NEPAL เนปาล สักครั้งในชีวิต (with mom) 14-18 May 2011

เนปาลเป็นประเทศนึงที่อยากไปมานานแล้ว อยากเห็นหิมาลัยสักครั้งในชีวิต ทริปนี้เดินทางไปกัน 2 แม่ลูก ด้วยการบินไทย กับตั๋วโปรโมชั่นพอดีแม่ไม่สบายตั้งแต่ก่อนเดินทาง แต่ใจสู้สุด ๆ

ค่าตั๋ว 8,000 + ภาษีและน้ำมัน 5,220 รวมเป็น 13,220 บาท/คน
ค่าทำวีซ่า 875 บาท/คน

BKK-KATHMANDU เที่ยวบิน TG319 ที่นั่ง 55J,55K เวลา 10.15-12.25
KATHMANDU-BKK เที่ยวบิน TG320 ที่นั่ง 58A,58B เวลา 13.30-18.15

ถ้าอยากเห็นหิมาลัยตั้งแต่บนเครื่อง ต้องนั่งแบบไปขวา กลับซ้ายค่ะ
เวลาเนปาลจะช้ากว่าไทย 1.15 ชม.
เนปาลจะมีฝุ่นค่อนข้างเยอะ และไฟฟ้าดับได้โดยไม่รู้ตัว ควรจะพกผ้าปิดปากและไฟฉายไปด้วย

อัตราแลกเปลี่ยนช่วงนี้
1 USD = 70.5-71 NRS
1 BAHT = 2-2.3 NRS


วันที่ 1 => 14พ.ค. Swayambhunath

แล้วเรากับแม่ก็โชคดี ได้เห็นหิมาลัยตั้งแต่บนเครื่อง (เพราะตีซี้กับคนเนปาลข้าง ๆ เขาเลยชี้ให้เราดู เพราะถ้าดูเองมองไม่ออกเลยอ่ะ)





หลังจากมาถึงสนามบิน เราก็มองหารถที่ทางโรงแรมส่งมารับ
โรงแรมที่เราเลือกพัก เป็นโรงแรมสงบ ๆ น่ารัก ๆ มีสวนสวย ๆ ที่อยู่ในย่านทาเมล (Thamel) หรือคนไทยชอบเรียกว่าถนนข้าวสารเนปาล

Nirvana Garden Hotel (www.nirvanagarden.com) เราจองโดยการอีเมล์ไปขอราคาพิเศษจากโรงแรมโดยตรง เราพักที่นี่ 3 คืน คือ 14,15,17 พ.ค.

ราคาห้อง USD 40 เป็นห้อง Mini Suite มีเตียงใหญ่ 1 เตียงกับเตียงเสริมอีก 1 เตียง พร้อมแยกส่วน living room ออกมาต่างหาก มีทีวี, ตู้เย็น, แอร์และระเบียง พร้อมรถรับจากสนามบินฟรี 1 เที่ยว แต่ไม่มีอาหารเช้า

เรากับแม่ชอบมาก ห้องกว้างขวาง พนักงานโรงแรมก็อัธยาศัยดีมาก ๆ โรงแรมเงียบสงบ ถึงอยู่ใจกลางทาเมล และแถวโรงแรมก็มีร้านอาหาร ร้านแลกเงิน ร้านขายของเหมือน 7-11 ร้านชอปปิ้งมากมาย





ระเบียงห้องพร้อมสวนสวย ๆ







รถตู้คันสีขาวคือรถที่ทางโรงแรมจัดมาให้รับเรา เห็นตอนแรกก็อึ่งเล็กน้อย แต่ตอนหลังก็เข้าใจว่าคนเนปาล จะใช้แต่รถคันเล็ก ๆ ทั้งนั้น




อันนี้แผนที่บริเวณโรงแรมจ๊ะ ถ้าเดินออกจากโรงแรมก็จะเจอร้านอาหารร้านนี้ ส่วนรถสีขาวเล็ก ๆ ที่เห็น ก็คือหน้าตารถแท็กซี่ของเนปาล ซึ่งต้องต่อรองราคาดี ๆ ส่วนแท็กซี่มิเตอร์ก็มีนะ แต่แสบกว่าต่อรองราคากันเองอีก ไว้จะเล่าให้ฟังในวันที่ 3




