Group Blog
 
All blogs
 

[UK6.1] ไป London ตะลอน..แบบเป็ดเป็ด

ต่อจากการเดินทาง :
[UK1] E N G L A N D แมนเชสเตอร์ (Manchester), เชสเตอร์ (Chester), ยอร์ค (York)
[UK2] S C O T L A N D เอดินเบอระ (Edinburgh)
[UK3] E N G L A N D เลคดิสทริค (The Lake District National Park), วินเดอร์เมียร์ (Windermere)
[UK4.1] E N G L A N D สแตรทเฟอร์ด-อัพพอน-เอวอน (Stratford-upon-Avon),
เบอร์ตัน ออน เดอะ วอเทอร์ (Bourton-on-the-water)

[UK4.2] W A L E S คาร์ดิฟฟ์ (Cardiff)
[UK5] E N G L A N D บาธ (Bath), บิสเตอร์ (Bicester), สโตนเฮนจ์ (Stonehenge)



--15 เมษายน 2554--

เราปิดท้ายทริปนี้ด้วยการชม มหานครลอนดอน (London) เมืองหลวงของสหราชอาณาจักรกันแบบเป็ด ๆ

บนซ้าย - เงยหน้าดูท้องฟ้าสีหม่นก็เจอบอลลูนอวยพร "Good Year"
บนขวา - Rowland Hill Statue ..เราสามารถพบเห็นอนุสาวรีย์บุคคลสำคัญได้ทั่วไปที่นี่
ล่างซ้าย - ตึกที่มีทั้งสถาปัตยกรรมควบคู่ศิลปกรรมที่สวยงามก็เป็นเอกลักษณ์ของชาวอังกฤษ
ล่างขวา - อาคารไม่มีหน้าต่างสักบานแห่งนี้คือธนาคาร





มหาวิหารเซนต์ปอล (St Paul’s Cathedral)

มหาวิหารเซนต์ปอลใหม่ของศาสนาคริสต์แห่งนี้ ถูกสร้างขึ้นระหว่าง ค.ศ. 1675 - 1710
หลังจากวิหารหลังเก่าถูกทำลายในเหตุการณ์เพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในกรุงลอนดอนเมื่อปี ค.ศ. 1666
ผู้ออกแบบคือ เซอร์ คริสโตเฟอร์ เรน (Sir Christopher Wren) สถาปนิก+นักดาราศาสตร์+
นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ


ประตูฝั่งตะวันตก (Great West Door) - หอทั้งสองเป็นส่วนที่ถูกเพิ่มเติมจากแบบเดิม
โดยด้านขวาเป็นหอนาฬิกา (Clock Tower)





มหาวิหารหลังคาทรงโดม - สถาปัตยกรรมแบบบาโรก (Baroque) ที่แห่งนี้เคยใช้ประกอบพระราชพิธีสำคัญ เช่น
- พระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี (Diamond Jubilee) ของสมเด็จพระราชินีนาถ
วิกตอเรีย (Queen Victoria) ในปี ค.ศ.1887
- การเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษาของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2
(Queen Elizabeth II) ในปี ค.ศ.2006
- พระราชพิธีอภิเษกสมรส (Royal Wedding) ของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์
(Charles, Prince of Wales) และเลดี้ไดอานา (The Lady Diana Spencer) ในปี ค.ศ.1981




ฝั่งตะวันออก - รูปปั้นนักบุญเซนต์ปอล (Statue of Saint Paul) สีทองเหลืองอร่ามทะลุยอดไม้





พระบรมรูปทรงม้าของดยุคแห่งเวลลิงตัน (Equestrian Statue of Duke of Wellington)
ตั้งอยู่บริเวณธนาคารแห่งลอนดอน (Bank of London) สร้างเป็นเกียรติแด่ “อาร์เธอร์ เวลสลีย์ : Arthur Wellesley” (1769 - 1852) ผู้เป็นทหารและรัฐบุรุษที่ได้รับชัยชนะเหนือนโปเลียน (Napoleon) อย่างยิ่งใหญ่ในการรบที่วอเตอร์ลู (Battle of Waterloo) ในปี ค.ศ. 1815
ต่อมาได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของอังกฤษในปี ค.ศ. 1828-1830 และ ค.ศ. 1834





เสาอนุสรณ์ไฟไหม้ครั้งประวัติศาสตร์ของลอนดอน (Monument to Great Fire of London)
ออกแบบโดย คริสโตเฟอร์ เรน (Christopher Wren) และ โรเบิร์ต ฮุค (Robert Hooke)
โดยเหตุการณ์ไฟไหม้เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 2-5 กันยายน ค.ศ. 1666 ต้นเพลิงคือร้านขนมปังของ Thomas Farrinor (หรือ Farynor) บนถนน Pudding Lane ซึ่งเขาลืมปิดเตาอบก่อนเข้านอน
ไฟได้ลุกไหม้สร้างความเสียหายแก่บ้านเรือนที่อยู่ในกำแพงเมืองซึ่งสมัยก่อนบ้านส่วนใหญ่สร้างด้วยไม้ร่วม 13,200 หลัง โบสถ์อีก 87 แห่ง รวมทั้งมหาวิหารเซนต์ปอลเก่าด้วย (Old St Paul's Cathedral)





บ้านผีสิงแห่งลอนดอน (The London Bridge Experience & The London Tombs)
ได้รับการโหวตให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่ากลัวที่สุดในสหราชอาณาจักร (The UK’s Best Scare Attraction : 2009-2011) ตั้งอยู่บน Tooley Street บริเวณ London Bridge





รูปปั้นหน้าตาประหลาดแห่ง Tooley Street/More London
โดยเป็นรูปปั้นคู่ชายและหญิงซึ่ง ตั้งอยู่หน้าห้องน้ำสาธารณะ เจ้าของผลงานคือ Stephan Balkenhol


ภาพประกอบจาก www.flickr.com > > >





สะพานลอนดอน (London Bridge) เป็นสะพานข้ามแม่น้ำเทมส์ (River Thames) เชื่อมระหว่างนครลอนดอน (City of London) และซัทเธิร์ค (Southwark) ซึ่งเปิดใช้ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม
ค.ศ. 1973





