All Blog
“ยออุน โดดเดี่ยวไร้เทียมทาน” (ฟิค Warrior Baek Dong Soo) ตอนที่17

“ยออุน โดดเดี่ยวไร้เทียมทาน” (ฟิค Warrior Baek Dong Soo) ตอนที่17



ในที่สุด ฮงซังบอมก็เป็นฝ่ายที่ต้องยอมจำนนต่อทั้งพยานวัตถุและพยานบุคคล พระเจ้าจองโจทรงตัดสินประหารชีวิตฮงซังบอมในฐานะกบฎ ในขณะที่พระอัยยิกาอย่างใต้เท้าฮงพงฮันนั้น เพราะเห็นแก่ที่เป็นบิดาของพระราชมารดา พระเจ้าจองโจจึงทรงตัดสินพระทัยเนรเทศแทน ด้านพระหมื่นปีจองชุน ก็ไม่อาจจะทรงทักท้วงหรือช่วยเหลือประการใดได้ เพราะแม่แต่พระพันปีเฮคยองที่เป็นลูกสาวแท้ๆ ยังเห็นด้วยกับการเนรเทศบิดาของตน ในส่วนของอึนจอนกุน พระเจ้าจองโจทรงไม่เอาผิด แถมยังจะทรงประทานรางวัลให้ด้วย แต่ทว่า..............

“มารดาของกระหม่อมร่วมวางแผนกับฮงซังบอมด้วย นางก็สมควรมีความผิดเช่นกัน แล้วอย่างนี้ กระหม่อมจะรับรางวัลได้อย่างไรล่ะพะย่ะค่ะ ฝ่าบาท..............ทรงลงพระอาญากระหม่อมกับพระมารดาด้วยเถอะพะย่ะค่ะ”

“อีนจอน........... เจ้าภักดีต่อพี่ แล้วเจ้าจะให้พี่............... ไม่.......... พี่ทำไม่ได้”

“ถือเป็นรางวัลให้กระหม่อมก็ได้พะย่ะค่ะ ตั้งแต่เล็กมาแล้ว กระหม่อมชอบชีวิตอิสระ ไม่เคยชอบการเมือง ไม่สนใจหลักการปกครอง ฝ่าบาทก็ทรงทราบ กระหม่อมชอบท่องเที่ยว กระหม่อมรักต้นไม้ ทรงส่งกระหม่อมไปใช้ชีวิตอิสระนอกวังเถอะพะย่ะค่ะ กระหม่อมอยากมีชีวิตสงบสุขมาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่เกิดเรื่องกับเสด็จพ่อ กระหม่อมก็เฝ้าคิดแต่จะไปจากวังหลวงที่น่ากลัวแห่งนี้ โปรดเมตตากระหม่อมด้วยเถิดพะย่ะค่ะ”

“อึนจอน..................พี่.....................”

“ได้โปรดเถิดพะย่ะค่ะ..................ฝ่าบาท...................................เจ้าพี่ลีซาน”

“เห็นแก่คำว่าพี่ของเจ้า............ ก็ได้ ข้าตามใจเจ้า.................. แต่พี่จะไม่ห้ามเจ้ากลับเมืองหลวงนะ อยากกลับมาเมื่อไหร่ก็ได้ พี่จะออกคำสั่งเนรเทศเจ้าตามอาญา แต่จะให้เจ้ามีชีวิตที่สุขสบายและอิสระอย่างที่เจ้าต้องการ อยากไปอยู่เมืองไหน ก็ตามใจเจ้าแล้วกัน”

“ขอบพระทัยพะย่ะค่ะ”

...

..

ครึ่งเดือนผ่านไป ในราชสำนักตอนนี้ก็สงบสุขดี อาการบาดเจ็บของแต่ละคน ก็หายไปหมดแล้ว ตอนนี้ ทุกคนกำลังเพลิดเพลินกับการชื่นชมหนังสือรวมภาพเหตุการณ์ของวันฉลองราชาภิเษก ที่คิมกงดูตระเวนวาดภาพเหตุการณ์ตามสถานที่ต่างๆอย่างต่อเนื่อง มีทั้งภาพที่โชริบและจินจูกำลังขยับเครื่องกลไกต่างๆให้เล่นงานหวีซันเหย หรือรูปที่พวกซังกักกำลังรุมสามต่อหนึ่งสู้กับหลูเอ้อเหย ก็มีเหมือนกัน ภาพซาโมและฮวางจินกิ เสียท่าให้กับมัตสึโมโต้ เซจิ ภาพของเพ็กทงซูประลองกับเฉาต้าเหย แม้แต่ภาพของยออุนสู้กับถังชุนก็ยังมี

