คนที่คุณก็รู้ว่าใครในอดีต
Group Blog
 
All blogs
 

พระพิราพ



ในรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ ร.1 มียักษ์เฝ้ามะม่วงตนหนึ่ง ชื่อพิราพ เคยสังเกตไหมว่าเหตุใดยักษ์เฝ้ามะม่วงจึงมีความสำคัญ และมีบทบาทในวงการนาฏศิลป์ไทยขนาดนี้???

ในวงการนาฏศิลป์ไทย นับถือเทพที่เป็นครูแห่งการละคร คือ พระศิวะ พระพิฆเนศ พระภรตมุนี(ผู้เขียนคัมภีร์นาฎยศาสตร์ และหัวโขนท่านคือหัวโขนฤๅษีที่เห็นกันบ่อย ๆ)และสุดท้ายคือ"พระพิราพ"

มาดูรายละเอียดของเทพองค์สำคัญที่มีบทบาทที่สุดในการละครนะครับ



พระศิวะ คือเทพแห่งการร่ายรำ ผู้ประทานท่ารำ 108 ท่า จากวัดจิทามพะรัม ที่แคว้นทมิฬนาฑู ชาวอินเดียเชื่อว่าคือท่ารำแม่บทอินเดีย และท่ารำพวกนี้ก็แพร่หลายมายังแดนสุวรรณภูมิ


พระพิฆเนศ เทพแห่งศิลปะ

ส่วนอีกองค์ ที่หลายคนสงสัยว่าทำไมยักษ์เฝ้าสวนมะม่วงจึงกลายเป็นเทพชั้นครู และเป็นที่เคารพของวงการนาฏศิลป์ไทย

เรื่องนี้มีที่มา แต่อาจไม่ตรงเล้กน้อยเมื่อมาโยงกับตำนานไทย

ครั้งหนึ่ง พระวิษณุกับพระพรหมประลองฤทธิ์กันว่าใครจะชนะ แล้วสักครู่มีเสาโผล่ขนาดใหญ่พุ่งมาจากดินมา สูงมาก ๆ เลยท้าว่าใครถึงก่อนคนนั้นชนะ

พระวิษณุอวตารเป็นหมูป่า ขุดดินเพื่อหาโคนเสา
พระพรหมอวตารเป็นหงส์ บินหายอดเสา

ประลองสักพัก พระศิวะปรากฎกายขึ้นเพื่อตัดสินการประลอง

พระวิษณุตอบว่าไม่เจอโคน
พระพรหมจอบว่าถึงยอดเสา

แต่เสานั้น คือศิวลึงค์ พระพรหมโกหก พระศิวะแปลงร่ายเป็นอสูรตนหนึ่ง แล้วลงโทษโดยกัดตัดเศียรพระพรหม1เศียร(พระพรหมเคยมี5เศียร)

พระไภรพหรือพระพิราพจึงต้องถือหัวคน และหัวนั้นคือหัวพระพรหม



ส่วนพระศิวะเลยมีบาปติดตัว เพราะตัดเศียรพระพรหม(พระพรหมเป็นเทพชั้นสูง เทพแห่งพระเวท และเป็นผู้ให้กำเนิดพราหมณ์) ชั่วชีวิตพระศิวะเลยต้องเที่ยวขออาหารบนโลกมนุษย์ และไม่มีที่อาศัยเป็นหลักแหล่ง เขาไกลาศก็ไม่ใช่ที่พักถาวร แต่เป็นแค่ที่พักประจำเท่านั้น.........

*พระพิราพเป็นอสูรตนหนึ่งที่มีบทบาทสั้นๆในเรื่องรามเกียรติ์ ดังปรากฏในบทพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์ ฉบับรัชกาลที่ ๑ ซึ่งกล่าวว่า “พิราพเป็นอสูรที่มีฤทธิ์มาก เพราะได้กำลังจากพระเพลิงและพระสมุทร พระอิศวรกำหนดให้อยู่ในป่าเขตเชิงเขาอัศกรรณ มีหน้าที่ดูแลรักษาสวน ที่ปลูกต้นชมพู่พวาทองเอาไว้ บรรดาสิงสาราสัตว์ที่พลัดหลงเข้ามาในบริเวณนั้นถือเป็นกรรมสิทธิ์ที่อสูรพิราพสามารถจับกินได้ ครั้งหนึ่งพิราพขึ้นไปเที่ยวเล่นบนสวรรค์ได้ฝากสวนไว้กับบรรดาบริวาร กำชับไว้ว่าอย่าให้ใครเข้ามาบุกรุกได้ และตนจะมาตรวจตราอีกเจ็ดวัน ต่อมาพระลักษมณ์ พระราม และนางสีดา เสด็จผ่านมาเห็นสวนงดงามจึงเข้าไปพำนัก และเก็บผลไม้เสวย บรรดารากษส บริวารพิราพอสูรเห็นเข้าจึงเข้าขับไล่ทำร้ายแต่ก็แพ้พระลักษมณ์ ล้มตายเป็นจำนวนมาก เมื่อพิราพกลับมาพบเข้าจึงตามไปสู้รบ พระรามจึงแผลงศรพรหมมาศถูกอกอสูรพิราพสิ้นชีวิต”


พระไภรพศิลปะชวา


บทบาทของพระพิราพตามบทพระราชนิพนธ์นั้นดูเหมือนจะน้อยนิดและไม่ได้สลักสำคัญอะไร แต่ทว่าในความจริงแล้วกลับตรงกันข้าม องค์พระพิราพในระบบความเชื่อของฝ่ายดุริยางคศิลป์และนาฏศิลป์ไทยนั้น ล้วนแต่เป็นที่เคารพยำเกรงและถือว่าท่านเป็นบรมครูในด้าน นาฏดุริยางคศิลป์ ที่ทรงมหิทธิฤทธิ์สูงสุด ดังปรากฏในพิธีกรรมการไหว้ครู ครอบครู ดนตรีและนาฏศิลป์ไทยที่มีมาแต่ช้านาน


รูปเคารพพระไภรพบางท้องถิ่น ก็อยู่ในท่าเต้นรำเหมือนกัน อาจเป็นที่มาของการรำพระพิราพเต็มองค์


พิธีกรรมการไหว้ครู ครอบครู เป็นพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ที่ศิลปินทั้งดุริยางคศิลป์และนาฏศิลป์ ให้ความเชื่อมั่นศรัทธา ด้วยต่างถือคุณธรรมข้อความกตัญญูไว้เป็นที่ตั้ง และเป็นความเชื่อและจารีตโบราณที่สืบต่อกันว่า สรรพวิชาความรู้ในโลกนี้ ล้วนแต่มีครูเป็นต้นเค้าทั้งสิ้น

ในผญาภาษิตอีสานยังกล่าวไว้ว่า “ปลาแดกมีครู จี่ปูมีวาท” อันหมายถึง วิชาการใดๆจะน้อยใหญ่ก็ดีล้วนแต่มีครู เป็นผู้คิดค้นเอาไว้

ครูในที่นี้ มิได้หมายแต่ครูผู้ประสิทธิประสาทวิชาในปัจจุบันนี้เท่านั้น ยังหมายรวมไปถึงครูผู้ล่วงลับไปแล้ว หรือที่เรียกกันว่า “บุรพาจารย์” ตลอดจนเทพเจ้าทั้งหลายที่เชื่อถือกันว่าเป็นผู้ให้กำเนิดสรรพวิชาในสาขาต่างๆ



ในทางศิลปะการแสดง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนาฏศิลป์ไทย มีความเคร่งครัดอย่างยิ่งในการแสดงความเคารพครูบาอาจารย์ ด้วยถือว่าวิชาการเหล่านี้ได้มาแต่องค์พระเป็นเจ้าสูดสุดในศาสนาพราหมณ์ คือองค์พระอิศวรเป็นเจ้า ตลอดจนครูเทพองค์อื่นๆ อย่างน้อยก่อนจะออกโรงต้องยกมือขึ้นนบไหว้เหนือเศียรเกล้าขอครูปกปักรักษาอำนวยอวยพรให้การแสดงสำเร็จลุล่วง ปราศจากอุปสรรคทั้งปวง ในการแสดงโขน ละครแต่ละครั้งจึงต้องจัดมณฑลพิธีที่บูชา และอัญเชิญเศียรพระพิราพและพระภรตฤษี ตั้งคู่กันไว้บนที่บูชาเสมอ

ในพิธีไหว้ครูครอบครูนาฏศิลป์หรือดุริยางคศิลป์ ก็เฉกเช่นเดียวกัน องค์พระพิราพเป็นเทพเจ้าที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ต้องมีการเชิญเศียรองค์พระพิราพมาประกอบพิธีไหว้ครูและครอบครูอย่างขาดไม่ได้ ดังปรากฏเป็นหลักฐานที่มีการบันทึกในพระตำราครอบโขนละคอน ฉบับหลวงตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ ๔ สืบมาจนถึงปัจจุบัน ที่ครูผู้ประกอบพิธีจะทำการอ่านโองการเชิญองค์พระพิราพมารับเครื่องสังเวย ปี่พาทย์จะทำเพลงองค์พระพิราพ ซึ่งเป็นเพลงประจำองค์ท่าน เสมือนว่าท่านได้ในมณฑลพิธีไหว้ครูนี้ ครั้นในลำดับขั้นตอนของพิธีครอบซึ่งหมายถึงการที่รับเข้าเป็นเครือของศิลปิน หรือเพื่อประสิทธิ์ประสาทความเป็นครูแก่ผู้จะนำวิชาไปสั่งสอนศิษย์สืบไป ครูผู้อ่านโองการจะทำการครอบเทริดโนรา เศียรพระภรตฤษี และเศียรพระพิราพ ในลำดับสุดท้ายแก่ผู้เข้าร่วมพิธี ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำคัญของครูอสูรเทพตนนี้ได้เป็นอย่างดี

ทางฝ่ายนาฏศิลป์ยังถือกันว่า ท่ารำเพลงหน้าพาทย์องค์พระพิราพเป็นท่ารำสูงสุด ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ และมีระเบียบแบบแผน เคล็ดลางที่ซับซ้อนมากมาย เป็นต้นว่า การจะต่อเพลงและท่ารำนั้นต้องมีพิธีมอบให้แก่ศิลปินที่เลือกสรรไว้แล้ว คือต้องเป็นศิลปินอาวุโส มีความสามารถเป็นที่ยอมรับของวงการศิลปินด้วยกันเอง ผ่านการบวชเรียนมาแล้ว และมีกำลังมากเนื่องจากเป็นเพลงหน้าพาทย์ที่มีความยาว ในปัจจุบันครูที่รำเพลงหน้าพาทย์องค์พระพิราพได้มีจำนวนน้อยจนนับตัวได้ ท่านเหล่านั้นล้วนแต่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานครอบองค์พระพิราพมาแล้วทั้งสิ้น ส่วนสถานที่ต่อท่ารำก็จะต้องเป็น วัง หรือ วัด เท่านั้นจะไม่ต่อท่ารำตามบ้านเป็นอันขาด ดังที่ปรากฏหลักฐานว่ามีการต่อท่ารำ ณ ระเบียงคดวัดพระศรีรัตนศาสดารามในปี ๒๔๗๐ และครั้งล่าสุดในปีพ.ศ.๒๕๒๗ ณ พระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส หรือวัดพระแก้ววังหน้า บริเวณที่เป็นวิทยาลัยนาฏศิลป์ในปัจจุบัน

เมื่อจะจัดการแสดงโขนชุดพระพิราพเข้าสวน ก็ต้องมีพิธีกรรมขั้นตอนคือ
พิธีกรรมก่อนการแสดงการรำหน้าพาทย์องค์พระพิราพ จะต้องจัดเครื่องบวงสรวงสังเวย อัญเชิญดวงวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ ที่ สถิต ณ ทิพยวิมาน ให้ลงมาประทับร่างศิลปินผู้จะแสดงซึ่งแต่งกายยืนเครื่องช่วงล่าง เปลือยท่อนบน ตามร่างกายวงด้วยปูนกินหมากเป็นวงทักษิณาวัฎทั่วทั้งตัวตลอดจนแขนทั้งสองข้างโดยครูผู้ใหญ่หรือพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงวิทยาคุณ ขณะที่คาดปูนก็จะสาธยายอาคมกำกับไปโดยตลอด การคาดปูนนี้ นอกจากเพื่อให้ถูกต้องตามลักษณะองค์ พระพิราพในเรื่องรามเกียรติ์ที่มีขนขดเป็นวงทักษิณาวัฏทั่วร่างกายแล้ว ยังเชื่อว่าเป็นการป้องกันสิ่งอัปมงคลมิให้เข้าสู่ร่างกายอีกด้วย ผู้แสดงจะสวมพวงมาลัยที่ข้อมือ ข้อเท้า และที่คอ ตามขนบโบราณนิยมใช้พวงมาลัยดอกเข็มสีแดงล้วน ซึ่งเป็นการสื่อถึงความน่าเกรงขาม ตรงกับตำรานาฏยศาสตร์ที่ระบุว่า สีแดงให้ เราทระรส หรือรสของความดุร้าย ซึ่งเราทระรสนั้นก็คือพระรุทธเทพหรือพระอิศวรนั่นเอง สอดคล้องกับการที่พระพิราพมีความมหิทธิฤทธิ์ น่าเกรงขามและมีความเกี่ยวพันกับพระอิศวรเป็นเจ้าดังจะได้อธิบายในลำดับต่อไป

