All Blog
[CR+Swatch] รวมหลายๆแบรนด์ที่ติดไว้และปลาบปลื้มค่า Part2

*ต่อนะคะ


เพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ไนซ์ก็ซื้อรองพื้นของ Jill Stuart มาด้วย

"Jill Stuart Smooth Silk Liquid Foundation"

สี 103 


รองพื้นตัวนี้ให้ความรู้สึกเหมือน Nars sheer matte 

เนื้อเหลวกว่า แต่ปกปิดมากกว่า งงมั้ยเอ่ย ไนซ์ก็เริ่มงงละ ฮ่าๆ

คือเนื้อเค้าเป็นเนื้อลิดควิดที่เหลวมากๆๆ แบบไหลเลยค่ะ

เนื้อสัมผัสแบบทาปึ้บ ซึมปั๊บ เหมือนเป็น Liquid-to-powder

แต่เค้าไม่ได้เคลมไว้นะคะ ไนซ์รู้สึกเอง ฮ่าๆๆ

ทาแล้วไม่ต้องลงแป้งทับยังได้ เพราะเนื้อแห้งเร็วมาก ไม่ทิ้งความเหนอะไว้เลย

ปกปิดน้อย - ปานกลาง (Sheer - Medium Coverage)

แต่สามารถ Build ได้เรื่อยๆ เพราะเนื้อไม่หนักหน้า

ปกปิดรูขุมขนได้ แต่รอยสิวนี้ไม่ไหว ต้องใช้คอนซีลเลอร์ช่วย

สรุป: เหมาะกับคนผิวผสม - ผิวมัน, ปกปิดน้อย - ปานกลาง

แต่คุมมันมากๆ ติดทนระดับนึง ใช้ได้ในวันสบายๆ ลุยได้นิดๆ

ได้ลุคแมท ดูเป็นผิวธรรมชาติ

ข้อเสียตัวขวดเป็นแก้ว กลัวทำแตกมากๆ


ข้ามมา point make-up นะคะ

"Lunasol Sheer Glossy Eyes"

สี EX03 Soft Brown


เป็นครีมอายแชโดว์ที่เนื้อนุ่มมากกก

เนื้อเป็น Cream-to-Powder เวลาทาแล้วจะให้สัมผัสเบาๆ อธิบายไม่ถูก

เนื้อไม่ได้แป้ง แต่มันครีมที่ไม่เหนอะเลยซักนิดเหมือนเนื้อซาติน

สีชมพูแชมเปญ ทาเดี่ยวๆก็สวยทาอายแชโดว์ทับก็เป็นเบสได้

ติดทนมั้ย ไม่สามารถบอกได้เพราะไนซ์ใช้อายแชโดว์เบสตัวอื่นก่อนทุกครั้ง

แต่ไม่เคยตกร่องหรือจาง เพราะเนื้อ Finish ดีมาก

ซึ่งสีนี้จะคล้ายกับอีกตัวที่ไนซ์เคยมีและจะนำมาเปรียบเทียบให้ดูค่ะ

นั่นก็คือ

"Chanel ILLUSION D'OMBRE - LONG WEARLUMINOUS EYESHADOW"

สี 82 EMERVELLE

ซ้าย: Lunasol ขวา:Chanel


ดูภายนอกสีคล้ายกันมากแต่พอปาดออกมาก็ตามที่เห็น

Lunasol จะเข้มกว่ามีประกานทองๆ แต่ Chanel จะสว่างไปเลย

ซึ่งเนื้อสัมผัสสองตัวนี้เหมือนกันมาก Chanelจะหยุ่นๆกว่านิดหน่อย

ตามความเหนไนซ์ ไนซ์ขอบเนื้อแบบ Lunasol มากกว่า

เพราะจะเกลี่ยง่ายกว่าแต่ทั้งคู่เป็นสิ่งที่สามารถหยิบมาใช้ได้ตลอด

นีกอะไรไม่ออกก็หยิมมาทาเดี่ยวๆ ไม่ทาอะไรทับ

กรีดอายไลน์เนอร์ทับนิดนึง ให้ลุดธรรมชาติดีค่ะ

ตาจะเป็นประกายเบาๆ ให้ดูมีอะไรๆ


"Burberry Sheer Eyeshadow"

เบอร์ 6 Almond 


อายแชโดว์ของเบอเบอร์รี่นั้น สีสวยทุกสี

ตอนเลือกไนซ์ Swatch แทบจะทุกสี และก็มาจบที่สีนี้

เป็นสีน้ำตาลกลางๆ ไว้ใช้คัดเบ้าค่ะ

เนื้อนุ่มมากกกก ไม่แป้งเลย



ตัวต่อไปเป็นพาเลทที่สามารถเลือกอายแชโดว์มาใส่เองได้ค่ะ

แต่เสียดายมากที่แบรนด์นี้ไม่มีขายในไทย

คุณภาพอายแชโดว์เค้าดี พิกเม้นต์แน่น น้องๆ Mac เลยค่ะ

และที่สำคัญราคาไม่แรง และสีเยอะมาก

"Inglot Pallete"

