พระเยซูไถ่บาปให้เราทั้งหมดแล้ว เราไม่มีบาปแล้ว นี่คือ ความเชื่อในพระเยซู
Group Blog
 
All Blogs
 
พระเยซู ชำระบาปให้เราทั้งหมดแล้ว

พระเจ้า ทรงให้พระเยซูมาเพื่อไถ่บาปเรา เพราะมนุษย์ทุกคนล้วนทำบาป และความบาปทำให้เราถูกแยกจากพระเจ้า แต่พระเจ้าทรงเมตตามนุษย์เพราะต้องการให้มนุษย์กลับมาหาพระองค์ได้อีกครั้ง แต่ต้องมีผู้รับบาปแทนมนุษย์ มนุษย์จึงจะไม่มีบาปได้ นั่นคือ พระเยซูผู้รับบาปแทนมนุษย์ทุกคนที่เชื่อและวางใจพระองค์ผู้นั้นก็ บริสุทธิ์ และกลับไปหาพระเจ้าได้ เพื่ออยู่กับพระเจ้าในสวรรค์ได้อีกครั้งหนึ่ง


Create Date : 21 ธันวาคม 2550
Last Update : 21 ธันวาคม 2550 1:25:26 น. 6 comments
Counter : 125 Pageviews.

 
อาเมน


โดย: อิมมานูเอล IP: 58.9.92.203 วันที่: 29 ธันวาคม 2550 เวลา:21:38:27 น.  

 
◕‿◕ เอเมน
รออ่านต่อไปค่ะ


โดย: praewa cute วันที่: 17 ธันวาคม 2552 เวลา:1:59:51 น.  

 
คุณอยู่ในพระเยซูคริสต์ไหม ?

หลังจากที่เรารู้ว่าพระเจ้าทรงพระชนม์ เราก็ปรนนิบัติพระเจ้าอย่างสุดจิตสุดใจด้วยวิถีทางของเราเอง ไปโบสถ์ อธิษฐาน อ่านพระคัมภีร์ รักษาธรรมบัญญัติ
และทำความดี แต่ในพระคัมภีร์กล่าวว่า “มิใช่ทุกคนที่เรียกเราว่า พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า จะได้เข้าในแผ่นดินสวรรค์....”(มัทธิว 7:21) คุณมีความมั่นใจ
หรือไม่ว่าจะได้เข้าแผ่นดินสวรรค์ ตอนนี้เป็นเวลาตรวจสอบการชำระบาปและชีวิตความเชื่อของพวกเรา

เหมือนกับในยุคของโนอาห์
ปฐมกาล บทที่ 6 กล่าวถึง ยุคโนอาห์ เกี่ยวกับพระเจ้าทำลายโลกอย่างไรด้วยน้ำเพราะว่าความชั่วช้าของมนุษย์มีมากบนแผ่นดิน ในลูกา บทที่ 17 ข้อที่ 26 พระเยซูตรัสว่า “ในสมัยของโนอาห์ เหตุการณ์ได้เป็นมาแล้วอย่างไร ในสมัยของบุตรมนุษย์จะเป็นไปอย่างนั้นด้วย” ผู้คนในยุคของโนอาห์ลุ่มหลงอยู่กับเนื้อหนังของพวกเขาและเขาอยู่ในโลกที่ไม่มีใครสนใจเกี่ยวกับจิตวิญญาณ พวกเขายืนกรานความคิดที่คิดว่าชอบธรรมของเขา และไม่เกรงกลัวพระคำของพระเจ้า ในช่วงเวลานั้น บนแผ่นดินมีคนมากมายอาศัยอยู่ แต่มีเพียง 8 คนเท่านั้นที่ปลอดภัย พระคัมภีร์บอกให้เรารู้ว่า มีคนไม่มากนักที่จะได้รับความรอด แม้แต่ในยุคนี้ที่พระเยซูกำลังจะเสด็จมา
“จงเข้าไปในทางประตูแคบ เพราะว่า ประตูใหญ่และทางกว้างซึ่งนำไปถึงความพินาศ และคนที่เข้าไปทางนั้นก็มีมาก
เพราะว่าประตูที่นำไปถึงชีวิตนั้นก็คับและทางก็แคบ ผู้ที่หาพบก็มีน้อย”(มัทธิว 7: 13-14)
ใครได้รับความรอดและใครได้รับความพินาศชั่วนิรันดร์ในยุคของโนอาห์ เวลาที่พระเยซูเสด็จมาอีกครั้งเพื่อพิพากษาโลก ใครจะได้รับการช่วยกู้และใครจะถูกทำลาย คนที่ยอมรับพระคำของพระเจ้าและเข้าไปในนาวาจะได้รับความรอด แล้วใครล่ะจะเข้าไปในนาวา จะต้องเป็นคนที่ระลึกได้ว่าข้างนอกนาวานั้นมีแต่ความพินาศ ไม่ว่าเขาเป็นคนดีแค่ไหน หรือพยายามปรนนิบัติพระเจ้ามากแค่ไหน แต่ถ้าพวกเขาอยู่นอกนาวา พวกเขาจะต้องพินาศแน่นอน แม้ว่าจะมีความรู้เกี่ยวกับนาวา หรืออยู่ใกล้กับนาวา แต่ถ้าพวกเขาไม่อยู่ในนาวาพวกเขาต้องตายด้วยน้ำที่ท่วมทะลักแน่นอน น้ำท่วมเป็นเวลา 40 วันไม่หยุดแม้แต่วันเดียวหรือคืนเดียว คุณเคยคิดถึงคนที่ตายอยู่นอกนาวาบ้างไหมครับ