“เจ้าเอาเวลาที่ไหนวาดภาพพวกนี้ทั้งหมดได้ในเวลารวดเร็วเนี่ย..................กงดู” โชริบถาม

“ข้าวาดไม่เร็วขนาดนั้นหรอกขอรับ บางภาพ ข้าก็ต้องจดจำไว้ในสมองและจิตใจก่อน แล้วค่อยกลับมาวาดทีหลัง”

“แต่ข้าไม่เห็นเจ้าเลยนะ ตอนที่ข้าสู้กับทวนคู่พิฆาตอยู่น่ะ” ยงกอลถามกงดูอย่างสงสัย

“ข้าฟังท่านแทยงเล่าอย่างละเอียดตั้งหลายรอบจนขึ้นใจแล้วนี่ขอรับ หลับตาวาดยังได้เลย”

ทุกคนหัวเราะพร้อมๆกันอย่างรื่นเริงสนุกสนาน แม้แต่ยออุนที่ปกติไม่ค่อยได้ยิ้มนัก ก็ยังต้องยิ้มออกมา ทุกคนค่อยๆเปิดดูภาพวาดไปเรื่อยๆ จนมาถึงภาพเกือบสุดท้าย แล้วทุกคนก็จ้องภาพนั้นตาค้าง

ภาพของชายหนุ่มสองคนกอดกันอยู่บริเวณปรำพิธี คนที่ร่างสูงกว่าแต่งกายสีฟ้าและน้ำเงิน รวบและมัดผมบนศีรษะ ขณะที่อีกคนมีรูปร่างโปร่งแต่งดำเกือบทั้งชุดปล่อยผมยาวลงมาสูงน้อยกว่านิดหน่อย ด้านข้างมีชายหนุ่มแต่งชุดซามูไรญี่ปุ่นถือดาบสั้นด้วยมือซ้ายกำลังจะแทงทะลุอกของชายทั้งสองคน

“ซามูไรหนุ่มคนนี้ มัตสึโมโต้ใช่ปะ” แทยงถามจินจูที่ยืนอยู่ข้างๆตน

“ผู้ชายสองคนที่กอดกันนั่น................ข้าว่ามันเหมือน.........................” ซังกักหันหน้าไปมองทางเพ็กทงซูกับยออุนที่ยืนตาค้างอยู่ข้างๆ ก่อนจะหันมาพิจารณาดูรูปอีกครั้งนึง ชายสองคนที่กำลังกอดกันอยู่ในรูปนั้น มองตากันราวกับคนรักมองกันก็ไม่ปาน แม้เป็นเพียงภาพวาด แต่คิมกงดูสามารถถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้เหลือเชื่อมากจริงๆ แค่ภาพวาด แต่สะท้อนบรรยากาศแห่งความรักออกมาให้คนดูสะท้านใจได้จนยงกอลต้องเอ่ยถาม

“กงดู.......... เจ้าถ่ายทอดอารมณ์ในภาพวาดออกมาได้เกินจริงไปหน่อยรึเปล่าวะ” ยงกอลถามกงดู

“นั่นดิ.........กงดู ........... เจ้าวาดภาพเหมือนกับคู่รักกอดกันรอความตายพร้อมๆกันอย่างนั้นแหละ” จางมีก็เอ่ยถาม

“แล้วทำไมเจ้าถึงวาดภาพทงซูกับอุนกอดกันแบบนั้นด้วยล่ะ............................กงดู” จางมิโซก็ถามเช่นกัน

“พวกเจ้าอยู่ในที่เกิดเหตุไม่ใช่หรอ...........โชริบ ว่าไงวะ” ซังกักหันไปถามฮงกุกยง

“พวกเจ้า................... อยากบอกอะไรพวกเรามั้ย” โชริบเอ่ยถามเพื่อนทั้งสองคนที่เป็นคนในรูป

“คือ.................พวกข้า” เพ็กทงซูอึกอักไม่กล้าพูด พลางมองหน้าจิตรกรหลวง

“ข้ามั่นใจในสิ่งที่ข้าเห็นและวาดออกมานะขอรับ” คิมกงดูเอ่ยบ้าง

“ถ้าเจ้าวาดในสิ่งที่เจ้าเห็น............. งั้น................ทงซู กับ............อุน............. นี่มันอะไรกันเนี่ย” แทยงประหลาดใจ

