Epilogue : Along Came Sunshine

ไยจึงไม่ยอมเปิดเผยให้ฉันเห็น...
ว่าฤดูใบไม้ผลิบนดวงดาวนั้นงดงามเพียงไหน...

มิเช่นนั้น ก็ได้โปรดจงสัตย์ซื่อ...เอื้อนเอ่ยวาจาแห่งความจริงนั้นแก่ฉันเถิด

คำคำนั้น...คำว่า...


ร่างบางสะดุ้งตื่นขึ้นมาอย่างกะทันหัน ใบหน้าเรียวเบลอไปชั่วครู่กับความมืดสนิทด้านนอก ยังดึกมากสินะ เขาละเมอตื่นขึ้นมาอีกแล้วหรือนี่ ทำไมช่วงนี้ถึงได้เป็นแบบนี้บ่อยนักนะ คิดแล้วก็ได้แต่ถอนใจเบาๆ อย่างหน่ายตัวเอง ดวงตาสีเขียวมรกตปิดลงอีกครั้ง

...หากแม้เมื่อยามเข้าสู่นิทรา คนที่มึนงงกับความฝันเลือนรางเมื่อครู่ก็ยิ่งครุ่นคิด

คำคำนั้น...คือคำว่าอะไรกันนะ?
...........................................................

“เฮ้ แฮร์รี่ เลิกเรียนแล้วเราไปสนามซ้อมกันเถอะ”

เสียงกระซิบร่าเริงของคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ทำให้เด็กหนุ่มผมดำหันหน้ามาจากหม้อยาบนโต๊ะ พร้อมทั้งถอนใจเฮือกใหญ่ ก็น้ำยาแก้อาการชักกะตุกที่ควรจะเป็นสีส้มของเขา ตอนนี้มันยังเป็นสีน้ำตาลอมเขียวพิลึกๆ อยู่เลยนี่นา

“เย็นนี้นายไม่มีเวรพรีเฟ็ครึไง”

เขากระซิบถามกลับ ไม่ลืมที่จะเหลือบมองดูให้แน่ใจว่า สเนปยังหันหลังเขียนสูตรยาลงบนกระดานดำอยู่

“โอ๊ย...ไม่มีหรอ...” ยังไม่ทันที่คู่หูจะได้ตอบจบ ก็มีเสียงกระซิบเหี้ยมๆ ดังแทรกขึ้นมาจากด้านหลัง

“มีสิยะ เธอต้องไปตรวจเรือนเพาะชำกับฉัน วันนี้เวรกริฟฟินดอร์ ลืมแล้วหรือไง?”

คู่กรณีรีบหันไปส่งยิ้มแหยๆ ให้เด็กสาวผมสีน้ำตาลฟูที่กำลังจ้องเขม็งด้วยสายตาดุๆ อยู่ตรงโต๊ะถัดไป

“โธ่เอ๊ย เฮิร์ม เดี๋ยวค่อยแวะไปตอนค่ำๆ ก็ได้น่า...” รอนทำท่าจะขอผัดผ่อน แต่แน่นอนว่าสาวน้อยเจ้าระเบียบประจำบ้านย่อมไม่มีทางยอม

“ใครเขาไปดูแลต้นไม้ตอนหัวค่ำกันบ้างยะ...”

รอนอ้าปากจะค้าน แต่อีกฝ่ายไม่ยอมเปิดโอกาสให้ เฮอร์ไมโอนี เกรนเจอร์สำทับด้วยน้ำเสียงข่มขู่ “แล้วเธอก็มีรายงานวิชาคาถาอีก 2 ม้วนที่ยังไม่ได้เขียนด้วย ถ้าอยากให้ฉันอยู่ช่วยล่ะก็ รีบไปทำธุระกันให้เสร็จเร็วๆ เลยนะ”

เท่านี้ฝ่ายเสียเปรียบก็หมดสิทธิค้าน รอนได้แต่หันกลับมามองแฮร์รี่ด้วยสีหน้าเซ็งๆ เพื่อนสนิทเลยต้องคลี่ยิ้มปลอบกันไปตามระเบียบ

“เอาน่า งั้นไว้พรุ่งนี้ก็ได้ เดี๋ยววันนี้ตอนพวกนายไปทำงาน ฉันจะได้ไปหาแฮกกริกเสียหน่อย ไม่ได้ไปนานแล้ว”

