บวชเรียนนานกว่า 13 พรรษา ชีวิตผ่านมาฝ่าเหน็บหนาว วันนี้ฝนฟ้าพรายพร่างพราว อีกกี่สิบหนาวแสนยาวไกล ลาสิกขามาหลายฝน มาเป็นคนไม่ค่อยเอาไหน หนึ่งชีวิตไม่มีอะไร เก็บงำสิ่งที่ได้ไว้เตือนตน...
Group Blog
 
All Blogs
 

แม่จ๋า...อย่าร้องไห้

*** ขอเสนอเรื่องจริงที่ยังกรุ่นอยู่ในความทรงจำ มาเป็นท่วงทำนองแห่งบทวรรณกรรม จารลงไว้ ณ ที่แห่งนี้เพียงเพื่อจักเป็นการบรรเทาความปวดร้าวที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของหัวใจฉัน และขอมอบไว้แด่แม่ญิงคนหนึ่งซึ่งได้จากไปไม่หวนคืน จากไปในวัยที่ไม่สมควรยิ่ง ด้วยไดอารี่สีหม่นนี้ ที่ชื่อว่า "แม่จ๋าอย่าร้องไห้" ...


ติดตามอ่านเรื่องราว "แม่จ๋า..อย่าร้องไห้" ทั้ง 13 ตอนได้ที่บล็อกด้านล่าง แล้วคุณจะพบว่า เรื่องที่คิดว่าไกลตัวที่สุด อาจอยู่ใกล้ๆ ตัวคุณ




 

Create Date : 02 เมษายน 2551    
Last Update : 8 มีนาคม 2552 14:09:19 น.
Counter : 215 Pageviews.  

แม่จ๋า...อย่าร้องไห้ ตอนที่ ๑ จำพรากจากจร

" เฮาจะเอาปัญญาตี้ไหน มาเลี้ยงลูกตึงสองคนก่อน "

แม่ญิงวัยยี่สิบต้นๆ ครวญขึ้นมาด้วยน้ำเสียง กระแทกทั้น แต่ไม่เท่ากับความรู้สึกรานร้าว เจ็บปวด และเคียดแค้นที่อัดแน่นอยู่ข้างใน ขณะที่ลูกสาววัย 5 ขวบ และลูกชายวัย 3 ขวบ คลอเคลียอยู่ข้างกายแม่ พลางจ้องดวงหน้าของผู้เป็นพ่อด้วยดวงตาแป๋ว เหมือนจะค้นหาคำตอบว่า เกิดอะไรขึ้นกันแน่...

" บ่เป๋นหยัง ถ้าจะอั้น อ้ายจะเอาลูกไปเอง แม่ใหม่มันคงเลี้ยงได้อยู่กา "

เสียงตอบคล้ายจะรับผิดชอบของฝ่ายชาย ทำเอาแม่ญิงสะอื้นอัก เสมือนใครตอกลิ่มทิ่มแทงหัวใจที่บอบช้ำนั้นให้ปวดลึกยิ่งขึ้น เมื่อฝ่ายชายเอ่ยถึง แม่ญิงอีกคน ว่าเป็นแม่ใหม่ของลูกๆ ได้อย่างเต็มคำ

แม่ญิงรู้ดีว่า คำพูดประโยคแรกที่เธอเอื้อนเอ่ยออกไปนั้น เพียงหวังจะประชดประชัน และเรียกร้องความเห็นใจ เผื่อว่าทุกอย่างจักแปรเปลี่ยนไปในทางที่ดี หรือไม่อย่างน้อยก็เผื่อว่าชายหนุ่มจักเกิดเห็นอกเห็นใจเธอขึ้นมาบ้าง ไม่ได้หวังแม้แต่น้อยว่าจะได้ยินคำตอบเยี่ยงนั้น

อย่างไรก็ตามที ด้วยอารมณ์ขึ้งโกรธ เคียดแค้นบวกกับความน้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตา เมื่อศักดิ์ศรีของความเป็นแม่ญิงถูกเหยียบย่ำไม่ไยดี ทั้งที่ได้สิทธิว่าเป็นเมียอย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ แต่กลับถูกละเลยความรู้สึกทั้งปวง

เพียงเท่านั้น เธอก็ทรุดลงกับพื้นร่ำไห้ สะอื้นครวญ พร้อมกับเสียงร้องโฮของลูกทั้งสองคนที่ผวาเข้าสู่อ้อมอกผู้เป็นแม่ และระงมไห้อยู่ในอาการเยี่ยงนั้น เบื้องหน้าชายหนุ่มที่บัดนี้ ยืนตัวสั่นเทา ขบกรามแน่น แต่ยังข่มอยู่ด้วยอาการนิ่งงัน คล้ายตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคลายไม่ออกนั้น