“ซาโม..........ท่านอา...........ท่านน้า.............ข้า.................” เพ็กทงซูอ้ำๆอึ้งๆ ลังเลที่จะบอกแต่เอามือไขว้หลัง แอบจับมือของยออุนที่เปียกเงื่ออยู่นิดหน่อย และเย็นนิดๆ

“ข้าได้ยินสิ่งที่พวกเจ้าสองคนบอกต่อกัน.........ทงซู....อุน............พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องปิดบังหรอก ข้าเข้าใจ เจ้าไม่จำเป็นต้องเล่าด้วย ข้า..........ข้าแค่อยากจะ...............อวยพรให้พวกเจ้า............โชคดี” ฮวางจินจูพูดแค่นั้นแล้วหยิบหนังสือรวมรูปของคิมกงดูออกไปทันที คิมกงดูก็วิ่งตามออกไปด้วย

“นานมาแล้ว............... ข้าก็เคยแอบคิดเรื่องอย่างนี้ขึ้น............. แต่ก็คิดไม่ถึงว่า........... ในที่สุด....มันจะเป็นไปได้ แต่มันก็เป็นไปแล้วนี่เนอะ .............. เฮ้อออออ.......... มันเป็นความจริงที่ข้าต้องยอมรับให้ได้ ใช่มั้ย..............เพื่อน ทงซู อุน” โชริบเดินมาตบไหล่เพื่อนทั้งสอง แล้วเดินออกไปอีกคน

“ข้าแก่เกินกว่าจะเข้าใจเรื่องแบบนี้ซะแล้วมั้ง........... แต่เอาเหอะ......... ถึงยังไง.............พวกเจ้ายังเป็นหลาน เป็นศิษย์ และเป็นเหมือนลูกของข้าเสมอ............... มันคงเป็นโชคชะตาอย่างที่พี่โชซังเคยพูดเอาไว้ตั้งแต่สามสิบปีที่แล้ว ว่าสายเลือดของพวกเราบรรดาห้าพี่น้อง บางคน จะมีความรักที่มหัศจรรย์ไม่เหมือนใคร ตอนโน้น...... พวกเราห้าพี่น้อง ยังไม่มีใครเข้าใจคำทำนายนั้นมาก่อน ตอนนี้ ก็เหลือข้าคนเดียวที่รู้คำตอบแล้ว อา........โชคชะตาของข้า ที่พาเจ้าสองคนมาเจอกัน.... ฮ่าฮ่าฮ่า” ซาโมพูดจบก็เดินออกไปอีกคน ขณะที่ฮวางจินกิได้แต่ยิ้ม และตามซาโมออกไปด้วย จางมีก็ไม่อยากห่างผัวจึงจูงมือมิโซที่ยังค้างคาใจอยู่ แล้วตามซาโมออกไปเช่นเดียวกัน

“ข้าพอจะเข้าใจอะไรแล้ว........... สงสัยมาตั้งแต่ตอนที่เจ้าถูกพิษแล้ว....ทงซู แต่ไม่คิดว่าเรื่องนี้มันจะ.........” ซังกักพูดกับเพ็กทงซูด้วยสีหน้าพยายามเข้าใจ แต่ก็ยังสับสนอยู่บ้าง

“แล้วพวกเจ้าสองคน..........เอ่อ.............คือ” ยงกอลที่พอจะตามเรื่องทันพยายามถามเรื่องบางอย่างแต่ไม่กล้าถาม

“ในภาพนั่น ในเหตุการณ์นั้น พวกเจ้า...........พูดว่าอะไรกันวะ” ซังกักลองถามเรื่องที่จินจูทิ้งประเด็นไว้

“ตกลงพวกเจ้าสองคน...........กอดกันอย่างในภาพจริงๆเหรอ แล้ว.........เฮ้ยยยยย...........พวกเจ้า..........คือ............เอ่อ...............แล้ว.................ไงดีวะ” แทยงเริ่มสับสนซะเอง

“สรุปว่า.........พวกเจ้าพูดอะไรกันแน่........” ยงกอลถามคำถามที่ซังกักถามไปแล้วซ้ำอักรอบ

“ข้าบอกรัก....................อุน” ทงซูพูดด้วยใบหน้ายิ้มไม่กังวลอะไรอีก แต่เพื่อนๆที่ได้ฟังต่างตาโตตกใจ

