Blog เล็กๆแห่งหนึ่ง รวมเกร็ดข่าวสาระประจำวัน กับ เรื่องที่อาจจะไร้สาระ ของ ลูกผู้ชายคนหนึ่ง ที่อาศัยอยู่ในมหานครใหญ่แห่งหนึ่ง ในที่โลกที่กว้างใหญ่ใบนี้
Group Blog
 
All Blogs
 

ไทยพาณิชย์ลดดอกเบี้ยกู้-ฝากมีผล8ธ.ค.นี้

ที่มา http://www.bangkokbiznews.com

http://www.bangkokbiznews.com/2008/12/04/thumb/317693__thumb3bkk.jpg


กรรณิการ์ ชลิตอาภรณ์


แบงก์ไทยพาณิชย์ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 0.50%/เงินฝากประจำ 0.50-1.0% มีผล 8 ธ.ค.นี้ หลังกนง.ส่งสัญญาณดอกเบี้ยต่ำ ฟื้นเศรษฐกิจ

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : นางกรรณิการ์ ชลิตอาภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารได้ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.50% เพื่อช่วยเหลือลูกค้าธุรกิจ และลูกค้ารายย่อยของธนาคาร ซึ่งจะทำให้ อัตราดอกเบี้ย MLR อยู่ที่ 6.75% MOR อยู่ที่ 7% MRR อยู่ที่ 7.25%


นอกจากนี้ ธนาคารยังได้ปรับลดดอกเบี้ยเงินฝากประจำทุกประเภทลงอีก 0.50-1% แต่เพื่อไม่ให้การปรับลดดอกเบี้ยเงินฝากกระทบต่อลูกค้ารายย่อย ธนาคารจึงยังคงดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ไว้ ไม่เปลี่ยนแปลง และเพื่อสนับสนุนการออม สำหรับเงินฝากประจำ 6 เดือน วงเงินไม่เกิน 5 แสนบาท ธนาคารเสนอดอกเบี้ยที่ 2%

กรรมการผู้จัดการ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า การปรับลดดอกเบี้ยดังกล่าว เพื่อให้สอดคล้องกับสถาวะการณ์และภาวะเศรษฐกิจโลก หลังจาก คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 1% เหลือ 2.75%




 

Create Date : 05 ธันวาคม 2551    
Last Update : 5 ธันวาคม 2551 7:48:30 น.
Counter : 193 Pageviews.  

พลิกคัมภีร์ หาจุด "ต่ำสุด"

ที่มา http://special.bangkokbiznews.com

http://special.bangkokbiznews.com/thumbx.php?filename=media/specialreport_bizweek_20081106131849


จะรู้ได้อย่างไรว่า "จุดต่ำสุด" หรือ "Bottom" ของดัชนีหุ้นไทยอยู่ตรงไหน เพื่อหาโอกาสจับจังหวะลงทุน ยังเป็นคำถามคาใจ

แม้ความจริงไม่มีใครสามารถบอกได้ว่า ระดับต่ำสุดของดัชนีอยู่ตรงไหนกันแน่ แต่เราสามารถใช้วิธีการประเมินเหตุการณ์ หรือพิจารณาจาก "เงื่อนไข" (Event) ต่างๆ ที่เกิดขึ้นจะทำให้เห็น จุดต่ำสุดได้ไม่ยาก

มีการประเมินกันว่า "ไคร์ซิส" หรือ วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์รอบนี้ "ร้ายแรง" และกินลึก กว่าที่เคยเกิดมา เนื่องจากเป็นการผสมผสานเอาวิกฤติที่เคยเกิดมาก่อนหน้าถึง 4 เหตุการณ์ ทั้งวิกฤติสหรัฐปี 1930 ต้มยำกุ้งของไทย วิกฤติเศรษฐกิจญี่ปุ่น และภาวะเงินฝืด มาอยู่รวมกัน