สะพานทาวเวอร์บริดจ์ (Tower Bridge) หนึ่งในสัญลักษณ์ของกรุงลอนดอน ลักษณะเป็นสะพานแขวน (Suspension Bridge) แบบยกเพื่อให้เรือสัญจรผ่านได้ (Bascule Bridge) ความยาวทั้งสิ้น 244 เมตร ทอดข้ามแม่น้ำเทมส์ มีหอคอยสไตล์วิกตอเรียนโกธิก (Victorian Gothic) 2 หลัง
ใช้เวลาสร้าง 8 ปี ตั้งแต่ ค.ศ. 1886-1894 ชื่อของสะพานถูกตั้งตามหอคอยลอนดอน (Tower of London) ซึ่งอยู่ใกล้กัน




มองจากสะพานทาวเวอร์บริดจ์ (Tower Bridge) จะเห็น “City Hall” อาคารรูปทรงหัวหอม (Onion) ซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ของสำนักบริหารมหานครลอนดอน (Greater London Authority: GLA) ออกแบบโดย Sir Norman Foster สร้างเสร็จในปี ค.ศ. 2002




และสุดปลายสะพานทาวเวอร์บริดจ์ ด้านตรงข้ามกับ City Hall คือ หอคอยลอนดอน (Tower of London) ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของเราในช่วงเช้า





หอคอยลอนดอน (Tower of London) อดีตพระราชวัง ป้อมปราการ คุก และแดนประหาร
ค้นพบตั้งแต่ปลายปี ค.ศ. 1066 และได้มีการก่อสร้างเพิ่มเติมหลายครั้งจนแล้วเสร็จราวปลายศตวรรษที่ 13 โดยหอคอยแห่งนี้ติดอันดับสถานที่แห่งตำนานอันน่าสยดสยองที่สุดในโลก ซึ่งมีคำร่ำลือถึงการพบเห็นดวงวิญญาณ รวมทั้งการได้ยินเสียงลากโซ่ตรวนและเสียงร้องขอชีวิตของนักโทษประหารและผู้ถูกคุมขังจนถึงทุกวันนี้




ที่โด่งดังที่สุดคือ พระนางแอนน์ โบลีน (Anne Boleyn) พระราชินีที่โดดเด่นและสำคัญที่สุดแห่งอังกฤษ พระมเหสีองค์ที่สองในพระเจ้าเฮนรีที่ 8 (Henry VIII of England) ซึ่งถูกสำเร็จโทษโดยการตัดพระเศียรจากข้อกล่าวว่าหาคบชู้และร่วมประเวณีกับน้องชายร่วมสายเลือดเดียวกัน เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ค.ศ. 1536 การประหารเป็นไปอย่างรวดเร็วโดยเพชรฆาตมือหนึ่งและดาบที่คมที่สุดจากฝรั่งเศสตามคำขอของพระนาง ซึ่งปกติการประหารชีวิตในอังกฤษจะใช้ขวานในการตัดคอ ว่ากันว่ามีผู้พบเห็นพระนางถือศีรษะของตัวเองเดินเล่นภายในหอคอยและส่งเสียงกรีดร้องครวญคราง

ส่วนพระนางแคทเธอรีน ฮอเวิร์ด (Catherine Howard) พระมเหสีองค์ที่ห้าในพระเจ้าเฮนรีที่ 8 ถูกสำเร็จโทษโดยการตัดพระเศียรด้วยความผิดคบชู้ เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1542 ภายหลังจากการเสกสมรสไม่ถึง 2 ปี ดำรัสสุดท้ายของพระนางคือ "เราตายอย่างราชินีองค์หนึ่ง แต่เราจะพึงใจมากกว่าหากได้ตายในฐานะภรรยาของคัลเปเปอร์" (I die a Queen, but I would rather have died the wife of Culpepper) โดยพระนางได้รับสมญา "กุหลาบที่ไร้หนาม" (Rose without a Thorn) จากการอภิเษกแบบสายฟ้าแล่บหลังจากที่พระเจ้าเฮนรีที่ 8 ทรงหย่าขาดจากพระราชินีแอนน์แห่งคลีฟส์ (Anne of Cleves) พระมเหสีองค์ก่อนเพียง 19 วัน

เลดี้เจน เกรย์ (Lady Jane Grey) หรือ “ราชินีเก้าวัน” (The Nine Days' Queen) ผู้เป็นพระญาติที่มีความสนิทสนมกับพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 6 (Edward VI of England) โอรสองค์เดียวในพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 หลังจากพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดสวรรคตตั้งแต่อายุยังน้อยและได้มอบให้พระนางครองราชย์ โดยข้ามรัชทายาทอันดับหนึ่งคือ เจ้าหญิงแมรี (Mary I) และรัชทายาทอันดับสองคือ เจ้าหญิงอลิซาเบธ (Elizabeth I) ความขัดแย้งได้เกิดขึ้นและจบลงโดยเจ้าหญิงแมรีเป็นฝ่ายชนะได้ขึ้นเป็นสมเด็จพระราชินีแมรีที่ 1 แห่งอังกฤษ (Queen Mary I of England) ในเวลาเพียง 9 วัน พระนางเจนถูกสำเร็จโทษด้วยการตัดศีรษะเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1554

นอกจากนี้ยังมีคดีการหายสาปสูญไปอย่างลึกลับของเจ้าชายน้อยสองพระองค์ภายในหอคอยคือ พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 5 (Edward V of England) วัย 12 พรรษา และ เจ้าชายริชาร์ด (Richard of Shrewsbury, 1st Duke of York) วัย 9 พรรษา พระโอรสในพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 4 แห่งอังกฤษ (Edward IV of England) เชื่อกันว่าทั้งสองพระองค์ถูกพระเจ้าริชาร์ดที่สาม (Richard III of England) ผู้เป็นอาและผู้สำเร็จราชการสั่งสังหารเพื่อจะได้ขึ้นครองราชย์แทน

ภาพและข้อมูลจาก Wikipedia




หอขาว (White Tower) เป็นอาคารที่มีความแข็งแรงที่สุด สร้างด้วยหินจากเมืองก็อง (Caen) แห่งฝรั่งเศส โดยพระเจ้าวิลเลียมที่ 1 แห่งอังกฤษ (William I of England) หรือพระเจ้าวิลเลียมผู้พิชิต (William the Conqueror) ในปี ค.ศ. 1078 เพื่อป้องกันการโจมตีจากข้าศึก ภายในมีโบสถ์เซนต์จอห์น (St John's Chapel) ที่เก่าแก่ที่สุดในลอนดอน ซึ่งเริ่มสร้างในปี ค.ศ. 1080

อีกา (Ravens) 1 ใน 6 ผู้พิทักษ์หอคอยลอนลอน จากบันทึกในสมัยพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 (King Charles II: 1660-1685) ระบุว่าจะต้องมีการเลี้ยงดูอีกาอยู่ ณ ที่แห่งนี้อย่างน้อย 7 ตัว
(ตัวจริง 6 + สำรอง 1 ตัว) “หากอีกาลดจํานวนลง หมายถึงการสิ้นสุดแห่งราชวงศ์ รวมทั้งประเทศอังกฤษ” (If the Tower of London ravens are lost or fly away, the Crown will fall and Britain with it)




โชคดีได้มีโอกาสเห็นทหารยามเปลี่ยนกะพอดี...




