เชิญร่วมฟังบรรยาย แกะรอยประวัติศาสตร์อิสลาม กับ ดร.อณัส อมาตยกุล 12/08/58
"แกะรอยประวัติศาสตร์โลกอิสลาม"
12.08.58
08.30-12.00น.
ราคา 150.-
มีอาหารและของว่างทานด้วย คุ้มสุดๆ
รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายร่วมสมทบทุน
สร้างโรงเรียนร็อบบานี เขายายเทียง








Create Date : 04 สิงหาคม 2558
Last Update : 4 สิงหาคม 2558 10:51:39 น.
Counter : 410 Pageviews.

2 comment
ประวัติท่านหญิง อุมมุ ซะละมะฮฺ
ท่านหญิง อุมมุ ซะละมะฮฺ



ท่านทราบไหมว่า อุมมุ ซะละมะฮฺ คือใคร ? บิดาของนางเป็นหัวหน้าเผ่า “บะนีมัคซูม” เป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่ใจบุญของชาวอาหรับ เป็นที่โจทย์ขานกันว่าเป็น “ซาดุรรอกิบ” หรือเสบียงแห่งกองคาราวาน เพราะเมื่อกองคาราวานใดที่แวะพักที่บ้านของเขา หรือมีเขาร่วมเดินทางไปด้วย ก็จะได้รับการบรรทุกเสบียงจนเต็มเปี่ยม สามีของนางคืออับดุลลอฮฺ บิน อับดิลอะซัด เป็นหนึ่งในจำนวนสิบคนแรกที่เข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม ไม่มีผู้ใดรับอิสลามก่อนเขา นอกจากท่านอบูบักร อัศศิดดี๊ก ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ และอีกไม่กี่คนซึ่งมีจำนวนน้อยกว่านิ้วมือทั้งสองข้างเสียอีก ชื่อจริงของนางคือ “ฮินดฺ” และมีฉายานามว่า “อุมมุ ซะละมะฮฺ” ต่อมาใคร ๆ ก็เรียกนางว่า “อุมมุ ซะละมะฮฺ” จนติดปาก


อุมมุ ซะละมะฮฺเข้ารับอิสลามพร้อมกับสามี และเป็นผู้หนึ่งในกลุ่มผู้รับนับถือศาสนาอิสลามกลุ่มแรก เมื่อข่าวการรับนับถืออิสลามของ อุมมุ ซะละมะฮฺ และสามีแพร่สะพัดออกไป พวกกุเรชก็เริ่มคัดค้าน กลั่นแกล้ง รังแก ซึ่งหากจะเปรียบเทียบนางเป็นเช่นหินผา ก็คงต้องแตกกระจาย เพราะไม่สามารถจะทนทานได้ ทั้งนี้ก็เพราะชาวกุเรชไม่ต้องการให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้อื่น แต่ความเดือนร้อนนั้นก็หาได้ทำให้ทั้งสองสะทกสะท้านไม่


เมื่อพวก “กุเรช” ทวีความรุนแรงหนักข้อยิ่งขึ้นท่านร่อซูล จึงอนุมัติให้เหล่าสาวกอพยพไปยัง “ฮะบะชะฮฺ” หรือเอธิโอเปียในปัจจุบันนี้ และอุมมุ ซะละมะฮฺ กับสามีก็ได้ร่วมอพยพไปด้วย


ทั้งสองต้องอพยพไปอยู่ในดินแดนของคนแปลกหน้า ต้องละทิ้งบ้านเรือนใหญ่โตรโหฐานที่มักกะฮฺ ทิ้งเกียรติยศอันสูงส่ง และตระกูลที่ประเสริฐไว้เบื้องหลัง เพราะต้องการรางวัลตอบแทนจากอัลลอฮฺ ต้องการเป็นที่พอพระทัยของอัลลอฮฺเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แม้ว่าทั้งสองจะได้รับการคุ้มครองจากท่าน “นะญาชีย์” กษัตริย์แห่งเมืองฮะบะชะฮฺในขณะนั้นก็ตาม (ขออัลลอฮฺทรงโปรดปรานเขาในสรวงสวรรค์ด้วยเทอญ) แต่พวกเขาก็ยังคงคิดถึง “มักกะฮฺ” เป็นแผ่นดินที่อัลลอฮฺทรงประทาน “วะฮีย์” ลงมา และ


เป็นสถานที่ที่ท่านร่อซูลุลลอฮฺ พำนักอยู่ ซึ่งตัวของนางและสามีได้รับแนวทางอันถูกต้องเอาไว้ต่อมาบรรดามุสลิมที่อพยพมาอยู่เมือง “ฮะบะชะฮฺ” ได้รับทราบว่ามีมุสลิมเพิ่มจำนวนมากยิ่งขึ้นในมักกะฮฺ และแน่นอนเหลือเกินในการเข้ารับอิสลามของท่าน “ฮัมซะฮฺ บินอัลดุลมุฏฏอลิบ” และท่าน “อุมัร อิบนิลค็อฏฏ็อบ” ร่อฏิยัลลอฮุอันฮุมา นั้นจะต้องยิ่งเพิ่มความเข้มแข็งให้พวกเขา และยังพวก “กุเรช” ให้เลิกรังแกลงได้แน่ ๆ ดังนั้นจึงมีกลุ่มหนึ่งกลับมา “มักกะฮฺ” ด้วยความคิดถึงบ้านเกิดเมืองนอนเป็นที่สุด พวกเขาอยากจะกลับมาอยู่ใกล้ชิดกับท่านร่อซูล และอุมมุ ซะละมะฮฺ และสามีก็ได้เดินทางกลับมาด้วย


ครั้นเมื่อมาถึง “มักกะฮฺ” สิ่งที่ประจักษ์แก่สายตาทำให้เห็นว่าข้อมูลจากข่าวที่ได้รับนั้นไม่เป็นความจริง เพราะการตื่นตัวของพี่น้องมุสลิม ภายหลังจากที่ท่านฮัมซะฮฺ และท่านอุมัร ร่อฏิยัลลอฮุอันฮุมา เข้ารับอิสลามนั้น ยิ่งทำให้พวก “กุเรช” กลั่นแกล้งมุสลิมหนักข้อยิ่งขึ้นอีก
พวกมุชริกีนยิ่งก่อเหตุวุ่นวาย ด้วยการจับมุสลิมไปทรมานเขย่าขวัญรังแกทำร้ายต่าง ๆ นานา ชนิดที่พวกเขาไม่เคยประสบมาก่อนเลย เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนั้น ท่านร่อซูล จึงได้อนุมัติให้บรรดาสาวกของท่านอพยพไป “มะดีนะฮฺ” อุมมุ ซะละมะฮฺ และสามีต่างก็ตั้งใจเด็ดเดี่ยวว่า จะต้องอพยพอีกครั้งเพื่อให้พ้นศาสนาดั้งเดิมและเพื่อให้พ้นจากการคุกคามของพวก “กุเรช”


การอพยพของอุมมุ ซะละมะฮฺ และสามีไม่สะดวกง่ายดายอย่างที่คิด แต่มันลำบากยากเย็น ขมขื่น ต้องประสบกับความชั่วร้ายนาๆนับประการ ซึ่งในเรื่องนี้เราจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ “อุมมุ ซะละมะฮฺ” เป็นผู้เล่าถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับนางด้วยตัวเอง เพราะนางมีความรู้สึกอันล้ำลึก และมีมโนภาพที่ละเอียดอ่อนต่อเหตุการณ์ที่ประสบกับนางเอง


นางได้เล่าไว้ว่า “เมื่อบิดาของซะละมะฮฺ คือสามีของนาง มั่นใจว่าจะต้องออกเดินทางไปมะดีนะฮฺ เขาจึงตระเตรียมอูฐตัวหนึ่งไว้สำหรับฉัน เขาส่งฉันกับลูกซะละมะฮฺขึ้นหลังอูฐ และเขาก็ออกเดินจูงอูฐไปเรื่อย ๆ โดยไม่เหลียวหลัง แต่ก่อนที่เราจะออกไปพ้นเขตมักกะฮฺ เรามองเห็นชายฉกรรจ์หลายคนซึ่งมาจากเผ่าของฉันคือ “บนีมัคซูม” พวกเขาขัดขวางเราไว้ และอบูซะละมะฮฺก็พูดขึ้นว่า “แม้ว่าตัวของเจ้าจะชนะเรา แต่มันเป็นกงการอะไรของเจ้ากับหญิงผู้นี้ด้วยเล่า ?” พวกเขาตอบว่า “นางเป็นลูกของเรา เหตุไฉนเราจะปล่อยให้เจ้านำพานางไปจากเรา เพื่อออกเดินทางไปต่างแดน?” และแล้วพวกนั้นก็กระโดดเข้าหาเขา (สามีของอุมมุซะละมะฮฺ) และแย่งชิงฉันไปจากเขา”