แฮร์รี่พูดแล้วก็หันไปสนใจกับน้ำยาตรงหน้าอีกครั้ง เด็กหนุ่มเงยขึ้นมองส่วนผสมบนกระดานดำ แต่ดวงตาสีมรกตกลับไปสะดุดกับร่างสูงของคนที่ยืนอยู่หน้าโต๊ะห่างออกไป แผ่นหลังกว้างกับศีรษะที่มีผมสีบลอนด์สะดุดตาแบบนั้น ไม่ต้องบอกก็รู้แล้วว่าเป็นใคร ใบหน้านวลขมวดคิ้วเล็กน้อย

น่าแปลกที่ตอนนี้มัลฟอยไม่ได้เข้ามาชวนเขาทะเลาะเหมือนเมื่อก่อน แม้จะรู้สึกว่าสงบสุขดีอยู่แล้ว แต่แฮร์รี่ก็ยังติดใจท่าทางประหลาดกับสายตาแปลกๆ ที่ฝ่ายนั้นมองเขาหน้าห้องสมุดเมื่อหลายวันก่อนไม่หาย ที่จริงก็อยากจะถามให้มันหายสงสัยไปเลยอยู่หรอก ถ้าก่อนหน้านั้นมัลฟอยจะไม่ลามปามเรื่องซีเรียสน่ะ คิดแล้วก็ฉุนขึ้นมาอีก

เด็กหนุ่มแห่งบ้านกริฟฟินดอร์ก็รีบถอนสายตากลับมาทันควัน

หมอนั่นไม่มายุ่งกับเขาได้แหละเป็นดีที่สุด!
...........................................................

“งั้นผมไปก่อนนะแฮกริด ขอบคุณสำหรับเค้กฮะ”

ร่างบางก้าวออกมาจากประตูบานหนาหนักของกระท่อมหลังเล็ก โบกมือลาเจ้าของบ้านที่ยืนยิ้มส่งอยู่พร้อมกับสุนัขตัวโต แฮร์รี่เดินทอดน่องไปตามทางเดินหินเพื่อกลับปราสาท ขาเรียวก้าวอย่างไม่รีบเร่ง เพราะว่าวันนี้อากาศไม่ร้อนมากนัก ถึงแสงแดดยามบ่ายของฤดูใบไม้ผลิจะยังสาดส่องมาเต็มที่ก็เถอะ

“อืม...” ใบหน้านวลหลับตาลงชั่วครู่เมื่อสายลมอ่อนพัดผ่านใบหน้าและเส้นผม

น่าแปลกที่แม้จะเดินอยู่เพียงลำพัง แต่แฮร์รี่กลับรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก อาจจะเพราะตอนนี้เขาทำใจเรื่องการจากไปของซีเรียสได้แล้ว แถมอาการป่วยที่บั่นทอนกำลังกายก็หายไปราวกับปาฏิหาริย์ เด็กหนุ่มผมดำจึงคลายความกังวลลงไปได้มาก

....ก็เขาไม่อยากจะเป็นภาระให้เพื่อนๆ หรือพวกสมาชิกภาคีต้องกังวลอีกแล้วนี่นา

คิดมาถึงตอนนี้ อยู่ดีๆ เสียงปริพาทย์ของใครบางคนก็ลอยเข้ามาในห้วงนึก

“นายกลัวที่จะต้องแสดงความอ่อนแอให้คนอื่นเห็น! นายหลอกตัวเองแล้วปฏิเสธมัน!”

ดวงตาสีเขียวมรกตลืมขึ้นทันที ก่อนจะขมวดคิ้วมุ่น นี่เขาเผลอไปนึกถึงคำพูดของหมอนั่นทำไมกันนะ กำลังสบายใจอยู่แท้ๆ

“ถ้ากลัว ก็ร้องไห้เถอะ...ไม่ต้องฝืนเก็บน้ำตาเอาไว้หรอก...”

