Bloggang.com : weblog for you and your gang

หม้อข้าวหม้อแกงลิง - Nepenthes

การผสมเกสรหม้อข้าวหม้อแกงลิง

เนื่องจากดอกของต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงจะเป็นดอกชนิดไม่สมบูรณ์เพศ ดังนั้นการที่ท่านจะได้เมล็ดหม้อนั้นท่านต้องมีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียพร้อมๆ กัน โดยที่ท่านสามารถเก็บเกสรตัวผู้ไว้ในตู้เย็น เอาใส่ไว้ที่ฝาตู้ธรรมดาก็พอ จะอยู่ได้ประมาณ 2 เดือน (ประมาณนะท่าน อาจมากกว่าหรือน้อยกว่าก็แล้วแต่) แต่เกสรตัวเมียเอามาเก็บไม่ได้นะครับ ต้องติดอยู่ที่ต้นเท่านั้น กร๊ากๆ มาดูกันครับว่าหน้าตาเป็นเช่นไร


ซ้าย : ดอกตัวผู้ที่ยังไม่บาน ขวา : ดอกตัวเมียที่ยังไม่บาน


ซ้าย : ดอกตัวผู้ที่บานแล้ว ขวา : ดอกตัวเมียที่บานแล้ว



เมื่อดอกตัวเมียพร้อมผสมก็จะสังเกตุน้ำเหนียวๆ ที่ปลายดอก หรืออาจดมกลิ่นก็ได้นะ ออกหอมๆ เหม็นๆ ยังไงบอกไม่ถูก เราก็เด็ดเกสรตัวผู้มาป้ายเลย ในรูปจะเห็นว่าผมเอาเกสรตัวผู้ป้ายไปแล้ว ส่วนใหญ่ผมจะป้ายตอนเช้ากับตอนมืด ซึ่งก็คือเวลาก่อนออกไปทำงานและหลังกลับมาจากทำงานนั่นเลย สะดวกสุด


มาถึงดอกตัวผู้บ้างนะ จะเด็ดอันไหนมาล่ะ ก็ไม่ยากเลย แค่ลงทุนเอานิ้วไปแตะดูว่ามีละอองสีเหลืองๆ ติดนิ้วติดมือมาหรือเปล่า ถ้ามีก็ได้เลย เด็ดมาซะ เด็ดมาใช้ทีละดอกนะ ไม่ใช่เด็ดมาทั้งช่อ ถ้าเด็ดมาทั้งช่อ สงสัยต้องไล่ไปกินหญ้าซะแล้ว อ้ะ..ดูในรูปเลย เห็นชัดๆ ว่าเกสรติดนิ้ว ก็เด็ดซะ แล้วก็เอามาป้ายตัวเมีย ตัวผู้ 1 ดอก ป้ายตัวเมียได้หลายดอกนะท่าน หลังจากป้ายแล้วก็รอไม่ถึง 2 เดือนมั้ง ฝักมันก็เริ่มแตก 555 จากนั้นก็นำเมล็ดไปปลูกต่อไป เป็นไงง่ายสุดๆ แล้ว


หลังจากนั้นประมาณ 2 อาทิตย์ คุณจะสังเกตุเห็นว่าฝักที่ผสมติดจะยาวขึ้น ยาวขึ้น (บางพันธุ์ก็ช่อเล็กๆ นะครับ แต่ก็เป็นแบบเดียวกัน) ดังรูปทั้ง 2 รูป ที่แสดงไว้ ก็ตั้งหน้าตั้งตารอให้ฝักแก่ เมื่อฝักแก่ก็จะเริ่มปริแตกออกจากล่างขึ้นบน (เป็น case ปกติทั่วไป) ท่านก็ตัดทั้งช่อดอกออกมาได้เลยครับ ใส่ห่อกระดาษไว้สัก 2-3 วัน ฝักทั้งหมดก็จะปริออก ท่านก็เอาเมล็ดมาปลูกได้ตามสบายครับผม

 

Create Date : 30 กันยายน 2551
Last Update : 30 กันยายน 2551 13:40:52 น.  