ในพระเยซู และนอกพระเยซู
ในเอเฟซัส บทที่ 1 มีกล่าวไว้หลายครั้งว่า “ในพระ(เยซู)คริสต์” เช่นเดียวกัน ใน เอเฟซัส บทที่ 2 ข้อที่ 12 กล่าวว่า “ครั้งนั้นท่านทั้งหลายเป็นคนอยู่นอกพระคริสต์...”ในพระคัมภีร์พูดถึง “ในพระคริสต์” และ “นอกพระคริสต์” และ “ในพระคริสต็”และ “นอกพระคริสต์”นั้น ถูกแบ่งแยกอย่างชัดเจน และคำว่า “ครั้งนั้น” เป็นตัวแบ่งเวลาก่อนคริสตกาลและหลังคริสตกาลด้วย
ทุกคนที่อยู่นอกนาวาในยุคของโนอาห์และดูหมิ่นพระคำของพระเจ้าได้รับความพินาศ อย่างไรก็ตามโนอาห์และครอบครัวของเขาที่ยอมรับพระคำของพระเจ้าด้วยใจเกรงกลัว เข้าไปในนาวาและได้รับความรอด ในตอนนี้ใครจะได้รับการชำระบาปและเข้าไปในแผ่นดินสวรรค์ นั้นก็คือคนที่ “อยู่ในพระคริสต์” ใครที่จะได้รับการพิพากษาและพินาศนิรันดร์ นั่นก็คือคนที่ “อยู่นอกพระคริสต์” พระเยซูคือนาวาแห่งความรอดของเรา ผู้ที่เชื่อในพระคำของพระเจ้าจะได้รับชีวิตนิรันดร์ แต่ผู้ที่เชื่อความคิดของตัวเองจะต้องพินาศ “และจะลงโทษสนองคนเหล่านั้นที่ไม่รู้จักพระเจ้า และแก่คนที่ไม่เชื่อฟังข่าวประเสริฐของพระเยซูเจ้าของเรา คนเหล่านั้นจะได้รับโทษ อันเป็นความพินาศนิรันดร์และพรากจากพระพักตร์พระเป็นเจ้า และพรากจากพระสิริแห่งอานุภาพของพระองค์ในวันนั้น”(2 เธสะโลนิกา 1:8-9) คุณรู้ไหมครับว่า การลงโทษอันเป็นความพินาศนิรันดร์นั้นมันโหดร้ายเพียงใด