ซึ่งไนซ์จำไม่ได้ว่าสีไหนชื่ออะไรแต่เลือกเองหมดนะ ฮ่าๆ


เป็นพาเลท 5 สี สมามรถเลือกสีอะไรก็ได้มาใส่

ไนซ์เลือกสีที่สามารถใช้ได้ทุกวันแบบพาเลทเดียวอยู่

สวยทุกสีค่ะ สีชัด เนื้อไม่แป้ง และติดทน

อยากได้อีกเหมือนกัน แต่หาซื้อยากเหลือเกิน

ได้มาครอบครองแค่นี้ก็สุขใจละค่า


ต่อด้วยแก้มกันบ้าง

"Nars Foreplay Pallete"


เป็นพาเลทบลัชออนของ Nars ที่นำสีใหม่ที่ไม่เคยทำแยกเป็นตลับ

มารวมเป็นพาเลทนี้ค่ะ

ไนซ์ว่าสีส่วนใหญ่จะคล้ายๆกับสีเก่าที่เค้าเคยทำออกมาก่อน

แต่ที่ซื้อ เพราะคิดว่าพกตลับนึงมีตั้ง 3 สี+ ไฮไลท์

ก็เลยซื้อค่ะ

Swatch นะคะ


รูปบนเป็นแสงไปในห้องค่ะ รูปล่างเป็นที่ปรับ White Balance

บลัชออนของ Nars ก็ขึ้นชื่อเรื่องความติดทนอยู่เลยขอไม่พูดถึงนะคะ


บลัชออนตัวนี้คิดนานมากกว่าจะตัดสินใจซื้อ

มันเหมือนของหลอกเด็ก แต่มันก็สวยมาก

ในที่สุดก็หลงกลซื้อมาจนได้

"Christian Dior Rosy Glow AwakeningBlush"

สี 01 Petal


ที่บอกว่าหลอกเด็กนั่นก็คือเป็นบลัชออนที่สามารถเปลี่ยนสีตามอุณหภูมิร่างกายค่ะ

ตอนแรกไม่คิดจะซื้อเลยเจอสีชมพูขนาดนี้

แต่พอลองปัด + โดน BA หลอกล่อ

ก็ควักตังค์ซื้อไปแล้วง่ะ


สีที่ปาดออกมากับสีที่ทาบนผิวจะต่างกันเลย

ถ้าร่างกายเย็นจะได้สีชมพู่อ่อนๆ น่ารักๆ

แล้วจะอมแดงขึ้นเรื่อยๆตามถวามร้อนของร่างกายค่ะ


ตัวสุดท้ายของวันนี้ ก็คือ ลิปสติกค่า

"Rimmel London Lasting FinishLipstick-Kate Moss Collection"

สี 04


เป็นสีที่ดาร์คที่สุดที่เคยซื้อมา

จัวลิปสติกเป็นเนื้อเชียร์กึ่งกลอส ไม่ได้แมทต์ไปเลย

แต่กลบสีปากมิด เพราะสีแน่นมาก

ที่จริงไนซ์อยากได้ม่วงที่เข้มกว่านี้ อยากมี Vampy ลุคกับเค้าบ้าง

แต่หาโอกาสทาอยากมากจริงๆ เพราะหน่้าไนซ์ดุ ทาปึ้บนี้โหดเลย

ขอเล่านิดนึงวันนั้นนัดกับเพื่อนสาวไปเที่ยวกลางคืน

แล้วพอดีเพิ่งได้ลิปตัวนี้มา ไนซ์ก็จัดเลย Smoky eye + ลิปตัวนี้

ก่อนเข้าไปเค้าจะมีตรวจบัตรประชาชนใช่มั้ยคะ

ไนซ์ก็เดินไปกับเพื่อน การ์ดก็ยืนเด็มเลยประมาณ 6-7 คน

ไนซ์ก็มัวแต่หยิบบัตรประชาชน ก็ได้ยินเสียงเรียก

"น้องๆ น้องๆ อย่างนี้ใช่มั้ยๆ?"

ไนซ์ก็เงยหน้าไปมอง การ์ดสองคนที่เรียกไนซ์ทำท่า Smiley m/

ให้ไนซ์ทั้งคู่เลย ไนซ์เงิบไปเลย นี่ Vampy look เราดูร็อคขนาดนั้นเลยเหรอ

เพื่อนขำไม่หยุดเลยง่ะหลังจากนั้นก็ยังไม่ได้ทาออกไปไหนอีกเลย ฮ่าๆๆ

ลากันไปด้วยโต๊ะเครื่องแป้ง!? ของไนซ์

ที่ย้ายออกจากหอเลยมาสุมกันที่บ้านอย่างกับคลังแสง

พอดีเอาแปรงออกมาล้าง เลยจัดๆใหม่

ขออภัยถ้ารกไป แต่ไม่มีที่จะเก็บละง่ะ


ขอจบการรีวิวไปเท่านี้นะคะ

ครั้งหน้าจะมาเห่อจะมารีวิวอะไรโปรดติดตามกันนะคะ

 




Create Date : 16 พฤษภาคม 2556
Last Update : 16 พฤษภาคม 2556 2:54:18 น.
Counter : 1782 Pageviews.

1 comment
[CR+Swatch] รวมหลายๆแบรนด์ที่ติดไว้และปลาบปลื้มค่า Part1

สวัสดีค่า กลับมาพบกันอีกแล้วนะคะ

ไนซ์จะเลิกเขียนละว่า "หายไปนานเลย"

เพราะหลังจากนี้คงหายไปอีก (อ้าว!)