อยู่ตึกแถวแต่ดาดฟ้าว่างอยู่..ปลูกหม้อเหอะ

โดย คุณนนท์ Nature Paradise
เราสามารถปลูกหม้อได้หรือไม่หากมีพื้นที่จำกัด???
หลายๆท่านคงมีข้อสงสัยว่า ถ้าบ้านของเราเป็นตึกแถวซึ่งมีเนื้อที่ดาดฟ้าจำกัด ไม่มีพื้นที่ของสวนเหมือนบ้านเดี่ยว หรือทาวเฮาส์ แล้วเราจะสามารถเลี้ยงหม้อข้าวหม้อแกงลิงได้หรือไม่ เราสามารถเลี้ยงหม้อข้าวหม้อแกงบนตึกแถวได้ครับ เพราะบ้านผมก็เป็นตึกแถวที่มีเนื้อที่จำกัด แต่ก็สามารถเลี้ยงได้ครับ แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงก่อนจะเริ่มเลี้ยง มีดังต่อไปนี้นะครับ
1. ขนาดของพื้นที่บนดาดฟ้า
2. แสงแดด
3. น้ำ และความชื้น
4. ชั้นวางหม้อข้าวหม้อแกงลิง
1. ขนาดของพื้นที่บนดาดฟ้า โดยปกติแล้ว ตึกแถวส่วนใหญ่จะมีพื้นที่หน้ากว้างตั้งแต่ประมาณ 3-4 เมตร ขึ้นไป ส่วนความลึกจะแล้วแต่นะครับ แต่ละที่จะไม่เท่ากัน พื้นที่ในการแบ่งใช้สอยบนดาดฟ้าก็ดูเหมือนจะมีจำกัดอีกด้วย ไหนจะต้องเป็นลานซักผ้า ตากผ้า ไหนจะพื้นที่อะไรอีก สารพัดตามแต่การใช้งานของแต่ละบ้าน แต่เพียงขอให้ท่านมีพื้นที่ว่างแค่ประมาณ 2 x 2 เมตร ท่านก็สามารถเลี้ยงหม้อข้าวหม้อแกงลิงได้หลายสิบต้น แต่หากท่านต้องการพื้นที่ที่กว้างขวางกว่านี้ ก็สามารถทำได้ตามความเหมาะสมกับขนาดบ้านของแต่ละท่านนะครับ
2. แสงแดด ในเรื่องของแสงแดดนั้น ดาดฟ้าส่วนใหญ่นั้นมักจะได้รับแสงแดดอย่างเพียงพอตลอดทั้งวันอยู่แล้ว ดังนั้นแล้วก่อนการเลี้ยงหม้อข้าวหม้อแกงลิง ท่านต้องดูการขึ้นและตกของพระอาทิตย์ก่อนว่าเป็นไปในทิศทางไหน เพื่อจะได้จัดวางต้นไม้ได้ถูกต้องนะครับ โดยการจัดวางชั้นวางหม้อข้าวหม้อแกงลิงนั้นควรที่จะจัดในแนวขวางพระอาทิตย์ ต้นไม้ของท่านจึงจะได้รับแสงแดดที่เพียงพอ ส่วนในเรื่องของความแรงของแสงแดดนั้น หากบ้านของท่านมีแสงแดดตลอดทั้งวัน ควรจะทำการพรางแสงให้หม้อข้าวหม้อแกงลิง โดยใช้ซาแรน 60-70% พรางแสงให้ครับ การพรางแสงต้องดูด้วยว่าบ้านของเราโดนแดดขนาดไหน บางบ้านโดนแดดแค่ครึ่งวัน