หลังจากเก็บข้าวของเสร็จ ก็ไป สวยมภูวนาถ (Swayambhunath) หรือวัดลิง (Monky Temple) โดยเรียกแท็กซี่จากทาเมลไปในราคา NRS 120
ต้องเดินขึ้นบันไดหลายขั้นมาก ๆ หลังจากเดินมาได้ครึ่งทาง แม่ที่ไม่สบายอยู่แล้วก็บอกว่าขึ้นไปไม่ไหวแล้ว เลยได้ภาพมาแค่นี้




วัดนี้ลิงเยอะมาก ๆ ใครถือน้ำหรือของกินขึ้นไปต้องระวังลิงมาแย่ง ระหว่างทางเดินขึ้นก็จะมีร้านขายของตลอดทาง หลังจากขึ้นไปไม่ไหว เราก็เดินกลับลงมาด้านล่าง เห็นมีวัดและตลาด แถว ๆ นั้นเลยไปเดินเล่นถ่ายรูปมา



มีตลาดแบกะดินด้วย



2 แม่ลูกก็เริ่มหิว เรียกแท็กซี่กลับ เปิดราคามหาโหดมาก ๆ NRS 400 แต่เราก็กลับมาโรงแรมได้ในราคา NRS 120 เหมือนขาไป

เดินหาของกิน เจอร้าน Yak'Cafe อาหารเย็นมื้อแรกของเรา ข้าวผัด ซุปผัก สลัด อาหารรสชาดพอทานได้ แต่แม่ไม่สบายทานแทบไม่ลงเลย สงสารมาก > ค่าเสียหายมื้อนี้ NRS 280 ไม่แพงค่ะ


หน้าตาอาหารของเรา



+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

วันที่ 2 => 15 พ.ค. (Patan - Kathmandu Mall - Kathmandu Durbar Square)

ตื่นเช้าวันนี้ขอลองทานอาหารเช้าที่โรงแรมซะหน่อย หัวละ NRS 340 แพงอ่ะ เพราะไม่อร่อยเลย



หลังจากมื้อเช้าเสร็จเราก็ไป ปาตัน (Patan dubar square) นึกว่าจะไกล โดนแท็กซี่ฟันค่ารถไป NRS 300 ทั้ง ๆ ที่เราว่าไม่น่าจะเกิน 200
ค่าเข้าชมสถานที่ NRS 200 / คน
เราว่าที่นี่สวยมาก ๆ สวยกว่า ปัคตะภูร์ อีก





ครุฑของที่นี่ จะเป็นลักษณะนี้



บางรูปอาจจะย้อนแสง ไปบ้างนะค่ะ แบบว่าถ่ายรูปไม่เก่ง




ส่วนคุณแม่ถึงไม่สบาย แต่ยิ้มสู้กล้องเสมอ



เจอนักเรียนเต็มเลย สงสัยพึ่งกำลังจะเข้าเรียน เคยถามคนขับรถว่านักเรียนที่นี่เข้าเรียนกี่โมง ถ้าจำไม่ผิดเขาบอกว่า 9 โมง โหยสายมาก ๆ




ที่นี่คือน้ำศักดิ์สิทธิ์หรืออย่างไร ทำไมเห็นคนหิ้วกระป๋อง กระแป๋ง มาเอาน้ำกันเต็มเลย



เดินตรงมาเรื่อย ๆ แล้วหันกลับไปก็จะเจอภาพแบบนี้




จากตรงนี้ เราจะเจอทางแยก เอาล่ะซิ ทางไหนไปวัดทอง (Golden Temple Kwa Bahal) ลองเสี่ยงดวงดูละกัน เดินตรงไปก่อน

 