ขณะที่สถานการณ์ต่างๆ ในสหรัฐและยุโรป กำลังรอวัน "ปะทุ" ขึ้นมา โดยเฉพาะสัญญารับประกันเงินกู้ (Credit Default Swaps) หรือ "อนุพันธ์ CDS" จะนำความวิบัติมาให้สถาบันการเงินอีกครั้ง ซึ่งมีการประเมินว่า คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 54.6 ล้านล้านเหรียญ ใกล้เคียงกับตัวเลขจีดีพีของโลกที่ 54.3 ล้านล้านเหรียญ ทีเดียว

หากอนุพันธ์ CDS เกิดความเสียหายทั้งหมด ก็จะกระทบต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงตลาดหุ้นทั่วโลก อีกครั้งอย่างแน่นอน

เช่นเดียวกับการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ซึ่งยังคงปกคลุมด้วยความ "เสี่ยงสูง" จากวิกฤติสหรัฐ รวมถึงการเมืองในประเทศ ที่รอวันระเบิดรอบใหม่

ฉะนั้น เพื่อให้นักลงทุนรายย่อยรู้เท่าทันสถานการณ์และสู้กับนักลงทุนต่างชาติให้ได้ จึงต้องสามารถประเมินเหตุการณ์และพิจารณาเงื่อนไขต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ ก็จะทำให้เราสามารถสแกนหา "จุดต่ำสุด" ของดัชนีหุ้นไทย และหาโอกาสในการเข้าลงทุน

วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการบริหารและหัวหน้าฝ่ายวิจัย บล.ทิสโก้ บอกว่า ก่อนที่จะรู้ว่า เมื่อใดที่ดัชนีหุ้นจะถึงจุดต่ำสุด ตลาดหุ้นไทยจะถูกทดสอบและผ่านสถานการณ์เลวร้ายต่างๆ ที่จะเข้ามากระแทกตลาดหุ้นอย่างน้อย 4 ข่าวร้ายใหญ่จากต่างประเทศไปเสียก่อน..

ข่าวแรก..ประเมินกันว่า จะต้องมี "กองทุนเฮดจ์ฟันด์" ได้รับความเสียหาย จนกระทั่งถึงขั้น "ล้มละลาย"

หลังจากที่ได้เห็นธนาคารขนาดใหญ่ในสหรัฐ ได้ล้มไปบ้างแล้ว ขณะที่ช่วงนี้มีการพุ่งเป้าไปยังกองทุน "CITADEL" ซึ่งเป็นกองทุนเฮดจ์ฟันด์ขนาดใหญ่ ที่มีผู้ถือหน่วยขอไถ่ถอนหน่วยลงทุนคืนกันจำนวนมาก

"เรามองว่า ในช่วงไตรมาส 4 และไตรมาส 1/52 จะมีกองทุนเฮดจ์ฟันด์ล้มละลายอีก เนื่องจากตอนนี้มีเฮดจ์ฟันด์ขอร้องไม่ให้ผู้ถือหน่วยไถ่ถอนอยู่หลายแห่ง ทำให้ยังไม่มีการ Mark to Market หรือบันทึกการขาดทุนจริงเกิดขึ้น

เมื่อสถาบันการเงินล้มละลาย ก็จะทำให้เกิดแรงเทขายกลุ่มสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงสินค้าคอมมอดิตี้ และหุ้น ออกมาอีกมาก เนื่องจากเป็นกองทุนเฮดจ์ ฟันด์ ขนาดใหญ่ที่มีคนถือหน่วยลงทุนไว้จำนวนมาก และที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนที่สูง"

ข่าวที่สอง..ผลกระทบของ "อนุพันธ์ CDS " (Credit Default Swaps-CDS) หรือสัญญารับประกันเงินกู้ จะลุกลามไปยังประเทศยุโรปตะวันออก หรือไม่ (Contagion Effects to Eastern Europe)

แม้ว่าธนาคารกลางของยุโรปจะเข้าไปสนับสนุนทางการเงินให้แก่สถาบันการเงิน จึงทำให้ล้มละลายได้ยากกว่า แต่หากเกิดปัญหากับประเทศในยุโรปก็จะทำให้เศรษฐกิจจริงมีปัญหา เพราะเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของโลก

