สายฝนกับความฝัน
สายฝนกับความฝัน

ฝนตกกระหน่ำราวกับว่าเมฆจะร่วงลงมาจากฟากฟ้า ผมนั่งมองดูหยาดฝนเม็ดใหญ่ตกกระทบพื้นดินจนเปียกชุ่ม พลันนึกถึงคำพูดใครคนหนึ่งลอยขึ้นมาในหัว “ความฝันไม่ใช่ก้อนเมฆ แต่ความฝันคือสายฝน” คำพูดนี้ยังคงติดตรึงในสมองผม ไม่มีวันคลาย
.............................................................

ในห้องเพนเฮ้าส์ของโรงแรมห้าดาวใจกลางกรุงเทพ เทพพิทักษ์นอนชื่นชมเมืองใหญ่ผ่านกระจกห้องน้ำสุดหรูอยู่ในอ่างอาบน้ำจากูชชี่ บรรยากาศโรแมนติกยามค่ำคืนดูชื่นฉ่ำตระการตาเป็นสองเท่าเมื่อในอ่างอาบน้ำไม่ได้มีเพียงเขา
...ใช่แล้ว....มิเชลนางแบบลูกครึ่งฝรั่งเศสร่างระหงคนดังที่หนุ่มๆหลายคนหมายตานอนเปลื้องผ้าในอ่างน้ำเดียวกับเขา
“จำได้มั้ยครับ วันที่เราพบกันฝนก็ตกหนักแบบนี้”
เทพพิทักษ์เอามือลูบไล้แก้มข้างขวาของมิเชลอย่างเบามือ

เขากับมิเชลพบกันในวันงานเปิดตัวน้ำหอมชื่อดัง มิเชลไปเดินแบบให้น้ำหอมชื่อดัง ในขณะที่เทพพิทักษ์ได้รับเกียรติให้ไปร่วมงาน แขกในงานล้วนแล้วแต่เป็นแบบที่เรียกว่า “ไฮโซ” รวย มีชื่อเสียงด้วยกันทั้งนั้น ส่วนเทพพิทักษ์เป็นเพียงเด็กบ้านนอกที่บังเอิญไต่เต้าถึงขั้นเป็นผู้จัดการกองทุนมืออาชีพจึงเป็นที่ภูมิใจและสร้างแรงผลักดันให้เทพพิทักษ์ใช้เงินต่อเงินไปเรื่อยๆจนถึงจุดที่เขามีเงินมากมายไม่ต่างจากพวก”ไฮโซ”เหล่านั้นเลย

“เฮ้ มิเชล” เสียงมนัส เพื่อนนักลงทุนหุ้นตัวยงของเทพพิทักษ์ทักทายมิเชลอ่างสนิทสนม
“ไฮ ไมเคิล แอมไฟน์ แล้วยูล่ะ เป็นไงบ้าง”
เสียงทักทายแบบไทยคำอังกฤษคำทำให้เทพพิทักษ์รู้ว่าหญิงสาวลูกครึ่งหน้าตาสะสวยคนนี้พูดภาษาไทยชัดไม่เบา
“เออ...มิเชล นี่เทพพิทักษ์เพื่อนไอเอง”
แววตาแรกที่มิเชลจ้องมองเทพพิทักษ์พร้อมรอยยิ้มหวานๆทำให้เทพพิทักษ์รู้ว่าต้องพิชิตใจหญิงสาวคนนี้ให้ได้
นับตั้งแต่วันนั้นมา เทพพิทักษ์ตามเทียวไล้เที่ยวขื่อหญิงสาว ไม่ว่าจะดอกไม้แพงที่สุด ร้านอาหารที่ดีที่สุดเทพพิทักษ์ก็ยอมเสียเงินแลกเพียงเพื่อให้มิเชลพอใจ จนถึงวันนี้ที่เทพพิทักษ์ได้มิเชลมาครอบครองโดยพฤตินัยอย่างสมบูรณ์แบบ