เดินไปเรื่อย ๆ ก็เจอครุฑแบบนี้อยู่ริมถนน



เดินไปเรื่อย ๆ ทำไมมันไกลจังหว่า หรือเราหลง เลยเดินตามกรุ๊ปฝรั่งดีฝ่า เผื่อจะเจอ
สภาพบ้านเรือนของเนปาล ดูสวยและขลัง ๆ ดี

 

เดินมั่ว ๆ ไปเรื่อยเจอวัดนี้ ไม่รู้วัดอะไร

ดูงานแกะสลักไม้ของวัดนี้ สวยอ่ะ

ตามฝรั่งมาในที่สุดก็เจอวัดทอง เย้



ที่วัดทองจะมีกฎห้ามนำเครื่องหนังเข้าวัด ไม่ว่าจะเป็นรองเท้า กระเป๋าหรือเข็มขัด
ค่าเข้าวัด คนละ NRS 50

ประตูทางเข้าวัด


ฝรั่งกลุ่มนี้ที่เราแอบสะกดรอยตามเขามา อิอิ




นี่คุณแม่คนเก่งของเราเอง บอกให้ยืนตรง ๆ แม่ก็ยืนตรงได้ใจจริง ๆ




เขากำลังซ่อมแซมอยู่พอดี


ข้างในมีองค์พระสวยงามมาก ๆ




หลังจากเดินกันเหนื่อยก็เริ่มหิว เลยเดินกลับมาเจอร้านอาหารร้านนี้
ได้วิวบรรยากาศดี ๆ เพราะสามารถมองเห็นปาตันได้ชัดเจน




ส่วนหน้าตาอาหารของเราและแม่ก็เป็นดังนี้
เราสั่งชุดอาหารเนปาลมาลองทานดู ข้าวแข็งมาก ๆ
ส่วนของแม่สั่งก๋วยเตี๋ยวเนปาลมาชิม รสชาดพอกัน แม่กินไปได้ 1/4
สำหรับเครื่องดื่มเราขอโค้ก พร้อมขอน้ำแข็งด้วย เขาเอาน้ำแข็งมาให้ 3 ก้อนใส่ชามมาน่ารักเชียว แสดงว่าคนเนปาลปกติจะไม่กินน้ำแข็ง เพราะบ้านเขาอากาศหนาวเป็นส่วนใหญ่นิ แต่แปลกมีไอติมขายนะ (ดูภาพข้างล่างได้)
สำหรับเราและแม่อาหารไม่ถูกปากเลย ทำให้รู้สึกว่าอาหารแพงมาก มื้อนี้จ่ายไป NRS900




หลังจากแม่หายเหนื่อย พอมีแรง เราก็อำลาปาตันด้วยภาพนี้



แล้วเดินไปเล่นซอยข้าง ๆ ดูว่ามีไรน่าสนใจบ้าง เท่าที่สังเกตุจะเป็นร้านขายเครื่องทองเหลืองเยอะ


เจอรถเข็นขายไอติมด้วย แต่ไม่ได้ชิม


เดินมาอีกนิดเจอประตูวัดน่ารักดี ที่ซอยนี้แม่ได้ผ้าห่มถูกใจกลับมาเมืองไทยด้วย ผ้านิ่มและอุ่นมาก ๆ คนขายคิดว่าเรากับแม่เป็นคนเนปาล เพราะคงไม่คิดว่าจะมีต่างชาติมาซื้อผ้าห่ม คนขายใจดีมาก ๆ เรามีเงินเนปาลไม่พอ เขาก็คิดเป็นเงินดอลล่าร์ให้เราโดยคิดเรตปกติเหมือนเราไปร้านแลกเงิน


หลังจากเดินเล่นซักพัก ก็ออกมาเรียกแท็กซี่ จากปาตันไป Kathmandu Mall NRS 250 โดนฟันอีกแล้ว

ที่ไปห้างนี้เพราะอยากเห็นสภาพบ้านเมืองเขาในหลาย ๆ มุม อยากดูว่าห้างจะเป็นอย่างไรบ้าง แต่ขอบอกว่าเป็นห้างที่ไม่มีไรเลย ห้องน้ำก็สุด ๆ ไม่น่าไปอย่างแรง ไม่แนะนำเลย ถามคนขับรถที่เราจ้างวันรุ่งขึ้น เขาบอกว่าห้างนี้เป็นห้างแรกของเนปาล เก่าแล้ว แต่ปัจจุบันมีห้างที่ใหม่กว่านี้ โอ้ว ข้อมูลเราไม่อัดเดต อิอิ