วันนี้จะมารีวิวสิ่งของที่เคยนำมาเห่อไว้

ในบล็อคก่อนหน้านี้และที่ยังไม่เคยเห่อด้วย

([Hual] เห่อรวมมิตรที่ผ่านมาทั้งเคาน์เตอร์แบรนด์และฮ่องกงค่า)

ซึ่งไนซ์ไม่ได้รีวิวครบทุกตัวค่ะ

แต่จะเลือกตัวที่ไนซ์ใช้แล้วชอบ ใช้ดี และใช้ได้เรื่อยๆ

คือซื้อแล้วคุ้มค่ากับเงินที่เสียไป

เอาล่ะเริ่มที่ Basemake-up ก่อนละกัน

"MAKEUP FOR EVER HD FOUNDATION"

หน้าไนซ์ NC 20 ใช้สี125 ค่ะ

ตัวนี้เป็นรองพื้นที่ขึ้นชื่อเรื่องการปกปิดระดับ High Definition (HD)

ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่คนที่ผิวหน้ามีปัญหาแต่อยากหน้าเนียนเด้งเหมือนทำ Photoshop

รองพื้นตัวนี้ตอบโจทย์ดีมากค่ะ ในเรื่องการปกปิด

สามารถปกปิดรอยสิว รูขุมขนแต่สิวที่อักเสบอยู่นั้นคงต้องใช้คอนซีลเลอร์ช่วย

ไม่ก็ทาตัวรองพื้นลงไปอีกชั้นเฉพาะจุดเพื่อเพิ่มการปกปิดในส่วนที่มีปัญหา

ส่วนใหญ่ไนซ์จะใช้เจ้ารองพื้นนี้แหละลงเพิ่มอีกชั้นหลังจากลงทั่วหน้าแล้ว

เพราะไนซ์ต้องการการปกปิดเพิ่มในช่วงแก้มและกราม

เนื้อรองพื้นถึงจะเป็นแบบลิดควิด หรือ น้ำแต่ก็ไม่ได้เหลงขนาดไหลได้

เนื้อหนาพอสมควรค่ะ แต่พอทาออกมาแล้ว หน้าจะไม่แมทค่ะ

ผิวจะออกฉ่ำ ๆ นิด ๆ ซึ่งแล้วแต่คนชอบค่ะ

ไนซ์หน้ามันไนซ์ชอบให้ดูแมทไว้ก่อน แล้วค่อยไฮไลท์เอา

เรื่องคุมมันนั้นทำได้ไม่ค่อยดีแหละ เอาเข้าจริงๆ

หน้าไนซ์มันตั้งแต่ 2-3 ชั่วโมงแรก แต่ออกตัวไว้ก่อนว่าหน้าไนซ์มันมากๆๆ

ตอนนั้นใช้ตัวนี้ทาไปงานบายเนียร์ของคณะ ผิวดูสวย ถ่ายรูปขึ้นหน้าไม่ลอย

แต่อยู่ได้แปปเดียวก็เริ่มเยิ้มละค่ะ กะว่าจะทาไปงานรับปริญญาคงไม่ไหวแน่ๆ

เรื่องออกซิไดซ์ หรือสีดรอประหว่างวันนั้น

สำหรับไนซ์ไม่เป็นปัญหาค่ะ เพราะไนซ์เลือกสีสว่างกว่าหน้านิดนึง

ย้ำว่านิดเดียวค่ะ คือทาออกมาก็ดูไม่แตกต่าง ไม่ลอย

สรุป : รองพื้นตัวนี้เหมาะกับคนผิวแห้ง-ผสมผิวมันใช้ได้ แต่ต้องซับหน้าระหว่างวัน

ระดับความปกปิด ปานกลาง-ปกปิดมาก (Medium - Full Coverage)

เหมาะสำหรับถ่ายรูป เพราะไม่มีสารกันแดด ให้สะท้อนกับแฟลช

และสุดท้ายติดทนมากกกก

ความเห็นส่วนตัว : ไนซ์ชอบนะคะ ปกปิดดีมาก

ถ้าวันไหนใช้จะใช้แป้งฝุ่นเซ็ตหน้าบริเวณที่มันง่ายหนากว่าตรงอื่นหน่อย

ถึงจะมันบ้าง แต่ทาแล้วผิวสวยไม่โป๊ะ ซับมันนิดหน่อย

สำหรับไนซ์รับได้ค่ะ

ตัวต่อไปนะคะ

"GiorgioArmani Lasting Silk UV Foundation"

