Group Blog
 
All blogs
 
[UK2] Scotland ดินแดนที่ชายไม่นุ่งกางเกงในใส่กระโปรงลายเป่าปี่











ต่อจากการเดินทาง :
[UK1] E N G L A N D แมนเชสเตอร์ (Manchester), เชสเตอร์ (Chester), ยอร์ค (York)



--11 เมษายน 2554--

วันนี้เราจะขึ้นเหนือไปเที่ยว สกอตแลนด์ (Scotland)
"ดินแดนแห่งปราสาทสวย" ประเทศเล็ก ๆ ที่มีประชากร
ไม่ถึง 6 ล้านคน แต่เป็นทั้งศูนย์กลางทางการเงินและ
การท่องเที่ยวที่สำคัญของสหราชอาณาจักร นอกจากธรรมชาติที่สวยงาม ทั้งท้องทุ่ง ทะเลสาบ ภูเขากว้างใหญ่ แล้ว ยังเป็นแหล่งประวัติศาสตร์สำคัญที่เก่าแก่และงดงาม



ครึ่งวันแรกหมดไปกับการเดินทางข้ามพรมแดนตอนเหนือ
Mr.Chris ใจดีมาก ขับพาไปชมรอยต่อระหว่าง 2 ประเทศ
แต่โชคร้าย..ฝนตก แถมอากาศค่อนข้างหนาว
เลยไม่มีใครใจถึงพอที่จะลงรถไปถ่ายรูป

ภาพแผนที่จาก www.maps-of-britain.co.uk





ช่วงที่เหลียวหลังมองธงชาติตรงจุดแบ่งเขตแดนแบบตาละห้อย น้องเช้งก็เล่าที่มาของการรวมธงประจำชาติทั้ง 4 ประเทศของสหราชอาณาจักร (The United Kingdom of Great Britain and Northern Ireland) หรือที่เรียกว่า Union Jack ให้ฟัง


St George's CrossSt Andrew's CrossSt Patrick's CrossUnion Jack
++=
England + WalesScotlandNorthern IrelandThe United Kingdom




เราพักรถกันที่เมือง Jedburgh แวะร้านขายของที่ระลึกของสกอตแลนด์ที่ใหญ่และมีของน่าสนใจเยอะมาก แต่เสียดายที่ไม่ได้ซื้อเพราะคาดการณ์ว่าจะมีร้านอื่นอีก..อดเลย




ทิวทัศน์ระหว่างทางก่อนถึงตัวเมืองเต็มไปด้วยทุ่งหญ้าปศุสัตว์และกังหันลมผลิตกระแสไฟฟ้า






ทันทีที่เข้าสู่ เอดินเบอระ (Edinburgh) เมืองหลวงของสกอตแลนด์ เมืองมรดกโลกที่ได้รับการยกย่องว่าสวยคลาสสิคที่สุดในสหราชอาณาจักร และที่นี่ยังเป็นศูนย์กลางการเงินอันดับ 2 รองจากลอนดอน (London) และครองอันดับ 5 ของยุโรป พวกเราวี้ดวิ้วกันน่าดู..ได้เห็นสถาปัตยกรรมแบบโบราณในทุกย่างก้าว ไม่ว่าจะเป็นอาคารที่มีเสาสูงแบบโรมัน หอนาฬิกา โบสถ์สไตล์ปราสาท
รูปปั้นบนยอดอาคาร รวมทั้งอนุสาวรีย์ต่าง ๆ เรียกว่าสวยงามทุกตารางเมตรเลยทีเดียว


กล่าวกันว่า เอดินเบอระ เป็นเมืองที่ผสมกันอย่างกลมกลืนระหว่างตึกโบราณที่สร้างด้วยหินในยุคกลาง และอาคารที่มีรูปแบบนีโอคลาสสิกสไตล์จอร์เจียน (Georgian Neoclassical)







อันดับแรกที่ต้องไป คือ ปราสาทเอดินเบอระ (Edinburgh Castle) ปราสาทสวยงามที่เก่าแก่
ที่สุดในสกอตแลนด์ ตั้งอยู่บนภูเขาสูงอันเป็นทำเลที่ได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ในสมัยก่อน โดยรอบทำเป็นคูเมืองเพื่อประโยชน์เชิงการทหาร รอบนอกเป็นที่ราบลดหลั่นเป็นขั้น ๆ ทำให้เราสามารถมองเห็นปราสาทได้จากทุกมุมเมือง ไฮไลท์ที่น่าสนใจมีหลายอย่างเลย และที่นี่แหละคือสถานที่เปิดตัวหนังสือชื่อดังอย่างแฮรี่ พอตเตอร์ (Harry Potter)