ส่วนพรรคพวกสามีของฉัน คือ “บนีอับดิลอะซัด” เมื่อทราบข่าวว่า “บนีมัคซูม” จับตัวฉันและบุตรไปแล้ว พวกเขาก็โกรธมาก และกล่าวสาบานว่า “ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ เราจะไม่ปล่อยให้เจ้าเด็กน้อย หมายถึง “ซะละมะฮฺ” อยู่กับมารดาของเขา หมายถึงอุมมุ ซะละมะฮฺ ซึ่งเป็นพวกของเจ้าหลังจากที่พวกเจ้ายื้อแย่งนางไปจากพวกเรา ดังนั้นซะละมะฮฺคือลูกของเรา พวกเรามีสิทธิ์ในตัวเขายิ่งกว่าผู้อื่น” และแล้วพวก “บนีอับดิลอะซัด” ก็ลากเอาลูกของฉันไปกับเขา ในที่สุดพวกเขาก็แกะมือของลูกซะละมะฮฺ ออกจากอ้อมอกของฉัน และพาเอาตัวไปต่อหน้าต่อตา
ขณะนั้นฉันรู้สึกว่าตัวเองถูกฉีกแยกออกเป็นเสี่ยง ๆ ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวเพียงผู้เดียว สามีต้องเดินมุ่งหน้าไปสู่มะดีนะฮฺ เขาทิ้งศาสนาดั้งเดิมและละทิ้งคู่ชีวิตของเขาไป ส่วนลูกก็ถูก “บนูอับดิลอะซัด” แย่งเอาไป แล้วสำหรับตัวฉันเองนั้น “บนีมัคซูม” เป็นผู้คุ้มครองดูแลให้อยู่ในความอุปการะของพวกเขา


ณ บัดนั้น ตัวฉัน สามี และลูกจึงต้องพลัดพรากจากกัน และหลังจากที่เหตุการณ์วันนั้นผ่านไป ฉันจะออกไปที่ “อับตอฮฺ” ทุกวันและนั่งอยู่ตรงที่เกิดเหตุร้าย ทบทวนถึงความหลัง ฉัน ลูกและสามีที่จำต้องระหกระเหินกันไปคนละทางสองทาง ฉันจะนั่งร้องไห้อยู่ ณ ที่นั้นจนพลบค่ำ เป็นอยู่เช่นนั้นเกือบหนึ่งปีเต็ม จนกระทั่งมีชายผู้หนึ่งจากเผ่าของอาของฉันผ่านมาพบเข้า เขาเห็นใจและสงสารฉันมาก เขาจึงบอกแก่เผ่าของฉันว่า “สมควรที่พวกท่านจะปล่อยหญิงที่น่าสงสารผู้นี้เสียเถิด พวกท่านพรากนางจากสามีและลูกของนาง” แล้วเขาได้พูดขอความเห็นใจ ขอความเมตตาสงสาร จนกระทั่งเผ่าของฉันเอ่ยขึ้นกับฉันว่า “ถ้าหากเธอยังต้องการจะติดตามสามีอยู่อีก ก็ไปซิ”
แต่ฉันจะไปพบสามีโดยทอดทิ้งสายโลหิตไว้กับเผ่า “บนี อับดิลอะซัด”
ที่มักกะฮฺได้อย่างไร ? ความทนทุกข์ทรมานจะยุติลงได้ละหรือ ? หยาดน้ำตาจะเหือดแห้งได้อย่างไร ? ฉันจะอพยพติดตามสามีโดยปล่อยลูกน้อยไว้ในมักกะฮฺ โดยไม่ทราบข่าวคราวเลยกระนั้นหรือ ? มีพี่น้องบางคนเห็นว่าสมควรให้ฉันพ้นจากความโศกเศร้าเสียที จิตใจของเขาปวดร้าวเมื่อเห็นสภาพของฉัน พวกเขาจึงเจรจากับ “บนีอับดิลอะซัด” ขอร้องให้สงสารฉันบ้าง ในที่สุดพวกนั้นก็ยอมส่งลูกของฉันกลับคืนมา

ฉันไม่ปรารถนาจะหาใครสักคนที่มักกะฮฺเป็นเพื่อนเดินทางอพยพ เพราะกลัวว่าจะเกิดสิ่งที่คาดคิดไม่ถึง ซึ่งอาจจะเป็นอุปสรรคในเรื่องติดตามสามีได้ ดังนั้นฉันจึงรีบเตรียมอูฐ และนำลูกน้อยไปกับฉันด้วย เสร็จแล้วจึงออกเดินทางมุ่งหน้าไปมะดีนะฮฺ ปรารถนาจะได้พบสามีทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครร่วมเดินทางไปด้วยแม้แต่คนเดียว ครั้นมาถึง “ตะนะอีม” ก็พบ อุสมาน อิบนิ ฎอลฮะฮฺ เขาถามฉันว่า จะไปไหนหรือ ? โอ้



บุตรสาวของ “ซาดิรรอกิบ” ? (อันหมายถึงหัวหน้าเผ่าบนีมัคซูมซึ่งเป็นบิดาของนาง)
ฉันตอบว่า “ต้องการจะไปพบสามีที่มะดีนะฮฺ” เขาถามฉันอีกว่า “ไม่มีใครสักคนหนึ่งร่วมเดินทางไปกับเธอด้วยหรือ ?” ฉันตอบว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ไม่มีใครเลย มีแต่อัลลอฮฺและลูกน้อยของฉันนี้เท่านั้น” เขาจึงพูดขึ้นว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ฉันจะไม่ปล่อยให้เธอเดินทางไปมะดีนะฮฺโดยลำพังเป็นอันขาด พลางเขาก็จับเชือกอูฐพาฉันออกเดินทางไปโดยเร็ว”


อุมมุ ซะละมะฮฺ เล่าว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ไม่มีเพื่อนชาวอาหรับผู้ใดที่มีเกียรติและประเสริฐยิ่งกว่าเขาอีก จะไม่ให้ฉันพูดเช่นนี้ได้อย่างไร ? เพราะยามใดที่ต้องหยุดพัก เขาจะให้อูฐของฉันคุกเข่าลง และตัวเขาเองจะออกไปอยู่ห่าง ๆ จนกระทั่งฉันลงจากหลังอูฐ เสร็จแล้วเขาก็จะเข้ามาเอาที่พักบนหลังอูฐลง และจูงอูฐไปผูกไว้กับต้นไม้ซึ่งอยู่ห่างฉันออกไป เมื่อได้เวลาต้องออกเดินทาง เขาก็ลุกขึ้นเดินไปหาอูฐของฉันเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางต่อไป เขาจูงมันมาหาฉัน และเดินออกไปห่าง ๆ พร้อมบอกกับฉันว่า “ขึ้นอูฐเถิด” เมื่อฉันขึ้นบนอูฐและนั่งบนหลังมันเสร็จเรียบร้อย เขาก็จะเดินทางเข้ามาคว้าเชือกอูฐจูงต่อไป เขาปฏิบัติต่อฉันเช่นนั้นเป็นประจำทุกวัน จนเราได้มาถึง “มะดีนะฮฺ” เมื่อเขาแลเห็นตำบลหนึ่งที่ “กุบาอฺ” ซึ่งเป็นสถานที่ของเผ่า “บนีอัมร อิบนิ เอ๊าฟ” เขาบอกฉันว่า : สามีของเธออยู่ตำบลนี้แหละ จงเข้าไปหาเขาที่นั่นด้วยความสิริมงคลของอัลลอฮฺเถิด แล้วเขาก็ผินหลังกลับมุ่งสู่มักกะฮฺทันที”
ณ บัดนี้ คนที่บ้านแตกสาแหรกขาด อันได้แก่ครอบครัวของ “อุมมุ ซะละมะฮฺ” ก็ได้กลับมาอยู่ร่วมกันอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่ต้องพลัดพรากจากกันเป็นเวลานาน มารดาของ “ซะละมะฮฺ” มีความปลื้มปิติเป็นอย่างยิ่งที่ได้พบกับสามี และบิดาของซะละมะฮฺ ก็มีความสุขที่ได้พบกับภรรยาและบุตร


แต่ช่วงเวลาแห่งความสุขผ่านไปยังไม่ทันไร ก็มีเหตุทำให้เขาต้องพลัดพรากจากกันอีก นั่นก็คือสงคราม “บะดัร” ซึ่งอบูซะละมะฮฺได้เข้าร่วมรบด้วย และก็นำชัยชนะอย่างเด็ดขาดกลับมาพร้อมกับพี่น้องมุสลิม

สงครามอุฮุด อบูซะละมะฮฺได้ถูกทดสอบอย่างงดงามและมีเกียรติอีกครั้งหนึ่ง แต่ศึกครั้งนี้เขาได้รับบาดแผลฉกรรจ์ และเขาได้เยียวยารักษาแผลนั้น หากดูเผิน ๆ แล้วก็เหมือนกับว่าเกือบหายแล้ว แต่ความจริงบาดแผลภายในยังเป็นอันตรายอยู่จึงทำให้เขาต้องนอนป่วยอยู่เช่นนั้น ครั้งหนึ่งขณะที่อบูซะละมะฮฺกำลังได้รับการเยียวยารักษาบาดแผลอยู่นั้น เขาได้กล่าวกับภรรยาว่า “อุมมุ ซะละมะฮฺเอ๋ย ฉันได้ยินท่านร่อซูล กล่าวว่าความทุกข์ยากจะไม่เกิดขึ้นกับผู้หนึ่งผู้ใด หากขณะที่เขาประสบนั้นเข

