิงค์บล๊อกกรุ๊ปที่เกี่ยวกับเคล็กลับการสมัครงาน และ สอบสัมภาษณ์แบบกว้างๆครับ

http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=nong-fern-daddy&group=14

เยอะแยะ และ อื่นๆอีกมากมาย คลิ๊กๆไล่หาอ่านเอาเองนะครับ




 

Create Date : 21 มิถุนายน 2555    
Last Update : 4 กุมภาพันธ์ 2557 10:19:41 น.
Counter : 1406 Pageviews.  

ปฏิบัติการจิตวิทยาในการสัมภาษณ์งานวิศวกรสนาม

ตอนแรกว่าจะเขียนตอนนี้ต่อใน งานวิศวกรสนาม (field engineer) ... เขาสัมภาษณ์อะไรกันนักกันหนา - ตอบอย่างไรให้โดนใจ (http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=nong-fern-daddy&month=22-12-2009&group=6&gblog=46) แต่พอมาคิดอีกที มันชักจะยาวไปหน่อยและเรื่องมันค่อนข้างจะเฉพาะเจาะจง เลยเอามาขึ้นเป็นบล๊อกใหม่ดีกว่า

ออกพุงเอ๊ยออกตัวก่อนนะครับว่า หนึ่ง ผมไม่ใช่นักทรัพยากรมนุษย์ (HR) และ สอง ผมไม่ใช่นักจิตวิทยา เป็นแค่อดีตวิศวกรสนามเถื่อนๆ(แต่ไม่ถ่อยนะ)และปัจจุบันวิศวกรสำนักงานแก่ๆ ที่มีโอกาสถูกสัมภาษณ์ และได้สัมภาษณ์คนอื่นมาพอหอมปากหอมคอ นอกจากนี้ก็ได้ฟังประสบการณ์หลังไมค์จากเพื่อนๆพี่ๆน้องๆมาตลอด 5-6 ปีที่เปิดบล๊อก ก็อยากจะเอามาแบ่งปัน ตามเคยนะครับว่า ไม่มีถูกไม่มีผิด ไม่มีทฤษฎีอะไรมากมาย คิดว่ามานั่งล้อมวงเม้าส์มอย จิบเบียร์ ใต้ต้นมะขาม เล่าสู่กันฟัง ข้าเจอมาแบบนี้ เอ็งเจออะไรมาบ้าง ชิวๆกันนะครับ

บริบทที่ผมกำลังจะคุยก็เป็นบริบทของวิศวกรสนามในงานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมต้นน้ำนะครับ งานนี้มีลักษณะเฉพาะพอสมควร เพื่อนๆที่อยู่วงการอื่นเช่น โรงงาน การเงิน สาธารณสุข การบิน ทหาร ฯลฯ อ่านแล้วอาจจะบอกว่า ไม่เห็นจริงเลย ไม่เคยได้ยินว่าเป็นแบบนี้ ฯลฯ ก็ไม่แปลกครับเพราะ งานวิศวกรสนามในงานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมต้นน้ำนี้มีลักษณะเฉพาะพอสมควร และไม่ทุกการสัมภาษณ์จะมีลักษณะแบบนี้นะครับ ผมแค่รวบรวมจากที่เคยเจอมาเอง เคยสัมภาษณ์เอง และได้ยินมาทั้งหน้าไมค์และหลังไมค์ เอามารวมๆกัน ถ้าใครไม่เจอแบบนี้ก็ไม่ได้แปลว่าผิดอะไร อย่างน้อยอ่านไว้ก่อนรู้ไว้ก่อน ถ้าเจอก็จะได้คุมสติได้อยู่รับไม้รับมือได้อย่างไม่เสียรูปมวย

สำหรับเพื่อนๆที่ยังไม่เคยอ่านตอนแรก http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=nong-fern-daddy&month=22-12-2009&group=6&gblog=46 อยากให้กลับไปอ่านก่อนนะครับ เพราะมีอะไรที่มีประโยชน์อยู่มากมาย จะได้เข้าใจว่าเราเดินทางมาถึงขึ้นตอนไหน เช่นขั้นข้อเขียน เราก็ได้ดูกันแล้วว่าใครทำอะไรได้แค่ไหนในเชิงวิชาการ ขั้นสัมภาษณ์ก็มีจุดประสงค์หลายๆอย่าง (กล่าวไว้แล้วในลิงค์) ในตอนนี้จะกล่าวถึงหนึ่งในจุดประสงค์นั้นคือ ดูว่าคุณมีความฉลาดทางอารมณ์(ไม่รู้ใครไปแปลแบบนี้ จั๊กจี้มากเลย) หรือที่เรียกว่า EQ หรือ AQ (ความสามารถในการฝันฝ่าปัญหาอุปสรรค -Adversity Quotient) แค่ไหน คุณรับมือกับความขัดแย้ง การคุกคามทางอารมณ์ ทางเลือกที่หมิ่นเหม่ต่อความถูกต้อง และ หมิ่นเหม่ต่อศีลธรรมแค่ไหน คุณเป็น "นักปฏิบัติจัง" หรือ "นักทฤษฎีจ๋า" ทัศนคติเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ(โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย)เป็นยังไง