ติ๊ด.... ติ๊ด……
“ฮัลโหล เฮ้มนัสเป็นไงบ้าง หายหน้าไปนานเชียว”
เสียงปลายสายคือมนัสเพื่อนนักลงทุนหน้าเดิมโทรศัพท์มาให้เทพพิทักษ์ออกไปพบที่ผับแห่งหนึ่ง
เทพพิทักษ์จำเป็นต้องไปพบเพื่อนอย่างไม่เต็มใจนัก แม้เขากำลังมีความสุขอยู่กับมิเชลที่ต่างนอนตากลมห่มฟ้าด้วยกันทั้งคู่
.....................................................

ในผับย่านทองหล่อ เทพพิทักษ์ไปพบมนัสตามที่ได้นัดหมายกันไว้ มนัสบอกกับเทพพิทักษ์ว่า เขามีเพื่อนชาวต่างชาติฐานะดีคนหนึ่งเดินทางมาปักหลักอยู่เมืองไทยและกำลังอยากได้ที่ปรึกษาทางการเงิน
มนัสเกิดปิ๊งไอเดียว่า เขาทั้งสองน่าจะร่วมมือกันจัดตั้งบริษัทที่ปรึกษาทางการเงินส่วนบุคคลอย่างจริงจังเสียที
เดิมทีงานของเทพพิทักษ์คือการเป็นผู้จัดการกองทุนส่วนบุคคล เขานำเงินของบรรดาไฮโซทั้งหลายมาจัดสรรปันส่วนลงทุนในหุ้นบ้าง ฝากธนาคารบ้าง และเอาไปลงทุนในทรัพย์สินต่างๆบ้าง เพียงแต่ทำให้เงินเหล่านั้นผลิดอกออกผลมากขึ้น เขาได้ผลตอบแทนเป็นเปอร์เซ็นส่วนเพิ่มจากการลงทุนที่ต้องแบ่งให้บริษัทส่วนหนึ่ง และเขาอีกส่วนหนึ่งซึ่งก็มากถึงหกหลักอยู่แล้ว แต่ถ้าตัดสินใจร่วมทุนกับมนัสเชื่อแน่ว่าผลตอบแทนที่จะได้ต้องมากกว่าหกหลักเป็นแน่!

และเป็นจริงตามคาด บริษัทที่ปรึกษาทางการเงินของเขาสร้างรายได้อย่างงามฉุดรายได้เทพพิทักษ์พุ่งเป็นเจ็ดหลักต่อเดือน เทพพิทักษ์สามารถใช้ชีวิตหรูหราโอ่อ่าไม่ต่างจากไฮโซคนหนึ่ง เขามีเงินปรนเปรอมิเชล และกิ๊กสาวๆ อีกหลายคน กินอาหารมื้อละหมื่น มีงานเลี้ยงสังสรรค์หรืองานฉลองอย่างไร้เหตุผลแทบไม่เว้นแต่ละวัน เสมือนน้ำเงินช่วยเติมเต็มชีวิตให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นจนถึงขั้นที่เรียกได้ว่า เขามีอาการติดเงิน เขาซื้อสิ่งของหรือแม้กระทั่งคน ด้วยเงิน
เทพพิทักษ์ไม่เคยรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงถึงการจ่ายเงินมากมายของตนด้วยว่าเขามีเงินต่อเงิน เงินช่างหาง่ายเหลือเกิน ระยะหลังมานี้อาการติดเงินเพิ่มมากขึ้น หลายครั้งที่เขาและมนัสจิ๊กเงินหลักแสนจากบัญชีลูกค้ามาใช้ด้วยเหตุผลที่มนัสให้ว่า เงินมากมายหลายสิบล้านหายไปสักล้านจะเป็นไรไป
เหตุการณ์เริ่มบานปลายเมื่อเงินของลูกค้าเริ่มสร้างรายได้น้อยลงจนถึงวันที่ลูกค้าเริ่มสืบเสาะพบว่าบริษัทของเทพพิทักษ์ถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายร่วมสิบล้าน ข้อหา ฉ้อโกงเงินผู้อื่นโดยเจตนา!!

