ลิปสติกสีแดง ณ อิแทวอน



แม้อากาศภายนอกจะหนาว ความปรารถนาภายในกลับร้อนราวกับภูเขาไฟรอวันปะทุ รอยจูบของเขาราวกับพญามังกรที่พ่นไฟเข้ามาทั่วร่างฉัน ไม่เพียงเท่านั้น มือซนๆของเขาก็เริ่มสัมผัสประชิดตัวฉันมากขึ้น ลมหายใจของเขาอุ่นเสียจนเรียกได้ว่าร้อนราวกับไฟที่ถาโถมเข้าใส่ฉัน ร่างกายและจิตใจที่เปรียบเสมือนเหล็กเก่าๆที่มีรอยสนิมมากมายแทบหลอมละลายไปชั่วขณะ ฉันคงโดนมนต์อิแทวอนสะกดให้ฉันกลายเป็นสาวใหญ่สุดบ้าคลั่งที่ประกบปากแลกน้ำลายกับหนุ่มชาวต่างชาติ ในที่สาธารณะอย่างไม่อายฟ้าดินเสียแล้ว

ไฟราคะ….แรงปรารถนาที่เร่าร้อน รุนแรงราวกับไฟ และความกระหายอยากทางกามโดยไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี ทั้งสองสิ่งนี้เรียกรวมกันสั้นๆ เข้าใจง่ายๆว่า ไฟราคะ นั่นสินะ ในเมื่อชีวิตมนุษย์เต็มไปด้วยแรงปรารถนา เรามีความต้องการในชีวิตอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เราหิวข้าวได้ทุกวัน หิวน้ำได้ทุกชั่วโมง และเซ็กซ์ก็เป็นความต้องการของมนุษย์ชนิดหนึ่งที่เราหิวได้เช่นกัน

อา…ใช่แล้ว ฉันหิวเซ็กส์ และไฟราคะในตัวฉันมันคุกรุ่นจนแทบปะทุออกมาราวกับลาวาภูเขาไฟก็ไม่ปาน ฟังแล้วอาจจะไม่เหมาะนักที่ผู้หญิงดีๆอย่างฉันจะรู้จักความต้องการตัวเองและพูดโพล่งออกมาเช่นนี้ ใช่สิ ผู้หญิงเราจำเป็นต้องสวย อ่อนหวาน เป็นผู้ตามที่ดี ไม่มีปากเสียงในเรื่องใดๆ รวมไปถึงเรื่องเซ็กส์ ด้วยเหตุผลสั้นๆที่ใครๆต่างบอกว่า “ผู้หญิงดีๆ เค้าไม่พูดเรื่องเซ็กส์ หรือความปรารถนาอะไรแบบนั้นหรอก คงมีแต่ผู้หญิงร่านสวาทเท่านั้นที่มัวแต่หมกมุ่นอยู่กับเรื่องนี้”

ฉันเองก็เคยเชื่อในคำพูดเหล่านั้นตลอดมา ตั้งแต่เด็กจนโตฉันเป็นหญิงสาวที่ดีได้รับการศึกษาที่ดี หญิงสาวที่น่ารักคนนี้เรียนจบจากมหาวิทยาลัยหญิงอีฮวาและได้แต่งงานกับคิมโซอิลชายหนุ่มอนาคตไกลซึ่งจบมาจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล
ด้วยวัยเพียงยี่สิบสี่ปีฉันมีชีวิตที่ดีพร้อม เรียนจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชื่อดังเป็นที่เชิดหน้าชูตาของพ่อแม่ ได้แต่งงานกับชายหนุ่มที่ดีเพียบพร้อม ช่างเป็นชีวิตที่หญิงสาวเกาหลีทุกคนใฝ่ฝัน แล้วชีวิตฉันจะขาดอะไรอีกเล่า…

“ผมไปทำงานก่อนนะ”
เสียงทุ้ม นุ่มนวล ทว่าเย็นชาของเขาช่างบาดหัวใจของฉันเสียเหลือเกิน เขาละมือจากอาหารเช้า คว้าเสื้อนอก และเดินออกไป ไม่มีแม้แต่รอยจูบเบาๆที่แสดงว่าเขายังรักและเป็นห่วงฉัน… สิ่งเหล่านั้นคงหายไปพร้อมกับการแต่งงานร่วมสิบปีของเราสินะ

อีกวันของชีวิตที่เต็มไปด้วยความว่างเปล่า นานเท่าไหร่แล้วนะที่ฉันมีเพียงเสียงของความเงียบเป็นเพื่อนยามเช้า นานเท่าไหร่แล้วนะที่ทุกๆวันของฉันผ่านไปราวกับล่องลอยอยู่บนก้อนเมฆสีเทาที่เงียบเหงาและหนาวเหน็บ
หรือว่าฉันหมดศรัทธาในความรักแล้วหรือ?