Good cop - bad cop

เคยเห็นในหนังฮอลลี่วู้ดไหมครับที่เวลาสอบสวน ตำรวจคนนึง(หน้าตาแบบเพิ่งทะเลาะกับเมียมาเมื่อเช้า)เข้ามาก็ด่าๆซ้อมๆอัดๆโครมๆ แล้วมีตำรวจอีกคน(โดยมากจะหล่อหรือสวยเอ๊กซ์เซ็กซี่น่า ... กว่าคนแรก)มาปลอบแล้วสัญญิงสัญญาโน้นนี่เพื่อให้ผู้ต้องหารับสารภาพหรือให้ข้อมูล ... นึกออกหรือยังครับ

ประมาณนั้น การสัมภาษณ์มันก็ไม่ถึงขนาดนั้นแต่ก็หลักการคล้ายๆกัน คือจะมีคนหนึ่งหรือสองคนที่ แนวๆแข็งๆคุกคามๆถามจี้ๆกดดันๆ แล้วจะมีอีกคนคอยสังเกตุและจดๆอาการปฏิกริยาของเรา แล้วสักพักคนสองคนแรกอาจจะขอตัวออกไปก่อนโดยอ้างว่าอะไรก็แล้วแต่ แล้วคนที่เหลืออยู่ก็แสดงบทสัมภาษณ์ตามปกติ แล้วก็อาจจะถามอะไรที่คล้ายๆกัน ดูว่าเราจะตอบอย่างไร หรือ ถามความเห็นต่อคำถามที่กดดันก่อนหน้า ...

ผมไม่ค่อยเห็นแบบนี้ (good cop bad cop) เท่าไร เจอมากับตัวเองแค่หนเดียวตอนหนุ่มๆ คงไม่คิดว่ามีใครใช้อีกแต่ก็อยากจะบันทึกไว้ว่า "อย่างนี้ก็มีด้วยคร๊าบบบบบบ" ส่วนการรับมือ ผมไม่มีสูตรสำเร็จนะครับ ตั้งสติให้ดีๆ ตอบให้คงเส้นคงวา อย่าไปบ้าจี้มีอารมณ์ร่วมก็พอแล้ว

ต่อมปรี๊ด กับ ต่อมบาน

ผมไม่ใช่นักจิตวิทยา ไม่รู้ว่านักจิตวิทยาเรียกว่าอะไร ผมตั้งชื่อของผมเอง ต่อมปรี๊ดคือต่อมที่ใครแตะไม่ได้ ต้องมีอาการองค์ลงหรือของขึ้น พูดภาษาบ้านๆคือปมด้อยนั้นเอง แต่มันจะหนักกว่าปมด้อยคือมันเป็นมด้อยที่ด้อยมากๆถึงกับก่อให้เกิดอารมณ์ปรี๊ดได้ เช่น ลูกเมียน้อย ลูกไม่มีพ่อ สอบตกซ้ำชั้นสามปีซ้อน โดนไล่ออกจากบ.เก่า นกเขาไม่ขัน (เกี่ยวไหมเนี่ย กลอนมันพาไป เอิ๊กๆ) ฯลฯ เรื่องเดียวกันกับคนหนึ่งอาจจะเป็นปมด้อยธรรมดาๆขำๆแต่กับอีกคนหนึ่งอาจจะเป็นต่อมปรี๊ดของเขาก็ได้

ต่อมบาน คือ ต่อมหน้าบาน คือเรื่องที่เราภูมิใจหนักหนา เป็นความสำเร็จที่คุณล้มควายเลี้ยงฉลองกันทั้งหมู่บ้านโพทนาไปสามตำบล เมาทีไรต้องพูดถึง (ฮ่า) ประมาณนั้น ภาษาบ้านๆอาจจะเรียกว่าเรื่องที่ภูมิใจหรือปมเด่น(ด้านดี) เช่น สอบได้ที่หนึ่ง ได้เหรียญ ได้โล่ ส่งตัวเองเรียนจนจบไม่พึ่งใครเลยสักบาทเดียว เป็นกัปตันทีมฟุตบอลตอนประถมพาทีมชนะเลิศแข่งบอลสงกรานต์ประจำหมู่บ้านวัดลิงขบ ฯลฯ