ภาพแผนที่ 2D www.planetware.com | แบบ 3D www.edinburghcastle.gov.uk




บน - วิวด้านหน้าทางเข้าปราสาทเอดินเบอระ
ล่างซ้าย - รูปปั้นของ Prince Frederick, Duke of York and Albany
ล่างขวา - 78th Highlanders Memorial






Esplanade คือชื่อเรียกลานกว้างที่อยู่ด้านหน้าปราสาท






บนซ้าย - ประตูทางเข้า
บนขวา - "ดอกทิวลิป 5 ดาว" = การรันตีความยิ่งใหญ่อลังการโดยการท่องเที่ยวแห่งสกอตแลนด์
ล่างขวา - รูปปั้นของ Robert I, the Bruce ตรงซ้ายมือของประตูทางเข้า ส่วนด้านขวาที่ไม่ได้ถ่ายติดมาคือ William Wallace




ล่าง - เรา + ลุงทอม ไกด์ท้องถิ่น + ผู้ชายที่หล่อที่สุดในโลก






ถังเก็บน้ำ (Water Tank)






ทะเลเหนือ (North Sea) ลุงทอมเล่าว่า “มันเป็นทะเลที่ไม่มีใครกล้าว่ายน้ำเล่นเลย ทำไมน่ะเรอะ ?
ก็อุณหภูมิมัน 4 องศาเซลเซียสน่ะ วะฮ่ะฮ่ะ”

บรรยายไทยโดย กูรู(มั่ง ไม่รูมั่ง)






ปืนบ่ายโมง (The One o’clock Gun) ปืนใหญ่จะยิงไปยังทะเลเหนือ (North Sea) ตอนบ่ายโมงของทุกวันตั้งแต่ปี ค.ศ. 1861 เพื่อเป็นการบอกเวลาแก่ชาวเรือ รวมทั้งข่มขวัญข้าศึกไปพร้อมกัน ปัจจุบันก็ยังคงสืบทอดการยิงปืนอยู่เช่นเดิมทุกวันทำการ (ยกเว้นวันอาทิตย์)






โคตรปืนใหญ่ (Mons Meg) ปืนใหญ่ที่เก่าแก่ที่สุดของยุโรป ความยาว 4.06 เมตร หนัก 6.6 ตัน
ยิงได้ไกลถึง 3.2 กิโลเมตร เฉพาะลูกปืนมีน้ำหนักถึง 150 กิโลกรัม






St Margaret’s Chapel โบสถ์หินแบบโรมันหลังน้อย ๆ สร้างขึ้นโดย King David I (1083-1153) ในปี ค.ศ. 1130 เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่พระมารดา Queen Margaret of Scotland (1045-1093)
ซึ่งสิ้นพระชนม์ในปราสาทแห่งนี้ หลังจากล้มป่วยลงเมื่อทรงทราบข่าวพระสวามี (King Malcolm III) และโอรสองค์โต (Edward) สิ้นพระชนม์ในสงครามแห่งแอล์นนิค (Battle of Alnwick) ได้ 3 วัน

ซ้ายล่าง - ครอบครัวตัวป่วน
ขวา - ภายใน St Margaret’s Chapel อาคารที่เก่าแก่ที่สุดในเอดินเบอระ






Scottish National War Memorial เปิดครั้งแรกในปี ค.ศ. 1927 เพื่อรำลึกถึงบรรพชนผู้เสียสละชีพในสงครามโลกทั้ง 2 ครั้ง โดยชื่อของพวกเขาถูกจารึกไว้ในสมุดที่ชื่อว่า "The Rolls of Honour"







Royal Palace สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1617 เพื่อถวายพระเกียรติแด่ King James VI (1567-1625)
ผู้เป็นกษัตริย์แห่งสกอตเมื่ออายุเพียง 13 เดือน และเป็นกษัตริย์องค์แรกแห่งเกาะบริเตนใหญ่
ขณะอายุเพียง 22 พรรษา (1st King of Great Britain : 1603-1625) โดยปกครองดินแดนอันประกอบด้วยอังกฤษ (England) สกอตแลนด์ (Scotland) และไอร์แลนด์ (Ireland) ในนามของ King James I
ภายในอาคารมีห้องประทับของกษัตริย์และราชินี เครื่องราช
กุธภัณฑ์ ข้าวของเครื่องใช้ของราชวงศ์ต่าง ๆ หุ่นจำลอง มงกุฏ คฑา ดาบ..และน่าเสียดายที่ไม่เจอหินแห่งโชคชะตา (Stone of Destiny) ที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของชาวสกอต

ภาพหินแห่งโชคชะตา (Stone of Destiny) จาก www.aboutscotland.com


"หอนาฬิกา" สัญลักษญ์แห่ง Royal Palace



ขากลับใช้เส้นทางผิดเลยไปโผล่ในร้านขายของที่ระลึก..ที่คนแน่นมากจนเกือบไม่เห็นประตูทางออก



ปล. ที่เอามือล้วงกระเป๋าเกือบทุกรูปเนี่ย ไม่ใช่แค่ทำให้ดูเท่เฉย ๆ นะคะ..หนาวด้วย เห็นแดดแรงจนหน้ามันก็จริง..แต่หน้าก็แห้งและลอกด้วยเป็น 3-Zone แบบสับสนมาก น้องเช้งบอกว่าโลชั่นของบ้านเราใช้ไม่ได้สำหรับประเทศแถบนี้







หลังออกจากปราสาทมา นั่งรถผ่านพวกรูปปั้นบุคคลสำคัญอีกแล้ว
ซ้าย - David Hume นักปรัชญาและนักประวัติศาสตร์คนสำคัญ..ผู้ปลุกยุโรปให้ตื่นจาก "การหลับใหลอยู่กับหลักความเชื่อ" (ราว ค.ศ. 1770)
ขวา - The Black Watch หรือกองทหารผู้ควบคุมความสงบของชนเผ่าต่าง ๆ ในสกอตแลนด์




เราใช้เส้นทาง รอยัลไมล์ (The Royal Mile) หรือถนนราชดำเนินแห่งสกอตแลนด์ ซึ่งสร้างตามแนวสันเขาเชื่อมโยงพื้นที่ประวัติศาสตร์ระหว่างปราสาทเอดินเบอระ (Edinburgh Castle) และพระราชวังโฮลี่รู้ด (Palace of Holyroodhouse) ทิวทัศน์ระหว่างทางงามเริศราวกับอยู่ในเทพนิยาย

ซ้าย - The Balmoral Hotel ด้านหลังนั่นคือ Calton Hill
กลาง - Robert Burns Monument บน Calton Hill
ขวา - St Giles' Cathedral




โดยในปี 2011 รอยัลไมล์ (The Royal Mile) ครองอันดับ 3 ถนนสุดโรแมนติกในสหราชอาณาจักร
ของ "Google Street View Awards" จากผลสำรวจความคิดเห็นของชาวอังกฤษกว่า 20,000 คน

ภาพแผนที่จาก www.aboutscotland.com
1. ปราสาทเอดินเบอระ (Edinburgh Castle)
2. ถนนรอยัลไมล์ (The Royal Mile)
3. พระราชวังโฮลี่รู้ด (Palace of Holyroodhouse)
4. ถนนปริ้นเซส (Princes Street)

พระราชวังโฮลี่รู้ด (Palace of Holyroodhouse) ที่ประทับอย่างเป็นทางการแห่งราชวงศ์สกอตแลนด์ โดย Queen Elizabeth II แห่งสหราชอาณาจักรจะมาประทับที่นี่เป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์ในต้นฤดูร้อนของทุกปี คำว่า “Holyrood” แปลงมาจาก “Haly Ruid” ในภาษาสกอต แปลว่า “กางเขนศักดิ์สิทธิ์ (Holy Cross)” ส่วนด้านหลังพระราชวังเป็นที่ตั้งของ ซากโบสถ์ Holyrood Abbey ซึ่งค้นพบโดย King David I แห่งสกอตแลนด์ ในปี ค.ศ. 1128




ภาพ Holyrood Abbey จาก http://en.wikipedia.org/wiki/Holyrood_Abbey



บน - พระราชวังโฮลี่รู้ด (Palace of Holyroodhouse)
ล่างซ้าย - ทางเข้า Holyrood Abbey
ล่างขวา - I R S สัญลักษณ์ของ King James I Royal Residents