เมื่อถึงการแสดงจะมีการรำหน้าพาทย์ “องค์พระ” เป็นการรำเบิกโรง ที่มือขวาของศิลปินผู้แสดงจะถือหอกยาวเป็นอาวุธ ส่วนมือซ้ายถือก้านใบมะยม ซึ่งเชื่อว่าเป็นไม้มงคล มีนามพ้องกับ ไม้ยมทัณฑ์ของพระยม และในพิธีกรรมทางศาสนามักใช้ก้านใบมะยมในการประพรมน้ำมนต์ นายรงภักดี (เจียร จารุจรณ) ศิลปินแห่งชาติ บรมครูผู้ถ่ายทอดการรำหน้าพาทย์องค์พระพิราพ อธิบายว่า “พระพิราพถือกำก้านใบมะยมเป็นการประพรมน้ำมนต์ให้กับศิษย์ ส่วนมือขวาถือหอก เป็นการขับไล่ภูตผีปีศาจ”

การรำหน้าพาทย์องค์พระนี้ เชื่อกันว่าเพื่อเป็นการอัญเชิญดวงวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์มาประทับร่างผู้แสดงเสมือนว่าองค์พระพิราพผู้ทรงมหิทธานุภาพได้มาขจัดเสนียดจัญไร แผ่บารมีคุ้มครองพร้อมทั้งประสิทธิ์ประสาทพรชัยมงคลให้แก่บรรดาสานุศิษย์ ตลอดจนผู้ชมที่อยู่ในที่แสดง เมื่อจบแล้วจึงจับเข้าเรื่อง โดยเริ่มแต่พระพิราพนำต้นพวาทองไปปลูกในสวน จนกระทั่งสู้รบและพ่ายแพ้ต่อศรพระราม
ในการแสดงนี้มีข้อห้ามว่าเมื่อผู้แสดงสวมศีรษะพระพิราพ ถือกำใบมะยมและหอกแล้วห้ามผู้ใดแตะต้องตัวและอาวุธเป็นอันขาด ด้วยเชื่อว่าในขณะนั้นผู้แสดงได้กลายสภาพเป็นองค์พระพิราพ อสูรเทพแล้ว การที่สามัญชนจะไปสัมผัสถูกต้องตัวย่อมเป็นการไม่บังควรและย่อมเกิดเสนียดจัญไรแก่ตน แม้ขณะฝึกซ้อมท่ารำก็ห้ามสัมผัสตัวและอาวุธ ซึ่งกันและกันอีกด้วย

ขณะที่ในด้านดุริยางคศิลป์ ก็ถือว่า เพลงหน้าพาทย์องค์พระพิราพเป็นเพลงหน้าพาทย์ที่ศักดิ์สิทธิ์สูงสุดเช่นกัน เป็นขั้นตอนสุดท้ายที่ครูอาจารย์จะถ่ายทอดให้กับศิษย์ที่มีวัยวุฒิและคุณวุฒิที่เหมาะสม ครูอาจารย์มักจะเตือนลูกศิษย์ทุกคน ว่าแม้ขณะได้ยินเสียงเพลงหน้าพาทย์องค์พระพิราพ ก็ให้มีสมาธิตั้งใจสดับรับฟัง ประนมมือคารวะจนกระทั่งจบเพลง และห้ามส่งเสียงอึกทึกหรือออกจากพิธีกลางคันเมื่อยังไม่จบเพลง เวลาปี่พาทย์ทำเพลงหน้าพาทย์องค์พระพิราพ ผู้ที่มีจิตใจไม่เข้มแข็งบางคน มักจะมีอาการควบคุมตัวเองไม่ได้หรือที่เรียกกันว่า “ครูลง” ไปต่างๆนานา

จากความเชื่อและความศรัทธาของศิลปินไทยต่อองค์พระพิราพนั้น จึงเป็นที่น่าตั้งคำถามเอาว่าเหตุไฉนครูอสูรเทพผู้มีนามว่าพระพิราพ จึงมีความสำคัญต่อศาสตร์ในด้านนาฏดุริยางคศิลป์ถึงเพียงนั้น ทั้งๆที่บทบาทในเรื่องรามเกียรติ์กลับมีอยู่เพียงน้อยนิด สำหรับเรื่องนี้ ศาสตราจารย์ ดร.มัทนี รัตนิน ได้ค้นคว้าเรื่องราวเกี่ยวกับพระพิราพไว้ใน บทความเรื่อง “ข้อสันนิษฐานความเป็นมาของพระพิราพ” มีความโดยสรุปดังนี้



พระไภราวะหรือไภรพ หรือไภราพ เป็นปางหนึ่งของพระศิวะ ซึ่งนับถือว่าเป็น นาฏราช คือผู้ให้กำเนิดนาฏศิลป์แก่มนุษย์ แล้วยังถือกันว่าพระไภราพนี้เองเป็นต้นกำเนิดแห่งท่ารำ “วิจิตรตาณฑวะ” ซึ่งเป็นท่ารำที่วิจิตรพิสดารหนึ่งใน ๑๐๘ ท่า ของพระศิวะ พระไภราวะ เป็นที่นับถือเคารพบูชาและเกรงกลัวยิ่งในหมู่นาฏศิลปินอินเดีย แถบลุ่มน้ำคงคา โอริสา มหานที และจันทรภาค โดยเฉพาะที่เมืองพาราณสี เชื่อว่าการบูชาเทวรูปนี้ตามบ้านจะป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ ขจัดเสนียด[^_^]และประทานพรให้ด้วย

สอดคล้องกับที่ ไมเคิล ไรท์ ระบุว่าชาวเมืองพาราณสีมีรูปเคารพที่ภาษาพื้นเมืองเรียกว่า “กาศีลิงคพิราปฺปา” มีลักษณะเป็นเสาหลักมียอดเป็นหัวยักษ์ผู้คนนิยมเซ่นสังเวยด้วยเนื้อดิบและเหล้า “เป็นตำรวจ แทนองค์พระอิศวรวิศวนารถผู้เป็นประธานในพาราณสี, คอยฟาดฟันผู้บังอาจกระทำความชั่วในเมืองนั้น” และยังได้ตั้งข้อสังเกตอีกว่าพิราพป่า ในภาษาไทย คงมาจากคำว่า “พิราปฺปา” ในภาษาพื้นเมืองพาราณสีนั่นเอง
ส่วนในประเทศเนปาล พระไภราพ หรือกาโลไภราพ เป็นเทพเจ้าที่มีผู้นับถือและเกรงกลัวมาก ด้วยว่าเป็นเพทแห่งสงครามและความตาย ขณะเดียวกันก็เป็นเทพผู้ประทานพรและขจัดโรคภัยไข้เจ็บด้วยเช่นกัน

ความเชื่อด้านนาฏศิลป์และดนตรีไทยส่วนหนึ่งคงได้รับอิทธิพลมาจากอินเดียโดยผ่านมาทางชวาและขอม แล้วไทยคงจะรับจากขอมอีกทอดหนึ่ง ดังเช่นความเชื่อในการบูชาพระไภราวะหรือพระพิราพนี้ ซึ่งปรับประยุกต์เข้ากันได้กับความเชื่อเดิมของคนไทยที่นับถือผี และเซ่นสรวงสังเวยด้วยเนื้อดิบ และเหล้าอยู่แล้วได้อย่างแนบสนิท อ.ประเมษฐ์ บุณยะชัย แห่งสถาบันนาฏ ดุริยางคศิลป์ กรมศิลปากร ได้ตั้งข้อสังเกตว่านาฏศิลป์ชั้นสูงมักเกี่ยวกับชีวิตและความตาย การสร้างสรรค์และการทำลายซึ่งเป็นสิ่งตรงกันข้ามกัน แต่รักษาดุลยภาพของกันและกันไว้ได้ การร่ายรำของพระศิวะนาฏราชนั้นเป็นการสร้างสรรค์และการทำลายอยู่ในตัว รูปพระศิวะปางนาฏราชในทางปฏิมานวิทยามักจะทำเป็นรูปทรงเหยียบอสูรไว้ด้วยพระบาทขวาหมายถึงการทำลายความชั่ว พระบาทซ้ายยกขึ้นทำท่ารำงดงามเป็นการสร้างสรรค์ศิลป์ รอบๆ เป็นวงเปลวเพลิงหมายถึงการหมุนเวียนของจักรวาล การบูชาเทพเจ้าฝ่ายนาฏศิลป์ปางดุร้ายก็คงเข้าในคตินี้เช่นกัน

ความชาญฉลาดของโบราณจารย์ไทยประการหนึ่งคือการสามารถประยุกต์และผนวกเอาความเชื่อพระพิราพในรูปแบบเทพเจ้า และตัวโขน เข้าไว้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างแนบเนียน ดังที่กล่าวมาแล้วว่า หน้าพาทย์หรือท่ารำองค์พระพิราพ เป็นหน้าพาทย์ชั้นสูงสุด เป็นหน้าพาทย์เฉพาะองค์พระพิราพในฐานะเทพเจ้า ซึ่งไม่มีโอกาสที่จะใช้กับการแสดงอื่นๆ หากไม่มีการแสดงย่อมเกิดการสูญหายได้ด้วยว่าไม่มีผู้สืบทอด ประการหนึ่ง ด้วยเหตุนี้โบราณจารย์จึงได้นำมาบรรจุไว้ในการแสดงโขนตอนพระรามเข้าสวนพิราพ ซึ่งมีนามพ้องกับ พระไภราพหรือพิราพ ซึ่งเป็นปางหนึ่งของพระอิศวรนั่นเอง โดยท่ารำและเพลงที่แสดงถึงภาวะความเป็นเทพเจ้านั้นจะปรากฏในตอนออกท่ารำหน้าพาทย์องค์พระพิราพ ที่ศิลปินผู้รับบทจะต้องถือกำก้านใบมะยมด้วยมือซ้ายและถือหอกด้วยมือขวานั่นเอง เป็นการแสดงเบิกโรงต้นเรื่องที่มีความขลัง ศักดิ์สิทธิ์ เมื่อสิ้นกระบวนรำจึงเป็นการดำเนินเรื่องตามบทบาทของพิราพอสูรในเรื่องรามเกียรติ์ต่อไป

ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าพระพิราพนั้นแท้จริงแล้วคือปางดุร้ายปางหนึ่งของพระอิศวรเป็นเจ้า ทำนองเดียวกับเจ้าแม่กาลี หรือ ทุรคา ซึ่งเป็นปางดุร้ายของพระอุมา นั่นเอง

*ส่วนพระพิราพเฝ้าสวนมะม่วง ผมคิดว่าเป็นการหลงตำนานไทยจากรามเกียรติ์ที่แต่งภายหลัง กับรับความเชื่อของฮินดู และในบางท้องที่ที่บูชาพระไภรพ ก็มีการเซ่นไหว้ด้วยเนื้อสัตว์ และของดิบเหมือกับการบูชาพระพิราพในไทย ที่ใช้เนื้อสัตวฺดิบบูชา

http://www.ampoljane.com/main/index.php?type=preview&area=1&p=articles&id=3&print=1

http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2007/09/K5780024/K5780024.html




 

Create Date : 27 กันยายน 2550    
Last Update : 18 ตุลาคม 2550 11:52:45 น.
Counter : 1664 Pageviews.  

มีอะไรในพระหัตถ์พระอวโลกิเตศวรบ้าง เชิญชมครับ



ใน"สหัสรภุชสหัสรเนตรอวโลกิเตศวรโพธิสัตวไวปุลยสมบูรณอกิญจนมหากรุณาจิตรธารณีสูตร" เป็นพระสูตรมหายาน เป็นที่มาของพระอวโลกิเตศวรปางพันมือพันตา

และมีตอนหนึ่ง ความว่า

"ในกาลนั้น ข้าพระองค์ยังดำรงอยู่ในปฐมภูมิ ครั้นได้สดับฟังธารณีมนตร์นี้เพียงวาระเดียว ข้าพระองค์ก็ได้บรรลุข้ามล่วงไปถึงอัฏฐภูมิ คืออจลภูมิในทันที จิตของข้าพระองค์ในขณะนั้นก็ยินดีเป็นที่สุด จึงได้ตั้งจิตไว้ว่า “หากในอนาคตเบื้องหน้า หากเราจักสามารถยังประโยชน์ และความเกษมสราญให้สำเร็จแก่สรรพสัตว์ได้แล้วไซร้ ขอให้กายของเราบังเกิดมีมือ และตา จำนวน ๑,๐๐๐ ขึ้นอย่างบริบูรณ์เถิด”

และมีข้อความหนึ่งในพระสูตรบรรยายสิ่งที่อยู่ในพระหัตถ์พระอวโลกิเตศวร ความว่า

...พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงมีพุทธดำรัสต่อพระอานนท์เถรเจ้าว่า...
๑. หากปรารถนาความมั่งคั่งในรัตนธนสารสมบัติ พึงยึดในหัตถ์ทรงแก้วจินดามณี มีบทมนต์ว่า โอม วชฺราวตาร หูมฺ ผฎฺ

๒. หากปรารถนาให้ความโกลาหลทั้งปวงสงบลง พึงยึดในหัตถ์ทรงบ่วงบาศ มีบทมนต์ว่า โอม กีริลระ โมทฺร หูมฺ ผฎฺ

๓. หากปรารถนารักษาโรคาพาธที่เกิดแต่ท้อง พึงยึดในหัตถ์ทรงรัตนบาตร มีบทมนต์ว่า โอม กีริ กีริ วชฺร หูมฺ ผฎฺ

๔. หากปรารถนาบำราบเหล่าปีศาจ ที่ตามพนาวันบรรพต พึงยึดในหัตถ์ทรงรัตนขรรค์ โอม เตเช เตชตุ วินีตุเท ส อาทาย หูมฺ ผฎฺ

๕. หากปรารถนาสยบเทวมารและเทพเจ้าให้สวามิภักดิ์ พึงยึดในหัตถ์ทรงวัชระ มีบทมนต์ว่า โอม ทีเป ทีปาย มหาศฺรีเย สฺวาหา