อีกหนึ่งไฮไลท์คือ "บีฟอีทเตอร์" (Beefeater หรือ Yeoman Warder) ทหารรักษาการประจำหอคอยลอนดอน ผู้ทำหน้าที่ปกป้องรักษามงกุฎเพชรของสมเด็จพระราชินี รวมทั้งอีกาผู้พิทักษ์ และคอยดูแลความเรียบร้อยโดยจะทำการปิดล็อคหอคอยในเวลา 4 ทุ่มของทุกวัน (The Ceremony of the Keys) รวมทั้งเป็นไกด์ให้แก่นักท่องเที่ยว
สันนิษฐานว่าที่มาของชื่อมาจาก beef + eater = “ผู้กินเนื้อ” เนื่องจากการเป็นทหารแห่งราชวงศ์ (Royal Bodyguard) จะได้รับการแบ่งปันเนื้อจากโต๊ะเสวยของกษัตริย์ บ้างก็ว่ามาจากคำว่า buffetier ในภาษาฝรั่งเศส ซึ่งใช้เรียกผู้ดูแลอาหารของกษัตริย์




เดินลัดเลาะริมฝั่งแม่น้ำเทมส์..มองเห็นสะพานทาวเวอร์บริดจ์ (Tower Bridge) ที่เรานั่งรถข้ามมา




ซ้าย - รูปปั้นสัตว์แปลก ๆ ..บอกเล่าว่าครั้งหนึ่งที่นี่เคยเป็นสวนสัตว์ด้วย
ขวา - คุณไกด์ชาวอังกฤษ





ไฮไลท์สำคัญของที่นี่ยังมีพิพิธภัณฑ์แสดงราชสมบัติล้ำค่าแห่งราชวงศ์อังกฤษ (Jewel House) เช่น

คทาประจำราชวงศ์ (The Royal Sceptre หรือ
St Edward's Sceptre)
ประดับด้วยเพชรคัลลินัน 1 (Cullinan I) หรือ ดวงดาวแห่งแอฟริกา (The Star of Africa) ซึ่งเคยเป็นเพชรเม็ดที่ใหญ่ที่สุดในโลก น้ำหนัก 530.2 กะรัต โดยสามารถถอดเพชรออกมาใช้เป็นเข็มกลัดได้ (Brooch)
ส่วนเพชรเจียระไนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้แก่ เพชรกาญจนาภิเษก (The Golden Jubilee) ใน “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล
อดุลยเดช”
ซึ่งมีน้ำหนักถึง 545.67 กะรัต และจัดเป็นเพชรที่มีเหลี่ยมเจียระไนที่สมบูรณ์ที่สุดคือมี 148 เหลี่ยม โดยเป็นเหลี่ยมบนหน้าเพชร 55 เหลี่ยม เหลี่ยมด้านล่าง 69 เหลี่ยม และเหลี่ยมที่ขอบเพชร 24 เหลี่ยม ซึ่งใช้เวลาเจียระไนนานถึง 3 ปี
++++++++++++++++++++++++++++++
มงกุฎอิมพีเรียลสเตท (Imperial State Crown) ประดับด้วยเพชรคัลลินัน 2 (Cullinan II) หรือ
ดวงดาวน้อยแห่งแอฟริกา (Lesser Star of Africa) มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสามของโลก น้ำหนัก 317.4 กะรัต นี่คือ 1 ใน 9 ของเพชรตระกูลคัลลินัน ซึ่งถูกค้นพบที่แอฟริกาใต้ในปี ค.ศ. 1905 โดย เซอร์
โทมัส คัลลินัน (Sir Thomas Cullinan) คาดว่าก่อนเจียระไนมีน้ำหนักถึง 3,106 กะรัต สำหรับเพชรคัลลินัน 2 นี้สามารถถอดมาเป็นเข็มกลัดได้เช่นกัน
++++++++++++++++++++++++++++++
มงกุฎของพระราชินีอลิซาเบธ (Queen Elizabeth Crown) ประดับด้วยเพชร “โคอินัวร์” (Koh-i-Noor) ที่แปลว่า "ภูเขาแห่งแสงสว่าง" เพชรน้ำงามที่สุดในโลก น้ำหนัก 105 กะรัต จากรัฐอานธรประเทศ (Andhra Pradesh) ของอินเดีย ซึ่งบริษัทอีสต์อินเดีย (East India Company) ได้ถวายแด่สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย (Queen Victoria) ในปี
ค.ศ. 1850 เพื่อนำมาซึ่งความสงบสุข ตามความเชื่อที่ว่า “นำโชคร้ายมายังชายชาตรี แต่นำโชคดีมาสู่สตรีเพศ” โดยในปี ค.ศ. 2010 อังกฤษปฎิเสธคำร้องของอินเดียที่จะขอเพชรกลับคืนประเทศ
ภาพและข้อมูลจาก Wikipedia, http://www.naergilien.info, http://skillingmagazin.net, http://www.myselfanand.com



เล่าไปเล่ามาบล็อกยาวเฟื้อยแล้ว..ขอต่อคราวหน้าดีกว่าค่ะ









 

Create Date : 07 มีนาคม 2555    
Last Update : 12 ธันวาคม 2555 1:24:31 น.
Counter : 2659 Pageviews.  