ความรัก…ฉันไม่แน่ใจเสียด้วยซ้ำว่า “ความรัก” มันมีตัวตนอยู่จริงๆ หรือเป็นเพียงการแต่งงานเพื่อทำหน้าที่ภรรยาที่ดีของคิมโชอิลเท่านั้น บ้านหลังใหญ่ เงินใช้สอยที่ฟุ่มเฟือย แต่ชีวิตคู่ที่ไร้ความรักราวกับถูกขังอยู่ในกรงแก้ว ฉันใช้เวลาอยู่คนเดียวในบ้าน ในขณะที่ “เขา” ใช้ชีวิตนอกบ้านเสียเป็นส่วนใหญ่ นานเท่าไหร่แล้วนะที่เขาไม่เคยแม้กระทั่งหอมแก้มหรือสัมผัสมือเบาๆ เพราะฉะนั้นอย่าได้ฝันที่จะพูดถึงเรื่องเซ็กส์เลย

โชอิลกลับบ้านดึก บ่อยครั้งที่ฉันได้กลิ่นน้ำหอมที่ไม่คุ้นเคย หรือรอยลิปสติกจางๆ แต่ด้วยหน้าที่ภรรยาที่ดี หน้าที่ๆจะต้องประคับประคองชีวิตครอบครัว ฉันจึงไม่เคยซักถามเรื่องราวเหล่านั้นแต่ประการใด ได้แต่เก็บมันไว้ในมุมมืดของความคิดเพียงเพราะกลัวที่จะเผชิญกับความจริงที่ซ่อนอยู่

เรามีลูกชายด้วยกันหนึ่งคน สามีของฉันวาดความหวังและอนาคตอันไกลโพ้นให้กับลูกชายวัยเก้าขวบ อนาคตที่ดีก็ต้องแลกกับเวลาที่ต้องใช้ไปอย่างมากมายกับโรงเรียนกวดวิชา ฉันจึงใช้ชีวิตอยู่ในบ้านเพียงลำพังคนเดียวมาเป็นเวลาหลายปี เพื่อรอสามีกลับมาตอนดึก หรือบางวันที่เขาไม่กลับมาและวันนั้นก็จะเป็นวันที่ฉันรอเก้อ….ฉันเบื่อเต็มทีกับการเป็นคุณนายคิมที่ต้องอยู่แต่ในบ้าน เมื่อความอดทนของคนเรามีที่สิ้นสุด ฉันจึงไม่ทนรอและใช้ชีวิตเป็นคุณนายคิมหลังครัวอีกต่อไป ฉันออกไปชอปปิ้งซื้อข้าวของ เสื้อผ้า และเครื่องสำอางจึงกลายเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉัน

ใช่แล้ว ฉันกลายเป็นคุณนายคิมผู้รักในการชอปปิ้งอย่างเป็นชีวิตจิตใจ ฉันซื้อเสื้อผ้าและเครื่องสำอางมากมาย และสิ่งหนึ่งที่ฉันคลั่งไล้มากที่สุดคือลิปสติกสีแดงสด และที่บ้าไปกว่านั้นคือ แม้เป็นลิปสติกสีแดงเหมือนกัน แต่ฉันซื้อมามากมายหลายยี่ห้อ มากเสียจนใช้ได้ไปอีกสิบปี แต่ก็ไม่เป็นไรหรอกนะ เพราะฉันมีเงินซื้อของเหล่านั้น และสามีฉันก็เต็มใจจ่ายให้เสมอ