พวกเขาที่การอธรรมได้รับการอภัย
แล้วอะไรที่ทำให้คนๆหนึ่งอยู่ในพระคริสต์หรืออยู่นอกพระคริสต์ ถ้าคุณไปโบสถ์และร่วมนมัสการ นั่นหมายความว่าคุณอยู่ในพระคริสต์ไหมครับ ถ้าคุณรักษาวันสะบาโต ถวายสิบลด และพยายามรักษาธรรมบัญญัติสิบประการ แล้วคุณจะอยู่ใยพระคริสต์ไหมครับ หรือถ้าคุณเป็นมัคนายก ผู้ปกครองหรืออาจารย์คุณอยู่ในพระคริสต์หรือไม่ครับ ถ้าคุณได้รับการรักษาความเจ็บป่วย เห็นนิมิต หรือพูดภาษาแปลกๆ มันหมายความว่าคุณได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือครับ
ในมัทธิวบทที่ 7 ข้อ 21-23 กล่าวว่า “มิใช่ทุกคนที่เรียกเราว่า พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า จะได้เข้าในแผ่นดินสวรรค์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระทัยพระบิดาของเรา ผู้ทรงสถิตในสวรรค์จึงจะเข้าได้ เมื่อถึงวันนั้นจะมีคนเป็นอันมากร้องแก่เราว่า พระองค์เจ้าข้า ‘พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์กล่าวพระวจนะในพระนามของพระองค์และได้ขับผีออกในพระนามของพระองค์ และได้กระทำการมหัศจรรย์เป็นอันมากในพระนามของพระองค์ มิใช่หรือ’ เมื่อนั้นเราจะกล่าวแก่เขาว่า ‘เราไม่เคยรู้จักเจ้าเลย เจ้าผู้กระทำความชั่ว จงไปเสียให้พ้นหน้าเรา’” ดูซิครับว่าพระองค์จะปฏิเสธพวกเขาอย่างไรในวันสุดท้ายของการพิพากษา แม้ว่าพวกเขาจะเป็นอาจารย์หรือผู้ปกครอง หรือขับผีออก ทำการอัศจรรย์มากมายในนามของพระองค์ แต่ว่ามันชัดเจนว่า พวกเขาไม่ได้อยู่ในพระคริสต์เพราะงานหรือว่าตำแหน่ง
แล้วอะไรพิสูจน์และแยกให้เห็นว่าอยู่ในพระคริสต์
“เหตุฉะนั้นการลงโทษจึงไม่มีแก่คนทั้งหลาย ที่อยู่ในพระคริสต์”(โรม 8:1)
ผู้ที่อยู่ในพระคริสต์ได้รับการอภัยบาปทั้งหมด โดยพระคุณของพระเจ้า บาปของพวกเขาไม่ได้ถูกจดจำต่อพระพักตร์พระเจ้า
เพราะว่า “คนทั้งหลายซึ่งพระเจ้าทรงโปรดยกการอธรรมของเขาแล้ว และพระเจ้าทรงกลบเกลื่อนบาปของเขาแล้ว ก็เป็นสุข บุคคลที่องค์พระผู้เป็นเจ้ามิได้ทรงถือโทษก็เป็นสุข”(โรม 4:7-8) ผู้ที่พระองค์ไม่ทรงถือโทษ ผู้ที่อยู่ในพระคริสต์เป็นผู้ที่ได้รับพระคุณ คุณเป็นผู้ที่พระองค์มิได้ถือโทษเมื่อยืนต่อพระพักตร์ของพระองค์ไหมครับ บาปทั้งหมดของคุณได้รับการอภัยทั้งหมดหรือยัง คุณมีบาปในจิตใจของคุณไหม คุณชอบธรรมหรือเปล่า คุณมีคำพยานการชำระบาปไหมครับ
“ท่านจงพิจารณาดูตัวของท่านว่า ท่านตั้งอยู่ในความชื่อหรือไม่ จงชันสูตรตัวท่านเองเถิด ท่านไม่สำนึกหรือว่า พระเยซูคริสต์ทรงสถิตอยู่ในท่านทั้งหลาย นอกจากท่านจะแพ้การชันสูตร”(2 โครินธ์ 13:5)