๖. หากปรารถนาทำลายความพยาบาท พึงยึดในหัตถ์ทรงคฑาวัชระ บทมนต์ว่า โอม วชฺราคฺนี ปรทีปฺตาย สฺวาหา

๗. หากปรารถนาพ้นจากความหวาดกลัวและภัยทั้งปวง พึงยึดในหัตถ์ทรงอภัยมุทรา มีบทมนต์ว่า โอม ชฺวลนย หูมฺ ผฎฺ

๘. หากปรารถนาให้นัยเนตรที่บอด ได้พ้นจากความมืด พึงยึดในหัตถ์ทรงสุริยัน มีบทมนต์ว่า โอม ธูปี กาย ธูปี ปรวารินิ สฺวาหา

๙. หากปรารถนาระงับพิษร้อนแห่งไข้ พึงยึดในหัตถ์ทรงจันทรา มีบทมนต์ว่า โอม สุ สิทฺธิ กริ สฺวาหา

๑๐. หากปรารถนายศฐาบรรดาศักดิ์ พึงยึดในหัตถ์ทรงคันศร มีบทมนต์ว่า โอม อจ วีเร สฺวาหา

๑๑. หากปรารถนาประสบกัลยาณมิตร พึงยึดในหัตถ์ทรงเตชนะ(ลูกศร) มีบทมนต์ว่า โอม กมล สฺวาหา

๑๒. หากกายมากด้วยโรค ปรารถนาหายจากโรค พึงยึดในหัตถ์ทรงกิ่งหางกระรอก มีบทมนต์ว่า โอม สุสิทฺธิ การิ วารี ตนามฺต มุกฺตเย วชฺร วชฺร พนฺธ หน หน หูมฺ ผฎฺ

๑๓. หากปรารถนาทำลายสิ่งอัปมงคลในกาย พึงยึดในหัตถ์ทรงแส้ขาว มีบทมนต์ว่า โอม ปทฺมินี ภควเต โมหย ชค โมหนิ สฺวาหา

๑๔. หากปรารถนาชาติกำเนิดและตระกูลที่ดี พึงยึดในหัตถ์ทรงรัตนคณโฑ มีบทมนต์ว่า โอม กเร สมยํ สฺวาหา

๑๕. หากปรารถนานิรภัยจากพยัคฆ์ สุนัขป่าและสัตว์ร้ายทั้งปวง พึงยึดในหัตถ์ทรงโล่ มีบทมนต์ว่า โอม ยกฺษํ นทฺทย จนฺทร ธนุ ปารฺย ปาศ ปาศ สฺวาหา

๑๖. หากปรารถนานิราศคดีภัย พึงยึดในหัตถ์ทรงพระแสงขวานเหล็กกล้า มีบทมนต์ว่า โอม วีราย วีราย สฺวาหา

๑๗. หากปรารถนาบริวารชายหญิง พึงยึดในหัตถ์ทรงกำไลหยก มีบทมนต์ว่า โอม ปัทฺมํ วีราย สฺวาหา

๑๘. หากปรารถนาสำเร็จกุศลทั้งปวง พึงยึดเอาหัตถ์ทรงดอกปุณฑริก(บัวขาว) มีบทมนต์ว่า โอม วชฺร วีราย สฺวาหา

๑๙. หากปรารถนาอุบัติยังวิศุทธิภูมิในทศทิศ พึงยึดเอาหัตถ์ทรงดอกนิโลบล(บัวเขียว) มีบืทมนต์ว่า โอม กีริ กีริ วชฺร ภูร พนฺธ หูมฺ ผฎฺ

๒๐. หากปรารถนาสติปัญญาอันไพศาล พึงยึดเอาหัตถ์ทรงคันฉ่องรัตนะ มีบทมนต์ว่า โอม วิสฺผุราณ รกฺษ วชฺร มณฺฑล หูมฺ ผฎฺ

๒๑. หากปรารถนาพบพระพุทธเจ้าทั้งหลายในทศทิศ พึงยึดเอาหัตถ์ทรงดอกบุษกร(บัวม่วง,น้ำเงิน) มีบทมนต์ว่า โอม สร สร วชฺร การ หูมฺ ผฎฺ

๒๒. หากปรารถนาซ่อนเร้น(สมบัติ)ใต้ปฐพี พึงยึดเอาหัตถ์ทรงรัตนโกศ(หีบสมบัติ) มีบทมนต์ว่า โอม วชฺร ปาศ การิ คณ มํ ร หูมฺ

๒๓. หากปรารถนามรรคผลแห่งเทพและฤาษี พึงยึดเอาหัตถ์ทรงเมฆเบญจรงค์ มีบทมนต์ว่า โอม วชฺร การิ รฎ มํฎ

๒๔. หากปรารถนาบังเกิดในพรหมโลก พึงยึดเอาหัตถ์ทรงกุณฑี(หม้อน้ำมีหู,น้ำเต้า) มีบทมนต์ว่า โอม วชฺร ศิขร รุฎ มํฎ

๒๕. หากปรารถนาบังเกิดในเทวมณเฑียร พึงยึดเอาหัตถ์ทรงดอกปัทมา(บัวแดง) มีบทมนต์ว่า โอม ษริขเร สฺวาหา

๒๖. หากปรารถนากำจัดอมิตรจากสถานอื่น พึงยึดเอาหัตถ์ทรงพระแสงหอก มีบทมนต์ว่า โอม สมยาคฺนี หร หูมฺ ผฎฺ

๒๗. หากปรารถนาอัญเชิญปวงเทพเจ้า พึงยึดเอาหัตถ์ทรงรัตนสังข์ มีบทมนต์ว่า โอม ษริขเร มหาสมยํ สฺวาหา

๒๘. หากปรารถนาบัญชาเหล่ามารและปีศาจ พึงยึดเอาหัตถ์ทรงคฑากะโหลก มีบทมนต์ว่า โอม ธูน วชฺร หห

๒๙. หากปรารถนาให้พระพุทธเจ้าทั้งทศทิศนำพระหัตถ์มาอภิเษก(อวยพร) พึงยึดเอาหัตถ์ทรงประคำ มีบทมนต์ว่า นโม รตฺน ตฺรายาย โอมฺ อทฺภูเต วิชเย สิทฺธิ สิทฺธารถิ สฺวาหา

๓๐. หากปรารถนาจะสำเร็จในเสียงไพเราะ ที่มีคุณดุจเสียงพรหม พึงยึดเอาหัตถ์ทรงรัตนฆณฏา(กระดิ่ง,ระฆังมือ) มีบทมนต์ว่า นมห ปทฺมํ ปนาเย โอม อมฤตํ ครฺเภ ศฺรีเย ศรี จนฺมฺฤนี สฺวาหา

๓๑. หากปรารถนามีวาทะอัศจรรย์ พึงยึดเอาหัตถ์ทรงรัตนลัญจกร(ตราประทับ) มีบทมนต์ว่า โอม วชฺรานีตํ ชเย สฺวาหา

๓๒. หากปรารถนาให้เทพเจ้า นาคราชมาอารักษ์โดยนิจศีล พึงยึดเอาหัตถ์ทรงพระแสงง้าว(บางฉบับว่าคือเหล็กแทงศพ) มีบทมนต์ว่า โอม อโฆฺรตฺตฺรา การ วิสฺเย นมห สฺวาหา

๓๓. หากปรารถนาความเมตตากรุณาเพื่อปกป้องสรรพสัตว์ พึงยึดเอาหัตถ์ทรงคฑาขักขระ(ไม้เท้าที่พระมหายานถือออกธุดงค์) มีบทมนต์ว่า โอม นฺฤฎิ นฺฤติ นฺฤฎปติ นฺฤเฎทาย ปาณิ หูมฺ ผฎฺ

๓๔. หากปรารถนาให้สรรพสัตว์เคารพรักเสมอ พึงยึดเอาหัตถ์ทรงอัญชลีมุทรา มีบทมนต์ว่า โอมฺ ปทฺมญฺชลึ หฺรีห

๓๕. หากปรารถนาให้ทุกสถานที่ไปอุบัติ มิไกลจากพระพุทธเจ้า พึงยึดเอาหัตถ์ทรงพุทธนิมิต มีบทมนต์ว่า โอม จนฺทร ภา มณฺฑลิ การิณ ฆฺฤณ ฆฤณิ หูมฺ ผฎฺ

๓๖. หากปรารถนาให้ทุกชาติภพได้อยู่ในอาราม พึงยึดเอาหัตถ์ทรงวิหารนิมิต มีบทมนต์ว่า โอม วิสร วิสร หูมฺ ผฎฺ

๓๗. หากปรารถนาเป็นพหูสูต เลิศในการศึกษา พึงยึดเอาหัตถ์ทรงรัตนคัมภีร์ มีบทมนต์ว่า โอม อาหร สรฺว วิทฺยา ธร ปูชิเต สฺวาหา

๓๘. หากปรารถนาให้กายในปัจจุบันตราบจนสำเร็จพุทธกาย ได้มีโพธิจิตไม่เสื่อมถอย พึงยึดเอาหัตถ์ทรงสุวรรณจักร มีบทมนต์ว่า โอม ษท เม เจ สฺวาหา

๓๙. หากปรารถนาให้พระพุทธเจ้าทั้งทศทิศเสด็จมาอภิเษกยังเศียรเกล้า พึงยึดเอาหัตถ์ทรงอุษณียพุทธนิมิต มีบทมนต์ว่า โอม วชฺราวตาร หูมฺ ผฎฺ

๔๐. หากปรารถนาให้โภชนาหาร ธัญญาหารสมบูรณ์ พึงยึดเอาหัตถ์ทรงพวงองุ่น มีบทมนต์ว่า โอม อมล กานเต ทิ นิ สฺวาหา

๔๑. หากปรารถนายังสรรพชีวิตที่หิวโหย ได้อิ่มหน่ำฉ่ำชื่น พึงยึดเอาหัตถ์ทรงหลั่งอมฤตวารี มีบทมนต์ว่า โอม สุรุ สุรุ ปรสุรุ ปรสุรุ สุรุ สุรุย สฺวาหา

๔๒. หากปรารถนาบำราบอสูรที่อาฆาตที่อยู่ในตรีสหัสมหาสหัสโลกธาตุ พึงยึดเอาหัตถ์ทรงสมาธิมุทรา มีบทมนต์ว่า ตทฺยถาวโลกิเตศฺวราย สรฺว ทุษฺฎ อูหนีย สฺวาหา




 

Create Date : 26 กันยายน 2550    
Last Update : 28 กันยายน 2550 7:13:42 น.
Counter : 410 Pageviews.  

พระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ ๙ องค์

เทศกาลกินเจ เป็นเทศกาลที่จัดขึ้นเพื่อบูชาพระพุทธเจ้า ๗ องค์ และพระโพธิสัตว์ ๒ องค์ และปรากฎในพระสูตรมหายานชื่อว่า"นวครหปุราณพุทธนิรันตรายวัฒนชันษา" มีข้อความกล่าวว่าพระพุทธเจ้าทั้ง ๗ และพระโพธิสัตว์ทั้ง ๒ มีนิรมาณกายเป็นเทพนพเคราะห์ ๙ องค์ ได้แก่ พระอาทิตย์ พระจันทร์ พระอังคาร พระพุธ พระพฤหัสบดี พระศูกร พระเสาร์ พระราหู และพระเกตุ

พระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์มีพระนามดังนี้

๑. พระวิชัยโลกมนจรพุทธเจ้า 最勝世界運意通證如來
๒. พระศรีรัตนโลกประภาโมษอิศวรพุทธเจ้า 妙寶世界光音自在如來
๓. พระเวปุลลรัตนโลกวรรณสิทธิพุทธเจ้า 圓珠世界金色成就如來
๔. พระพระอโศกโลกวิชัยมงคลพุทธเจ้า 無憂世界最勝吉祥如來
๕. พระวิสุทธิอาศรมโลกเวปุลลปรัชญาวิภาคพุทธเจ้า 淨住世界廣逹智慧如來
๖. พระธรรมมติธรรมสาครโลกมโนพุทธเจ้า 法意世界法海游戲如來
๗. พระเวปุลลจันทรโภคไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาพุทธเจ้า 滿月世界藥師琉璃光如來
๘. พระศรีสุขโลกปัทมอรรถอลังการโพธิสัตว์ 妙喜世界華藏莊嚴菩薩
๙. พระศรีเวปุลลสังสารโลกสุขอิศวรโพธิสัตว์ 妙圓世界安樂自在菩薩




 

Create Date : 26 กันยายน 2550    
Last Update : 26 กันยายน 2550 14:06:39 น.
Counter : 312 Pageviews.  