"จุดสังเกตก็คือ หาก CDS Spread ของยุโรป และตลาดอีเมอร์จิ้งมาร์เก็ต ปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุด ก็จะทำให้เกิดความเสี่ยงสูงขึ้น และนักลงทุนขาดความเชื่อมั่นต่อการลงทุนในตลาดหุ้น

ดังนั้น จึงต้องจับตาดูการลุกลามของสินเชื่ออนุพันธ์ว่าจะลามไปยังประเทศยุโรปตะวันออก เมื่อไร"

ข่าวที่สาม..ผลประกอบการบริษัทบัตรเครดิตจะมี "หนี้เสีย" เพิ่มขึ้น

เนื่องจากอัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 6.1% และหากเพิ่มขึ้นเป็น 7% จะทำให้คนตกงานจำนวนมาก และความต้องการใช้บัตรเครดิตมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งในปัจจุบันหนี้เสียบัตรเครดิตได้เพิ่มขึ้นมาแล้วในปีนี้ 60-70% จากปีที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่าหนี้เสีย 2.4 หมื่นล้านบาท จากเดิมอยู่ที่ 1.4 หมื่นล้านบาท

"ทั้งนี้จะต้องจับตาดูตัวเลขหนี้เสียบัตรเครดิตจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าไร โดยเราคาดว่าจะเห็นตัวเลขในราวเดือนธ.ค.หรือม.ค. 2552"

ข่าวที่สี่..ตลาดหุ้นได้รับความเสียหายอย่างมาก

เนื่องจากความมั่งคั่งของคนสหรัฐหายไป เนื่องจากคนสรัฐลงทุนในตลาดหุ้นประมาณ 100 ล้านคน คิดเป็น 1 ใน 3 ของคนทั้งหมดในประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาพวกเขาคิดว่ามีสินทรัพย์และความมั่งคั่งอยู่ แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นหนี้สินเพิ่มขึ้น

ขณะที่บางคนตกงานจึงจำเป็นต้องไถ่ถอนหน่วยลงทุนในกองทุนบำเหน็จบำนาญ จึงกดดันให้ Pension Fund ของสหรัฐ จำเป็นต้องขายหลักทรัพย์ที่มีกำไรออกไป โดยเฉพาะหุ้นในตลาดเกิดใหม่ซึ่งกองทุนส่วนใหญ่ลงทุนไว้ตั้งแต่ปี 1988-1999

"สี่ข่าวร้ายนี้จะทยอยออกมาตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายปีนี้จนถึงไตรมาส 1 ปีหน้า ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าทั้ง 4 ข่าวจะมาพร้อมๆ กัน หรือไม่ได้เกิดพร้อมกันก็ได้ แต่เป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องจับตา"

ส่วนข้อสังเกตว่า ดัชนีหุ้นที่ไหลลงไป เมื่อใดจะถึง "จุดต่ำสุด" หรือ "Bottom" นั้น..

วิศิษฐ์ แนะนำให้นักลงทุนพิจารณาเงื่อนไขต่างๆ ดังต่อไปนี้

ประการแรก.. ให้พิจารณา "ส่วนต่าง" ระหว่างดอกเบี้ยกู้ยืมกับดอกเบี้ยของเฟด (LIBOR Spread) จะต้องกลับมาอยู่ที่ 1% จะเป็นผลดีต่อตลาดมากกว่า จากที่เคยขึ้นไปสูงถึง 3-4% ในช่วงที่เกิดวิกฤติการเงินสหรัฐ สะท้อนถึงสภาพคล่องในตลาดที่ตึงตัวอย่างมาก

ประกาต่อมา.. ต้องดู Credit Default Swaps Spread (CDS) หรือ "ส่วนต่าง" ของสัญญารับประกันเงินกู้ จะต้อง "ลดลง" โดยไม่ทำ "นิวไฮ" หรือ ขึ้นไปสู่จุดสูงสุดอีก เพราะจะสะท้อนถึงนักลงทุนขาดความเชื่อมั่นและตลาดหุ้นจะปรับตัวลง