ในขณะที่เทพพิทักษ์หาทางสู้คดี มนัสเพื่อนผู้ก่อตั้งบริษัทมาด้วยกันและเป็นผู้ร่วมอุดมการณ์ฉ้อโกงลูกค้าหอบเงินกองทุนก้อนสุดท้ายหลบหนีไปต่างประเทศโดยไม่รู้ตัว นี่สินะที่เขาเรียกว่า”เพื่อนกินหาง่าย เพื่อนตายหายาก”
………………………………………………..

ในห้องเพนเฮาส์ของโรงแรมระดับห้าดาวของเทพพิทักษ์
“รถพร้อมแล้วครับท่าน”
เสียงพนักงานโรงแรมแจ้งอย่างสุภาพ เทพพิทักษ์หันมาทำหน้ารับรู้ก่อนจะเดินออกจากห้องด้วยมาดผู้บริหารทรงคุณวุฒิ อีกวันที่ฝนกระหน่ำเหนือม่านฟ้าเมืองกรุงราวกับว่าจะหลั่งน้ำฟ้าลงมาให้หมด

รถแท็กซี่จอดรออยู่ไม่ไกลนัก อา นี่ถือเป็นการนั่งแท็กซี่ครั้งแรกในรอบหลายปีของเทพพิทักษ์ ทั้งนี้เนื่องจากทั้งรถ บ้านและเงินในบัญชีถูกริบไปเป็นสินไหมทดแทนให้ลูกค้าผู้ชนะคดี ฉ้อโกงของเขา
แท็กซี่พาเทพพิทักษ์ไปยังสนามบินสุวรรณภูมิแทนที่จะนั่งรถลีมูซีนของโรงแรมอย่างเคย
เทพพิทักษ์นั่งคิดเรื่อยเปื่อย เม็ดฝนที่พร่างพรูเหมือนน้ำตาคนในยามเจ็บปวด หลั่งไหลไม่ขาดสาย

“ศาลพิพากษาให้ นายเทพพิทักษ์เป็นบุคคลล้มละลาย”

เสียงพิพากษายังก้องอยู่ในหัวเทพพิทักษ์ ความรู้สึกภาคภูมิใจในชีวิตพลันล่มสลายในพริบตา ความอับอายทำให้เขาต้องหลบหน้าผู้คนไปให้พ้นเสีย คงเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาได้อาศัยห้องเพนเฮ้าส์ราวกับราชา เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพรุ่งนี้จะทำอย่างไร ในหัวนึกออกเพียงหนทางเดียวคือ หนีไปอยู่อเมริกาสักพักหนึ่ง ยังดีที่เขาไหวตัวทันเอาเงินไปฝากธนาคารแถบละตินอเมริกาเสียส่วนหนึ่ง ทว่าเป็นส่วนน้อยมาก แต่ก็ยังดีที่เขาไม่ต้องถึงขั้นหมดตัวจนต้องไปเป็นขอทาน

เงินก้อนสุดท้ายจึงทำให้เทพพิทักษ์พอมองเห็นลู่ทางอยู่บ้าง เขาก้าวขึ้นรถแท็กซี่ พร้อมปฏิญาณกับตัวเองว่า ยังไงก็ตามเขาจะกลับมาทวงบัลลังค์ ความสำเร็จและอำนาจเงินคืนมาให้ได้

“ล้มละลาย”เทพพิทักษ์เกลียดเกลียดคำนี้ ใครหนอเป็นคนคิดคำว่า ล้มละลาย คิดดูซิว่าคนเรา แค่ล้มก็เจ็บแค่ไหน นี่ยังละลายกลายเป็นอณูเล็ก แทบจะไม่รวมร่างกันเป็นกลุ่มก้อน ช่างเหยียดหยามความหมายของ”คน”เสียจริง