จะกล่าวว่า “แน่นอนเราเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ และ แน่นอนเราต้องกลับไปยังพระองค์” และกล่าวดุอาอฺว่า “โอ้อัลลอฮฺ ข้าพระองค์คิดว่าความทุกข์ยากนี้มาจากพระองค์ โอ้อัลลอฮฺ โปรดให้ข้าพระองค์มีชีวิตอยู่ต่อไปที่ดีกว่าความทุกข์ยากนี้ด้วยเทอญ” หากใครวิงวอนเช่นนี้ อัลลอฮฺ อัซซะวะญัลละ ก็จะทรงรับคำวิงวอนของเขา”
“อบูซะละมะฮฺ” ยังคงนอนป่วยอยู่หลายวัน จนกระทั่งเช้าวันหนึ่งท่านร่อซูล มาเยี่ยมและเมื่อท่านลุกขึ้นกลับไปยังไม่ทันจะพ้นประตูบ้าน อบูซะละมะฮฺก็สิ้นชีวิต ท่านนบี ปิดนัยน์ตาทั้งสองข้างด้วยมือทั้งสองอันประเสริฐของท่านให้แก่อบูซะละมะฮฺ ท่านเหลือบตาสู่เบื้องบนและกล่าวว่า
“ขออัลลอฮฺ ทรงโปรดยกโทษให้แก่ อบีซะละมะฮฺ และขอพระองค์ทรงโปรดให้เขาได้อยู่ในสวนสวรรค์พร้อมกับผู้ใกล้ชิดพระองค์ และขอพระองค์ทรงให้ผู้ที่เขาทอดทิ้งอยู่เบื้องหลังได้มีผู้มาแทนเขา เพื่อดูแลลูกและภรรยา ของเขาเหมือนแต่ก่อนด้วยเถิด โอ้พระเจ้าของโลกทั้งผอง ขอพระองค์ทรงอภัยโทษให้พวกเราและอบูซะละมะฮฺด้วยเถิด ขอให้กุโบรของเขากว้างขวางมีแสงสว่างด้วยเทอญ”
อุมมุ ซะละมะฮฺ นึกทบทวนคำที่สามีได้บอกแก่นาง ซึ่งเป็นคำพูดของท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และกล่าวว่า “โอ้อัลลอฮฺ นับว่าความทุกข์ยากของฉันนี้มาจากพระองค์” แต่นางไม่สามารถทำใจให้กล่าวต่อไปอีกได้ว่า “โอ้อัลลอฮฺ โปรดทดแทนสิ่งที่ดียิ่งกว่าความทุกข์ยากนี้แก่ฉันด้วย” ที่เป็นเช่นนั้นเพราะนางตั้งคำถามเสมอว่า “ยังมีใครอีกหรือที่จะเป็นคนดียิ่งกว่าอะบีซะละมะฮฺ ? แต่นางก็ต้องอ้อมแอ้มกล่าวดุอาอฺต่อไปจนจบ”
บรรดาพี่น้องมุสลิมต่างเศร้าใจต่อเหตุการณ์ที่มาประสบกับอุมมุซะละมะฮฺ เพราะไม่เคยมีความโศกเศร้าเช่นนี้ให้แก่ความทุกข์ยากของใครมาก่อนเลย พวกเขาขนานนามอุมมุซะละมะฮฺว่า “อัยยิมุลอะร่อบีย์” หรือ “สตรีที่พลาดโอกาสในตัวสามี” เพราะนางไม่มีญาติพี่น้องอยู่ในมะดีนะฮฺเลย นอกจากเด็กน้อยคนเดียวซึ่งมีสภาพคล้ายกับลูกไก่ตัวเล็ก ๆ เท่านั้น


ชาวมุฮาญีรีน และอันศ้อรต่างก็ตระหนักดีถึงสิทธิ์ของอุมมุซะละมะฮฺ ซึ่งจำเป็นที่พวกเขาต้องรับผิดชอบ และเกือบไม่ทันจะหายจากความเศร้าโศกที่นางต้องสูญเสีย อบีซะละมะฮฺผู้เป็นสามี ท่านอบูบักร อัศศิดี๊ก ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ก็เสนอตัวสู่ขอนางให้กับตนเอง แต่นางก็ไม่ตอบรับความประสงค์ของท่าน หลังจากนั้นท่านอุมัร ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ก็มาสู่ขอนางอีก และนางก็ปฏิเสธอีกเช่นกัน
ต่อมาท่านร่อซูล ศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้เสนอตัวสู่ขอนาง แต่นางได้บอกกับท่านว่า โอ้ท่านร่อซูลของอัลลอฮฺ ฉันยังมีอุปสรรคอยู่สามประการคือ ฉันเป็นหญิงที่มีความหึงหวงมาก เกรงว่าท่านจะพบสิ่งไม่ดีงามอันจะทำให้ท่านโกรธกริ้วและอัลลอฮฺจะทรงเอาโทษฉัน ประการที่สอง ฉันเป็นหญิงที่เคยผ่านการมีชีวิตสมรสมาแล้ว และประการที่สาม ฉันเป็นหญิงมีลูกติด
ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ตอบว่า ที่เธอบอกว่าเธอเป็นคนมีความหึงหวงมากนั้น ฉันจะขอดุอาอฺต่ออัลลอฮฺให้มันหายไปจากเธอ และที่เธอบอกว่าเคยผ่านการมีคู่ครองมาแล้วนั้น ฉันเองก็มีสภาพเช่นเดียวกับเธอ และที่เธอบอกว่ามีลูกติดนั้น ลูกของเธอก็คือลูกของฉัน
ในที่สุดท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็สมรสกับ “อุมมุ ซะละมะฮฺ” ซึ่งอัลลอฮฺทรงรับดุอาอฺของนาง และให้เธอมีคู่ชีวิตที่ดีกว่า “อบีซะละมะฮฺ” ผู้ที่จากไป
นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา “ฮินดฺ อัลมัคซูมียะฮฺ” ไม่ได้เป็นเพียงมารดาของซะละมะฮฺคนเดียวเท่านั้น หากแต่นางยังเป็นมารดาของมุอฺมิน ทุกคนอีกด้วย


ขออัลลอฮฺโปรดประทานความดีงามให้แก่อุมมุ ซะละมะฮฺ ในสรวงสวรรค์ด้วยเทอญ ขออัลลอฮฺทรงพอพระทัยนางด้วย



Create Date : 09 สิงหาคม 2550
Last Update : 9 สิงหาคม 2550 1:04:32 น.
Counter : 318 Pageviews.

1 comment
ประวัติท่านอาลี บินอะบีตอลิบ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ
ท่านอาลี บินอะบีตอลิบ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ

ฮิจเราะฮฺศักราชที่ 35 - 40



ชาติตระกูล


คือท่านอาลี บุตร อะบีตอลิบ บุตรของลุงของท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ภรรยาคือนางฟาติมะห์ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮา คือบุตรีของท่านร่อซูล เขาเป็นคอลีฟะห์คนที่ 4 และเป็นหนึ่งในสิบของผู้เข้าสวรรค์ก่อนใคร เขากำเนิดก่อนการแต่งตั้งของท่านร่อซูล ประมาณ สิบปี บิดาของเขาคือ อบูอับดุลมานาฟ บุตรของอับดุลมุตตอลิบ บุตรของฮาชิม บุตรของอับดุลมานาฟ ฉายาของอาลีว่าอบีซซิบตอยนี่ หมายถึงฮาซันและฮูเซน ถูกขนานนามว่า อะบูฮาซัน และท่านร่อซูล ได้ให้ขนานนามว่าอบีตุรอบ มีรายงานจากบุคอรีว่าท่านอาลี ได้เข้าไปหานางฟาติมะห์ หลังจากนั้นก็ออกมาและนอนเอกเขนกในมัสยิด ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่าลูกของลุงของท่านหายไปไหน? นางพูดว่า อยู่ในมัสยิด ดังนั้นท่านจึงออกไปหาที่มัสยิด และพบว่าผ้าตกจากหลังของเขาและฝุ่นได้ติดบนหลังของเขา ดังนั้นท่านจึงปัดฝุ่นที่หลัง ท่านพูดว่าจงนั่ง
โอ้พ่อฝุ่น ถึงสองครั้ง



การเข้ารับอิสลาม


ท่านอาลี ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ เป็นเด็กคนแรกที่เข้ารับอิสลามและอาศัยอยู่ในความดูแลของท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ท่านอุปการะเลี้ยงดู เพื่อลดภาระที่ลุงของท่านได้แบกไว้ขณะที่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ถูกแต่งตั้งท่านอาลียังอยู่ในการดูแลของท่านดังนั้นท่านได้เรียกร้องให้เข้ารับอิสลาม เขาได้เข้ารับอิสลามและเชื่อฟังปฏิบัติตามขณะที่ท่านอายุได้8 หรือ10ปี เท่านั้น