ด้วยวัยสามสิบตอนปลายผู้หญิงทุกคนต่างก็กังวลว่าตนจะแก่ตัวลงไป เครื่องสำอางรวมไปถึงการทำศัลยกรรมจึงเป็นเสมือนเพื่อนแท้ สำหรับฉันลิปสติกสีแดงสดเป็นเสมือนเพื่อนแท้ เป็นประกายไฟให้ชีวิต ทำให้ฉันรู้สึกเซ็กซี่และสดใสอยู่ตลอดเวลา เรียวปากได้รูปถูกทาทาบด้วยลิปสติกสีแดงสด ฉันรู้สึกได้ถึงความเร่าร้อน ร่าเริง และยั่วยวนไปในที ลิปสติกสีแดงคือสัญลักษณ์ของความเป็นผู้หญิงเต็มตัว และหากฉันไม่ได้ทาลิปสติกสีแดงสดก่อนออกจากบ้าน วันนั้นฉันคงรู้สึกได้ว่าร่างกายของฉันซีดเผือดและเปลือยเปล่า ราวกับไม่ได้ใส่ชุดชั้นในเลยทีเดียว ช่างน่าขันที่รูปลักษณ์เซ็กซี่ช่างขัดกับชีวิตเซ็กส์เสียเหลือเกิน ภายนอกเป็นเหมือนกองไฟแต่ภายในเหลือเพียงเถ้าถ่าน

ชีวิตที่เหี่ยวเฉาก็ไม่ต่างอะไรกับใบไม้แห้งที่รอวันโรยรา เหมือนกับฤดูใบไม้ร่วง และวันธรรมดาในฤดูใบไม้ร่วงก็ไม่ธรรมดาอีกต่อไป วันนี้ฝนตก ลมพัดค่อนข้างแรง ฝนเริ่มตกหนาเม็ดขึ้นเรื่อยๆ และฉันเองก็ไม่มีร่ม พาลจะทำเสื้อแบรนด์เนมสุดหรูที่อยู่ในถุงข้างกายเปียกเอาเสียได้ ฉันจึงตัดสินใจวิ่งเข้าร้านกาแฟที่ใกล้ที่สุดโดยไม่ลังเล

“โอ๊ย “เสียงดังปึง..โครม ฉันวิ่งชนประตูกระจกเข้าอย่างจัง ถุงในมือหล่นกระจายไม่เป็นทิศทาง
“I’m so so so sorry… sorry” ใช่แล้ว เสียงชายหนุ่มชาวต่างชาติคนหนึ่ง ขอโทษฉันเสียเป็นการใหญ่ เขาเดินเข้าไปในร้านกาแฟ คงรีบมากเสียจนเห็นว่าฉันวิ่งตามมาข้างหลัง
“ผมขอโทษจริงๆที่ผมไม่ทันดู” เขาช่วยฉันเก็บข้าวของ เราสองคนพาร่างที่เปียกปอนเข้าไปในร้านกาแฟ
“ขอให้ผมได้เลี้ยงกาแฟคุณเพื่อเป็นการขอโทษนะครับ”

นี่ก็เป็นเวลาเที่ยงกว่าๆ ฝนตกหนักอย่างไม่มีทีท่าว่าจะซาลงง่ายๆ แต่คงไม่เป็นไรนักเพราะดูทีท่าว่าฉันจะได้เพื่อนใหม่ในวันนี้ ชายหนุ่มสัญชาติอเมริกันที่นั่งอยู่ตรงข้ามฉันชื่อว่า ทอม หรือ โทมัส โจนส์ เป็นทหารในกองทัพอเมริกันประจำอยู่ที่โซล ฉันไม่ได้ถามอายุทอม ทว่าใบหน้าที่อ่อนเยาว์ รอยยิ้มที่สดใสผ่านม่านนัยน์ตาสีฟ้าคู่นั้นคงพอเดาได้ว่าเขาคงมีอายุอยู่ประมาณยี่สิบกลางๆ เวลาผ่านไปสามชั่วโมงอย่างรวดเร็วเหลือเกิน นานเท่าไหร่แล้วนะที่ฉันไม่ได้พูดคุยและหัวเราะมากมายขนาดนี้ ทอมดูเป็นคนมีอารมณ์ขันดีเสียทีเดียว เราคุยเรื่องราวต่างๆนาๆเกี่ยวกับชีวิตในเกาหลี ฉันยังคงค่อยๆจิบคาเฟ่ มอคคิอาโตอย่างละเมียดละไม ในทันใดฉันเห็นสายตาของทอมจดจ้องมาที่ฉันอย่างไม่วางตา