เดินห้างได้แค่ 5 นาที เรียกแท็กซี่ไป Kathmandu Durbar Square ดีกว่า
อันนี้รู้ระยะทางว่าใกล้มาก ๆ เลยต่อราคาไป NRS 50
ค่าเข้าที่นี่ NRS 300 / คน

หลังจากซื้อตั๋วผ่านเข้าไปปุ๊บ เจอร้านนี้ มองเมนูเจอกาแฟเย็นด้วย สองแม่ลูกดีใจสุด ๆ เดินเข้าร้านไปทันที
แต่รสชาดขอบอกว่าห่วยขั้นเทพ ไรฟระ ร้านออกจะหรู ชงกาแฟไม่ได้เรื่อง เซ็งเลย

 


เข้าไปข้างในกันเลยดีกว่า ไม่รู้ว่าจะโชคดีได้เจอกุมารีหรือเปล่า เพราะเคยได้ยินว่ามาเนปาล ถ้าได้เจอ 2 สิ่งถือว่าโชคดี สิ่งแรกคือภูเขาหิมาลัย สิ่งที่ 2 คือกุมารี




ปรากฎว่าเข้าไปข้างใน เขามีหาเสียงกันใหญ่เลย คนใส่เสื้อแดง หมวกแดงเต็มไปหมด แล้วเราก็ไม่ได้เจอกุมารี


มีร้านค้าขายของที่ระลึก



แต่เจอพระศิวะกับภรรยา ชอบมาก ๆ น่ารักดี สังเกตุมือพระศิวะดี ๆนะ






ภาพนี้คือ หนุมานโกด้า


เข้าไปดูข้างในกันหน่อย

ข้าง ๆ หนุมานโกด้า จะเป็นวัง ตอนเราไปถึงเป็นเวลาที่เขาปิดแล้ว ห้ามเข้า แต่เราขอชะโงกเข้าไปถ่ายรูปหน่อย พี่ทหารคนนี้ก็ใจดี




ส่วนใหญ่โบราณวัตถุของเขา จะเห็นผู้คนขึ้นไปนั่งเล่นกันเยอะมาก

 



เจอพระพิณฆเนศด้วย องค์น่ารักดี ส่วนอีกองค์จำไม่ได้แล้วว่าเทพอะไร



งานแกะสลักสวย ๆ ที่พบเห็นได้ทั่วไป งามมาก ๆ ชอบ ชอบ




ภาพนี้คือกาปมณฑป (ภาพย้อนแสงไปหน่อย) ตามประวัติเห็นบอกว่าสร้างจากไม้ต้นเดียว

 


หลังจากเดินชมได้สักพัก แม่เริ่มเหนื่อย เราก็กลับออกมาทางเดิมที่เข้ามา




แล้วก็กางแผนที่ เดินเข้าซอยเพื่อจะกลับโรงแรม ระหว่างนั้น แม่เจอพ่อค้าข้างทางขายลูกท้อ เลยอยากซื้อมาชิม ไม่แพงเลย ครึ่งโล NRS 40 เลยจัดไป ตาชั่งแกก็สุดยอดจริง ๆ

 


หลังจากชอปเสร็จ เราก็เดินกันไปเรื่อยๆ เจอวัดนี้ก็เดินตรงไปได้เลย




เดินไปจนถึงทางแยกเข้าโรงแรมแล้ว แต่หิว เลยเดินหาร้านอาหารก่อนดีกว่า
เดินมาเรื่อย ๆ เจอร้านอาหารญี่ปุ่น OFUKURO NO AJI เลยขอเปลี่ยนรสชาดมากินอาหารญี่ปุ่นบ้าง ทางเข้าเป็นทางเล็ก ๆ แต่ไม่ลึกลับ อยู่ชั้น 2 ของตึก ส่วนชั้น 3 เป็นร้านอาหารเกาหลีด้วย แต่ไม่ได้ชิม