Travel Packing CheckList เวอร์ชั่นสวยครบ


วันนี้วันดีเอาสิ่งดีดีมาแบ่งปันค่ะ..มันคือ Travel Packing CheckList
สำหรับช่วยในการจัดกระเป๋าเดินทางไปท่องโลก..ทั้งใกล้ไกล
จุดเริ่มต้นของการจัดทำ..มันมาจากความขี้เกียจจดรายการ สุดท้ายก็คือ "ลืม"
ไม่ว่าจะเป็นของสำคัญ ของใช้จำเป็น ของชอบ เช่น
- แม่เราเคยลืมเสื้อชั้นใน..แต่ดีว่าใส่บางตัวของกันได้
- แบกเป้เที่ยว แต่ลืมหยิบแปรงสีฟัน




Download



หน้าแรก - รายการที่ต้องเตรียมจัดกระเป๋า เวอร์ชั่นสวยครบ
(มีปรับปรุงเพิ่มเติมจากไอเดียจากน้องที่ทำงาน + สาวโต๊ะเครื่องแป้ง + ชาว Blue Planet)




หน้า 2 - แผนการแต่งตัวประจำวัน ..ใช้สำหรับไปเที่ยวนานหลายวัน
สไตล์มิกซ์แอนด์แมทช์ว่าจะใส่เสื้อนอก / กางเกง / รองเท้า ยังไง เพื่อถ่ายรูปมาแล้วดูไม่ซ้ำ..




หน้า 3 - รายการช้อปปิ้ง + เมนูเด็ดที่ต้องลอง + ขนาดเสื้อผ้า รองเท้าคนสำคัญ






<<< ตัวอย่าง การบันทึกขนาดเสื้อผ้าของเรา
ป้องกันการซื้อของฝากผิดขนาด







ปล. หวังว่าเพื่อน ๆ จะชอบและนำไปใช้ประโยชน์ได้
หรือจะปรับเป็น Checklist ในแบบฉบับของตัวเองกัน
เช่น Checklist สำหรับปีนเขา ดูดาว เป็นต้น











 

Create Date : 06 พฤศจิกายน 2554    
Last Update : 12 ธันวาคม 2555 0:57:47 น.
Counter : 4018 Pageviews.  

[UK5] ชมบ่อน้ำแร่แห่ง Bath และกองหินประหลาด Stonehenge
















ต่อจากการเดินทาง :
[UK1] E N G L A N D แมนเชสเตอร์ (Manchester), เชสเตอร์ (Chester), ยอร์ค (York)
[UK2] S C O T L A N D เอดินเบอระ (Edinburgh)
[UK3] E N G L A N D เลคดิสทริค (The Lake District National Park), วินเดอร์เมียร์ (Windermere)
[UK4.1] E N G L A N D สแตรทเฟอร์ด-อัพพอน-เอวอน (Stratford-upon-Avon),
เบอร์ตัน ออน เดอะ วอเทอร์ (Bourton-on-the-water)

[UK4.2] W A L E S คาร์ดิฟฟ์ (Cardiff)


--14 เมษายน 2554--

เมืองบริสตอล (Bristol) ที่เราพักเมื่อคืนถือเป็นเมืองท่าสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจอีกแห่ง
แต่วันนี้เรามีโปรแกรมเที่ยวแบบจัดเต็มจึงทำได้เพียงเดินเล่นบริเวณโรงแรม The Grand
ซึ่งเป็นโรงแรมเก่าแก่ที่มีการตกแต่งแบบยุคคลาสสิค


ขอนอกเรื่องนิดนึง..เมื่อคืนมีสัญญาณเตือนไฟไหม้ดังลั่นโรงแรม เราซึ่งกำลังอาบน้ำอยู่
รีบรวมพลกับครอบครัว ต่างคนต่างคว้าแค่กระเป๋าตังค์และ Passport วิ่งกระจุยลงบันไดหนีไฟ
แถมติดต่อทั้งหัวหน้าไกด์และเพื่อนร่วมทริปไม่ได้ เพราะห้องพักกระจายคนละชั้น
เห็นแต่นักท่องเที่ยวที่หน้าตื่นพอ ๆ กัน ..เรื่องจบตอนเห็นฝรั่งเดินส่ายหน้าขึ้นบันไดหนีไฟมา
..สาเหตุเพราะมีคนสูบบุหรี่ในห้องพัก (อืม อยากกระโดดตบบ้องหูจริง ๆ)




โบสถ์+หอนาฬิกาสวยงาม บริเวณด้านหน้าโรงแรม The Grand, Bristol




ทิวทัศน์ระหว่างเดินทางจากเมืองบริสตอลไปยังเมืองบาธ (Bath) ก็สวยใสสบายตาไม่แพ้ที่อิ่น ๆ
ซ้ายบน - สะพานบริสตอล (Bristol Bridge)
ขวาบน+ล่าง - สถาปัตยกรรมอันสวยงามของอาคารและโบสถ์




จากบริสตอลไปทางตะวันออกเฉียงใต้ 21 กิโลเมตรก็ถึง เมืองบาธ (Bath) หรือ เมืองแห่งน้ำแร่ ซึ่งตั้งอยู่ในหุบเขาแม่น้ำเอวอน (Avon) ในบริเวณที่มีน้ำพุร้อนธรรมชาติและเคยเป็นที่ตั้งถิ่นฐานของโรมันที่รุกรานเกาะอังกฤษในสมัย ค.ศ.43 (AD) โดยชื่อเมืองเดิมคือ “Aquae Sulis”
เมืองบาธได้รับฐานะเป็นเมืองมรดกโลก (World Heritage) ในปี ค.ศ. 1987


เราผ่านกลุ่มอาคารรูปวงกลม (The Circus) สถาปัตยกรรมแบบจอร์เจียน (Georgian) ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1754




ชะแว๊บแอบเห็นบ้านของ Jane Austen (The Jane Austen Centre) นักเขียนวรรณกรรมคลาสสิค
ในช่วงต้นศตวรรษที่ 18 โดยผลงานที่มีชื่อเสียง ได้แก่ Pride and Prejudice




แล้วก็ถึงสถานที่สำคัญของเมืองบาธ นั่นคือ สะพานพัลต์นีย์ (Pulteney Bridge) สะพานเก่าแก่
ที่สวยงามมาก สร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1773 ออกแบบโดย Robert Adam ว่ากันว่า...
นี่คือหนึ่งในสะพานที่สวยที่สุดในโลกไม่แพ้สะพานปอนเต้ เวคคิโอ (Ponte Vecchio) แห่งอิตาลี

บน - อาคารร้านค้าบนสะพานพัลต์นีย์ (Pulteney Bridge)
ล่าง - แม่น้ำเอวอน (Avon River)