3. น้ำและความชื้น เริ่มจากเรื่องระบบน้ำก่อนนะครับ โดยปกติแล้วบนดาดฟ้าของทุกบ้านมักจะมีการเดินท่อน้ำประปาไว้เรียบร้อยแล้ว เรื่องการให้น้ำก็ไม่ค่อยมีปัญหา แต่หากท่านไม่ค่อยมีเวลารดน้ำ ท่านก็สามารถทำการติดตั้งเครื่องตั้งเวลารดน้ำอัตโนมัติ (Timer) และเดินท่อรดน้ำได้ครับ โดยเรื่องของความชื้นเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึง เนื่องจากบนดาดฟ้ามักจะมีลมพัดแรงตลอดทั้งวัน ดังนั้นท่านควรทำการบังลมโดยใช้ซาแรนขึงเป็นผนังเพื่อชะลอแรงลมที่พัด และ/หรือจะทำการปูพื้นด้วยก้อนอิฐ หรือศิลาแลงก็ได้ ซึ่งจะทำให้สามารถรักษาความชื้นได้ครับ แต่ของที่บ้านผมจะใช้ซาแรน ขึง 3 ด้านเปิดให้ลมโกรกด้านนึงครับ และทำการรองชั้นวางด้วยพลาสติกใสอีกที เพื่อเป็นการกักน้ำเอาไว้ ซึ่งจะทำให้ได้ทั้งความชื้น และเป็นการหล่อน้ำไปในตัวด้วยครับ
4. ชั้นวางหม้อข้าวหม้อแกงลิง มาถึงเรื่องชั้นวางนะครับ เราสามารถประกอบชั้นวางหม้อข้าวหม้อแกงลิง ได้จากวัสดุต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเหล็กฉาก, ท่อแป๊ปกลม, ไม้ แล้วแต่ท่านจะเลือก แต่ผมขอเลือกเหล็กฉากมาอธิบายนะครับ เนื่องจากสามารถหาได้สะดวก และราคาไม่แพงครับ เหล็กฉากที่จะนำมาประกอบชั้นวางจะมี 4 รูปแบบด้วยกันดังนี้ครับ
a. เหล็กฉากขนาด 1.5 นิ้ว x 1.5 นิ้ว ความหนา 1.8 มิลลิเมตร ความยาว 3 เมตร
b. เหล็กฉากขนาด 1.5 นิ้ว x 1.5 นิ้ว ความหนา 2.0 มิลลิเมตร ความยาว 3 เมตร
c. เหล็กฉากขนาด 2 นิ้ว 2 หุน x 1.5 นิ้ว ความหนา 1.8 มิลลิเมตร ความยาว 3 เมตร
d. เหล็กฉากขนาด 2 นิ้ว 2 หุน x 1.5 นิ้ว ความหนา 2.0 มิลลิเมตร ความยาว 3 เมตร
ผมเลือกเหล็กฉากแบบที่ 4 นำมาใช้ประกอบชั้นวางนะครับ เนื่องจากมีความแข็งแรงมากที่สุด โดยเหล็กฉากทั้ง 4 ประเภทนั้นสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายเหล็กทั่วไป ราคาก็จะแตกต่างกันแต่ละร้านครับ เหล็กแบบที่ 4 นั้น ผมซื้อมาในราคาเส้นละ 135 บาท ความยาว 3 เมตรครับ และให้ทางร้านตัดให้ตามขนาดที่ต้องการ ก่อนนำมาประกอบก็ทาสีกันสนิมที่เป็นสีส้มๆตรงรอยตัดก่อนนะครับ จะได้ไม่เป็นสนิม ส่วนตัวเหล็กฉากนั้นได้ทำการทาสีน้ำมันมาเรียบร้อยแล้ว จึงไม่ต้องทาสีกันสนิมครับ และซื้อแผ่นรองกล้วยไม้ที่มีขายตามร้านเครื่องมือเกษตรทั่วไปมารองเป็นพื้นครับ
ค่าใช้จ่ายในการจัดทำชั้นวาง 3 ชั้น 2 ตัว
ค่าเหล็กฉาก ประมาณ 2,300 บาท
ค่าแผ่นรอง ราคาประมาณแผ่นละ 30 กว่าบาท