คุณสมบัติทางโครงสร้าง


ท่านอาลี เป็นคนรอบรู้และฉลาดเป็นที่ร่ำลือกัน ด้านความฉะฉาน และเป็นคนกล้าหาญ ซื่อสัตย์สุจริต เป็นสุภาพบุรุษ ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญา และเคารพรักษาสัญญาให้เกียรติผู้อื่น ท่านอาลี มีความชื่นชมต่อโลกดุนยาและความ เพลิดพลิ้ว และเพลิดเพลินในตอนกลางคืน และมีความพอใจในการสวมใส่เสื้อผ้าที่สั้นและอาหารที่แข็งและให้ความสำคัญต่อผู้ที่ยึดมั่น ในศาสนาและเข้าใกล้คนอนาถา และจะรำพันต่อโลกดุนยาเสมอเขาพูดว่าอายุของเจ้าสั้น ที่นั่งสนทนาของเจ้าน่าสังเวช และอันตรายของเจ้าก็น้อยเหลือเกิน อันเนื่องจากเสบียงน้อย และการเดินทางอันแสนไกลและหนทางที่โดดเดี่ยว


ความประเสริฐของท่านอาลี ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ


ท่านอาลี ร่อฎิญัลลอฮุอันฮุ มีความประเสริฐอยู่มากมาย เช่น ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่าท่านเป็นส่วนหนึ่งของฉันและฉันก็เป็นส่วนหนึ่งของท่าน และท่านอุมัรบินค๊อตต๊อบ กล่าวว่าท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้สิ้นชีวิตไปเขาเป็นที่พอใจจากท่านและในสงครามคอยบัร ขณะที่กองทัพของมุสลิมไม่สามารถที่จะตีฝ่าป้อมปราการอันแข็งแกร่งทั้งสองแห่งไปได้ ท่านนบี กล่าวว่าพรุ่งนี้ฉันจะให้ธงแก่คนหนึ่งซึ่งพระองค์อัลลอฮฺ ทรงประทานความสามารถในการพิชิตได้โดยน้ำมือของเขา เขากล่าวว่า บรรดาผู้คน ต่างถกเถียงกันว่าใครจะเป็นผู้รับธงจากท่านร่อซูล ในคืนนั้น จนกระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้นผู้คนต่างก็มาชุมนุมกันต่อหน้าท่าน ร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม หวังว่าจะได้รับธงจากท่าน ท่านร่อซูล พูดว่า ท่านอาลี บินอะบีตอลิบ อยู่ไหน? พวกเขาพูดว่า เขาเจ็บตาทั้งสองข้าง โอ้ ท่านร่อซูลุลลอฮ ท่านพูดว่า ฉันได้ส่งพวกเขาไปหาท่านอาลีและให้พามาหาฉัน เมื่อท่านอาลีมาถึงท่านได้เป่าไปในตาทั้งสองของเขา และก็ขอพรแก่เขา เขาจึงหายจนเหมือนกับว่าไม่เคยเจ็บมาก่อนเลย ท่าน นบีจึงให้เขาถือธงดังนั้นอัลลอฮฺทรงให้อาลี นำกองทัพเข้าพิชิตด้วยน้ำมือของเขา


การเสียสละตัวเอง

ท่านอาลี เปรียบดังเช่นเดียวกับบรรดาซอฮาบะฮฺที่ประเสริฐทั้งหลายจะไม่สนใจสิ่งใด จะกระทำในหนทางของการเผยแพร่ดังนั้นท่านได้เชือดสัตว์และทรัพย์สมบัติของเขาเป็นคนแรก ที่ ได้นำตัวเองพลีแทนท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เขาได้นอนบนเตียงของท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ในคืนที่ท่านอพยพ ทั้งๆที่รู้ว่าพวกมุชริกีน ลงมติที่จะสังหารท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และเข้าร่วมกับท่านในทุกๆสงคราม นอกจากสงคราม ตะบูก เพียงสงครามเดียว

การเป็นคอลีฟะห์ของท่านอาลี


หลังจากที่ท่านอุสมานได้ถูกสังหาร บรรดามุสลิมได้เลือกเขาเป็นผู้ปกครอง แต่เขาไม่ยอมรับและชอบที่จะมีรัฐมนตรีแทนที่จะเป็นผู้ปกครองรัฐมากกว่า เว้นแต่บรรดาซอฮาบะฮฺยืนกรานว่าให้เขาดำรงตำแหน่งเพื่อให้รอดพ้นจากวิกฤตที่กำลังเผชิญอยู่นั้น เนื่องจากพวกปฏิวัติได้เข้ามาครอบงำมีอิทธิพลเหนืออำนาจการปกครองในเมืองมะดีนะห์ภายหลังจากที่ท่านอุสมานถูกสังหาร อย่างอธรรม และเหี้ยมโหด ยิ่งไป กว่านั้นพวกปฏิวัติได้เข้า มาข่อขู่ ชาวเมืองมะดีนะห์ ว่าจะสังหารคณะที่ปรึกษา และซอฮาบะฮฺชั้นผู้ใหญ่ และผู้ใดเล่าที่สามารถจัดการกับพวกอพยพนี้ได้ หากเขาไม่พบใครสักคนที่จะรับตำแหน่งเป็นคอลีฟะห์ พวกเขาพูดว่าฟังให้ดีนะโอ้ชาวเมืองมะดีนะห์ เราได้ให้เวลาแก่พวกเจ้าสองวันขอสาบานต่อ อัลลอฮฺ หากพวกท่านหาไม่ได้เราจะสังหารอาลีพรุ่งนี้ ฏอลฮะฮฺ กับซุเบร และผู้คนทั้งหลายมากมายในวันถัดไปเมื่อพวกมุฮาญีรีนและชาวอันศอรตั้งใจเลือกเขา เขาจึงเห็นถึงความจำเป็นต่อเขาจึงยอมรับในวันเสาร์ที่19 เดือน ซุลฮิจยะฮฺ ท่านอาลีได้ออกไปมัสยิดและขึ้นบนมิมบัร ดังนั้นพวกอพยพและชาวอันศอรได้ทำการให้สัตยาบันและผู้คนได้ให้สัตยาบันแก่เขา ก็มี ซุเบร บินเอาวาม ฏอลฮะฮฺ บินอุบัยดิลลาฮฺ



งานที่สำคัญของท่านอาลี บินอะบีตอลิบ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุหลังจากที่ได้รับการแต่ง
ตั้งเป็นผู้ปกครอง


เป็นความประสงค์ของอัลลอฮฺที่จะให้เกิดฟิตนะห์ ความวุ่นวายหลังจากที่ท่านอุสมานถูกสังหารที่ยืดเยื่อ และพบว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นด้วยกับเล่ห์เหลี่ยมของศัตรูของอิสลามเป็นการทดสอบความสามารถของมุสลิม คือมหาบริสุทธิ์สำหรับพระองค์ผู้ทรงปรีชาญาณยิ่งเป็นผู้ที่ตัดสินในกรณีต่างๆของเขาหลังจากที่อาลีได้รับการให้สัตยาบัน เป็นคอลีฟะห์ เขาได้ดำเนินงานต่อไปนี้

ประการที่1 การที่อาลีได้ถอดถอนผู้ปกครองของอุสมานที่มีประชาชนได้ร้องทุกข์ต่อเขาและได้ถอดถอนเช่นเดียวกันคือผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายของเขา

ประการที่ 2 ท่านอาลี เลื่อนการสำเร็จโทษต่อผู้ที่สังหารอุสมานโดยตัดสินให้เนรเทศไปที่เมืองอื่นจนกว่าจะมีคำตัดสินเป็นเอกฉันท์ของบรรดามุสลิมจากทั่วทุกสารทิศของประเทศ
ท่าทีของซอฮาบะฮฺบางคนจากการทำงานนี้
เจ้าหน้าที่บางคนมีการตอบรับการปลดครั้งนี้ และบางคนไม่ตอบรับ ซึ่งมีผู้ปกครองแคว้นชาม คือมุอาวียะฮฺ บิน อะบีซุฟยาน รวมอยู่ด้วย ทั้งๆที่เขายอมรับถึงความประเสริฐของอาลี และจำนนต่อความสูงส่งของเขา และสาเหตุที่ไม่ตอบรับเขา คือการยืนกรานที่จะสำเร็จโทษต่ออาชญากร ก่อนที่จะได้รับการแต่งตั้งนี่คือจุดเริ่มต้นของการขัดแย้ง และสิ่งที่เขาได้ดำเนินไประหว่างอาลีกับมุอาวียะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา เป็นบ่อเกิดแห่งการใช้วิจารณญาณ ที่ไม่มีการขัดแย้งเลยจาก
มุอาวียะฮฺ ในการเป็นผู้นำดังนั้นอะหฺลุซซุนนะฮฺและอัลยะมาอะฮฺ ได้มีมติว่าทั้งสองพวกได้รับการตอบแทน ผู้ถูกได้สองเท่าและผู้ผิดได้หนึ่งเท่า เช่นเดียวกับที่ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า เมื่อผู้ปกครองตัดสินได้ตัดสินให้ใช้วินิจฉัยหลังจากที่ได้รับความถูกต้องจะได้รับสองเท่า และเมื่อตัดสินจงใช้วินิจฉัยหลังจากที่ผิดพลาด เขาจะได้รับการตอบแทนหนึ่งเท่า