จิตใจที่ยืนยันความคิดของตัวเองและตั้งตัวเองขึ้น
ปัจจุบันนี้ผมได้พบผู้คนมากมายที่ไม่เชื่อพระคำของพระเจ้าและยืนยันความคิดของตัวเอง เพราะว่าพระคัมภีร์กล่าวไว้ว่า “ค่าจ้างของความบาป คือ ความตาย...”(โรม6:23) ถ้าในใจของเขามีบาป เขาก็อยู่ใต้ความตาย แม้จะเป็นอย่างนั้นก็ยังมีคนมากมายที่คิดว่า “แม้ฉันจะมีบาป แต่ถ้าฉันเชื่อพระเยซูและไปโบสถ์ ฉันก็ไปสวรรค์ได้” ถ้าเราเพียงเชื่ออย่างง่ายๆว่าพระเจ้าทรงพระชนม์อยู่ มันก็ไม่ได้หมายความว่าเราได้รับการชำระบาปแล้ว เราจะต้องฟังข่าวประเสริฐและเชื่อจากจิตใจจึงจะได้รับการชำระบาป
มีคนมากมายที่ไม่ยอมทิ้งความดื้อรั้นของตัวเอง พวกเขาพูดว่า “ทุกครั้งที่ทำบาป ถ้าเราขอการอภัย แล้วเราก็จะได้รับการอภัย” แต่ว่าในพระคัมภีร์กล่าวว่า “ค่าจ้างของความบาปคือความตาย” คนที่มีบาปจะต้องตาย และการสารภาพบาปก็ไม่ใช่หนทางของการชำระบาป เราต้องรู้ว่า ค่าจ้างของความบาปไม่ใช่การขออภัยบาป แต่เป็นความตาย มีบางคนยืนยันว่า พวกเรามีบาป แต่เพราะเราพูดภาษาแปลกๆและเห็นนิมิต พระวิญญาณบริสุทธิ์จึงอยู่กับเรา แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นสิ่งบริสุทธิ์ดังนั้นจึงไม่สามารถอยู่ในใจของคนบาปได้
“จงกลับใจใหม่และรับบัพติสมาในพระนามแห่งพระเยซูคริสต์สิ้นทุกคน เพื่อพระเจ้าจะยกความบาปผิดของท่านเสีย แล้วท่านจะรับพระราชทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ ด้วยว่าพระสัญญานั้น ตกแก่ท่านทั้งหลายกับลูกหลานของท่านด้วย และแก่คนทั้งหลายที่อยู่ไกล คือ ทุกคนที่องค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าของเราทรงเรียกมาเฝ้าพระองค์”(กิจการอัครทูต 2:38-39)
ไม่ว่าจะเป็นบาปแบบไหน ถ้าคุณมีบาปในใจของคุณเพียงแค่ละอองฝุ่น พระเยซูไม่สามารถจะอยู่ในใจของคุณได้”เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงหันกลับและตั้งใจใหม่ เพื่อพระเจ้าจะทรงลบล้างความบาปผิดของท่านเสีย เพื่อวาระการพักผ่อนหย่อนใจจะได้มาจากพระพักตร์พระเจ้า และเพื่อพระองค์จะได้ทรงใช้พระคริสต์ซึ่งกำหนดไว้แล้วนั้นมาเพื่อท่านทั้งหลาย คือ พระเยซู(กิจการของอัครทูต 3:19-20)
เพียงเพราะว่าคุณอธิษฐานยอมรับ มันไม่ได้หมายความว่า พระเยซูจะเข้าไปในจิตใจของคุณ ผมได้พยายามอธิบายให้ผู้คนรู้สึกตัวโดยผ่านทางพระคัมภีร์ว่า พวกเขาอยู่นอกพระคริสต์และผมก็อยากจะจูงนำเขาไปสู่หนทางแห่งการชำระบาป แต่ว่าพวกเขาก็ยังต้องการเพียงว่าถูกจดจำในฐานะว่าพวกเขาได้รับการชำระบาปแล้ว แต่พวกเขาไม่ได้ต้องการที่จะชำระบาปจริงๆ การที่เราต้องชำระบาปนั้นเป็นสิ่งสำคัญมากแต่ว่าสิ่งที่สำคัญที่มากกว่านั้น คือ เราต้องได้รับความรอดแล้ว คนฉลาดจะวางความคิดของตัวเองลงและยอมรับพระคำ แต่ว่าคนเขลาจะตั้งตัวเองขึ้นและปฏิเสธพระคำของพระเจ้า จิตใจนี้มาจากมารซาตาน คนที่ทิ้งจิตใจที่ดื้อด้านและยอมรับคำแนะนำของพระองค์จะได้รับการอวยพระพร....



โดย: mm IP: 125.25.237.49 วันที่: 26 มกราคม 2553 เวลา:23:28:01 น.  

