Chapter 7
"เธอ / คุณ มาทำอะไรที่นี่?"

สองเสียงถามขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัด ทำเอาต่างฝ่ายต่างได้แต่นิ่งอึ้งกันไปครู่หนึ่ง แต่ก่อนที่ใครสักคนจะทันได้ตอบออกมา เสียงกุกกักทางด้านหลังก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ดีลเป็นฝ่ายได้สติก่อน เด็กหนุ่มผมดำรีบดึงร่างโปร่งที่ยืนอยู่ตรงกันข้ามให้หลบเข้าไปในซอกเล็กๆ หลังเสาต้นใหญ่ข้างระเบียง ขยับชิดเข้าไปหาแล้วยื่นเบสของนาย่าส่งให้พร้อมกับกระซิบ

"ถือให้ผมหน่อย เร็วสิ"

อีกฝ่ายแม้ว่าจะยังงงอยู่เล็กน้อย แต่ก็รักษาสติไว้ได้ดีเยี่ยม มือเรียวรับเบสกับกล่องเครื่องมือไปโดยไม่ถามอะไรอีก คนดังของบ้านสลิธิรินยิ้มก่อนจะรีบดึงเอาผ้าผืนโปร่งบางออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้วคลี่ออกคลุมร่างของทั้งสองไว้

"ผ้าคลุมล่องหน?" เสียงใสเย็นเอ่ยขึ้นเบาๆ

ดีลพยักหน้าพร้อมกับกระซิบตอบ "สมบัติตกทอดของบ้านพอตเตอร์น่ะ..อ๊ะ..เงียบก่อนนะ"

เขาเตือนพร้อมกับยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากของอีกฝ่าย แล้วก็ต้องรีบดึงมือออกทันทีที่ดวงตาสีฮาเซลเงยขึ้นมองปราม "โทษทีฮะ" คุณชายคนที่สองของบ้านสลิธิรินยิ้มแหย อดนึกบ่นตัวเองไม่ได้ เฮ้อ...เผลอติดนิสัยทำเหมือนตอนที่พาพวกสาวๆ ออกมาเที่ยวอีกแล้วแฮะ... แต่สงสัยมุขนี้จะใช้ไม่ได้

ขณะที่มัวแต่คิด เสียงกุกกักที่ดังอยู่เบาๆในตอนแรก นั้นก็ค่อยๆ กังวานขึ้น เสียงฝีเท้าของใครบางคนกำลังก้าวผ่านมาตามระเบียงอย่างเร่งรีบ เด็กหนุ่มผมดำรีบหันกลับไปมองหาต้นตอของเสียง ดวงตาสีฟ้าจับภาพเงารางๆของร่างผอมแห้งในชุดกะรุ่งกะริ่งนั้นได้ถนัด

...ฟิลช์จริงๆ ด้วยแฮะ

ภารโรงแก่รีบเดินหน้าตั้งมาตามระเบียง พร้อมกับกวาดสายตาไปรอบด้านอย่างระวังระไว แล้วจึงตรงต่อไปยังบันไดที่จะขึ้นไปชั้น 3 แต่ข้างตัวกลับไม่มีนางแมวคู่ใจที่เห็นวิ่งไปแจ้งข่าวเมื่อครู่

...หรือว่ามิสซิสนอร์ริสจะวิ่งตามเฟนริสไปอีกทาง?

ดีลอดเป็นห่วงเพื่อนร่วมห้องของตนไม่ได้ เขารอจนเงาของฟิลช์ลับตาไปแล้วจึงค่อยๆ ดึงผ้าคลุมล่องหนออก

"สงสัยมิสซิสนอร์ริสจะวิ่งตามเฟนริสไปอีกทาง แต่ฟิลช์เดินขึ้นไปชั้น 3 อย่างงี้ คงจะไม่เจอตัวหรอก"

ดูเหมือนอีกฝ่ายจะสนใจแค่ประโยคแรกเท่านั้น เจ้าของดวงตาสีฮาร์เซลเลิกคิ้วทันควัน

"เฟนริส? ออกมาด้วยหรือ?"

"อ๋อ ผมเพิ่งเจอเขาเมื่อกี้น่ะฮะ" เด็กหนุ่มผมดำรีบออกตัว "เห็นว่าออกมาตามเพราะผมไม่กลับหอนอนสักที แต่ดันมาเจอมิสซิสนอริสเสียก่อน ก็เลยต้องแยกกัน ผมล่อฟิลช์มาอีกทาง จนมาเจอคุณนี่แหละ"

พอเห็นใบหน้าเรียวเริ่มส่อเค้ากังวล ฝ่ายที่พยายามชี้แจงเลยต้องรีบเสริม

"คงไม่เป็นไรหรอก ทางนี้ใกล้กับหอสลิธิริน ป่านนี้เฟนริสคงจะกลับไปหอนอนแล้วล่ะ"

คนฟังพยักหน้าน้อยๆ "ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดี ว่าแต่...แล้วเธอออกมาทำอะไร?" ประโยคหลังถามโดยไม่มีเค้าคาดคั้น แต่ก็บอกความสงสัยชัดเจนจนคนอ่อนวัยกว่าต้องแอบเลิกคิ้วบ้าง...ติดนิสัยประธานนักเรียนมาด้วยแฮะ เจอนักเรียนทำผิดกฎปุ๊บก็ซักไซ้ก่อนเลย

"ผมไปนั่งเล่นอยู่กับพวกแฝด เผลอคุยเพลินไปหน่อยเลยเกินเวลาเคอร์ฟิล ว่าแต่คุณเถอะ..."

ดวงตาสีฟ้าเหลือบมองร่างโปร่งที่อยู่ในชุดกางเกงยีนส์กับเสื้อสเว็ตเตอร์คอเต่าสีเทาสวมทับด้วยเสื้อคลุมสีเข้ม ดูท่าจะไม่ได้บังเอิญออกมากะทันหันแบบน้องชายแน่

"ฉันมีเรื่องสงสัยนิดหน่อย" เสียงใสตอบโดยไม่ต้องรอให้ถาม "เด็กปี 3 ที่เคยมาขอให้สอนการบ้านบอกว่า เคยเห็นอะไรแปลกๆ ตกอยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุเมื่อคืนที่พวกเราไปเจอ แต่เขาไม่กล้าเก็บมาดู ฉันก็เลยคิดว่า..."

"จะไปเก็บหลักฐานก่อนที่มันจะหายไป" ดีลเอ่ยต่อให้

ร่างโปร่งพยักหน้าโดยไม่มีทีท่าทุกข์ร้อน เหมือนกับเคยชินกับการเดินออกมานอกหอหลังเกินเวลาเคอร์ฟิลอย่างไรอย่างนั้น "ถ้าเป็นพรุ่งนี้เช้า อาจจะมีเด็กๆ เก็บไปโดยไม่รู้ก็ได้"

คำตอบสมเหตุสมผลนั้นทำเอาค้านไม่ออก แต่เด็กหนุ่มก็ยังขมวดคิ้ว

"แล้วทำไมไม่ชวนเฮอร์มิสหรือพวกแฝดออกมาด้วยล่ะฮะ?"

เพิ่งเข้ามาใหม่แท้ๆ ทำไมถึงกล้าออกมาเดินคนเดียวดึกๆ แบบนี้ได้นะ แถมยังจะไปที่ที่เพิ่งเกิดเรื่องอีก

"เฮอร์มิสอ่านหนังสืออยู่ ส่วนเมธิสกับนาย่าก็กำลังขายของอยู่ในห้องนั่งเล่น เลยไม่อยากกวนน่ะ" คนพูดอธิบายพร้อมกับล้วงมือลงไปในกระเป๋าเสื้อคลุม "ชั้น 3 ไม่ไกลจากหอกริฟฟินดอร์มาก คิดว่าคงใช้เวลาไม่นาน"

พอมือเรียวดึงเอาของบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อคลุม เด็กหนุ่มบ้านสลิธิรินก็ถึงกับเบิกตากว้าง

"อย่าบอกนะว่าคุณขึ้นไปที่ชั้น 3 มาแล้ว!" นึกว่ากำลังจะไป นี่ไปเอามาเรียบร้อยแล้วเหรอเนี่ย!?

"อืม"

อีกฝ่ายตอบหน้าเฉย คนที่ทั้งงงทั้งหงุดหงิดเลยได้แต่ยืนอึ้ง

นี่ไม่คิดบ้างเหรอว่า ที่ที่ตัวเองบอกว่าเพิ่งไปมาน่ะ มันเป็นที่เกิดเหตุสยองน่าขนลุกที่เพิ่งเห็นมากับตาเมื่อคืนนะ (ขนาดห้าวๆ อย่างนาย่ายังแขยงเลย) แถมยังออกมาเดินคนเดียวในโรงเรียนที่เพิ่งย้ายมาใหม่ตอนกลางดึกอีก

คิดแล้วก็ได้แต่แอบถอนหายใจเบาๆ ไม่ให้คนตรงหน้าสังเกตเห็น

เฮ้อ...ใจร้อนบ้าบิ่นกว่าหน้าตาท่าทางภายนอกแฮะ แถมยังมั่นแบบสุดๆ อีกต่างหาก

"โอเคฮะ ได้มาก็ดีแล้ว แต่ผมว่าเรารีบออกไปจากตรงนี้กันดีกว่า" เด็กหนุ่มผมดำว่าพลางยื่นมือไปรับสายเบสจากคนตรงหน้ามาคล้องไหล่ตนเองอีกครั้ง

"คุณจะกลับหอนอนไปก็ได้นะฮะ เดี๋ยวผมต้องเอาของพวกนี้ไปเก็บที่ห้องซ้อม"

คนตัวสูงกว่าบอกตัดบท ทำท่าจะขอกล่องอุปกรณ์กลับมาถือ แต่อีกฝ่ายกลับดึงเอาไว้เบาๆ

"ของเยอะ...เดี๋ยวจะช่วยถือไปให้ เธอจะเอาไปเก็บที่ไหนล่ะ?"

เสียงใสเย็นถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่สีหน้านิ่งๆ นั้นก็ยังทำให้คนตอบคลี่ยิ้มออกมาได้อยู่ดี คุณชายคนที่สองของตระกูลพอตเตอร์เลยตั้งต้นอธิบายพร้อมกับออกเดินนำ

"ก็แถวๆ นี้แหละฮะ คุณรู้จัก 'ห้องต้องประสงค์' ไหมล่ะ? ปกติมันไม่ค่อยโผล่ออกมาให้ใครได้ใช้นักหรอก แต่พวกผมบังเอิญไปเจอเข้า ก็เลยเอาไว้เป็นที่ซ้อมดนตรีกัน มันเก็บเสียงดีแถมฟิลช์ก็ไม่มากวนด้วย ไว้วันหลังให้พวกนาย่าพาไปสิฮะ แต่ตอนนี้เรารีบไปเก็บของแล้วกลับหอนอนกันก่อนดีกว่า..."

ดวงตาสีฟ้าเหลือบมองวัตถุในมือของอีกฝ่ายแล้วทิ้งท้ายด้วยสีหน้าที่มีเค้าจริงจังมากขึ้น

"เก็บ 'นั่น' ไว้คุยกันตอนอาหารเช้าพรุ่งนี้ก็แล้วกัน"

........................................................................................................

"อืม..."

มือเรียวยกเอาวัตถุกลมใสขึ้นมาส่องกับแว่นขยายในมืออีกข้างของตน พลางเพ่งสายตาพิจารณา ใบหน้าตกกระระด้วยเส้นผมสีเพลิงขมวดคิ้วน้อยๆ

"ดูเหมือนจะไม่ใช่พวกวัสดุสังเคราะห์นะ" เฮอร์มิส วิสลีย์สรุปพลางวาง 'หลักฐาน' ในมือลงบนผ้านุ่มที่เตรียมไว้รองก่อนแล้ว "แต่ว่าจะเป็นอะไร สงสัยต้องค้นดูก่อน ไม่งั้นก็ต้องตัดเอาชิ้นส่วนมาลองทดสอบดู"

"ท่าทางยุ่งยากจังแฮะ กว่าจะรู้ว่าไอ้นี่คืออะไรก็อีกนานเลยสิ"

เมธิสที่นั่งอยู่ทางขวาพูดขึ้นมาก่อน แต่เด็กหนุ่มผมดำที่นั่งอยู่อีกด้านกลับคิดไม่เหมือนกัน

"เอาเถอะน่า อย่างน้อยก็มีหลักฐานไว้สืบสาวต้นตอต่อไปแล้วไง"

ดวงตาสีฟ้าอดเหลือบมองคนที่ 'เก็บหลักฐาน' มาไม่ได้ ร่างโปร่งในชุดสเว็ตเตอร์สีดำพอดีตัวกับกางเกงยีนส์กำลังนั่งอยู่บนโซฟาตัวใหญ่ข้างเตาผิง โดยมีน้องชายตัวเล็กซึ่งวันนี้ยอมเป็นแขกรับเชิญมายังห้องนั่งเล่นบ้านกริฟฟินดอร์กำลังคุยจ้ออยู่ข้างๆ รอบด้านรายล้อมด้วยกลุ่มเด็กผู้หญิงชั้นปี 3-4 อีกหลายคน

ทั้งที่วันนี้เป็นวันหยุดที่ทางโรงเรียนอนุญาตให้ออกไปฮอกมี๊ดได้ แต่พอ 'ขวัญใจคนใหม่ของบ้าน' ยังไม่ออกไป ก็ดูเหมือนจะมีคนสมัครใจอยู่เป็นเพื่อนเยอะแยะ

เป็นภาพที่ทำให้คนมองอดรู้สึกจิ๊ดๆ ขึ้นมาไม่ได้...จะเนื้อหอมไปถึงไหนกันนะ...เฮ้อ!

"เฮ้ยๆ ตาลอยแล้ว"

สมุดที่ถูกม้วนจนกลมทุบปุๆ ลงมาบนไหล่กว้าง พอหันกลับไปก็เห็นนาย่า วิสลีย์ที่เพิ่งจะลงมาสมทบกำลังฉีกยิ้มกวนให้อยู่พอดี "อยากคุยกับเขาก็ต้องเข้าไปคุยสิว๊า...เอาแต่มอง เดี๋ยวก็โดนคาบไปหรอก" เสียงใสเอ่ยล้อด้วยสำเนียงที่ขัดกับสถานภาพเด็กสาวของตนเอง

"ยุ่งน่า..."

ดีลปัดสมุดของอีกฝ่ายออกไปจากบ่าอย่างหงุดหงิด "มัวแต่ล้อคนอื่น...เนื้อเพลงใหม่เสร็จหรือยัง? พวกเราไม่ได้ซ้อมเต็มวงกันนานแล้วนะ" เด็กหนุ่มพยายามเปลี่ยนหัวข้อสนทนาจากประเด็นที่ทำให้เขาขัดใจเสียที

"อย่าใจร้อนเด๊"

เมธิสโผล่เข้ามาช่วยฝาแฝดของตนทันควัน "จะรีบแต่งเนื้อร้องไปทำไมว๊า ยังไงวงเราก็ยังไม่มีนักร้องนำอยู่ดี แล้วฉันกับนาย่าก็ขี้เกียจเป็นนักร้องมือสอง-มือสามแล้วด้วย ร้องไปเล่นไปมันไม่ถนัดนะเฟ้ย..." พูดจบวิสลีย์คนพี่ก็ทิ้งร่างลงบนพรมนุ่มอย่างเกียจคร้าน แต่ใบหน้าตกกระที่เหลือบมองเพื่อนสนิทยังไม่ทิ้งแววล้อเลียน

"รีบเปลี่ยนประเด็นเชียวนะ กลัวพวกเราจะรู้หรือไง...ว่านายไม่กล้าจีบญาติผู้แสนน่ารักของเราน่ะ"

คำแซวแบบโต้งๆ นั้นทำเอานาย่าหัวเราะก๊าก แม้แต่เฮอร์มิสเองก็ยังถอนหายใจพรืดแล้วหัวเราะหึหึอยู่หลังหนังสือเล่มหนาของตัวเอง ส่วนตัวคนถูกแซวน่ะ หน้าตูมลงไปทันควัน มือเรียวยาวหันไปคว้าเสื้อคลุมที่พาดอยู่บนพนักเก้าอี้

"เลิกแซวแล้วออกไปกันได้แล้วเฟ้ย ขืนช้าร้านไม้กวาดสามอันก็เต็มอีกหรอก"

คราวนี้ทุกคนรีบขยับตัวกับพรึ่บพรั่บ ก็นะ... ถึงจะใช้ทางลับไปแอบไปซื้อบัตเตอร์เบียร์ที่นั่นออกบ่อยๆ แต่นั่งดื่มในร้านตอนอากาศเย็นๆ แบบนี้มันได้อารมณ์กว่ากันเยอะ

"งั้นเดี๋ยวฉันเอานี่ไปเก็บในห้องนอนก่อนแล้วกันนะ"

เด็กหนุ่มผมแดงสวมแว่นบอกพลางพยิบห่อผ้าที่ใส่ 'หลักฐาน' นั้นขึ้นมาอย่างระมัดระวัง

"อือ เดี๋ยวฉันจะไปเรียกเฟนริสกับ...เฟลย์...ไปด้วยแล้วกัน"

เด็กหนุ่มผมดำพูดทิ้งท้ายพลางส่งสายตาให้เจ้าสองแฝด

เฮอะ...อย่ามาดูถูกกันนะเฟ้ย...ฉันยังไม่ไร้ฝีมือขนาดไม่กล้าไปชวนเขาเที่ยวหรอกน่า

"เออๆ" เมธิสที่นอนอยู่ที่พื้นยื่นแขนให้แฝดอีกคนช่วยดึงให้ลุกนั่งยังไม่วายหัวเราะกันคิกคัก นานๆที เสนาธิการประจำกลุ่มจะมีประเด็นให้ล้อมาราธอนแบบนี้ก็ต้องเอาให้คุ้มหน่อย

ร่างสูงเดินไปยังกลุ่มนักเรียนหญิงที่ยังนั่งกันอยู่หน้าเตาผิง

"เฟนริส...เฟลย์...ได้เวลาแล้วนะ ไปเถอะฮะ"

เสียงทุ้มเอ่ยชวนอย่างร่าเริง ขณะใบหน้าเรียวยาวคลี่ยิ้มอย่างที่มักจะใช้ได้ผลเสมอยามต้องการเรียกร้องความสนใจ ซึ่งก็ได้ผล...อย่างน้อยก็กับเด็กสาวที่นั่งรายล้อมสองพี่น้องอยู่นั่นแหละ

"พอตเตอร์ จะชวนพวกคุณเดอ ลา กูร์ไปฮอกมี๊ดเหรอคะ?"

หนึ่งในนั้นถามขึ้น เท่าที่จำได้เหมือนจะเป็นเด็กนักเรียนหญิงปี 3 สมาชิกตัวสำรองของทีมควิดดิชกริฟฟินดอร์

"อืม...พวกคุณจะไปด้วยกันไหมล่ะ?" เด็กหนุ่มเอ่ยชวนอย่างใจดี

"อ๊ะ ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวพวกเรานัดว่าจะไปซื้อของกันหน่อยน่ะ ไม่กวนพวกเธอดีกว่า"

คราวนี้เป็นนักเรียนหญิงชั้นปี 5 อีกคนเอ่ยปฏิเสธอย่างเกรงอกเกรงใจ สงสัยจะเพราะนึกขึ้นมาได้ว่า กลุ่มของคนตรงหน้า นอกจากจะมีสองพี่น้องแล้วยังมีสามวิสลีย์แถมพ่วงอลิสที่เพิ่งจะเดินมาสมทบกับเฟลย์เข้าไปอีกคน แค่นี้ก็เดินทีเต็มถนนแล้ว

"งั้นพวกผมขอตัวก่อนนะฮะ ไปกันเถอะ"

เด็กหนุ่มหันไปกวักมือเรียกเพื่อนซี้ที่รวมตัวกันครบพอดีเพื่อออกไปพร้อมกัน ทั้งกลุ่มก้าวออกมาจากกรอบรูปสุภาพสตรีอ้วน เฮอร์มีสที่เดินนำหน้าสุดท่าทางจะยังหมกมุ่นกับหลักฐานสำคัญเสียจนไม่ใส่ใจสองพี่น้องที่อยู่ข้างๆ ส่วนสองแฝด เมธิส-นาย่ากำลังกระตือรือร้นกับการพูดหลอกอลิสเรื่องทางลับให้อีกฝ่ายได้แต่ทำหน้าเหลอหลา

ดีลที่คอยรั้งท้ายตามปกติทำท่าจะก้าวเข้าไปช่วย แต่ดวงตาสีฟ้าก็เหลือบไปมองร่างโปร่งที่เดินคุยกับเฟนริสด้วยสีหน้านิ่งเฉยนั้นอีกครั้ง เจ้าของดวงตาสีฮาเซลกำลังอธิบายอะไรบางอย่างพร้อมกับส่ายหน้าปฏิเสธท่าทางเว้าวอนของเด็กหนุ่มผมบลอนด์ไปด้วย

ดีลขมวดคิ้วอย่างสงสัย...คุยอะไรกันอยู่นะ?