ดังนั้นผลที่ออกมาเป็นการฉวยโอกาสของผู้อิจฉาริษยาต่อการขัดแย้งกันจนเกิดทำสงครามที่น่าเศร้าสลดสองครั้งระหว่างมุสลิมเป็นการป้องกันจากสิ่งที่เขายึดถือในแต่ละฝ่ายจากความจริงและความถูกต้องครั้งแรกจะดีกว่า


สงครามอูฐ(ฮ.ศ. 36)
สาเหตุเนื่องมาจากพระนางอาอีชะห์ รอฎิยัลลอฮุอันฮา พร้อมด้วยฏอลฮะห์และซุบัยรฺ รอฎิฯ
ได้มุ่งหน้าสู่บัสเราะห์ ซึ่งมีประชาชนมากมายร่วมด้วย โดยมีเจตนาประสานใจและคลีคลายสถานการณ์ที่ปั่นป่วนให้สงบลงและประนีประนอม ระหว่างประชาชนทั้งหลาย ขณะที่ได้มีการขัดแย้งกันหลังจากที่อาลี ดำรงตำแหน่งคอลีฟะห์ โดยปฏิบัติตามคำดำรัสของอัลลอฮฺ (ไม่มีความดีในการชุมนุมของพวกเขาส่วนมากนอกจากผู้ที่ใช้ให้บริจาคหรือทำความดี หรือประนีประนอมระหว่างผู้คนทั้งหลาย) หลังจากอาลีได้ยินว่า นางอาอีชะห์ ออก ไปบัสเราะห์ เขาได้นำทหารออกไปโดยมีเป้าหมายประนีประนอมเช่นเดียวกัน ด้วยหลักฐานที่เป็นคำพูดของเขา ขณะถูกถามว่า สิ่งใดที่ท่านต้องการ? และที่ไหนที่ท่านจะไป? เขากล่าวว่า สิ่งที่เราต้องการและตั้งใจคือการประนีประนอมหากฝ่ายอาอีชะห์รับจากเรา และตอบสนองเรา เขากล่าวว่าแล้วหากไม่ตอบรับการประนีประนอม เขาพูดว่าเราจะปล่อยพวกเขาตามข้ออ้างของพวกเขาและให้สิทธิแก่พวกเราและเราจะเดินทางจากไป เขากล่าวว่า หากพวกเขาไม่ยินยอม เขาพูดว่า เราจะปล่อยพวกเขา ตราบใดที่พวกเขาไม่ยุ่งกับพวกเรา เขาพูดว่า หากพวกเขาไม่ปล่อยพวกเรา เขาพูดว่า เราจะยับยั้งพวกเขา เขาพูดว่า หมายถึงผู้ถาม ถ้าเช่นนั้นก็ใช่ และการสนทนาและการทำความเข้าใจระหว่างเขากับอาอีชะห์ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮา และผู้ที่อยู่ฝ่ายนางก็ดำเนินไป ทหารทั้งสองฝ่ายค้างแรมด้วยความสงบ แต่ทว่าความวุ่นวายของอับดุลลอฮ บุตรของสะบะอฺ และพรรคพวกของเขากลัวว่าตัวเองจะมีอันตรายหากมีการตกลงกันระหว่างทั้งสองฝ่าย จึงได้ลุกขึ้นในช่วงรุ่งอรุณและแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม แต่ละกลุ่มได้เข้าจู่โจมค่ายทหารของอีกฝ่าย บรรดาทหารได้จับอาวุธโดยคิดว่ามีการหักหลังกัน และ มีการปะทะกันอย่างขมขื่นทั้งสองฝ่ายจนกระทั่งอูฐของนางอาอีชะห์ ถูกเชือด กองทหารจึงแตกทัพกระเจิงและการต่อสู้ จึงได้สิ้นสุดลง
และนางอาอีชะห์ได้กลับมักกะฮฺ หลังจากที่อาลี ได้ตระเตรียมทุกสิ่งที่นางต้องการให้กับนางและเขาได้เดินเคียงข้างที่นั่งบนหลังอูฐของนางจนถึงนอกนครมะดีนะห์ และได้ให้พี่ชายของนางคือ
มูฮำหมัด บุตรของอบูบักร เดินไปพร้อมกับนาง และได้ให้ลูกของนางเดินไปกับนาง เป็นระยะทางหนึ่งวัน


ครั้งที่สอง สงครามซิฟฟิน ฮ.ศ.37
ซึ่งเป็นสงครามครั้งที่สอง เป็นผลมาจากการขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างอาลีกับมุอาวียะฮฺ
และบรรดาผู้อิจฉาริษยาได้ฉกฉวยโอกาส ซึ่งเราได้แจกแจงสาเหตุของการขัดแย้งครั้งนี้มาก่อนแล้ว ฝ่ายอาลี และฝ่ายมุอาวียะฮฺ ได้ทำสัญญาเป็นระยะเวลาหกเดือนก่อนทำสงคราม และนี่เป็นการบ่งชี้อย่างชัดเจนถึงการประนีประนอม แต่ทว่าไม่สามารถบรรลุถึงผลลัพธ์ใดๆในระหว่างระยะนี้ได้ สงครามจึงได้เกิดขึ้นตามขั้นตอนต่อไปนี้

1. การทดสอบกำลังของศัตรูก่อนการสู้รบของทั้งสองฝ่าย
เป็นการนำน้ำที่อยู่ภายใต้การครอบครองของกองทหารของมุอาวีฮฺทั้งสองฝ่ายจึงสู้รบกัน และทหารของอาลีได้รับชัยชนะและได้ขับไล่ทหารของมุอาวียะฮฺถอยร่นออกไปจากพวกเขา แล้วอาลี ได้ให้ทหารของเขานำน้ำเท่าที่จำเป็นไปใช้และปล่อยให้อีกฝ่ายได้ใช้ด้วย

2.การต่อสู้ระหว่างสองฝ่ายเริ่มต้นด้วยกำลังที่แตกต่างกัน
โดยไม่มีฝ่ายใดได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด แม้น้ำหนักจะเอนเอียงไปทางอาลี ก็ตาม ทั้งๆที่เป็นเช่นนั้น สมาชิกของทหารทั้งสองฝ่ายจำนวนมากจะพบปะกันในเวลากลางคืนและพูดคุยกันก็ตาม
สิ้นสุดเหตุการณ์และยุติการนองเลือดระหว่างชาวอีรักกับชาวชาม
ผู้มีความจริงใจกลัวว่าบรรดามุสลิมบางส่วนจะทำให้อีกบางส่วนล้มตาย จึงปรารถนาที่จะช่วยเหลือพวกเขาต่อการยุติการประหัตประหารกันโดยอัมรฺ บุตรของอัลอาศ ได้ตรึกตรองเรื่องราวเหล่านั้นเป็นเวลานานจนนำไปสู่ความคิดที่จะใช้ อัลกุรอานตัดสินเพื่อยุติการประหัตประหารต่อกันครั้งใหญ่ เวลานั้นเขาได้ให้ทัศนะต่อมุอาวียะฮฺ เขาดีใจกับทัศนะนี้ และทหารของชามได้ชูอัลกุรอานขึ้น ทหารของอาลี จึงเกิดความกลัวที่จะรบกับพวกเขา การสู้รบจึงยุติลลงและทหารทั้งสองฝ่ายจึงแตกกระจายหลังจากตัดสินปัญหา และทุกคนก็กลับไปเมืองของเขา
อาลี ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ตายชะฮีด

อาลี ได้ตายชะฮีดในวันที่ 17 เดือน รอมฎอน ปี ฮ.ศ. 40 ด้วยน้ำมือของพวกคอวาริจคนหนึ่ง มีชื่อว่า อับดุลเราะห์มาน บุตรของมุลญิม เขาคิดว่าการที่เขาสังหารอาลี จะทำให้เขาเข้าใกล้ชิดต่ออัลลอฮฺ เขาได้ประชุมกับเพื่อนสองคนของเขา และทบทวนเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นกับบรรดามุสลิม พวกเขากล่าวว่า พวกเราน่าจะสังหารผู้นำที่หลงทางและทำให้ประเทศหลุดพ้นจากพวกเขา อับดุลเราะห์มาน บุตรของมุลญิมกล่าวว่า ฉันจะจัดการอาลีเอง เพื่อนของเขาคืออัมรฺ บุตรของอับดุลลอฮฺ กล่าวว่า ฉันจะจัดการกับมุอาวียะฮฺเอง อัมรฺบุตรของบักรกล่าวว่า ฉันจะจัดการกับอัมร์ บุตรของอาศเอง พวกเขาลงความเห็นว่าจะต้องาจัดการภายในคืนเดียวกัน ซึ่งอับดุลเราะห์มาน บุตรของมุลญิม สามารถสังหารอาลี ได้ด้วยดาบอาบยาพิษ ขณะที่อาลีไปละหมาดซุบฮิ โดยร้องว่าละหมาด ละหมาด ในขณะที่เพื่อนทั้งสองของเขาล้มเหลวในการสังหารมุอาวียะฮฺและอัมรฺ บุตรของอาศ ขออัลลอฮฺทรงเมตตาอมีรุลมุมินีนอย่างกว้างขวาง และตอบแทนเขาที่ทำเพื่ออิสลามและมุสลิมอย่างดียิ่ง