ไนซ์ใช้เบอร์ 5ค่ะ

ทำไมไนซ์ถึงเลือกใช้ตัวนี้ ไม่ใช้ตัว Luminous Silk Foundation

เพราะว่าตัวนี้เหมาะสำหรับคนผิวมันค่ะ คุมมันดีระดับนึง

หน้ามันบ้าง แต่ไม่ถึงขั้นต้องซับค่ะ

บางคนใช้แล้วบอกว่าเจ้าตัวนี้ให้ลุคแมท แต่สำหรับไนซ์ยังไงก็ไม่แมท

อาจเป็นเพราะหน้าไนซ์มันมาก แต่ให้สัมผัสแห้งไปกับผิวเมื่อทา

ในเรื่องการปกปิด ทำได้ดีมากเมื่อเทียบกับความเบาบางของเนื้อรองพื้น

เพราะเนื้อรองพื้นเป็นเนื้อลิดควิดที่เหลวใช้ได้เลย

ทา 1 รอบสามารถปกปิดรูขุมขนรอบสิวที่ไม่เข้มมาก

ส่วนบริเวณที่มีปัญหามากๆ อาจจะต้องทาซ้ำอีกรอบ

ทาแล้วเหมือนผิวดีจริงๆ ดีมาตั้งแต่เกิดอะไรแบบนั้นเลย

ตัวนี้ไม่ค่อยทำให้ผิดหวัง

เรื่องสีดรอประหว่างวันยิ่งไม่มีเลย

ถ้าระหว่างวันไม่ซับหน้าเลย หน้าจะดูดิวอี้เลยค่ะ

แต่ถ้าซับออก หน้าก็จะเหมือนเพิ่งแต่งมาใหม่

อาจจะหลุดไปบ้างบางส่วน แต่โดยรวมผิวยังดูดีอยู่

สรุปรองพื้นตัวนี้เหมาะกับคนผิวผสม-ผิวมัน

ระดับความปกปิด ปานกลาง-ปกปิดมาก (Medium - Full Coverage)

เหมาะกับคนที่ต้องการการปกปิด แต่ยังดูเป็นผิว

ความเห็นส่วนตัว : รักมากกกกกก คุ้มค่ากับการสรรหามาใช้

ตอนนี้ขึ้นขวดที่ 2 แล้ว ซึ่งเป็นรองพื้นไม่กี่ตัวที่ได้ขึ้นขวดใหม่

เพราะไนซ์ใช้รองพื้นหลาย ๆ ตัวสลับกันไป แล้วแต่สถานการณ์

คนผิวมัน ต้องการการปกปิด แนะนำจริงๆ แล้วจะติดใจ ฮ่าๆๆ

ยังอยู่กับ BaseMake-up นะคะ แต่ตัวนี้เป็นแป้งผสมรองพื้น

ซึ่งบล็อคที่แล้วเคลมไปว่าดีเลิศ จนเขี่ย Chanel mat lumiere extreme ตกอันดับ

"JillStuart Fluffy Silk Powder Foundation"

ไนซ์ใช้สี 103 Nude ค่ะ


เริ่มตรงไหนดี อยากจะบอกว่ามันดีมากๆ จบ! จะโดนด่ามั้ย ฮ่าๆๆ

เอาเป็นว่าเป็นแป้งผสมรองพื้นที่ไนซ์ตามหามานาน

เนื้อไม่หนา แต่ปกปิด

เสียดายที่มีสีให้เลือกไม่มาก และหาซื้อในไทยยาก

สี 103 นั้นไนซ์ใช้ได้ แต่จะขาวไปนิด

ทาตอนแรกจะวอก จะดูหนา พอเซ็ตตัวแล้ว

พระเจ้า!! ยิ่งกว่าทารองพื้น!!! ผิวดีมากกก

คือตัวแป้งไม่ได้ปกปิดขนาดปิดรอยด่างดำ รอยสิวมิด

แต่ได้ในระดับที่น่าพอใจ ส่วนรูขุมขนต้องลงระวังนิดนึง

เนื่องจากไนซ์รูขุมขนใหญ่ ลงแบบปาดปื้ดๆ จะก่อให้เกิด"รู" ได้

ค่อยๆกด เกลี่ยดีๆ หน้าจะดีไปทั้งวัน ไม่ต้องซับเลยค่ะ

ยิ่งเหงื่อออก หน้ามันนิดๆ ผิวจะดูสวย ธรรมชาติมาก

ซึ่งรองพื้นไม่สามารถให้เอฟเฟคแบบนี้ได้

ปลื้มมากจริงๆ กลายมาเป็น HG แทน Chanel ไปเลย

อ่อ! แป้งผสมรองพื้นของ Jill Stuart จะมี 3 รุ่นนะคะ

มีตัวนี้สำหรับผิวมัน ตลับเงินๆ

อีกตัวสำหรับผิวแห้ง จะให้ความชุ่มชื่น ตลับสีขาวขุ่น

และมีตัวใหม่ออกมา ซึ่งไนซ์จำไม่ได้ว่าแตกต่างจากตัวเก่ายังไง

แต่ แต่ แต่ ฝากเพื่อนซื้อมาแล้วจ้าาาา ฮ่าๆๆ

ฝากซื้อมาแต่ตัวแป้ง ไม่เอาตลับ เพราะตัวนี้กำลังจะหมด แหะๆ

อ่อ! แบรนด์ญี่ปุ่นสำใหญ่เค้าจะขายแป้งกับตลับแยกกันค่ะ

ที่จริงไนซ์มีตัวเพิ่มความชุ่มชื่นด้วย

เนื้อแป้งเหมือรกันเลยค่ะ ปกปิด บางเบา

แต่ตัวนั้นจะไม่คุมมัน ทาแปปเดียวหน้าเยิ้มค่าา(ก็เค้าทำมาให้คนผิวแห้งใช้นี้เนอะ)

เดี๋ยวถ้าลองใช้ตัวใหม่ละจะมารีวิวนะคะ

สรุป

คนที่หน้ามัน รูขุมขนใหญ่ที่อยากได้ลุคที่ปกปิด แต่ดูผิวสุขภาพดีธรรมชาติ ต้องลองค่ะ!