“ไปสนามบินใช่มั้ยครับ”
เสียงพนักงานขับรถถาม เทพพิทักษ์พยักหน้าเล็กเป็นสัญญาณตอบ ทอดสายตาออกไปเบื้องนอกครุ่นคิดถึงอดีตที่ผ่านมาและสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
“อากาศดีนะครับ ฝนตก ผมชอบที่สุดเวลานั่งในรถตอนฝนตก “
บ้ารึเปล่าชอบฝนตกรถติดจะตาย เทพพิทักษ์คิดในใจและเริ่มรำคาญพนักงานคนนี้ขึ้นมาตะหงิดๆ
“จะไปเที่ยวเมืองนอกหรือครับ”
ช่างเป็นพนักงานที่สนใจความเป็นไปของลูกค้าเสียเหลือเกิน เขาจึงตอบไปแบบเสียไม่ได้ว่าผมจะไปทำร้านอาหารที่ต่างประเทศ
“แปลกนะทั้งๆที่ดูบุคลิกคุณ ผมคิดว่าคุณชอบเป็นนักธุรกิจ อยู่ในตึกหรูๆเสียอีก มิยักรู้ว่าคุณชอบทำร้านอาหารลุยๆ” พนักงานขับรถวัยสี่สิบเศษยังคงพูดเป็นต่อยหอย ดูสิว่าจะพูดไปได้ถึงไหนกัน
“ดีครับเลือกทำสิ่งที่ชอบยังดีกว่าไอ้พวกที่บ้าหาเงินมาโปะหนี้ไปวันๆ”
เทพพิทักษ์สะดุ้งนิดๆรู้สึกเหมือนร้อนตัวขึ้นมา “หมายความว่ายังไงที่ว่าบ้าหาเงิน”
“อ้าวคุณไม่เห็นหรือ คนทั่วๆไปที่เค้าคิดว่า ทำงานหาเงิน พอได้เงินแล้วก็หาความสุขให้ตัวเอง อย่างนี้จะเรียกได้ว่าความสุขได้อย่างไร ในเมื่อชีวิตไม่ต่างจากเครื่องปั่นน้ำผลไม้...ปั่นแค่เอาน้ำ กากที่เหลือยังดีมีประโยชน์ก็ทิ้งหมด เหมือนคนปั่นเงิน คิดแต่จะหาเงินเข้ากระเป๋าจนลืมแม้แต่เพื่อนบ้านชื่ออะไร”

พลันภาพเก่าๆในชีวิตลอยเข้ามาในหัว บัณฑิตมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศอย่างเขา ไม่ยากเลยที่จะหางานเงินเดือนสูงๆ ยิ่งพูดภาษาอังกฤษได้ดียิ่งไม่มีคำว่า “ตกงาน” เทพพิทักษ์ได้งานด้านลงทุนที่บริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ ไม่นานความสามารถอันโดดเด่นนำพาผมมาเป็นผู้บริหารระดับต้นของบริษัท และกลายเป็นเจ้าของบริษัทที่ปรึกษาการลงทุน