สองปมนี่แหละครับ จะโดนนำมาเล่น ต่อมปรี๊ดก็จะถูกหาถูกขุดและตอกย้ำ ต่อมบานก็โดนดูถูกเหยียบย่ำว่าไม่สำคัญอะไร วิธีตั้งการ์ดรับมือคือ ประการแรก อย่าลงไปเล่นกับเกมอารมณ์กับคนถาม แตะสกัดอารมณ์ออกไป คนปกติเวลาโดนถล่มปูพรมแบบนี้จะอยู่ใน mode ปกป้องและตอบโต้กลับ (defense and counter attack) คุณต้องตั้งสติให้อยู่ กดสวิทซ์สมองเปลี่ยนเป็น mode "อธิบาย" เช่นผมเคยโดนว่า "โอ้ จบเกียรตินิยมอันดับหนึ่งเสียด้วย ที่หนึ่งภาคอีกแน่ะ (สำเนียงเหยียดๆ) อืม แต่ผมเห็นมาเยอะแล้ววว(ขึ้นเสียงสูง) พวกนี้มักทำอะไรไม่ค่อยเป็น เหยาะแหยะ เก่งแต่ตำรา ลงมือทำไม่เป็น คุณก็คงไม่ต่างกันล่ะม้างงงงงง (เอนหลัง โยน CV ผมลงบนโต๊ะ แล้วกอดอก)" เห็นไหมครับ ไม่มีคำถามเลยสักคับ ใส่อารมณ์เต็มๆ(แบบกิ๊กเก่า) อีกครั้งหนึ่งผมก็เจอแบบ "พูดได้แค่นี้เนี่ยนะ จะมาทำตำแหน่งนี้ รู้ไหมว่าตำแหน่งนี้ต้องใช้ภาษาอังกฤษเยอะ ผมว่าคุณไปหัดมาใหม่ดีกว่า แล้วค่อยมาสมัคร" (ตอนนั้นผมยังพูดภาษาอังกฤษเข้าขั้นสุนัขไม่รัปทาน)

ใช้ mode "อธิบาย" กดสวิทซ์กลับมา อย่าไปลงสระเล่นน้ำสงกรานต์ด้วย เช่น อธิบายไปว่า เห็นด้วยกับประสบการณ์ของพี่นะครับ บางคนเรียนไม่เก่งแต่ทำงานเก่ง บางคนเรียนไม่เก่งทำงานก็ไม่ดี บางคนเรียนก็ดีทำงานก็ได้ ดังนั้นทุกๆบริษัทถึงได้มีช่วงเวลาทดลองงาน เป็นช่วงเวลาที่บ.จะประเมินผู้สมัคร และผู้สมัครจะได้ประเมินบ. ... จากนั้นอะไรก็ว่าไป .... แต่อย่าลืมว่าต้องกระชับ ไม่น้ำท่วมทุ่ง ผักบุ้งไม่ต้องเอามา

อ้อ ... เกร็ดเล็กๆ ... ให้เลือกใช้คำที่เป็นแง่บวกแบบนักการทูต เช่น "ข้อเสีย" ให้พูดว่า "จุดที่อาจจะปรับปรุงให้ดีขึ้น" (area of improvement) ถ้าจะพูดถึง "ความยาก" หรือ "ปัญหา" ให้ใช้คำว่า "ความท้าทาย" (challenge)

มาต่อ ...

เลว เลวมาก ดี ดีมาก (ตู)เลือกอะไร สำนวนไทยว่า รักพี่เสียดายน้อง บัวตูมบัวบาน หรือ หนีเสือปะจรเข้(เลือกทางไหนก็ซวย)

แนวนี้คือจะมีสถานการณ์ให้เลือกว่า ระหว่าง ก. ข. ค. ถึง ฮ.นกฮูก (ฮ่า) เราจะเลือกอะไร ฟังแล้ว(ตู)ไม่อยากเลือกสักข้อ หรือ (ตู)อยากเลือกมันทุกข้อ ... และตูก็รู้ว่าถ้าเลือกปุ๊บโดนถามว่าทำไมเลือกแบบนั้นแน่ๆ และโดยมากมักจะโดนตีกันไว้เลยว่า ไม่มีทางเลือกอื่น

ผมไม่มีสูตรสำเร็จตามเคยครับ มีให้แต่กรอบคร่าวๆว่าคุณต้องกำหลักใดหลักหนึ่งที่เป็นหลักสากลไว้ให้มั่น เป็นหลักที่ทุกคนเถียงไม่ได้ เช่น ความซื่อสัตย์ ความถูกต้องดีงาม ศีลห้า (ถ้าคุณเป็นพุทธศาสนิกชน) บัญญัติสิบประการ (ถ้าคุณเป็นคริสตศาสนิกชน) หรือหลักการของศาสนาไหนก็ว่าไป จรรยาบรรณวิชาชีพ จรรยาบรรณทางธุรกิจ (code of ethic) แล้วก็ตัดสินสถานการณ์ไปตามนั้น แต่ห้ามตอบว่าไม่ตอบไม่เลือก เพราะมันจะแปลว่าคุณไม่กล้าตัดสินใจ และโดยมากแม้จะไม่มีทางเลือกอื่น แต่มักจะมีวิธีผ่อนหนักให้เป็นเบา เช่น ไฟหน้ารถขนของเสียซ่อมไม่ได้แน่ แต่ต้องขนของไปทำงานตอนกลางคืน ไม่งั้นบ.ล่มจมวายป่วงหรือเราโดนไล่ออก(ว่าไปนั่น) เราอาจจะบอกว่า ก็ขับไปแต่กำหนดความเร็วสูงสุดไม่เกินเท่านั้นเท่านี้ จ้างพริตตี้ 3 คนมายืนอยู่หลังกระบะถือไฟฉายกระบอกโตๆส่องไปข้างหน้า (โห ... ลงทุนๆ ... ฮ่า) จ้างมอเตอร์ไซด์ แท็กซี่ ตำรวจ ฯลฯ ขับประกบหน้าหลัง โทรฯแจ้งตำรวจ แจ้งโรงพยาบาล ระหว่างทางผ่านไว้ล่วงหน้า ฯลฯ (อาจจะ proactive ถึงขั้น มัดจำโลงศพ และ จองวัดไว้ ก็ไม่เลว ... ฮา)

เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง (เกลียดพ่อตาแต่อยากเอาลูกสาวเขามาทำเมีย ... ประมาณนั้น)

เตรียมตอบไว้ให้ดีเลยครับ mode นี้ โดนกันบ่อย ทำให้บ.ต่างชาติบ้างล่ะ ธุรกิจทำลายสิ่งแวดล้อมบ้างล่ะ ทำงานให้นายทุนบ้างล่ะ นี่ในเรื่องงานนะ ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวก็อาจจะโดนเหมือนกัน เช่น กินเนื้อส่งเสริมการฆ่าสัตว์ตามกฏอุปสงค์อุปทานนี่นา หรือไม่ก็ อ้าว เจ้าของบ.มันเป็นเสื้อสีนั้นสีนี้ คุณยังจะไปทำให้มันอีกหรือ ฯลฯ ไม่มีคาถาสำเร็จรูปอีกครับ คำถามมันพลิกได้ร้อยกระบวนท่า แต่ที่สำคัญ อย่าตอบให้มันอุดมคติจ๋า ฟังแล้วคลื่นใส้ ต้องคว้ายาดอโป๊ยเซียนมาสูดปืดๆ ก็แล้วกัน

คำถามกระอักกระอ่วน กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

เช่น คุณก็คนไทยเชื้อสายจีน คุณก็ลูกผู้ชายคนเดียว ที่บ้านก็ดูเหมือนจะเป็นกงสี ทำไม่ไม่อยู่สืบทอดกิจการที่บ้าน ไม่เรียกว่าอกตัญญูหรือ (นี่เล่นแรง แต่ก็เคยมีคนมาเล่าให้ฟังว่าเคยเจอดอกนี้เข้าให้) ถ้าตอบแถออกไปได้ ก็เจอต่อว่า ตอนนี้คุณพ่อคุณก็อายุมากแล้ว คุณก็ลูกชายคนเดียว อีก 3-5 ปีก็คงเรียกคุณกลับไปสืบทอดกิจการ งั้นผมก็เสียเวลาฝึกคุณ คุณทำได้ 3-5 ปี ผมก็ต้องหาคนใหม่อย่างนั้นหรือ ผมไม่รับคุณจะดีกว่า (นี่เล่นใส่ตรงๆเลย)

ที่เจอบ่อยอีกแนวนึงถือเรื่องแผนการเรียนต่อ ตอบว่าไม่มีแผนการเรียนต่อก็ดูไม่รักความก้าวหน้า ไม่คิดหาความรู้เพิ่มเติม ตอบว่ามีแผนก็อ้าว งั้นผมจะรับคุณทำไม ทำได้ไม่กี่ปีก็ไป ... ไปหาคำตอบเอาเอง ... อิอิ ...

อีกคนเจอแบบนี้ครับ .... เพิ่งแต่งงานไม่ใช่หรือ แล้วจะทำไหวหรือ ห่างภรรยาไปตั้งสามสี่อาทิตย์ แล้วเมื่อไรจะได้มีลูกกัน (กลัวความดันจุกอกตายกลางทะเล ฮ่า) หรือไม่ก็ อ้าว ... เดี๋ยวมีลูกแล้วทำไง ภรรยาจะเลี้ยงคนเดียวไหวเหรอ ญาติพี่น้องที่สงขลาก็ไม่มี แล้วสามสี่อาทิตย์คุณจะมีกะใจทำงานได้ไง (แน่ ... มาแนวห่วงแทนตูอีก ให้มาเลี้ยงลูกให้ตูเลยดีไหม ฮ่า)

อย่านึกว่าคณะกรรมการจะไม่ถามอะไรแปลกๆนะครับ หรือคิดว่า แหม เรื่องส่วนตัวไม่น่ามาถามกัน ไม่เห็นเกี่ยวกับงานเลย ตอนผมจบใหม่ๆ(กี่ปีมาแล้วไม่บอก เดี๋ยวรู้ว่าแก่เลี้ยวววว)ผมก็คิดแบบนี้ครับ แต่พอรอยตีนกามันมากขึ้นๆ ผมกลับรู้สึกว่า ความคิดและทัศนคติเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวเนี่ยมันแยกกันไม่ออก ปัญหาเรื่องส่วนตัวและงานมันพันๆกันสืบเนื่องกัน และก็เคยโดนถามอะไรแปลกๆมาเช่นกัน เอาเป็นว่า เราเตรียมตัวไปให้เกินไว้ดีกว่าขาดก็แล้วกันครับ