ด้วยศักดิ์ศรีที่ถูกย่ำเหยียบสิ้น ด้วยแรงกดดันซ่อนลึกมานานเนิ่น และมาระเบิดในวันนี้ พร้อมกับเรื่องราวที่ไม่เคยนึกฝัน เธอจึงตัดสินใจให้ลูกทั้งสองไปอยู่ในการเลี้ยงดูของฝ่ายชาย แม้ว่าจะสงสารลูกๆ ปริ่มว่าจะขาดใจ เพราะไม่รู้ว่า ต่อไปจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร คงได้แต่พร่ำวอน ร้องขอต่อเทพยดา สิ่งศักดิสิทธิ์ทั้งหลายให้ดลบันดาลให้ แม่ญิงคนนั้น คนที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่ใหม่จักเลี้ยงดู อุ้มชู อบรมลูกๆ ของเธอได้อย่างที่เธอเลี้ยงดูมา หรือไม่ก็ให้ได้เพียงสักครึ่งหนึ่งก็ยังดี เธอหวังได้เพียงนั้น...

ยามนี้ เธอไร้เรี่ยวแรง ไร้ความรู้สึก หมดหวังกับการมีชีวิตอยู่ ปราศจากเสียซึ่งความคิดอ่านใดใด และไม่รู้ด้วยซ้ำว่า จะต้องทำอย่างไรต่อไปกับชีวิตดี มีเพียงความคิดเดียวที่แล่นอยู่ในหัว ณ ตอนนี้ก็คือ จบชีวิตของตัวเองลงอย่างเงี่ยบๆ เท่านั้นเอง...




 

Create Date : 01 เมษายน 2551    
Last Update : 2 เมษายน 2551 14:22:45 น.
Counter : 166 Pageviews.  

แม่จ๋า...อย่าร้องไห้ ตอนที่ ๒ นับจากนี้จะกล้าแกร่ง

" ศรี ศรี อยู่ก่อจา ? "

เสียงตะโกนเรียกโหวกเหวกหน้าบ้าน ทำให้แม่ญิงที่ง่วนอยู่ในครัว ต้องผลุนผลันลุกขึ้นและเยี่ยมหน้ามองไปยังหน้าบ้าน

" อยู่เจ้าอยู่ มีอะหยังเจ้า ปี้คำมา ? เข้าบ้านมาก่อนเจ้า "

แม่ญิงเอิ้นตอบ พลางเชื้อเชิญปี้คำมา แม่ญิงวัยกลางคน รูปร่างแกรนๆ จากการกรำงานหนักมาชั่วอายุ ให้เข้ามานั่งในบ้าน เมื่อได้ที่นั่งเหมาะดีแล้ว ปี้คำมาก็เริ่มบทสนทนา

" เฮ้อศรี สูรู้ก่อ ลูกๆ ของสูหน่ะ น้องอ้อ น้องอ๊อด จากละอ่อนน่าฮักๆ บ่าเดี๋ยวนี้มันตึงสองดำคิงติง คองตอง ขี้มูกขี้ต๋าเต๋มหน้าใส่เสื้อปุดๆ ขาดๆ ปี้หันแล้ว น้ำต๋าปอย้อยอี่เฮ้ย ! "

ไม่ทันที่ปี้คำมาจะสาธยายจบดอก ตอนนี้แม่ญิงก็น้ำตาไหลอาบแก้ม พร้อมสะอื้นไห้ฮัก ฮัก จนปี้คำมาต้องโน้มตัวมาโอบไหล่ พลางปลอบโยน

" แป๋งใจ๋ดีดีไว้เน้อ ตี้ปี้มาบอกนี้หนา ปี้ก่อบ่ารู้เน้อ ว่าแม่ใหม่ของมัน จะเลี้ยงดูหมู่ละอ่อนมันได้ดีม่อกใด แต่ตี้ปี้ไปหันมากับต๋า ปี้จะมาขอร้องหื้อสูขะไจ๋ไปฮับเขามาเลี้ยงอยู่บ้านเฮานี้เหียเต๊อะ เอ็นดูละอ่อนมัน มะ เดียวปี้จะช่วยแหมแรงนึ่ง.."