ประการที่สาม..จะต้องไม่มีการ "บันทึก" ความสูญเสียของสถาบันการเงินในสหรัฐอีก ขณะที่ในปัจจุบันสถาบันการเงินสหรัฐหลายแห่ง ยังไม่ได้ลงบันทึกผลการขาดทุนของสินเชื่ออนุพันธ์ คาดว่าหากลงบันทึกจะทำให้เกิดความสูญเสียขึ้นอีกจำนวนมากหลังจากนี้

และประการสุดท้าย..ธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศจะต้องมีการ "ปล่อยกู้" ออกมาบ้าง เทียบกับสถานการณ์ปัจจุบันที่ธนาคารพาณิชย์ในสหรัฐไม่ได้มีการปล่อยกู้ แม้แต่ระหว่างธนาคารด้วยกัน

ดังนั้น ถ้าหากเงื่อนไขต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้น..

วิศิษฐ์ เชื่อว่า ดัชนีหุ้นไทย "มีสิทธิ" ที่จะไหลลงไปแตะที่ระดับจุดต่ำสุดได้ไม่ยาก ซึ่งฝ่ายวิจัยบล.ทิสโก้ ประเมินว่า ในช่วงไตรมาสแรกปีหน้า (2552) นักลงทุนน่าจะมีโอกาสได้เห็น "จุด Bottom" อย่างแน่นอน

แต่หลังจากวิกฤติ มักเป็นโอกาส (ลงทุน) เสมอ

เขาคาดว่า ในช่วงไตรมาส 2 ปี2552 ตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวกลับมา "ขึ้นแรง" อีกครั้ง (Bear Market Rally) ด้วยปัจจัยบวกสนับสนุนจากการปรับลดดอกเบี้ยของเฟดให้ลงเหลือ 0.25-0% จะผลักดันให้ผู้ฝากเงินไว้กับธนาคารพาณิชย์นำเงินออกมาจากซื้อสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น โดยเฉพาะหุ้น

รวมถึงปัจจัยเงินเฟ้อทั่วโลกในปีหน้าจะลดลงอย่างรวดเร็ว จนอาจจะถึงขั้นเกิดภาวะเงินฝืด ขณะที่เงินเฟ้อของไทยจะอยู่ที่ 0.5-2%

ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงไทย กลับมาดีขึ้นได้อีกครั้ง...




 

Create Date : 05 ธันวาคม 2551    
Last Update : 5 ธันวาคม 2551 7:31:11 น.
Counter : 234 Pageviews.  

บริษัทเอเชียรวยแห่ซื้อธุรกิจยุโรป

ที่มา http://www.bangkokbiznews.com

เซี่ยงไฮ้ - ผลสำรวจชี้ บริษัทเอเชียยังรวย แห่ซื้อสินทรัพย์ต่างชาติ โดยเฉพาะในยุโรป ดันยอดซื้อกิจการต่างแดนทะยานทำสถิติสูงสุด 58,000 ล้านดอลลาร์

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ดีลลอจิก บริษัทสำรวจข้อมูลทางธุรกิจ เปิดเผยผลสำรวจการทำข้อตกลงผนวกและควบรวมกิจการ (เอ็มแอนด์เอ) ที่ระบุว่า บริษัทสัญชาติเอเชีย ไม่รวมญี่ปุ่น แห่เข้าไปกว้านซื้อกิจการในยุโรป เพิ่มขึ้นถึง 87% หรือเท่ากับ 43,900 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ ถือเป็นการเข้าซื้อกิจการในต่างแดนมูลค่าสูงสุด เมื่อเทียบกับตัวเลขการลงทุนตลอดทั้งปี 2550


อย่างไรก็ตาม ดีลลอจิก ระบุว่า จำนวนการทำข้อตกลงซื้อกิจการในสหรัฐ ของบริษัทจากเอเชีย ลดลงถึง 50% อยู่ที่ 14,100 ล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยข้อตกลงซื้อกิจการแต่ละฉบับ มีมูลค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 122 ล้านดอลลาร์ ลดลงถึง 59% จาก 298 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นมูลค่าเฉลี่ยของการทำข้อตกลงผนวกกิจการในปี 2550