ใครบอกนายว่าฉันกลัว? แฮร์รี่นึกค้านคำพูดของอีกฝ่ายอย่างฉุนๆ

โอเค...เขายอมรับว่าตอนนั้นเขาเครียดและกังวลมาก แต่ไม่ถึงกับอยากร้องไห้สักหน่อย ขืนร้องไห้ให้คู่แข่งที่ชิงดีชิงเด่นกันมาตั้งแต่ปี 1 เห็น คงไม่แคล้วโดนเยาะเย้ยแน่ๆ

เด็กหนุ่มผมดำเงยหน้ามองตัวปราสาทหลังใหญ่ที่ยังอยู่ห่างออกไป

จะว่าไปหมู่นี้ท่าทางของมัลฟอยแปลกมากจริงๆ อย่างตอนที่อยู่ในหอคอยวันนั้น อยู่ๆ ก็จะลากเขาไปหาดัมเบิลดอร์ มาชวนทะเลาะ แล้วยังจะ....

เสียงทุ้มจริงจังพร้อมกับสัมผัสนุ่มนวลยามนิ้วเรียวไล้บนผิวแก้มของเขา และที่สำคัญ ดวงตาสีฟ้าคู่นั้น...มันไม่ได้ปะปนด้วยความเย่อหยิ่งเหยียดหยามหรือรังเกียจเช่นปกติ แต่กลับแฝงความอ่อนหวานและความห่วงอาทรส่งผ่านมา

ร่างบางสะดุดฝีเท้า รีบสลัดศีรษะแรงๆ ไล่ภาพที่ติดอยู่ในความคิด

แฮร์รี่หยุดยืนใต้ร่มไม้ใหญ่พอดี ดวงตาสีเขียวเหม่อมองผืนทะเลสาบที่อยู่ไม่ห่างออกไปนัก ผืนน้ำราบเรียบมีคลื่นน้อยๆ เพราะสายลมอ่อนที่พัดมา กับเสียงใบไม้เสียดสีกันเบาๆ อยู่บนศีรษะค่อยให้รู้สึกสงบลงได้บ้าง

นั่งเล่นอยู่ที่สักพักก็ดีเหมือนกันแฮะ ยังไงตอนนี้พวกรอนก็คงยังไม่เสร็จงานที่เรือนเพาะชำ

ร่างบางคิดแล้วก็ทำท่าจะเดินไปทรุดนั่งริมโคนต้นไม้ แต่แล้วขาของเขาก็สะดุดกับอะไรบางอย่างเสียก่อน

เอ๋? เท้าใครเนี่ย? มีคนมานอนอยู่ตรงนี้ด้วยแฮะ

ประหลาดใจปนเสียดายเล็กน้อย เขาคงมัวแต่เหม่อเสียจนไม่ทันเห็นว่าต้นไม้นี่มีคนจับจองอยู่ก่อน เด็กหนุ่มผมดำไล่สายตาไปตามช่วงขายาวของคนที่นอนอยู่แล้วก็ต้องชะงัก

ร่างสูงนอนเอนหลังอยู่บนพื้นหญ้าพร้อมกับกองหนังสือ 2-3 เล่ม โดยมีเสื้อคลุมสีดำพับเป็นหมอนรองศีรษะไว้ มือข้างหนึ่งวางไว้บนตำแหน่งท้อง ขณะที่อีกข้างตกอยู่ข้างตัว ใบหน้าเรียวยาวหลับพริ้มมีเส้นผมสีบลอนด์ตกลงมาเรี่ยละดวงตาที่ปิดสนิท ริมฝีปากบางเม้มนิดๆ อย่างไว้ตัวแม้ยามหลับนั้นทำให้คนที่มองอยู่ย่นหน้าอย่างหมันไส้

...แล้วก็ดันเป็นคนที่ไม่อยากเจอที่สุดเสียด้วยสิ

แฮร์รี่ทำท่าจะผละจากไปเสียก่อนที่อีกฝ่ายจะรู้สึกตัว แต่แล้วคนที่นอนอยู่ก็ขยับพลิกเปลี่ยนท่า มือเรียวยาวปัดโดนของบางอย่างที่วางอยู่บนกองหนังสือหล่นกลิ้งลงมาทางเท้าของร่างบางเข้าพอดี เด็กหนุ่มผมดำชะงัก ก้มลงมองก่อนจะหยิบของนั้นขึ้นมา