ปี้คำมา สะใภ้ของหมู่บ้านนี้ แต่บ้านเดิมของแกอยู่บ้านหล่ายดอย บ้านเดียวกันกับที่สามีของแม่ญิงไปได้เมียใหม่อยู่ที่โน่น ทุกคร้งที่แกกลับไปเยี่ยมบ้าน แกก็จะกลับมาเล่าบอกถึงความเป็นอยู่ของลูกๆ ทั้งสองของแม่ญิงให้เธอฟังเสมอๆ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอได้รับรู้ แต่ครั้งนี้ดูเหมือนทุกอย่างจะพร้อมแล้ว และโชคชะตาคงกำหนดไว้แล้วเช่นกัน จึงทำให้แม่ญิงมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น

นึกย้อนกลับไปเมื่อสามสี่ปีก่อน ครั้งนั้น เธอเกือบฆ่าตัวตายตัดช่องน้อยแต่พอตัวไปแล้ว ด้วยอายุยังน้อยเพิ่งผ่านพ้นวัยสาวมาได้ไม่กี่ขวบปีก็ต้องมาเจอเรื่องเลวร้าย จนไม่อาจรับสภาพการเป็นแม่ฮ้างตั้งแต่ยังสาวได้ ดีที่มีพ่ออุ้ย แม่อุ้ย และญาติๆ คอยทัดทานไว้ คอยให้คำชี้แนะ ปลอบโยน จนผ่านพ้นมาได้ถึงวันนี้

แม้ฐานะความเป็นอยู่จะยังฝืดเคืองขัดสน แต่กำลังใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อจะได้เห็นหน้าลูกๆ อีกครั้งนั้นมีอานุภาพมากกว่า สภาพจิตใจของเธอในตอนนี้แกร่งจนดูกร้าวในบางครั้ง บางทีเพราะการต้องเผชิญกับความทุกข์ยากนั้นเอง ดีนะที่ความทุกข์ยาก ระทมขื่นมันทำให้คนเรารู้จักคิด คนที่รู้จักคิดจึงสามารถข้ามพ้นภาวะกดดันมาเสียได้

บัดนี้ เธอพร้อมแล้ว แกร่งพอแล้วที่จะเผชิญกับความลำบากทั้งปวงที่จักเกิดขึ้นกับเธออีก เธอพร้อมที่จะดูแลลูกๆ ทั้งสอง และประคับประคองสามชีวิตให้อยู่รอดได้ เธอจะไม่มีวันยอมแพ้อีกแล้ว และจะไม่ถอยหนีอีกต่อไป...




 

Create Date : 01 เมษายน 2551    
Last Update : 2 เมษายน 2551 14:23:18 น.
Counter : 115 Pageviews.  

แม่จ๋า...อย่าร้องไห้ ตอนที่ ๓ กลับมาสู่อ้อมใจ


“ ลูกรู้ก่อ ยามตี้แม่กึ๊ดเติงหาลูก แม่จะมานั่งทัดหนี้ ตี้นอกชานนี้ ละก่อแหงนผ่อไปบนฟ้า นั่งไห้หาลูกสุดคืน ”
แม่ญิงโอบลูกทั้งสองไว้ และอธิบายให้ฟังถึงเมื่อครั้งที่จำพรากจากกันไป โดยที่มโนภาพในอดีตยังชัดเจนอยู่ในห้วงคำนึงของเธอ

เด็กน้อยทั้งคู่ ต่างแหงนมองไปบนฟากฟ้าไกลลิบ ที่แสงดาวพราวพร่างเต็มท้องฟ้า อิ่มอุ่น
อยู่ในอ้อมกอดของผู้เป็นแม่เหมือนกับว่า ช่วงเวลาเช่นนี้ขาดหายไปนานเหลือเกินแล้ว ทั้งคู่แนบซุกไออุ่นนั้นแนบแน่นราวกับว่า ไม่อยากให้อดีตอันรานร้าวต้องหวนกลับมาหลอกหลอนอีกต่อไป

ทั้งสามชีวิตอิงอุ่นอยู่อย่างนั้นนานเนิ่น ท่ามกลางความมืดมิดของค่ำคืนในชนบทห่างไกล
ปราศจากเสียซึ่งแสงสีนีออนใดใด มีเพียงแสงเดือนสลัว และแสงดาวสกาวพร่างเต็มฟากฟ้า และยินเพียงเสียงหายใจแผ่วของทั้งสามชีวิต โดยมีหรีดหริ่งเรไรคอยขับกล่อมประสานอยู่ไม่ไกลข่วงบ้าน

นับแต่นี้ไป แม่ญิงแกร่งคนนี้ จะต้องรับผิดชอบดูแล 2 ชีวิตน้อยนี้ด้วยตัวของเธอเอง จากวันที่เธอไปรับลูกทั้งสองคนมาจากผู้เป็นพ่อ และแม่เลี้ยงที่บ้านหล่ายดอยแล้ว เธอมิได้เรียกร้องค่าเลี้ยงดูใดใดเลย เธอตั้งใจไว้แต่ต้นแล้วว่า ไม่ว่าจะอย่างไร เธอโดยลำพังนี่แหละ จะยอมแม้กระทั่งอดมื้อกินมื้อ เพื่อให้ลูกทั้งสองมีข้าวกิน คงไม่มีอะไรจะแย่ไปกว่าช่วงเวลารานร้าวที่ผ่านมาอีกแล้ว

“ ปี้อ้อ ปี้อ้อ ขะไจ๋ปาน้องไปโรงเรียนไป๊ เดียวจะขวายนาลูก เดียวแม่ก่อจะไปปลูกหอมตี้สวนแม่นางเอ้ยละ สตางค์อยู่นี่เน้อปี้ 50 สตางค์ มะตอนไปซื้อหมี่ต้มปี้โสภากิ๋นเน้อลูก ”




 

Create Date : 01 เมษายน 2551    
Last Update : 2 เมษายน 2551 14:23:49 น.
Counter : 115 Pageviews.  