"เฮ้ หวัดดี พอตเตอร์ หวัดดี วิสลีย์"

เสียงทักทายจากเบื้องหลังพร้อมกับฝ่ามือที่ตบปั่บลงบนบ่าทำให้เด็กหนุ่มผมดำที่กำลังครุ่นคิดต้องรีบหันกลับไปมองทันควัน แล้วก็ต้องรีบยกมือขึ้นบังหน้าเมื่อแสงจ้าสาดกระทบเข้าตาอย่างกะทันหัน

"คลินท์! บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่ามาถ่ายรูปชาวบ้านตอนเขาไม่รู้ตัวนะห๊ะ"

ดีลหลุดเสียงห้วนๆ ออกไป แต่เด็กหนุ่มร่างผอมสูงโย่งที่ยืนถือกล้องถ่ายรูปตัวโตพร้อมแฟลชขนาดใหญ่กลับยิ้มร่าอย่างไม่สะทกสะท้าน "ขอถ่ายรูปตรงๆ นายก็ไม่ยอมให้ถ่ายนี่หว่า เล่นทีเผลอแบบนี้แหละ ไม่ดีหรือไง สกู๊ป 'ตามไปดูวันหยุดสุดสนุกของพอตเตอร์คนดัง' ฉันว่ายอดขายต้องพุ่งกระฉูดแน่ๆ"

ใบหน้าคมยิ่งหงุดหงิดมากขึ้น แต่ยังไม่ทันโวย อีกฝ่ายก็หันเหความสนใจไปยังร่างเล็กที่เดินตามหลังเฮอร์มีสอยู่ด้านหน้าเขาเสียแล้ว

"หวัดดีครับ คุณต้องเป็นเดอ ลากูร์คนน้องแน่ๆ เลยใช่ไหม? พอดีตอนวันเปิดเทอมผมตกรถไฟตามมาทีหลัง เลยไม่อยู่ตอนคุณแนะนำตัว แต่มีจดหมายเรียกร้องขอให้ทำสกู๊ปเรื่องคุณเข้ามาที่ชมรมเยอะมากเลยนะ พอจะมีเวลาให้สัมภาษ...."

ก่อนที่คลินท์จะร่ายจบ มือเรียวยาวก็ยื่นมาบังหน้าเพื่อนใหม่ของตนไว้เสียก่อน

"พอเลย! ถ้านายสนใจอยากจะสัมภาษณ์นักก็ไปฝึกงานกับเดลีย์พร็อพเฟ็ตซะสิ... แต่ถ้าขืนมาแอบถ่ายรูปเฟนริสล่ะก็ พวกฉันจะบริการส่งของขวัญให้นายถึงเตียงแน่"

ดวงตาสีฟ้าที่ชักไม่มีเค้าล้อเล่นนั้นทำเอาคนฟังรีบคลี่ยิ้มเจื่อน "เออน่าๆ งั้น...ไว้โอกาสหน้าแล้วกันนะ"

พูดจบร่างสูงโย่งนั้นก็ผละจากไปทันควัน เด็กหนุ่มผมดำได้แต่ส่ายหน้าอย่างเซ็งๆ

"ใครเหรอฮะ ดีล"

เฟนริสที่ได้แต่นิ่งอึ้งจนจบบทสนทนาค่อยเอ่ยปากถามขึ้นมาได้ "ทำไมท่าทางแปลกๆ พิกล"

"คลินท์ ออสเตน ประธานชมรมหนังสือพิมพ์ของโรงเรียนน่ะ" เสียงทุ้มตอบพร้อมกับอธิบายต่อ "หมอนั่นอยู่ปี 5 บ้านฮัฟเฟิลพัพ ที่จริงก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรหรอกนะ แค่ออกแนวเพี้ยนๆ แบบว่ามีไฟมากไปหน่อย"

มีไฟมากขนาดตามตื้อขอสัมภาษณ์เขาอยู่ร่วมเดือน ถูกพวกเมธิสกับนาย่าแกล้งแค่ไหนก็ยังไม่ยอมตัดใจ กับเขาน่ะไม่เป็นไรหรอก เพราะยังไงก็ไม่ปล่อยให้เอาอะไรไปเขียนได้อยู่แล้ว แต่กับคนใจดีอย่างเฟนริสสงสัยต้องช่วยกั้นกำแพงกันไว้หน่อย ไม่งั้นเจ้าตัวได้เป็น 'สกู๊ปเด็ด' รับเทศกาลคริสมาต์ของคลินท์แน่ๆ

มัวแต่ยุ่งกับเจ้าทึ่มชมรมหนังสือพิมพ์ เกือบลืมเรื่องที่สงสัยอยู่เมื่อครู่เลยไหมล่ะ คิดได้แล้วก็เอ่ยถามเพื่อนตัวเล็กของตนออกไปทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลารอ

"เฟนริส เมื่อกี้คุยอะไรกับพี่สาวนายเหรอ? ท่าทางเครียดเชียว"

"ฮะ?...อ๋อ...เมื่อกี้น่ะเหรอ" คนถูกถามกระพริบตาก่อนจะพยักหน้าเหมือนนึกได้ "ไม่มีอะไรมากหรอกฮะ แค่พี่เฟลย์น่ะสิ ดื้ออีกแล้ว" แก้มใสป่องขึ้นมานิดๆ อย่างขัดใจ "ที่โรงเรียนเก่า พี่เฟลย์เคยเป็นกัปตันทีมควิดดิชของโรงเรียนน่ะฮะ เป็นเชสเซอร์ฝีมือดีที่สุดในรอบ 10 ปีด้วยนะ"

คนฟังเลิกคิ้วนิดๆ แต่พอมองร่างเพรียวของคนที่เดินเข้าไปช่วยเพื่อนสนิทขี้อายที่ถูกสองแฝดแกล้งเล่นแล้วก็ไม่ค่อยแปลกใจนัก

"แล้วเขาไม่คิดจะเข้าทีมควิดดิชของกริฟฟินดอร์บ้างเหรอ? แม็คดอลล์น่าจะสนใจอยู่นี่นา"

เด็กหนุ่มเอ่ยชื่อกัปตันทีมควิดดิชของกริฟฟินดอร์ที่ได้ชื่อว่าเป็นแมวมองจอมตื้อ ก็ขนาดเขาที่อยู่คนละบ้านยังเคยถูกหมอนั่นจีบให้เล่นตำแหน่งซีกเกอร์ของทีมจนแทบจะตีกันตายกับกัปตันทีมสลิธิริน แต่ทั้งสองฝ่ายก็ต้องอกหัก เมื่อเขาประกาศชัดว่าจะไม่เดินตามรอยบิดาผู้เป็นซีกเกอร์ทีมชาติอย่างแน่นอน

"ก็ชวนสิฮะ แถมยังฝากนักเรียนปี 3 คนเมื่อกี้มาบอกว่าให้ลองไปฝึกด้วยกัน แต่พี่เฟลย์น่ะสิ...ปฏิเสธไปเรียบร้อยแล้ว"เด็กหนุ่มผมบลอนด์ตอบพร้อมกับอธิบายต่อ "เห็นบอกว่า เชสเซอร์ของทีมกริฟฟินดอร์ก็ยังมีอยู่ ถ้าขืนพี่เฟลย์เข้าทีมก็ต้องมาคัดตัวกันใหม่ เดี๋ยวจะผิดใจกันเสียเปล่าๆ"

คนเป็นน้องชายส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ "ใจดีเหมือนเคยเลย..."

"นั่นสิ..." เด็กหนุ่มผมดำพยักหน้าหงึกๆ

ก็ดีแล้วล่ะ ขืนต้องซ้อมควิดดิชก็ยิ่งไม่มีเวลาเข้าไปใหญ่ แค่เขาต้องฝ่าลงล้อมของบรรดาสาวๆ ที่รายล้อมคนคนนั้นอยู่ก็เหนื่อยจะแย่...ว่าแต่..เชสเซอร์ทีมกริฟฟินดอร์งั้นเหรอ...

...หวังว่าคงไม่มีปัญหาอะไรหรอกนะ

..........................................................................


Tea Cafe's Talks

Acacha's

นาน... นานมาก เรื่องนี้ดองไว้นานมาก ^^ ในที่สุดก็มาต่อจนได้ หุหุหุ

เรื่องนี้คงจะได้ยืดยาวกว่าที่กะไว้มาก บางส่วนที่เรื่องมันเหมือนจะช้า (อย่างเช่นตอนนี้ มีแต่คุยกัน) แต่เพราะมันมีรายละเอียดที่ไม่ใส่ไม่ได้เด็ดขาดดด

เขียนฟิคเจ้าดีลแล้วทำให้รู้สึกว่าป้าเข่งเก่งเป็นบ้า~


NaO's

กะว่าจะไม่ดองแล้วเชียวน๊า แต่ภาระมันเยอะ (อ้างอย่างนี้ประจำ)

ที่จริงตอน 7 นี่เขียนไว้นานแล้ว รอให้อคาชามันอีดิธ แต่มันติดงานแปล Ring อยู่ เลยค้างเติ่ง ตอนหน้าจะพยายามเคลียร์งานแล้วมาจัดการต่อค่ะ
.
.
ขอเมาท์ต่ออีกนิด

เมื่อวันก่อนได้รับโทรศัพท์จากน้องคนนึง โทรมาถามว่า

"พี่นะโอคะ พี่ได้เอาฟิกดีล พอตเตอร์ไปขายที่งานเมื่อวันอาทิตย์หรือเปล่าคะ?"

วินาทีแรกที่ได้ยินนั้น ใจแวบคิดว่า 'เฮ่ย มีคนเอาไปขายเรอะ'

ปรากฏว่าไม่ใช่ค่ะ น้องเขาแค่ไม่ได้ไปงาน ก็เลยโทรมาถาม (อ๊าย ปลื้ม)

ได้แต่ตอบกลับไปว่า "ไม่ได้เอาไปขายจ้ะ ยังเขียนไม่จบเลย แต่จะพยายามต่อให้จบให้ได้นะ ไม่ต้องห่วง"
.
.
อยากฝากไปบอกน้องว่า ดีใจมากเลยที่น้องอุตส่าห์โทรมาถาม

วางหูเสร็จก็รีบโทรไปเล่า + จิกอคาชา ให้มันอีดิธตอนใหม่เอามาลงให้ว่อง

ฟิกเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ร้านน้ำชาตั้งใจเขียน + ทำการบ้านเยอะมาก

หากท่านผู้อ่านชอบ ทางร้านก็ยินดีมากเลยค่ะ






Create Date : 17 พฤศจิกายน 2549
Last Update : 17 พฤศจิกายน 2549 11:09:35 น.
Counter : 245 Pageviews.

0 comment
Chapter 6
บรรยากาศภายในห้องอาจารย์ใหญ่เต็มไปด้วยความอึดอัด และความเงียบ มีเพียงเสียงติ๊กต็อกของนาฬิกา กับเสียงจงอยปากของนกถ้วยชาที่เคาะเป็นจังหวะบนหลังตู้ตัวเล็ก กรอบรูปบรรดาอดีตอาจารย์ใหญ่รุ่นก่อนๆ เหลือเพียงพื้นสีขาวว่างๆ เพราะตัวคนในภาพย้ายไปรวมกันในกรอบรูปเหนือโต๊ะตัวใหญ่ตรงกลางห้อง

ร่างผอมสูงในเสื้อคลุมสีม่วงของอาจารย์ใหญ่ฮอกวอร์ตนั่งกุมมืออยู่ตรงหัวโต๊ะด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ดวงตาคมกริบไล่มองไปตามใบหน้าของผู้ร่วมโต๊ะแต่ละคนที่กำลังวิตกกังวลไม่แพ้กัน ก่อนที่จะเป็นฝ่ายเปิดประเด็นเพื่อสรุปหัวข้อที่นำมาปรึกษากันให้เร็วที่สุด

“ทุกคนคิดยังไงกับเรื่องนี้บ้าง?” ศาสตราจารย์มักกอนนากัลทาบมือลงกับโต๊ะพลางเอ่ยถามไปรอบๆ

“รอยแผลของพวกสัตว์เลี้ยงเหมือนถูกกัดด้วยเขี้ยวขนาดใหญ่จริงๆ ค่ะ” มาดามพรอมฟรีย์ที่ก้มหน้าอยู่ตรงมุมหนึ่งออกความเห็นด้วยน้ำเสียงกังวล “ถ้าเป็นอย่างเหตุการณ์เมื่อหลายปีก่อน...”

“เป็นไปไม่ได้! ไม่มีใครเปิดห้องแห่งความลับได้อีกแล้ว”

ศาสตราจารย์ฟลิตวิกซ์ที่นั่งอยู่อีกด้านเอ่ยค้านขึ้นมา ใบหน้าโปร่งใสกว่าคนปกติเล็กน้อยนั่นซีดเผือดลง

“ฉันเห็นด้วย” อาจารย์ใหญ่ที่นั่งอยู่หัวโต๊ะพยักหน้า “เราทุกคนรู้ดีว่าห้องแห่งความลับถูกทำลายไปตั้งแต่ตอนที่แฮร์รี่ พอตเตอร์อยู่ชั้นปี 2 และที่สำคัญ ทายาทคนสุดท้ายของสลิธิริน...ก็ไม่มีชีวิตอยู่แล้ว” ท้ายประโยคนั้นเว้นระยะเล็กน้อย ไม่ว่าจะนานแค่ไหน ความรู้สึกกดดันยามเมื่อเอ่ยถึงอดีต ‘คนที่ทุกคนก็รู้ว่าใคร’ ก็ยังคงครอบงำอยู่ในใจของผู้ที่เคยอยู่ใต้เมฆดำของยุคมืดอยู่ไม่จางหาย

หญิงชราเอ่ยต่อด้วยสีหน้ากังวล “...แต่เราก็ไม่ควรประมาท” เธอหันไปเอ่ยถามใครอีกคนที่นั่งอยู่ปลายโต๊ะ “คุณเห็นว่าอย่างไรบ้าง เซเวอรัส”

ชายในชุดเสื้อคลุมสีดำนิ่งคิด มือเรียวสัมผัสท้องแขนของตนเองอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยตอบเสียงเรียบ “ผมไม่คิดว่านี่เป็นการกระทำของฝ่ายมืด อย่างน้อย...ก็ไม่น่าใช่พวกเดียวกับที่เราเคยรู้จัก” ไม่อย่างนั้นตรามารของเขาก็ต้องสร้างความเจ็บปวดให้อย่างที่เคยเป็นไปแล้ว

“ถึงอย่างไรก็คงไม่ใช่การกระทำของผู้ที่หวังดีแน่ พวกนักเรียนอาจจะเป็นอันตราย” รองอาจารย์ใหญ่เสนอความคิดเห็น โดยที่อาจารย์คนอื่นๆ รอบโต๊ะเองก็พยักหน้าเห็นด้วยกับข้อสันนิษฐานนั้น

“เพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อน เราคงต้องประกาศเคอร์ฟิล”

ศาสตราจารย์มักกานากัลสรุป แล้วหันไปทางอาจารย์สาวคนใหม่ ประจำวิชาป้องกันตัวจากศาสตร์มืด

“กาเบรียล คงต้องรบกวนคุณเรื่องจัดตารางเวรยามเดินตรวจตอนกลางคืนให้อาจารย์ทุกคนหน่อยนะ”

“ได้ค่ะ” กาเบรียล เดอ ลา กูร์รับคำ แม้ว่าจะยังไม่รู้เรื่องอดีตของโรงเรียนนี้มากนัก แต่เธอก็ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว

“ฉันจะแจ้งพวกนักเรียนตอนอาหารเช้าพรุ่งนี้” อาจารย์ใหญ่ของฮอกวอร์ตถอนหายใจออกมาเบาๆ “หวังว่าสิ่งที่เราคิดกัน จะเป็นแค่การระแวงเกินไปเท่านั้น....”

........................................................................................................

“อย่างที่ได้แจ้งไปแล้ว ตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป ขอให้นักเรียนทุกคนเข้าหอนอนให้ตรงเวลา และห้ามออกมานอกหอโดยเด็ดขาด ถ้าหากมีใครถูกพบนอกหอนอนเกินเวลาที่กำหนด จะถูกลงโทษโดยไม่มีข้อยกเว้น”

อาจารย์ใหญ่ของฮอกวอร์ตเอ่ยด้วยน้ำเสียงก้องกังวานและสีหน้าเคร่งขรึม ก่อนจะทรุดนั่งลง คราวนี้พวกนักเรียนที่นิ่งเงียบฟังมานานหันกลับไปคุยกันเสียงเซ็งแซ่

“เห...ท่าทางจะเป็นเรื่องใหญ่จริงๆ แฮะ”

เด็กหนุ่มผมสีเพลิงที่นั่งอยู่ที่โต๊ะของกริฟฟินดอร์ออกปาก “เธอว่างั้นไหม นาย่า?” หันไปพูดกับเด็กสาวหน้าเหมือนกันเปี๊ยบที่นั่งอยู่ข้างๆ

“ใช่! ดีนะที่เมื่อคืนพวกอาจารย์ไม่เจอเราที่นั่น” คนถูกถามทำท่าสยองไม่หายเมื่อนึกถึงภาพนองเลือดเมื่อวาน

“นายหาข้อมูลของห้องแห่งความลับไปถึงไหนแล้ว เฮอร์มิส?”

คราวนี้นาย่าหันไปกระซิบกับญาติผู้น้องที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามบ้าง

“ยังไม่ได้เท่าที่เราต้องการหรอก”

เด็กหนุ่มร่างโปร่งที่ยังคร่ำเคร่งอยู่กับคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค โดยมีแซนวิชอาหารเช้าอยู่ในมืออีกข้างเอ่ยตอบโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง “ฉันพยายามแฮกก์เข้าไปดูเอกสารเก่าๆ ของฝ่ายสืบสวนแล้ว แต่ฐานข้อมูลของกระทรวงเวทมนต์เองก็ไม่มีรายละเอียดของเรื่องนี้มากเท่าไหร่ ท่าทางตอนนั้นโรงเรียนคงจะปิดข่าวด้วยละมั้ง”

นิ้วเรียวเสยแว่นตาที่ตกลงมาที่ดั้งจมูกกลับเข้าที่ก่อนจะเงยหน้าขึ้นในที่สุด “แต่ก็สรุป 100% ไม่ได้หรอกนะ นั่นมันช่วงก่อนสงครามนี่นา ว่าแต่...ดีล? นายได้จดหมายตอบจากพ่อนายหรือยัง?”