“ทำไมคะ”
“เปล่าครับ แค่มองดู รู้สึกว่าคุณจะมีความสุขกับการจิบกาแฟแก้วนั้นจริงๆนะครับ”
แค่ประโยคพื้นๆ บทสนทนาธรรมดาๆ แต่ไม่รู้ทำไมฉันถึงรู้สึกเขินมากมายขนาดนี้ มันคงเป็นเรื่องน่าขันที่คุณนายคิมวัยสามสิบกว่าๆรู้สึกเขินกับคำพูดของชายชาวต่างชาติอายุน้อยคนนี้ ไม่หรอก…มันไม่ได้มีความหมายใดๆทั้งสิ้น คงเป็นเพียงคนที่คุยกันถูกคอก็เท่านั้น

บทสนทนาและเสียงหัวเราะสามชั่วโมงกว่าๆในร้านกาแฟย่านอิแทวอนได้เวลาปิดฉากลง ฉันขอตัวกลับบ้าน และบอกลาทอม ชายหนุ่มแปลกหน้าที่ฉันไม่อาจปฏิเสธเสน่ห์ในตัวเขาได้ ก่อนกลับ ทอมได้ให้นามบัตรและเบอร์โทรศัพท์มือถือยื่นให้ฉัน มือของเขาสัมผัสฝ่ามือฉันเบาๆ ฉันรู้สึกได้ถึงสารเคมีที่ปั่นป่วนแผ่ซ่านเข้าสู่ร่างกาย ทันใดนั้นนัยน์ตาของเราประสานกันอย่างไม่ได้ตั้งใจ ราวกับเราสามารถพูดคุยกันโดยสายตา ไม่แม้แต่จะมีคำพูดใดๆ ทอมดึงมือฉันเข้าหาตัวเขาและทาทาบริมฝีปากคู่นั้นเข้ากับริมฝีปากของฉัน จูบ!! รอยจูบแบบไม่ได้ตั้งใจแต่เต็มไปด้วยแรงปรารถนาของคนแปลกหน้าสองคนเป็นเหมือนเพลิงอันเร่าร้อนที่ไม่อาจหยุดได้อย่างง่ายดาย

ท่ามกลางร้านรวงและความวุ่นวายในย่านอิแทวอน เขาบรรจงจูบ รุนแรง เร่าร้อน แต่นุ่มนวลไปในที ร่างกายของฉันอยู่ในอ้อมกอดอันแข็งแกร่งและอบอุ่นของเขา หากเขาไม่โอบฉันเอาไว้ ณ วินาทีนี้ ฉันคงเข่าอ่อนหลอมละลายลงไปกองกับพื้นเป็นแน่ ชั่วครู่ต่อมา ฉันผละตัวเองออกจากอ้อมแขนของเขา

“ผมขอโทษ จริงๆ ผมคิดว่าผมชอบคุณ” นัยน์ตาคู่นั้นมองมาที่ฉันราวกับจะอ้อนวอนขอให้ฉันกลับไปอยู่ในอ้อมกอดเขาอีกครั้ง ฉันถลาเข้าไปกอดเขาและเราจูบกันอีกครั้ง ข้างๆร้านกาแฟร้านเดิม ซอกหลืบเล็กๆในย่านอิแทวอนที่ไม่มีใครสนใจซึ่งกันและกัน และครั้งนี้เป็นรอยจูบที่ฉันเต็มใจให้เขาอย่างจริงจัง