“ข้าก็..............บอกรักทงซูเช่นกัน” อุนพูดบ้าง สีหน้าเขินน้อยๆที่ต้องพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าเพื่อนที่โตมาด้วยกัน มือของหมอหนุ่ม ยังแอบจับมือของคนรักอยู่

“สรุปว่า.............ทงซู........อุน.......พวกเจ้า...........สองคน.............รักกันอย่างนั้นหรอ..............ได้ไงวะ ............ผู้ชายเหมือนกัน...............ฟ้าผ่าตายชัก.................จะเป็นไปได้ไง ..........แล้ว............” แทยงถามอย่างสับสน

“มันเป็นไปแล้ว.....แทยง...... มันเป็นไปแล้ว .....เจ้าสองคนนี่มัน..............ตั้งแต่เมื่อไหร่วะ” ซังกักถาม

“ตั้งแต่ไหนล่ะวะ.........รักกันตั้งแต่เมื่อไหร่อย่างนั้นหรอ.........ซังกัก” ทงซูย้อนถาม ซังกักพยักหน้า

“ข้าไม่รู้หรอก........... มันคงเริ่มจากความผูกพันมั้ง.............. ข้าไม่รู้ว่าข้ารักอุนตั้งแต่เมื่อไหร่แน่............. แต่ขั่นใจว่าข้ารักอุน........ก็ตอนที่ถูกพิษเกือบจะตายนี่แหละ”

“แล้วอุนล่ะ...................เหมือนกันมั้ย” ยงกอลถามบ้าง ยออุนพยักหน้า

“คือ...........อย่างที่โชริบบอกอะนะ ตั้งแต่เล็กมาแล้ว พวกเจ้าสามคนสนิทกันที่สุด ถ้าโชริบดูออกว่าพวกเจ้าพิเศษต่อกันมานานแล้ว............. ก็แปลว่า........พวกเจ้า แค่ยังไม่รู้ใจตัวเองเท่านั้น จนถึงเสี้ยวเวลาแห่งความเป็นความตาย หลายต่อหลายครั้งที่พวกเจ้าสองคนเกือบต้องตาย คงจะคิดถึงใครอีกคนเสมอแน่ๆ แต่เพราะว่าพวกเจ้าทั้งคู่ เป็น............ ผู้ชายเหมือนกัน ถึงได้หักห้ามใจตนเองเอาไว้ ข้าพูดถูกปะ” แทยงพยายามอธิบาย ทั้งทงซูและยออุนต่างพยักหน้ารับ

“แล้วจะเอายังไงต่อไปวะ..................ผิดจารีตนะเว้ย” ซังกักถาม

“พวกข้าน่ะ ........ ยอมรับได้ แต่ผู้คนล่ะ ฝ่าบาทล่ะ จะพูดกันยังไง ถ้ารู้ว่า......... จอมดาบอันดับหนึ่งแห่งโชซอนเป็น..................... เป็นอย่างที่พวกเค้าคาดไม่ถึง และอาจจะรับไม่ได้ด้วย” ยงกอลถามต่อ

“ข้าไม่สนใจ.................. สำหรับข้า.............. ข้าอยู่ลำพังมาเกือบทั้งชีวิต แม้แต่ตอนที่ฝึกวิชาบนเขา ข้าก็ชินกับการโดดเดี่ยวมาตลอด ข้าชินกับการอยู่อย่างสงบสุขในที่ที่ไม่มีใครรู้จักอยู่แล้ว และข้า.......พอใจแบบนี้” ยออุนบอก

“แต่อุน...........ทงซูเป็นราชองครักษ์ เป็นจอมดาบที่มีชื่อเสียง แม้ตัวเจ้าเอง จะเร้นกายจากผู้คนได้ อย่างที่เจ้าเคยทำ แต่ข้าว่า.............ยังไงซะ...........ในฮันยางเนี่ย.......... ไม่มีใครไม่รู้จักทงซูหรอกนะ แล้วเค้าจะ..........” ซังกักให้ความเห็น

“งั้นเราสองคน อาจจะต้องไปจากที่นี่....................” เพ็กทงซูว่า

“แล้วพระราชาล่ะ ........ทงซู เจ้าจะทิ้งฝ่าบาทอย่างนั้นเหรอ เจ้าเคย......” ยงกอลพยายามทักท้วง

“ข้าเคยถวายสัตย์ แต่การที่ข้าไม่ได้อยู่เคียงข้างพระองค์ ไม่ได้แปลว่า ข้าไม่ภักดีนะ....ยงกอล”