“ยังเลย สงสัยป๊ะป๋าจะออกภาคสนามอีกแหง” ร่างสูงในชุดเครื่องแบบสลิธิรินส่ายหน้าแบบเซ็งๆ

ตั้งแต่เข้าโรงเรียน เขาไม่เคยขาดการติดต่อกับทางบ้านมาก่อน ยิ่งกับป๊ะป๋าที่คอยห่วงกลัวว่าลูกชายจะก่อเรื่องวุ่นยิ่งไม่ต้องพูดถึง ดังนั้นถ้าพ่อเขาจะไม่ตอบจดหมายก็มีเหตุผลอยู่ไม่กี่อย่าง คือ ถ้าไม่ไปต่างประเทศในที่ที่ติดต่อลำบาก ก็คงยุ่งมากจนไม่มีเวลา แต่ถ้าเป็นกรณีหลังคุณพ่ออีกคนก็จะเป็นคนเขียนจดหมายบอกเขาแทน

“คราวนี้คงหิ้วเดรกับเฮเลนไปด้วยแน่ๆ ไม่งั้นเดรต้องเขียนตอบกลับมาบอกฉันแล้ว” ดีลคาดเดา

...งั้นก็ต้องมาค้นหาสาเหตุกันเองสินะ

สมาชิกของกลุ่มตัวกวนสรุปออกมาเหมือนกันโดยไม่ได้นัดหมาย แต่ตอนนี้ปัญหาตรงหน้าดูเหมือนจะหนักหนากว่า

คิดแล้วสายตาทุกคู่ก็เลื่อนไปจับที่ใครอีกคนซึ่งนั่งเงียบมาตั้งแต่เริ่มทางอาหาร

เฟนริส เดอ ลา กูร์นั่งก้มหน้า มือเรียวเล็กจับช้อนแน่น แต่ซุปในชามกลับไม่ค่อยพร่องลงไปเลย ใบหน้าเรียวเล็กนั้นซีดเผือด ขอบตาบวมช้ำจากการร้องไห้มาตลอดคืน

ดีลมองเพื่อนร่วมบ้านแล้วก็ได้แต่แอบถอนใจ

จะปลอบยังไงดีนะ รู้อยู่ว่าเพื่อนใหม่ของเขารักเจ้าแมวน้อยตัวนั้นมาก มาเห็นมันตายต่อหน้าโดยไม่สามารถช่วยอะไรได้มันก็คงต้องเสียใจแน่ๆ ล่ะ แถมยังเป็นการฆาตกรรมโหดเสียอีก

ใบหน้าเรียวยาวขมวดคิ้วมุ่น อดที่จะครุ่นคิดต่อไปไม่ได้

นั่นสิ...คนที่ทำเรื่องแบบนั้นมีจุดประสงค์อะไรถึงต้องทำเรื่องโหดร้ายขนาดนั้น แถมยังอ้างตัวเป็นทายาทของสลิธิรินอีก

ลูกชายของอดีตฮีโร่บ้านกริฟฟินดอร์ยกแขนกอดอก พยายามไล่เลียงความคิด เท่าที่จำได้ลางๆ ห้องแห่งความลับดูเหมือนจะเป็นหนึ่งในการผจญภัยสมัยเรียนของพวกป๊ะป๋า แล้วตามที่อลิเซียเล่าว่ามันถูกปิดตายไปเมื่อหลายปีก่อน ถ้าคิดว่าเป็นช่วงที่บิดาเขากำลังเรียนอยู่ก็ลงล็อคพอดีเป๊ะ

ถ้าอย่างนั้นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนจะเป็นฝีมือของใครกันล่ะ? คิดจนหัวแตกตอนนี้ก็คงยังหาคำตอบไม่ได้แน่ ข้อมูลมันน้อยเกินไป...ยังไงตอนนี้มาคิดหาทางปลอบเฟนริสก่อนดีกว่าละมั้ง ดวงตาสีฟ้าเหลือบมองไปยังเพื่อนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามอีกครั้ง

ดูท่า...คนที่จะทำได้ดีที่สุดก็คือคนที่นั่งอยู่ข้างๆ เจ้าตัวนั่นแหละ

“กินอะไรเสียหน่อยเถอะ เฟนริส เดี๋ยวจะไม่สบายนะ”

เสียงใสเย็นบอกเบาๆ ร่างโปร่งเลื่อนจานซุปเย็นชืดออกจากมือน้องชายแล้วยื่นชามซีเรียลใส่ผลไม้ที่รินนมสดไว้เรียบร้อยเข้ามาให้แทน

“ผมทานไม่ลงเลยฮะ พี่เฟลย์”

ใบหน้าเล็กส่ายไปมาช้าๆ ท่าทางหมดอาลัยตายอยาก แต่คนเป็นพี่สาวกลับเอื้อมมือมาลูบศีรษะเล็กพลางโน้มน้าวต่ออย่างใจเย็น “พี่รู้ว่าเธอเสียใจ แต่ถ้าเธอไม่ยอมทานอะไรเลยแบบนี้ จะทำให้ทุกคนเป็นห่วงนะ”

ท้ายประโยคมีเค้าบังคับเล็กน้อยแต่ก็ทอดเสียงอ่อนโยนจนเกือบจับไม่ได้

“เธอคงไม่อยากให้เพื่อนๆ ไม่สบายใจไปด้วยหรอกใช่ไหม?”

คราวนี้เจ้าของดวงตาสีน้ำผึ้งค่อยรู้สึกตัวเงยหน้าขึ้นมองคนอื่นๆ เมื่อเห็นว่าทั้งญาติสนิทและเพื่อนร่วมบ้านต่างก็ส่งยิ้มปลอบมาให้พร้อมกับสีหน้ากังวล เด็กหนุ่มจึงรีบปาดน้ำตาลวกๆ สูดลมหายใจแล้วพยักหน้ารับทันที

“ผมทานข้าวก็ได้ ขอโทษนะฮะที่ทำให้ทุกคนเป็นห่วง”

แล้วมือเล็กก็ค่อยๆ หยิบช้อนขึ้นตักซีเรียลหวานของโปรดเข้าปาก เฟลย์รอจนน้องชายลงมือทานแล้วจึงค่อยจัดการอาหารเช้าของตัวเองบ้าง สัญชาติญาณทำให้รู้สึกว่าตนเองกำลังถูกมอง ร่างโปร่งเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง ดวงตาสีฮาร์เซลจึงสบเข้ากับดวงตาสีฟ้าของคนที่มองอยู่ก่อนเข้าพอดี

เด็กหนุ่มผมดำที่นั่งอยู่ตรงข้ามคลี่ยิ้มให้อีกฝ่าย ร่างสูงยกแก้วน้ำฟักทองขึ้นพร้อมกับก้มศีรษะให้นิดๆ ราวกับจะเอ่ยชม ซึ่งอดีตประธานนักเรียนของโบบาตงก็ตอบรับด้วยกิริยาเดียวกัน

ก็ถือว่าแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปได้เปลาะหนึ่งแล้วล่ะนะ

........................................................................................................

“ที่จริงติดเคอร์ฟิลอย่างนี้ก็ดีเหมือนกันน๊า อย่างน้อยเราก็ได้มีเวลาซ้อมกันเต็มที่ แถมมีคนฟังเยอะแยะ”

เมธิส วิสลีย์พูดขึ้นมาลอยๆ ทั้งที่มือยังง่วนกับการปรับสายกีตาร์ไฟฟ้าตัวโปรด ข้างตัวมีลูกพี่ลูกน้องสาวที่มักจะถูกเข้าใจว่าเป็นฝาแฝดกำลังขะมักเขม้นลองจูนเบสตัวใหญ่เข้ากับแอมป์ที่ตั้งอยู่บนพื้น

“พูดไปเหอะ ของของพวกนายมันเก็บไว้ในหอนอนได้นี่หว่า”

เด็กหนุ่มผมดำที่นั่งเอนหลังอยู่บนเก้าอี้นวมสีแดงบ่น “รู้ไหม กว่าฉันจะหาที่ซ่อน ‘ไอ้นั่น’ ได้ ต้องหลบเซเวอรัสแทบตายแน่ะ” ถึงได้ไม่ค่อยอยากได้ตำแหน่งนี้ไง ร่างสูงเอนหลังพิงที่วางแขน พาดขาไปอีกด้านด้วยท่าทางสบายๆพลางหมุนแท่งไม้กลมในมือไปด้วย ดวงตาสีฟ้าพยายามมองกวาดไปทั่วห้องนั่งเล่นของบ้านกริฟฟินดอร์อย่างคุ้นเคยราวกับเป็นหอนอนของตนเอง

“เฮอร์มิสไปไหนล่ะ?” ดีลเอ่ยถามถึงเพื่อนสนิทอีกคนที่ตอนนี้ไม่เห็นอยู่ในระยะสายตา

นาย่าปรับเสียงลำโพงให้หรี่ลงก่อนจะตอบ “ไปแบกพวกตำรามาจากห้องสมุดแล้วก็ขึ้นห้องนอนเงียบไปตั้งแต่ตอนค่ำโน่นแน่ะ เห็นบอกว่าจะลองค้นพวกเลคเชอร์เก่าๆของน้าเฮอร์ไมโอนี่ด้วย”

“เห...บ้านนี้เขาส่งต่อเลคเชอร์เป็นมรดกตกทอดกันเหรอเนี่ย”

ลูกชายคนโตของครอบครัวพอตเตอร์อุทานอย่างเหลือเชื่อ แต่ถ้าดูจากนิสัยของเฮอร์มิสแล้วก็ไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่แฮะ งั้นเป็นอันว่าการซ้อมคืนนี้ก็ไม่มีมือคีย์บอร์ดสินะ ตัวเขาเองก็ไม่มีอุปกรณ์ด้วย

เอ...ว่าแต่ใครอีกคนที่มักจะอยู่รวมกลุ่มกับเจ้าแสบพวกนี้ล่ะ

ดวงตาสีฟ้าพยายามมองกวาดอีกรอบ แต่ถูกขัดด้วยเสียงพูดลอยๆ จากเจ้าเพื่อนตัวยุ่งที่ยังนั่งเกากีตาร์อยู่อีกฝั่ง

“เฟลย์สอนการบ้านพวกเด็กปี 3 อยู่ที่หอหญิงโน่นแน่ะ เห็นว่าน้องๆ เขามาขอร้องเลยช่วยเสียหน่อย คนใจดีก็ลำบากแบบนี้ล่ะน๊า....” น้ำเสียงยานคางปนกลั้วหัวเราะนั้นทำเอาดีลรู้สึกคันเท้าขึ้นมาตงิดๆ อยากจะประเคนบาทาให้เป็นของว่างหลังอาหารแต่ก็ถูกขัดรอบสองด้วยเสียงนาฬีกาตีบอกเวลาเกือบ 4 ทุ่ม

เสียงทุ้มอุทานออกมา“เฮ้ เลยเวลาเคอร์ฟิลมาตั้งเยอะแล้วนี่หว่า”

ร่างสูงผุดลุกขึ้นยืนจัดเสื้อจัดแสงโดยมีเสียงเพื่อนๆ ทักอย่างแปลกใจ

“นึกว่านายจะนอนหอนี้เสียอีก?” เด็กบ้านกริฟฟินดอร์ชินกับภาพคนดังของรุ่นมาค้างที่หอ แถมยังคุ้นเคยกับเขาเสียจนเกือบลืมไปแล้วว่า ดีล พอตเตอร์เป็นนักเรียนของบ้านคู่แข่ง

“ก็อยากอยู่หรอก แต่เป็นห่วงเฟนริสน่ะ”

ที่จริงก่อนออกมา ดีลก็เอ่ยปากชวนเพื่อนสนิทคนใหม่มาด้วยแล้ว แต่ฝ่ายนั้นปฏิเสธด้วยท่าทางที่ยังดูซึมๆ ไม่หาย อาการแบบนั้น ขืนทิ้งให้นอนอยู่หอคนเดียวคงจะน่าสงสารแย่ จะฝากฝังกับเพื่อนร่วมหอนอนอีกคนก็คงไม่ไหว นึกถึงใบหน้าเย็นชากับดวงตาสีเทาของเจ้านั่นแล้ว เฟนริสคงกลัวจนขาดใจตายไปเสียก่อนมากกว่า

“งั้นฉันไปล่ะนะ ฝากบอกเฮอร์มิสกับ...คนอื่น...ด้วยล่ะ”

ท้ายประโยคเว้นระยะเล็กน้อย แต่นาย่ากลับรีบเงยหน้าจากเบสมาตอบรับเสียงดัง

“เออ ไว้ ‘คนอื่น’ เขาลงมาจากหอนอนเมื่อไหร่ จะบอกให้ว่านายฝากความคิดถึง”

ประโยคนั้นทำให้คู่หูอีกคนหัวเราะชอบใจออกมาทันควัน คุณชายคนที่สองของสลิธิรินได้แต่ทำเสียงจิ๊กจั๊กขัดใจ เจ้าพวกนี้มันรวมหัวกันดีเสียจริ๊ง เวลาล้อชาวบ้านเขานี่

เฮ้อ พูดแล้วก็เสียดายที่ไม่ได้คุยกันอีกเลยตลอดช่วงหัวค่ำ ป็อบปูล่ากว่าที่คิดจริงๆ ด้วยแฮะ

........................................................................................................

“หนอย เจ้าพวกนั่นเห็นคนจะออกมาล่ะถือโอกาสใช้เลยนะ”

เด็กหนุ่มผมดำบ่นงึมงำอย่างหงุดหงิด ร่างสูงเดินไปตามระเบียงอย่างทุลักทุเลไม่น้อย เมื่อมือข้างหนึ่งต้องถือกีตาร์ตัวโปรดของเมธิส ขณะที่มืออีกข้างก็ต้องหิ้วกล่องใส่อุปกรณ์เครื่องเสียงของนาย่า โดยมีเบสตัวใหญ่ของเจ้าหล่อนแขวนไว้บนบ่า นี่ถ้าเฮอร์มิสโผล่มาฝากคีย์บอร์ดอีกเครื่องล่ะก็ เขาคงต้องคาบไว้ในปากแล้วล่ะ

‘ก็ถ้าศาสตราจารย์หัวเมือกจับได้ขึ้นมา นายจะเป็นคนเดียวที่ไม่ถูกโทษกักบริเวณนี่หว่า’

หรือไม่ก็ถูกเชือดคอไปเลยน่ะสิ คุณชายเบอร์สองของบ้านสลิธิรินบ่นในใจ ทำไมเจ้าพวกนั้นต้องเกิดอยากจะเอาของไปเก็บที่ห้องซ้อมกันตอนนี้ด้วยฟะ? ของพะรุงพะรังขนาดนี้ เรื่องจะคลุมผ้าคลุมล่องหนเป็นอันพับไปได้

จะว่าไปก็ชักง่วงเหมือนกันแฮะ รีบเอาของไปเก็บแล้วกลับไปนอนดีกว่า

ขณะที่คิดตัดสินใจได้ ดวงตาสีฟ้าก็เหลือบไปเห็นเงาร่างของใครบางคนในระยะไกล

‘เฟนริส?’

ดีลขมวดคิ้ว เพื่อนตัวเล็กของเขากำลังเดินอยู่บนระเบียงฝั่งตรงข้าม ใบหน้าเรียวเหมือนจะเพ่งมองไปที่อะไรบางอย่างที่อยู่เลยถัดออกไป แต่เสาหินขนาดใหญ่บดบังสายตาของเสนาธิการกลุ่มตัวกวนจนเขามองไม่เห็นเป้าหมายนั้น

ร่างสูงตัดสินใจรีบสาวเท้าเข้าไปหาแล้วส่งเสียงกระซิบเรียก “เฟนริส”

เจ้าของชื่อสะดุ้งโหยงรีบหันกลับมาทันควัน แต่แล้วใบหน้าเรียวสวยก็คลี่ยิ้มโล่งอก

“ดีล! อยู่ๆ ก็เรียก ผมตกใจหมดเลย”

“ขืนไม่เรียกนายก็เดินไปให้ฟิลช์จับตัวน่ะสิ ออกมาทำอะไรดึกๆ น่ะ หือ?” คนตัวสูงกว่าถามกลับพลางเพ่งมองอีกฝ่าย ร่างบางอยู่ในชุดนอนตัวโปรดคลุมทับด้วยเสื้อคลุมสีเข้ม ทำท่าเหมือนเพิ่งจะลุกมาจากเตียง

“ผม...เห็นว่าดีลไม่กลับมาเสียที ก็เลยว่าจะไปตามที่หอกริฟฟินดอร์น่ะฮะ”

เจ้าของดวงตาสีน้ำผึ้งตอบอึกอัก ดูเหมือนกำลังกลบเกลื่อนอะไรบางอย่าง

เด็กหนุ่มผมดำหรี่ตาอย่างรู้ทัน โกหกไม่เนียนเลยน๊า พ่อหนูเอ๊ย...ทางไปหอกริฟฟินดอร์มันทางนั้นที่ไหนกันเล่า แต่เอาเถอะ ตอนนี้รีบหลบฟิลช์ก่อนดีกว่า เอาของไปเก็บแล้วกลับหอนอนไปสอบสวนก็ไม่สาย

“งั้นฉันมาแล้ว เรารีบเอาของพวกนี้ไปเก็บที่ห้องซ้อมของพวกฉันก่อนแล้วค่อยกลับหอนอนกันนะ”

ใบหน้าเรียวเล็กดูโล่งใจที่ไม่ถูกถามต่อ “ของพวกนี้? อะไรกันหรือฮะ?” เฟนริสมองดูข้าวของที่แขวนอยู่บนตัวเพื่อนร่วมบ้าน ทำท่าจะเข้าไปช่วยหิ้ว “แล้วห้องซ้อมมันอยู่ที่ไหนเหรอ?”

“ถามหลายคำถามจริงนะนายนี่” ดีลพูดกลั้วหัวเราะ อยากจะขยี้ผมคนช่างสงสัยไปสักที แต่ติดที่มือไม่ว่าง เขาทำท่าจะยื่นกีตาร์ที่คิดว่าน่าจะน้ำหนักเบาที่สุดให้อีกฝ่าย “ก็ ‘เครื่องดนตรี’ ของพวกฉันไง เราหัดเล่นกันมาตั้งแต่ปิดเทอมปีที่แล้วแน่ะ อีกไม่นานก็ว่าจะหาทางเล่นโชว์สักที ไว้นายไปดูพวกเราซ้อมสิ แต่ว่าตอนนี้เอาของไปเก็บก่อ...”

“แง๊วววววววว”

เสียงเล่าถูกขัดจังหวะด้วยเสียงร้องแหลมสูงที่ดังมาจาดทิศทางตรงข้าม คนที่อยู่บนระเบียงหันขวับไปมองพร้อมกัน เจ้าแมวหน้าตาอัปลักษณ์กำลังโก่งตัวทำพองขน ตาวาววามจ้องเขม็งมาที่พวกเขา

“ซวยแล้ว! มิสซิสนอร์ริส!” ดีลอุทาน มีนางแมวแก่นี่ก็แปลว่า ฟิลช์ต้องอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลแน่ๆ

ท่าทางเขาจะคิดไม่ผิด เสียงกุกกักดังขึ้นจากเงามืดของหัวมุมระเบียงห่างออกไปเพียงนิดเดียว แมวตัวผอมหมุนกลับแล้ววิ่งหายลับไปยังต้นเสียงเหมือนจะรีบไปแจ้งข่าว

“เฟนริส หลบก่อนเร็ว”

เขาเรียกเพื่อนที่ยืนข้างๆ แล้วรีบวิ่งหลบไปยังทางเดินแคบอีกด้านหนึ่ง “นายตามฉันมานะ ท่าทางเราคงต้องหาที่หลบก่อนแล้วล่ะ” เขาหันไปบอกอีกฝ่ายที่วิ่งตามมาด้วยท่าทีงงๆ ที่จริงอยากจะเอื้อมมือไปช่วยดึง แต่สองแขนเขาก็ยังต้องประคับประคองข้าวของพวกนี้อีกน่ะสิ โว๊ย! คิดแล้วไม่น่ารับฝากของเจ้าพวกสองแสบเลยจริงๆ

“เดี๋ยว เราจะไปไหนกันฮะ ดีล?” ร่างเล็กที่วิ่งตามแทบไม่ทันถาม “ไม่กลับหอเหรอฮะ”

“จากที่นี่ไปห้องซ้อมของพวกฉันใกล้กว่าน่ะ” ดีลพูดพลางวิ่งพลาง มือที่ถือกล่องอุปกรณ์ขยับไปดึงสายเบสที่ทำท่าเหมือนจะเลื่อนหลุดจากไหล่ ไปได้ช้ากว่าที่คิดจริงๆ ด้วยแฮะ เสียงนางแมวที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังดังขึ้นอีกครั้ง

เปลี่ยนแผนดีกว่า!