ค้นตำนานจตุคามรามเทพ

หลักฐานชิ้นใกล้ ๆ ตัว คือ ตำนานพระพุทธสิหิงค์........ดูก่อนแล้วกันนะ

ในตำนานพระพุทธสิหิงค์ มีข้อความว่า

"ครั้งหนึ่งพระร่วงสุโขทัยได้ยินกิตติศัพท์พระพุทธรูปในลังกาว่าศักดิ์สิทธิ์นักหนา จึงอยากได้มา พระองค์จึงส่งทูตไปทาบทามพระเจ้านครศรีธรรมราช ว่าจะทำอย่างไรจะบุกลังกา พระเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชตอบว่า จะเอาเมืองลังกาบ่มิได้ เพราะลังกามีเทวารักษ์ถึง 4 องค์ คือ ขัตตุคามเทวราช รามเทวราช ลักขณเทวราช และสุมนเทวราช"

ส่วนเอกสารของทางเหนือชิ้นหนึ่ง คือ ชินกาลมาลีปกรณ์ ก็มีบันทึกเรื่องเทพารักษ์เกาะลังกาไว้

จากชินกาลมาลีปกรณ์ มีความว่า
"เมื่อพระเจ้าสีหลแห่งลังกาทวีปได้หล่อพระสีหลปฏิมาสำเร็จเสร็จสิ้นเมื่อ พ.ศ.700 แล้ว ก้ได้ทรงบูชาพระสีหลปฎิมานั้นสืบ ๆ กันมาช้านาน จนถึง พ.ศ.1800 โรจราช กษัตริย์ผู้ครองราชสมบัติในเมืองสุโขทัย ใครจะทอดพระเนตรมหาสมุทร จึงยกทัพทหารหลายหมื่นเสด็จล่องใต้ตามลำแม่น้ำน่านจนถึงสิริธรรมนคร พระเจ้าสิริธรรมได้เสด็จออกมาต้อนรับ เมื่อทรงรับรองเป็นอย่างดีแล้ว ตรัสเล่าให้พระเจ้าโรจฟังถึงความอัศจรรย์ของพระสีหลปฏิมาในลังกาทวีปตามที่ได้ทรงสดับมา พระเจ้าโรจตรัสถามว่า เราจะไปที่นั่นได้ไหม พระเจ้าสิริธรรมตอบว่า ไปไม่ได้ เพราะมีเทวดาอยู่ 4 ตน ชื่อ สุมนเทวราช รามเทวราช ลักขณเทวราช ขัตตคามเทวราช มีฤทธิ์เดชมาก รักษาเกาะลังกาไว้เป็นอย่างดี"

ส่วนนิทานพระพุทธสิหิงค์ เปลี่ยนบทบาทจตุคามฯ ที่เฝ้าเกาะลังกา มาเป็นเฝ้าพระพุทธสิหิงค์ ตามข้อความว่า...
"มีเทพเจ้า 4 องค์ คือ สุมนเทพ รามเทพ ลักษณเทพ กามเทพผู้มีฤทธิ์ รักษาพระพุทธรูปนั้นทุกเมื่อ"



ที่น่าสังเกต เอกสารที่ยกมา เป็นตอนที่พระร่วงพูดถึงพระพุทธสิหิงค์ และมีเทพรักษาเกาะลังกา เทพ 2 ใน 4 องค์ มี"ขัตตุคาม รามเทพ" ซึ่งทางขึ้นวิหารพระม้า มีแผ่นป้ายสลักชื่อเทพ คือ"เท้าขัตตุคาม" และ"เท้ารามเทพ" เป็นไปได้หรือไม่ ที่เท้าขัตตุคาม เท้ารามเทพ ตรงกับเทพารักษ์เกาะลังกาตามตำนานพระพุทธสิหิงค์

และข้อความดังกล่าวไม่ได้กล่าวถึง"สุริยันจันทรา" "ศรีวิชัย" "จันทรภาณุ" "ศรีธรรมาโศกราช" หรือมีเรื่องพระราหูตามที่อ้าง และที่ผู้เชี่ยวชาญจตุคามเชื่อ






โปรดพิจารณาครับ




 

Create Date : 18 กันยายน 2550    
Last Update : 26 กันยายน 2550 12:22:54 น.
Counter : 186 Pageviews.  

ไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตปูรวปณิธานสูตร (薬師瑠璃光如来本願功徳経)



薬師瑠璃光如来経


พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาสูตร
พระปณิธานในอดีต บุญบารมีและคุณธรรมของท่าน


ข้าพเจ้าสดับมาดังนี้ ครั้งหนึ่งพระศากยมุนีพุทธเจ้า ทรงเป็นเลิศในโลก กำลังเดินทางไปยังดินแดนต่างๆเพื่อโปรดเหล่าเวไนยสัตว์ ครั้งนั้นพระองค์ทรงเสด็จถึงยังนครไวศาลี(เวสสาลี) ทรงพักผ่อนพระอิริยาบทใต้ไม้แห่งเสียงดนตรี แวดล้อมด้วยเหล่าภิกษุผู้เป็นอรหันต์จำนวน ๘,๐๐๐ รูป เหล่าบริวารอันมีปริมาณมากสุดจะคณานับ ประกอบด้วยพระโพธิสัตว์ผู้ประเสริฐจำนวน ๓๖,๐๐๐ องค์ กษัตริย์ อำมาตย์ พราหมณ์ อุบาสก อุบาสิกา เทวดาจากทั้งแปดภูมิ รวมทั้งเหล่ามนุษย์และอมนุษย์อื่น ๆ ได้มารวมตัวกันด้วยความเคารพรอบ ๆ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อฟังธรรมะอันประเสริฐจากพระโอษฐ์

ในครั้งนั้น พระโพธิสัตว์มัญชุศรี ผู้เป็นเจ้าแห่งธรรม ได้รับพลานุภาพทางปัญญาอันใหญ่หลวงจากองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ลุกออกจากที่นั่ง ปรับลดจีวรของท่านเพื่อเปิดไหล่ขวา คุกเข่าขวาต่อเบื้องพระพักตร์ ค้อมศีรษะอย่างนอบน้อมพร้อมกับพนมมือ กล่าวแก่พระจอมมุนีด้วยความเคารพว่า "ข้าแต่ท่านผู้เป็นเลิศในโลกทั้งหลาย ข้าพระองค์ขอให้ท่านได้ทรงอธิบายพระนามและพระยศต่าง ๆ รวมทั้งปณิธานและคุณธรรมอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เพื่อที่ผู้ที่ได้ยินได้ฟังคำสอนของพระองค์จะได้หลุดออกจากบ่วงของกิเลส และในอนาคตเหล่าเวไนยสัตว์ในกัปป์นี้จะได้รับรสอันเป็นเลิศของพระธรรม กับทั้งเพลิดเพลินยินดีในรสนั้น"

สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกล่าวยกย่องพระมัญชุศรีโพธิสัตว์ว่า "ช่างดีแท้ ดีแท้ มัญชุศรี ด้วยความกรุณาอันใหญ่ยิ่ง เธอได้ขอให้ตถาคตอธิบายพระนามกับพระยศต่าง ๆ รวมทั้งปณิธาน และคุณธรรมอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เพื่อที่ผู้ที่ได้ยินได้ฟังคำสอนของพระองค์จะได้หลุดออกจากบ่วงของกิเลส และในอนาคตเหล่าเวไนยสัตว์ในกัปป์นี้จะได้รับรสอันเป็นเลิศของพระธรรม กับทั้งเพลิดเพลินยินดีในรสนั้นในกัปป์อันคล้ายกับธรรมะกัปป์นี้ บัดนี้จงตั้งใจฟังและคิดตามอย่างละเอียด ซึ่งสิ่งที่ตถาคตจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้"

พระมัญชุศรีโพธิสัตว์ตอบว่า "ขอให้เป็นเช่นนั้นเถิด ท่านผู้ควรแก่การบูชา บรรดาข้าพระองค์ทั้งหลายจะตั้งใจฟังคำสอนของพระองค์ด้วยจิตอันเป็นเกษม"

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสแก่พระโพธิสัตว์มัญชุศรีดังนี้
"ในทิศตะวันออกของโลกใบนี้ ผ่านดินแดนพุทธเกษตรจำนวนนับไม่ถ้วน จำนวนมากกว่าเม็ดทรายในแม่น้ำคงคาสิบสายรวมกัน มีโลก ๆ หนึ่งชื่อว่าโลกแก้วไพฑูรย์ พระพุทธเจ้าในโลกนั้นทรงพระนามว่า พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคต ผู้ทรงไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เป็นผู้ไปดีแล้ว เป็นผู้รู้โลก สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า เป็นครูสอนของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม เป็นผู้มีความจำเริญจำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์ เป็นพระพุทธเจ้าผู้ควรแก่การบูชาในโลกทั้งหลาย"

"ดูก่อน มัญชุศรี ในเมื่อพระไภษัชยคุรุผู้เป็นเลิศในโลก ยังได้เสวยชาติเป็นพระโพธิสัตว์อยู่นั้น พระองค์ได้ทรงตั้งปณิธานอย่างยิ่งไว้สิบสองข้อ เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่สัตว์โลกปรารถนา"

ปณิธานข้อที่หนึ่ง
"ข้าขอตั้งปณิธานในอนาคตชาติ เมื่อข้าได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว จะมีรังสีอันสว่างเรืองรองฉายออกมาจากร่างของข้า ยังแสงสว่างอันไม่มีสิ้นสุดให้บังเกิดแก่ดินแดนจำนวนนับไม่ถ้วน ร่างนี้จะประดับด้วยมหาบุรุษลักษณะสามสิบสองประการ และลักษณะอันเป็นมงคล แปดสิบประการ ยิ่งไปกว่านั้น ข้าจะช่วยให้สัตว์โลกทั้งมวลเป็นเหมือนดังเช่นข้านี้"

ปณิธานข้อที่สอง
"ข้าขอตั้งปณิธานว่าในอนาคตชาติ เมื่อข้าได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ร่างของข้าทั้งภายนอกและภายใน จะฉายแสงไปกว้างไกลด้วยความผ่องใสและความใสบริสุทธิ์ของแก้วไพฑูรย์ ร่างนี้จะประดับไปด้วยคุณธรรมอันประเสริฐ และดำรงอยู่อย่างสงบท่ามกลางแสงที่พัวพันกัน สว่างเรืองรองมากกว่าพระอาทิตย์และพระจันทร์ แสงนี้จะปลุกให้จิตของสัตว์โลกตื่นขึ้นมาจากความมืด และช่วยให้สัตว์โลกดำเนินไปได้ตามทางของการอธิษฐานของตน"

ปณิธานข้อที่สาม
"ข้าของตั้งปณิธานว่าในอนาคตชาติ เมื่อข้าได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ข้าจะมอบของดี ๆ จำนวนมีไม่จบสิ้นให้แก่เหล่าสรรพสัตว์เพื่อตอบสนองความต้องการทางร่างกายของพวกเขา เหล่าสัตว์นี้จะไม่มีวันอยากได้อะไรอีกเลย"

ปณิธานข้อที่สี่
"ข้าขอตั้งปณิธานว่าในอนาคตชาติ เมื่อข้าได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ข้าจะนำพาผู้ที่เดินตามทางของเดียรถีย์นอกศาสนาให้ไปในทางสู่การตรัสรู้ และข้าฯจะนำพาผู้ที่เดินตามทางของสาวกยานและของพระปัจเจกพุทธเจ้า ให้มาสู่เส้นทางของมหายาน"

ปณิธานข้อที่ห้า
"ข้าขอตั้งปณิธานว่าในอนาคตชาติ เมื่อข้าได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ข้าจะช่วยเหลือสรรพสัตว์จำนวนเหลือคณานับที่ประพฤติตนอยู่ในธรรม ให้มีศีลสะอาดบริสุทธิ์ ศีลนั้นได้แก่ศีลรากฐานสามข้อของพระโพธิสัตว์ แม้แต่ผู้ที่ล่วงละเมิดศีลเหล่านี้ก็จะได้รับความบริสุทธิ์ของตนเองกลับมาหากได้ยินชื่อของข้า และก็จะไม่ตกลงสู่ทางแห่งอบายอีกต่อไป"

ปณิธานข้อที่หก
"ข้าขอตั้งปณิธานว่าในอนาคตชาติ เมื่อข้าได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว เหล่าสัตว์ที่มีร่างไม่สมบูรณ์ - ประสาทรับรู้ไม่ปกติ รูปร่างน่าเกลียด โง่ ตาบอด ใบ้ หูหนวก พิการ หลังค่อม เป็นขี้เรื้อน เป็นบ้า หรือทุกข์ทรมานด้วยโรคภัยอื่นใด - หากได้ยินชื่อของข้าแล้ว จะมีร่างกายสมบูรณ์ กอปรไปด้วยสติปัญญา มีประสาทรับรู้เป็นปกติ สัตว์เหล่านี้จะปลอดจากโรคภัยและความทุกข์ทั้งปวง"

ปณิธานข้อที่เจ็ด
"ข้าขอตั้งปณิธานว่าในอนาคตชาติ เมื่อข้าได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว เหล่าสัตว์ที่ป่วยอยู่ด้วยโรคต่าง ๆ ผู้ซึ่งไม่มีใครช่วยเหลือ ไม่มีที่จะหันไปหา ไม่มีหมอ ไม่มียา ไม่มีครอบครัว ไม่มีบ้าน - ผู้ซึ่งยากไร้และทนทรมาน - หากได้ยินชื่อของข้าผ่านหูแล้วไซร้ จะหายจากโรคทั้งหลาย ด้วยกายและใจที่สงบและ สัตว์เหล่านี้จะเพลิดเพลินกับบ้าน ครอบครัว และทรัพย์สมบัติมหาศาล และจะบรรลุถึงพระอนุตตรสัมโพธิญาณในท้ายที่สุด"

ปณิธานข้อที่แปด
"ข้าขอตั้งปณิธานว่าในอนาคตชาติ เมื่อข้าได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว หญิงทั้งปวงที่เบื้อหน่ายกับ ‘โรคเป็นร้อย ๆ ที่เกิดแก่หญิง’ และปรารถนาจะหลุดจากกายอันเป็นหญิงนี้ หากได้ยินชื่อของข้าแล้ว หญิงเหล่านี้จะบังเกิดใหม่เป็นชายทั้งสิ้น จะกอปรไปด้วยคุณลักษณะอันประเสริฐ และจะบรรลุถึงพระอนุตตรสัมโพธิญาณในท้ายที่สุด"

ปณิธานข้อที่เก้า
"ข้าขอตั้งปณิธานว่าในอนาคตชาติ เมื่อข้าได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ข้าจะช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้หนีรอดจากบ่วงของมาร และหลุดออกจากพันธนาการของเส้นทางนอกศาสนา"