 
พระเยซูคริสต์ทรงปรากฏในลานพลับพลา
โมเสสตัดสินคนอิสราเอลตั้งแต่เช้าจนดึกดื่นเมื่อชาวอิสราเอลยังอาศัยอยู่ในถิ่นทุรกันดารหลังอพยพจากอียิปต์ ซึ่งเป็นเพราะความบาปที่อยู่ในชีวิตของพวกเขา หลังจากนั้นในอพยพบทที่ 19 เมื่อพระเจ้าตรัสว่าพระองค์จะให้ธรรมบัญญัติแก่ชาวอิสราเอล พวกเขารับปากว่าจะรักษาธรรมบัญญัติและยอมรับธรรมบัญญัติที่พระเจ้าประทานให้ ในอพยพบทที่ 20 เขียนไว้อย่างละเอียดว่าพระเจ้าให้ธรรมบัญญัติแก่ชาวอิสราเอลโดยทางโมเสส ตอนที่พระเจ้าประทานธรรมบัญญัติแก่โมเสส พระองค์ทรงสำแดงให้โมเสสเห็นลานพลับพลาบนแผ่นดินสวรรค์อย่างละเอียด และทรงให้โมเสสสร้างลานพลับพลาไว้บนโลก
กำแพงแห่งความบาป
เมื่อชาวอิสราเอลอาศัยอยู่ในอียิปต์ พวกเขาไม่ต้องการลานพลับพลา ในตอนนั้นยังไม่มีธรรมบัญญัติ สาเหตุที่พระเจ้าประทานธรรมบัญญัติแก่พวกเขาก็เพื่อให้พวกเขารู้จักความบาป (โรม 3:20) เมื่อชาวอิสราเอลยอมรับธรรมบัญญัติของพระเจ้า พวกเขาคิดว่าจะยืนอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าได้ด้วยการรักษาธรรมบัญญัติให้ครบถ้วน แต่ว่าตอนที่โมเสสเดินลงมายังค่ายพร้อมกับธรรมบัญญัติ พวกเขากำลังสร้างรูปวัว
ทองคำและสักการะรูปวัวทองคำเป็นรูปเคารพ พวกเขาจึงทำผิดธรรมบัญญัติและทำบาปต่อไปเรื่อย ๆ
ตอนนี้ได้เกิดกำแพงแห่งความบาประหว่างชาวอิสราเอลและพระเจ้าขึ้น พวกเขาไม่สามารถออกมาอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าได้ โมเสสไม่รู้ว่าจะแก้ไขความบาปที่ประชาชนทำได้อย่างไร โมเสสจึงร้องขอการอภัยบาปจากพระเจ้า “แต่บัดนี้ขอพระองค์โปรดยกโทษบาปของเขา ถ้าหาไม่ ขอพระองค์ทรงลบชื่อของข้าพระองค์เสียจากทะเบียนที่พระองค์ทรงจดไว้” (อพยพ 32:32) แต่ว่าพระเจ้าตรัสว่า “...นำประชากรไปยังที่ซึ่งเราบอกแก่เจ้าแล้ว นี่แหละทูตของเราจะนำหน้าเจ้า แต่ว่าในวันนั้น เมื่อเราจะพิพากษาเขา เราจะลงโทษเขา” (อพยพ 32:34) พระองค์ได้ตรัสไว้อย่างชัดเจนว่าความบาปไม่สามารถถูกยกโทษให้เปล่า ๆ ได้ แต่จะต้องถูกพิพากษาด้วย
เมื่อไม่มีธรรมบัญญัติ ชาวอิสราเอลก็ไม่คิดว่าบาปคือบาป เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงไปอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าได้โดยไม่ลังเล
“ความจริงบาปได้มีอยู่ในโลกแล้วก่อนมีธรรมบัญญัติ แต่ที่ใดไม่มีธรรมบัญญัติกไม่ถือว่ามีบาป” (โรม 5:13)
แต่ว่าหลังจากที่ธรรมบัญญัติได้มาถึง พวกเขาจึงไม่กล้าอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้า พระเจ้าผู้ทรงบริสุทธิ์และยุติธรรมจะพิพากษาความบาปแน่นอน และพระองค์จะไม่มีทางละพวกเขาไว้โดยไม่เอาโทษ เพราะฉะนั้นชาวอิสราเอลจึงหนักใจมากและอยู่ออกห่างจากพระเจ้า ความบาปได้แยกพระเจ้าและมนุษย์ออกจากกัน
“ดูเถิด พระหัตถ์ของพระเจ้ามิได้สั้นลง ที่จะช่วยให้รอดไม่ได้ หรือพระกรรณตึง ซึ่งจะไม่ทรงได้ยิน แต่ว่าความบาปชั่วของเจ้าทั้งหลายได้กระทำให้เกิดการแยกระหว่างเจ้ากับพระเจ้าของเจ้า...” (อิสยาห์ 59:1-2)