นักลงทุนเอเชีย ที่เข้าลงทุนในสหรัฐมากที่สุด ได้แก่ บริษัทจากเกาหลีใต้ ซึ่งใช้จ่ายเงินมากถึง 5,100 ล้านดอลลาร์ ในการทำข้อตกลงทั้งสิ้น 32 ฉบับ ขณะที่ราคาหุ้นของบริษัทต่างชาติหลายแห่ง ที่ร่วงลงอย่างหนัก จนมีราคาค่อนข้างถูก กลายเป็นโอกาสที่มีไม่บ่อยนัก สำหรับบริษัทจากเอเชีย ในการล่าซื้อกิจการในต่างชาติ รวมถึงบริษัทในเครือรัฐบาลจีน ที่มีเงินสดหมุนเวียนแข็งแกร่ง

จีน กลายเป็นผู้ซื้อรายใหญ่สุดในยุโรป ด้วยการทำข้อตกลงมูลค่ารวม 25,900 ล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่เป็นการซื้อกิจการที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรขนาดใหญ่ ตามมาด้วยอินเดีย ที่ทุ่มเม็ดเงินลงทุนในยุโรปถึง 10,400 ล้านดอลลาร์

ทั้งนี้ ข้อตกลงผนวกกิจการขนาดใหญ่สุดในปี 2551 คือ อะลูมิเนียม คอร์ป ออฟ ไชน่า บริษัทอะลูมิเนียมยักษ์ใหญ่ของจีน ที่เข้าซื้อหุ้น 12% ของริโอ ตินโต ในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน ด้วยมูลค่าราว 14,000 ล้านดอลลาร์ ส่วนข้อตกลงขนาดใหญ่อื่นๆ รวมถึงข้อตกลงผนวกกิจการมูลค่า 2,500 ล้านดอลลาร์ ของไชน่า ออยฟิลด์ เซอร์วิสเซส ผู้ให้บริการน้ำมันของแดนมังกร ที่เข้าซื้ออาวิลโก ออฟชอร์ บริษัทพลังงานของนอร์เวย์ และข้อตกลงมูลค่า 2,900 ล้านดอลลาร์ ของสำนักงานปริวรรตเงินตราต่างประเทศของจีน ที่เข้าซื้อหุ้นโทเทล ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมพลังงานของฝรั่งเศส




 

Create Date : 05 ธันวาคม 2551    
Last Update : 5 ธันวาคม 2551 7:27:01 น.
Counter : 199 Pageviews.  

นายแบงก์เชื่อการเมืองไทยไม่ไร้ทางออก

ที่มา http://www.bangkokbiznews.com



บุญทักษ์ หวังเจริญ:


นายแบงก์เชื่อการเมืองไทยยังมีทางออก ย้ำไม่ต้องการเห็นภาพของความรุนแรง-ยึดผลประโยชน์ชาติเป็นหลัก

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ โดยเชื่อว่าน่าจะมีทางออกที่ดี แต่ต้องยึดรูปแบบไม่ให้มีความรุนแรง และควรยึดมั่นใจผลประโยชน์ของประเทศ โดยนักลงทุนทั่วโลกต่างก็เป็นห่วงและมีความเข้าใจสถานการณ์ที่ไม่ถูกต้อง


สำหรับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า อัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีหน้าจะปรับลดลง ส่งผลให้ดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารลดลงตาม ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จะสูงขึ้น เนื่องจากความเสี่ยงของลูกค้ามีมากขึ้น ซึ่งหากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลดลงและดอกเบี้ยเงินกู้สูงขึ้น จะส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของธนาคารปรับตัวขึ้นด้วย

สำหรับเป้าหมายสินเชื่อในปี 2552 ธนาคารยังคงตั้งเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อโดยรวมไว้ที่ร้อยละ 9 ขณะเดียวกันยังตั้งเป้าขยายฐานเงินฝากจะเติบโตร้อยละ 13 ซึ่งการตั้งเป้าดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าธนาคารต้องการระดมทุนไว้เพื่อหลีกเลี่ยงการระดมทุนที่ยากขึ้นในปีหน้า