 

ทางเข้าเป็นทางเล็ก ๆ แต่ไม่ลึกลับ อยู่ชั้น 2 ของตึก ส่วนชั้น 3 เป็นร้านอาหารเกาหลีด้วย แต่ไม่ได้ชิม




พอขึ้นไป เจอคนญี่ปุ่นกำลังนั่งทานอาหารอยู่ เรากับแม่ฝากท้องไว้ที่ร้านนี้หลายมื้อมาก เพราะอาหารใช้ได้เลย รสชาดดีเหมือนร้านอาหารญี่ปุ่นที่ไทย สังเกตุว่าทุกครั้งที่เรามาทาน จะเจอคนญี่ปุ่นมาทานที่นี่เหมือนกัน
รูปภายในร้านจ๊ะ




ส่วนรูปนี้คือหน้าตาอาหารที่เราสั่ง OYAGODON และของแม่ เป็นชุดปลาย่างเกลือ ดีใจมากเลย แม่กินได้เกือบหมด มื้อนี้ NRS 750 ถูกกว่ากินอาหารญี่ปุ่นที่เมืองไทย อิอิ




หลังกินเสร็จ เราก็เดินหารถทัวร์ที่จะพาเราไป Nargakot ปรากฎว่าช่วงนี้เป็นโลว์ซีซั่น ไม่มีรถทัวร์ไปที่นั่น เราต้องจ้างรถแท็กซี่ไป แม่หันมาบอกทันทีว่าถ้าไปแท็กซี่คันเล็ก ๆ แบบนี้ฉันไม่ไปนะ เราเลยต้องจ้างรถส่วนตัวเป็นรถเก๋งพร้อมคนขับไปแทน ซึ่งแพงกว่า โดยเราจ้างเที่ยวเดียว รับจากโรงแรมที่ทาเมลไปส่งเราที่โรงแรมตรงนาร์กากอต ในราคา $32 โดยเราจองผ่านเอเย่นต์แถวทาเมล ซึ่งมีเยอะมาก ๆ แต่พยายามหาร้านที่ดูน่าเชื่อถือหน่อย

สำหรับวันนี้เราพาแม่ไปเหนื่อยมาก ๆ เพราะตะลุยเยอะไปหน่อย นู๋ขอโทษคร๊า ก่อนนอนแม่ต้องกินยา ลากันด้วยภาพทาเมลยามค่ำคืนจ๊ะ



+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

วันที่ 3 => 16 พ.ค. (Bodhnath Stupa - Nagarkot)

มื้อเช้าวันนี้เราฝากท้องไว้ที่ร้าน Yak'cafe เช่นเดิม เพราะร้านเปิดแต่เช้า แต่อาหารเช้ามีแค่เมนูแบบนี้เท่านั้น > แม่นู๋อยากกินข้าวค่ะ ก็เราคนไทยนิเนอะ

 


หลังจากกินเสร็จ เราก็เดินไปเรื่อย ๆ เพื่อเรียกแท็กซี่ไปโพธินาถ (Bodhnath Stupa) คราวนี้เจอแท็กซี่มิเตอร์ตัวแสบ แสบยังไงเราก็มารู้ตอนขากลับเหมือนกัน เรานั่งไปถึงที่นั่น NRS 400
ค่าเข้าที่นี่คนละ NRS 150 ชอบที่นี่ สวยดี ภาพประตูทางเข้า


พอเดินผ่านประตูเข้ามา ก็ต้องเจอกับความอลังการของสถูป กับดวงตาเห็นธรรม ดูขลังมาก ๆ




ตอนแรกตั้งใจจะเดินให้ครบ 3 รอบ แต่หลังจากนั้นครบรอบเดียวก็เหนื่อยแล้ว พอเถอะ
รอบ ๆ สถูป ก็จะมีร้านค้าขายของที่ระลึกด้วย ที่นี่จะได้พบพระทิเบตเยอะมาก