“แล้วถ้าเกิดเรื่องขึ้นมาอีกล่ะ..... จะทำยังไง” ซังกักถามพลางหันไปมองยออุน

“พวกมูยองเกจะส่งข่าวบอกข้าเอง............ถ้ามีใครวางแผนการชั่วร้ายอะไรอีก............ แล้วพวกข้าสองคนจะรีบกลับมาให้เร็วที่สุด” ยออุนตอบซังกัก

“แล้วเจ้าจะทูลความจริงกับฝ่าบาทรึเปล่า..........เรื่องของพวกเจ้าสองคนน่ะ..........ทงซู.................อุน” แทยงถาม

“เรื่องนั้น........ข้าว่า................ไม่จำเป็นแล้วล่ะ.......... ข้าไปทูลลามาแล้ว ข้าทูลขอให้ข้าได้ไปใช้ชีวิตสงบ ที่ต่างเมืองแบบเดียวกับอึนจอนกุนทูลขอฝ่าบาท ......ที่นี่.............มีพวกเจ้าสามคนและโชริบอยู่...............ข้าวางใจว่าพวกเจ้าจะปกป้องชีวิตพระองค์อย่างสุดความสามารถได้อยู่แล้ว..........” ทงซูบอกแทยง

“หลายวันมานี่............พวกเจ้าสองคน คิดเรื่องนี้กันไว้แล้วใช่มั้ย เรื่องที่จะไปจากฮันยางน่ะ.........ทงซู.....อุน” ฮงกุกยงที่กลับเข้ามาด้านในอีกครั้ง เอ่ยถามทั้งคู่

“อา..........ก็คิดไว้บ้างแล้วล่ะ............ โชริบ.......... ข้าเคยบอกเจ้าแล้ว ว่าข้าเบื่อชีวิตที่อยู่ในวังวนของการต่อสู้อย่างนี้เต็มที ข้าอยากมีชีวิตอิสระ เรียบง่าย และไม่วุ่นวายอีก”

“ทงซู.........แต่ว่า..............เจ้าและอุนได้ตำแหน่งใหม่เป็นราชองครักษ์ป้ายทองเชียวนะ พวกเจ้าไม่...............”

“ข้าเกิดมาเป็นแค่เด็กกำพร้าพิการคนนึง ทุกวันนี้ ข้าเป็นจอมดาบอันดับหนึ่งของโชซอนได้ ก็ถือว่าข้าได้กำไรชีวิตมากแล้ว.... ข้าไม่สนใจตำแหน่งขุนนางอีกแล้ว............ ส่วนเจ้า... เจ้าก็เป็นขุนนางของเจ้าไปเถอะ.....โชริบ.............เจ้าเกิดในตระกูลขุนนาง เป็นชนชั้นสูง ก็จงทำหน้าที่ของเจ้า ข้าขออวยพรให้เจ้าโชคดี และประสบความสำเร็จอย่างที่เจ้าต้องการ ส่วนข้า..............ก็จะขอเลือกเส้นทางของข้าเอง”

“ไม่ต้องห่วงนะโชริบ.............. ข้ากับทงซู....เป็นเพื่อนของเจ้าเสมอ...........ไม่ว่าสถานะของข้ากับทงซูจะเปลี่ยนเป็นอะไรก็ตาม แต่ความเป็นเพื่อนรักของพวกเรา จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง เราสองคน จะคอยสนับสนุนเจ้า ......”

“แต่.............. อุน..............ข้า..............”

“พวกเราไม่ได้ทิ้งเจ้าไปแล้วไปลับนะโชริบ ครั้งนี้ ข้าไม่ได้จากตายเหมือนครั้งที่แล้ว และไม่ได้จากไปเป็นฝ่ายตรงข้ามเหมือนครั้งก่อนโน้นด้วย แต่ข้าอยากเป็นพยองอันจริงๆ ข้าอยากสงบสุขเหมือนคนอื่นบ้าง......... ข้าโหยหาช่วงเวลาแบบนั้นมาทั้งชีวิต จนกระทั่งข้าตายแล้วเกิดใหม่ โชริบ.......... เจ้าเป็นคนฉลาด และเข้าใจเหตุผลดีกว่าใครทั้งหมด พวกข้าสองคนมีอดีตที่เจ็บปวดกับวังวนการเมืองมาตั้งแต่เยาว์วัย เจ้าปล่อยพวกข้าไปเถอะนะ ขอให้เราสองคน ได้เลือกชะตาชีวิตของตัวเองจริงๆซักที แบบที่เจ้าเลือกเป็นขุนนางเพราะเจ้าถูกปลูกฝังมาแบบนั้น และเจ้าก็รักที่จะทำมันให้ดี แต่ข้ากับทงซู ถูกบ่มเพาะให้เป็นนักสู้ ถึงพวกเราจะทำได้ดี แต่ก็อิ่มตัวและเบื่อหน่ายแล้ว เห็นแก่ที่พวเราเป็นเพื่อนรักกันมาตั้งแต่เด็กนะโชริบ............ได้โปรดเถอะ”