ชีวิตคนธรรมดาจึงเริ่มมีสังคมเพื่อนฝูง งานเลี้ยงไม่มีวันเลิกราเป็นคำขวัญประจำตัวเทพพิทักษ์ เงินทุกบาทที่ได้มาจากกำลังสมองของตัวเองจึงไม่ใช่เรื่องผิดที่เขาจะใช้เงินหาความสุขให้ตัวเองบ้าง เมื่อเงินหาง่ายๆ ก็จ่ายสบายโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการเงิน เก็บเงินบ้าบอ เหมือนพวกมนุษย์เงินเดือนทั่วๆไป ในเมื่อเขามีเงิน มีเพื่อนมากมาย การสังสรรค์ที่มากขึ้น มากขึ้น เทพพิทักษ์สังสรรค์ ดูหนังกับสาวๆนางแบบในวงการบันเทิง โดยเฉพาะ....มิเชล
“จ่ายเงินมากกว่า ไม่ได้รับประกันว่าจะมีความสุขมากขึ้น แล้วไอ้พวกบ้าเงินนี่ก็ไม่ยั่งยืนหรอกครับ มีเงินเที่ยวเล่น วันนึงมันก็ต้องจมอยู่กับกองทุกข์เพราะเงิน ที่เขาว่าเป็นหนี้บัตรกันรุงรัง” เขา พูดราวกับว่ารับรู้และเห็นภาพในสมองของเทพพิทักษ์….
”เพื่อนที่ว่ารักกัน พอหมดเงินก็หายตัว”
อีกครั้งที่ประโยคสั้นๆของชายคนขับรถช่างตรงกับชีวิตเทพพิทักษ์เหลือเกิน

“ผมว่า คุณคิดถูกแล้วที่ทำสิ่งที่รัก ยังหนุ่มยังแน่น ยังมีเวลาทำอะไรอีกเยอะ”

ชายหนุ่มยังคงนั่งเงียบ หงุดหงิดนิดหน่อยที่มีเสียงขัดจังหวะจินตนาการภาพอดีตอันเร่าร้อนระหว่างตนกับมิเชล ที่ป่านนี้หายไปพร้อมกับคำว่าล้มละลาย...โธ่ลุงช่างไม่รู้เลย ผมไม่ได้อยากทำร้านอาหาร แต่มันเป็นหนทางหนึ่งที่สร้างเงินได้ต่างหากล่ะ เพราะอย่างน้อยเขาจะได้อยู่ห่างจากคำว่า”ล้มละลาย”สักพัก

“บางคนเขาว่า ความฝันเหมือนก้อนเมฆอยู่สูง ยากจะเอื้อม แต่ผมว่า ความฝันเหมือนฝนมากกว่านะครับ มันสูงเสียดฟ้าตอนเริ่ม แต่สุดท้ายถ้าเรารอ มันจะตกลงมาเป็นฝน”
ฟังดูดีแฮะ ความฝันเหมือนสายฝน ลุงนี่น่าจะไปเขียนนิยายมากกว่าขับแท็กซี่ ตลกดีและคงต้องนั่งฟังไปอีกพักใหญ่เพราะฝนตกรถติดแน่สนิท

ความฝันไม่ใช่ก้อนเมฆที่ล่องลอยอยู่ในอากาศและมิอาจเอื้อมมาเป็นของตนได้ แต่ความฝันคือน้ำใสไหลเอื่อยไปตามกระแสของกาลเวลา มีบ้างบางครั้งที่ความฝันถูกโลกความจริงอันโหดร้ายร้อนแรง แผดเผาจนเกรียมไหมล่อนสลายกลายเป็นไอน้ำสู่เบื้องบน… ห่างไกล... สูงส่งเกินเอื้อม แต่สักวันหนึ่งเมื่อเราวิ่งไล่ตามความฝันแบบกัดไม่ปล่อย เหล่าไอน้ำแห่งความฝันจะกลั่นตัวตกลงมาเป็นฝน เป็นคำเปรียบเทียบที่ดูดีมีเหตุผลจนไม่เชื่อว่าจะมาจากปากคนขับรถรับจ้างคนหนึ่ง