"หากสัตว์เหล่านี้หลงติดอยู่ในป่าของมิจฉาทิฐิ ข้าจะนำพาสัตว์เหล่านั้นไปสู่สัมมาทิฐิ และค่อย ๆ ปลูกฝังการปฏิบัติของบรรดาพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย สัตว์เหล่านี้จะบรรลุถึงการตรัสรู้อันประเสริฐ โดยรวดเร็ว"

ปณิธานข้อที่สิบ
"ข้าขอตั้งปณิธานว่าในอนาคตชาติ เมื่อข้าได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว แล้ว สรรพสัตว์ที่ถูกจองจำ กุมขัง พิพากษาประหารชีวิต หรือต้องทนทุกข์และถูกดูแคลนอยู่ด้วยโองการของพระราชา - รวมทั้งผู้ที่มีกายและใจเป็นทุกข์อยู่ด้วยการกดขี่ข่มเหงนี้ - สัตว์เหล่านี้เพียงแต่ได้ยินชื่อของข้า ก็จะหลุดพ้นจากภัยเหล่านี้ เพราะเหตุจากพลานุภาพของบุญบารมีที่ข้าได้บำเพ็ญเพียรมา"


ปณิธานข้อที่สิบเอ็ด
"ข้าขอตั้งปณิธานว่าในอนาคตชาติ เมื่อข้าได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว หากสัตว์ใดที่ทนทรมานอยู่ด้วยความหิวและกระหาย - จนถึงขนาดว่าได้กระทำอกุศลกรรมไปด้วยความจำเป็นที่จะต้องเอาชีวิตรอด - หากสัตว์เหล่านี้ได้มีโอกาสได้ยินชื่อของข้า และท่องชื่อของข้าด้วยจิตตั้งมั่นไม่เคลือบแคลงสงสัยกับทั้งแนบแน่นอยู่กับชื่อนี้ ข้าก็จะบันดาลให้สัตว์เหล่านั้นเพลิดเพลินใจกับอาหารกับเครื่องอันเป็นทิพย์ ในท้ายที่สุดข้าก็จะทำให้สัตว์นั้นตั้งมั่นอยู่ในดินแดนของความสงบและความสุข"

ปณิธานข้อที่สิบสอง
"ข้าขอตั้งปณิธานว่าในอนาคตชาติ เมื่อข้าได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว หากสัตว์ใดที่ยากจนข้นแค้น ไม่มีผ้าคลุมกายเพื่อปกป้องจากยุงและแมลง ทนกับความร้อนความหนาว และทนทุกข์อยู่ทั้งกลางวันกลางคืน หากสัตว์นี้ได้ยินชื่อของข้า และท่องชื่อของข้าด้วยจิตตั้งมั่นไม่เคลือบแคลงสงสัยกับทั้งแนบแน่นอยู่กับชื่อนี้ ความปรารถนาทั้งปวงของสัตว์นี้ก็จะเป็นไปเช่นนั้น สัตว์เหล่านี้จะได้รับเสื้อผ้าอาภรณ์นานาชนิด อันเป็นเลิศ มีเครื่องประดับล้ำค่า มาลัยดอกไม้และแป้งประทินอันมีกลิ่นหอมตระหลบ สนุกสนานสำราญไปกับเสียงดนตรีอันไพเราะกับความบันเทิงอันเกษม มากจนเท่าที่จะพอใจ"

"ดูก่อน มัญชุศรี นี่คือปณิธานทั้งสิบสองข้อที่ได้ตั้งไว้โดยพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคต ผู้ทรงไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เป็นผู้ไปดีแล้ว เป็นผู้รู้โลก สามารถฝึกบุรุษที่ควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า เป็นครูสอนของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม เป็นผู้มีความจำเริญจำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์ เป็นพระพุทะเจ้าผู้ควรแก่การบูชาในโลกทั้งหลาย เมื่อครั้งท่านยังทรงเป็นพระโพธิสัตว์อยู่"

"ดูก่อน มัญชุศรี หากจะกล่าวถึงปณิธานอันยิ่งที่พระไภษัชยคุรุได้ทรงตั้งไว้ตั้งแต่ยังเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์ รวมทั้งบุญบารมีกับทั้งเครื่องประดับทั้งหลายในพุทธเกษตรของพระองค์แล้ว ตถาคตสามารถบรรยายได้หมด แม้ว่าจะพูดไปเป็นเวลาหนึ่งกัปป์ก็ตาม แต่อย่างไรก็ตาม พุทธเกษตรที่ว่านี้มีความใสสะอาดยิ่ง เธอจะไม่พบสิ่งล่อลวงทั้งหลาย ไม่พบทางแห่งอบายหรือเสียงร้องของความทุกข์ ณ ที่นั้นเลย"

"ในดินแดนแห่งนี้ พื้นดินเป็นแก้วไพฑูรย์ เขตแดนต่าง ๆ กั้นไว้ด้วยสายทองคำ เมือง หอ วัง ศาลา ระเบียง หน้าต่างกับผ้าม่านต่างก็ทำด้วยสมบัติอันล้ำค่าทั้งเจ็ดประการ บุญบารมี คุณธรรมและเครื่องประดับในแดนพุทธเกษตรนี้เหมือนกับในพุทธเกษตรของพระอมิตาภพุทธเจ้าในทิศตะวันตก"

"ในดินแดนแห่งนี้มีพระโพธิสัตว์ผู้ยิ่งใหญ่สองพระองค์ ได้แก่พระสูรยประภา(สุริยประภา)กับพระจันทรประภา ทั้งสององค์นี้เป็นประธานในหมู่พระโพธิสัตว์ใหญ่น้อยนับไม่ถ้วนในพุทธเกษตรนี้ ทั้งสองพระองค์นี้จะรับช่วงเป็นพระไภษัชยคุรุต่อไป และเป็นผู้ปกปักพิทักษ์สมบัติอันได้แก่อมตธรรมของพระองค์"

"ด้วยเหตุเหล่านี้เอง มัญชุศรี ชายและหญิงที่ เปี่ยมไปด้วยศรัทธาปสาทะควรจะตั้งจิตอธิษฐานให้ได้มา
เกิดในดินแดนนี้"

สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่พระโพธิสัตว์มัญชุศรีต่อไปดังนี้
"มีสัตว์โลกบางจำพวกที่ไม่สามารถแยกแยะผิดถูกดีชั่วได้ สัตว์เหล่านี้เต็มไปด้วยความโลภ ไม่มีจิตกุศล ไม่ทำทาน ไม่เข้าใจถึงผลของการทำทานและการเอื้อเฟื้อ สัตว์เหล่านี้เต็มไปด้วยความไม่รุ้กับความโง่ เนื่องจากปราศจากพื้นฐานอันได้แก่ศรัทธา เขาจึงมุ่งแต่กอบโกยทรัพย์สินเงินทองอย่างขยันขันแข็ง เมื่อสัตว์นี้พบกับใครที่บอกบุญชวนให้ทำทาน พวกเขาจะเกิดความรำคาญ และถ้าถูกบังคับให้ทำทาน ก็จะรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวที่ต้องสูญเสียทรัพย์ของตนไป ราวกับว่ามีใครมาเฉือนเอาเนื้อของตนไปเช่นนั้น"

"ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีสัตว์อีกนับไม่ถ้วนที่ตระหนี่และละโมบ ใช้เวลาให้หมดไปแต่กับการเก็บหาทรัพย์สิน ไม่กล้าใช้ทรัพย์นั้นแม้กับตัวของเขาเอง อย่าว่าแต่กับพ่อแม่ ภรรยา สามี ลูก คนรับใช้หรือขอทานเลย เมื่อสัตว์เหล่านี้ตายลง ก็จะกลายเป็นเปรตที่หิวกระหายหรือไปเป็นสัตว์เดรัจฉาน"

"อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสัตว์เหล่านี้จะต้องเผชิญกับชะตากรรมเช่นนี้ หากชาติก่อนหน้าขณะที่ยังเป็นมนุษย์อยู่ เคยได้ยินพระนามของพระไภษัชยคุรุ กับทั้งนึกถึงพระนามและท่องพระนามนั้นแม้เพียงชั่วขณะ สัตว์นั้นก็จะหายตัวไปจากอบายภูมิทันที และเกิดใหม่เป็นมนุษย์ เมื่อสัตว์นี้เป็นมนุษย์แล้ว ก็จะรำลึกได้ถึงเคราะห์กรรมที่ตนเคยได้รับในอบายภูมิ ทำให้พวกเขาหยุดการแสวงหาความพึงพอใจทางโลกกับเนื้อหนัง พวกเขาจะยินดีประกอบกิจอันเป็นกุศล กับทั้งยกย่องผู้อื่นที่ทำเช่นนี้ และจะไม่ตระหนี่อีกต่อไป"

"ท้ายที่สุด พวกเขาก็จะสามารถทำได้แม้กระทั่งบริจาคศีรษะ ดวงตา แขนขา เลือด เนื้อ หรือส่วนอื่นใดของร่างกายตนให้แก่ผู้ที่จำเป็นต้องใช้อวัยวะเหล่านั้น อย่าว่าแต่ทรัพย์ภายนอกเลย"

"ยิ่งไปกว่านั้น มัญชุศรี ยังมีสัตว์โลกบางจำพวกที่ยอมรับคำสอนของเหล่าพระตถาคตเจ้าทั้งหลาย แต่ได้ประพฤติล่วงละเมิดศีล หรือหากไม่ละเมิดศีลก็ละเมิดข้อห้ามปลีกย่อย หรือหากไม่ละเมิดข้อห้ามปลีกย่อยก็กล่าวตาสัมมาทิฐิ หรือหากไม่กล่าวตู่สัมมาทิฐิ ก็ละเลิกการศึกษาเล่าเรียนพระธรรม อันทำให้ไม่สามารถอธิบายความหมายอันลึกซึ้งของพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงสั่งสอนไว้ได้ หรือหากสัตว์เหล่านี้ การศึกษาเล่าเรียนพระธรรม แต่กลับเป็นผู้หยิ่งยะโส เนื่องจากความยะโสทำให้จิตขุ่นมัว สัตว์นี้จึงคิดว่าตนเองเป็นฝ่ายถูกและคนอื่นเป็นฝ่ายผิด ด้วยเหตุเหล่านี้ สัตว์จำพวกนี้จึงให้ร้ายแก่พระธรรม และกลายเป็นพวกเดียวกับมาร"


"บุคคลที่หลงผิดเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะเดินตามทางของมิจฉาทิฐิเท่านั้น แต่ยังพาสัตว์โลกอื่น ๆ ให้หลงผิดตามกันไปด้วยจำนวนนับไม่ถ้วน สัตว์รวมทั้งหมดนี้จึงต้องวนเวียนอยู่ในอบายภูมิอันได้แก่แดนนรก แดนสัตว์เดรัจฉานกับแดนเปรต ไม่รู้จักจบจักสิ้น"

"แต่หากสัตว์นี้ตนใดได้ยินพระนามของพระไภษัชยคุรุ พวกเขาก็จะละเลิกแนวทางแห่งอบายนั้นเสีย และจะมาประพฤติตนอยู่ในสัมมาทิฐิและทางอันเป็นกุศล ดังนั้นจึงรอดพ้นจากการตกลงไปยังอบายภูมิได้

แม้แต่สัตว์ที่ยังไม่สามารถเลิกการประพฤติผิด หรือปลูกฝังคำสอนอันเป็นกุศล และได้ตกลงไปยังอบายภูมิแล้ว สัตว์เหล่านี้ก็ยังได้รับพรอันประเสริฐยิ่งจากปณิธานในอดีตของพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า ด้วยพลานุภาพของพระปณิธาน หากเหล่าสัตว์นี้ได้ยินพระนามของพระองค์แม้เพียงชั่วครู่ ชีวิตในแดนอบายก็จะจบลงและไปเกิดในมนุษยภูมิ พวกเขาจะยึดมั่นในสัมมาทิฐิ ศึกษาเล่าเรียนกับปฏิบัติธรรมเพื่อฝึกจิตของตนอย่างมุ่งมั่น และขยันขันแข็ง พวกเขาสามารถละทิ้งบ้านเรือนบวชเป็นภิกษุหรือภิกษุณี จะบูชาพระธรรมของบรรดาพระตถาคตเจ้าทั้งหลาย ด้วยความเห็นที่ชอบกับการปฏิบัติตนเช่นนี้ ก็จะเกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงความหมายอันลึกล้ำของพระธรรมคำสั่งสอน ละเลิกความยะโสทั้งปวง และเลิกกล่าวร้าย แก่นพระสัทธรรม เขาจะไม่มีมารเป็นเพื่อนอีกต่อไป หากจะค่อยดำเนินตามทางแห่งพระโพธิสัตว์ทั้งหลายและจะประสบความสำเร็จในเวลาอันสั้น"

นอกจากนี้ มัญชุศรี ยังมีสัตว์โลกบางจำพวกที่มีจิตละโมบ เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา ชอบแต่จะยกย่องตนเองและดูแคลนผู้อื่น สัตว์เหล่านี้จะไปเกิดในอบายภูมิทั้งสาม ต้องทนทุกข์ทรมานแสนสาหัสเป็นเวลาไม่รู้กี่พันปี เมื่อใช้กรรมนี้เสร็จสิ้นแล้ว สัตว์เหล่านี้ก็จะมาเกิดในโลกมนุษย์เป็นวัว ม้า ลา หรืออูฐ จะถูกตีกับทำทารุณต่าง ๆ นานา จะหิวโหยกับยังต้องแบกสัมภาระอันหนักเดินไปยังที่ต่างๆ หากสัตว์เหล่านี้ได้เกิดเป็นมนุษย์ ก็จะเกิดมายากจน มีชาติตระกูลตต่ำ ต้องรับใช้ผู้อื่น รับฟังคำสั่งของผู้อื่นไม่มีวันได้เป็นอิสระ"