“ฝากทุกคนไว้กับพวกเจ้าด้วยนะ โชริบ ....... พวกเจ้าด้วย ซังกัก ยกอล แทยง ดูแลฝ่าบาทให้ดี พรุ่งนี้เช้า ไม่ต้องไปส่งพวกข้าหรอกนะ ข้าไม่อยากกล่าวอำลาใคร เพราะข้ากับอุนจะหมั่นติดต่อกลับมา”

“ครึ่งเดือนมานี้ พวกเจ้าพบมัตสึโมโต้กับถังชุนบ้างมั้ย” ฮงกุกยงเอ่ยถาม

“ทำไมหรอ............ ฝ่าบาทจะทรง...............”

“ไม่หรอก............ข้าทูลไปแล้ว ว่าการกำจัดสองคนนั้น คงร้ายมากกว่าดี จากที่เจ้าเล่าให้ข้าฟัง.....อุน........ ถ้าสองคนนั่น ตายที่โชซอนเพราะฝ่าบาทหรือเพราะพวกเราล่ะก็ พ่อของพวกเค้าอาจจะมาเยือนที่นี่ด้วยตนเอง ถึงเวลานั้น แม้จะมีพวกเจ้าอยู่ โชซอนก็คงไม่พ้นโศกนาฏกรรมและนองเลือดแน่ๆ อีกอย่าง..... สองคนนั่น ก็ไม่ได้ลงมือสังหารใครในวังด้วย พวกของชองฮึงมุน ข้าก็ให้คนปล่อยไปแล้ว เพียงแต่.............. มีคนรายงานข้าว่า ยังเห็นถังชุนกับมัตสึโมโต้อยู่แถวชานเมือง ไม่รู้ว่ามีจุดประสงค์อะไรรึเปล่า”

“ข้าก็ไม่มั่นใจ........... ข้าอาจรู้จักชุนมาก่อน แต่ก็ไม่อาจเข้าใจคนอย่างเค้าคนนั้นได้ เหมือนจะร้ายกาจและมีรังสีอำมหิตรุนแรง แต่บางครั้งก็ดูอ่อนไหวและน่าสงสาร เพราะแบบนี้ล่ะมั้ง ถึงได้เข้ากันได้ดีกับมัตสึโมโต้ เซจิ เป็นยอดคนที่มีนิสัยประหลาดทั้งคู่”

“แล้วเจ้าล่ะ.....อุน...........ไม่ได้มีนิสัยประหลาดเหมือนกันหรอกเหรอ” เพ็กทงซูแกล้งเย้ายออุน

“พวกเจ้าสองคนคุยกันไปก่อนนะ............ ข้ากับพวกซังกัก ต้องกลับเข้าวังก่อนแล้ว แล้วพรุ่งนี้.......... ถึงจะไม่ให้กล่าวอำลา แต่ก็อย่าลืมทิ้งจดหมายไว้ให้ด้วยล่ะ”

“อา.....................” เพ็กทงซูรับคำ

“อยู่ในบ้านชักอึดอัด........... เดินเล่นกันมั้ย” ยออุนถาม

“เจ้าไม่อยากตอบคำถามเรื่องของเราแล้วเหรอ......... อุน”

“ไม่ใช่หรอก.............พวกเค้าเป็นเพื่อน เป็นญาติ.........เป็นครอบครัวเดียว ที่พวกเรามีในตอนนี้ ข้าไม่กลัวจะต้องตอบคำถาม แต่ข้ากลัวว่า เรื่องบางเรื่อง อาจทำให้พวกเค้าไม่สบายใจ ถึงยังไง เรื่องของเรา ก็เป็นเรื่องที่ไม่คุ้นเคยในความรู้สึกของพวกเค้า ขนาดแม้แต่ตัวข้าเอง...........ยังไม่คุ้นกับตัวเองแบบนี้เลย”