ลานพลับพลา เครื่องหมายของพระคริสต์
พระเจ้าต้องเปิดทางให้มนุษย์ที่เต็มไปด้วยบาปมาอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าได้ เพราะฉะนั้นเมื่อพระองค์ประทานธรรมบัญญัติมา พระองค์ก็ได้สำแดงลานพลับพลาด้วย พระเจ้าอยากจะสถิตอยู่กับชาวอิสราเอล แก้ไขปัญหาให้ และดูแลพวกเขา แต่ว่าพระองค์ไม่สามารถอยู่ร่วมกับคนบาปได้ ดังนั้นพระองค์จึงตรัสสั่งให้พวกเขาก่อสร้างลานพลับพลาขึ้น ซึ่งจะเป็นสถานที่เฉพาะที่พระองค์จะสถิตอยู่กับพวกเขา
แน่นอนที่พระคำนี้ไม่ได้เป็นพระคำสำหรับชาวอิสราเอลเท่านั้น พระองค์อยากจะสถิตอยู่ในใจของมวลมนุษย์ทุกคน แต่ว่าพระองค์ไม่สามารถสถิตอยู่ในใจที่มีความบาปได้ พระองค์จำเป็นต้องมีลานพลับพลา ซึ่งเป็นสถานที่บริสุทธิ์ที่พระองค์จะสถิตอยู่ได้ โดยทางลานพลับพลานี้พระเจ้าได้ตรัสถึงสถานที่บริสุทธิ์ที่จะต้องถูกสร้างขึ้นในใจของเรา ลานพลับพลาที่ถูกสร้างขึ้นบนโลกที่ซึ่งพระเจ้าและมนุษย์มาพบกันความจริงแล้วหมายความถึงพระบุตรของพระเจ้า ซึ่งก็คือพระเยซูคริสต์ พระองค์คือผู้ที่เสด็จลงมาบนโลกนี้ในสภาพเนื้อหนัง เพื่อมาพบกับมนุษย์ พระคริสต์คือภาพลักษณ์ที่แท้จริงของลานพลับพลา พระเจ้ากำลังตรัสกับเราว่าให้เรารับพระเยซูคริสต์ไว้ในใจเราและจัดเตรียมสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่พระองค์จะสถิตอยู่ได้
จุดมุ่งหมายที่แท้จริงของการสร้างลานพลับพลาก็เพื่อให้มนุษย์ได้รับการช่วยให้รอดจากบาป เพื่อคงความสัมพันธ์กับพระเจ้าไว้โดยไม่มีความบาปมาเป็นอุปสรรค นั่นก็คือพระสัญญาของพระเจ้าซึ่งพระเยซูได้ทำสำเร็จ พระเยซูทรงชำระล้างบาปของเราเพื่อให้เราได้รับการช่วยให้รอดจากบาปและคืนความสัมพันธ์กับพระเจ้า
พระเยซู คือเครื่องบูชาไถ่บาป
ความรักที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้าต่อมนุษย์ได้ถูกสำแดงไว้อย่างชัดเจนโดยการที่เครื่องบูชาไถ่บาปถูกฆ่าในลานพลับพลา ลานพลับพลาถูกแบ่งออกเป็นสามส่วน คือ อภิสุทธิสถาน วิสุทธิสถาน และพระที่นั่งกรุณา พระเจ้าทรงพบกับมนุษย์ที่พระที่นั่งกรุณาบนหีบพระโอวาทภายในอภิสุทธิสถาน คนบาปไม่สามารถเดินตรงเข้าไปยังหีบพระโอวาทได้ พระเจ้าทรงบริสุทธิ์และหีบพระโอวาทก็บรรจุบัญญัติสิบประการที่จารึกคำตรัสสั่งที่บริสุทธิ์ของพระเจ้าไว้ ดังนั้นคนบาปจะต้องถูกฆ่าให้ตายทันทีหากเขาไปยืนอยู่ต่อหน้าหีบพระโอวาท พระเจ้าจึงต้องเปิดทางให้มนุษย์สามารถไปอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าได้ และทางนั้นก็คือโดยใช้เครื่องบูชาไถ่บาป