ร่างกายถูกประสานกันด้วยรอยจูบราวกับเขาและฉันหลอมละลายกลายเป็นร่างเดียวกัน รอยจูบนี้ช่างดีเหลือเกิน ดีจนเรียกได้ว่าดีที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้ ทว่ารอยจูบนี้นำมาซึ่งไฟราคะที่ยากจะดับลงไปได้ง่ายๆ ไม่นานเท่าไหร่นักเราทั้งสองเปลือยกายใต้ผ้าห่มผืนเดียวกันในห้องของเขาซึ่งไม่ไกลจากร้านกาแฟมากนัก เขายังคงหลับอยู่ ฉันมองเขาอยู่ครู่หนึ่งแล้วเดินเปลือยกายไปในครัวเพื่อหาน้ำเย็นๆดื่มสักแก้ว บทรักของเขากับฉันช่างร้อนแรงเสียจนฉันอดยิ้มกับตัวเองไม่ได้ นานเท่าไหร่แล้วนะที่ฉันไม่ได้ปลดปล่อยความรู้สึกแบบนี้ หรือทั้งชีวิตฉันไม่เคย…เลย แม้แต่กับโชอิล ใช่…โชอิลไม่เคยทำให้ฉันมีความสุขได้ขนาดนี้ หรือโชอิลไม่เคยรักฉันเลยนะ… หรือฉันคิดมากเกินไป ฉันกับเขาเจอกันเพียงครั้งเดียว ฉันไม่ควรเอาความใคร่ชั่วครู่มาตัดสินความรักและชีวิตคู่ของฉันกับโชอิล ความรักกับความใคร่มักมาคู่กันเสมอจนฉันแทบแยกไม่ออก เสียจริง

“ตื่นนานรึยังครับ” ร่างเปลือยเปล่าของเขาโอบกอดฉันจนแทบจะหลอมละลายอีกครั้ง เขานัวเนีย เว้าวอนขอให้ฉันอยู่กับเขาต่อไปอีกสักพัก สามทุ่มกว่าๆ ภาพของโชอิลลอยเข้ามาในหัวฉันตลอดเวลา ฉันรู้สึกผิดต่อโชอิลเสียเหลือเกิน

ฉันบอกลาทอมและกลับบ้านมารอโชอิล ห้าทุ่มกว่า โชอิลยังไม่กลับบ้านตามเคย ฉันรอโชอิลด้วยความรู้สึกผิดจับใจ การทำหน้าที่ภรรยาที่ดีของฉันได้พังทลายลงสิ้น แต่อีกนัยหนึ่งในใจฉันยังคงคิดถึงทอม รอยยิ้มที่สดใส บทสนทนาที่เต็มไปด้วยความร่าเริง เป็นกันเอง ราวกับฉันได้อยู่ในโลกแห่งความฝัน และบทรักที่เร่าร้อน ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีและไฟปรารถนาในใจของฉันถาโถมซัดเข้ามาในสมองราวกับคลื่นยักษ์กระทบฝั่ง ท้ายที่สุดฉันหลับไปพร้อมกับฝัน จินตนาการที่มีทอมและฉันอยู่ด้วยกัน เป็นอันสรุปว่า ไฟราคะได้ชนะความรู้สึกผิดชอบชั่วดีโดยมีฉันเป็นกรรมการที่อยุติธรรมที่สุดในโลก

ในวันต่อๆมา ฉันยังคงไปพบทอมที่อิแทวอนเสมอ ชู้รักวัยหนุ่มของฉันร่าเริงและน่ารัก เขารอฉันอยู่ในร้านกาแฟร้านเดิมที่เราพบกันครั้งแรก ทุกๆครั้งเราพบกันที่นั่น โต๊ะตัวเดิม และจบลงที่อพาร์ตเม้นท์ของทอม เป็นดนตรีที่บรรเลงเพลงเดิมซ้ำไปซ้ำมา แต่ไม่เคยเบื่อเลย ฉันไม่แน่ใจว่าฉันรักเขาหรือเป็นเพียงความปารถนาในช่วงเวลาสั้นๆกันแน่ ยามอยู่ใกล้เขาหัวใจเต้นแรง เร็ว ไม่เป็นจังหวะ รอยยิ้มและหัวเราะที่ทำให้หัวใจเบาหวิวและลอยล่องอย่างมีความสุขราวกับนกฮัมมิ่งเบิร์ด ในป่าภูเขา ฉันคิดว่าฉันรักเขาและหวังว่าเขาคงรักฉันเช่นกัน ในขณะที่ฉันอยู่กับโชอิลเพียงช่วงเวลาสั้นๆของวัน ฉันยังคงเป็นคุณนายคิมที่อ่อนโยนอยู่เสมอ
“ทุกครั้งที่ผมมองตาคุณ มันเหมือนมีม่านในดวงตา เหมือนคุณไม่ได้เปิดใจให้ผม” ทอมพูดกับฉันราวจะตัดพ้อ เขาคงเปรียบเปรยเพียงเพื่อจะถามถึงเรื่องของโชอิล สามีของฉันสินะ ทอมไม่เคยเอ่ยปากถามว่าฉันมีใครรออยู่ที่บ้าน หรือถามว่าฉันแต่งงานหรือยัง แต่ด้วยความเข้าใจที่ไร้ซึ่งสำเนียงภาษาเราทั้งคู่ต่างเข้าใจในความหมายเดียวกันว่า เราทั้งคู่ได้ก้าวล้ำผ่านเขตแดนของ “ความถูกต้อง” ไปเสียแล้ว
ฉันลุกขึ้นมาแต่งตัว แต่งหน้าอยู่ตรงหน้ากระจกในห้องของทอม บรรจงทาลิปสติกสีแดงเพื่อเพิ่มความมั่นใจ ทอมลุกจากเตียงมาลูบหลังฉันและกระซิบเบาๆ