ฝ่ายวางแผนของกลุ่มตัวกวนตัดสินใจอย่างรวดเร็ว “นายจำทางกลับหอได้นะ เฟนริส ฉันจะล่อเจ้าภารโรงแก่นั่นให้ นายกลับหอไปก่อนแล้วกัน”

“เดี๋ยวสิฮะ ดีล” ฝ่ายที่เริ่มหอบฮั่กๆ พยายามจะค้าน แต่เด็กหนุ่มผมดำก็รีบหมุนตัววิ่งไปอีกทางเสียแล้ว

คุณชายของสลิธิรินกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปตามระเบียง เอาเถอะ ลำพังแค่เขาคนเดียวคงเอาตัวรอดได้ไม่ยาก อย่างมากก็คงโดนทัณฑ์บนรอบที่ 238 เท่านั้นเอง แต่ไม่อยากให้เพื่อนใหม่ตัวน้อยมาโดนหางเลขไปด้วย เดี๋ยวพี่สาวแสนดีคนนั้นจะยิ่งมองเขาแย่ลงไปอีก

“อ๊ะ” มัวแต่คิดเพลิน เกือบจะชนเข้ากับใครบางคนที่เดินมาจากหัวมุมฝั่งตรงข้าม “เฮ้...! อ้าว...?” เสียงทุ้มหลุดปากอุทานอย่างประหลาดใจเมื่อมองเห็นอีกฝ่ายถนัด

ดวงตาสีฮาร์เซลที่มองกลับมาจากเงาสลัวก็เต็มไปด้วยคำถามไม่ต่างกัน

........................................................................................................

TBC~


TALK

Acacha
ตอนใหม่ ช้าไปร่วมเดือน ^^”

เรื่องวงดนตรีนี่เคยชี้แจงไปในรวมเล่มแล้วครั้งนึง แต่ก็ขอบอกอีกทีว่าเราให้พวกนี้เล่นดนตรีก็เพราะได้อิทธิพล กรี๊ดกร๊าดโดของhappy family ค่ะ ^^ ตอนหน้าอาจจะเร็วๆ นี้ แต่ขอไม่บอกวันเหมือนเคย - - เครื่องจักรสังหารสนิมเกาะไปแล้ว ปั่นฟิคอย่างบ้าคลั่งแบบเมื่อก่อนไม่ไหว ^^”

Na-O
อยู่ดีๆ ก็ชอบจังหวะการส่งบทของเมธิส นาย่า เฮอร์มิส ขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล สงสัยเพราะเป็นตัวละครกลุ่มที่มีบุคลิกชัดเจนละมั้ง อยากเขียนบทให้เจ้าพวกนี้อีกเยอะๆ แต่ถ้าขืนลากไปไหนมาไหนด้วย เจ้าดีลไม่มีโอกาสจีบคุณพี่สาวสุดเท่แหงเลย (จนถึงตอนที่ 6 แล้วคะแนนมันก็ยังไม่ขึ้น เฮ่อ สงสารจริ๊ง)

อย่างที่คนข้างบนบอกนั่นแล ตอนหน้าจะลงไวกว่านี้ครับ สัญญาๆ ดีใจที่มีคนคิดถึงเจ้าดีลด้วยน๊า



Create Date : 01 สิงหาคม 2549
Last Update : 1 สิงหาคม 2549 11:30:30 น.
Counter : 169 Pageviews.

1 comment
Chapter 5
ห้องสมุดประจำโรงเรียนคาถาและเวทมนต์ฮอกวอร์ตในช่วงที่ไม่มีสอบนั้น มักเป็นแหล่งกบดานถาวรของบรรดานักเรียนที่ต้องเรียนวิชาปรุงยากับศาสตราจารย์สเนป ทั้งการบ้านที่ได้รับปกติ และรายงานพิเศษที่ถูกสั่งเพิ่มหลังหาเรื่องตัดคะแนน (แน่นอนว่าบ้านกริฟฟินดอร์จะโดนมากกว่ากว่าบ้านอื่นๆ)

เมื่อก่อนเป็นอย่างไร ปัจจุบันก็ยังเป็นอย่างนั้น เรียกว่ารองอาจารย์ใหญ่คนนี้เป็นคำจำกัดความของสำนวน ‘เสมอต้นเสมอปลาย’ ได้อย่างชัดเจน

โชคดีที่ห้องสมุดเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่รอดพ้นจากการถูกทำลายในช่วงสงคราม ทำให้บริเวณภายในห้องนั้นยังเต็มไปด้วยชั้นหนังสือ แถมยังเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า ทุกชั้นมีตำราอัดแน่นจนแทบมองไม่เห็นอีกด้านของทางเดินระหว่างชั้นซึ่งเป็นช่องแคบๆ มืดทึบ

นิ้วเรียวลากไล้ไปตามสันหนังสือเล่มหนา การจัดเรียงที่เป็นระเบียบทำให้ไม่ต้องเสียเวลามากนัก แต่การบ้านที่เพิ่งได้รับมาท่าทางจะไม่ง่ายขนาดใช้หนังสือเล่มเดียวก็เขียนจบเรียบร้อยได้ง่ายๆ เด็กปี 5 บ้านกริฟฟินดอร์จึงต้องตรงดิ่งมาห้องสมุดทันทีที่มีเวลาว่าง รีบงมหาข้อมูลสำหรับรายงานชิ้นล่าสุดของวิชาปรุงยาขั้นสูงให้เสร็จก่อนที่จะถูกตัดคะแนนบ้านไปมากกว่านี้

ดวงตาสีฮาร์เซลกวาดไล่ไปตามตัวอักษรที่อยู่บนสันหนังสือเล่มหนา ก่อนจะหยุดที่เล่มริมสุด หยิบออกมารวมกอง

“ครบแล้วสินะ” เสียงใสเย็นพึมพำกับตนเอง มือเรียวยกตั้งหนังสือเล่มหนาหลายเล่มขึ้นมาแล้วเดินไปตามทางเดินพลางมองซ้ายมองขวา “อลิซไปทางไหนนะ? สงสัยต้องเดินหาแล้วละมัง”

ร่างสูงโปร่งเดินลัดเลาะไปตามหนังสือที่เพิ่งเดินผ่านมา เมื่อยังหาคนที่มาด้วยกันไม่พบ จึงกลับไปทรุดนั่งที่โต๊ะซึ่งจองไว้ก่อนแล้ว เฟลย์ เดอ ลากูร์คิดว่าจะนั่งรออยู่สักพัก แต่ยังไม่ทันได้ทำที่วางไว้ หูก็แว่วได้ยินเสียงคุ้นหูจากมุมหนึ่งไกลออกไปเสียก่อน

“เมื่อวานมันก็ยังอยู่นะฮะ ผมยังเล่นกับมันอยู่เลย” เสียงหวานอธิบาย

เฟนริส?

อดีตประธานนักเรียนโบบาตงลุกขึ้นยืนทำท่าจะเดินไปหาต้นเสียง แต่กระดาษโน้ตที่กำลังเขียนถูกลมพัดจนเกือบจะปลิวไปแล้ว เจ้าตัวจึงต้องจัดการหาหนังสือเล่มหนึ่งมาวางไว้เสียก่อน พลางเงี่ยหูฟังเสียงของน้องชายไปด้วย

“ปกติตอนเที่ยงมันจะหิวกลับมาขอแบ่งขนมที่โรงอาหารฮะ แต่วันนี้มันหายไปไหนไม่รู้ ผมกลัวว่ามันจะหลงทางเหมือนที่เขาพูดกันในชั้นเรียนเมื่อเช้าน่ะฮะ”

คุยอยู่กับใครน่ะ? พอตเตอร์หรือ?

ร่างสูงโปร่งขยับจากโต๊ะเพื่อกวาดตาหาว่าน้องชายยืนอยู่ที่ไหน แต่ชั้นหนังสือสูงทึบทำให้มองเห็นไม่ถนัดนัก

“เป็นแมวสีน้ำตาลมีสีขาวตรงท้องฮะ ตัวมันยังเล็กอยู่เลย แม่ผมเพิ่งซื้อให้ก่อนมาที่นี่ พี่เฟลย์ไปช่วยเลือกด้วยล่ะฮะ ผมชอบมันมากเลย ตอนกลางคืนมันอยู่เป็นเพื่อนผม...คือ..ดีลเขาไปนอนที่อื่นน่ะ...อ่า...อย่าบอกพวกอาจารย์นะฮะ”

เด็กสาวผมสีบลอนด์อมแดงขมวดคิ้วนิดๆ ถึงจะเป็นสิทธิ์ของเจ้าตัว แต่การที่ทำให้น้องชายของเธอต้องอยู่หอคนเดียวนี่มันก็น่าบ่นอยู่เหมือนกัน ไม่รู้ทำไมเพื่อนสนิทของญาติๆ เธอถึงต้องมานอนค้างที่หอบ้านอื่นอยู่ได้ตั้งแต่เปิดเทอม จะว่ามีธุระกับพวกแฝดหรือเฮอร์มิสก็ไม่น่าใช่

คนคิดค่อยๆ เดินไปหาตามชั้นหนังสือทีละชั้น สุดท้ายก็เหมือนจะเห็นเงาไหวๆ ของร่างเล็กที่ยืนอยู่ที่ชั้นถัดไป แต่เธอมองไม่เห็นคนที่ยืนอยู่ตรงข้ามน้องชายเพราะตั้งหนังสือบังไว้พอดี

“เอ๋? คุณจะช่วยหาแมวของผมเหรอฮะ?” เสียงอุทานอย่างยินดี “ขอบคุณฮะ คุณใจดีจังเลย ใจดีกว่าที่ผมคิดตอนแรกเสียอีก...อ๊ะ ไม่ได้หมายความไม่ดีนะฮะ ผมแค่ แค่...เอ่อ.....อยากขอบคุณ”

เฟลย์แอบยิ้มกับตัวเองกับน้ำเสียงหวานที่ร้อนรนในตอนท้าย เด็กสาวกำลังจะเดินเข้าไปที่ชั้นหนังสือนั้น ถ้าไม่มีมือหนึ่งแตะที่ศอกโดยไม่รู้ตัว

“อ๊ะ” สัญชาติญาณระวังตัวที่ถูกฝึกมาทำให้กระชากศอกกลับพร้อมกับหมุนตัวมาเผชิญหน้าทันที

“เฮ้ ใจเย็นๆ ผมเอง”

เด็กหนุ่มผมดำในชุดเครื่องแบบของสลิธินรินรีบยกมือทั้งสองข้างขึ้น เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายทำท่าจะหยิบไม้กายสิทธิ์ “ผมแค่จะเรียกน่ะ ขอโทษที่ทำให้ตกใจ”

พอเห็นชัดว่าคนที่เข้ามาประชิดตัวเป็นใคร ร่างโปร่งก็ลดมือลง “ไม่ได้ตกใจหรอก” เสียงใสเย็นปฏิเสธ ใบหน้าเรียวขาวคลายคิ้วที่เพิ่งขมวดมุ่น “ฉันนึกว่าเธออยู่กับเฟนริสเสียอีก”

“ผมก็มาตามเขานี่แหละ” โชคดีชะมัด ที่มาเจอพี่สาวแทน “เห็นไม่ยอมเข้าเห็นไม่เข้าเรียนวิชาแปลงร่างเมื่อตอนบ่าย ท่าทางจะกลุ้มใจเรื่องแมวหาย”

เฟลย์พยักหน้า “หนูของอลิสก็หายไปหลายตัวแล้วเหมือนกัน ซื้อมาใหม่กี่ตัวก็ยังหายไปเรื่อยๆ แปลกนะ”

ท่าทางเจ้าตัวจะมัวแต่ครุ่นคิดจนลืมสังเกตว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าแอบก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด ดีลทำเป็นวางหนังสือของตัวไว้กับชั้นด้านหลังก่อนจะขยับเข้าไปใกล้คู่สนทนา ที่จริงระหว่างชั้นหนังสือก็ไม่ได้มีช่องว่างมากนักนี่นา แถมถ้าพูดเสียงดัง มาดามพินซ์ก็ได้ดุเอาพอดี

“นั่นสินะฮะ”

พอยืนชิดแบบนี้ถึงเพิ่งสังเกตว่าเขาสูงกว่าร่างโปร่งตรงหน้าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ถือว่าค่อนข้างสูงมากสำหรับเด็กผู้หญิง แต่ก็อย่างว่าแหละนะ กรรมพันธุ์บ้านวิสลีย์ก็สูงกันทั้งนั้น (ขนาดนาย่ายังสูงกว่าเขาจนถึงตอนขึ้นปี 1 แน่ะ กว่าจะมาไล่ตามทัน)

ดวงตาสีฟ้าพิจารณาไหล่ลาด ที่พออยู่ใต้เสื้อเชิ้ตสีขาวซึ่งเป็นเครื่องแบบของฮอกวอร์ตแล้วค่อยดูบอบบางกว่าตอนใส่ชุดรอยัลเรียบกริบนั่นหน่อย เส้นผมสีบลอนด์ประกายแดงแปลกตานั้นมีกลิ่นหอมของแชมพูลอยออกมาอ่อนๆ จนเผลอสูดเข้าไปไม่รู้ตัว

คู่สนทนาเลิกคิ้วเป็นเชิงถามเมื่อเห็นเขามัวแต่นิ่ง เด็กหนุ่มผมดำจึงรู้สึกตัว

“สัตว์เลี้ยงของทางสลิธิรินก็หายไปหลายตัวแล้วเหมือนกัน” คนอายุน้อยกว่า (แต่ชักมั่นใจขึ้นหน่อยเพราะตัวสูงกว่า) เอ่ยชวนพร้อมกับแตะที่ข้อศอกของฝ่ายตรงข้ามอย่างสุภาพ “เราไปคุยกันที่โต๊ะโน่นไหมฮะ”

ยังไม่ทันที่คนถูกชวนจะได้ตอบ ก็มีเสียงฝีเท้าดังมาจากทางด้านหลังเสียก่อน

“เฟลย์ มาอยู่นี่เอง”

เด็กหนุ่มบ้านสลิธิรินถึงกับขมวดคิ้วอย่างขัดใจ โธ่เอ๊ย มีคนมาขัดจังหวะจนได้

ร่างของนักเรียนหญิงปี 5 อีกคนเดินมาตามทางเดินพร้อมกับตั้งหนังสือในมือ “อ๊ะ คุณพอตเตอร์...” เจ้าของเสียงเล็กชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเพื่อนใหม่ของตนยืนอยู่กับใคร

“อลิซ” ร่างโปร่งผละจากคู่สนทนาเดินเข้าไปหาทันที “ฉันกำลังตามหาเธออยู่ นึกว่าจะหาโต๊ะนั่งไม่เจอ” มือเรียวช่วยดึงตั้งหนังสือนั้นมาถือไว้เสียเอง “หามาเพิ่มได้อีกเหรอเนี่ย?”

“อืม” อีกฝ่ายตอบทั้งที่ใบหน้ายังก้มต่ำ ห่อไหล่เล็กน้อยเหมือนกำลังตกประหม่า

เฟลย์ที่มองอยู่เลิกคิ้วนิดๆ ดวงตาสีฮาร์เซลเหลือบมองร่างสูงของเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านหลัง

...อ้าว?

ริมฝีปากบางแอบคลี่ยิ้มเอ็นดู “งั้นก็ไปช่วยกันค้นต่อเถอะ” พูดแล้วก็หันไปทางอดีตคู่สนทนาที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิม

“ฝากช่วยตามหาเฟนริสทีนะ พอตเตอร์ บอกเขาว่าถ้าหลังอาหารค่ำบรูนยังไม่กลับมา ฉันจะไปช่วยหา”

อีกฝ่ายที่กำลังเซ็งเพราะจังหวะดีๆ เพิ่งถูกขัดได้แต่พยักหน้ารับคำแบบจำใจ “เดี๋ยวผมจะบอกให้”

..........................................................................


เพดานห้องโถงใหญ่ในค่ำวันนี้เป็นท้องฟ้ามืดครึ้ม เมฆสีทึบทะมึนบดบังหมู่ดาวและพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวจนแทบจะมิด ยังดีว่าได้แสงจากเทียนแท่งเล็กๆนับสิบที่ลอยอยู่เหนือโต๊ะทั้งสี่ และคบไฟติดผนังรอบด้านห้องโถงทำให้ห้องไม่มืดมากนัก นักเรียนและเหล่าอาจารย์ต่างเปิดบทสนทนาในเวลาอาหารค่ำโดยไม่สนใจบรรยากาศหดหู่ภายนอก

...ยกเว้นใครบางคนที่โต๊ะบ้านสลิธิริน

“ใจเย็นๆ น่า เฟนริส บรูนของนายมันอาจจะแค่ออกไปเดินเที่ยวที่ไหนก็ได้”

พรีเฟ็คของบ้านพูดปลอบใจเด็กหนุ่มร่างเล็ก พลางเดินล้อมหน้าล้อมหลัง ตักอาหารให้เป็นระยะๆ ขณะที่คนฟังยังนั่งเขี่ยจานอาหารเย็นโดยไม่ยอมยกขึ้นมาทานสักเท่าไร

“เบลส นายทำน้ำฟักทองหกใส่เสื้อฉันอีกแล้ว!” เด็กหนุ่มผมดำที่นั่งอยู่อีกด้านบ่น คว้าถ้วยไอศกรีมในมือคนเกะกะมากินเอง แต่พอเห็นสีหน้ากังวลของคนที่กำลังถูกปลอบ ก็อดสงสารไม่ได้

“เฟนริส ไปนั่งโต๊ะกริฟฟินดอร์กันมั้ย ไปฟังเจ้าพวกแฝดเก๊คู่นั้นมันบ้าบอ แก้เครียดไง....โอ๊ย!”

ยังไม่ทันจบประโยค คนเสนอความคิดก็ถูกมือไร้ที่มาเขกเข้ากลางศีรษะดังลั่น พอกันไปก็เจอสายตาเย็นๆ ของอาจารย์ประจำบ้านดุมาก่อนเสียง

“เรื่องไปนอนนอกหอยังไม่ทันได้ชำระความ ก็จะก่อเรื่องอีกเหรอ พอตเตอร์”

“โห่ เซเวอรัส อย่าเขกมาไม่ทันตั้งตัวอย่างงี้สิฮะ ผมจะหลบทันได้ไง” มือที่จับช้อนไอศกรีมละมาตรวจเช็คว่าศีรษะตนเองยังคงสภาพดีแน่ “ว่าแต่ ไปรู้มาจากไหนว่าผมไม่ได้นอนที่หอ?”