ซ้าย - เจอชายไม่นุ่งกางเกงในกำลังเป่าปี่โชว์นักท่องเที่ยวพอดี อิอิ..ไม่ได้ทะลึ่งนะคะ แต่มันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในการใส่ คิลท์ (Kilt) หรือกระโปรงลายสกอต ซึ่งเป็นเครื่องแต่งกายประจำชาติสำหรับผู้ชายชาวสกอต โดยคิลท์ของแท้จะทำจากผ้าขนสัตว์ที่หนาและหนักมาก จึงไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องความโป๊เวลาเจอลมพัดแรง ๆ
ขวา - ถ่ายรูปด่วนบริเวณด้านหน้าประตูทางเข้า เนื่องจากมีรถออกจากพระราชวังพอดี






Princes Street ถนนที่แบ่งระหว่างเมืองเก่า (Old Town) กับเมืองใหม่ (New Town) ซึ่งเป็นย่านช้อปปิ้ง ตรงบริเวณนี้มีสวนสาธารณะสวยมาก ๆ (Princes Street Gardens) แต่เวลามีน้อยมากเลยไม่ได้แวะ


บน - Princes Mall หรือ Waverley Shopping Centre
ล่างซ้าย - รูปปั้นของ David Livingstone มิชชันนารีผู้ศรัทธาในคริสต์ศาสนาและนักสำรวจกาฬทวีป
ล่างขวา - Melville Monument ตรงจตุรัส St Andrew Square ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อระบบขนส่ง






The Scott Monument อนุสาวรีย์ที่มีความสูง 61.1 เมตร บริเวณ Princes Street มีขั้นบันไดทั้งหมด 287 ขั้น และระเบียง 4 ชั้น ซึ่งสามารถชมวิวได้ 360 องศา สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแด่นักเขียนนิยายประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนแรก เซอร์ วอลเตอร์ สก็อต (Sir Walter Scott : 1771-1832)






บ้านของ Sir Lawrence Dundas ซึ่งกลายเป็นสำนักงานใหญ่ของ Royal Bank of Scotland






วินาทีที่บังเอิญเห็นนกเกาะอยู่บนศีรษะของ Duke of Wellington พอดี






หลังจากเดินเล่นย่านช้อปปิ้งบริเวณ Princes Street จนตกเย็น คืนนี้เราพักกันที่เอดินเบอระ และจะอำลาดินแดนแห่งวิสกี้ ปี่ และกระโปรงลายสกอตเพื่อกลับสู่อังกฤษกันในตอนเช้าของอีกวัน

บน - Calton Hill เมื่อมองจากสะพานเหนือ (North Bridge)
ล่าง - War Memorial Statue บนสะพานเหนือ (North Bridge)






ติดตามการเดินทาง
[UK3] E N G L A N D เลคดิสทริค (The Lake District National Park), ทะเลสาบวินเดอร์เมียร์ (Windermere)




Create Date : 29 มิถุนายน 2554
Last Update : 11 ธันวาคม 2555 22:24:12 น. 2 comments
Counter : 1853 Pageviews.

 
น่าไปเที่ยวจัง


โดย: The Best of Me วันที่: 30 มิถุนายน 2554 เวลา:21:06:44 น.  

 
ได้ชมวิวสวยๆ และได้รับความรู้มากมายเกี่ยวกับ
สกอตแลนด์ ขอบคุณมากๆเลยนะคะ


โดย: ครูนก IP: 223.207.174.24 วันที่: 20 สิงหาคม 2554 เวลา:11:11:38 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Nileriver
Location :
ตราด Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 17 คน [?]







จำนวนครั้งที่เข้าชมทั้งหมด
craigslist view counter





ขอฝากร้านของน้อง ๆ ด้วยค่ะ
--------------------------------------
Easy Celeb
เปลียน Look คุณให้ดูดีแบบ Celebrity ดาราคนไหนใช้แบรนด์เนมอะไร ถ้าคุณยากได้เราจะหามาให้
ไม่ว่าแฟชั่นนั้นจะอยู่อังกฤษ ฝรั่งเศส อเมริกา หรือญี่ปุ่น



--------------------------------------
Celesmart by Easy Celeb
ร้านแฟชั่นชายที่จะเปลี่ยนคุณให้ดูดี จนใคร ๆ ต้องร้อง หล่อ มว๊าก!!!




--------------------------------------
Gadgilla
ร้าน gadgets เช่น Case โทรศัพท์, จุกอุดหูฟัง แอบเก๋ตรงรับออกแบบรูปภาพสำหรับแปะแผ่นหลัง iPhone ตาม order (รับประกันความเป็นเอกลักษณ์ ชิ้นเดียวในโลก)



New Comments
Friends' blogs
[Add Nileriver's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.