“คุณทาปากแดง ดูเซ็กซี่จริงๆ”
ฉันหัวเราะเบาๆ กับคำชมแล้วหันกลับไปบอกเค้าแบบขำๆว่า “แน่ล่ะสิ ลิปสติกสีแดงมันเป็นเหมือน Identity ของฉันเพราะ มันสามารถปกปิดความแก่ของฉันได้ยังไงล่ะ”
“ไม่นะครับ คุณไม่แก่ แต่คุณเซ็กซี่ จริงๆนะ”

ใช่ตามที่ฉันบอก ลิปสติกสีแดงคือความเป็นตัวตนของฉัน ตัวตนที่ฉันบอกสังคมว่าฉันคือ ฮยอริ หรือคุณนายคิม ผู้ดีพร้อม ฮยอริที่ต่างจากฮยอริที่อ้างว้าง โหยหาความรักและมีความสัมพันธ์ลับๆกับหนุ่มต่างวัยชาวอเมริกัน ฮยอริที่ปกปิดตัวเองไว้ด้วยลิปสติกสีแดง ความสดใสจอมปลอมบนใบหน้า

ม่านในดวงตาที่ทอมหมายถึงคงเทียบไม่ได้กับม่านในดวงใจของฉัน ม่านผืนหนาในดวงใจของฉันห่มคลุมความรู้สึกที่ฉันมีต่อทอมอย่างมิดชิด หลบซ่อนไม่ให้โชอิลและครอบครัวได้รับรู้ ทว่าม่านในดวงใจผืนนั้นกลับห่มคลุมความสุขของฉันไว้เสียสิ้น ความสุขที่ฉันได้รับจากทอมอาจจะไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง

ความสุขเหล่านั้นเป็นเพียงการฉีดยาชาให้ผู้บาดเจ็บ เพียงชั่วครู่ที่ยาชาหมดฤทธิ์ ความอ้างว้างมาเยือนฉันอีกครั้ง หรือไม่ ความสุขเหล่านั้นคงไม่ต่างอะไรกับลิปสติกสีแดงแท่งนี้เสียล่ะมั้ง ทุกครั้งที่ลืมตาตื่นด้วยใบหน้าซีดเผือดบ่งบอกร่องรอยแห่งวัย เครื่องสำอางและลิปสติกสีแดงคืนความสดใสให้ฉันอีกครั้ง แต่ก็เป็นเพียงความสดใสชั่วคราว พอตกกลางคืนฉันลบมันทิ้งไป และพบกับความจริงอีกครั้ง คือ คุณนายคิม ภรรยาที่แสนดี ทว่าอ้างว้างเหลือเกิน แต่ในทางกลับกันคุณนายคิมที่ไร้คราบลิปสติกในคืนนี้ จะกลับไปเป็นคุณนายคิมที่สดใสด้วยลิปสติกสีแดง จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงการเป็นชู้รักของทอมตอนกลางวันและคุณนายคิมยามค่ำคืนไปได้ เพราะสองสิ่งนี้ต้องอยู่คู่กันเสมอ เหมือนลิปสติกสีแดงที่ถูกลบออกยามค่ำคืน และทาทาบริมฝีปากในช่วงกลางวัน เวลานั้น ความสดใสจะกลับมาอีกครั้ง ณ อิแทวอน




Create Date : 23 พฤษภาคม 2554
Last Update : 23 พฤษภาคม 2554 11:32:55 น.
Counter : 324 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

natstered
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]