ถ้านึกอะไรได้เพิ่มจะเอามาต่อไว้ที่นี่ก็แล้วกันครับ ... หรือ ใครเคยเจอคำถามอะไรปรี๊ดๆพิศดารๆฃที่คิดว่าสามารถแบ่งปันได้ก็หลังไมค์หรืออีเมล์ nnookk@hotmail.com หรือใส่ไว้ที่ comment ข้างล่างนี้ก็ได้ครับ คิดว่า นั่งจิบเบียร์ เล่าสู่กันฟังก็แล้วกันครับ

อ้อ อีกคำถามนึงที่โดนถามบ่อยพอควร โดยมา hr เป็นคนถาม คือ ถ้าย้อนกลับไปแก้อดีตได้ คุณอยากกับไปแก้ที่ช่วงไหนของชีวิต หรือ จะกลับไปทำอะไรใหม่ ไปแก้ไขอะไร .... ผมไม่มีคำตอบให้นะครับ แต่จะบอกเฉยๆว่าคำถามนี้แปลไทยเป็นไทยว่า คุณพอใจกับสิ่งที่คุณเป็นในวันนี้หรือไม่ เพราะทุกๆเสี้ยววินาทีของอดีตทำให้ปัจจุบันคุณเป็นอย่างที่คุณเป็นทุกวันนี้ ....

อ่านต่อเลือกคลิ๊กกันเลยครับ
FAQ #1 FAQ #2 FAQ #3 FAQ #4 FAQ #5 FAQ #6 FAQ #7 FAQ #8 FAQ #9 FAQ #10 FAQ #11 FAQ #12 FAQ #13 FAQ #14 FAQ #15 FAQ #16 FAQ #17 FAQ #18 FAQ #19 FAQ #20 FAQ #21 FAQ #22


ห้องสมุดเล็กๆของผม <=== คลิ๊ก
รวบรวมตำราการขุดเจาะ คลิ๊ปการทำงานในบางตำแหน่ง แบบประเมินความเหมาะสมกับงานในสนามเบื้องต้น วิธีเขียน resume ที่ไม่โดนโยนทิ้งตะกร้า รายชื่อบริษัทฯในวงการ และ อื่นๆอีกมากมาย


มีคลิปการทำงานของบางตำแหน่งให้ดูเป็นน้ำจิ้ม มีตำราวิศวกรการขุดเจาะให้ดาว์โหลดเป็นบทๆ มีความหวังดีและเอื้ออาทรเสมอ ถ้ารู้สึกขอบคุณ ไม่ต้องตอบแทนอะไรผม แค่คุณจะแบ่งปันสิ่งที่คุณมีให้คนอื่นต่อไป ผมก็รู้สึกว่าคุณได้ตอบแทนผมแล้ว




 

Create Date : 10 เมษายน 2555    
Last Update : 12 เมษายน 2556 16:03:59 น.
Counter : 675 Pageviews.  

คำถามที่ควรจะถามเมื่อถูกสัมภาษณ์งาน

บล๊อกก่อนหน้า ผมพูดถึงคำถามและการตอบคำถามเมื่อโดนสัมภาษณ์งานวิศวกรสนาม มาบล๊อกนี้ผมจะขอพูดถึงในทางตรงกันข้ามบ้าง เพราะอยากให้พวกเราเดินก้าวไปสัมภาษณ์งานด้วยความรู้สึกที่เท่าเทียม ความรู้สึกที่เท่าเทียมสำคัญอย่างไร สำคัญที่ว่า เมื่อเรารู้สึกเท่าเทียม เราจะมีความมั่นใจจากภายใน รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า กำลังเดินไปประเมินและไปเลือกเขา ไม่ใช่เดินไปให้เขาประเมินและเลือกฝ่ายเดียว

เมื่อเรารู้สึกเท่าเทียม เรามั่นใจ(จากข้างใน) ในจะสะท้อนออกมาที่สีหน้า แววตา ท่าทาง จะดูไม่วอกแวก ไม่ดูจิตตก ไม่ดูหวาดระแวง ดูดีมีศักดิ์ศรี ว่าไปก็คล้ายๆอาหารเสริม+เครื่องสำอาง บางประเภทที่โฆษณาว่า "สวยจากภายใน" อะไรแบบนั้น

อย่าลืมว่าการสัมภาษณ์ เป็นการหาข้อมูล 2 ฝ่าย ไม่ใช่ไปให้เขาประเมินว่า "เราเหมาะกับบ.เขาไหม" อยากให้เราไปในความรู้สึกที่ว่า "บ.นี้มันคู่ควรจะให้เราทำงานให้เขาไหม" มากกว่า ที่จะไปให้เขาเลือกเราฝ่ายเดียว คือคุณต้องเตรียมคำถามไปถามเขาด้วย ไม่ใช่ไปนั่งให้เขายิงคำถามถล่มตูมๆ ฝ่ายเดียว