*เนื่องจากบล็อคมีเนื้อหาที่ยาวเกินไปไนซ์ขอตัวเป็น 2 Parts นะคะ

Link ค่ะ





Create Date : 16 พฤษภาคม 2556
Last Update : 16 พฤษภาคม 2556 2:55:34 น.
Counter : 539 Pageviews.

0 comment
[CR]Maybelline Color Tattoo Limited Edition Fall 2012 ค่า

สวัสดีค่าาา

หายไปนานเลยกับการอัพบล็อค ไปดูวันที่อัพล่าสุดมาเกือบสี่เดือนแน่ะ Smiley
หลังจากนี้ไนซ์จะพยายามมาอัพให้บ่อยขึ้นนะคะ

เอาละ เข้าเรื่องเลยดีกว่า
คือไนซ์เห็นข่าวจากบิวตี้บล็อคเกอร์หลายคนว่า
ทาง Maybelline ของไทยนั้น ได้นำเข้าเจ้า Color eye tattoo เข้ามาแล้ว
ก็เลยนึกขึ้นได้ว่า เอ้อ! เราเคยถ่ายรูปเจ้าตัวลิมิเต็ดนี้ไว้นานแล้ว
แต่ไม่ได้อัพบล็อคซะที เลยถือโอกาสอัพตามกระแสกับเค้าไปละกัน อิอิ
แต่ตามกระแสทั้งทีขอแหวกแนวหน่อยละกัน
คือไนซ์ไม่แน่ใจว่าของไทยเค้านำเข้าสีอะไรมาบ้าง
แต่น่าจะเป็นตัวที่เค้าออกมาแรกๆ
ซึ่งไนซ์เคยรีวิวสี  Bad to the bronze กับ edgy emerald ไว้แล้ว

ตามลิ้งค์เลยค่า

แต่วันนี้จะมาแหวกแนวโดยตัวที่ไนซ์จะรีวิวนั้น มันเป็นตัวลิมิเต็ด อิดิชั่นนั่นเอง
เซ็ต Fall 2012 นั้นมี 2 คอลเล็คชั่นนั่นก็คือ
Jewel Tone กับ "Scene on the Runway"
ไนซ์เลือกสั่งเซ็ต "Scene on the Runway" มา 
เพราะสามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวันมากกว่า
Jewel Tone นั้นจะออกไปทางสีๆ แบบอัญมณีตามชื่อเค้าเลยค่ะ

ไนซ์สั่งมาจาก Ebay มาซักพีกแล้วนะคะ ตอนนี้ไม่รู้ว่ายังมีขายอยู่รึเปล่า
แอบหวังเล็กๆ ให้เข้าที่พี่ไทยของเรา หิหิ

โอเค! มาเริ่มกันเลยดีกว่าค่ะ
ในคอลเล็คชั่น "Scene on the Runway" จะประกอบไปด้วยสี
100 Barely Beige, 200 Mossy Green, 300 Gold Shimmer, 400 Rich Mohogany

แต่พอดีไนซ์ได้สีจาก Permanent Collection มาเพิ่มอีก 2 สี
จึงขอรีวิวไปพร้อมกันเลยนะคะ



สองสีที่เพิ่มมานั้นก็คือ Tough as Taupe กับ Too Cool ค่ะ



ตามมาด้วย "Scene on the Runway" Collection




ตัวแพคเกจเป็นกระปุกแก้วนะคะ หนักอยู่เหมือนกัน แต่พกพาสะดวกค่ะ
ฝาพลาสติกเปิดมาเป็นเกลียวหมุนๆ



(พอดี Tough as Taupe ไฟล์รูปเสียเลยไม่มีรูนะคะ ขอโทษค่า)



Swatch ค่า






แบบเต็มๆนะคะ




สรุป : เจ้าตัว Maybelline Color Tattoo Eyeshadows เนี่ยขึ้นชื่ออยู๋แล้ว
ว่าติดทนนาน ไม่เป็นคราบระหว่างวัน และพิกเม้นต์ชัดมาก
ถ้าวันไหนขี้เกียดแต่งตาเยอะๆ หรือนั่งไล่สี คัดเบ้า
ไนซ์ก็จะเอาเจ้าตัวนี้มาลงที่เปลือกตา เบลนให้กลืน 
แล้วตาด้วย Eye shadow สีใกล้เคียง เพื่อช่วยให้เซ็ตตัว
เพราะไนซ์เปลือกตามันมาก แต่ตัวนี้ไม่ต้องทา Eye Primer ก็อยู่ได้ทั้งวันค่ะ
แล้วตัวที่เป็น Limited Edition จะมีประกายเหลือบๆ ซึ่งไม่ต้องไล่สีก็สวยค่ะ
มันจะดูมี texture ของมันเองในตัว ซึ่งไนซ์ว่ามันก็คุ้มกับการลงทุนนะคะ
ไนซ์ไม่ทราบว่าเข้าไทยแล้วราคาจะอยู่ประมาณไหน
แต่ที่ซื้อมาตกกระปุกละเกือบ 300 ค่ะ ถ้าเทียบกับปริมาณแล้ว
ไม่รู้จะใช้นานเท่าไหร่กว่าจะหมดเลย ฮ่าๆ
สรุปแล้วชอบค่ะ ตุ้มค่ากับที่ซื้อมา
ถ้าเข้าไทยแล้วไนซ์คงแอบไปสอยสีๆมาเพิ่ม อยากเล่นสีๆดูบ้าง ฮ่าๆ

วันนี้ก็ขอลงไปเท่านี้ค่า
Smiley
















Create Date : 03 มีนาคม 2556
Last Update : 3 มีนาคม 2556 2:55:33 น.
Counter : 1609 Pageviews.