ซาแรนผมใช้ท่อแป๊ปน้ำดื่มพลาสติกสีฟ้า ขนาด 3 หุน มาประกอบครับ และทำการยึดซาแรนกับท่อด้วย คลิ๊ปล็อกสายไฟ หรือท่านสามารถหาซื้อตัวยึดซาแรนกับท่อแป๊ปได้ตามร้านขายเครื่องมือเกษตรราคาประมาณตัวละ 5 บาทครับ พื้นที่ขนาดความกว้างประมาณ 2 เมตร ยาว 2.5 เมตร สามารถวางชั้นวางได้ 2 ตัวครับ


ชั้นวางทำ 3 ชั้น และหันขวางแนวแสงแดด สามารถได้รับแสงแดดเพียงพอครับ ปริมาณแสงแดดปรับตามความต้องการของต้นไม้แต่ละชนิดครับ เช่น N.truncata ผมจะวางไว้ชั้นบนสุด และ N.ampullaria ผมจะวางไว้ชั้นล่างครับ ชั้นวาง 1 ชั้น ความยาว 1.55 เมตร ความกว้าง 0.75 เมตร วางแผ่นรองได้ 4 แผ่นพอดีครับ ความสูงควรห่างจากซาแรนหน่อยนะครับ เพราะใกล้ๆซาแรนจะมีความร้อนสูงครับ


ชั้นวางต้นไม้ควรทำการยึดเหล็กฉากด้านล่างเพื่อความแข็งแรงครับ


พลาสติกที่ปูจะเป็นการหล่อน้ำไปในตัวครับ


ชั้นวางกล้วยไม้จะมีขนาด ความกว้าง 37 ซ.ม. ยาว 73 ซ.ม. ครับ


หน้าตาของเครื่องตั้งเวลารดน้ำอัตโนมัติ (Timer) ที่ผมใช้อยู่ครับ ราคาประมาณ 1,500 บาทครับ



หัวรดน้ำมีให้เลือกหลายแบบครับ

ท่านสามารถนำไปปรับใช้ตามลักษณะของพื้นที่ของบ้าน และความต้องการของท่านได้ครับ และหากมีข้อสงสัยใดๆเพิ่มเติม โปรดสอบถามมาได้เลยนะครับ หากผมสามารถตอบได้ยินดีครับ สอบถามมาได้ที่ Email : n_natureparadise@yahoo.com สุดท้ายผมต้องขอขอบพระคุณ คุณxir007 ที่ให้คำแนะนำผมเรื่องการประกอบชั้นวางต้นไม้ครับ
ข้อมูลเพิ่มเติมของผู้เขียนบทความ
เริ่มสั่งหม้อข้าวหม้อแกงลิงเข้ามาเลี้ยงเมื่อประมาณ เดือนสิงหาคม 2548
เครื่องปลูกที่ใช้
สำหรับไม้ Intermediate
สแฟกนั่ม มอส
เพอร์ไลท์
เวอร์มิคูไลท์
ภูไมส์

สำหรับไม้ Lowland
กาบมะพร้าวสับ
ขุยมะพร้าว
สแฟกนั่ม มอส
เพอร์ไลท์
เวอร์มิคูไลท์
ดินใบก้ามปู
ภูไมส์

สัดส่วนต่างๆ ใช้การกะเอาเองทั้งสิ้น ผสมกันโดยเน้นใส่ภูไมส์มากหน่อย เพื่อให้เครื่องปลูกมีความโปร่ง

 

Create Date : 30 กันยายน 2551
Last Update : 30 กันยายน 2551 13:38:55 น.  

การให้ปุ๋ยหม้อข้าวหม้อแกงลิง

การให้ปุ๋ยต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง

หลายๆ ท่านมีความสงสัยว่า ทำไมหนอบางท่านปลูกหม้อแกง (ผมใช้คำว่าหม้อแกงแทน “หม้อข้าวหม้อแกงลิง”)ได้งามจริงๆ ของตัวเองทำไมงามไม่เท่า ใบเขียวปรี๊ดแถมใบเป็นเงามันเหมือนส่องกระจกอีกต่างหาก ส่วนตัวผมเองก็เคยลองมาหลายวิธีนับตั้งแต่ปลูกเลี้ยงหม้อแกงมาดังนี้ครับ

1. ใช้ฉี่ผสมน้ำ ผสมจางๆ ตามความรู้สึกครับ แต่ว่าใช้จางๆนะ สูตรนี้ผมใช้ตอนเริ่มปลูกเลี้ยงหม้อแกงใหม่ๆ ผมเข้าใจว่าในฉี่น่าจะมียูเรียอยู่เยอะ ซึ่งเร่งใบดีมากๆ เนื่องจากใช้รดผักสวนครัวที่บ้านอยู่เป็นประจำ ปรากฎว่ารดไปรดมาอาการหม้อแกงชักไม่ค่อยดี บางต้นพาลจะเน่า อาจจะเป็นเพราะว่าตอนนั้นผมใส่ดินเป็นส่วนผสมมากเกินไปซึ่งมันไม่ใช่ดินใบก้ามปูอีกต่างหาก เมื่อเห็นท่าไม่ดี ผมจึงนำหม้อแกงทั้งหมดมาล้างเครื่องปลูกออกหมด แล้วเปลี่ยนเครื่องปลูกใหม่ ปรากฏว่าอาการดีขึ้นเป็นลำดับครับ ผมเลิกใช้วิธีนี้ในที่สุด