บน - ต้องอาศัยแขนยาว ๆ บนความสูงมากกว่า 180 ซม. ของน้องเช้งถ่ายรูปมุม Bird's-eye view
ถึงจะได้ภาพครอบครัวโดยมีฉากหลังเป็นสะพานและแม่น้ำ
ล่าง - เปรียบเทียบความสูงกับน้องเช้งสุดหล่อ ..คงเดากันได้ว่าเป็นคนไหน




มหาวิหารบาธ (Bath Abbey : The Abbey Church of Saint Peter and Saint Paul, Bath)
ถูกพบในศตวรรษที่ 7 เคยถูกใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีราชาภิเษกกษัตริย์เอ็ดการ์แห่งอังกฤษ
(Edgar: "King of the English") ในปี ค.ศ. 973




พวกเราต่อแถวเพื่อเข้าชมพิพิธภัณฑ์น้ำแร่ร้อนโรมัน (Roman Baths Museum) ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางโบราณคดีที่สำคัญแห่งหนึ่งในยุโรปเหนือ จากจารึกพบว่าสถานที่อาบน้ำแร่แห่งนี้สร้างขึ้นสมัย ค.ศ.75 (AD)




บ่อเก็บน้ำแร่ใหญ่ (The Great Bath) ซึ่งมีบันไดหินโดยรอบลงสู่ก้นบ่อลึก 1.60 เมตร
พื้นบ่อเคลือบด้วยตะกั่วของชาวโรมัน




บนระเบียงชั้นบนรอบบ่อเก็บน้ำแร่ใหญ่ (The Great Bath) รายล้อมด้วยเหล่าเทพ




มองเห็นมหาวิหารบาธ (Bath Abbey) อยู่ด้านหลัง
ซ้าย - มีโบร์ชัวร์ขนาด A4 ฉบับภาษาไทยแจกด้วย..ภูมิใจ




สันนิษฐานว่าเป็นแผนผังเมือง "Aquae Sulis” ที่ชาวโรมันโบราณสร้างไว้ และพบว่ามีการใช้ระบบรอกสำหรับทุ่นแรงมานานแล้ว




บรรดาวัตถุที่ขุดค้นพบได้จากซากปรักหักพังของ Roman Britain
บนกลาง - Gorgon's Head หรือศรีษะเคลือบด้วยทองบรอนซ์ขนาดเท่าจริงของ "Goddess Sulis Minerva" เทพธิดาแห่งน้ำที่ชาวโรมันบูชา




ทางสำหรับน้ำล้นไหล




บ่อน้ำแร่ศักดิ์สิทธิ์ (The Sacred Spring) บ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในเมืองบาธ มีน้ำผุดจากใต้ดินลึกราว 3 กิโลเมตร ประกอบด้วยแร่ธาตุ 43 ชนิด อุณหภูมิสูงถึง 46.5 องศาเซลเซียส
เนื่องจากเป็นสถานที่สำหรับบูชาเทพธิดา "Sulis Minerva" และเป็นแหล่งเก็บน้ำร้อนเพื่อใช้ในเมืองบาธจึงไม่มีการลงอาบน้ำ ณ ที่นี้ โดยชาวโรมันเชื่อว่า "สามารถขอพรจากเทพเจ้าโดยถวายของลงบ่อน้ำแร่ศักดิ์สิทธิ์"..แล้วครอบครัวเราจะพลาดได้อย่างไร




พอออกมาจาก The Roman Baths ก็ได้เวลาช็อป ชม ชิลล์





บริเวณสวนสาธารณะใกล้ ๆ สะพานพัลต์นีย์ (Pulteney Bridge)






ซอลส์บรี (Salisbury) เป็นที่ราบในเมืองชนบทเล็ก ๆ ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของลอนดอน
ราว 120 กิโลเมตร แม้ชื่อไม่เป็นที่รู้จักแต่ที่นี่เป็นที่ตั้งของสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของโลก นั่นคือ
สโตนเฮนจ์ (Stonehenge) ระหว่างทางก็มีวิวสวยงามแปลกตาให้ถ่ายรูปกันเรื่อย ๆ






สโตนเฮนจ์ (Stonehenge) 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคกลาง อายุราว 5,000 ปี ลักษณะเป็นกลุ่มแท่งหินขนาดใหญ่ 112 ก้อน ตั้งเรียงกันเป็นวงกลมซ้อนกัน 3 วง ทั้งตั้งขึ้น วางนอน และซ้อนขึ้น
วงนอก เส้นผ่านศูนย์กลาง 30 เมตร เป็นแผ่นหินทรายขนาดใหญ่ 30 ก้อน @สูง 4 เมตร
วงกลาง เส้นผ่านศูนย์กลาง 23 เมตร มีหินทั้งหมด 40 ก้อน มีสองก้อนตั้งสูงเกือบ 7 เมตร
วงในสุด เส้นผ่านศูนย์กลางยาว 15 เมตร มีหินทั้งหมด 42 ก้อน ล้มบ้าง ตั้งบ้าง
@สูง 4 เมตร หนัก 26 ตัน
สโตนเฮนจ์ (Stonehenge) มีชื่อเสียงมากในฐานะกลุ่มหินประหลาดซึ่งไม่มีใครทราบความเป็นมา ทั้งวัตถุประสงค์ในการสร้าง แหล่งหิน และวิธีการก่อสร้าง

วัตถุประสงค์ในการสร้าง
ข้อสันนิษฐานที่ได้รับความเชื่อถือมากที่สุดคือ ใช้เป็นสถานที่สำหรับพิธีกรรมทางศาสนา (บ้างบอกว่ามันเป็นสัญลักษณ์ของอวัยวะเพศหญิง) รองลงมาคือ สถานที่ทางดาราศาสตร์ เช่น สังเกตปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบนท้องฟ้า บ้างก็ว่าเป็นปฏิทินดาราศาสตร์และโหราศาสตร์
แหล่งหิน
สันนิษฐานว่าหินยักษ์ทั้งหมดถูกชักลาก
มาจาก "ทุ่งมาร์ลโบโร ดาวน์ส"
(Marlborough Downs)