นานแค่ไหนแล้วนะ ที่เทพพิทักษ์ลืมความฝันทิ้งไว้ในซอกหลืบที่เล็กที่สุดของความคิด...ครั้งหนึ่งเขาเคยฝันว่าจะเป็นครูสอนศิลปะ แต่เขาลืมมันไปนานแล้ว มีบ้างบางครั้งที่เขาเหงาๆ เซ็งๆ จากงานปาร์ตี้ ที่ไม่มีวันเลิกรา หยิบดินสอสีน้ำมันขึ้นมาระบายความฝันลงไปบนผืนผ้าใบ เวลาวาดรูป เขาสัมผัสได้ถึงความรู้สึกอิสรเสรีที่หาไม่ได้จากการทำงานด้านธุรกิจ แต่เพราะ”เงิน” เขาจึงเลือกทิ้งการวาดรูปอย่างจริงๆจังๆ ด้วยเหตุผลว่า “จิตรกรไส้แห้ง มีแต่จิตรกรดังๆที่ตายไปแล้วเท่านั้นที่จะทำเงิน” เทพพิทักษ์จึงทิ้งความสามารถด้านศิลปะและความฝันไว้เบื้องหลัง เก็บมันไว้ในลิ้นชักที่ลึกที่สุดของความคิด มุ่งมั่นเรียนธุรกิจเพื่อหาเงิน หวังว่าจะรวย และเขาก็ได้รวยสมใจมาแล้วครั้งหนึ่งแม้ทรัพย์สินก้อนโตจะจากไปแล้วก็ตาม

“ดีแล้วล่ะครับคุณ อย่าได้ปล่อยให้ชีวิตมันโกโรโกโสเหมือนผม ผมมันโง่ ตอนหนุ่มๆ มีเงินก็สังสรรค์ใช้เงินแลกความสุขไปเรื่อย คุณรู้มั้ย จริงๆ ผมควรจะได้นั่งในโรงแรมหรูๆ จิบบรั่นดี กับเขาเหมือนกัน เสียแต่ว่า....”
เสียงชายวัยดึกเงียบไปครู่ใหญ่ คงเป็นสิ่งที่เขาไม่อยากพูดเท่าไหร่นัก เทพพิทักษ์จึงไม่ถามต่อ

“คุณรู้มั้ย ผมเคยมีทุกอย่าง บ้าน รถ เพื่อน และผู้หญิง” เสียงเครือในลำคอชายสูงอายุฟังดูเศร้า
“ผมไม่เคยระวังตัวเลย จ่ายเพื่อเลี้ยงฉลอง คุณเชื่อมั้ย ตอนผมรวย เพื่อนเต็มบ้าน ผมไม่เคยต้องเหงาเลย มีเพื่อนตลอด….พอผมล้ม เพื่อนที่มีเป็นสิบๆ หายหัวไปหมด จะขอความช่วยเหลือจากใครไม่มีเลย ผมเหลือแต่ตัว สุดท้ายก็เดียวดายมาขับแท็กซี่นี่ล่ะครับ” เสียงลุงคนขับรถเงียบไปชั่วครู่ ฝนห่าใหญ่ยังคงกระหน่ำลงมาเหมือนงานเลี้ยงที่ไม่เลิกรา
“เมื่อก่อนผมเชื่อว่า เงินคือคำตอบของชีวิต เงินทำให้เราสบายใจ ปลอดภัย และมีความสุข...ผมจึงทิ้งความฝันที่ผมเคยอยากทำ...ผมเคยอยากเป็นจิตรกร ใช่ ผมรู้ จิตรกรไส้แห้ง ยากจน ผมเลยเลิกเรียนวาดรูปมาเป็น พนักงานขาย ทำไปรับเงินไป ได้เงินมาก็เอาไปเลี้ยงกับเพื่อนกับฝูง” ชีวประวัติฉบับย่อของชายขับแท็กซี่ช่างกระแทกใจเทพพิทักษ์เหลือเกิน ชีวิตในอดีตของชายผู้นี้คือภาพสะท้อนปัจจุบันของเขา
”ความฝันไม่ใช่ก้อนเมฆแต่ความฝันคือสายฝน” “จ่ายเงินมากกว่า ไม่ได้ทำให้มีความสุขมากกว่า”
“ทำในสิ่งที่รัก” สามประโยคทำให้ชายหนุ่มย้อนคิดถึงปัจจัย 3 สิ่งของชีวิต งาน เงิน และความสุข ความหมายชีวิตที่ผิดพลาดของเขา
“อย่าลืมรอนะครับ อย่าลืมอดทนรอให้ความฝัน เป็นความจริงนะครับ เหมือนกับฝน”เสียงสุดท้ายของชายขับแท็กซี่ที่เตือนสติเทพพิทักษ์ได้เป็นอย่างดี