ปีแห่งการรวมเป็นเอกภาพ ฮ.ศ.41


ชาวอีรักได้ให้สัตยาบันแก่ฮาซัน บุตรของอาลี ในวันที่อาลี ตายชะฮีด และ มีข่าวถึงมุอาวียะฮฺ ว่าฮาซันเตรียมหารมากมาย เพื่อสู้รบกับเขา เขาจึงเตรียมทหารของเขาเป็นการระวังและเตรียมพร้อมต่อเหตุการณ์ต่างๆ บุคอรีได้รายงานในซอฮีฮฺของเขาจากฮาซัน อัลบัสรีย์กล่าวว่า ขอสาบานต่อ อัลลอฮฺ ฮาซัน บุตรของอาลี ได้ต้อนรับมุอาวียะฮฺ ด้วยกองทหารจำนวนมากมายที่ไม่ยอมหันหลังกลับแน่จนกว่าจะสังหารฝ่ายตรงกันข้าม มุอาวียะฮฺจึงกล่าวกับเขาว่า อัมรฺ เอ๋ย หากพวกนั้นสังหารพวกนั้น พวกนั้นสังหารพวกนั้น ผู้ใดจะดูแลเรื่องราวของประชาชนให้ฉัน? ผู้ใดจะดูแลลูกๆของพวกเขาให้ฉัน?ผู้ใดจะจัดการผู้สูญหายจากพวกเขาให้ฉัน? เขาจึงส่งชายสองคนจากพวกกุเรสจากบนีอับดิชัมส์ ไปหาเขาคือฮาซัน ทั้งสองคนก็คืออับดุลเราะห์มาน บุตรของสะมิเราะห์กับอับดุลลอฮฺ บุตรของอามิรเขาพูดว่า จงไปหาชายคนนี้แล้วเสนอแก่เขาและจงพูดคุยกับเขาและจงขอคือข้อตกลงทั้งสองมาหาเขา เข้าไปหาเขา พูดคุยกับเขาและขอร้องเขา ฮาซันบุตรของอาลีกล่าวกับคนทั้งสองว่า เรามาจากบนูอับดุลมุตตอลิบได้รับทรัพย์นี้แต่ประชาชรตินี้ต้องเสียไปในกองเลือด คนทั้งสองกล่าวว่า เขาเสนออย่างนี้ กับท่าน ขอร้องท่านและให้ถามท่าน เขากล่าวว่า แล้วใครจะรับประกันสิ่งนี้ให้แก่ฉัน?คนทั้งสองกล่าวว่า เราจะรับประกันให้แก่ท่านไม่ว่าเขาจะขอสิ่งใดกับคนทั้งสอง และคนทั้งสองกล่าวว่า เราจะรับประกันให้แก่ท่าน เขาจึงนำข้อตกลงประนีประนอมและสละอำนาจให้กับเขา และเช่นนี้แหละความวุ่นวายจึงได้ยุติลงและอัลลอฮฺทรงให้เกิดการประสานรอยร้าวระหว่างบรรดามุสลิมด้วยกับฮาซัน อันเนื่องมาจากศาสนาของเขา สติปัญญาของเขา และความยำเกรงของเขาแล้วคำพูดของท่าน นบี ที่บุคอรีย์รายงานไว้ในซอฮีฮฺจึงประจักรความจริงออกมา " แท้จริงหลานของฉันคนนี้ เป็นผู้นำและหวังว่าอัลลอฮฺจะทรงให้เขาประสานรอยร้าวระหว่างสองฝ่ายที่มีจำนวนมหาศาลจากมุสลิมีน"


ที่มา : วารสารศูนย์อิสลามศึกษา พญาไท ปีที่ 1 ฉบับที่ 7
วันจันทร์ที่ 1 พฤษภาคม 2549
( ตรงกับวันที่ 3 ร่อบีอุซซานี ฮ.ศ. 1427 )
โดย โดย อ.ซอลีฮีน มานะ



Create Date : 26 กรกฎาคม 2550
Last Update : 26 กรกฎาคม 2550 11:30:10 น.
Counter : 5137 Pageviews.

ประวัติท่านหญิงซัยญิดะฮฺ ค่อดีญะฮฺ
ซัยญิดะฮฺ ค่อดีญะฮฺ


มารดาแห่งผู้ศรัทธาทั้งมวล

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวไว้ว่า
“โลกนี้คือสิ่งรื่นรมย์ และสิ่งรื่นรมย์ที่ดีที่สุดแห่งโลกนี้คือหญิงที่ดีมีคุณธรรม”

มีรายงานจากท่านอาลี เล่าว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
“หญิงที่ดีที่สุดคือมัรยัมและหญิงที่ดีที่สุดคือค่อดีญะฮฺ” (แล้วรายงานได้ขึ้นไปบนฟากฟ้าและชี้ลงมาที่แผ่นดิน) ….รายงานโดยบุคอรีและมุสลิม


วันหนึ่ง ณ มัสญิดอัลฮะรอม บรรดาหญิงแห่งนครมักกะฮฺได้ชุมนุมกันเพื่อเฉลิมฉลองวันอีดวันหนึ่งของพวกนาง ซึ่งในเวลานั้นศาสนาของชาวมักกะฮฺคือการเคารพกราบไหว้สิ่งต่าง ๆ ร่วมกับอัลลอฮฺ บัยตุ้ลลอฮิ้ลฮะรอมกลายเป็นศาสนสถานของรูปเคารพและเจว็ดต่าง ๆ ของชาวกุเรซ ใจกลางของกะอฺบะฮฺมีเจว็ดของชาวกุเรซชื่อว่า “ฮุบัล” ซึ่งห้อมล้อมรายรอบไปด้วยรูปเคารพและเจว็ดต่าง ๆ เป็นจำนวนมากมีชื่อต่าง ๆ นานา และมีรูปร่างหลากหลาย

ชายแปลกหน้าคนหนึ่งได้เดินผ่านหญิงกลุ่มนี้ ขณะที่พวกนางกำลังเฉลิมฉลองวันอีดวันหนึ่งอยู่ ซึ่งหญิงกลุ่มนี้มีทั้งหญิงสาวและหญิงชรามีอายุ ชายผู้นี้เดินผ่านไปอย่างช้า ๆ เพื่อพิจารณารูปโฉมของพวกนาง ซึ่งกำลังอยู่ท่ามกลางบรรดารูปเคารพและเจว็ด ชายผู้นี้เดินไปรอบ ๆ พร้อมกันนั้นก็เผยยิ้มอย่างคุมอารมณ์ตนเองไม่ได้ พลางก็หันหน้าไปยังพวกนางและเอ่ยขึ้นว่า

“โอ้ บรรดาหญิงทั้งหลายแห่งกุเรซเอ๋ย แท้จริงนบีองค์หนึ่งกำลังจะถูกส่งมายังพวกเธอแล้ว กำลังใกล้จะมีนบีเข้ามาแล้ว เธอผู้ใดสามารถที่จะเป็นภรรยาของเขาได้ละก็ จงทำเถิด”

คำพูดของชายผู้นี้หยุดยั้งคำพูดของพวกนางลงทันที พวกนางต่างหันไปมองชายแปลกหน้าผู้นั้นอย่างงุนงงและฉงน พวกนางต่างมองหน้ากันและต่างถามกันว่า ใครกันนะ ชายแปลกหน้าผู้นี้ คำพูดของเขามีเจตนาอะไรอยู่เบื้องหลังหรือ ? หลังจากพวกนางจ้องมองดูหน้าของเขาแล้ว ต่างก็ได้คำตอบว่า ชายผู้นี้คือชาวยะฮูดีคนหนึ่งที่พวกนางไม่รู้จักนิวาสถาน คำพูดของเขาคงไม่มีเจตนาอื่นใด นอกจากการเยาะเย้ยพวกเรา ตำหนิพระเจ้าของพวกเรา พวกนางต่างด่าทอ มิหนำซ้ำพวกนางยังได้ใช้ก้อนกรวด ก้อนหินที่หาได้ขว้างปาเขา จนเขาต้องหันหลังหนีพวกนางไป มีเพียงหญิงคนเดียวเท่านั้นที่ไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ใด ๆ แก่ชายคนนี้เลยแม้แต่น้อย นางไม่ฉงนงงงวยใด ๆ ต่อชายผู้นี้ ไม่ว่าเขาจะเยาะเย้ยดูถูกพวกนางหรือดูถูกศาสนาที่พวกนางเคารพบูชาอยู่ ทั้งนี้เพราะนางเป็นหญิงผู้มีฐานะสูงส่งมีเกียรติและนางเป็นศูนย์รวมของหญิงกุเรซทั้งมวล บางครั้งหญิงกุเรซทั้งหลายจะเรียกขานนางว่า “อัตตอฮิเราะฮฺ” หญิงผู้สะอาดไร้มลทิน และบางครั้งก็ให้สมญานามว่า “ซัยยิดะฮฺ นิซาอฺ กุเรซ” ยอดหญิงแห่งกุเรซ นางคือซัยยิดะฮฺ ค่อดีญะฮฺ มินอุมมะฮาติ้ลมุอฺมินีนพระนางค่อดีญะฮฺ มารดาแห่งปวงผู้ศรัทธา ศรีภรรยาของท่านนบี มุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม นั่นเอง