“แล้วเจ้าชวนข้าออกไปเดินเล่นข้างยนอกน่ะ ไม่ใช่ว่าเจ้าอยากจะคุ้นเคยให้มากขึ้นหรอกเหรอ...............อุน” แววตายิ้มมีเลศนัย จ้องไปที่หน้าของหนุ่มผมยาว ทำเอาคนที่ถูกจ้องหน้าแดงไปเลย

“เจ้าคิดอะไรของเจ้าเนี่ย..... ทงซู”

“ก็คิดอย่างที่เจ้าคิดนั่นแหละ..........อุน...........นะ...............ในบ้านนี้ไม่ค่อยสะดวก .......... ไปที่กระท่อมบนเขานอกเมืองกัน”

“ขึ้นเขา...........ไปทำอะไรล่ะ” ร่างโปร่งหน้าแดงมองพื้น

“อุน................น่า..............นะ.................ไหนว่าชอบไง”

“ก็ใช่............. แต่ว่า.............ข้ายังไม่ได้เก็บของเลย”

“งั้นไม่ไปก็ได้................” ทงซูแกล้งทำหน้าบึ้งนิดๆ แล้วทำท่าจะเดินออกไป

“เจ้าจะไปไหนล่ะ..........”

“เก็บชองของข้าไง................ ก็ข้าอยาก......... แต่เจ้าไม่.......... ข้าก็ต้องระบายความอึดอัดด้วยการเก็บของสิ” เพ็กทงซูตอบด้วยน้ำเสียงงอนเล็กน้อย หน้ายังขึ้งนิดๆ

“ก็ได้...................... ไปเถอะ” พูดจบก็เตรียมกระโดดออกทางหน้าต่าง

“จะทำอะไรของเจ้า.........อุน”

“ออกทางนี้ไง................. ข้างนอกคนเยอะ เดี๋ยวถูกสงสัย ขี้เกียจตอบคำถาม”

“อา.........จริงด้วย..........ไป...........” สีหน้ายิ้มบาน กระโดดออกทางหน้าต่าง ตามอุนเข้าป่าไป

...

..

ที่กระท่อมน้อยในป่าย่านชานเมืองฮันยาง ชายหนุ่มในร่างเปลือยไร้อาภรณ์สองคนกำลังร่วมสังวาสและอยู่ในช่วงเข้าด้ายเข้าเข็มกันอยู่พอดี เสียงครางดังออกมาถึงข้างนอกพอให้คนที่สัญจรผ่านโดยไม่ได้ตั้งใจได้ยิน

“เสี่ยวชุน............อา........อา..........อ่า...........” สำเนียงญี่ปุ่นดังออกมาจากร่างของคนที่อยู่ด้านบน

“เซจิ.............อา......อ่า.....” คนข้างล่างก็มีเสียงเช่นเดียวกัน ทั้งสองต่างปลดปล่อยอารมณ์รักใส่กันโดยไม่กลัวว่าคนข้างนอกจะได้ยินแต่อย่างใด เจ้าของสำเนียงจีนครางออกมาอีก เมื่อถูกร่างข้างบนใช้มังกรอัดเข้าถ้ำเป็นคำรบที่สอง

ด้านนอก ชายหนุ่มสองคนเดินมา เป้าหมายคือกระท่อมน้อยหลังนั้น ทว่า เสียงครางของคนข้างใน ทำเอาหมอหนุ่มถึงกับตกใจ ด้วยน้ำเสียงและสำเนียงที่คุ้นเคย ยออุนบอกให้เพ็กทงซูหยุดรอ

เข็มเงินนับสิบเล่มพุ่งออกมาจากภายในกระท่อม จอมดาบหนุ่ม และนักสู้ไร้พ่ายสามารถหลบได้อย่างว่องไว เพ้กทงซูกระชับดาบเตรียมบุกเข้าไปข้างใน แต่ยออุนยับยั้งเอาไว้ก่อน

“ใจเย็น.............ทงซู................พวกเค้าอาจแค่ระวังภัยก็ได้” พูดไม่ขาดคำ ดาวกระจายก็พุ่งออกมาอีก ร่างสูงก้มหลบและใช้ดาบฟันจนดาวกระจายหล่นไปที่พื้น ขณะที่ร่างโปร่งใช้วิธีซัดเข็มทองออกไปสกัดดาวกระจาย และเข็มทองบางเล่ม ก็พุ่งเข้าไปในกระท่อมแทน

...