0 comment
[Review]Mac Lipstick ที่มีทั้งหมดในกรุค่า

สวัสดีค่า

ช่วงนี้จะรีวิวถี่หน่อยเพราะแอบทำไว้เยอะแต่ไม่ว่างมาลง

พอมีเวลาก็เลยทำทีเดียวเลยละกัน

ครั้งนี้จะมารีวิว ลิปสติก MAC ทั้งหมดที่มีค่า

ช่วงนี้อาจจะเห็นคนออกมารีวิวลิปสติกบ่อยแต่ขอทำไว้อีกสักอันละกันค่า

เห็นเค้าทำกัน ก็อยากทำบ้าง ฮ่าๆ

ทั้งหมดนี้ไนซ์ได้ค่อยๆซื้อ ค่อยๆสะสมไม่ได้เดินไปตู้ม! เอาลิสต์ให้เค้าดูแล้วได้มาหมดนี่

บางอันซื้อในเน็ต บางอันซื้อเคาน์เตอร์ทั้งที่ไทย และต่างประเทศ

ยอมรับว่าเป็นคนที่กลัวบีเอเหมือนกันเลยตัดปัญหาด้วยการหาข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่อยากได้จริงๆ

จำชื่อรุ่น จำสีไป เดินไปที่เคาน์เตอร์ถ้าเค้าไม่สนใจ ไนซ์ก็จะหยิบลองเองเลยค่ะ

ถ้ามองๆ ไนซ์ก็จะถามเลยว่า รุ่นนี้สีนี้มีอยู่มั๊ยคะ ขอลองหน่อย

ถามว่าเคยโดยเหวียงมั๊ย? เคยค่ะ! แต่ทำเป็นไม่กลัว ฮ่าๆ แต่หัวใจนี่เต้นตุบๆๆ

บอกขอบคุณ แล้วจากมาในทันใด ฮ่าๆๆ

มาเริ่มที่รูปรวมกันก่อนเลยค่ะ

บางแท่งกล่องอยู่ บางแท่งหายไปแล้วค่ะแต่พยายามเก็บไว้ ฮ่าๆ เป็นโรคจิตอย่างหนึ่ง


แกะออกมาเรียง

ไนซ์จะเริ่มที่ลิปสติกก่อนนะคะ


ถอดปลอก ><

รูปนี้ไม่ครบนะคะ แตะเรียงโทนไว้ ฮ่าๆ

ตอนนั้นคิดว่า ฉันจะรีวิวยังไงดีแยกรุ่นธรรมดากับลิมิตเตดดีไหม

สรุปก็รวมกันค่ะ โดยจะแยกตามโทนสี

มาที่โทนชมพูๆกันก่อน

ไนซ์ไม่ค่อยมีลิปสีชมพูค่ะ ถ้าเทียบจากสีอื่นเพราะรู้สึกทาแล้วไม่เข้ากับตัวเอง

คิดเอาเองว่าเราเหมาะกับโทนส้มๆ coralๆมากว่า


Swatchค่า


ชื่อสีและเนื้อลิปตามในรูปเลยค่า แอบขี้เกียจแหะๆ

จะเห็นว่า Snob ยังไม่เคยใช้เลย ฮ่าๆ swatch เปิดซิงเลยค่า

ต่อที่โทนนู๊ดค่า

โทนนี้ไนซ์เชื่อว่าทุกคนต้องมี เพราะช่วงผ่านๆมาปากนู๊ดๆมาแรงมากกกกกก

ซึ่งสีนู๊ดที่ไนซ์มีจะแบ่งเป็นนู๊ดส้มกับนู๊ดชมพูค่ะ

เริ่มที่นู๊ดส้มก่อนนะคะ


มองๆแล้วอาจจะดูไม่ต่างกันเลยแต่พอทาออกมาแล้วคนละ Feeling เลยค่ะ

ไปดู Swatchกัน


สีที่ไนซ์ใช้บ่อยๆเลย ก็จะเป็น FashionCity กับ Freckletone สองอันซ้ายค่ะ

Fashioncityนั้นไม่นู๊ดเลยก็ว่าได้ แต่ทาแล้วธรรมชาติค่ะ เหมาะกับ everyday look

ส่วน Freckletone ก็เป็นสียอดนิยม ไม่ต้องพูดถึง ฮ่าๆๆ

ส่วนสีอื่นที่เห็นไม่ค่อยพร่อง ไม่ใช้เพราะไม่สวยแต่ไนซ์เก็บไว้บ้าน

พอไปอยู่หอก็เลยใช้แต่ที่มีที่หอกลับมาบ้านก็ไม่ค่อยได้แต่งหน้า เดี๋ยวจะย้ายไปไว้หอละค่า J