เราควรจะทำการบ้านไปก่อน (ทำการบ้านอะไรอย่างไรบ้าง
ผมเขียนบล๊อกไปบ้างแล้ว จะไม่ซ้ำล่ะนะครับ) คือ ต้อง "รู้เขา" เสร็จแล้วเหลืออะไรที่เราอยากรู้ สงสัยก็จดโน้ตย่อๆเอาไว้ ไม่ต้องกลัวว่าหยิบโน้ตคำถามขึ้นมาแล้วแล้วจะดูไม่ดี ตรงข้าม เป็นการบอกคนที่สัมภาษณ์กลายๆว่า เราเตรียมตัวมาพร้อม เมื่อเราได้ข้อมูลครบ(ตามรายการที่จดมา) ทำให้เราตัดสินใจได้แน่นอนขึ้น เรารอบคอบ(นะจ๊ะ)

แต่ก่อนจะหยิบออกมาก็ทำท่าจะหยิบ แล้วเอ่ย ขออนุญาติหยิบ ซึ่ง 100ทั้ง100 ก็ต้องอนุญาติอยู่แล้ว เช่น "มีคำถามที่ผมอยากจะถาม 4-5 คำถาม ขออนุญาติหยิบรายการคำถามที่เตรียมไว้กันลืมนะครับ" หรือ "I've prepared a list of questions to clarify. May I go through the list so that I won't forget anything" แล้ว พอเขาตอบ ถ้าจำไหวก็จำ แต่ถ้าคิดว่าจำไม่หมด หรือมีรายละเอียด ก็ไม่ต้องกลัวที่จะหยิบปากกามาโน้ตย่อๆ นั่นคือ คุณต้องเตรียม ปากกากับกระดาษโน้ตเล็กๆติดไปด้วย เป็นการบอกเป็นนัยๆว่า เราเตรียมตัวมาพร้อม ซึ่งเป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งของทุกๆงาน ... จะว่าไป ผมเคยแกล้งยืมปากกาผู้สมัคร (ถ้าผมไม่เห็นว่าเหน็บอยู่ที่เสื้อ) ไปสัมภาษณ์งาน อย่าลืมพกปากกาไปด้วย มันแสดงถึงความพร้อม ... ตอนจะจดก็ขออนุญาติเสียหน่อย พอเป็นพิธี เช่น "ขออนุญาติจดหน่อยนะครับ" หรือ "May I take a note?" เขาต้องตอบ Yes อยู่แล้วครับ

ถ้าคำถามไหนของเราที่เขาตอบบ่ายเบี่ยงไปมา ก็ต้องซักให้ชัดเจน ถ้าเขาไม่สามารถตอบได้ชัดเจน ขี่ม้าเลียบค่าย วกไปวนมา ก็ทวนคำถามเขาไปแล้วสรุปว่าเราเข้าใจว่าคำตอบของเขาเป็นแบบนี้ ใช่หรือไม่ เช่น "สำหรับคำถามของผมเรื่องสัญญาจ้างในตำแหน่งที่เรากำลังคุยกันอยู่นี้ว่าเป็นลูกจ้างประจำหรือลูกจ้างชั่วคราวนั้น ณ.ตอนที่เรากำลังคุยกันอยู่นี้ บ.ยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็นแบบใด ผมเข้าใจแบบนี้ ถูกหรือไม่ครับ" หรือ "Regarding the question of .... , from your explaination, I understand that .... Is my understanding correct?"

เอาล่ะ หลังจากเขาถามๆๆๆๆๆๆ โดยมากก็จะปิดด้วยการถามเรากลับว่า มีอะไรสงสัยอยากทราบเพิ่มเติมจากฝั่งเขาบ้าง .... ทีนี้ก็ตาเราโซ้ยบ้างล่ะ .... เป็นผม ผมจะถามว่า

ในส่วนตัวบริษัท

1. ตั้งมากี่ปี มีธุรกิจอะไรในเครือเกี่ยวข้องบ้าง ใครเป็นเจ้าของบ. (ผู้ถือหุ้นใหญ่) รายได้หลักมาจากไหน ในธุรกิจเดียวกัน บ.คู่แข่งเป็นใคร (ในกรณีที่ไม่ใช่บ.ในตลาดหลักทรัพย์ เพราะถ้าเป็นบ.ในตลาดฯ ก็ไม่ต้องถาม ควรจะทราบมาก่อนแล้วตั้งแต่ก่อนมาสัมภาษณ์โดยการทำการบ้านมาก่อน) - ไม่ต้องอายที่จะถามคำถามพวกนี้ เพราะทีเขายังถามเราไปถึงไหนๆ เราก็ควรจะรู้ว่าบ.ที่เราจะมาฝากผีฝากไข้เป็นใครมาจากไหนทำมาหากินอะไรอย่างไร

ในส่วนของตำแหน่ง

1. ขอให้เขาลำดับสายงานบังคับบัญชา จากตำแหน่งของเราขึ้นไปจนสุดว่า เราขึ้นตรงกับใครด้านไหนยังไง จุดประสงค์คือ ต้องการดูว่าตำแหน่งนี้ ไกลจากยอดองค์กรแค่ไหน ถ้าจะไต่ไป ชาตินี้จะถึงไหม

2. ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งที่มีอยู่แล้วหรือตั้งขึ้นใหม่

2.1 ถ้ามีอยู่แล้ว - ทำไมถึงว่างลง ถ้าคนเก่าลาออก พอรู้ไหมว่าทำไมถึงออก

2.2 ถ้าเป็นตำแหน่งใหม่ - ทำไมถึงมีตำแหน่งนี้ขึ้นมา

ในส่วนของตัวงาน

1. กำหนดการออกสนาม เป็นอย่างไร ถ้าตายตัว เขาตอบได้เช่น 4/4 หรือ 3/4 ก็ว่าไป แต่ถ้าไม่แน่นอนก็ให้เขาประมาณว่า ราวๆเดือนล่ะกี่วัน ปีล่ะกี่วัน ถ้าเขาบอกว่า ไม่แน่นอน ก็ถามว่า สถิติที่ผ่านมาของตำแหน่งนี้หรือตำแหน่งใกล้เคียง ออกสนามเดือนล่ะกี่วันในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา

2. ถามก่อนว่า จะสามารถสอบถามเรื่องผลตอบแทนและสวัสดิการต่างๆได้ตอนนี้เลยไหม หรือ ต้องเป็นรอบต่อไปกับฝ่ายบุคคล ถ้าเขาตอบว่าได้ ก็ลุยเลย อยากรู้อะไร ถามให้หมด อย่ากั๊ก ถามให้ทุกแง่ทุกมุม ไม่ใช่ถามแค่เงินเดือน เบี้ยเลี้ยง โบนัส ค่าคอมฯ แล้วจบ ถามไปถึงสวัสดิการ ค่ารักษาพยาบาล พนักงานเท่าไรอย่างไร ลูก-กิ๊ก-เมีย ล่ะ จ่ายยังไง ช่วยค่าเล่าเรียนลูกไหม เท่าไรอย่างไร วันลาวันหยุด โอที ปีนึงกี่วัน ค่าเดินทาง ค่าน้ำมันรถ ฯลฯ จะไม่พลาด ถ้าเรารู้จักจดรายการที่ต้องถามมาล่วงหน้า ไปนึกสดๆตอนนั้น ลืมแน่นอน ผมไม่อาจจะลำดับคำถามมาได้หมด เพราะแต่ล่ะคนก็มีความต้องการทราบหัวข้อนี้ละเอียดมากน้อยต่างกัน แล้วแต่ เพศ อายุ สถานะสมรส สถานะครอบครัว ล่ำซ่ำ หรือ จ่ายตามจริงแต่มีเพดาน ฯลฯ

ผมมีความเชื่ออยู่อย่างนึง (เพื่อนๆฝ่ายทรัพยากรบุคคลอาจจะค้าน) ว่าคนที่ไม่รู้จักรักษาผลประโยชน์ของตัวเองมักจะไม่รักษาผลประโยชน์ของบริษัทด้วย เพราะขนาดผลประโยชน์ของตัวเองโดยตรงยังเออๆยังไงก็ได้หยวนๆ ถ้าให้เป็นตัวแทนบ.ไปเจรจาต้าอวยกับใครก็คงมือเปล่ากลับมา แต่ภาคปฎิเสธของความเชื่อของผมนั้นไม่จริงนะครับ เพราะคนที่รู้จักรักษาผลประโยชน์ของตัวเองอาจจะ หรือ อาจจะไม่รักษาผลประโยชน์ของบริษัทด้วยก็ได้ ใช่ไหมล่ะครับ พูดง่ายๆคือ 50/50 คือถ้าเป็นคนดีก็ดีไป รักษาผลประโยชน์ของทั้งตัวเองและเมื่อเป็นตัวแทนบริษัท แต่ถ้าเป็นคนขี้โกงก็บ.ก็ซวยไป แต่ทั้งนี้ผมเชื่อว่าทุกบ.มีกลไกที่จะป้องกันตรวจสอบเรื่องทุจริตอยู่แล้ว

ผมกำลังจะสรุปว่าผมจะเลือกคนที่รู้จักรักษาผลประโยชน์ของตัวเองโดยการสอบถามอะไรต่างๆระหว่างการสัมภาษณ์ เพราะเมื่อผมถามว่ามีอะไรจะสอบถามไหม ถ้าผู้ถูกสัมภาษณ์ตอบว่าไม่มี แปลว่า 1. ไม่มีจริงๆรู้หมดทุกอย่างที่อยากรู้ หรือ 2. มีแต่ไม่กล้าถาม หรือ 3. ไม่ค่อยอยากรู้อะไรเท่าไร รู้แค่นี้ก็น่าพอแล้ว โอกาสที่จะออกข้อ 1 นั้นน้อย ส่วนมากไม่ข้อ 2 ก็ข้อ 3 ดังนั้น ผมว่าถามหน่อยก็ดีนะ ดูดีกว่า ไม่ถามอะไรเลย แต่ก็ควรถามอะไรที่ดูฉลาดๆและทำให้คนถามดูดีหน่อย