“แสดงว่าเรื่องจริง - แล้วเธอไปนอนที่ไหน?” อีกฝ่ายซักไซ้ต่อ

“ก็วนไปเรื่อยๆ น่ะฮะ ครั้งต่อไปว่าจะไปขอนอนห้องคุณได้มั้ยล่ะฮะ เซเวอรัส”

ริมฝีปากบางเผยยิ้มกวนแบบเด็กๆ ที่นานทีจะเห็น ก่อนจะแทบสะดุ้งเมื่อเห็นมือขาวซีดดึงแขนเสื้อตัวเอง ทำท่าจะประทานมะเหงกมาให้อีกสัก 2-3 ที ดีลรีบเอามือปิดกระหม่อมตัวเองทันควัน

“หวา...ใจเย็นๆ ก่อนนะฮะ เซเวอรัส ผมล้อเล่นน่า ใจเย็นๆ”

เด็กสลิธิรินแทบทั้งโต๊ะที่เคยชินกับภาพเหล่านี้หัวเราะกันครืน แต่ที่ทำให้คนหาเรื่องหันไปยิ้มได้ ก็คือเสียงหัวเราะเบาๆ จากร่างเล็กที่นั่งข้างๆ “สบายใจขึ้นแล้วนะ”

ยังไม่ทันที่เด็กหนุ่มผมบลอนด์จะได้พูดตอบ ทุกคนในห้องก็ต้องสะดุ้งแทบจะพร้อมกัน เมื่อประตูบานหนักถูกกระชากเปิด

“อาจารย์ไหญ่!!!” อาร์กัส ฟิลช์ตะโกนเสียงแหบพร่า พร้อมกับพรวดไปถึงโต๊ะกลางห้องโถง

เสียงสนทนาเมื่อครู่เงียบกริบลงในทันที สายตาทุกคู่จับไปที่ร่างของภารโรงชราที่กำลังกระซิบอะไรบางอย่างกับศาสตราจารย์มักกานากัล แววตกใจฉายอยู่บนใบหน้าของอดีตอาจารย์วิชาแปลงร่างเพียงวูบเดียว ก่อนที่ใบหน้าเหี่ยวย่นด้วยวัยจะสงบราบเรียบดังเดิม เธอลุกขึ้นพร้อมกับสั่งการทันควัน

“ขอให้นักเรียนทุกคนนั่งอยู่กับที่ พรีเฟ็คทุกบ้าน ดูแลคนในบ้านของตัวเองให้ดี อยู่ในห้องโถงนี้จนกว่าอาจารย์จะมาบอกให้พวกคุณกลับเข้าหอนอนได้”

อาจารย์ใหญ่ประกาศเสียงก้อง ก่อนจะหันไปทางอาจารย์ใหม่ที่เพิ่งแนะนำตัวอย่างเป็นทางการเมื่อตอนก่อนอาหารค่ำ “กาเบรียล คุณช่วยดูแลในห้องโถงนี้ด้วยนะ”

“ได้ค่ะ” อาจารย์สาวจากโบซ์บาตงรับคำหนักแน่น

ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจก้าวลงจากยกพื้น พร้อมกับพยักหน้าส่งสัญญาณให้รองอาจารย์ใหญ่ในชุดสีดำสนิทเดินตามภารโรงชราออกไปพร้อมกัน

หลังจากประตูบานใหญ่ถูกปิดลงแล้ว เสียงจ้อกแจ้กก็เริ่มดังขึ้นอีกครั้ง ทุกคนพากันคาดเดาเรื่องที่ฟิลช์เข้ามาแจ้งอย่างสงสัยใคร่รู้ แต่ก็ไม่มีใครกล้าเดินออกไปจากห้อง

“เกิดอะไรขึ้นนะ นักโทษแหกคุกหนีออกมาจากอัซคาบันหรือไง”

นักเรียนปี 6 บ้านสลิธิรินกระซิบกับเพื่อนที่นั่งข้างๆ ทุกคนมัวแต่พูดคุยกันจนแทบไม่ใครสังเกตเห็นร่างสูงในชุดสีดำที่ผละลุกจากโต๊ะเดินออกไปท่ามกลางความวุ่นวาย ยกเว้นเจ้าของดวงตาสีน้ำผึ้งที่เหลือบไปเห็นเข้าพอดี

“อ๊ะ” มือเล็กดึงแขนเสื้อคนข้างตัวแรงๆ “ดีลฮะ คุณเลสแตรงค์เขาเดินออกไปข้างนอก”

“เอ๊ะ?” ดวงตาสีฟ้าซีดมองไปทางที่มือบางชี้ ใบหน้าเรียวยาวขมวดคิ้วนิดๆ รู้สึกไม่ชอบใจสถานการณ์ตรงหน้าขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ดวงตาสีฟ้าเหลือบมองไปทางโต๊ะด้านหน้าห้องที่อาจารย์วิชาป้องกันตัวจากศาสตร์มืดยังนั่งอยู่ สงสัยต้องแอบหลบออกไปเสียแล้ว “ฉันจะออกไปดูหน่อย...นายรออยู่นี่นะ”

ดีลหันไปกระซิบบอกร่างเล็กที่นั่งข้างๆ ฝ่ายนั้นส่ายหน้า “ผมออกไปด้วยสิฮะ ผมห่วงบรูน มันยังไม่กลับมาเลย” มือเล็กจับแขนเสื้อของอีดฝ่ายแน่น ทำเอาคนถูกขอร้องถึงกับส่ายหน้า

“เจ้าเหมียวของนายคงไม่เป็นอะไรหรอกน่า อีกอย่าง ขืนแห่กันออกไป น้านายจับได้แหงๆ เลย”

ถึงจะเก่งขนาดไหน ก็คงกระเตงอีกคนรอดพ้นสายตาของคนที่นั่งอยู่หน้าห้องไม่ได้แน่

ครืน!!! เปรี้ยง!!!

อยู่ๆ ท้องฟ้าด้านบนก็เกิดบ้าคลั่งขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุ คราวนี้นักเรียนหญิงชั้นปีเล็กๆ หลายคนถึงกับกรีดร้อง อาจารย์สาวเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่จึงต้องรีบตวัดไม้กายสิทธิ์ เพ่งสมาธิไปยังเพดานห้อง

ดีลหันมายิ้มให้คนข้างๆ “นายนี่โชคเข้าข้างชะมัด โอเค มาเร็ว”

ทั้งสองใช้จังหวะที่คนเฝ้ากำลังเผลอ รีบลุกจากโต๊ะแล้วเดินออกไปที่ประตู รู้สึกว่าคนที่ออกไปก่อนจะระวังไม่ปิดประตูสนิทเพราะเกรงจะเกิดเสียงเข้าพอดี นักเรียนปี 4 บ้านสลิธิรินทั้งสองคนจึงผลุบออกไปได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

“ทางนี้” ดีลออกวิ่งนำให้คนที่ตามมาหลบเข้ามุมอับของโถงทางเดิน พอไปถึงทั้งเขาทั้งเฟนริสก็ถูกมือลึกลับจากเงามืดกระชากเข้าไป

“เฮ้ย!!!” เด็กหนุ่มผมดำอุทานอย่างคาดไม่ถึง แต่แล้วก็เปลี่ยนโล่งใจเมื่อเห็นเจ้าของมือทั้ง 4 คู่นั้นถนัด

“เฮ้ คิดเหมือนกันเลย ไอ้เพื่อนยาก” เมธิสกระซิบพร้อมกับคลายมือที่ปิดปากเพื่อนออก

“ฉวยโอกาสเก่งเหมือนเคยนะ ดีล แต่งานนี้พวกเราไวกว่าเฟ้ย” นาย่าปล่อยเฟนริสที่ตนเองจับอยู่ให้ยืนตรง

“พวกนายจะเรียกก็หัดให้ซุ่มให้เสียงกันซะบ้างสิฟะ” ลูกชายของอดีตฮีโร่บ้านกริฟฟินดอร์แยกเขี้ยว ก่อนจะกวาดสายตาไปรอบๆ “แล้วนี่ยกโขยงออกมากันหมดเลยเหรอ?”

“อือ” เฮอร์มิสที่นั่งอยู่ที่พื้นพร้อมกับเก็บคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กของตนเองเข้ากระเป๋า “พอดีคุณเทรซี่รู้ว่าพวกอาจารย์จะไปไหนน่ะ” เด็กหนุ่มผมดำหันหน้าไปทางอีกสองคนที่เหลือ

“อลิซได้ยินฟิลช์บอกกับศาสตราจารย์มักกานากัล” เฟลย์ที่ยืนอยู่ด้านหน้าชิงบอกแทนเพื่อนซึ่งยืนประหม่าอยู่ด้านหลัง “เห็นบอกว่าเกิดเรื่องแถวทางเดินหน้าห้องน้ำหญิงชั้น 3”

“ห้องน้ำของเมอร์เทิลจอมคร่ำครวญ”

ดีลหาคำตอบให้ทันควัน “เราไปดูกันหน่อยไหม? ยังไงตอนนี้ก็กลับเข้าไปในห้องโถงไม่ทันแล้ว” ที่จริงถึงไม่ต้องชวน เจ้าพวกก๊วนแสบของเขาก็ต้องสนใจประเด็นร้อนแบบนี้อยู่แล้ว แต่คราวนี้มีสมาชิกมาเพิ่มอีกตั้ง 3 คนนี่สิ แต่ดูเหมือนเขาจะคาดผิด เพราะทุกเสียงตอบรับทันควัน

“อือ” แม้แต่อลิซที่ยังดูเหมือนกลัวๆ และเฟนริสที่เริ่มจะกังวลมากขึ้น

เด็กบ้านกริฟฟินดอร์ 5 คน สลิธิริน 2 คนจึงรีบวิ่งผ่านโถงทางเดินออกไปที่บันได

“หยุดตรงนี้ก่อน ขืนออกไปแบบนี้มีหวังพวกอาจารย์เห็นแน่” เมธิสเตือนเมื่อทั้งหมดมาถึงหน้าบันได เด็กหนุ่มผมแดงใบหน้าตกกระพยักหน้ากับญาติสาวที่หน้าเหมือนกับราวกับแกะ “พวกฉันมีทางลัดดีๆ นาย่า แถวนี้ใช่มะ”

“ใช่เลย ระวังหน่อยนะ 1 2 3”

สองแฝดช่วยกันหมุนรูปปั้นของดัมเบิลดอร์ที่ตั้งอยู่เยื้องทางเข้าให้ขยับออก แล้วร่องไม้บนผนังชิดทางเดินก็เลื่อนครืดออกเป็นช่องพอที่จะมุดเข้าไปได้

“เฮ้ นี่พวกนายมีทางลับใหม่ๆ แล้วไม่บอกฉันเรอะ” ดีลโวยทันควัน

“ก็กะว่าจะบอก ถ้านายไม่มัวใช้เวลาที่มานอนหอเราไปกับการดักขู่ชาวบ้าน” เฮอร์มิสเป็นฝ่ายหันมาตอกกลับ พลางปรายสายตาไปทางร่างโปร่งที่ยืนอยู่ด้านหลัง ทำเอาเพื่อนที่กำลังประท้วงหน้าตูมยอมหุบปากทันควัน

“อย่าบ่นเป็นยายแก่เลยน่า เอาเป็นว่าเรามีทางให้นายออกไปก็แล้วกัน ดีไม่ดีจะไวกว่าพวกอาจารย์ด้วยนะ”

นาย่าเสริมเข้าให้ก่อนจะก้มลงมุดตามเมธิสที่ล่วงหน้าไปก่อนตามด้วยเฮอร์มิส แล้วก็อลิซกับเฟลย์ที่มัวแต่ปลอบน้องชายจนไม่ได้สังเกตว่าบรรดาญาติๆ แซวอะไรกัน

ดีลเลยได้แต่งึมงำขมุบขมิบ เขารอจนเฟนริสมุดเข้าไปแล้วจึงตามไปเป็นคนสุดท้าย

..........................................................................


ชายชราผอมโย่งในรูปบานใหญ่บนทางเดินชั้นสามกำลังนั่งจิบน้ำชาอย่างสบายใจ ก่อนที่ตรงกลางภาพจะมีเสียงเคาะดังๆ รัวไม่หยุด จนชายแก่ต้องร้องบ่นอย่างรำคาญ ก่อนจะขยับเปิดบานกรอบรูปออกให้เป็นทางผ่านให้คนข้างในเดินออกมาได้ แต่คนด้านในเหมือนจะออกแรงดันออกมาจนบานไม้เหวี่ยงเปิดออกอย่างรวดเร็ว

“อย่าดันสิ เฮอร์มีส กำลังจะเดินออกไปแล้วเนี่ย”

เสียงบ่นดังลอดออกมาก่อนตัวเจ้าของเสียง ก่อนที่เด็กหนุ่มผมแดง หนึ่งในผู้นำนำเส้นทางใหม่ก้มศีรษะเดินออกจากประตู พลางไอค่อกแค่กสำลักฝุ่น

“โอ๊ย ออกมาได้ซักที แค่กๆ ฝุ่นเต็มไปหมด ทางนี้ไม่มีคนใช้ซะนานน่ะ เลยลำบากหน่อย”

รูปภาพที่กลายเป็นประตูทางออกให้ว่างเปล่า โต๊ะตัวเล็กเอียงคว่ำไปด้านหนึ่ง ขณะที่ถ้วยกระเบื้องกลายเป็นเศษเล็กเศษน้อย ชายแก่คนเดิมกระโดดไปอยู่กรอบรูปข้างๆ เพื่อบ่นใส่ผู้มาขัดเวลาอาหารว่างยามค่ำ

เมธิสก้มๆ เงยๆ ไม่สนใจสายตาตำหนิของชายชราในรูป มือสองข้างปัดฝุ่นและใยแมงมุมที่เกาะอยู่ตามตัวให้หลุดออกไป ก่อนจะผวาเกือบล้มคว่ำไป เมื่อร่างของคู่แฝดเก๊ๆของตนเองเดินตามออกมาชนเข้าอย่างจัง

“เฮ่ย!” สองเสียงอุทานประสานกัน ก่อนจะตามด้วยเสียงบ่นของเด็กสาว

“ยืนขวางทางทำไม เมธิส หลบไปสิ”

“นาย่านั่นแหละ ส่งเสียงบอกหน่อยก็ได้ ไม่เห็นต้องชนเลย” คนถูกชนโต้กลับ “เห็นมั้ย คนอื่นๆ เขาก็เดินกันออกมา ไม่เห็นมีปัญหาอะไรเลย”

“ก็เพราะคนอื่นเขาไม่ได้เดินตามหลังเมธิสเหมือนฉันน่ะสิ”

คนที่ตามออกมาไม่แสดงอาการเดือดร้อนอะไรกับการโต้เถียงของฝาแฝด เพราะน้ำเสียงของทั้งสองคนไม่ได้จริงจังเหมือนกับคำพูด

“นี่ก็ถึงชั้น3แล้ว ไปต่อสิเมธิส”

นาย่าเข้าไปยืนหลังญาติสนิท สะกิดเรียกที่ไหล่ ก่อนจะชะโงกหน้าข้ามไหล่ไปดูเมื่อเห็นอีกฝ่ายยืนนิ่งอยู่กับที่ ไม่หันมาเถียงต่อเหมือนเคย “มองอะไรอยู่....” เสียงใสที่ชะงักงันลงกระทันหันทำให้คนอื่นๆเริ่มหันไปมองทิศเดียวกัน

ภาพที่เห็นทำให้ทุกคนถึงกับตกตะลึง

บนพื้นไม้ขัดมันนั้น มีกองอะไรบางอย่างตกเรี่ยระเกะระกะ เมื่อก้าวเข้าไปพิจารณาใกล้จึงเห็นว่ามันเป็นเศษซากของอวัยวะสัตว์ที่หลายชนิดผสมปนเปกรวมอยู่กับเมือกเหนียวสีเขียวเข้ม บางชิ้นยังสดใหม่มีคราบเลือดเกาะเกรอะกรัง ขณะที่บางชิ้นเปื่อยยุ่ยจนเห็นกระดูกสีขาวโผล่ออกมาจากชิ้นเนื้อสีแดงปนดำ กลิ่นของเนื้อเน่าปะปนกับกลิ่นเหม็นเปรี้ยวบางอย่างลอยคละคลุ้งชวนให้อยากขย้อน

“อุ๊บ!” อลิซที่ดูท่าจะมีความอดทนน้อยกว่าคนอื่นรีบเอามือปิดปาก แล้วหันหนีไปทางอื่นทันที

“นี่มันอะไรกันเนี่ย” แม้แต่เมธิสที่ว่าประสาทแข็งยังอดอุทานออกมาอย่างขยะแขยงไม่ได้ “นายว่าเป็นฝีมือใครนะ เฮอร์มิส ไอ้แบบนี้สงสัยจะไม่ใช่คนแหงเลยใช่ป่ะ?”

เด็กหนุ่มเอ่ยถามญาติสนิทที่เอากำลังมือปิดจมูกพลางทรุดนั่งลงพิจารณาเศษอวัยวะชิ้นหนึ่งอย่างสนอกสนใจ

“อืม...” ลูกชายของอดีตเด็กสาวอัจฉริยะแห่งกริฟฟินดอร์พยักหน้า ตัดสินใจเอาปากกาที่คิดว่าจะเลิกใช้แล้วเขี่ยเมือกเหนียวสีเขียวนั้นขึ้นมาดู “น่าจะเป็นสัตว์...แถมยังกินเนื้อเสียด้วยสิ”

“ของมันแหงอยู่แล้ว เห็นงี้ก็รู้”

นาย่าเบ้ปาก ขยับเท้าหลบเศษหางหนูอีกชิ้นที่ตกเรี่ยอยู่ใกล้ ถึงจะแสบพอกัน แต่ก็ยังมีความเป็นผู้หญิงอยู่บ้างพอที่จะไม่สนใจภาพตรงหน้าเหมือนพวกญาติกับเพื่อนซี้

เด็กหนุ่มผมดำจากสลิธิรินทรุดนั่งลงใกล้ๆ กับฝ่ายข้อมูลของกลุ่ม ความสนุกสนานเมื่อครู่จางหายไปจากใบหน้า “สัตว์จากป่าต้องห้ามหรือเปล่า?” ดีลลองคาดคะเนความน่าจะเป็น “แต่ที่แน่ๆ เหยื่อพวกนี้คงจะเป็นพวกสัตว์เลี้ยงที่หายไปแน่”

คำว่า ‘สัตว์เลี้ยง’ ทำให้สลิธิรินอีกคนที่เหลือซึ่งกำลังตกตะลึงได้สติ “แล้วบรูนล่ะฮะ!”

เฟนริสลืมความกลัวแล้วขยับเข้าไปใกล้ “ไม่มีบรูนใช่ไหมฮะ ดีล! ใช่ไหมฮะ พี่เฟลย์” ประโยคหลังกำลังจะหันไปถามพี่สาวซึ่งยืนอยู่ข้างๆ แต่แล้วดวงตาสีน้ำผึ้งก็สะดุดเข้ากับอะไรบางอย่างที่กองอยู่บนพื้นในเงามืดห่างออกไปอีกเล็กน้อย

ลูกแมวน้อยสีน้ำตาลนอนอยู่บนของเหลวเปียกข้น พอเข้าไปใกล้จึงเห็นว่าสิ่งนั้นคือเลือดที่ไหลออกมาจากรอยปาดลึกที่คอซึ่งห้อยพับของมัน สีแดงเข้มย้อมให้ขนสีขาวตรงช่วงท้องกลายเป็นสีน้ำตาลเข้ม ขาทั้งสี่อ่อนปวกเปียกแนบไปกับพื้น ดวงตาสีเหลืองเหลือกค้างจนแทบจะหลุดออกจากเบ้าตา ปากเล็กๆ นั้นระบายลมหายใจแผ่วขาดหาย ขณะที่ลำตัวของมันกระตุกเฮือกเป็นระยะ

“บรูน!!!!”

เสียงใสกรีดร้องลั่น ทำท่าจะวิ่งเข้าไปหาร่างใกล้ตายของสัตว์เลี้ยง แต่ถูกมือเรียวของคนที่ยืนข้างๆ ยึดไว้เสียก่อน เฟลย์ เดอ ลากูร์รีบเตือนน้องชาย “อย่า! เฟนริส!”

“ปล่อยผมสิฮะ พี่เฟลย์ ผมจะไปช่วยบรูน! ปล่อยผมสิฮะ!”

ร่างเล็กกว่าดิ้นรนอยู่ในอ้อมแขนโดยไม่ยอมฟังเสียง เฟลย์รีบเหลือบมองเด็กหนุ่มอีกคนเหมือนจะขอความช่วยเหลือ ดีลรีบเข้าไปช่วยยึดร่างนั้นไว้ทันที

“นายช่วยไม่ทันแล้วล่ะ เฟนริส” เสียงทุ้มเรียกสติ จากมุมนี้เขาเห็นสิ่งที่อยู่ถัดจากร่างเกือบจะไร้
วิญญาณของเจ้าแมวน้อยได้ถนัด ดวงตาสีฟ้าสบตากับดวงตาสีฮาร์เซลด้วยความรู้สึกประหลาดใจปนกังวลพอกัน

บนพื้นไม้มันวับนั้น ตัวอักษรสีแดงถูกลากจากกองเลือดเขียนเป็นประโยคที่ชวนให้เยือกไปทั้งสันหลังอย่างไม่มีเหตุผล

The Chamber of Secret has been opened again.