2. ใช้ปุ๋ย osmocote (ออสโมโคท) ผมใช้สูตรเสมอคือ 14-14-14 อัตราการละลาย 3 เดือน ใครจะใช้สูตรอื่นก็ตามใจนะครับ ใช้ไม่ต้องเยอะครับตามความรู้สึก แต่การให้ปุ๋ยหม้อแกงนะครับควรใช้ให้จางๆ กว่าปกตินะครับ อาจจะเป็นวิธีการโรยลงไปสัก 5-15 เมล็ด (เห็นที่จตุจักร บางทีคุ้ยขึ้นมาเจอ ออสโมโคท เพียบเลยครับ เอ๊ะ...ก็ไม่ตายนะ) ก็โรยลงไปในกระถางเลยนะครับ อีกแบบหนึ่งก็คือผมเคยลองเอาปุ๋ยที่ว่านี้ 1 เม็ด ใส่ลงไปในหม้อแกงที่ฝาเปิดแล้ว สูตรนี้เค้าลือกันว่ามันจะทำให้หม้อต่อไปใหญ่ ลองมาแล้วครับท่าน ก็ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง เลยไม่อยากสรุปครับว่าได้ผลหรือไม่ วิธีนี้ใช้ไปใช้มาผมก็ลืมครับว่าใส่ลงในหม้อใบไหนมั่ง ในที่สุดก็เลิกใช้ไปครับ อีกวิธีหนึ่งก็คือนำปุ๋ยลงมาคลุกเคล้ากับเครื่องปลูกเลยครับ วิธีนี้ผมก็เลิกใส่ไปได้ 3 เดือนแล้วครับ

3. เปลือกไข่ผสมน้ำ สูตรนี้ผมได้มาจากคุณมนุษย์งง (??? ใน thaicps หรือ !!! ใน nepenthessiam) โดยเอาเปลือกไข่มาผสมน้ำแล้วนำไปตากแดดไว้ แล้วก็เอามาฉีดๆๆๆๆ ครับ เค้าว่าเป็นยาบำรุง ส่วนบำรุงอะไรผมก็ไม่รู้ครับ ว่าในเปลือกไข่มันจะมีธาตุอะไรอยู่บ้าง สงสัยแคลเซี่ยมเยอะแน่ๆ เลย วิธีนี้ผมใช้อยู่พักนึงก็ขี้เกียจครับก็เลยเลิกไป

4. ใช้ ปุ๋ย EM เจ้า EM นี่ตัวเต็มมันว่าไงผมจำไม่ได้แล้ว ดังนั้นใครอยากรู้ไปหาอ่านใน net เอาเองนะท่าน แต่ที่แน่ๆ มันทำมาจากน้ำตาลโมหลาด (กากน้ำตาลนั่นแหละ) หรือใช้น้ำตาลทรายแดงก็ได้ แล้วก็ใส่น้ำใส่ผักใส่หัวปลา หรืออะไรก็ได้ที่เค้าทำๆ กัน มันมีสูตรของมันนะว่าใส่อะไรจะให้ผลทางไหน ท่านก็ไปหาอ่านเอาเอง แต่ที่บ้านผม ผมใช้ผักที่ซื้อมาทานแล้วก็ใส่ๆ มันลงไป บางทีก็ผสมหัวปลาลงไปด้วย บางทีก็หอม บางทีก็ส่งกลิ่นไปทั่ว ถ้าน้ำตาลไม่พอ สูตรนี้ผมผสมน้ำรดแบบเจือจางมากๆ ผมรดอยู่พักนึง ไม่เห็นผลครับ หรือไม่ได้สังเกตก็ไม่รู้ก็เลยเลิกไปอีก ก็กลัวเหมือนกันครับว่าถ้ารดแบบต่อเนื่องกลัวมันจะตาย 5555