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากธนาคารต้องการชี้ให้เห็นว่าการเติบโตของเงินฝากมาจากการให้บริการลูกค้าทุกกลุ่ม แต่ในส่วนสภาพคล่อง ธนาคารไม่ได้มีปัญหา ปัจจุบันก็มีสภาพคล่องอยู่กว่าแสนล้านบาทเพียงพอต่อการปล่อยสินเชื่อ

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย กล่าวอีกว่า ในปีนี้สินเชื่อของธนาคารติดลบแล้ว 30,000-40,000 ล้านบาท เนื่องจากครึ่งปีแรกสินเชื่อของธนาคารติดลบ 27,000 ล้านบาท แต่เชื่อว่าจากนี้ไปทุกอย่างจะเริ่มเดินหน้า เพราะธนาคารมีผู้บริหารเข้ามาดูแลสินเชื่อในแต่ละประเภทแล้ว




 

Create Date : 28 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 28 พฤศจิกายน 2551 7:08:55 น.
Counter : 182 Pageviews.  

Structure Change 'สื่อสาร' ดาวหลังวิกฤติ

ที่มา http://www.bangkokbiznews.com



ไพบูลย์ นลินทรางกูร:ก่อนวิกฤติต้มยำกุ้ง ปี 2540 หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ กับไฟแนนซ์ ถือว่าเป็นผู้นำตลาดเป็นหุ้น "ยอดฮิต" ของนักลงทุน หลังวิกฤติได้เกิดคลื่นลูกใหม่กลุ่มพลังงาน กับปิโตรเคมี กลายมาเป็นทัพหน้าแทน หลังวิกฤติ "แฮมเบอร์เกอร์ไครซิส" ครานี้แล้วจะถึงคิวกลุ่มไหน?

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : "ผมมองว่ากลุ่มสื่อสารจะมา" เสียงแทรกขึ้นท่ามกลาง "กูรู" หลายคนบนโต๊ะเสวนา Money Forum ที่จัดโดยกองบรรณาธิการ น.ส.พ.กรุงเทพธุรกิจ


สุกิจ อุดมศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส สถาบันวิจัยนครหลวงไทย ไม่ใช่คนแรกที่เปิดประเด็น แต่เขาดูจะทำการบ้านในเรื่องนี้มาเป็นอย่างดี "เพราะ Structure Change" นี่คือเหตุผลสั้นๆ

คำว่า Change คำนี้ไม่ใช่หรือที่ทำให้ บารัก โอบามา ได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลาย คำว่า Structure Change ที่จะเกิดขึ้นกับหุ้นในกลุ่มสื่อสารนับจากนี้ ฟังดูแล้ว "มีน้ำหนัก" น่าเชื่อถือแบบไม่ต้องคิดมาก

โครงสร้างพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป จะทำให้หุ้นกลุ่มสื่อสารสามารถสร้าง "เพดานใหม่" ได้ในอนาคต ผู้ใช้ที่มีอายุน้อยลง และเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น ส่วน "3G" ก็จะทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป แต่ สุกิจ มองว่า 3G คงไม่เกิดขึ้นเร็วมากนัก แต่ Structure Change เกิดขึ้นแล้วโดยไม่จำเป็นต้องมี 3G ก็ได้

สุขวัฒน์ ประเสริฐยิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่สายการลงทุน บลจ.แมนูไลฟ์ (ประเทศไทย) ให้แง่คิดโชะๆ ว่า หุ้นที่จะให้ผลตอบแทนสูงหลังวิกฤติ ก็คือหุ้นที่ "ถูกบอมบ์" (ขาย) ลงมาหนักๆ ถูกขายแบบที่ไม่ค่อยมีเหตุผล หุ้นพวกนี้มีโอกาสขึ้นได้ 200-300%