Enemies of the heir…beware.

ห้องแห่งความลับเปิดขึ้นอีกครั้ง ศัตรูของทายาทจงระวัง!


..............................................................



**TALK**


-Acacha-


-- - ดีล พอตเตอร์ กับ คดีฆาตกรรมปริศนา - -

“อุ๊บ!” อลิซที่ดูท่าจะมีความอดทนน้อยกว่าคนอื่นรีบเอามือปิดปาก แล้วหันหนีไปทางอื่นทันที

“บรูน!!! ปล่อยผมสิฮะ พี่เฟลย์ ผมจะไปช่วยบรูน! ปล่อยผมสิฮะ!”

“นายช่วยไม่ทันแล้วล่ะ เฟนริส” เสียงทุ้มเรียกสติ “โทรเรียกตำรวจ! ทุกคนห้ามออกจากที่เกิดเหตุเด็ดขาด.....นี่
ไม่ใช่การฆ่าตัวตาย แต่เป็นคดีฆาตกรรม!!!”


อ่านตรงช่วงหลังๆมีใครรู้สึกว่ามันเหมือนพวกการ์ตูนนักสืบบ้างมั้ยคะ? เลยลองเอามาต่อประโยคเล่นๆ ตลกดี 555+

**เพิ่งเปิดเทอมวันแรกแท้ๆ เกิดมรสุมในความคิดละ สร้างความรู้สึกแย่ขึ้นเอง แล้วก็สับสนเอง เป็นแบบนี้ประจำ ได้แต่หวังว่าคราวนี้จะผ่านไปได้ด้วยดีเหมือนคราวก่อนๆ//


-NaO-

โฮ!!!!!!!! บรูนจ๋า! บรูน! ลูกแมวน้อยที่น่ารัก ใครช่างทำแกได้ลงคอ (ก็แกไง!)

ไม่ได้เขียนฉากโหดๆ มานานแค่ไหนแล้วนะ...พอเขียนทีก็เอาลูกแมวของหนูเฟนรี่มาสังเวยซะงั้น (รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นฆาตกรใจโหดยังไงไม่รู้) เศร้า...แต่ก็แอบรู้สึกว่าโหดก็ดีนะ...เอ๊ะ ยังไง

รายงานสุขภาพวันนี้ - - กินยาแล้วดีขึ้นเล็กน้อยฮะ ไม่ไอ + น้ำมูกเกรอะเท่า 2 วันก่อน แต่ยังเจ็บคออยู่เลย...เบื่อจัง (-_-!)


ประกาศแจ้งเปลี่ยนการลงฟิกชั่นเรื่อง Deal Potter and the New Generation of Hogwarts

แฮ่ม! ท่านที่ได้ติดตามมาจนถึงตอนนี้คงรู้แล้วว่า ฟิกเรื่องนี้เป็นฟิกสว่าง (ยังไงพระเอกก็ปักใจกับพี่สาวเฟลย์ของเราแน่นอนจ้ะ) จะแอบวายหรือยังไงนี่ก็ต้องดูกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ ก็คือ มันลงในบอร์ดหมู่บ้านกริมฯ ไม่ได้ เนื่องจากผิดกติกาตั้งแต่ข้อ 1 เลย

เราสองคนคุยกันนานมากว่าจะเอายังไงดี แต่พอคิดว่าจะแต่งก็เลย...เอาวะ ลงในบล็อกแล้วกัน

ปัญหาต่อมาก็คือ จะทำให้ยังให้ท่านผู้อ่านทราบว่า ฟิกเราออกแล้ว (หน้าโฆษณาใน Sweet Home ก็เกิดมาจากสาเหตุนี้แล) จึงได้พยายามผูกคอตัวเองด้วยการบอกกำหนดลงตอนต่อไปไว้ในตอนจบของฟิกด้วย ซึ่งยอมรับว่าค่อนข้างลำบากมาก สังเกตจากการลงช้าในตอนที่ 4-5 ที่ผ่านมา

โดยส่วนตัวแล้ว เราไม่ชอบลงฟิกที่รู้สึกว่ายังเขียนได้ไม่สุดน่ะ บางบทบางตอนรู้สึกว่าอยากให้เวลากับมันมากหน่อย ทะเลาะเบาะแว้งเรื่องฉากเรื่องพล็อตกันให้มันตายไปข้าง แล้วค่อยเขียนเอามาลงได้

ทีนี้ไอ้การจะทำแบบนั้นมันก็ต้องมีเวลา + แรง ที่ผ่านมา อคาชาปิดเทอม นะโอสบายดี มันก็พอจะลากกันไปได้ แต่ตอนนี้อคาชาเปิดเทอมแล้ว (+กำลังบ้า) โอคุงก็กระเสาะกระแสะ 3 วันดี 4 วันไข้ (เบื่อนะฟร้อยยยยย) เพราะฉะนั้น เราสองคนจึงเห็นตรงกันที่จะแจ้งว่า

“ขอยกเลิกกฎว่าจะบอกกำหนดการลงฟิกตอนหน้าในท้ายตอนนะค๊า” (โค้ง)

เอาเป็นว่า ตอน 6 ถ้าพร้อมลงเมื่อไหร่จะเอามาลงทันทีละกัน คงต้องรบกวนท่านๆ แวะเข้ามาจิบชาที่ร้านน้ำชารอกันเป็นระยะๆ นะจ๊ะ แต่ยังไงถ้าหากว่าลงตอนใหม่ เราจะทำลิงค์ไว้กับหน้าบล็อกล่าสุดก็แล้วกัน
ขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้ด้วยเน้อ



Create Date : 05 มิถุนายน 2549
Last Update : 6 มิถุนายน 2549 10:49:09 น.
Counter : 187 Pageviews.

6 comment
Chapter 4
ความมืดของยามค่ำคืนแผ่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ แสงเทียนที่ส่องสว่างลอดผ่านช่องว่างระหว่างประตูในช่วงหัวค่ำตอนนี้ถูกหรี่ลงจนแทบจะมองไม่เห็นแล้ว อากาศอบอ้าวกลางฤดูร้อนทำให้รู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัวนัก ถึงผนังของคุกใต้ดินซึ่งเป็นหอนอนของสลิธิรินจะก่อด้วยหินจะเย็นกว่าด้านนอก แต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรซักเท่าไหร่

ร่างเล็กที่อยู่บนเตียงกลางห้องนอนพลิกตัวไปมาด้วยความไม่คุ้นชินอยู่นาน พลางถอนหายใจเฮือกอยู่เป็นระยะๆ จนสุดท้ายเมื่อเจ้าตัวเห็นว่ายังไงก็คงไม่สามารถข่มตาหลับลงแน่ จึงตัดใจ เลื่อนตัวลงไปริมเตียงแล้วเอื้อมมือลงไปยังพื้นสะอาดเบื้องล่าง

ปลายนิ้วเรียวสัมผัสกับขนนุ่มนิ่ม พร้อมกับลิ้นสากๆ ที่เลียแผล่บมาทันควันนั้นเรียกรอยยิ้มจากเด็กหนุ่มผมบลอนด์ได้ทันที

"ว่าไง บรูน คนสวย"

เฟนริส เดอ ลากูร์ เอ่ยทักเจ้าแมวตัวเล็กขนสีน้ำตาลเข้มที่อยู่ใต้อุ้งมือ ใบหน้าที่ประดับด้วยดวงตาสีเหลืองขนาดจิ๋วเงยขึ้นมองเขาตาแป๋ว อุ้งเท้านุ่มตวัดตะปบนิ้วขาวๆเล่น ขณะที่เจ้าของเองก็แกล้งปัดหางฟูๆ ที่ตวัดไปมา

"คืนนี้ไม่ออกไปวิ่งเล่นเหรอ? หรือจะอยู่เฝ้าห้องกับผม?"

เสียงใสถามสัตว์เลี้ยงเล่นแล้วดึงมือกลับ ทำให้เจ้าตัวเล็กที่กำลังสนุกถึงกับส่งเสียงร้องเมี๊ยวเบาๆ เป็นการประท้วง เฟนริสลุกขึ้นนั่งพร้อมกับรินน้ำจากเหยือกข้างเตียงขึ้นมาจิบ ดวงตาสีน้ำผึ้งมองเลยไปทางเตียงด้านข้าง

เตียงด้านซ้าย ชิดหน้าต่างว่างเปล่า เครื่องนอนต่างๆยังคงเก็บเรียบร้อยไม่มีร่องรอยการนอนของเจ้าของ เตียงนี้เกือบถูกบรูนของเขายึดเป็นที่นอนไปแล้ว

ก็แน่ล่ะ ตลอด 1 สัปดาห์ที่เปิดเรียนมา เจ้าของไม่ค่อยได้กลับมาใช้ที่ของตัวเองซักเท่าไหร่ มีเพียงตั้งหนังสือที่กองอย่างเป็นระเบียบอยู่บนชั้นข้างเตียงกับผ้าคลุมผืนเก่าที่แขวนไว้ข้างชั้นที่สามารถบอกให้รู้ได้ว่า เจ้าของเตียงคือใคร

‘ดีลจะมีหอนอนของบ้านไปทำไมเนี่ย เห็นไปค้างกับพวกเมธิสประจำ’

นักเรียนใหม่ของบ้านสลิธิรินอดนึกบ่นใจไม่ได้ ใบหน้าสวยเบือนไปทางเตียงด้านขวาบ้าง

เตียงขนาดใหญ่คลุมด้วยผ้าคลุมสีเทาเข้ม กับโต๊ะเขียนหนังสือที่จัดเป็นระเบียบ ถ้าช่วงค่ำจะเห็นเจ้าของที่บ้างหรอก แต่แต่เวลานี้.....มันกลับว่างเปล่า...เหมือนทุกคืน ตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา

ร่างเล็กเข้าคางกับโต๊ะข้างเตียง คิ้วเรียวขมวดมุ่น ดวงตาสีน้ำผึ้งบอกแววสงสัยปนกังวล เด็กหนุ่มนิ่งอยู่ชั่วครู่เหมือนคิดไม่ตก ก่อนที่หูจะแว่วได้ยินเสียงแกรกกรากเบาๆ ดังมาจากชั้นล่างของหอนอนอันเงียบสงัด

"อ๊ะ" เจ้าของใบหน้าสวยรีบทิ้งตัวลงบนเตียงแล้วดึงผ้าห่มมาคลุมตัว พอดีกับที่บานประตูไม้ถูกเปิดออก พร้อมกับใครอีกคนเดินเข้ามาด้วยฝีเท้าแผ่วเบา คราวนี้เขารีบปิดเปลือกตาลงทันที

‘คุณเลสแตรงค์!’

เฟนริสนอนนิ่งไม่ขยับไปชั่วครู่ หูแว่วได้ยินเสียงฝีเท้าที่เดินไปยังที่ของตัวเองแล้วจึงค่อยๆ หรี่ตาดู เงาร่างสูงนั้นยืนหน้าโต๊ะของตัวเอง เหมือนกำลังถอดเสื้อคลุมออก ก่อนที่ร่างนั้นจะชะงัก แล้วหันขวับกลับมาราวกับรู้สึกตัวว่ากำลังถูกแอบมอง!

กระแสเย็นเยือกบางอย่างทำให้เด็กหนุ่มร่างเล็กไม่สามารถหลับตาหนีได้อย่างที่ใจคิด อีกฝ่ายยืดตัวขึ้นนิดหนึ่งเหมือนจะเงี่ยหูฟังเสียงผิดปกติ ทำให้เฟนริสที่เกือบจะกลั้นหายใจด้วยความกลัวอยู่แล้ว ต้องค่อยๆ ระบายลมหายใจออกมาแผ่วๆ เหมือนกำลังหลับสนิท

ขายาวๆ ทำท่าจะก้าวเข้ามาใกล้จนเกือบชิดเหมือนจะดูให้แน่ใจ แต่แล้วก็หันกลับ ดูเหมือนเขาจะโชคดีที่คืนนี้เป็นคืนเดือนมืด ผู้ที่เข้ามาใหม่คงจะไม่ทันเห็นว่าดวงตาเขายังไม่หลับ ร่างสูงล้มตัวลงนอนบนเตียงของตัว

‘เฮ้อ’

คนที่เพิ่งรอดตัวหมาดๆ แอบโล่งใจ แต่ดวงตาสีน้ำผึ้งก็ยังอดเหลือบมองแผ่นหลังกว้างนั้นด้วยความสงสัยไม่ได้

‘คุณเลสแตรงค์ออกไปทำอะไรข้างนอกนั่นกันแน่นะ?’

.......................................................................

แสงแดดยามสายส่องผ่านเข้ามาในห้องเรียนขนาดใหญ่ของวิชาป้องกันตัวจากศาสตร์มืด ทั้งห้องเต็มไปด้วยนักเรียนชั้นปี 4 ของบ้านสลิธิรินและเรเวนคลอที่กำลังจับกลุ่มคุยกันอย่างเมามันกว่าปกติ อาจจะเพราะตอนนี้เพิ่งเปิดเทอม แถมอาจารย์ประจำวิชาก็ยังไม่มา

ที่จริงหลังจากช่วงสงครามกับศาสตร์มืดครั้งสุดท้ายเมื่อหลายปีก่อน ทางกระทรวงเวทมนต์ก็ได้พิจารณากันว่าจะยกเลิกวิชาป้องกันตัวจากศาสตร์มืดดีหรือไม่ แต่เจ้าหน้าที่หลายคนในหน่วยงานฝ่ายสอบสวนและปราบปราม (แน่นอน รวมถึงแฮร์รี่ พอตเตอร์ เด็กชายผู้รอดชีวิตคนนั้นด้วย) ร่วมกันเสนอว่า วิชานี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ถึงแม้ว่าจอมมารจะดับสิ้นไปแล้ว แต่ก็ไม่มีใครรับประกันว่าจะไม่เกิดเหตุร้ายขึ้นอีก

ดังนั้นฮอกวอร์ตจึงยังบรรจุวิชานี้ไว้ในหลักสูตรการเรียนภาคบังคับ หลายปีที่ผ่านมา มีเจ้าหน้าที่ของกระทรวงและอดีตสมาชิกภาคีนกฟินิกส์หลายคนผลัดเปลี่ยนกันเป็นอาจารย์สอนตามวาระ จนถึงปีที่แล้วนิมฟาเดอลา ท็องค์ เพิ่งจะกลับไปทำหน้าที่ที่ปรึกษาอาวุโสของกระทรวงเวทมนต์

แน่นอนว่านักเรียนทุกคนต่างก็เสียดายอาจารย์สาวโสดผู้แสนจะร่าเริงคนนี้กันทั้งนั้น นั่นยิ่งทำให้ประเด็นสนทนาที่ว่าใครจะได้เป็นคนมายืนประจำหน้าแท่นสอนของห้องในปีนี้ยิ่งเข้มข้น

จะมีก็แต่ร่างเล็กที่ฟุบอยู่ตรงที่นั่งด้านริมหน้าต่างเท่านั้นละมั้ง ที่ไม่ได้ตื่นเต้นไปกับคนอื่นๆ ใบหน้าสวยหลับพริ้ม ปล่อยให้เส้นผมสีบลอนด์ตกเรี่ยพื้นโต๊ะอย่างมาใส่ใจ ขณะที่คิ้วเรียวขมวดมุ่นเหมือนนอนไม่สบายนัก

"เฟนริส เฟนริส"

เสียงเรียกพร้อมกับมือเรียวยาวที่เอื้อมมาสะกิด ทำให้คนที่กำลังฟุบหลับเงยหน้าขึ้นอย่างงัวเงียนิดๆ "ครับ ดีล?"

เด็กหนุ่มผมดำขมวดคิ้วนิดๆ "นอนไม่พอบ่อยจังนะ ช่วงนี้" ร่างสูงช่วยจัดผมที่ยุ่งเหยิงไม่เป็นทรงให้ ขณะที่อีกฝ่ายยังทำตาปรือ คราวนี้คนดังของบ้านสลิธิรินจึงเขย่าไหล่เล็ก

"ตื่นแล้วครับ ตื่นแล้ว" มือเรียวปิดปากหาว ก่อนจะเอาหนังสือที่ใช้แทนหมอนหลบไปอีกทาง ดวงตาสีน้ำผึ้งมองซ้ายมองขวาอย่างงุนงง

"นี่ตื่นแล้วแน่นะ คุณกระต่าย สลับบทกับอลิสอีกแล้ว" เสียงทุ้มเอ่ยล้อๆ ก่อนจะชวน

"ถ้าตื่นแล้วก็ดี วันนี้ไม่รู้อาจารย์จะมารึยัง ฉันขี้เกียจนั่งเฉยๆ เราย้ายที่ไปนั่งข้างหน้ากันดีกว่า กลุ่มโน้นซื้อเกมจากพวกนาย่ามา ท่าทางจะมีอะไรสนุกให้เล่นฆ่าเวลาได้"

ดีลทำท่าจะฉุดเพื่อนใหม่ให้ลุกตามไปยังหน้าชั้นที่เด็กปี 4 บ้านสลิธิรินั่งจับกลุ่มกันอยู่ ดวงตาสีฟ้าเหลือบไปเห็นคนที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะถัดไป "นายล่ะ ไปด้วยกันไหม ? เดเมียน?"

ร่างสูงใหญ่เงยหน้าขึ้นจากหนังสือที่กำลังอ่านพร้อมกับเลิกคิ้วนิดๆ เหมือนจะถาม คู่สนทนาจึงย้ำอีกครั้ง

"ไปหาอะไรทำฆ่าเวลากับเราไหม?" เจ้าของผมสีดำยุ่งเหยิงคลี่ยิ้มเมื่อเห็นอีกฝ่ายขมวดคิ้วเล็กๆ ประโยคต่อมามีเค้ายั่วเย้าเล็กน้อย "ออกไปสมาคมกับเพื่อนๆ เสียบ้างก็ได้น่า"

ดวงตาสีเทามองนิ่งมายังสองร่างที่อยู่ตรงหน้า ทำเอาเฟนริสที่ยืนแอบอยู่ด้านหลังของเพื่อนถึงกับกลืนน้ำลาย

"ไร้สาระ" เสียงเย็นๆ บอกก่อนที่เจ้าตัวจะก้มหน้าลงอ่านหนังสืออีกครั้ง

คราวนี้ดีลยักไหล่ แล้วดึงร่างเล็กให้เดินไปหน้าห้องโดยไม่พูดอะไรอีก

ใบหน้าสวยยังแอบเหลือบมองโต๊ะที่เดินจากมา จนเกือบจะสะดุดกับขาเก้าอี้นั่นแหละ ถึงค่อยถอนสายตากลับมาแล้วกระซิบกับคนที่เดินนำหน้า "ผมเพิ่งเคยได้ยินคุณเลสแตรงค์พูดครั้งแรกเนี่ยแหละ"

ท่าทางแปลกใจปนกลัวนั้นทำให้คนฟังคลี่ยิ้มขัน "ก็ปกติมีใครเข้าไปพูดกับหมอนั่นซะทีไหนล่ะ"

"ทำไมคนอื่นถึงไม่ค่อยเข้าไปคุยกับคุณเลสแตรงค์ล่ะฮะ?"

ใบหน้าเรียวยาวเลิกคิ้วพร้อมกับเอียงคอนิดๆ เหมือนจะถามว่า ‘นั่นต้องสงสัยด้วยเหรอ?’