ซึ่งอยู่ห่างออกไป 32 กิโลเมตร

วิธีการก่อสร้าง
ยากที่จะสรุปว่าใช้เครื่องมือและวิธีใด
บ้างจึงบอกว่ามนุษย์ต่างดาวมาสร้างไว้
แต่คุณพี่ท่านนี้เขาสามารถทำได้
โดยใช้คนเพียง 1 แรง บวกแรงงานสมองของแกเอง..เจ๋ง



ภาพแผนที่จากโบรชัวร์





บนทางเดินที่ทอดยาวไปสู่กองหินประหลาด




มองไกล ๆ ดูไม่ออกว่ามี 3 วง




ภาพระยะไกล - ดูสูงใหญ่มากเมื่อเทียบกับความสูงของคน




ภาพระยะใกล้ - มันไม่ได้สูงใหญ่อลังการเหมือนที่จินตนาการไว้ตอนก่อนมา..T T



เราเดินวน 1 รอบกองหินที่ดูธรรมดา ๆ ระยะทางประมาณร่วมกิโล พื้นที่โดยรอบเป็นทุ่งโล่ง
มีน้องแกะนั่งมองนักท่องเที่ยวด้วยใบหน้าเรียบเฉย..ไม่มีอะไรเลยนอกจากกองหิน แล้วพวกเรา
ก็เดินทางกลับแบบงง ๆ ตามความเป็นมาของสโตนเฮนจ์ (Stonehenge)




หายงงก็มาช้อปปิ้งกันต่อที่ บิสเตอร์ (Bicester Village) ที่นี่เป็นเอ้าท์เล็ทขนาดใหญ่
มีแบรนด์เนมมากกว่า 120 ร้าน ..ที่สำคัญ "Kipling" ถูกมากและหลากหลาย






อาหารมื้อที่อร่อยที่สุดของทริปนี้รอเราอยู่ที่ มหานครลอนดอน (London)
ใช่แล้ว..มันเป็นร้านอาหารไทยในย่านทำเลทอง ตั้งอยู่แถวถนน Uxbridge Street

ล่างซ้าย - บริเวณสถานีรถไฟคิงส์ครอส (King's Cross) อันโด่งดัง
ขวาล่าง - ร้านอาหารไทยแสนไฮโซ "THAI BREAK"




ก่อนจะตะลอนเที่ยวลอนดอนแบบเป็ด ๆ ในวันพรุ่งนี้ ขอลาไปด้วยภาพ Portrait ยามราตรีที่สวย
ที่สุดสำหรับเจ้าของบล็อก (คือถ้าไม่มีจตุคาม ..ก็ไหวราวถ่ายวิญญาณ..หรือไม่ก็หน้ามันเพราะแสงแฟลช).. แล้วพบกันค่ะ




ติดตามการเดินทาง :
[UK6.1] E N G L A N D ลอนดอน (London) > มหาวิหารเซนต์ปอล (St Paul’s Cathedral), สะพานทาวเวอร์บริดจ์ (Tower Bridge), หอคอยลอนดอน (Tower of London) และอื่น ๆ อีกมากมาย









 

Create Date : 01 พฤศจิกายน 2554    
Last Update : 12 ธันวาคม 2555 0:48:31 น.
Counter : 991 Pageviews.  

[UK4.2] ชะโงกทัวร์เวลส์ (Wales)

















ต่อจากการเดินทาง :
[UK1] E N G L A N D แมนเชสเตอร์ (Manchester), เชสเตอร์ (Chester), ยอร์ค (York)
[UK2] S C O T L A N D เอดินเบอระ (Edinburgh)
[UK3] E N G L A N D เลคดิสทริค (The Lake District National Park), วินเดอร์เมียร์ (Windermere)
[UK4.1] E N G L A N D สแตรทเฟอร์ด-อัพพอน-เอวอน (Stratford-upon-Avon),
เบอร์ตัน ออน เดอะ วอเทอร์ (Bourton-on-the-water)





--13 เมษายน 2554--

เราเดินทางจากเมืองเบอร์ตัน ออน เดอะ วอเทอร์
(Bourton-on-the-water) แห่งอังกฤษช่วงบ่าย ๆ
ข้ามแดนไปยังประเทศเล็ก ๆ ที่มีประวัติศาสตร์
ยาวนานเช่น ประเทศเวลส์ (Wales) ซึ่งตั้งอยู่
ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะบริเตนใหญ่
- ทิศตะวันออกติดกับอังกฤษ
- ทิศใต้ติดกับช่องแคบบริสตอล
(Bristol Channel)
- ทิศตะวันตกติดกับช่องแคบจอร์เจส
(George's Channel)
- ทิศเหนือติดกับทะเลไอริช (Irish Sea)
แม้เวลส์จะถูกยึดครองโดยพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1
(Edward I) แห่งอังกฤษตั้งแต่ปี ค.ศ. 1282
แต่คำว่า ราชรัฐเวลส์ (Principality of Wales)
ก็ยังคงนิยมใช้กันในปัจจุบัน

ภาพแผนที่จาก 2.bp.blogspot.com



สะพานเซเวิร์น (Severn Bridge) เชื่อมต่อพรมแดนอังกฤษและเวลส์ข้ามผ่านช่องแคบบริสตอล
(Bristol Channel)




ซ้าย+ขวาบน - ป้ายยินดีต้อนรับ มีภาษาเวลส์ด้วย (Welsh)
ขวาล่าง - ตัวอะไรไม่รู้ ..น้องน้อยหุ่นบางปานจะปลิว




เนื่องจากเวลามีน้อย เราจึงเที่ยวชมเมืองหลวงของเวลส์..คาร์ดิฟฟ์ (Cardiff) แบบมาเร็วเคลมเร็ว
ที่นี่ถือเป็นเมืองหลวงที่มีอายุน้อยที่สุดในยุโรป โดยย้ายมาจากคาร์นาร์วอน (Caernarfon)
เมื่อปี ค.ศ. 1955..บรรยากาศโดยรวมของเมืองค่อนข้างสงบ

นั่งรถผ่าน Statue of Third Marquess of Bute
แห่งสวน Friary Gardens
<<< ทำไมนกชาวยูเคชอบเกาะบนหัวรูปปั้น?