วิธีดูง่ายๆ คือ บางบริษัทไม่มีหนี้ ช่วงที่เศรษฐกิจดีบริษัทอื่นเขาแห่ลงทุนบริษัทนี้ไม่ยอมลงทุน ผู้บริหารก็ไม่ชอบให้ข่าว ลองไปค้นหาเอาเองรับรองว่า "มี" หุ้นอีกแบบที่จะขึ้นเยอะหลังวิกฤติได้ คือ "หุ้นที่ใกล้เจ๊ง...แต่ไม่เจ๊ง"

"จากประสบการณ์ของผม หลังวิกฤติช่วงปี 2546 ตอนที่หุ้นขึ้นมา 117% ผมเคยดูพอร์ตของลูกค้าคนหนึ่ง เขามีแต่หุ้นเน่าๆ เต็มพอร์ต หุ้นพวกนี้ถูกบอมบ์ขายจนเละตุ้มเป๊ะ แต่เขาได้ผลตอบแทน 300% น่าทึ่งมาก"

ถ้ามองรวมๆ สุขวัฒน์ มองว่า หุ้นกลุ่มสื่อสาร ยังเป็นหุ้นที่โดดเด่น และได้รับผลกระทบน้อยเพราะคนไม่ได้ลดการใช้ลง เดี๋ยวนี้ก็ไม่มีสงครามตัดราคาเหมือนในอดีตแล้ว เชื่อว่าผลประกอบการยังเติบโตได้ อีกกลุ่มหนึ่งที่ยังดีกลุ่มโรงไฟฟ้า มีดี 3 อย่าง คือ มีรายได้แน่นอน พึ่งดีมานด์ในประเทศ และมีกระแสเงินสดที่ดี จะเป็นหุ้นที่โดดเด่นได้หลังวิกฤติครั้งนี้

วิชชุ จันทาทับ ผู้อำนวยการฝ่ายการลงทุนตราสารทุน บลจ.ไทยพาณิชย์ มองไปที่หุ้น "ไซส์กลาง-เล็ก" จะให้ผลตอบแทนที่ดีในช่วง 3-6 เดือนหลังจากนี้ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล ที่เน้นกลุ่มลูกค้าในประเทศ และกลุ่มค้าปลีก หุ้น 2 กลุ่มนี้ได้รับผลกระทบน้อย หุ้นหลายตัวยังมีผลประกอบการที่เติบโตได้ต่อเนื่อง

"แต่พอเศรษฐกิจกลับมาดี นักลงทุนต่างชาติกลับมาลงทุน ยังไงหุ้นบิ๊กแคปก็ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า เพราะหุ้นบิ๊กแคปจะขึ้นตามฟันด์โฟลว์"

ในฐานะนักกลยุทธ์ สุกิจ แห่งสถาบันวิจัยนครหลวงไทย ส่งสัญญาณเสียวๆ ว่า ช่วงปลายปีนี้ยังมีความเสี่ยงที่เฮดจ์ฟันด์จะถล่มขายหุ้นอีกรอบ ถ้าจะซื้อถือยาวรอเป็นปีหน้าเลยดีกว่า ถ้าเศรษฐกิจจะต่ำสุด..ดอกเบี้ยต้องต่ำสุดก่อน ช่วงที่ต่ำสุดของอัตราดอกเบี้ยหุ้นถึงจะเริ่มขึ้น ส่วนการเล่นหุ้นช่วงที่เหลือของปีนี้ เล่นแค่ 30-40% ของพอร์ตก็พอ

หุ้นที่จะให้ผลตอบแทนสูงหลังวิกฤติในมุมมองของนักกลยุทธ์รายนี้ เขาให้แง่คิดไว้สั้นๆ ว่า หุ้นตัวนั้นราคาต้อง "ต่ำผิดปกติ" และเป็นหุ้นที่มีประวัติการ "จ่ายเงินปันผลสูง"