เฟนริสหน้ามุ่ยเมื่อถูกล้อ "ผมรู้ฮะ ว่าเขาน่ากลัว แต่ก็น่าจะมีเพื่อนบ้างนี่นา" ขนาดรองประธานนักเรียนจอมโหดของโบบาตงที่แทบจะไม่มีใครกล้าสบตาก็ยังมีเพื่อนสนิทอยู่ 2-3 คนเลย (หนึ่งในนั้นก็คือพี่สาวของเขานั่นแหละ)

ดีลทำท่าครุ่นคิด "อืม...ก็ไม่อยากจะพูดแบบนี้หรอกนะ...แต่ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะนามสกุลของหมอนั่นมั้ง"

"นามสกุล? เลสแตรงค์น่ะเหรอฮะ?"

"อืม" อีกฝ่ายพยักหน้าพลางถามกลับ "ไม่คุ้นบ้างเลยเหรอ?"

คราวนี้คนตัวเล็กส่ายศีรษะไปมา เสนาธิการของกลุ่มจึงต้องออกปากเล่า

"เขาพูดกันว่า เมื่อก่อนคนในตระกูลเลสแตรงค์เกี่ยวข้องกับพวกศาสตร์มืด"

พอเห็นคนฟังหน้าซีดลงทันควัน ร่างสูงจึงคลี่ยิ้มปลอบ "คนเขาก็พูดกันไปแหละ ตระกูลพ่อมดมีน้อยจะตาย มันก็ต้องมีคนที่นามสกุลเหมือนๆ กันมั่งล่ะ" มือเรียวยาวแกล้งขยี้ผมสีบลอนด์เล่น

"นายเลิกกลัวหมอนั่นได้แล้วน่า...นี่คงมัวแต่เกร็งจนนอนไม่หลับสินะ ถึงได้มาแอบฟุบอยู่ในห้องเรียน"

"ดีลฮะ ถ้าอย่างนั้นคุณเลสแตรงค์เขา..."

เฟนริสกำลังจะเอ่ยปากถามอีกเรื่องที่คาใจมาตั้งแต่ต้น แต่คนที่เดินอยู่ข้างหน้าก็ก้าวเข้าไปในกลุ่มโต๊ะแถวหน้าสุดเสียก่อน เสียงใสเลยต้องหยุดความสงสัยไว้ก่อน

"ไง พวกนาย ...อ้าว อะไร จบเกมแล้วเหรอ?"

กลางโต๊ะที่เมื่อกี้มีของวางเต็มราวกับคาสิโนเคลื่อนที่ ตอนนี้ข้าวของถูกเก็บเรียบร้อย หน้าตาหลายคนดูเคร่งเครียดกว่าปก ติ โดยเฉพาะพวกเด็กผู้หญิง ขณะที่บรรยากาศวงสนทนาดูจะเคร่งเครียดกว่าไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้

"เกิดอะไรขึ้น?" คนถามพลอยทำท่าเคร่งขรึมไปด้วย แต่ยังพอจะมีเวลาสังเกตว่าพวกผู้ชายในกลุ่มไม่ได้มีสีหน้าทุกข์ร้อนอะไรนัก

"พอตเตอร์" เด็กสาวที่อยู่กลางวงข้างเพื่อนสาวที่ยืนตาแดงก่ำเหมือนร้องไห้อย่างหนักเรียกชื่อผู้มาใหม่ "สัตว์เลี้ยงของเด็กเราหายไปอีกแล้วล่ะ แมวของเคธี่ไม่ยอมกลับมาเลย ถ้ารวมนี่ด้วยก็รายที่ 8 แล้วนะ"

คนถามมีสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัด แตก็มีเสียงขัดขึ้นมาเสียก่อน

"โธ่เอ๊ย อาจจะเป็นอย่างแมวของฟิลช์ก็ได้"

เพื่อนนักเรียนชายคนหนึ่งบอกพร้อมกับมีคนพยักหน้าเห็นด้วย

ดีลเลิกคิ้ว "เห? มิสซิสนอริสเป็นอะไรไป?" เขาแน่ใจว่ายังไม่ได้วางแผนให้พวกสองแฝดเอาแมวแก่หนังเหนียวนั่นไปปล่อยเลยนี่นา

"อะไร คราวนี้นายตกข่าวเหรอ พอตเตอร์"

มือข้างนึงของเด็กผู้ชายคนที่พูดขัดเมื่อครู่วางปุลงบนไหล่

"ก็ที่ฟิลช์มาโวยวายหน้าห้องศาสตราจารย์สเนปเมื่อวันจันทร์ ว่าแมวหายไง แต่ยังไม่ทันตามหา ก็ไปเจอว่า ตาแก่นั่นลืมแมวไว้ในห้องทำงานทั้งคืน จนมันตะกุยข้าวของซะเละ บางชิ้นหายไปเลยก็มี ฉันละรู้สึกดีกับมิสซิสนอริสขึ้นมายังไงไม่รู้"

"ก็ดีนะฮะ เอกสารที่เราหยิบมาคราวก่อน คุณฟิลช์ก็คงไม่ทันสังเกต"

เฟนริสที่นิ่งฟังอยู่กระซิบสิ่งที่คนฟังเองก็กำลังนึกอยู่ในใจ

เด็กสาวคนเดิมค้านเสียงเข้ม "บ้าน่ะสิ! จะเป็นไปได้ยังไง! จู่ๆ สัตว์เลี้ยงของพวกเราจะหลงหายไปตั้งหลายวันเหมือนๆ กันน่ะ" เธอร่ายยาวเพื่อหาเสียงสนับสนุน

"แล้วก็ไม่ใช่แค่เด็กบ้านเรานะ หนูของเพื่อนน้องสาวฉันที่อยู่เรเวนคลอก็หายไป คางคกของเด็กปี 1 บ้านฮัฟเฟิลพัพหาตัวไม่เจอตั้งแต่วันเปิดเทอมเลยด้วย"

"โธ่เอ๊ย...พวกมันเป็นสัตว์นะ ก็ต้องอยู่ไม่ติดที่เป็นธรรมดา แล้วมันจะแปลกอะไร ถ้ามันจะไปเจอสัตว์ตัวอื่นกินแทนอาหารว่างเข้าบ้างน่ะ"

"มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย"

ดีลที่นิ่งฟังอยู่นานยกแขนกอดอก แล้วหันไปถามร่างเล็กที่ยืนข้างๆ "นกฮูกฉันอยู่ดีนะ แล้วเจ้าจิ๋วบรูนของนายล่ะ เฟนริส"

"เมื่อคืนก็ยังเล่นกับมันอยู่เลยฮะ คงไม่เป็นไรมั้ง......แต่มันชอบออกไปเดินเที่ยวข้างนอกซะด้วยสิ"

เฟนริสเริ่มมีสีหน้ากังวล ถึงเขาจะไม่ได้เลี้ยงแมวตัวนี้มาตั้งแต่เด็กอย่างเคธี่ แต่ บรูนก็เป็นแมวที่แม่ของเขาซื้อให้ฉลองการเข้าเรียนที่ฮอร์กวอร์ต "ตอนเที่ยงผมกลับไปดูมันที่หอหน่อยดีกว่า"

ดีลพยักหน้า ทำท่าจะร่วมวงสนทนาต่อ แต่ถูกขัดด้วยเสียงเปิดประตูบานใหญ่ของห้องเรียน พร้อมกับร่างของอาจารย์ประจำวิชาป้องกันตัวจากศาสตร์มืดคนใหม่ก้าวเข้ามา

"สวัสดีทุกคน ฉันเป็นอาจารย์คนใหม่ของพวกเธอ"

เสียงหวานนั้นเรียกให้เฟนริสที่กำลังเคร่งเครียดเงยหน้าขึ้นอย่างฉับพลัน ใบหน้าสวยเบิกตากว้างอย่างประหลาดใจก่อนจะคลี่ยิ้มกว้างเมื่อเห็นคนที่ยืนอยู่หน้าห้อง

"น้ากาเบรียล!"

.......................................................................................

"น้ากาเบรียลฮะ"

ร่างเล็กร้องเรียกพร้อมกับวิ่งเข้ามาหาแทบจะทันทีที่วิชาเรียนจบลง หญิงสาวร่างบางผมสีบลอนด์ดวงตาสีฟ้าที่มีใบหน้าคล้ายกันคลี่ยิ้มแล้วก้มลงแตะริมฝีปากกับแก้มใส

"อยู่ในห้องเรียนต้องเรียกว่า ศาสตราจารย์เดอ ลา กูร์ สิจ๊ะ เฟนริส"

หลานชายคนเล็กแกล้งทำหน้าย่นล้อ "แต่ตอนนี้เลิกเรียนแล้วนี่ครับ ศาสตราจารย์" เด็กหนุ่มรีบบ่น "ทำไมแม่ไม่เห็นบอกผมบ้างเลยล่ะฮะ ว่าน้ากาเบรียลจะมาเป็นอาจารย์ที่นี่"

คนเป็นน้าสาวขยี้ผมของคนที่กำลังงอน "ก็เพราะตอนนั้นยังไม่รู้ผลนี่จ๊ะ ปกติที่นี่เขารับแต่พวกเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ น้าเพิ่งทำงานได้ไม่กี่ปี ลุ้นแทบแย่แน่ะ" หญิงสาวอธิบายพลางมองเลยไปยังเด็กหนุ่มร่างสูงที่เดินตามมาด้านหลัง

"เธอคงจะเป็นมิสเตอร์พอตเตอร์สินะ"

"ครับผม" ดีลก้มศีรษะนิดๆ เป็นการตอบรับ "ศาสตราจารย์รู้จักผมด้วยเหรอฮะ"

จะว่าเขาดังไปถึงฝรั่งเศสก็คงไม่ใช่ หรือว่าฟิลช์เอารายชื่อแบล็กลิสต์ของกลุ่มตัวกวนให้อาจารย์เข้าใหม่ดูทุกคนกันนะ

กาเบรียล เดอ ลา กูร์ยิ้มราวกับรู้ความสงสัยของอีกฝ่าย "ฉันจำคนที่ช่วยชีวิตตัวเองตอนเด็กๆ ได้จ้ะ"

เธอมองเส้นผมสีดำยุ่งเหยิงกับใบหน้าเรียวยาวที่ดูเจ้าเล่ห์นิดๆ นั่น "แล้วเธอก็หน้าตาเหมือนแฮร์รี่ พอตเตอร์เปี๊ยบเลยนี่นา อ้อ ยกเว้นสีตานะ"

"อ๋อ...งั้นคุณคงรู้จักกับป๊ะป๋า เอ๊ย พ่อของผม" ดีลพยักหน้า

เฟนริสเอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้ง "น้ากาเบรียลฮะ น้าเจอพี่เฟลย์หรือยังฮะ"

หญิงสาวที่อาวุโสกว่าส่ายหน้า "ยังเลยจ้ะ เจ้าหญิงสบายดีไหม? ยังพูดน้อยเหมือนเดิมล่ะสิ"

ญาติทั้งสองหัวเราะคิกคัก ก้มหน้าลงกระซิบกระซาบอย่างรู้กัน

"ก็เหมือนเดิมนั่นแหละฮะ แต่ดูท่าจะมีแฟนคลับเริ่มตามติดอีกแล้วล่ะ เห็นนาย่าบอกว่า เด็กปี 2 ที่บ้านเอาของขวัญมาแอบวางให้ด้วยล่ะ" เด็กหนุ่มผมบลอนด์แอบเล่า

ดูท่าทั้งอาจารย์ทั้งนักเรียนใหม่จะติดลมกันอยู่อีกสักพัก ดีลยืนฟังนิ่งๆ แต่ก็แอบเก็บข้อมูลไปด้วย

มีเด็กผู้หญิงมาให้ของขวัญด้วยเรอะ? ไหนเจ้าพวกเมธิสบอกว่ามีแต่ผู้ชายที่กริฟฟินดอร์มาตามจีบไงฟะ

อุตส่าห์แวบไปอยู่หอโน้นอยู่หลายวัน กะว่าจัดการ ‘เก็บ’ หมดแล้วนะ

...ท่าทางนอกจากจะเป็นเป้าหมายที่ยากแล้ว คู่แข่งจะเยอะอีกละมั้งเนี่ย!


.......................................................

TBC ~


June 5, 2006

.


TALK

*Acacha*

[กรี๊ดดดดดดดดดด]

เสียงกรีดร้องโหยหวนจากอพาร์ทเมนท์ห้องเกือบริมสุดเมื่อตอน2ทุ่ม - - ไฟดับ!!!!

นั่งพิมพ์คอมก๊อกแก๊กๆอยู่ดีๆ หน้าจอก็ดำมืด! ยังไม่ได้เซ~ฟ เป็นนิสัยเสียๆ อย่างหนึ่งของอคาชาที่พิมพ์ไรไว้แล้วก็ไม่ค่อยได้เซฟเป็นระยะๆ ด้วยความประมาท สวรรค์ลงโทษเป็นครั้งที่2 นี่ถ้ามันกู้กลับมาไม่ได้คงน้ำตาร่วง

ในที่สุดเดเมียนก็ได้บทพูด กีซ กีซ ต้องฉลอง~ ........แต่ได้พูดแค่... "ไร้สาระ" ^^"

ตอนนี้มันยาวเกิน(ไปมาก)อีกแล้วล่ะ ก็เลยขอตัดฉับออกบ้าง แล้วเอาส่วนแรกมาลงก่อน ถ้ายังไงตอนต่อไปคงจะมาลงวันจันทร์ที่ 5 มิ.ย. นะคะ ไว้เจอกันค่ะ ><


*Na-O

สถานการณ์สุขภาพเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา...

ต้นเดือน - - ท้องเสียอย่างหนัก นอนไข้ขึ้นอยู่ 2 วัน

กลางเดือน - - อาหารเป็นพิษ อาเจียนจนต้องหามไปนอนโรง’บาล น้ำเกลือ 3 ขวด ยาอีกกี่เข็มก็ไม่รู้

ปลายเดือน - - หวัดเล่นงาน ทั้งไอทั้งน้ำมูก ไม่หายสักที

นี่มันอารายก๊านนนนนนนนนนน //(T[]T)\\

งานนี้ช่วยอีดิธเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ยังทะเลาะกันเรื่องบทกับพล็อตอยู่ดี

ตอนนี้ เฟลย์ พี่สาวเราไม่ออกเลย แหงมๆ ช่างเป็นพระเอก เอ๊ย นางเอก ที่บทน้อยเสียนี่กระไร...

เพราะงั้นตอนหน้า เฟลย์ออกแน่ๆ ก็แล้วกัน (ก็เค้าเป็นนางเอกน๊า!!!!!!)



Create Date : 04 มิถุนายน 2549
Last Update : 4 มิถุนายน 2549 22:01:45 น.
Counter : 167 Pageviews.

2 comment
Chapter 3
แสงแดดสาดเข้ามาทางกระจกหน้าต่างตลอดช่วงบ่าย ทำให้ระเบียงทางเดินชั้นล่างด้านทิศตะวันตกค่อนข้างร้อนจนคนส่วนใหญ่เลี่ยงที่จะเดินผ่าน ขอบระเบียงหินที่สูงขึ้นมาเล็กน้อยถูกแสงอยู่เป็นประจำจนกลายเป็นสีซีด ด้านนอก เมื่อมองออกไปจะบริเวณลานที่ใช้สำหรับพักผ่อน มีโต๊ะหินสำหรับนั่งเล่นใต้ซุ้มต้นไม้ขนาดใหญ่

หลังช่วงสงครามกับฝ่ายมืด สถานที่สำคัญๆ หลายแห่งของโลกเวทมนต์ถูกทำลาย ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหนึ่งในสถานที่เหล่านั้นต้องมีปราสาทฮอร์กวอร์ตรวมอยู่ด้วย ตัวปราสาทในวันนี้จึงทั้งเหมือนและแตกต่างจากภาพโรงเรียนเวทมนต์ศาสตร์ในอดีต บางส่วนถูกซ่อมแซมและสร้างขึ้นใหม่ แต่ก็มีบางห้องเหมือนกันที่ยังรักษาสภาพเดิมไว้ได้ ไม่เปลี่ยนไปจากเมื่อหลายสิบปีก่อนสักนิด


เสียงฝีเท้าสองคู่กระทบกับพื้นหินเพียงเบาๆ เท่านั้น แต่เมื่อไม่มีเสียงอื่นเข้ามาแทรก จึงกลายเป็นว่ามันเป็นเสียงเดียวที่ดังก้องไปตลอดทั้งทางเดินยาวเหยียด

"ถ้าเป็นห้องของฟิลช์ ก็ต้องไปทางนี้แหละค่ะ"

เด็กสาวผมบลอนด์หยักศกกล่าวกับคนที่เดินตามมาด้วยสีหน้ากังวลใจ "ไม่รู้เกิดเรื่องอะไรถึงถูกเรียกไปแบบนี้ ฟิลช์ยิ่งไม่ค่อยชอบพวกคุณพอตเตอร์อยู่ด้วย"

"คงไม่มีอะไรหรอก" เสียงใสเย็นตอบกลับอย่างไม่ค่อยเดือดเนื้อร้อนใจนัก

กิตติศัพท์ของพวกสองแฝดน่ะเล่าลือกันไปทั้งครอบครัวตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว ร่างสูงโปร่งก้าวไปเดินข้างๆ คนนำ พลางรั้งต้นแขนเล็กไว้ เมื่อเห็นว่าอลิเซียทำท่าจะเดินชนข้าวของที่วางทิ้งเรี่ยราดอยู่บนพื้นหิน

"อ๊ะ ขอบคุณค่ะ" ฝ่ายนั้นตอบพร้อมกับสีชมพูแล่นขึ้นมาที่แก้มโดยไม่รู้ตัว แต่คนที่ประคองอยู่ก็ยังคงรักษาสีหน้าเรียบเฉยไว้ ขาเรียวทำท่าจะก้าวผ่านไป ถ้าดวงตาสีฮาร์เซลไม่เหลือบไปเห็นของที่ว่าเสียก่อน

"เดี๋ยว อลิเซีย อย่าเพิ่งไป"

เด็กสาวผมสีบลอนด์อมแดงดึงอีกคนให้หยุดตาม ก่อนจะทรุดตัวลงหยิบขึ้นมาดูชิ้นหนึ่ง

"รู้แล้วล่ะ ว่าพวกนั้นทำอะไร ถึงถูกเรียกไป"

..........................................................................


เสียงคุยเฮฮาที่ดังลั่นออกมาจากห้องพักของภารโรงเก่าแก่ประจำโรงเรียนฮอร์กวอร์ต ถูกใช้แทนป้ายบอกทางได้เป็นอย่างดี แถมด้วยเสียงหัวเราะที่รอดออกนอกประตูมาเป็นระยะๆ ให้รู้ว่า การถูกเรียกมาลงโทษแทนที่จะได้ไปนั่งคุยตามที่นัดไว้ไม่ได้ทำให้กลุ่มจอมหาเรื่องนี่สลดเลยซักนิด

เฟลย์ก้าวตรงไปทางต้นเสียง มือเรียวขาวดันประตูไม้เก่าเข้าไปโดยไม่รอขออนุญาต

...และภาพที่เห็นก็เป็นอย่างที่คาดไว้

บนโต๊ะทำงานที่ค่อนข้างรกของฟิลช์ แทนที่จะมีเจ้าตัวนั่งประจำที่พร้อมกับพูดเยาะเย้ยเด็กอย่างที่ควรจะเป็น กลับมีร่างผอมสูงของเมธิสนั่งเอนหลังอยู่บนเก้าอี้พาดขาขึ้นมาบนโต๊ะด้วยท่าทางแสนสบาย ในมือถือใบโฆษณาที่ตัดจากหนังสือพิมพ์มาอ่านไปหัวเราะไป ขณะที่บนโต๊ะถูกจับจองด้วยคู่หูตัวแสบ เด็กสาวผมสีเพลิงนั่งขัดสมาธิจดอะไรใส่กระดาษยิกๆ

"เฮ้ ดีล ชั้นบนสุดไม่มี ขอชั้นต่อไป ส่งมาทางนี้หน่อย" เมธิสร้องสั่ง โยนใบโฆษณาที่ดูเสร็จแล้วลงกับพื้น

"ไม่ต้องมาสั่งได้มะ ทำไมพวกนายไม่ทำเองบ้างวะ"

เด็กหนุ่มผมดำที่อยู่อีกมุมหนึ่งของห้องข้างชั้นเก็บของเหล็ก 4 ชั้นหันกลับมาบ่น มือยังไม่ละจากกิ๊บติดผมอันเล็กๆ ที่เจ้าตัวกำลังใช้งัดแงะรูกุญแจอยู่อย่างตั้งอกตั้งใจเต็มที่

นาย่าเป็นฝ่ายเงยหน้าขึ้นมาจากหน้ากระดาษตรงหน้า

"ก็มีแต่นายที่รับวิชาตีนแมวมักเกิ้ลมาจากพวกพ่อเรานี่หว่า เพราะงั้นนายก็ต้องเป็นคนทำไง๊"

เด็กหนุ่มผมดำฟังแล้วก็ทำปากจิ๊กจั๊กขัดใจ พอจะหันกลับไปสนใจงานของตัวบ้าง สายตาก็เหลือบเห็นคนที่เดินเข้ามาในห้องเสียก่อน "อ้าว?"