5. ใช้ปุ๋ยปลา ผมทดลอง 2 แบบ คือแบบแรกผมใช้ปุ๋ยปลาสำเร็จรูปที่เค้าบรรจุขายในขวด ขนาดเท่าขวดลิโพฯ โดยผมใช้ปุ๋ยปลา 1 ซีซี ต่อน้ำ 1 ลิตร ฉีดครับ ฉีดเข้าไป ปรากฏว่าเหมือนกับว่าใบหม้อแกงมันจะมันเงาอย่างแรง ไม่รู้ว่ามันได้ผลหรือเปล่า แต่ว่าหม้อบางชนิด หม้อไหม้ไปเลยครับ แล้วเหี่ยวไปเลยในวันนั้น ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจ ในเดือนถัดมาจึงลองดูอีกปรากฏว่าอาการเดิมครับ เลยเลิกไป วิธีนี้เซียนบางท่าน(ขอสงวนนาม) บอกผมว่าสูตรนี้ใช้แล้วใบจะเรียวยาวกว่าปกติ หม้อจะใหญ่โตมากมาย 555 ไม่รู้จริงแท้แค่ไหน ในที่สุดผมก็ใช้แค่ 2 ครั้ง ก็เลิกไปครับ กลัวครับกลัว ผมเลยหันมาทำปุ๋ยปลาในสูตร xir007 เองครับ โดยใช้หัวปลาสดๆ ผสมน้ำแล้วก็รดๆๆๆๆ ก็ทำอยู่ได้ไม่นานไม่ค่อยเห็นผล ในที่สุดก็เลิกไปอีก



ในที่สุดผมก็หันมาใช้ osmocote ซึ่งคิดว่าดีสุดๆ เพราะให้ผลกลางๆ ไม่โหดจนเกินไป แต่ว่าวันนึงมีพี่ท่านนึง(ขอสงวนนามอีกแหละ กลัวโดนฟ้องมากๆ 555) บอกมาว่าให้ใช้ “เกอมาร์” ผสมกับ start b1 แล้วรด แล้วยอดจะงอกเร็วสุดขีด ผมได้ยินแล้วก็ขำแล้วบอกว่า อะไรนะพี่ เกอมาร์ เหรอ ไม่เคยได้ยินว่ะ พี่เค้าบอก “เออ..ใช่ เกอมาร์ หูท่านตึงรึไง” อันนี้เพิ่มเติมให้ขำนิดหน่อย ด้วยความเกรงใจผมก็ไม่กล้าถามต่อ แต่ผมจะจำไว้ ฮึ่ม..และแล้ววันหนึ่ง ผมก็ได้มาสวนจตุจักร และผมก็เดินไปร้านที่ผมซื้อ perlite, peatmoss,vermiculite ถุงเล็กๆ เป็นประจำ (ผมไม่บอกชื่อร้านนะครับ เพราะใบ้ให้ถึงขนาดนี้แล้วถ้ายังไม่รู้อีก อย่าใช้เลยครับ) พร้อมกับถามด้วยเสียงค่อยๆ ว่า “ป้าครับมีเกอมาร์มั้ยครับ” ป้าแกก็ไม่ค่อยได้ยิน “ตอบกลับมาว่า จะซื้อซีม่าน่ะ ไปร้านขายยาเลยไป” อ้ะนะ...เลยเถิดครับ ป้าแกบอกว่ามีครับ มีขายใน 2 ขนาดคือครึ่งลิตร ราคา 190 บาท กับ 1 ลิตร ราคา 380 บาท ก็ซื้อมาขวดนึงครับ เจ้าเกอมาร์ เป็นผลิตภัณฑ์ของฝรั่งเศสครับ สกัดจากสาหร่ายชนิดหนึ่ง ซึ่งผมอ่านธาตุอาหารจากข้างกล่องแล้ว อืม..สุดยอดครับ อยากรู้ใช่ไหมครับ ว่ามันมีธาตุอาหารอะไรมั่ง คุณก็ไปซื้อมาอ่านเอาเองสิครับ 5555 หลังจากที่ผมอ่านวิธีใช้จนเข้าใจแล้ว ผมก็เริ่มดำเนินการทันที โดยผมใช้เกอมาร์ 1 ซีซี และใส่ start b1 ลงไปนิดหน่อย (เจ้าตัว start b1 นี่ผมใช้ผสมอยู่ 2-3 ครั้ง ครับ เนื่องจากนึกได้ว่าจริงๆ แล้วเจ้าเกอมาร์ก็มี b1 อยู่แล้ว จะผสมเข้าไปอีกทำไม แน่ะ...แสดงความเป็นไอ้ทุยออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน) อ้ะ..สรุปเลยครับ ใช้เกอมาร์ 1 ซีซี ผสมน้ำ 2 ลิตร โดยประมาณ ใครอยากใช้มากหรือน้อยกว่านี้เชิญท่านลองกันเอาเอง แล้วรดทุกเช้าวันเสาร์ ติดกัน 6 เสาร์ ทำไมต้องเช้าวันเสาร์ ก็วันเสาร์ผมหยุดงานไงคุณ อย่านึกว่าเป็นวันมงคลล่ะ หลังจากรดไปได้ 4 ครั้งคุณจะเห็นความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจนโดยใบใหม่ที่โผล่ออกมา โอ้ว...แม่ยาย ผีตายทั้งกลม มันใหญ่มากๆ เอาเป็นว่าใหญ่กว่าเดิมก็แล้วกัน หลังจากนั้นผมจึงรดต่อไปอีก 2 ครั้ง ผมเริ่มรดตั้งแต่ต้นกันยายน – กลางตุลาคม 2548 หลังจากหยุดรดไปแล้วต้นไม้ไม่เกิดอาการช็อคแต่อย่างใดครับ