"อย่างไรก็ตาม หากสัตว์นี้ตนใดในชาติที่ผ่านมา ได้เคยได้ยินพระนามของพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้าผู้เป็นเลิศในโลก และด้วยกุศลกรรมนี้สามารถจำพระนามกับยึดถือพระองค์เป็นที่พึ่งสัตว์นั้นก็จะหลุดออกจากทุกข์ทั้งปวงด้วยอำนาจแห่งพระไภษัชยคุรุ ประสาทการรับรู้ของสัตว์เหล่านี้จะแหลมคม จะมีความฉลาดรอบรู้ แสวงหาพระธรรมอยู่ตลอดเวลา กับได้พบกับกัลยาณมิตรดีๆ พวกเขาจะหลุดพ้นออกจากบ่วงของมาร ทำลายเปลือกอันได้แก่โมหะลงได้ ยังแม่น้ำอันได้แก่กิเลสทั้งหลายให้เหือดแห้งไป กับทั้งยังหนีรอดจากความเป็นห่วงและความทุกข์ของการเกิด แก่ เจ็บ ตาย"

"ยิ่งไปกว่านั้น มัญชุศรี ยังมีสัตว์บางจำพวกที่ชอบการทะเลาะวิวาท ทำให้แตกความสามัคคี กับเป็นความกับผู้อื่นในศาล สัตว์เหล่านี้เป็นเหมือนงูร้ายที่คอยแต่จะทำให้ผู้อื่นเกิดความทุกข์ ซึ่งเป็นการก่อเพิ่มบาปกรรมทุกชนิดด้วยกาย วาจา ใจของพวกเขา"

"สัตว์เหล่านี้วางแผนทำลายกันและกันอย่างไร้ปราณีกับทั้งยังเรียกผีเจ้าป่า เจ้าเขา นางไม้กับผีใน
ป่าช้าออกมา"

"สัตว์เหล่านี้ฆ่าสัตว์โลก และใช้เลือดเนื้อของสัตว์ที่ถูกฆ่านั้นเซ่นสรวงบูชายักษ์กับรากษส"

"สัตว์เหล่านี้อาจเขียนชื่อกับวาดรูปเหมือนของผู้ที่ตนเกลียดชัง สาปแช่งคนเหล่านั้นด้วยเวทมนตร์อันชั่วร้าย หรือพยายามฆ่าหรือทำร้ายคนเหล่านั้นด้วยยาพิษ ไสยศาสตร์ หรือผีดิบ

"อย่างไรก็ตาม หากเหยื่อของสัตว์เหล่านี้ได้ยินพระนามของพระไภษัชยคุรุแล้ว เวทมนต์ชั่วร้ายทั้งหมดนี้ก็ไม่อาจทำอันตรายเขาได้ นอกจากนี้ ทุก ๆ คนที่ได้ยินพระนามก็จะกอปรไปด้วยจิตเมตตากรุณา พยายามจะยังประโยชน์กับสันติสุขให้แก่ผู้อื่นอยู่เสมอ"

"พวกเขาจะละเลิกความคิดจะทำร้ายผู้อื่น จิตอันเต็มไปด้วยโทสะ และความพยาบาทของพวกเขาก็จะเปี่ยมไปด้วยความสุข และความพึงพอใจกับสิ่งที่ตนเองมีอยู่"

"พวกเขาจะเลิกทำร้ายผู้อื่น และจะหาทางยังประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นอยู่เป็นนิตย์"

"ยิ่งไปกว่านั้น มัญชุศรี ในหมู่พุทธบริษัททั้งสี่อันได้แก่ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา พร้อมทั้งชายหญิงที่เปี่ยมด้วยศรัทธา หากมีใครทีศีลแปดไม่ขาดเป็นเวลาหนึ่งปี หรือสามเดือน อุทิศกุศลนี้เพื่อไปเกิดใหม่ในแดนพุทธเกษตรตะวันตกของพระอมิตาภพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นพระพุทธเจ้าของชีวิตอันไม่สิ้นสุด เพื่อจะได้ฟังพระธรรมของพระองค์"

"หากการเกิดใหม่ในแดนสุขาวดีของสัตว์เหล่านี้ยังไม่เป็นการแน่นอน แต่ถ้าได้ยินพระนามของพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้าแล้วไซร้ เมื่อถึงเวลาที่สัตว์นี้กำลังจะตาย พระโพธิสัตว์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งแปด อันได้แก่ พระมัญชุศรี พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ พระมหาสถามปราปตโพธิสัตว์ พระอักษยมติโพธิสัตว์ พระรัตนจันทนโพธิสัตว์ พระไภษัชยราชโพธิสัตว์ พระไภษัชยสมุทคตโพธิสัตว์ และ พระไมเตรยโพธิสัตว์(พระเมตไตรย) จะเดินทางข้ามห้วงอวกาศลงมาเพื่อนำทางให้แกสัตว์นั้น สัตว์เหล่านั้นก็จะได้ไปเกิดใหม่ในดอกไม้แก้วหลากสี"

"ยิ่งไปกว่านั้น จะมีสัตว์บางจำพวกที่ได้ไปเกิดในแดนสวรรค์ เนื่องจากได้ยินพระนามของพระไภษัชยคุรุ แม้ว่าได้ไปเกิดในแดนสวรรค์แล้ว กุศลมูลของพวกเขายังไม่หมด จึงจะไม่ไปเกิดในอบายภูมิอีกต่อป เมื่อสัตว์เหล่านี้สิ้นอายุในสวรรค์ ก็อาจจะกลับมายังโลกมนุษย์เป็นพระจักรพรรดิผู้ปกครองเหนือทวีปทั้งสี่รอบเขาพระสุเมรุ พวกเขาจะปลดปล่อยสัตว์โลกจำนวนนับไม่ถ้วนให้เข้าสู่คุณธรรมทั้งสิบประการอย่างง่ายดายด้วยพลานุภาพอันยิ่งใหญ่ของเขา"

"หรือไม่เช่นนั้น สัตว์เหล่านี้จะไปเกิดในวรรณะกษัตริย์ พราหมณ์ หรือคนสามัญในตระกูลอันยิ่งใหญ่ มีทรัพย์สมบัติมากมายกับยุ้งฉางกับโรงนาที่เต็มล้น เขาจะมีรูปพรรณผ่องใสและประเสริฐ มีสมาชิกในครอบครัวกับคนรับใช้เป็นจำนวนมาก เป็นคนฉลาด มีปัญญา กล้าหาญมีพลานามัยสมบูรณ์ มีลักษณะดุจดังผู้กล้า และเช่นเดียวกันหากหญิงใดได้ยินพระนามของพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า กับมีสมาธิแนบแน่นกับพระนาม ก็จะไม่ต้องมาเกิดในร่างของหญิงอีกเลย"

"ดูก่อน มัญชุศรี หลังจากที่พระไภษัชยคุรุได้ทรงตรัสรู้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว พระองค์ก็ทราบด้วยญาณอันเกิดจากปณิธานในอดีตของพระองค์ ว่าสัตว์โลกทั้งหลายกำลังทนทุกข์อยู่ด้วยโรคต่าง ๆ เช่น ผอมแห้ง พิการ เป็นไข้ ท้องร่วง ดีซ่าน บางคนเป็นเป้าของมนตร์ดำหรือยาพิษ และบางคนก็มีอายุสั้นต้องตายก่อนเวลาอันควร ในขณะนั้น พระองค์มุ่งมั่นที่จะหยุดความทุกข์ทรมานเหล่านี้กับบรรลุพระปณิธาน พระองค์จึงเข้าสมาธิเรียกว่า "กำจัดทุกข์กับโรคของสัตว์โลกทั้งมวล"

"ทันทีที่พระองค์เข้าสมาธิ มีแสงเจิดจ้าฉายออกมาจากพระอุรนาในขณะที่พระองค์ทรงเอ่ยธารณีบทนี้:
นโม ภควเต ไภษัชยคุรุ ไวฑูรยปรภราชายะ ตถาคตาย อรฺหเต สมฺยกฺ สมฺพุทธาย
ตทฺยถา โอม ไภษชฺเย ไภษชฺเย ไภษชฺย สมุทฺคเต สฺวาหา

"ทันทีที่องค์พระไภษัชยคุรุได้เอ่ยธารณีนี้ออกมาท่ามกลางแสงสว่างอันเจิดจ้านี้ โลกธาตุทั้งหมดก็สนั่นหวั่นไหว แสงอันบรรเจิดจำนวนมากเปล่งออกมา ช่วยให้สัตว์โลกทั้งมวลรอดพ้นจากโรคภัยและทุกข์ทั้งปวง และเพลิดเพลินยินดีในความสงบ และความสุข"

"ดูก่อน มัญชุศรี ถ้าเธอพบเข้ากับชายหรือหญิงที่ป่วยเป็นโรค เธอควรชำระร่างกายของเขาเสมอ ๆ อาบน้ำกับล้างปากให้ เธอควรท่องธารณีนี้อย่างแน่วแน่ ๑๐๘ ครั้งให้ กับทั้งให้แก่อาหารของเขาหรือน้ำที่ได้เอาตัวแมลงออกไปแล้ว เมื่อเขาได้บริโภคอาหารหรือน้ำนั้น เขาก็จะหายจากโรคนั้น ๆ"

"ถ้าคนไข้ปรารถนาสิ่งใด และท่องธารณีนี้ ความปรารถนานั้นก็จะสัมฤทธิ์ผล จะปลอดจากโรคร้าย มีอายุยืนยาว และในขณะที่ความตายมาถึง ก็จะได้ไปเกิดในแดนพุทธเกษตรของพระไภษัชยคุรุ จะไม่มีการถอยหลังกลับไปอีกและจะบรรลุพระโพธิญาณในท้ายที่สุด"

"ด้วยเหตุนี้เอง มัญชุศรี ชายหรือหญิงที่บูชาพระไภษัชยคุรุย่างแน่วแน่ และถวายเครื่องบูชาต่าง ๆ ให้แก่พระองค์ จึงควรธ่องธารณีนี้เป็นประจำ อย่าให้หลุดจากจิตใจไป"

"นอกจากนี้ มัญชุศรี เมื่อได้ยินพระนามของพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตเจ้า ผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ชายหญิงผู้ศรัทธาควรท่องและมีจิตแนบแน่นกับพระนามนี้"
"ทุก ๆ เช้า หลังจากที่ได้สนานกายกับทำความสะอาดฟันแล้ว ชายหรือหญิงควรจะถวายเครื่องบูชาอันประกอบด้วยดอกไม้หอม ธูป เครื่องลูบกาย พร้อมทั้งดนตรีแก่พระรูปของพระพุทธเจ้าพระองค์นี้ แล้วก็ควรคักลอกพระสูตรบทนี้หรือให้ผู้อื่นทำให้พร้อม ๆ กับท่องเนื้อความในพระสูตรด้วยจิตแน่วแน่ กับฟังคำอธิบายความหมายของพระสูตร"

"ชายหญิงเหล่านี้ ควรถวายสิ่งจำเป็นในชีวิตให้แก่พระอาจารย์ที่สอนพระสูตรนี้ คอยดูแลอย่าให้ขาดเหลืออะไร"

"ด้วยวิธีนี้ ชายหญิงผู้ศรัทธาจะได้รับการคุ้มครองจากพระพุทธเจ้าทั้งหลาย และจะบรรลุถึงพระอนุตตรโพธิญาณในท้ายที่สุด"

พระมัญชุศรีโพธิสัตว์จึงกล่าวแก่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า "ข้าแต่ท่านผู้เป็นเลิศในโลก ข้าพระองค์ขอตั้งจิตอธิษฐานว่าในยุคที่เสมอเหมือนกับธรรมะยุคนี้ ข้าพระองค์จะใช้อุบายทุก ๆ อย่างเพื่อช่วยเหลือเหล่าชายหญิงที่มีศรัทธา ให้ได้ยินพระนามของสมเด็จพระพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า แม้ในขณะที่ชายหญิงนี้นอนหลับ ข้าพระองค์ก็จะปลุกจิตสำนึกของเขาให้ตื่นขึ้นด้วยพระนามของพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า"

"ข้าแต่ท่านผู้เจริญ หากบุคคลผู้มีศรัทธาคนใด อ่าน ท่อง กับบูชาพระสูตรบทนี้ หรือสั่งสอนบรรยาย อธิบายความหมายแก่ผู้อื่น หรือคัดลอก หรือให้ผู้อื่นทำเช่นนั้น หรือเคารพบูชาพระสูตรนี้อย่างสุดจิตใจ ประดับพระสูตรด้วยดอกไม้หอม น้ำหอม ธูปหอม มาลัยดอกไม้ สร้อยคอ ธงทิวประดับ ผ้าคลุม ระบำ กับดนตรี ห่อหุ้มพระสูตรด้วยผ้าหลากสีอันมีค่า และหากเขาจัดเตรียมสถานที่สะอาด วางพระสูตรลงบนหิ้งบูชาที่ได้เตรียมไว้อย่างดีแล้ว ราชาแห่งสวรรค์ทั้งสี่(จตุโลกบาล) พร้อมด้วยเหล่าบริวาร กับทั้งทวยเทพทั้งหลายจำนวนนับแสนโกฏิจะเดินทางมายังที่แห่งนี้เพื่อถวายบูชาและปกป้องพระสูตรนี้"

"ข้าแต่ท่านผู้เป็นเลิศในโลก ที่ใดก็ตามที่พระสูตรได้เผยแผ่ไปและมีผู้คนทีสามารถยึดถือและปฏิบัติตามได้ ท่านพึงทราบว่า ด้วยพระบุญญาธิการแห่งพระปณิธานของสมเด็จพระไภษัชยคุรุ กับบารมีและพลานุภาพของพระนามของพระองค์ สถานที่แห่งนั้นจะปลอดจากการตายก่อนเวลาอันควร ในที่แห่งนั้น จะไม่มีภูติผี มารที่จะมาดูดเอาพลังชีวิตของชนทั้งหลายไปได้"