"ทำอะไรกันน่ะ?"

เฟลย์ถามพลางก้าวนำอลิเซียเข้าไป ใบหน้าเรียวขมวดคิ้วอย่างสงสัย ...ภารโรงแก่ที่ยืนทำหน้าดุอยู่ตรงมุมห้องโถงในพิธีคัดสรรเมื่อวาน น่าจะไม่มีแก่ใจมาสั่งให้ใครช่วยจัดเอกสารในห้องหรอกมั้ง

"พี่" / "เฟลย์"

เสียงแรกทำให้อดีตประธานนักเรียนโบบาตงเพิ่งจะสังเกตว่า นอกจากสามตัวก่อเรื่องที่ถูกฟิลช์หมายหัวแล้ว ไม่ห่างออกไปนัก ยังมีญาติสนิทผมสีเพลิงสวมแว่นกับน้องชายของเธอรวมอยู่ด้วย กำลังช่วยกันนั่งดูเอกสารปึกใหญ่บนพื้นอย่างขะมักเขม้น

"มาพอดีเลยเฟลย์ ช่วยหาของหน่อยสิ" นาย่าโบกกระดาษในมือไปมา กวักเรียกญาติสนิท "อ๋อ..เธอ...อลิเซียใช่ป่ะ? มาช่วยด้วยก็ได้นะ" ประโยคหลังบอกเพื่อนร่วมบ้านที่เดินตามญาติของตัวเองมาด้วย

"หาอะไรกันอยู่เหรอคะ?" คนถูกเรียกถามแบบงงๆ แต่ก็ดูกระตือรือร้นที่จะช่วยเหลือ

"ใบทัณฑ์บน" เฮอร์มีสชิงตอบเสียเอง เด็กหนุ่มขยับแว่นตาก่อนจะแยกกระดาษเหลืองกรอบไว้เป็นกองๆ ชี้ให้เฟนริสเอากลับขึ้นไปเก็บบนชั้นตามเดิม เมื่อไม่เจอเอกสารที่ต้องการ "ฟิลช์ขู่ว่ากลุ่มเราทำผิดกฎโรงเรียนเกิน 20 ครั้งตั้งแต่เทอมที่แล้ว จะหาเรื่องไปฟ้องมักกอนนากัล"

"หลังเลิกเรียนเมธิสกับนาย่าเอาของจากที่ร้านไปวางขายตรงทางเดินน่ะฮะ"

น้องชายของผู้มาใหม่เล่าบ้าง "ฟิลช์อุ้มมิสซิสนอริสผ่านมาพอดี เลย...โดนเรียกมาที่นี่" เสียงใสตะกุกตะกักเล็กน้อย แสดงให้เห็นว่าเจ้าตัวคงไม่ค่อยเต็มใจมาเท่าไหร่ เพียงแต่ขัดเสียงส่วนมากไม่ได้ "แต่ยังไม่ทันได้ลงโทษอะไร บังเอิญพีฟส์แกล้งเอาหนูของเด็กปี1ฮัฟเฟิลพัฟไปซ่อนในห้องน้ำหญิง ฟิลช์ต้องออกไปจัดการทางโน้นก่อน ดีลเลยบอกให้มาค้นใบทัณฑ์บนคัดออกไปบ้างน่ะฮะ"

"โธ่เว้ย กะแค่ซื้อขายกันตรงระเบียงทางเดินแค่เนี้ย ทางตรงนั้นช่วงบ่ายก็ไม่ค่อยมีคนผ่านอยู่แล้ว จะขอใช้หน่อยก็ไม่ได้" เด็กสาวผมแดงบ่นพลางเปลี่ยนไปรื้อลิ้นชักโต๊ะแทน "แถมยังยึดไม้กายสิทธิ์เราไปอีก ฮึ่ย ถ้าได้คืนมาเมื่อไหร่นะ ฉันจะเสกเจ้าสควิปแก่นั่นให้กลายเป็นจิ้กจกไปซะเลย"

ดวงตาสีฮาร์เซลมองกวาดไปรอบๆ ห้องของภารโรงประจำโรงเรียน ก่อนจะถอนหายใจ...แค่เห็นห้องนี้ ฟิลช์ก็คงหน้าซีดเป็นจิ้งจกไปเองแล้วล่ะมั้ง

พื้นสีกระดำกระด่างตั้งแต่หน้าประตูมา ยังคงเป็นพื้นสะอาดสะอ้านเป็นระเบียบแบบปกติ แต่ถ้ามองลึกเข้าไป ทางมุมซ้ายมือที่เป็นชั้นเอกสาร ก็เต็มไปด้วยกองกระดาษ --ถ้าเจ้าของมาเห็นก็คงไม่ชอบใจแน่

ถึงอย่างนั้น นั่นก็ยังนับว่าพอดูได้มากกว่า มุมห้องทางด้านขวาที่จัดไว้สำหรับโต๊ะทำงาน โต๊ะตัวใหญ่ถูกจัดเข้ามุมเรียบร้อย แต่เก้าอี้นั่งด้านตรงข้ามโต๊ะ กลับไปอยู่คนละทิศละทาง ข้าวของที่คงเคยอยู่ด้านบน เอียงกะเท่เร่แทบจะหล่นลงจากขอบโต๊ะ เพราะร่างผอมบางที่ขึ้นไปเบียดกินเนื้อที่ เอกสารหลายแผ่นถูกโยนสุมไว้ข้างโต๊ะด้านซ้ายราวกับกองขยะ

"อ๊ะ" เสียงเฮอร์มีสอุทานเบาๆ ก่อนจะก้มลงเพ่งอ่านกระดาษปึกใหญ่ในมือด้วยท่าทีสนใจ แต่เสียงใสของคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ดังขึ้นแทบจะพร้อมกัน

"เจอแล้ว!"

เฟนริสร้องบอก มือเรียวเล็กส่งเอกสาร 3-4 ใบให้กับร่างสูงของเพื่อนร่วมบ้าน "นี่ใช่มั้ยฮะ ผมเห็นอยู่ในชั้นนี้เต็มไปหมด เอาออกมาซัก 3-4 ใบพอมั้ยฮะ ดีล?"

"ดีมาก เฟนริส แค่นี้ก็พอแล้วล่ะ" ดีลรับกระดาษมาจากมือเล็ก ก่อนจะหยิบกล่องสีเหลี่ยมขนาดเล็กออกมาจากกระเป๋าเสื้อคลุม

แชะ

ไฟสีเหลืองทองลุกวาบชั่วขณะ ก่อนจะลามเลียแผ่นกระดาษบางๆทั้งสี่ เพียงไม่กี่วินาที เอกสารยืนยันความผิดของเมื่อเทอมก่อนก็กลายเป็นเศษขี้เถ้าให้มือเรียวยาว ปล่อยปลิวออกไป

"นั่นเป็นของของมักเกิ้ลเหรอฮะ"

"อืม ไฟแช็กน่ะ สะดวกดีไม่ต้องใช้คาถา" ดีลแกล้งขยี้เส้นผมนิ่มนั้นเบาๆ

"ไว้ฉันจะให้ลองเล่นทีหลังนะ ตอนนี้เรารีบออกไปก่อนฟิลช์จะกลับมาดีกว่า เฮ่ย พวกนายก็เก็บของกันได้แล้ว" ท้ายประโยคหันไปบอกพรรคพวกที่เหลือ เมธีสกับนาย่าทำท่าจะลุกจากโต๊ะกวาดข้าวของและสินค้าเก็บเข้าถึงใบใหญ่เหมือนตอนขามา

"เฮอร์มิส ไปเหอะ"

นาย่าร้องบอกญาติอีกคนที่ยังนั่งนิ่งอยู่บนพื้น แต่ฝ่ายนั้นโบกมือปฏิเสธทั้งที่ยังก้มหน้าก้มตาอ่านเอกสารบางอย่าง มือเรียวกุมคางตัวเองอยู่ในท่าครุ่นคิด พอเห็นท่าทางแบบนั้นเข้า เสนาธิการของกลุ่มก็ชักสนใจขึ้นมาบ้าง

"มีอะไรน่าสนใจหรือไง เฮอร์มิส?" ดีลเดินไปเท้าแขนกับไหล่ของเพื่อน ชะโงกหน้าไปดูเอกสารนั้นบ้าง

คนถูกถามพยักหน้า "อืม...เจอของเก่าที่น่าสนใจเลยล่ะ" ใบหน้าตกกระเงยขึ้นมองญาติและเพื่อนทั้งกลุ่ม "พวกนายรู้จัก ‘ห้องแห่งความลับ’ ไหม?"

ทุกคนเงียบกันไปชั่วอึดใจ ก่อนที่จะส่ายหน้า "ห้องอะไร? เอามาจากหนังมักเกิ้ลของเจ้าดีลรึไง เฮอร์มีส?" สองแฝดแกล้งแซวแล้วหันไปยัดข้าวของเก็บเข้าที่ต่อ

"ไม่ใช่นะ มันอยู่ในฮอกวอร์ตต่างหากเล่า" ลูกชายของอดีตนักเรียนดีเด่นเถียง

"นายรู้จักไหม ดีล? เรื่องแปลกๆ แบบนี้อาแฮร์รี่น่าจะเคยเล่าให้ฟังบ้างสิ"

เด็กหนุ่มผมดำเกาแก้มตัวเองเบาๆ "อืม...ก็คงเคยมั้ง แต่จำไม่ได้แล้ว"

สมัยเด็กๆ ป๊ะป๋าเคยพยายามจะเล่าเรื่อง ‘การผจญภัย’ ของตัวเองให้เขาฟังเป็นนิทานก่อนนอนอยู่บ้าง แต่เดรเข้ามาได้ยินเสียก่อน ฝ่ายนั้นรีบห้ามเสียจริงๆ จังๆ (ดีลเดาว่า สงสัยเดรจะกลัวมีเรื่องตัวเองหลุดมาให้เขาแซวอีกละมั้ง) สุดท้ายป๊ะป๋าก็เลยตัดใจ หันมาหยิบพวกนิทานมักเกิ้ลมากล่อมเขาแทน

"ห้องแห่งความลับมันมีจริงด้วยเหรอคะ?"

คำถามอย่างประหลาดใจนั้นทำให้ทุกคนในห้องหันไปมองต้นเสียง เด็กสาวผมบลอนด์ผู้มาใหม่ชะงักนิดหนึ่ง

"เธอรู้จักด้วยเหรอ อลิเซีย?" เฟลย์เอ่ยถามเพื่อนร่วมชั้นของตนขึ้นมา

ใบหน้าเล็กพยักหงึก "อืม..ก็พอได้ยินมาบ้างค่ะ พอดีฉันชอบพวกตำนานเก่าๆ น่ะ" คนพูดยิ้มเขินๆ แต่พอมีเสียงเชียร์จากสองแฝดให้เล่าต่อ ฝ่ายนั้นจึงทบทวนความทรงจำ

"เล่ากันว่า ห้องแห่งความลับเป็นห้องที่ที่ซัลลาซาร์ สลิธิรินสร้างไว้ก่อนออกจากฮอร์กวอร์ต ข้างในมีสัตว์ร้ายอาศัยอยู่ คนที่จะหาทางเข้าไปได้ มีแค่ทายาทของสลิธิรินเท่านั้น ตามประวัติศาสตร์ฮอกวอร์ต ห้องแห่งความลับเคยถูกเปิดสองครั้ง ครั้งแรกมีเด็กผู้หญิงตายไปคนนึงด้วย"

คนเล่าทำท่าหวาดๆ "ครั้งที่สองเมื่อไม่กี่สิบปีนี้เอง เหมือนจะมีเรื่องวุ่นวายมาก แต่ตอนนั้นเป็นช่วงก่อนสงครามใหญ่ ก็เลยไม่ค่อยมีใครบันทึกเอาไว้น่ะค่ะ"

คนฟังต่างก็พยักหน้ารับรู้ "อ้อ เรื่องเก่าสมัยพวกพ่อยังเรียนอยู่สินะ" เมธิสว่าแล้วก็หันกลับไปเก็บของอีกรอบ

"โอ๊ย ป่านนี้คงไม่มีอะไรเหลือแล้วมั้ง" นาย่าเสริม "ถ้ามีก็คงถกฝังกลบไปตั้งแต่ตอนซ่อมปราสาทแล้วล่ะ ดูสิ ขนาดห้องฟิลต์ยังสร้างใหม่เลยนิ่ พวกพ่อเราบอกว่า ของเล่นสนุกๆ ที่ถูกยึดไว้สมัยนั้นหายเกลี้ยง"

"อืม...มันก็ไม่แน่นะ..." ดีลยังคงติดใจอยู่เล็กน้อย แต่แล้วก็ตัดใจเมื่อเห็นร่างสูงโปร่งของคนที่ยืนอยู่หน้าประตู "เอาไว้วันหลังจะถามป๊ะป๋าให้ละกัน เฮอร์มิส ไปเหอะ ไอ้เศษกระดาษพวกนั้น ถ้าอยากได้ก็เอาไปสิ"

ร่างสูงดันชั้นหนึ่งของลิ้นชักเหล็กกลับเข้าที่ ก่อนจะสำรวจร่องรอยงัดแงะ ให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครสังเกตเห็นแน่ๆจนพอใจ ก็หันกลับมาเร่งต่อ "ไปเร็ว เมธิส นาย่า เดี๋ยวนายสองคนต้องไปขโมยไม้กายสิทธิ์คืน...."

เสียงแปลกๆดังขึ้นจากอีกด้านของประตูทำให้ทุกคนชะงักคำพูดและการเคลื่อนไหวทั้งหมดทันที! ดวงตาทุกคู่จ้องมาทางฝ่ายวางแผนประจำแก๊งทันที

แกรก


"เสียงอะไร?" เฮอร์มีสกระซิบถามเบาๆ แต่ดีลทำสัญญาณบอกให้เงียบไว้

ร่างสูงก้าวยาวๆ ตรงไปทางประตูไม้ที่ตอนนี้ไม่มีเสียงอะไรออกมาอีก มือเรียวยาวข้างหนึ่งล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อคลุม ขณะที่อีกข้างหนึ่งก็ค่อยๆ ดันประตูเปิดออกช้าๆ

พื้นที่ตรงประตูทางเข้าว่างเปล่า ทำให้ดวงตาสีฟ้าซีดฉายแววไม่แน่ใจขึ้นมา แต่พอเลื่อนสายตาไปยังทางเดินห่างออกไปเล็กน้อย ก็สะดุดกับเงาร่างสูงใหญ่กำลังเดินจากไปช้าๆ พอเห็นชัดว่าเจ้าของแผ่นหลังกว้างในชุดสีดำสนิทนั่นเป็นใคร ดีลไม่รีรอที่จะเอ่ยถาม

"เฮ้ นายมาทำอะไรแถวนี้น่ะ"

อีกฝ่ายชะงัก หันกลับมาตามเสียงเรียกช้าๆ ใบหน้าที่ประดับด้วยเส้นผมสีดำตัดสั้นนั้นนิ่งสนิทนั้นไม่แสดงอารมณ์ใดๆ พอๆ กับดวงตาเรียวยาวสีเทาที่สบตากับคนถามแบบไม่แยแส ริมฝีปากบางเฉียบเป็นเส้นตรงไม่ได้เอ่ยตอบใดๆ ทั้งสิ้น แล้วร่างสูงก็หันเดินจากไปทิ้งไว้เพียงความเงียบที่น่าอึดอัดลอยเคว้งอยู่ตามทางเดิน

"เฮ้อ...เป็นแบบนี้ประจำเลยแฮะ" ลูกชายของอดีตฮีโร่บ้านกริฟฟินดอร์ยักไหล่อย่างเซ็งๆ

"รู้จักหรือ?"

เจ้าของเสียงใสเย็นที่มายืนข้างหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้เอ่ยถาม ดวงตาสีฮาร์เซลมองเด็กหนุ่มผมดำสั้นที่ดูแว่บเดียวก็รู้ว่าเป็นนักเรียนบ้านสลิธิรินนั้นไป ก่อนจะเหลือบมองน้องชายตนเองที่ยืนจับมือพี่สาวแน่น

เฟนริสแอบกลืนน้ำลายเล็กน้อย มองตามเป้าสายตานั้นไปด้วยสายตาหวาดๆ

"เขาอยู่หอเดียวกับพวกเราฮะ...เอ่อ..." ริมฝีปากสีเรื่อทำท่าจะบอกอะไรมากกว่านั้น แต่ครู่เดียว เหมือนความไม่แน่ใจที่ผ่านเข้ามาในดวงตากลมโตคู่นั้น จะทำให้เจ้าตัวนิ่งเงียบไปแทน

"หมอนั่นก็เป็นแบบนี้แหละ เฟนริส อย่าคิดมาเลยน่า"

เสียงปลอบราวกับเรื่องไม่สำคัญนั้นทำให้อีกคนที่ฟังอยู่หันไปมองคนพูดทันควัน "ใคร?" เฟลย์หันมาถามเพื่อนน้องชาย เมื่อเห็นว่าอีกคนก็มองอาการของร่างบางออก

แววตาคาดคั้นเล็กน้อยในดวงตาสีฮาร์เซลทำให้คนถูกมองแอบดีใจนิดๆ ไม่ได้ โอ๊ะโอ๋...ท่าทางจะเป็นคนติดน้องแฮะ ดีลเก็บข้อมูลเป็นประโยชน์นี้ไว้ในสมองก่อนจะเอ่ยตอบออกไปอย่างไม่กังวลอะไรนัก

"เดเมียน เลสแตรงค์ ปี 4 บ้านสลิธิริน รูมเมทของฉันกับเฟนริสไงล่ะ"

..........................................
TBC~

Please Wait For the next Chapter

30 May 2006




TALK


แหงวๆ ตอน 3 มาต่อเร็วเพราะว่าเป็นตอนที่ตัดออกมาจากตอนที่ 2 จ้า (เผลอขี้โม้เยอะอีกแล้ว) แต่ตอนนี้หน้าคงเว้นยาวหน่อยน้อ...(เดธไลน์ต้นฉบับเดือนหน้ามาแล้ว งือ)

ได้ฤกษ์ออกชื่อพ่อหนุ่มนัยตาสีควันบุหรี่ที่ใครๆ ต่างก็ให้ความสนใจในตอน 1 ไปแล้วเน้อ เหอๆ คนนี้ก็คงจะมีบทบาทต่อไปไม่มากก็น้อย (ว่าแต่เมื่อไหร่จะได้เปิดปากพูดเสียที)

จำนวนคนอ่านลดลงจนน่าใจหาย (^_^!) สว่างเกินไปสินะ เฮ้อ ก็ได้แต่นั่งทำใจ พยายามเตือนตัวเองว่า

"แต่งเพราะใจรัก แต่งเพราะใจรัก อย่าคิดมาก"

ยังไงก็ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามด้วยนะค๊า วันอังคารที่ 30 พ.ค. เจอกันจ้า



Create Date : 23 พฤษภาคม 2549
Last Update : 23 พฤษภาคม 2549 12:59:18 น.
Counter : 175 Pageviews.

3 comment
1  2  

นะโอ
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]