พอเดินไปได้สักพัก รู้แล้วทำไมมีพระทิเบตเยอะ ก็มีวัดอยู่ตรงนี้เอง ข้างในมีองค์พระสวยงามมาก



พระกำลังสวดมนต์อยู่

จะเห็นคนที่นี่ มาหมุนกงล้อแบบนี้ พร้อมสวดมนต์ไปด้วย


เดินได้สักพัก ก็กลับออกมาทางเดิม แท็กซี่ก็จะกรูกันเข้ามาถามว่าจะไปไหน เราก็เลือกมาสักคันบอกว่าจะกลับโรงแรม แท็กซี่เปิดราคามา NRS 300 รู้เลยไอ้แท็กซี่มิเตอร์ตอนขามา มันโกงชัด ๆ ฮึ่ม เราเลยต่อราคาไปที่ NRS 250 กลับมาหาข้าวกินแถว ๆ โรงแรม แล้วก็นั่งรอรถที่จ้างไว้มารับเพื่อไป นาร์กาก็อต

ทางที่ไปนาร์กาก็อต จะเหมือนกับทางเหนือของบ้านเรา ที่ต้องขึ้นเขาขึ้นดอย ก็ดูสวยดี อากาศก็เย็นสบาย
อาหารเที่ยงก่อนเดินทางไป นาร์กาก็อต สลัดหน้าตาและรสชาดประหลาด ๆ





ถึงแล้วที่พักของเรา NIVA NIWA LODGE (www.nivaniwa.com) ราคาห้อุง $30 โรงแรมนี้อยู่บนเขา วิวสวยมาก ถ้าอากาศดี ๆ จะสามารถมองเห็นยอเขาหิมาลัยจากที่นี่ได้เลย




มาดูในห้องพักกันบ้าง สังเกตุว่าบนที่นอนจะมีผ้าห่มอย่างหนาหลายชั้นมาก หน้าหนาวคงจะหนาวน่าดู


มาดูระเบียง และวิวรอบ ๆ โรงแรมกันบ้าง



ร้านอาหารของที่นี่ มีที่นั่งล้อมรอบผิงไฟให้ความอุ่นด้วย




หลังกินข้าวเสร็จ แม่ก็กินยาแล้วเข้านอน โชคดีที่มีฮีตเตอร์ เพราะแม่หนาว สงสัยจะเป็นไข้แน่ ๆ เลย

ลากันด้วยภาพพระจันทร์ ค่ะ  สาธุพรุ่งนี้ขอให้ฟ้าใส




++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

วันที่ 4 => 17 พ.ค. (Bhaktapur)

ตั้งใจตื่นแต่เช้า เพื่อจะมาถ่ายรูปพระอาทิตย์ขึ้น พร้อมด้วยวิวภูเขาหิมาลัยเป็นฉากหลังซะหน่อย แต่ดูรูปซิ

รอแล้วรอเล่า ยิ่งรอหมอกก็ยิ่งลงจัด จนแทบไม่เห็นไรเลย

เลยลงทานอาหารเช้าดีกว่า พร้อมถ่ายรูปเป็นที่ระลึกซะหน่อย Smiley

 หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ เราก็ลงมาด้วยรถคันเดิม เพราะแม่เห็นรถบัสท้องถิ่นที่วิ่งสวนลงไปตอนเราขึ้นมา ฝรั่งนั่งบนหลังคารถ Smiley แม่เลยบอกขอบาย กลับคันเดิมละกัน คนขับขับรถดี อัธยาศัยก็ดี เราเลยจ้างกับเจ้าของรถโดยตรง ในราคา $40 เพราะต้องแวะเที่ยวที่ภัคตะปูร์ก่อนกลับทาเมล
ตอนแรกติดต่อเอเย่นต์ เปิดราคามา $60 โหดมาก ต่อก็ไม่ให้ เราก็ไม่ง้อ

ค่าเข้า Bhaktapur จะแพงกว่าที่อื่น คนละ NRS1,100 แต่เราว่าปาตันสวยสุด

หลังจากจ่ายค่าผ่านประตู เราก็เดินเข้าประตูกันมาเลย






แม่ยังไม่สบายอยู่ แต่ก็ยิ้มสู้ค่ะ





 