ส่วนเกณฑ์ในการ "กรองหุ้น" ที่นักลงทุนควรนำไปใช้ คือ 1) หุ้นตัวนั้นต้องผ่านวิกฤติเศรษฐกิจ ปี 2540 มาได้อย่างแข็งแกร่ง 2) มีสภาพคล่องสูง และเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่าย 3) ราคาหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV) ต่ำกว่า 1 เท่า 4) จ่ายเงินปันผลสูงกว่าเงินฝากประจำ

หุ้นที่เข้าขั้น "ปลอดภัย-ไว้ใจได้-ไร้กังวล" ในมุมมองของ สถาบันวิจัยนครหลวงไทย สรุปมาได้ 4 ตัว คือ BANPU ADVANC CPALL และ SCC

ด้านนักกลยุทธ์จาก บลจ.ไทยพาณิชย์ แนะนำว่า หุ้นที่ควรหลีกเลี่ยงมากที่สุด คือ หุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ "ยังเหนื่อยอีกนาน" เพราะจะอยู่ในช่วง "วัฏจักรขาลง" ในช่วงนี้ 6 เดือนถึง 1 ปีข้างหน้านี้

"การเลือกหุ้นช่วงนี้ต้องยึดเอา Dividend เป็นตัวตั้ง อย่ายึด Capital Gain เป็นตัวตั้ง แล้วคัดหุ้นคอมโมดิตี้ออกไป ส่วนพอร์ตหุ้นช่วงนี้เล่นแค่ 30-40% เน้นถือเงินสดไว้ 60-70%" วิชชุ กล่าว

ไพบูลย์ นลินทรางกูร กรรมการผู้จัดการ บล.ทิสโก้ ให้แง่คิดว่า ถ้าเกิด SET Index ลงไป 380 จุดอีกครั้ง จะมีกลยุทธ์เลือกหุ้นอย่างไรดี เขาแนะนำให้เลือกหุ้นที่ปรับตัวลดลงมากกว่าตลาด และได้รับผลกระทบจากสิ่งที่เลวร้ายที่สุดไปแล้ว อย่างหุ้นที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันอาจจะไม่ลงไปทำจุดต่ำสุดใหม่แล้ว เพราะราคาที่ลงไปมันสะท้อนราคาน้ำมันที่ 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลไปแล้ว

"ที่ต่างชาติขายสุทธิมาตั้งแต่ต้นปี 1.4 แสนล้านบาท 60% เขาขายกลุ่มพลังงาน 10% ขายแบงก์ ต่อไปถ้าเขาจะขายอีก คิดว่า ขายแบงก์มากกว่า ถ้ามองในแง่กลยุทธ์เล่นหุ้นในช่วง 6 เดือนข้างหน้า เล่นกลุ่มพลังงานเซฟกว่าแบงก์"

บิ๊กบอส บล.ทิสโก้ ไม่แนะนำวิธีการลงทุนแบบ "อยากเอาชนะตลาด" เพราะคุณเอาชนะตลาดยาก ในภาวะที่หุ้นยังผันผวนสูง

"พยายามจะฉลาดกว่าตลาดในช่วงนี้ ยากมาก เชื่อผมเถอะคุณหาหุ้นดีๆ แล้วซื้อเก็บเอาไว้ดีกว่า นักลงทุนสถาบันยังเทรดลำบากเลย ควรให้ผ่านช่วง 3-6 เดือนนี้ไปแล้วค่อยกลับมาเก็งกำไร เพราะตลาดหุ้นตอนนี้มันไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยกำไร แต่ถูกขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ ราคาจึงผันผวนสูง"




 

Create Date : 27 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 27 พฤศจิกายน 2551 6:37:55 น.
Counter : 357 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  

Rushing Dandy
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




สวัสดีทุกๆท่านครับ ขอต้อนรับเข้าสู่ Bloggang ผมนะครับ
อยาก Comment อะไรเชิญได้เต็มที่ครับ
แล้วก็ยังไง ช่วยกรุณาสนับสนุน Sponsor link ด้านล่างนี้ ด้วยนะครับ




มีผู้เข้าชม Blog แห่งนี้นับตั้งแต่ 14 ธ.ค 51 แล้ว free counters
free counter

Friends' blogs
[Add Rushing Dandy's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.