พอเข้ามาในช่วงใจกลางเมืองจะเห็นสัญลักษณ์
ของชนชาติเวลส์อยู่ทั่วไป เช่น มังกรสีแดง อัศวินขี่ม้า
v
v
v





เดินเล่นหน้าร้านขายของที่ระลึก - ชอบรูปนี้จัง..ได้อารมณ์ปาปารัซซี่




ไม่ใช่ว่าหิวผู้ชายจนหน้ามืดนะ..ตั้งใจถ่ายรูปควันออกปากค่ะ
ส่วนเจ้าโคนยักษ์นี่ก็เป็นร้านที่อยู่ใกล้ ๆ กัน มีไอติมรสพิตาชิโอด้วย..อร่อยมาก






ข้ามถนนมาก็ถึงแล้ว..ปราสาทคาร์ดิฟฟ์ (Cardiff Castle) ปราสาทสวยงามแบบเทพนิยาย
เดิมสร้างขึ้นโดยชาวนอร์มัน (Norman) เมื่อปี ค.ศ. 1091 เพื่อใช้เป็นที่พักของผู้ปกครองเมืองและขุนนาง เสียดายที่ทำได้แค่ชะโงกดูเพราะปิดให้เข้าหลังเวลา 17.00 น.


ภาพแผนผังปราสาทจาก www.greatcastlesofwales.co.uk




หอนาฬิกา+กำแพงโรมัน บริเวณหน้าปราสาททางด้านทิศใต้




หอนาฬิกา (Clock Tower) ความสวยงามแบบเทพนิยายซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของคาร์ดิฟฟ์




หอคอยทมิฬ (Black Tower) สร้างในศตวรรษที่ 13 โดย Gilbert de Clare
หอไม่ได้มีสีดำ แต่อดีตดำมืด..เคยถูกใช้คุมขังสองนักบวชคาทอลิกจนเสียชีวิตอย่างทุกข์ทรมาน





ประตูด้านทิศเหนือ (North Gate)




ปราสาทคาร์ดิฟฟ์แบบพาโนรามา 360 องศา จาก www.nwicon.com






ผละจากปราสาทผ่าน หอนาฬิกาแห่งศาลาว่าการประจำเมือง (Clock Tower of Cardiff City Hall) อันเก่าแก่สูงตระหง่านสวยงามด้วยศิลปะยุคโบราณ




การที่เราเดินทางช่วงเวลาชั่วโมงเร่งด่วนเย็นหลังเลิกงาน แถมมีฝนตกรถติด จึงทำให้อดไปชมสนามกีฬาที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่าง มิลเลนเนียม สเตเดียม (Millennium Stadium) ที่ใช้ในการแข่งขันฟุตบอลนัดสำคัญ T T

ภาพจาก www.interserve.comภาพจาก www.telegraph.co.uk



ไม่เป็นไร.."น้องเช้ง" หัวหน้าทัวร์ปลอบใจพวกเราด้วยการพาไปทานอาหารประจำชาติแสนอร่อยสไตล์ Fish & Chips พร้อมเลี้ยงไวน์ เย้! ฟ้าหลังฝน

ซ้าย - ป้ายหลุมศพสามารถพบเห็นได้ทั่วไปในทุกชุมชน
ขวาบน - ดูหนุ่มนักบอลวัยกระเตาะในสนามน้อยแก้ขัด
ขวาล่าง - ชอบสะพานข้ามแม่น้ำแบบนี้จัง ..คลาสสิค




ซ้าย - อำลาประเทศเวลส์กันด้วยสเต๊กเนื้อจานใหญ่มากคู่กับไวน์แดงของน้องเช้ง
ขวา - ข้ามช่องแคบบริสตอล (Bristol Channel) ไปค้างแรมที่เมืองบริสตอลแห่งอังกฤษ



ติดตามการเดินทาง :
[UK5] E N G L A N D บาธ (Bath), บิสเตอร์ (Bicester), สโตนเฮนจ์ (Stonehenge)










 

Create Date : 29 ตุลาคม 2554    
Last Update : 12 ธันวาคม 2555 0:22:47 น.
Counter : 1944 Pageviews.  

[UK4.1] ผ่านหน้าบ้านเช็คสเปียร์ (Shakespeare)






























ต่อจากการเดินทาง :
[UK1] E N G L A N D แมนเชสเตอร์ (Manchester), เชสเตอร์ (Chester), ยอร์ค (York)
[UK2] S C O T L A N D เอดินเบอระ (Edinburgh)
[UK3] E N G L A N D เลคดิสทริค (The Lake District National Park), วินเดอร์เมียร์ (Windermere)




--13 เมษายน 2554--

แม้เมือง รันคอร์น (Runcorn) ที่เราพักค้างคืนจะเป็นเมืองอุตสาหกรรมและเมืองท่า แต่ระหว่างนั่งรถเพื่อเดินทางผ่านไปยังสแตรทเฟอร์ด* (Stratford) ก็ยังคงเห็นทุ่งหญ้าสีเขียว ๆ ตลอดทาง
*น้องเช้งหัวหน้าทัวร์ ให้ออกเสียงว่า เฟอร์ด แทน ฟอร์ด..ไม่งั้นจะคุยกับชาวบริติชเขาไม่รู้เรื่อง


ล่าง - บ้านเมืองเขาเป็นระเบียบมาก ไม่เว้นน้อง ๆ ที่ทานหญ้ากันอย่างเรียบร้อยน่ารัก





สแตรทเฟอร์ด-อัพพอน-เอวอน (Stratford-upon-Avon) ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเอวอน
เมืองนี้มีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ คือ บ้านเกิดของกวีและนักเขียนบทละครที่มีชื่อเสียง
ที่สุดของอังกฤษ "วิลเลี่ยม เชคสเปียร์: William Shakespeare" (1564-1616)


ราวคริสต์ศตวรรษที่ 19 เชคสเปียร์ได้รับการยกย่อง
ในฐานะอัจฉริยะ โดยได้รับการเรียกขานว่าเป็น..
"เทพแห่งกวี" (Bardolatry) แนวการประพันธ์มีทั้ง Philosophy, Tragedy, History และ Comedy
ซึ่งเป็นที่นิยมจนถึงปัจจุบันในทุกประเทศทั่วโลก

ผลงานที่มีชื่อเสียง เช่น
- Richard III
- Hamlet
- Othello
- King Lear
- As You Like It
- Romeo and Juliet

ภาพจาก Wikipedia



ซ้าย - The Gower Memorial สร้างเมื่อปี ค.ศ. 1888 เพื่อเป็นอนุสาวรีย์แด่วิลเลี่ยม เชคสเปียร์
ตั้งอยู่ในสวน Bancroft Gardens