พระนางค่อดีญะฮฺ บุตรสาวของคุวัยลิด จากตระกูลที่ประเสริฐแห่งกุเรซ เศรษฐีแห่งกุเรซ เศรษฐีนีผู้มั่งคั่ง สติปัญญาเฉลียวฉลาดปราดเปรื่องเป็นที่เลื่องลือ ผู้มีมารยาทงดงาม เปี่ยมล้นไปด้วยความบริสุทธิ์ผุดผ่อง ปราศจากบาปและมลทิน ผู้เป็นที่ไว้วางใจของกลุ่มชน นางเป็นผู้ลงทุนทำการค้าเยี่ยงชาวกุเรซทั้งหลาย ตัวแทนผู้ซื่อสัตย์ของนางคือ ท่านมุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม โดยการจัดกองคาราวานอูฐไปค้าขายยังเยเมนในฤดูหนาว และไปยังชามในฤดูร้อน ประสบผลสำเร็จทางการค้าอย่างงดงาม

นางเคยทำหน้าที่เป็นผู้บริหารทรัพย์ด้วยตนเอง หลังจากที่สามีสองคนของนาง คืออะบีฮาละอัตตะมีมียฺ และอะตีก อัลมัคซูมียฺ ได้จากนางไปตามลำดับ

ชายชาวกุเรซจำนวนมิใช่น้อยปรารถนาที่จะสมรสกับนางหลังจากการจากไปของสามีทั้งสองของนาง พวกเขาต่างจะทุ่มเททรัพย์สินเงินทอง หาสื่อติดต่อนาง แต่นางก็ปฏิเสธที่จะสมรสกับพวกเขา จนนางลุเข้าสู่วัย 40 ปี นางยังคงสวยงามสง่า และหมกมุ่นอยู่กับการบริหารกิจการค้าของนางต่อไป นางมีจิตใจเมตตาเผื่อแผ่และพร้อมเสมอที่จะช่วยเหลือบรรเทาทุกข์แก่ผู้ที่เดือดร้อนต้องการความช่วยเหลือเพราะเหตุใดหรือนางจึงไม่ยอมแต่งงาน ทั้ง ๆ ที่ผู้ที่เสนอตัวขอแต่งงานกับนางนั้นล้วนเป็นผู้มีวงศ์ตระกูลดี มีเกียรติและมั่งมีทรัพย์สินทั้งนั้น คงจะเป็นไปได้ว่า
อัลลอฮฺซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ทรงจัดเตรียมสามีที่เป็นคนประเสริฐยิ่งกว่าชายผู้ใดทั้งมวลไว้ให้แก่นางแล้วอะบูตอลิบ (ลุงของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้เสนอต่อนางค่อดีญะฮฺ เพื่อส่งท่านนบีมุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ไปทำการค้าอยู่กับนาง ต่อมาท่านนบีมุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็ได้ทำผลกำไรให้นางมหาศาล ซึ่งนางก็ได้ให้ค่าตอบแทนแก่ท่านนบีมุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นหลายเท่า อย่างที่นางไม่เคยมอบให้แก่ผู้ใดมาก่อนเลย นางได้ส่งกองคาราวานอูฐไปยังประเทศชามโดยการควบคุมของนบีมุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และให้มัยซาเราะฮฺติดตามเป็นผู้รับใช้ เมื่อถึงประเทศชาม จะมีผู้คนมากมายต่างซื้อและขายสินค้า นบีมุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็จะขายสินค้าที่นำไปจากมักกะฮฺ และจะซื้อสิ้นค้าอื่น ๆ กลับมา ทุกคนที่เคยติดต่อสัมพันธ์กับท่านจะรักและเมตตาท่าน อันเนื่องมาจากความจริงใจ ความไว้วางใจได้ และวาจาอันสุภาพอ่อนโยนของท่าน ซึ่งเป็นเหตุให้การค้าของนางค่อดีญะฮฺได้รับผลกำไรงดงาม เมื่อนบีมุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กลับสู่มักกะฮฺ ท่านจะเล่าทุกสิ่งทุกอย่างให้นางได้รับทราบ ส่วนมัยซาเราะฮฺเด็กรับใช้ผู้ติดสอยห้อย ตามนบีมุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็จะรายงานปฎิบัติหน้าที่ของนบีมุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และเหตุการณ์อื่น ๆ ให้นางค่อดีญะฮฺทราบทันทีเช่นกันว่า ท่านนบีมุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มีมารยาทที่ประเสริฐงดงามมีมนุษย์สัมพันธ์อันดียิ่งกับทุกคน ทำการซื้อขายได้อย่างเหมาะสมด้วยสติปัญญาอันฉลาดหลักแหลม ฯลฯ


เกียรติคุณของท่านนบีมุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นที่ประจักษ์ชัดแก่นาง ค่อดีญะฮฺ จนทำให้นางเกิดความรักและมีใจคาดหวังที่จะได้เป็นคู่ชีวิตกับท่าน ซึ่งนางเองก็ยังไม่ทราบว่าความหวังที่มีอยู่ในใจของนางเช่นนี้จะเป็นจริงได้อย่างไร

นาฟีซะฮฺ บุตรสาวของมุนับบิฮฺ เพื่อนของนางค่อดีญะฮฺทราบและรู้ความในใจของนางค่อดีญะฮฺ แม้ว่าค่อดีญะฮฺจะไม่ได้เอ่ยวาจาบอกให้นางทราบก็ตาม นางจึงเห็นใจและสงสาร ประการแรกที่นาฟีซะฮฺทำคือ ไปหาท่านมุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และพูดกับท่านว่ามีอันใดหรือ ท่านจึงยังไม่คิดที่จะแต่งงาน ? นบีมุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวกับนางว่า ฉันยังไม่มีหญิงที่ฉันจะแต่งงานด้วย นาฟีซะฮฺจึงกล่าวกับท่านว่า หากมีหญิงที่พร้อมจะแต่งงานกับท่านล่ะ และหญิงผู้นั้นเพียบพร้อมไปด้วยความสวยงาม อีกทั้งมั่งคั่งและประเสริฐ ท่านพร้อมจะแต่งงานกับนางไหม ? นบีมุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงถามนนาฟีซะฮฺว่า แล้วเธอผู้นั้นคือใครกันล่ะ ? นาฟีซะฮฺตอบท่านว่านางคือ ค่อดีญะฮฺไงล่ะ

โดยไม่คาดคิดมาก่อน นบีมุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม สุดดีใจกับนาง แต่นบีมุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็ทราบแก่ใจดีว่านางได้ปฏิเสธชายที่เพียบพร้อมทุกสิ่งทุกอย่างแห่งกุเรซมามากต่อมากแล้ว แล้วนางจะพึงพอใจเราได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งฐานะอันยากจนของเรา ?