..



Create Date : 17 กุมภาพันธ์ 2556
Last Update : 17 กุมภาพันธ์ 2556 16:06:52 น.
Counter : 931 Pageviews.

9 comments
  
เพ็กทงซูอ้ำๆอึ้งๆ ลังเลที่จะบอกแต่เอามือไขว้หลัง แอบจับมือของยออุนที่เปียกเงื่ออยู่นิดหน่อย และเย็นนิดๆ////////////////น่ารักอะ เดี๋ยวนี้ถึงเนื้อถึงตัวกันบ๊อยยยยยยยย บ่อยเนอะ

แหม ทงซู เดี๋ยวนี้มีทั้งอ้อน ทั้งหยอด ทั้งงอนเลยนะ เจ้าเล่ห์ขึ้นผิดหูผิดตาเชียว หนูอุนคงต้องเหนื่อยแน่ๆ อิอิอิ

แต่ที่ฮาที่ซู๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด คือโดนตัดหน้าแย่งที่ไปแล้วววววววววว ก๊ากกกกกกกกกกกกก เจ้าถังชุนกับเซจินี่ยังเป็นมารขวางความสุข 2 หนุ่มอยู่อีก (ถึงจะไม่ต้องใจก็เหอะ คริ คริ) ว่าแต่ที่ลับเฉพาะมันหายากนักรึไง ถึงต้องมาใช้ที่เดียวกัน ฮ่า ฮ่าฺ ฮ่า
โดย: bee boa วันที่: 17 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา:17:16:42 น.
  
เพิ่งสังเกตุ ฟิคตอนที่ 17 อัพวันที่ 17 โอ้ววววววววววววววววววว เริด
โดย: bee boa วันที่: 17 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา:17:34:21 น.
  
ในที่สุดทุกอย่างก็คลี่คลายไปได้ด้วยดีสักที ชอบมากๆตอนที่ทั้งคู่บอกว่าจะสละทุกอย่างแล้วไปใช้ชีวิตด้วยกัน มันแสดงให้เห็นทั้งความรัก ความผูกพัน แล้วก็อะไรหลายอย่างๆ ขอให้จากนี้ไปทั้งสองคนได้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขเสียที
ปล.แอบคิดเหมือนกันว่าทำไมทงซูดูเจ้าเล่ห์ขึ้น แต่อุนเขินแล้วน่ารักดี เพราะงั้นทำต่อไปเถอะ 555
พบกันตอนหน้าค่ะ
โดย: Silver Sky IP: 171.98.74.35 วันที่: 17 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา:21:36:11 น.
  
ตอนหน้า........คาดว่าจะเป็นตอนจบ


พบกัน เดือนมีนาคมนะคร้าบบบบบบบ
โดย: นิรมิตร IP: 183.89.154.237 วันที่: 17 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา:22:35:21 น.
  
สนุกมากเลยจ้า อยากอ่านต่อแล้ว
โดย: bbb IP: 115.67.163.223 วันที่: 23 มีนาคม 2556 เวลา:23:49:04 น.
  
ฟินไปอีก3ชาติ!!!!
ทงซูแกเจ้าเล่ห์ขึ้นรึเปล่า
ย๊าาาาาา อย่าเจ้าเล่ห์จนอุนเหนื่อยมากนักล่ะ 5555
ไม่ใช่ล่ะ
โดย: pp IP: 27.55.209.155 วันที่: 9 สิงหาคม 2557 เวลา:22:06:27 น.
  
ทงซู หนูอุน คู่นี่น่ารักจังเลย รักกันนานๆ น้า ฟินเว่อร์
โดย: ณ ฟ้า IP: 49.230.67.1 วันที่: 1 มกราคม 2558 เวลา:18:59:27 น.
  
ปีใหม่ม่ายทำไร..ม่ายไปไหน มาฟินกับทงซูกะหนูอุนดีฝ่าาาา..
โดย: ณ ฟ้า IP: 49.230.67.1 วันที่: 1 มกราคม 2558 เวลา:19:22:33 น.
  
หราาาา...อุนก็ชอบเรื่องแบบนั้นเหมือนกันหราา 😆
โดย: ณ ฟ้า IP: 49.230.86.232 วันที่: 29 มกราคม 2558 เวลา:18:30:58 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Niramitr
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]



สาวก"รักแห่งสยาม"


New Comments