แต่ก็ต้องสมดุลให้ดีระหว่างความละเอียดของคำถาม โดยพิจารณาว่าคนที่สัมภาษณ์เรานั้นตำแหน่งอะไร (ส่วนมากคนสัมภาษณ์จะแนะนำตัวก่อนว่าเป็นใครตำแหน่งอะไร) เขาควรจะรู้อะไรแค่ไหน และ ตำแหน่งที่เราจะสมัครงาน ยกตัวอย่างง่ายๆว่า ถ้าคนสัมภาษณ์เป็นผจก.ทางเทคนิด จะไปถามอะไรละเอียดทางผลตอบแทนและสวัสดิการก็ใช่ที่ หรือ ตำแหน่งที่สมัครเป็น วิศวกร นักบัญชี นักกม. ฝ่ายจัดซื้อ ฯลฯ เพราะบางงานต้องการคนที่มีลักกษณะละเอียดละออ จุดเล็กจุดน้อย บางงานก็ต้องการคนมองภาพใหญ่ให้ออก พูดง่ายๆคือถามให้ละเอียดถ้าตำแหน่งงานที่สมัครต้องการความละเอียดละออ ถามพอควรในภาพกว้างๆถ้าเป็นตำแหน่งงานทางเทคนิค

อย่าลืมพังเพยโบราณ รู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง

ท้ายที่สุด ไม่ทุกคนสัมภาษณ์ที่คิดเหมือนผม บางท่านอาจจะชอบคนที่ไม่ถามมาก หัวอ่อนว่าง่าย ควบคุมง่าย ไม่หือไม่อือ คนเราใจกว้างใจแคบมากน้อยต่างกัน ที่ผมว่าๆมานี่ก็อย่าเชื่อไปทั้งหมด คิดๆดูกรองๆดู แล้วเอาไปใช่เฉพาะที่คุณคิดว่าใช่และเห็นด้วย

เรื่องราวเกี่ยวก้อย เอ๊ย เกี่ยวเนื่อง

CV กับ จดหมายสมัครงาน : เขียนกันยังไงให้เป็นสับปะรด

มนุษย์เงินเดือน - ทำไมเงินเดือนของแต่ล่ะตำแหน่งแต่ล่ะงานในบ.ไม่เท่ากัน

ผลการสำรวจเงินเดือนวิศวกรประจำปี 2552

งานวิศวกรสนาม (field engineer) ... เขาสัมภาษณ์อะไรกันนักกันหนา - ตอบอย่างไรให้โดนใจ update 20/1

รวบรวม "คำถามจริง" ที่โดนถามในการสัมภาษณ์ ข้อเขียน บ.ในวงการฯ เพื่อนๆจำเอามาแบ่งปัน update 5/6/10

ฟิสิกส์ และ เคมี เด็กม.ปลาย ที่ผมชอบใช้สัมภาษณ์งานวิศวกรสนาม (ถ้าคุณแน่อย่าแพ้ม.ปลาย) update 20/1

รายงานการสำรวจเงินเดือน(ทุกอาชีพ)ของ Adeco

ปล. แอบรู้มาว่ามีเพื่อนพ้องน้องพี่ชาวทรัพยากรบุคคลให้เกียรติแวะเวียนมาเยียมเยือน ยังไงก็ขอออกตัวนะครับว่าผมไม่ได้มีเจตนาแย่งงาน หรือ อวดรู้ ที่ผมว่ามาอาจจะผิดจากทฤษฎีที่ท่านๆร่ำเรียนกันมา ผมก็แค่เอาประสบการณ์และความคิดของคน 1 คน มาแบ่งปันกันเท่านั้นเองครับ มีอะไรแนะนำชีแนะก็เต็มที่เลยครับ เผื่อผมจะตาสว่างขึ้นบ้าง น้อมรับด้วยความยินดีครับ




 

Create Date : 23 พฤศจิกายน 2553    
Last Update : 12 เมษายน 2556 15:58:17 น.
Counter : 1660 Pageviews.  

1  2  3  

Nong Fern Daddy
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 772 คน [?]




... Blog นี้ ...
แด่ ... แม่น้องเฟิร์นและน้องภัทร
เธอ..ผู้เปลี่ยนห้องที่มืดมิดให้สว่างไสวได้ด้วยรอยยิ้ม
เธอ..ผู้อยู่เบื้องหลังความเข้มแข็งและความสำเร็จทั้งมวล
... และ ...
เธอ ... ผู้เป็น "บ้าน" เพียงแห่งเดียวของผม

---------------------------------------------

หรือเพียง "ฝัน" ที่หาญท้าชะตาฟ้า ?

หรือจะเพียง "ศรัทธา" (ที่)ไร้ความหมาย ?

แม้จะเป็นแค่เพียง "ฝัน" จนวันตาย

แต่ผู้ชายคนนี้จะอยู่ข้างเธอ ... ตลอดไป ...

แด่ ... ลูกที่กล้าฝันของพ่อ

Friends' blogs
[Add Nong Fern Daddy's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.