เครื่องบูชาไถ่บาปถูกบันทึกไว้อย่างละเอียดในเลวีนิติ บทที่ 4 เมื่อประชาชนคนหนึ่งคนใดทำบาปและทราบถึงความผิดบาป เขาจะต้องนำเอาลูกแพะตัวเมียที่ไม่มีตำหนิไปหาปุโรหิตในลานพลับพลา ตามธรรมบัญญัติของพระเจ้าเขาจะต้องวางมือบนหัวของลูกแพะซึ่งเป็นเครื่องบูชาไถ่บาป แล้วก็ฆ่าแพะนั้นภายในสถานที่เผาเครื่องบูชา แล้วเอาเลือดไปประพรมที่เชิงงอนของแท่นเครื่องเผาบูชา และนำไขมันไปเผาบนแท่นเครื่องเผาบูชา ดังนั้นความบาปของเขาก็จะได้รับการอภัยและเขาก็จะไปยืนอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าได้อย่างกล้าหาญ
ถ้าคนหนึ่งคนใดที่สามารถรักษาธรรมบัญญัติของพระเจ้าได้อย่างสมบูรณ์เต็มร้อย เขาก็คงจะกล้าพบกับพระเจ้าได้โดยไม่ต้องมีเครื่องบูชาไถ่บาป แต่น่าเสียดายที่บนโลกนี้ไม่มีคนแบบนี้ มนุษย์ทุกคนทำบาป เพราะฉะนั้นมนุษย์ทุกคนจะต้องได้รับการชาระบาปโดยใช้เครื่องบูชาไถ่บาปจึงจะเป็นผู้ได้รับความชอบธรรมของพระเจ้าได้
ผู้ที่เป็นเครื่องบูชาไถ่บาปก็คือพระเยซูคริสต์ เครื่องบูชาไถ่บาปที่แท้จริงได้ถูกถวายแล้วตอนที่พระเยซูคริสต์ถูกตรึงกางเขน พระเยซูคริสต์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อเป็นเครื่องบูชาไถ่บาป และด้วยพระโลหิตของพระองค์ พระองค์ได้จ่ายค่าจ้างของความบาปเพื่อมวลมนุษย์ทุกคนบนโลก ด้วยการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ ความชอบธรรมของพระเจ้าซึ่งจำเป็นต้องพิพากษาลงโทษความบาปได้ถูกก่อตั้งขึ้นแล้ว ในตอนนั้นความบาปของมวลมนุษย์ถูกชำระล้างแล้วซึ่งทำให้มนุษย์เป็นผู้ชอบธรรม
“และเพื่อจะสำแดงในปัจจุบันนี้ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ชอบธรรม และทรงโปรดให้ผู้ที่เชื่อในพระเยซูเป็นผู้ชอบธรรมด้วย” (โรม 3:26)
“และพระองค์ทรงเป็นผู้ลบล้างพระอาชญาที่ตกกับเราทั้งหลายเพราะบาปของเรา และไม่ใช่แต่บาปของเราพวกเดียว แต่ของมนุษย์ทั้งปวงในโลกด้วย” (1 ยอห์น 2:2)
คุณเป็นอิสระจากความบาปหรือเปล่า?
เราใช้ชีวิตที่ดีแค่ไหน? เราตั้งใจใช้ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณขนาดไหน? เราไม่สามารถคาดคะเนเรื่องนี้เพื่อไปยืนอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าได้อย่างกล้าหาญ การที่เราจะไปยืนอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าได้ เราไม่ควรหลงเหลือความมืดอะไรเลย แต่จะต้องบริสุทธิ์อย่างสมบูรณ์แบบคือไม่มีความบาปเหลืออยู่เลย มนุษย์จะทำอย่างนี้ได้ยังไง? พระเยซูคริสต์เป็นเพียงพระองค์เดียวที่จะทำให้มนุษย์ชอบธรรมได้ต่อพระพักตร์พระเจ้า
ชาวอิสราเอลในยุคพันธสัญญาเดิมมีเพียงทางเดียวเพื่อจะได้รับการไถ่บาป ซึ่งก็คือโดยทางความตายของเครื่องบูชาไถ่บาปในลานพลับพลา ดังนั้นในยุคนี้เราก็มีแค่ทางเดียวเหมือนกัน ก็คือได้รับการไถ่บาปโดยทางพระเยซูคริสต์ผู้ทรงสิ้นพระชนม์และหลั่งโลหิตบนไม้กางเขนเพื่อความบาปของเรา เพราะฉะนั้นทุกคนจะต้องชำระล้างความบาปของตัวเองจนขาวสะอาด และกลายเป็นผู้บริสุทธิ์ด้วยความเชื่อในพระเยซู และได้คืนดีกับพระเจ้าโดยที่ไม่ต้องลังเลใจอะไรอีก นี่ก็คือน้ำพระทัยของพระเจ้าที่ทรงส่งพระเยซูมาให้เรา และเมื่อเราเข้าสู่ความเชื่อแล้ว น้ำพระทัยนั้นก็เป็นอันสำเร็จอย่างสมบูรณ์แบบ
“เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ผู้ที่มิได้เข้าไปในคอกแกะทางประตู แต่ปีนเข้าไปทางอื่นนั้นเป็นขโมยและโจร... เราเป็นประตู ถ้าผู้ใดเข้าไปทางเรา ผู้นั้นก็จะรอด เขาจะเข้าออกแล้วก็จะพบอาหาร ขโมยนั้นย่อมมาเพื่อจะลักและฆ่าและทำลายเสีย เราได้มาเพื่อเขาทั้งหลายจะได้ชีวิต และจะได้อย่างครบบริบูรณ์” (ยอห์น 10:1,9-10)
“…เราเป็นทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา” (ยอห์น 14:6)