โดยรอบมีรูปปั้นของ Lady Macbeth, Prince Hal, Hamlet และ Falstaff ซึ่งแสดงถึงแนวผลงานการประพันธ์ของเชคสเปียร์ ได้แก่ Philosophy, Tragedy, History และ Comedy

Lady MacbethPrince HalHamletFalstaff

ภาพและข้อมูลจาก http://www.ukstudentlife.com


Shakespeare’s Birthplace
บ้านของเชคสเปียร์สร้างในยุคศตวรรษที่ 16 ตั้งอยู่บนถนน Henley Street
เป็นหนึ่งใน The Shakespeare Properties
ซึ่งประกอบด้วยบ้าน 5 หลัง ได้แก่
1.Shakespeare's Birthplace > บ้านเก่า (ที่นี่)
2.New Place/Nash's House > บ้านใหม่
3.Hall's Croft > บ้านลูก
4.Anne Hathaway's Cottage > บ้านภรรยา
5.Mary Arden's House > บ้านแม่

Shakespeare's Birthplace มีค่าชม £12.50
โดยมีสิ่งที่น่าสนใจ คือ
1.พิพิธภัณฑ์แสดงประวัติและผลงาน
2.ตัวบ้าน ทั้งส่วนภายในอาคารและสวน

Online Ticket Click!



บ้านของเชคสเปียร์ - เวลามีน้อยจึงได้แค่ถ่ายรูปหน้าบ้าน




กลายเป็นคนข้างบ้านซะแล้ว




ตู้ไปรษณีย์และตู้โทรศัพท์สีแดง - สัญลักษณ์แห่งอังกฤษ




รูปปั้นตัวตลก (The Jester) สร้างโดย James Butler RA ตั้งอยู่ตรงมุมถนน Henley Street
หน้าทางเข้าบ้านของเชคสเปียร์ ซึ่งตัวตลกสื่อความหมายถึงตัวละคร เพราะโลกคือละคร
“All the world’s a stage, And all the men and women merely players”



ข้อความที่ฐานเขียนว่า..


O Noble Fool! A Worthy Fool!

(As You Like It)     



หลังจากช้อปปิ้งของที่ระลึกแบบเร็วกระชากวิญญาณแล้วก็ได้เวลาทานกลางวันตอนบ่าย ๆ
(ไม่มีรูปให้ดู เพราะไม่เคยถ่ายรูปอาหารทันเลย 55+) ..กินอิ่มก็เดินทางไปต่อ


หน้าร้านอาหาร - บ้านของชาวอังกฤษมีต้นไม้+ดอกไม้เลื้อยปกคลุม ดูคลาสสิคดีจัง ใกล้ชิดธรรมชาติมาก ๆ




บน - เรือ Canal Boat สำหรับท่องเที่ยวไปตามคลอง ซึ่งจะจอดแวะตามจุดต่าง ๆ โดยสามารถพักค้างคืนได้ ภายในมีห้องนอน ห้องน้ำ และห้องครัว
ล่าง - อากาศดีอย่างนี้ พายเรือเล่นก็เป็นกิิจกรรมที่น่าสนใจ




ทิวทัศน์ระหว่างทาง






และก็มาถึงเมืองเบอร์ตัน ออน เดอะ วอเทอร์ (Bourton-on-the-water)
ซึ่งอยู่ในเขตคอตสโวลด์ (Cotswold) ที่เป็นศูนย์กลางการค้าขนแกะมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 13
ตัวเมืองมีแม่น้ำวินด์รัช (Windrush) สายเล็ก ๆ ไหลผ่าน..บรรยากาศสงบและโรแมนติกมาก
จนได้รับการโหวตให้เป็นหมู่บ้านที่มีความสวยงามมากที่สุดในอังกฤษ โดยมีฉายาว่า..
"Venice of The Cotswold"




เอกลักษณ์ของที่นี่ - ตัวอาคารบ้านเรือนทำจากหิน Cotswold Stone และมีหลังคาลาดชัน




สะพานข้ามแม่น้ำวินด์รัช (River Windrush) - เห็นอย่างนี้ ความลึกไม่ถึงเอวค่ะ




เป็ดป่าหัวเขียว (Mallard) - มาว่ายน้ำเล่นกันเถอะ




มาทางนี้แล้ว..ว




นั่งเล่นบนสนามหญ้าใต้ต้นวิลโลว์ (Willow Tree) ..เคยอ่านเจอในแฮร์รี่ พอตเตอร์ ..เพิ่งได้เห็นต้นเป็นเป็น




กำลังสบายก็ต้องไปอีกแล้ว ช่วงบ่ายแก่ ๆ ถึงเย็นเราจะข้ามแดนไปชะโงกดูประเทศเวลส์ (Wales) กันสักหน่อย



ติดตามการเดินทาง :
[UK4.2] W A L E S คาร์ดิฟฟ์ (Cardiff)



*Wallpaper from Original Painting : "Romeo and Juliet"
Artist: Ilyas Phaizulline






 

Create Date : 20 สิงหาคม 2554    
Last Update : 12 ธันวาคม 2555 0:34:42 น.
Counter : 1521 Pageviews.  

1  2  3  4  

Nileriver
Location :
ตราด Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 17 คน [?]







จำนวนครั้งที่เข้าชมทั้งหมด
craigslist view counter





ขอฝากร้านของน้อง ๆ ด้วยค่ะ
--------------------------------------
Easy Celeb
เปลียน Look คุณให้ดูดีแบบ Celebrity ดาราคนไหนใช้แบรนด์เนมอะไร ถ้าคุณยากได้เราจะหามาให้
ไม่ว่าแฟชั่นนั้นจะอยู่อังกฤษ ฝรั่งเศส อเมริกา หรือญี่ปุ่น



--------------------------------------
Celesmart by Easy Celeb
ร้านแฟชั่นชายที่จะเปลี่ยนคุณให้ดูดี จนใคร ๆ ต้องร้อง หล่อ มว๊าก!!!




--------------------------------------
Gadgilla
ร้าน gadgets เช่น Case โทรศัพท์, จุกอุดหูฟัง แอบเก๋ตรงรับออกแบบรูปภาพสำหรับแปะแผ่นหลัง iPhone ตาม order (รับประกันความเป็นเอกลักษณ์ ชิ้นเดียวในโลก)



New Comments
Friends' blogs
[Add Nileriver's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.