ต่อที่โทนนู๊ดชมพูค่ะ


พอดีไนซ์ลืมถ่ายตรูดลิปแบบภาพบนๆ แหะๆ

เลยไม่มีให้ดูชื่อสี แต่มันคือ Blankety กับ Myth ค่ะ

Mythเป็นสีแรกของลิปแมคที่ไนซ์ซื้อเลยตอนนั้นรู้แต่ฉันอยากปากนู๊ด แล้วไปเกาหลีพอดี

เลยไปซื้อที่ดิวตี้ฟรี สื่อสารก็ไม่ค่อยรู้เรื่องบอกเค้าแค่ว่านู๊ดๆ ฮ่าๆ เลยได้มาตามนี้ค่ะ

โทนสุดท้าย ไนซ์แยกเอาเองว่าเป็นโทนสีจัด ฮ่าๆ

เป็นโทนสีสดๆ ที่ส่วนใหญ่เพิ่งซื้อมาไม่นานเพราะเพิ่งจะมาบ้าลิปสีสดๆ มาตั้งแต่ปรุงฉัดกันเลยทีเดียว


Swatch


ไล่จากโทนส้ม-แดง-ชมพู นะคะ อาจจะไม่ได้เรียงเฉดแบบไล่สเต็ป เพราะลืมค่ะฮ่าๆ

หลายคนอาจจะไม่กล้าทาสีแบบนี้ ฮ่าๆๆแต่ไนซ์ชอบมากกกกก

ไม่ต้องแต่งอะไรบนหน้ามาก แค่กรีดไลน์เนอร์ปัดแก้มบางๆ

แล้วทาปากสีข้างบนก็ดูสวยสดใสแล้วค่ะ

ง่ายๆ แต่สวย เหมาะกับซัมเมอร์แล้วลิปสีสดพวกนี้ยังติดทนด้วยค่ะ

สีที่ชอบนี่เลือกไม่ถูกเลยค่ะ ชอบทุกสีเลย

แต่จะขอพูดถึงสีที่ออกมาไม่นานนี้แล้วโทนใกล้กันมาก ก็คือสามตัวด้านล่างนี้


ดูที่แท่งอาจจะไม่ต่างกันมาก โดยเฉพาะ Forceof love กับ Watchme simmer

ส่วนตัวไนซ์ชอบเนื้อแมทต์เลยชอบ Force oflove มากกว่า ฮ่าๆ

จริงๆ ถ้าไม่ดูที่เนื้อลิป Force of love จะเจือแดงมากกว่า เข้มกว่าอาจไม่ถึงเฉด

Watchme simmer จะชมพูออก coralนิดๆ

ส่วน Viva glam Nicki นั้น เป็นชมพูที่เหมาะกับสาวผิดเหลืองออกคล้ำหน่อย จะทางแล้วขึ้นค่ะ

ถึงไม่คล้ำก็สวย ไนซ์ NC 25 ทาแล้วหน้าไม่เหลือง ไม่ป่วยแต่สีลิปจะเข้มๆขึ้นหน่อยเมื่อทาหลายๆชั้น

จะไม่ชมพูสว่างเท่าในรูป แต่ก็ยังสวยนะคะ

มาต่อที่กลอส


ไนซ์ชอบซื้อกลอสแต่จริงๆแล้วไม่ชอบเนื้อสัมผัสของมันเลย อ้าวว ฮ่าๆ

แต่ถ้าวันไหนอยากปากเซ็กซี่อวบอิ่มก็จะทาทับลิปสติกค่ะ ยอม! ฮ่าๆ

Swatchค่า


จากรูปสามตัวแรกเนื้อจะคล้ายๆกันมีตัวสุดท้ายที่เพิ่งออกมาไม่นานมานี้

เนื้อจะออกสีชัดเจน กลบสีปากมิดและติดทนกว่ารุ่นอื่นๆ

รุ่นนี้จะคล้ายๆ ของ NYX Soft Matte Lipcream กับ Extremelip cream

ซึ่งสามารถทาเดี่ยวๆได้เลยเนื้อก็ไม่เหนียวเท่ากลอสทั่วไป

ตัวไนซ์นี้ใช้บ่อยเลยทีเดียวส่วนใหญ่จะใช้เติมระหว่างวัน หลังทานกลางวัน

วันไหนขี้เกียจบรรจงทาลิปสติกใหม่ก็จะหยิบเจ้าตัวนี้มาทาแทนค่า

วันนี้ไนซ์ก็ขอจบรีวิวเพียงเท่านี้ค่า

ถ้ามีคำถาม ถามทิ้งไว้ได้เลยค่ะเดี๋ยวไนซ์เข้ามาตอบ

อาจจะช้าหน่อยแต่ตอบแน่นอน

ขอบคุณที่เข้ามาชมค่า




Create Date : 08 พฤษภาคม 2555
Last Update : 21 ตุลาคม 2555 22:32:28 น.
Counter : 34097 Pageviews.