"แม้จะมีภูติผีดังกล่าว เหล่าชายหญิงผู้เปี่ยมไปด้วยศรัทธาปสาทะจะฟื้นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และยินดีกับสุขภาพแข็งแรง และจิตใจสงบ"

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสแก่พระมัญชุศรีดังนี้ "จงเป็นเช่นนั้นเถิด จงเป็นเช่นนั้นเถิด มัญชุศรี ทุกอย่างจะเป็นไปตามที่เธอได้พูดมา หากชายหญิงผู้เปี่ยมด้วยศรัทธาประสงค์จะถวายเครื่องบูชาแก่สมเด็จพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า เขาควรสร้างพระรูปของพระองค์ขึ้นมา แล้วนำพระรูปนั้นมาวางบนหิ้งบูชาที่บริสุทธิ์สะอาด"
"พวกเขาควรจะโปรยดอกไม้ต่าง ๆ เผาเครื่องหอมนานาชนิดกับประดับบริเวณด้วยธงทิว เขาควรจะถือศีลแปดเป็นเวลาเจ็ดวันเจ็ดคืน บริโภคเฉพาะอาหารที่บริสุทธิ์ ชำระร่างกายกับตกแต่งร่างกายด้วยของหอม สวมใส่เสื้อผ้าที่ใหม่สะอาด ทำจิตใจให้ผ่องแผ้ว ปราศจากความโกรธและความพยาบาท เขาควรฝึกฝนความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาให้แก่สัตว์โลกทั้งมวล ตั้งจิตปรารถนาที่จะช่วยสัตว์โลกให้ได้ประโยชน์กับสันติสุข เขาควรเล่นดนตรีและขับร้องบทสรรเสริญพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า เดินเวียนขวารอบ ๆ พระรูปของพระองค์ นอกจากนี้ ชายหญิงนี้ควรระลึกนึกถึงบุญญาธิการ คุณธรรมกับพระปณิธาน อ่านกับท่องพระสูตรนี้ พร้อมกับพิจารณาความหมายกับอธิบายความหมายนั้นให้แก่ผู้อ่าน"

"ด้วยเหตุนี้ ความปรารถนาทุกอย่างของพวกเขาจะสำเร็จผล ไม่ว่าจะเป็นอายุยืน ทรัพย์สิน หรือสิ่งอื่นใดก็ตาม เช่นตำแหน่งหน้าที่การงานหรือกำเนิดของบุตรธิดา"

"ยิ่งไปกว่านั้น หากสัตว์โลกใดที่ประสบกับฝันร้ายกับลางร้ายต่างๆ เช่น ฝูงนกแปลก ๆ หรือลางร้ายเป็นร้อย ๆ รอบ ๆ บ้าน เขาเพียงแต่บูชาสมเด็จพระไภษัชยคุรุตถาคตเจ้าด้วยเครื่องบูชาอันวิเศษทุกอย่าง ฝันร้าย ลางร้าย กับเครื่องหมายที่ไม่ดีเหล่านี้ก็จะหายไป ไม่สามารถทำร้ายได้อีก"

"หากสัตว์โลกใดมีความกลัวน้ำไฟ มีด ยาพิษ ตกเหว หรือสัตว์ร้ายเช่นช้าง สิงโต เสือ หมาป่า หมี งู แมงป่อง ตะขาบ กิ้งกือ ยุงอันเป็นพาหะโรค หรือตัวเรือด เขาเพียงแต่รำลึกถึงพระนามของพระไภษัชยคุรุ พร้อมกับถวายเครื่องบูชา ก็จะปลอดภัยจากความกลัวเหล่านี้ หากประเทศใดที่กำลังถูกรุกรานจากภายนอก หรือประสบเคราะห์กรรมจากการปล้นหรือก่อกบฎ ประชาชนในประเทศนั้นเพียงแต่รำลึกถึงพระนามของพระไภษัชยคุรุ พร้อมกับถวายเครื่องบูชา หายนะเหล่านี้ก็จะไม่เกิดขึ้น"

"ยิ่งไปกว่านั้น มัญชุศรี ยังมีชายหญิงที่เปี่ยมล้นด้วยศรัทธาบริสุทธิ์ ซึ่งไม่เคยบูชาพระองค์ใดมาก่อนตลอดชีวิตของเขา แต่หากได้ยึดเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่ระลึกถึงด้วยจิตแน่วแน่ สมาทานศีล ได้แก่ศีล ๕ ข้อของฆราวาส ศีล ๔๐๐ ข้อของพระโพธิสัตว์ ศีล ๒๕๐ ข้อของพระภิกษุ หรือศีล ๕๐๐ ข้อของภิกษุณี อย่างไรก็ตาม หากสัตว์เหล่านี้เหล่าใดได้ละเมิด"

"หากหญิงใดที่เคยประสบทุกข์ยากแสนสาหัสจากการให้กำเนิดลูก หากเธอได้ท่องพระนามของพระไภษัชยคุรุด้วยความจริงใจอย่างสูงสุด กับทั้งบูชา สรรเสริญกับถวายเครื่องบูชาแด่พระองค์ หญิงนั้นก็จะหลุดพ้นจากความทุกข์นั้น"

"ลูกที่เกิดจากหญิงเหล่านี้ จะไม่มีจุดบกพร่องใด ๆ มีรูปงาม ยังความเพลิดเพลินยินดีให้แก่ผู้พบเห็น จะมีประสาทรับรู้ที่แหลมคม ฉลาด และมีบุคลิกเรียบร้อยงดงาม ลูกของหญิงนี้จะไม่ค่อยเจ็บป่วยเลย และมารชั่วร้ายก็จะไม่มาดูดพลังชีวิตเอาไป"

สมเด็จพระจอมมุนี ผู้เป็นที่สรรเสริญของโลก ตรัสแก่พระอานนท์ดังนี้ "ตถาคตได้สาธยายถึงบุญบารมีกับคุณธรรมต่าง ๆ ของพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า บุญบารมีกับคุณธรรมเหล่านี้เป็นข้อปฏิบัติอันลึกล้ำยิ่งนักของเหล่าพระตถาคตทั้งหลาย อธิบายได้ยาก เธอมีจิตศรัทธาต่อบุญบารมีนี้หรือไม่ อานนท์"

พระอานนท์เถระทูลตอบแก่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ผู้ทรงเป็นยอดในโลก ข้าพระองค์มิได้มีความสงสัยพระสูตรที่เหล่าพระตถาคตเจ้าได้ทรงสั่งสอนแต่ประการใดเลยพระเจ้าข้า ด้วยเหตุอันใดหรือ ก็เพราะเนื่องจากว่ากายกรรม วจีกรรม มโนกรรมของเหล่าพระตถาคตเปี่ยมไปด้วยความบริสุทธิ์ สะอาด ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ดวงตะวันกับดวงเดือนอาจจะไม่ส่องแสง เขาพระสุเมรุอันเป็นราชาแห่งขุนเขาอาจจะสั่นไหว แต่คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่เคยเปลี่ยนแปลง ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สัตว์โลกบางคน ซึ่งมีศรัทธาบกพร่อง อาจจะได้ยินข้อปฏิบัติของเหล่าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย และคิดว่า “เราจะได้บุญบารมีหรือประโยชน์อันใดจากการท่องพระนามของพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้าเล่า” ด้วยการขาดศรัทธาเช่นนี้ สัตว์เหล่านี้จะเกิดความหลงผิด จึงทำให้ต้องเสียประโยชน์อันมหาศาลไป กับต้องอยู่ในอวิชชาอันมืดมนยาวนาน จะลงไปสู่อบายภูมิหมุนเวียนอยู่ในนั้นไม่รู้จบสิ้น"

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสแก่พระอานนท์ว่า "หากสัตว์ใดได้ยินพระนามของสมเด็จพระไภษัชยคุรุสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งจิตแน่วแน่กับพระนามของพระองค์โดยไม่มีความสงสัย ก็เป็นอันว่าทางแห่งอบายได้ปิดลงแล้วสำหรับสัตว์นั้น"

"ดูก่อน อานนท์ การปฏิบัติของเหล่าพระตถาคตทั้งหลายเป็นเรื่องยากที่จะเชื่อ ยากที่จะเข้าใจ แต่เธอยังสามารถยอมรับได้ เธอควรตระหนักว่านี่เป็นเพราะพระพลานุภาพอันมหาศาลขององค์สมเด็จพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า"

"ดูก่อน อานนท์ อม้เหล่าพระสาวก พระปัจเจกพุทะเจ้า และพระโพธิสัตว์ทั้งหลายซึ่งยังมิได้บรรลุถึงภูมิชั้นที่สิบ ก็ยังไม่เข้าใจไม่เชื่อในความจริงข้อนี้ มีแต่เพียงพระโพธิสัตว์ที่ห่างจากพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเพียงชาติเดียวเท่านั้น ที่จะเชื่อและเข้าใจ"

"ดูก่อน อานนท์ การเกิดเป็นมนุษย์นั้นยากแสนยาก แต่การเลื่อมใสศรัทธา บูชาพระรัตนตรัยกลับ ยากยิ่งกว่า การได้ยินพระนามขององค์สมเด็จพระไภษัชยคุรุสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก"

"ดูก่อน อานนท์ พระพระไภษัชยคุรุได้ทรงบำเพ็ญบารมีเป็นพระโพธิสัตว์มานับชาติไม่ถ้วน ทรงสั่งสอนด้วยอุบายอันนับไม่ถ้วน กับทั้งได้ทรงตั้งพระปณิธานอันยิ่งใหญ่นับไม่ถ้วน หากตถาคตจะสาธยายอุบายกับปณิธานเหล่านี้ เวลาหนึ่งกัปป์จะหมดไปก่อนที่ตถาคตจะบรรยายการบำเพ็ญบารมี อุบายกับปณิธานต่าง ๆ ของพระองค์"

ขณะนั้น พระโพธิสัตว์องค์หนึ่งนามว่า ‘วิมุกติ’ ได้ลุกออกจากที่นั่ง ปรับลดจีวรของท่านเพื่อเปิดไหล่ขวา คุกเข่าขวาต่อเบื้องพระพักตร์ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ค้อมศีรษะอย่างนอบน้อมพร้อมกับกระทำอัญชลี กล่าวแก่พระจอมมุนีด้วยความเคารพว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในยุคอันคล้ายกับธรรมะยุคนี้ จะมีสัตว์โลกจำนวนมากที่ทนทุกข์อยู่ด้วยภัยพิบัติต่าง ๆ เจ็บป่วย ผอมแห้ง ไม่สามารถกินหรือดื่มได้ มีคอแห้ง ปากแห้ง ตามองเห็นแต่ความมืดทั่วไปหมด เมื่อลางแห่งความตายมาเยือน สัตว์เหล่านี้จะมีพ่อแม่ญาติ ครอบครัว เพื่อนกับคนรู้จักร้องไห้คร่ำครวญอยู่"

"เมื่อคนไข้นอนอยู่บนเตียงเช่นนี้ จะมองเห็นทูตของพระยมมาหา เพื่อพาวิญญาณของเขาไปหากพระ
ยมราช ทีนี้สัตว์ทั้งหลายจะมีอาลยวิชญาณอันเป็นที่รองรับและบันทึกทุกสิ่งที่เขาได้เคยทำมา ทั้งกรรมที่เป็นกุศลและอกุศล อาลยวิชญาณของสัตว์จะเสนอบันทึกทั้งหมดทีสัตว์นั้นได้เคยทำมาให้แก่พระยมราช"

"ในขณะนั้น พระยมรายก็ตั้งคำถามแก่ผู้ที่เพิ่งตายมา จัดทำตารางบัญชีแสดงกรรมฝ่ายกุศลและอกุศล จากนั้นก็ตัดสินชะตาขิงสัตว์นั้น"

"หากในขณะนั้นญาติหรือเพื่อนของคนไข้สามารถยึดองค์พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาเป็นที่ระลึกเพื่อประโยชน์แก่คนไข้นั้น นิมนต์พระภิกษุมาท่องพระสูตรนี้ จุดตะเกียงเจ็ดชั้น และแขวนธงที่แสดงถึงการมีอายุยืน วิญญาณของผู้ป่วยนั้นอาจกลับมายัง ณ ที่นี้ เขาจะมองเห็นตัวเขาเองอย่างชัดเจนราวกับอยู่ในความฝัน"

"หรือมิฉะนั้น หลังจาก ๗ วัน ๑๒ วัน หรือ ๔๙ วัน เมื่อวิญญาณกลับมาราวกับว่าตื่นจากความฝัน ก็จะนึกถึงกรรมดีและกรรมชั่ว และผลกรรมต่าง ๆ ของกรรมเหล่านั้น"

"หลังจากที่ได้มองเห็นผลต่าง ๆ ของกรรมที่ตนได้ทำ เขาจะไม่ทำชั่วอีก แม้ว่าชีวิตของเขาอยู่ในอันตราย ด้วยเหตุนี้ ชายหญิงที่เปี่ยมไปด้วยศรัทธาควรจะยึดมั่นอยู่กับพระนามของพระไภษัชยคุรุ และถวายเครื่องบูชาตามกำลังของแต่ละคน"

พระอานนท์เถระเอ่ยถามพระวิมุกติโพธิสัตว์ต่อไปนี้
"ดูก่อน ท่านผู้เจริญ เราจะนอบน้อมและถวายเครื่องบุชาแก่องค์พระไภษัชยคุรุอย่างไร เราจะสร้างธงที่แสดงถึงการมีอายุยืนและตะเกียงอย่างไร"