หลังจากนั้นเราก็เดินออกมาข้าง ๆ เข้าซอยนี้ (ตามฝรั่งไปอีกเช่นเคย )

พอทะลุมาเราก็เจอแบบนี้





ลากันไปด้วยภาพนี้จ๊ะ

หลังจากนั้นเราก็กลับเข้าที่พัก ที่เดิม แล้วก็ออกกินอาหารเย็นที่ร้านอาหารญี่ปุ่นร้านเดิม อร่อยแล้วก็ใกล้ดี



+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

วันที่ 5 => 18 พ.ค. (เตรียมตัวกลับ แม่คงอยากจะกลับใจจะขาด อิอิ)

วันสุดท้าย ไม่รีบไม่ร้อน เดินถ่ายรูปเล่นแถวทาเมล เพื่อรอกินอาหารเช้า ร้านรวงก็ยังไม่ค่อยเปิดกัน

ที่พักเราเดินออกมาก็จะเจอร้าน เอเวอร์เรส สเต็คเฮ้าส์ ส่วนตึกส้ม ๆ ก็เป็นที่พักชื่อ ทิเบต เกสเฮ้าส์ ดูแล้วก็น่าพักไม่หยอก


เจอราคารถบัส ไปตามที่ต่าง ๆ

หลังจากเดินเล่นไปมา ร้านอาหารญี่ปุ่นก็เปิด เลยตัดสินใจเข้าไปกินอาหารเช้าที่นี่ (กินจนซี้กับเด็กเสริ์ฟ เลยขอถ่ายเมนูมาลง)

หลังจากอิ่มแล้วก็บอกลาน้อง ๆ ซะหน่อย เผื่อคิดว่ามื้ออื่นจะมากินอีก
ไหน ๆ มาเนปาลแล้ว สินค้าขึ้นชื่อ คือผ้า Pashmina ก็เลยขอแอบดูซะหน่อย

ดูไปดูมา ได้ผ้าพันคอมา 2 ผืน ฝากเพื่อนรักไป 1 ผืน ใช้เอง 1 ผืน ผืนละ NRS600 เป็น Pashmina แท้หรือเปล่าไม่รู้ รู้ว่าชอบ เนื้อผ้าบางแต่พันแล้วอุ่นมาก ๆ


ด้วยความที่เรามีเงินเนปาลเหลือ ก็เลยไปแลกคืนที่เคาเตอร์ก่อนเลย เพราะเอากลับมาไทย คงเน่าคากระเป๋า เพราะแลกที่ไทยไม่ได้

แล้วก็กันเงินส่วนนึงไว้เป็นค่าแท็กซี่ไปสนามบิน ซึ่งเราเหลืออยู่ติดกระเป๋าแค่NRS 225 เท่านั้น แท็กซี่คันแรกเปิดราคามา NRS400
แต่เราได้คันที่ 2 เปิดราคามา NRS300 เราบอกว่าเหลือเงินแค่ NRS225 ไปไหม ฮีไปเราก็ไป

ได้ภาพจากรถแท็กซี่มาเล็กน้อย เป็นถนนหนทางในเนปาล


ขอลาเนปาลด้วยภาพสนามบินตรีภูวัน นะคร๊า (จริง ๆ เค้าห้ามถ่ายค่ะ เพราะพอเราถ่ายเสร็จ เจ้าหน้าที่เดินมาบอกว่าห้ามถ่ายนะจ๊ะนายจ๋า )

ไม่รู้ว่าจะได้กลับมาเนปาลอีกรอบไหม แต่ถ้ายังไหวคงได้ไปเบสแคมป์บ้างล่ะ Smiley




Create Date : 27 กันยายน 2554
Last Update : 27 เมษายน 2555 15:18:42 น. 0 comments
Counter : Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
katjang
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




RewriteRule ^category/(.+)$ http://www.yourblog.com/$1 [R=301,L]
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add katjang's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.