5 comment
[Review]Urban Decay Book of Shadow IV + เปิดกรุของที่ซื้อมาตอนไป WAT ค่า




สวัสดีค่าทุกๆคน

ห่างหายกันไปนานเลยสำหรับรีวิว

พอดีช่วงที่ผ่านมามีทั้งสอบทั้งเตรียมตัวฝึกงาน

เลยไม่ว่างมาลงรีวิวเลยทั้งๆถ่ายรูปเตรียมไว้แล้ว ฮ่าๆ

วันนี้ก็เลยจะมารีวิวของที่ติดค้างกันไว้ก่อน

ก็คือ Urban Decay Book of Shadow IV นั่นเองค่ะ

แล้วก็จะมาเปิดกรุของที่ได้ซื้อเมื่อตอนไปWATมาค่า

เริ่มที่ UrbanDecay Book of Shadow IV ก่อนนะคะ

ขอบอกว่าตอนซื้อขาดสติเห็นแพคเกจแล้วอยากได้มาก

หาข้ออ้างนู้นนี้นั่นว่าสีโทนแบบนี้เราไม่ค่อยมีนะ แล้วอายชาโดว์ของ UDก็คุณภาพอยู่แล้ว

กล่อมตัวเองไปมาๆอีกสองวันก็มาอยู่หน้าบ้านแล้วค่า ฮ่าๆๆ

ด้านหน้าค่ะ


เปิดออกมา

(ขออภัยรูปไม่ชัดพอดีรีบถ่ายมาจากหอค่า)


พอดึงลิ้นชักด้านล่างมาก็จะเจอ Palette eye shadow, 

eye liner, mascara, eye primer, แล้วก็ตัวลำโพงกับสายค่า


ตัวอายแชโดว์ชัดๆค่า

พาเลทนี้มีทั้งหมด16 สีค่ะ มีทั้งโทนที่ใช้ได้ทุกวัน และโทนแฟนซีหน่อยๆ


มาดู Swatchกันค่า

เนื่องจากรีวิวนี้ถ่ายที่หอไนซ์จึงยืมแขนเพื่อน(?) มารีวิวค่า

เพื่อง่ายต่อการถ่ายภาพ


แถวแรกค่ะ


แถวที่สอง


แถวถัดไป


แถวสุดท้าย


เทียบให้ดูกับตัวพาเลทค่า




สรุป :พอได้จริงๆแล้วสารภาพว่าไม่ค่อยได้ใช้ค่ะ นอกจากจะใช้สีแปลกๆเช่น Gravity, Bender สีอื่นไม่ค่อยได้แตะ

เพราะสีส่วนใหญ่มีความวาวเกินไปสำหรับลุคกลางวันพอใช้ทีไรจะดูเยอะเกินไป

แต่ถ้าลุดกลางคืนแล้วได้คะแนนเต็มเลยค่ะ

ขอเสียใหญ่ๆของพาเลทนี้คือมันใหญ่พกพายากค่ะ

แต่พวกเนื้อชาโดว์พิกเมนต์สีนั้นก็มาตรฐานของแบรนด์UDเค้าละค่ะ

สำหรับลุคที่ใช้พาเลทนี้แต่งโดยใช้สีแปลกๆ ไนซ์ได้ลองเล่นๆบ้างแล้ว

เพราะหาโอกาสแต่งยากแต่ไม่ได้ถ่ายรูปไว้ ><

แบบง่ายๆเลยก็เอาสีจัดๆแปลกมาทำเป็นไลน์เนอร์ค่ะ โดยใช้แปรงหัวดินสอ หรือหัวตัดตามถนัด 

จุ่มน้ำหมาดๆแล้วแตะๆสีมาวาดแทนอายไลน์เนอร์สีดำสีที่ไนซ์ชอบเอามาทำคือ Gravity, Blue bus, Bender ทำแล้วสวยค่ะ

เหมาะกับหน้าร้อนตาจะได้ดูสดใสค่ะ

ถ้ากลัวจะละลายไหลย้อยก็แนะนำให้ลงอายไพร์มเมอร์ก่อน 

พอวาดสีเป็นไลน์เนอร์เสร็จก็เอาสีเดิมแบบแห้งมากดทับลงไปตามไลน์ที่เราวาดไว้ 

จะช่วยให้ติดทนขึ้นไปอีกค่ะ ส่วนใครใคร่จะกรีดไลน์เนอร์สีดำบางๆหรือไม่แล้วแต่สะดวกเลยค่า


พล่ามมาซะยาวมาต่อที่กรุของไนซ์ที่ซื้อมาจากอเมริกาค่า

ขอเปิดแบบรวดเร็วเนื่องจากข้างบนยาวแล้ว

กระเป๋านี้ได้แถมจากคลีนิกซ์ตอนสั่งออนไลน์ยอดตามโปรโมชั่นเค้าค่า


รวมๆ อัดแน่นมากกกกกกก บางส่วนใช้ไปบ้างแล้ว บางส่วนตุนไว้ค่า ฮ่าๆ


เอาออกมาเรียง


เป้าหมายตอนนั้นว่าไปแล้วฉันจะต้องได้มันมาครอบครอง

MAC Lipstick Vivagram Gaga 2 นั่นเองค่า ส่วนรุ่นหนึ่งเราพรีมาตั่งแต่ตอนออกใหม่


ขอจบการรรีวิวเพียงเท่านี้ค่า







Create Date : 30 เมษายน 2555
Last Update : 30 เมษายน 2555 13:25:06 น.
Counter : 1090 Pageviews.

3 comment
1  2  3  

Niceiez
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



follow me on twitter : twitter.com/niceiez
or
Instragram : niceiez