พระวิมุกติโพธิสัตว์ตอบแก่พระอานนท์เถระว่า "ดูก่อน ท่านผู้เจริญ เพื่อช่วยให้คนฟื้นจากโรค ท่านควรถือศีลแปดเป็นเวลาเจ็ดวันเจ็ดคืน ถวายเครื่องบูชาอันได้แก่อาหาร เครื่องดื่มกับสิ่งจำเป็นทั้งหลายให้แก่เหล่าพระภิกษุและพระภิกษุณีตามกำลัง ถวายความเคารพกับเครื่องบูชาแก่สมเด็จพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาพุทธเจ้าเป็นจำนวนหกครั้งในหนึ่งวัน และท่องพระสูตรนี้สี่สิบเก้าจบ"

"ท่านควรจุดตะเกียวสี่สิบเก้าดวง จัดทำรูปพระไภษัชยคุรุจำนวนเจ็ดรูป และจุดตะเกียงขนาดใหญ่เท่าล้อเกวียนจำนวนเจ็ดดวง บูชาหน้าพระรูปแต่ละรูป จุดตะเกียงนี้ให้สว่างอยู่เจ็ดวันเจ็ดคืนติดต่อกัน"

"ท่านควรทำธงหลากสี ยาวสี่สิบเก้าคืบ"

"นอกจากนี้ ท่านควรปล่อยสัตว์สี่สิบเก้าประเภท เพื่อช่วยสัตว์นั้น"

"คนไข้ก็จะปลอดภัยจากอันตรายและไม่ตกอยู่ในอำนาจมาร และไม่ตายก่อนวัยอันควร"

"ยิ่งไปกว่านั้น พระอานนท์ผู้เจริญ หากกษัตริย์ผู้ทรงผ่านพิธีบรมราชาภิเษก พบว่าอยู่ในอันตราย เช่น โรคระบาด การบุกรุกจากต่างแดน ก่อกบฏภายใน หรืออยู่ในตำแหน่งดวงดาวที่ให้โทษ หรือฝนฟ้าไม่ตกตามฤดูกาล กษัตริย์นั้นควรพัฒนาจิตให้มีเมตตากรุณาต่อสัตว์โลกทั้งปวง"

"กษัตริย์นั้นควรอภัยโทษแก่นักโทษ และถวายเครื่องบูชาแก่องค์พระไภษัชยคุรุตามพิธีกรรมที่ข้าพเจ้าได้เอ่ยมาข้างต้น"

"ด้วยกุศลกรรมอันยิ่งใหญ่ กับพลานุภาพของปณิธานขององค์พระไภษัชยคุรุ ความสงบก็บังเกิดในแดนที่รับผลกระทบนี้ ฝนตกต้องตามฤดูกาล พืชอุดมสมบูรณ์ ทุก ๆ คนมีความสุข และมีสุขภาพดี ประเทศจะปราศจากความเลวร้าย ลางร้ายจะหายไป เหล่ากษัตริย์ผู้ผ่านพิธีบรมราชาภิเษกจะได้รับพรให้มีอายุยืน มีสุขภาพแข็งแรง มีผิวพรรณผ่องใส และมีอิสรภาพมากขึ้น"

"ดูก่อนท่านพระอานนท์ผู้เจริญ เหล่าพระมเหสี นางสนมกำนัล ราชนิกูล เสนาบดี ท้าวนาง ข้าราชการ หรือสามัญชนที่ทนทุกข์อยู่กับโรคร้าย หรือภัยอันตรายอื่น ๆ ก็ควรจะถวายเครื่องบูชาแก่พระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า เขาควรสร้างธงหลากสี จุดตะเกียง ดูแลให้ตะเกียงจุดอยู่ตลอดเวลา ปล่อยสัตว์นานาชนิด โปรยดอกไม้หลากสีกับจุดธูปหอมต่าง ๆ ผู้คนเหล่านี้ก็จะหายจากโรคกับภัยอันตรายเหล่านั้น"

พระอานนท์ถามพระวิมุกติโพธิสัตว์ต่อว่า "ดูก่อน ท่านผู้เจริญ ช่วงชีวิตคน ๆ หนึ่งที่กำลังหมดลง จะทำให้ยืนยาวต่อได้อย่างไร"

พระวิมุกติโพธิสัตว์ตอบว่า
"ดูก่อน ท่านผู้เจริญ ท่านไม่เคยได้ยินหรือว่า พระตถาคตได้สอนเรื่องการตายก่อนเวลาเก้าประเภท ข้าพเจ้าใคร่จะรบเร้าให้ทุกคนทำธงอายุยืนหลากสี จุดตะเกียง กับปฏิบัติธรรม สร้างบุญบารมี ด้วยอำนาจบุญบารมีนี้ คนทั้งปวงก็จะหลุดรอดจากความทุกข์และภัยต่าง ๆ ตลอดชีวิตเขา"

พระอานนท์ถามอีกว่า "การตายก่อนเวลาเก้าประการนี้มีอะไรบ้าง?"

พระโพธิสัตว์วิมุกติตอบดังนี้ "สัตว์บางตนติดโรคเล็กน้อยที่ไม่ได้รับการรักษา ด้วยไม่มีแพทย์หรือไม่มียา หรือมิฉะนั้นหากมีแพทย์ แต่แพทย์ก็สั่งยาผิดขนานมาให้ ทำให้สัตว์นี้ตายไปก่อนเวลา หรือมิฉะนั้นคนไข้ก็เชื่อคำพูดผิด ๆ ของมาร เดียรถีย์หรือผู้ปฏิบัติมนตร์ดำ ทำให้เกิดความกลัว ไม่สามารถทำจิตให้สงบได้ คนไข้ก็จะไปหาคนทรงเจ้า หรือประกอบพิธีฆ่าสัตว์บูชายัญ เพื่ออ้อนวอนต่อสิ่งที่เขาเชื่อนั้น ให้มอบอายุยืนยาวกับพรอื่น ๆ ให้ ทั้งหมดนี้แน่นอนว่าย่อมเปล่าประโยชน์ ด้วยเหตุของความหลงผิด อวิชชา โมหะ กับมิจฉาทิฐิเหล่านี้ เขาจึงพบกับความตายก่อนเวลาอันควร แล้วยังต้องลงไปในนรกมองไม่เห็นทางออก เป็นการตายก่อนเวลาประเภทที่หนึ่ง"

"การตายก่อนเวลาประเภทที่สอง ได้แก่การถูกประหารชีวิตด้วยคำพิพากษาของกษัตริย์"

"การตายประเภทที่สาม ได้แก่การสูญเสียพลังชีวิตให้แก่มาร ด้วยการล่าสัตว์ เล่นการพนัน ประพฤติผิดในกาม เมาสุรา หรือการใช้พลังชีวิตให้หมดเปลืองไปอย่างยิ่ง"

"การตายก่อนเวลาประเภทที่สี่ได้แก่ถูกไฟคลอกตาย

"การตายก่อนเวลาประเภทที่ห้าได้แก่จมน้ำตาย

"การตายก่อนเวลาประเภทที่หกได้แกถูกสัตว์ร้ายกัดกิน"

"การตายก่อนเวลาประเภทที่เจ็ดได้แก่การตกภูเขา

"การตายก่อนเวลาประเภทที่แปดได้แก่การตายจากการกินยาพิษ ถูกเวทมนตร์ หรือผีดิบมาทำร้าย

"การตายก่อนเวลาประเภทที่เก้าได้แก่ตายจากความหิวหรือกระหาย เนื่องจากไม่มีข้าวหรือน้ำ"

"เหล่านี้คือการตายผิดธรรมชาติเก้าประการ ที่เหล่าพระตถาคตทั้งหลายได้ทรงบัญญัติไว้ นอกจากนี้ยังมีการตายรูปแบบอื่นๆอีก สุดจะพรรณนาได้ครบถ้วน"

"อีกประการหนึ่ง พระอานนท์ พระยมราชมีความรับผิดชอบในการเก็บรักษาบัญชีกรรมของทุก ๆ คนในโลกนี้ หากสัตว์ใดเป็นผู้อกตัญญู ประกอบอนันตริยกรรมห้าประการ ดูแคลนพระรัตนตรัย ละเมิดกฎหมายบ้านเมือง หรือประพฤติผิดศีล พระยมราชก็จะตัดสินลงโทษตามนั้น ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงรบเร้าให้สัตว์ทั้งปวงจงจุดตะเกียง ประดับธง ปลดปล่อยสัตว์ กับทำบุญให้ทานอุทิศส่วนกุศล เพื่อมิให้ต้องทนทุกข์ทรมานเช่นที่กล่าวนี้"

ขณะนั้น มีขุนพลยักษ์เสนาบดีสิบสองตนอยู่ในหมู่คณะอันใหญ่หลวงที่แวดล้อมสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ นามว่า กุมภีระ วัชระ มิหิระ อันทิระ อนิละ สันทิละ อินทระ ปัชระ มโหรคะ สินทุระ จตุระ และ วิกราละ

ขุนพลแต่ละตนมีบริวารติดตาม ตนละ ๗,๐๐๐ ตน

ขุนพลทั้งสิบสองเปลี่ยงเสียงออกมาพร้อมกัน กล่าวแกสมเด็จพระสัมมาสัมพุทเจ้าว่า
"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วันนี้พวกข้าพระองค์ได้ยินเรื่องขององค์พระไภษัชยคุรุพุทธเจ้าด้วยเดชะพระบารมีของพระองค์ ข้าพระองค์ทั้งหลายจึงไม่กลัวว่าจะต้องไปยังแดนอบายอีกต่อไป"
"พวกข้าพระองค์ทั้งหมดนี้ มีใจเป็นหนึ่งเดียว คือยึดมั่นถือเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นสรณะ ข้าพระองค์ทั้งหลายขอให้สัตย์ว่า ตลอดชีวิตของพวกข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะปกป้องและสนับสนุนสัตว์โลกทั้งหลาย เพื่อให้สัตว์เหล่านั้นได้รับพรอันประเสริฐ และความสุขสงบ"
"ที่ใดก็ตามที่พระสูตรนี้เผยแพร่ไป หรือที่ใดที่มีสัตว์โลกที่มีจิตแน่วแน่อยู่กับพระนามขององค์สมเด็จพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาพุทธเจ้า กับถวายเครื่องบูชาแก่พระองค์ด้วยจิตเลื่อมใส นอบน้อม ไม่ว่าจะเป็นหมู่บ้าน เมือง อาณาจักร หรือในป่า พวกข้าพระองค์จะปกป้องเขาเหล่านั้น"
"พวกข้าพระองค์จะปล่อยสัตว์นั้นจากความทุกข์ทั้งมวล รวมถึงภยันตรายใด ๆ และจะคอยทำให้ความปรารถนาใด ๆ ของสัตว์นั้นสัมฤทธิ์ผล"
"สัตว์โลกที่ป่วยเป็นโรค หรือประสบกับภัยพิบัติ ปรารถนาจะหลีกหนีไป ควรอ่านและท่องพระสูตรบทนี้ สัตว์เหล่านี้ควรนำเอาชื่อของข้าพระองค์มาเขียนลงบนแถบผ้าหลากสี แล้วผูกแถบนั้นเป็นเงื่อนปม เมื่อความปรารถนาครั้งหนึ่งของเขาสำเร็จผล ก็ค่อยคลายปมหนึ่งออกมา"
ในครั้งนั้น สมเดด็จพระจอมผู้เป็นเลิศในโลก ได้ตรัสรรเสริญเหล่าขุนพลยักษ์ทั้งสิบสิงตนว่า "ช่างดี แท้ ดีแท้ ขุนพลยักษ์ทั้งหลาย เธอทั้งหลายที่อยากจะตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณของพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า จะได้รับพรอันประเสริฐ และจะสามารถยังความสุขความเพลิดเพลินยินดีให้แก่สัตว์โลกทั้งปวงด้วยวิธีนี้"

พระอานนท์เถระจึงกราบทูลสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า "ข้าแต่ท่านผู้ทรงเป็นเลิศ พวกข้าพระองค์จะเรียกคำสอนนี้ว่าอย่างไร และจะปฏิบัติตามคำสอนนี้ได้อย่างไรพระเจ้าข้า"

สมเด็จพระศากยมุนีสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสตอบแก่พระอานนท์ว่า
"คำสอนนี้เรียกว่า ไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาสัปตพุทธปูรวปณิธานสูตร และ ทวาทศมหายักษสัตตวารถกริยาปณิธานศักดามนต์ และ ปหารสรววิปากกรรมสมุทเฉท(การทำลายวิบากกรรม) เธอควรยึดถือพระสูตรนี้เช่นนี้"

เมื่อสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสจบลง พระโพธิสัตว์ผู้เป็นเลิศทั้งหลาย รวมทั้งบรรดาพระอรหันตสาวก กษัตริย์ เสนาบดี พราหมณ์ ฆราวาส เทพ นาค ยักษ์ คนธรรพ์ อสูร ครุฑ กินนร มโหราค(อสูรตนหนึ่ง ครึ่งคนครึ่งงู บางทีเรียกว่า"ราหู") มนุษย์ และอมนุษย์ทั้งหลาย ต่างก็มีความเพลิดเพลินยินดีกับภาษิตของพระองค์ ทั้งหมดน้อมรับเอาคำสอนไว้ไปปฏิบัติด้วยจิตเลื่อมใส

พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตสูตร
พระปณิธานในอดีต บารมีและคุณธรรมของพระองค์
ขอนอบน้อมแด่หมู่คณะอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ทั้งหลายของพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า




 

Create Date : 02 สิงหาคม 2550    
Last Update : 26 กันยายน 2550 18:55:25 น.
Counter : 1428 Pageviews.  

1  2  

เมื่อไรจะหายเหงา
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add เมื่อไรจะหายเหงา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.