นาฟีซะฮฺสื่อผู้แสนดีทราบความในใจของมุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ดีใจจึงได้กล่าวกับท่านว่า “ปล่อยให้เป็นธุระของฉันเถอะ ฉันจะดำเนินการให้ท่าน ขอท่านอย่าได้เป็นห่วงเลย”

นาฟีซะฮฺได้นำเรื่องนี้กลับไปบอกค่อดีญะฮฺให้ทราบว่า มุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม พอใจและยินดีจะรับนางเป็นคู่ชีวิตหากนางพอใจ และยินดีด้วย ค่อดีญะฮฺดีใจ และได้ส่งนางฟีซะฮฺไปเจรจาเรื่องนี้ให้นบีมุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ทราบแล้วทั้งสองก็ตกลงที่จะแต่งงานกัน

นบีมุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม พร้อมด้วยลุง ๆ ของท่านได้มาสู่ของนางค่อดีญะฮฺ จากนั้นก็ได้ทำการนิกาหฺ โดยได้จัดงานเลี้ยง (วะลีมะฮฺ) ขึ้นที่บ้านของนางค่อดีญะฮฺ

ชีวิตการครองเรือนของนางกับท่านนบีมุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มีแต่ความสุขสงบราบรื่น นางปฏิบัติตนกับท่านเสมือนพี่เสมือนน้องเสมือนแม่ และในฐานะเป็นภรรยาด้วยพร้อม ๆ กัน ท่านมุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้รับความรัก ความเมตตาสงสาร การเอาใจใส่ ความร่วมไม้ร่วมมือจากนางทุกอย่างในสิ่งที่ท่านนบีรักและมุ่งมาตรปรารถนา

เมื่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม อายุได้ 40 นางค่อดีญะฮฺเห็นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ชอบออกจากบ้านไปอยู่ตามลำพังในถ้ำฮิรออฺ เพื่อพิจารณาถึงโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลและจักรวาล ครุ่นคิดในพระผู้ทรงให้กำเนิดมัน ท่านเกลียดกลัวความหลงผิดที่กลุ่มชนของท่านกำลังประพฤติอยู่ การเคารพบูชาเจว็ดและความเสื่อมโทรมด้านศีลธรรม ทุกครั้งที่ท่าน นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ออกไปหาความสงบในถ้ำฮิรออฺ นางจะเป็นผู้จัดเตรียมเสบียงสัมภาระต่างๆ ให้ท่าน จะจัดส่งคนดูไปดูแลท่าน หรือบางครั้งนางจะออกไปหาท่านยังถ้ำนั้นด้วยตนเอง เมื่อครั้งที่โองการครั้งแรกจากพระผู้เป็นเจ้ามีมายังท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ท่านรีบกลับมาหานางบอกให้นางทราบด้วยความตระหนกกลัว แต่นางก็ปลอบท่านว่า ท่านจงลุกขึ้นประกาศข่าวดีเถิดโอ้ลูกของลุง ท่านจงเข้มแข็งนะ ฉันขอสาบานต่อพระผู้ซึ่งชีวิตของค่อดีญะฮฺอยู่ในอุ้งพระหัตถ์ของพระองค์ว่า [b]ฉันมั่นใจว่าท่านคือศาสดาแห่งประชาชาตินี้ [/b]นางได้ไปหา“ว่าร่อเกาะฮฺ” ซึ่งเป็นลูกลุงของนาง เล่าให้เขาฟัง แล้วว่าร่อเกาะฮฺก็ได้แจ้งให้นางทราบว่า นั่นคือวะฮียฺจากฟากฟ้า นางกลับมาแล้วบอกเรื่องนี้ให้ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ทราบให้พรท่าน พูดให้กำลังใจแก่ท่าน และนางก็เป็นบุคคลแรกที่อีหม่านศรัทธาต่อท่าน และเตรียมตัวเตรียมใจพร้อมทุกอย่างเพื่อร่วมอยู่เคียงข้างท่านตราบชีวิตหาไม่

กระแสโองการ (วะฮียฺ) จากอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ที่ได้เคยมีมายังท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม นั้นจะมีมาในขณะที่นางค่อดีญะฮฺอยู่เคียงข้างท่าน ท่านญิบรีลได้เคยกล่าวแก่นาง และเคยนำสลามจากอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลามาให้แก่นาง

เมื่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ประกาศอิสลามแก่ปวงชนของท่าน พวกเขาต่างพากันปฏิเสธและทำร้ายท่าน นางค่อดีญะฮฺคือผู้ปลอบใจ ให้กำลังใจท่าน อำนวยความสะดวกให้ท่าน ช่วยปกป้องท่านและสมาชิกในครอบครัวให้รอดพ้นจากความเศร้าโศกเสียใจ และภยันตรายต่างๆ นางจะปลอบใจท่านด้วยถ้อยคำที่ละมุนละไม หนักแน่น และด้วยใจอันศรัทธาอันเยือกเย็นต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มีลูกชายที่เกิดจากนาง 2 คนคือ[b]อัลกอซิม และอับดุลลอฮฺ และบุตรสาว 4 คน คือ [b]ซัยหนับ รุกอยยะฮฺ อุมมุกัลโซม และฟาติมะฮฺ แต่บุตรชายทั้งสองของท่านได้ถึงแก่กรรมในขณะยังเด็ก ซึ่งนำความเศร้าโศกมาสู่ท่านทั้งสองเป็นอันมาก แต่เพราะความสุขุมเยือกเย็นของนาง นางสามารถห้ามน้ำตาของนางไว้ได้ และพยายามปกปิดความเศร้าโศกของนางไว้ ทั้งนี้เพื่อให้สามีที่รักยิ่งของนางได้คลายความเศร้าโศกลงได้บ้าง ก่อนท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จะอพยพออกจากมักกะฮฺไปสู่มะดีนะฮฺ3 ปี นางค่อดีญะฮฺได้ล้มป่วยลง ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้เฝ้าอยู่เคียงข้างนางตลอดเวลา คอยดูแลและเอื้ออำนวยทุกอย่างแก่นาง ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้แจ้งข่าวดีแก่นางว่า "อัลลอฮฺ ได้เตรียมปราสาทหลังหนึ่งที่ทำจากไข่มุขไว้ให้แก่นางแล้วในสวนสวรรค์" และเมื่อนางถึงแก่กรรม ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ลงไปในหลุมฝังศพของนาง และวางร่างอันไร้วิญญาณของนางไว้ในหลุมศพนั้นด้วยสองมืออันประเสริฐของท่าน ท่านได้กลบดินและหลั่งน้ำตาให้แก่นางด้วยความเศร้าอาลัยอย่างสุดซึ้งแม้นางจะจากท่านไป ท่านก็ไม่เคยลืมระลึกถึงนาง ท่านจะกล่าวถึงคุณงามความดีของนางอยู่เสมอ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จะให้เกียรติแก่ผู้ที่นางเคยชอบพอ ท่านจะหาโอกาสพบกับเพื่อนๆ ของนางที่นางเคยคบหาอย่างเป็นกันเอง และด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส เพราะนั่นคือสิ่งเดียวที่จะทำให้ท่านพบกับกลิ่นไอของนางผู้เป็นศรีภรรยาอันเป็นที่รักยิ่งของท่าน

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จะกล่าวถึงคุณงามความดีของนางอยู่ตลอดชีวิตของท่าน บ่อยครั้งที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวยกย่องชมเชยถึงความดีของนางนั้น พระนางอาอิชะฮฺภรรยาผู้แสนสวยของท่านเกิดความหึงหวง ถึงกับนางได้กล่าวขึ้นกับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ครั้งหนึ่งว่า "โอ้ ท่านศาสดาของอัลลอฮฺ นาง (ค่อดีญะฮฺ) เป็นเพียงหญิงชราคนหนึ่งเท่านั้น อัลลอฮฺได้ทรงทดแทนหญิงที่ดีกว่านาง (คือตัวฉัน) ให้กับท่านแล้วมิใช่หรือ ?" ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ทรงโกรธนางมาก และได้ตอบแก่นางว่า " ไม่ อัลลอฮฺไม่ได้ทดแทนหญิงใดที่ดีกว่านาง (ค่อดีญะฮฺ) เลย นางศรัทธาต่อฉันในขณะที่มนุษย์ทั้งหมดเป็นกาเฟร (ไม่ศรัทธา) นางเชื่อฉันในขณะที่มนุษย์เขาไม่เชื่อฉัน นางได้ช่วยฉันในขณะที่มนุษย์เขาไม่ช่วยฉัน นางได้ช่วยเหลือฉันด้วยชีวิตและทรัพย์สินเงินทองของนางในขณะที่ผู้คนทั้งหลายไม่ยอมให้ฉัน และอัลลอฮฺได้ให้ฉันมีลูกบ้างกับนาง ในขณะที่หญิงอื่นไม่มีลูกกับฉัน"


สมควรและเหมาะสมยิ่งแล้วที่ชาวกุเรซ เรียกขานนางว่า "อัตตอฮิเราะฮฺ" "หญิงผู้สะอาด ไร้มลทิน" "ซัยยิดะฮฺ นิซาอฺ กุเรซ" "ยอดหญิงของชาวกุเรซ" และสมจริงแล้วที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงเรียกขานนางไว้ในคัมภีร์ของพระองค์ว่า "อุมมุ้ล มุอฺมินีน" "มารดาแห่งผู้ศรัทธาทั้งมวล"









อ้างอิงจาก : จากหนังสือ ภรรยานบีมูฮำมัด (ซล.)โดยเอส.เอ็ม.มะดานี อับบาซี
และหนังสือ ประวัติท่านนบีมูฮำมัด (ซล.)โดย อ.มุนีร มูหะมัด





Create Date : 18 กุมภาพันธ์ 2550
Last Update : 26 กรกฎาคม 2550 11:30:52 น.
Counter : 527 Pageviews.

9 comment

นะ(รก)
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 26 คน [?]



เพราะเราไม่รู้ว่า ลมหายใจจะหมดลงเมื่อใด
The Doomsday Book
Date Conversion
Gregorian to Hijri Hijri to Gregorian
Day: Month: Year
Website Counter
New Comments