โดย: mm IP: 125.25.237.49 วันที่: 26 มกราคม 2553 เวลา:23:30:32 น.  

 
แล้วถ้าชำระบาปแล้ว ทำไมคริสตชนยังเดือดร้อนอยู่อีกคะ
งง


โดย: ใครคนหนึ่ง IP: 183.89.135.227 วันที่: 22 พฤศจิกายน 2553 เวลา:20:56:51 น.  

 
พระคำเรื่องแขนงที่ติดสนิทกับลำต้น เกิดผลมาก ไม่เกิดผลก็ถูกทำลาย
พระคำเป็นความจริงเสมอ
คริสตชนเดือดร้อน เพราะยังเป็นคริสตชนที่ไม่สามารถวางใจหรือเชื่อในพระคำ


โดย: สาวก IP: 118.172.175.86 วันที่: 12 มกราคม 2554 เวลา:1:13:52 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ดับเบิ้ลเอ็ม
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ตั้งแต่มนุษย์คู่แรกของโลก คือ อาดัม และ เอวา ทำบาปต่อพระเจ้า พวกเขาก็ถูกลงโทษ และกลายเป็นต้นตระกูลแห่งความบาปของมนุษย์ จนถึงทุกวันนี้ ความบาปทำให้เราถูกแยกจากพระเจ้า และความบาปทำให้มนุษย์ต้อง ทุกข์ทรมานอยู่ในโลกนี้ มนุษย์ไม่เคยมีความสุขที่แท้จริงเลย มนุษย์ถูกตัดขาดจากแหล่งแห่งความสุขแท้ จึงต้องหาความสุขด้วยตัวเองทุกวิถีทาง ทั้งการปรนนิบัติเนื้อหนังตนเอง ทั้งการหาวิถีกลับไปหาพระเจ้า ด้วยการสร้างหลักปฏิบัติ ปรัชญา ศาสนา การบำเพ็ญตน สร้างบารมี การฝึกจิต และอีกต่างๆ นาๆ เพื่อหาทางไปพบพระเจ้า หรือ ทางพ้นทุกข์ ตามหลักความคิดที่สร้างขึ้น แต่ไม่มีทางใดที่จะพบกับพระเจ้าอีกครั้งหนึ่งได้ นอกจากทางที่พระองค์ทรงกำหนดให้ นั่นคือ ทางของพระเยซูคริสต์ พระเยซู คือ ผู้ที่พระเจ้าทรงตรัสไว้ในพระคัมภีร์ว่า " ด้วยว่ามีเด็กคนหนึ่งเกิดมาเพื่อเรา มีบุตรชายคนหนึ่งประทานมาให้เรา และการปกครองจะอยู่บนบ่าของท่าน และท่านจะเรียกนามของท่านว่า "ที่ปรึกษามหัศจรรย์ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระบิดานิรันดร์ องค์สันติราช" (อิสยาห์9:6)
พระนามนี้ คือ พระเยซูคริสต์ผู้รับบาปของโลกไปเสียสิ้น ผู้ที่ยอมรับพระองค์ผู้นั้นก็หมดสิ้นซึ่งความบาป เพราะพระโลหิตของพระองค์ ที่ไถ่บาปให้ชั่วนิรันดร์ แล้วผู้ที่ยอมรับและไว้วางใจในพระองค์ ก็ได้กลับสู่แหล่งที่ให้ชีวิตอีกครั้งหนึ่ง และเป็นการกลับบ้านที่เป็นที่พักผ่อนชั่วนิจนิรันดร์ นั่นคือ แผ่นดินสวรรค์ของพระเจ้า ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย และอยู่กับพระองค์เหมือน เมื่อครั้งสวนเอเดนนั่นเอง
Friends' blogs
[Add ดับเบิ้ลเอ็ม's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.