จากวันนั้นในรถลีมูซีนกับพนักงานขับรถนักปรัชญาเดินดิน จนถึงวันนี้ สามปีแล้วสินะ เขายังจำเวลานั้นได้เสมอ

วันนี้เทพพิทักษ์นั่งอยู่ที่ตึกขนาดกลางย่านชานเมือง .....ในประเทศไทย...สุดท้ายเขาเลือกที่จะไม่ไปเมืองนอกเพื่อเปิดร้านอาหาร.... หลังจากลงจากรถแท็กซี่เมื่อสามปีที่แล้ว นั่งครุ่นคิดที่สนามบินครู่ใหญ่ สุดท้ายจึงตัดสินใจนับหนึ่งใหม่ที่โรงเรียนสอนศิลปะสำหรับเด็ก เงินไม่ใช่คำตอบสุดท้ายอีกต่อไป แต่เงินเป็นส่วนขับเคลื่อนให้ชีวิตดำเนินไปอย่างราบรื่น ทุกวันนี้เทพพิทักษ์เข้าใจคำว่า “มีเงินมากกว่า ไม่ได้รับประกันว่าชีวิตนี้จะมีความสุขมากกว่า” ไม่ใช่ว่า”เงิน”ไม่ แต่เราต้องไม่ตกเป็นทาสของเงิน

เงินก้อนสุดท้ายเมื่อสามปีที่แล้วงอกเงยเป็นทั้ง โรงเรียนสอนศิลปะ เงินกินอยู่ของเขาและยังเหลือเก็บจนทุกวันนี้ ด้วยมหัศจรรย์ของการประหยัดอดออม จากงเนหลักร้อยกลายเป็นหลักพันต่อเนื่องต่อไปอย่างช้าๆแต่ว่ามั่นคง...เขาเรียนรู้ว่าการใช้ชีวิตอยู่ตามหลักเศรฐษกิจพอเพียงไม่ใช่เพียงปรัชญาหรือนิยายอีกต่อไป

เงินไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต แต่เป็นส่วนเติมเต็มของชีวิต จงมีความสุข ทำในสิ่งที่ตนเองรัก มุ่งมั่น และอดทนรอให้ความฝันกลั่นตัวลงมาเป็นความจริง...หยาดฝนชุ่มฉ่ำ คือน้ำเงินที่จะหล่อเลี้ยงชีวิตในวันต่อไป

เทพพิทักษ์อยากขอบคุณคนขับรถคนนั้นเหลือเกิน บทสรุปชีวิตที่เรียนรู้ได้จากตัวเอง วันนี้ เขาสามารถนำความฝันและความจริงมาผสานจนเป็นเนื้อเดียวกันที่เรียกว่าความสุขโดยมี”เงิน”ซึ่งเป็นส่วนเติมเต็มให้ชีวิตสุขใจมากขึ้น
เขายังคงนั่งมองเม็ดฝนค่อยๆซาลงเรื่อยๆ เสียงเคาะประตูดังขึ้น เลขาสาวของเขาเดินเข้ามาบอกให้เตรียมตังก่อนแถลงข่าว 15นาที

พรุ่งนี้ สถาบันสอนศิลปะของเทพพิทักษ์จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์



Create Date : 22 พฤษภาคม 2554
Last Update : 22 พฤษภาคม 2554 14:19:05 น.
Counter : 267 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

natstered
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]