แม่จ๋า...อย่าร้องไห้ ตอนที่ ๔ ถึงข้นแค้นก็จำต้องทน

“ อ๊อด อ๊อด บ่าดีลืมเอามีด เถี่ยนตี้เหน็บอยู่ข้างฝาหั้นไปตวยเน้อ และขะไจ๋ล่นตวยก้นมา ”

แม่ญิงเอิ้นบอกลูกชายวัยประถม พร้อมกับยกหาบกระบุงเปล่าขึ้นตั้งบ่า แล้วจ้ำอ้าวออกจากบ้านไป โดยมีลูกสาวเดินตามไม่ห่าง

จุดหมายของทั้งสามชีวิต คือ ชายป่าเลยหมู่บ้านออกไปไม่ไกลนัก ซึ่งมีเนินเขาลูกเตี้ยๆ ลดหลั่นกัน โดยเบื้องหลังถัดนั้นไป เป็นดอยสูงใหญ่ตระหง่านอยู่ อันเป็นแหล่งหาของป่า ของกิน เลี้ยงผู้คนชนบท ท้องนาแห่งนั้นได้ 2-3 หมู่บ้านทีเดียว

ต้นไม้แห้งล้มตาย และกิ่งไม้หักโค่นแห้งกรัง คือสิ่งที่ทั้งสามชีวิตมองหา เมื่อได้ที่ร่มเหมาะดีแล้ว ผู้เป็นแม่ก็วางหาบกระบุงลง และเริ่มฟันตัดกิ่งไม้ให้ได้ขนาดเท่าศอก แล้วจัดเรียงลงในกระบุง ขณะที่เด็กทั้งสองเดินหากิ่งไม้บ้าง วิ่งเล่นบ้าง หยุดดูแมลงรูปร่างแปลกๆ หรือลูกไม้สีสวยๆ รอบกายบ้าง แต่จะเล่นจนเหนื่อยอย่างไร ขากลับก็ไม่ลืมแบกคอนกิ่งไม้ขนาดย่อมๆ มาวางลงข้างๆ แม่ที่กำลังตัดฟืนอยู่จนได้
..................................................................................................

“ปี้อ้อ เดวปี้อ้อกับน้อง ช่วยกั๋นยกโต๊ะตั๋วนั้นไปหน้าวัดเน้อ เอาไปไว้ตี้เก่าเฮาหั้นนา”

แม่ญิงสั่งลูกสาว ขณะที่ตัวเองสาละวนอยู่กับการจัดห่อขนม และทอดปลาหมึกอยู่ในครัว กลิ่นหอมของปลาหมึกทอดลอยมากระทบจมูกน้อยๆ ของลูกชาย จนต้องมายืนจ้องหน้าแม่แล้วทำตาปริบๆ

“หยุบไปแหล่ เอาตั๋วฮิมๆ ถาดเน้อ มันเย็นลงพ่องละ ตางนี้มันฮ้อนอยู่นา”

เด็กน้อยเอื้อมมือไปหยิบปลาหมึกทอดตัวที่หมายตาไว้แต่แรก พร้อมกับวิ่งไปหาพี่สาวที่กำลังยักแย่ยักยันอยู่กับโต๊ะตัวใหญ่ใต้ถุนบ้าน

ใช่แล้ว วันนี้มีหนังกลางแปลง เป็นหนังขายยามาฉายที่หน้าวัด และสิ่งที่ครอบครัวนี้จะทำได้ คือไปตั้งร้านขายของเคี้ยวของกิน หากำไรเป็นรายได้เล็กๆ น้อยๆ พอเก็บหอมรอบริบเป็นค่าเล่าเรียน และค่าชุดนักเรียนใหม่แทนชุดเก่าที่เสื้อนักเรียนขาวๆ ตอนนี้กลายเป็นสีเหลืองหม่นไปทุกทีแล้ว...




 

Create Date : 01 เมษายน 2551    
Last Update : 2 เมษายน 2551 14:24:23 น.
Counter : 117 Pageviews.  

1  2  3  

proctorray
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Verb to be classic, not born to be!

ถ้าคอเดียวกัน นี่เลย http://classicbikelover.hi5.com
Friends' blogs
[Add proctorray's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.