นี่เลยครับ หลังจากโดนเจ้า เกอมาร์แสดงอิทธิฤทธิ์ มันก็เป็นแบบนี้


คุณเชื่อหรือไม่ว่าตอนนี้ที่ผมเอาบทความลง 4 ก.พ. 2549 เกอมาร์มันยังไม่เลิกแสดงอิทธิฤทธิ์ เพราะใบใหม่มันออกมามันยังใหญ่ไม่หยุด โอ...แม่เจ้า มันอะไรกันวะนี่ แต่ใช่ว่าจะมีแต่ข้อดีนะครับ ข้อเสียข้อแรกคือใบหม้อแกงมันจะหงิกๆ บิดๆ ไปมา ไม่สวย คือแบบว่าดูรู้เลยว่าโดนปุ๋ย แต่บางต้นก็ดูไม่ออกนะครับ ความรู้นี้ผมได้มาจากคุณ dUKe ครับ ข้อเสียที่ร้ายแรงที่สุดก็คือ มันจะส่งผลให้ต้นหม้อแกงอันเป็นที่รักของคุณไม่ผลิตหม้อเลยครับ (แต่ตอนนี้ของผมเริ่มผลิตหม้อตามปกติแระ อิ...อิ) บางต้นผลิตบ้างแต่หม้อเล็กกว่าเดิม ดังนั้นถ้าคุณจะใช้สูตรนี้ คุณต้องทำใจด้วย แต่ผมว่าจะลองรด 2 เดือนต่อ 1 ครั้งดู ในอัตราส่วนผสมเท่าเดิม ผมว่าน่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อการสร้างหม้อสักเท่าไหรนัก เป็นไงครับจบแล้ว สำหรับเรื่องปุ๋ยๆ ของผม กับการทดลองของจริงด้วยตัวผมเอง พวกคุณๆ ก็เอาไปลองกันเองนะครับ เชื่อว่าท่านอื่นน่าจะมีสูตรเด็ดกว่านี้ก็สามารถ post กันเข้ามาได้ใน webboard เลยนะครับ และที่ผม post นี่ก็ไม่ได้หวังว่าจะให้วงการหม้อแกงเจริญแต่อย่างใดนะครับ แค่อยากคุยเทคนิคของผมให้ท่านอื่นฟัง ก็แค่นั้นครับ ผมแค่หวังว่าให้หม้อแกงที่บ้านผมงามๆๆๆๆ ก็เกินพอแล้ว นี่ล่ะความสุขเล็กๆ ของผม หลายๆ อาจจะคิดว่าผมกั๊ก ไม่กั๊กได้ไงล่ะท่าน ผมลองของผมมาตั้งนานอยู่ดีๆ ท่านได้ไปเฉยเลย เอาเป็นว่าตอนนี้ผมก็เปิดเผยแล้ว กล้าได้ก็ต้องกล้าเสียครับ ต้นงามแต่ไม่มีหม้อ 5555 มีใครคิดสูตรทำให้หม้อใหญ่ได้มั่งมั้ยครับบอกกันมั่งดิ๊ และสุดท้ายของท้ายสุด ตอนนี้ผมลองสูตร กาบสับ+ดินใบก้ามปู แล้วก็พวกเครื่องเคียงนิดหน่อยที่ไม่ใช่ปุ๋ย ไว้ได้ความยังไงก็จะมาเล่าสู่กันฟังอีกครับ ยังไงก็แล้วแต่ผมขอขอบคุณทุกท่านที่ได้มอบความรู้เล็กๆ น้อยๆ กับผมแล้วก็ได้นำมาทดลองใช้จริง สูตรต่างๆ ผมไม่ได้คิดเองนะครับ ได้ยินเค้าว่ามาทั้งนั้น แล้วเอามาลองปรับใช้ดู

ด้วยความปรารถนาดีครับ

 

Create Date : 30 กันยายน 2551
Last Update : 30 กันยายน 2551 13:35:04 น.  

การขายพันธุ์ด้วยการปักชำ

การขยายพันธุ์ด้วยการปักชำก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สะดวกรวดเร็ว ไม่ต้องมานั่งรอลุ้นดอก วิธีก็เหมือนปักชำกิ่งโหระพา ยังไงยังงั้น แต่ออกรากช้าหน่อย


ภาพบนเป็นกิ่งเป้าหมายที่ตัดมา


จากนั้นนำมาตัดเป็นท่อนๆ สำหรับกิ่งนี้เนื่องจากข้อยาวผมตัดข้เดียวไปเลย หากข้อสั้นกว่านี้คุณก็ตัดห่าง 2, 3 หรือ 4 ข้อ ตามความเหมาะสม จากนั้นตัดใบออกบ้างตามภาพ แล้วนำไปแช่ในเซราดิกส์ แป๊บนึง แล้วผึ่งลมซัก 5 นาที จากนั้นก็นำไปปักชำได้เลย

ปักชำลงในกระถางขนาดที่เหมาะสมโดยใช้ขุยมะพร้าวเป็นเครื่องปลูก


หลังจากนั้นจับใส่ถุงเพิ่มความชื้น จะทำให้ติดรากได้ง่ายขึ้น

 

Create Date : 03 ธันวาคม 2550
Last Update : 3 ธันวาคม 2550 17:32:35 น.  

การเพาะเมล็ดหม้อ

เมื่อเราผสมเกสรได้ และการผสมสมบูรณ์ ประมาณ 2 เดือนคุณจะได้เมล็ดดังภาพด้านล่าง


ลักษณะของเมล็ดจะเป็นเส้นเล็กๆ ยาวๆ ตรงกลางป่องซึ่งแสดงว่าคุณสามารถนำไปเพาะได้


เตรียมเครื่องปลูกโดยใช้ขุยมะพร้าวแช่น้ำไว้ 1 คืน เอาใส่กระถางตามความเหมะสมกับจำนวนเมล็ด จากนั้นนำเมล็ดมาโรยให้ทั่ว แล้วรดน้ำซ้ำอีกเล็กน้อย หลังจากนั้นจะนำเข้าถุงพลาสติกใสอบไว้เพื่อเพิ่มความชื้น หรือจะไม่ใส่ก็แล้วแต่ชอบ ประมาณ 2 อาทิตย์ ถึง 2 เดือน เมล็ดก็จะเริ่มงอกเป็นต้นเล็กๆ ที่มีหม้อติดมาให้คุณเห็นเลย

ประมาณ 3-6 เดือนก็จะกลายเป็นต้นอ่อนที่ใหญ่ขึ้นดังภาพ คุณก็หาทางขยับขยายนำไปลงพื้นที่ที่ให้ต้นห่างๆ กัน จะโตเร็วกว่าเบียดๆ กันแบบนี้ และเลี้ยงไปประมาณ 2 ปี หม้อก็จะออกมาเต็มฟอร์มให้คุณได้ชื่นใจ

 

Create Date : 03 ธันวาคม 2550
Last Update : 3 ธันวาคม 2550 17:33:37 น.  

1  2  

xir007

Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]


My FriendFlock
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

NepenthesSiam - หม้อข้าวหม้อแกงลิง
 
Group Blog

 
All Blogs

 
Friends' blogs
[Add xir007's blog to your weblog]
Links
 

 

 

Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.