กล่องคริสตัล? นี่มันกล่องที่มัลฟอยให้เขาดูเมื่อวันก่อนนี่นา

มือเรียวพลิกกล่องสี่เหลี่ยมจัตุรัสนั้นไปมา จะว่าไปก็ไม่เห็นจะมีอะไรพิเศษขนาดที่ฝ่ายนั้นต้องเอาออกมาอวด แถมยังมาถามว่าเขาจำกล่องนี่ได้ไหม จะจำได้ได้ยังไง ในเมื่อแฮร์รี่เพิ่งจะเห็นมันครั้งแรกก็วันนั้นเอง

มัลฟอยทำอะไรประหลาดจริงๆ นั่นแหละ...

เด็กหนุ่มผมดำส่ายหน้า เขาเดินเข้าไปใกล้ ก้มตัวลงเพื่อจะวางกล่องใบนั้นคืนไว้บนกองหนังสืออย่างเดิม แต่...

“อ๊ะ!” เสียงใสหลุดอุทานอย่างประหลาดใจ เมื่อคนที่คิดว่าหลับอยู่นั้นลืมตาพรึ่บ มือเรียวยาวผวายึดข้อมือของเขาไว้แน่นพร้อมกับพึมพำบางอย่าง

“เอเรี....”

เสียงเรียกขาดหายเมื่ออีกฝ่ายเห็นว่าคนตรงหน้าเป็นใครกันแน่ มัลฟอยรีบปล่อยมือเขาแล้วขมวดคิ้ว

“พอตเตอร์? นายมาทำอะไรที่นี่?” คนตัวสูงกว่าพูดแล้วก็ลุกขึ้นนั่งเขยิบตัวออกห่าง ท่าทางราวกับรังเกียจ ไม่อยากให้เขาอยู่ใกล้นั้นทำให้แฮร์รี่หงุดหงิดไม่น้อย เสียงที่ตอบจึงมีเค้าห้วนสั้น

“ก็แค่ผ่านมา” ดวงตาสีมรกตก้มลงมองกล่องคริสตัลข้างกายของคู่อริ “...แล้วสมบัติของนายมันขวางทางเดิน ก็เลยเก็บวางให้”

ใบหน้านวลมองอีกฝ่ายที่หันกลับไปหยิบกล่องใบเล็กมาถือไว้ ท่าทางระมัดระวังราวกับเป็นสิ่งล้ำค่านั้นทำให้แฮร์รี่แน่ใจว่า กล่องคริสตัลนี่คงไม่ใช่แค่ของที่อีกฝ่ายเอาออกมาอวดให้เขาอิจฉาเล่นแน่ๆ

“ขอบใจ” เสียงทุ้มบอกเบาๆ เมื่อฝ่ายนั้นหันกลับมาทางเขา

ร่างบางยักไหล่ “ไม่เป็นไร” อดไม่ได้ที่จะถามถึงข้อสันนิฐานของตนเอง “กล่องนั่น...สำคัญมากเลยหรือ?”

ใบหน้าเรียวขาวเลิกคิ้วเล็กน้อย คงเพราะไม่คิดว่าแฮร์รี่จะใส่ใจถามละมัง แต่กระนั้นเด็กหนุ่มผมบลอนด์ก็ยังอธิบายด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย

“เป็นของขวัญจากแม่ของฉัน....แล้วก็เป็นของดูต่างหน้าของ....ใครอีกคนหนึ่ง...”

ดวงตาสีฟ้าที่ก้มลงมองของในมือนั้นมีแววอ่อนโยนจนทำให้คนที่มองอยู่ขมวดคิ้ว

ของดูต่างหน้า? ท่าทางแบบนั้น คงจะเป็นคนรักสินะ นี่มัลฟอยมีแฟนแล้วรึ? แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนักหรอกนะ อีกอย่างมันก็ไม่ใช่เรื่องของเขานี่นา “งั้นเหรอ...งั้นเธอคงไม่ได้เรียนที่นี่สินะ ถึงได้ต้องให้ของดูต่างหน้ากันด้วย”

คนที่นั่งอยู่เงยหน้าขึ้นสบตาเขาแล้วคลี่ยิ้มบาง “ใช่...เธออยู่ไกล...ไกลมาก...” เสียงทุ้มตอบเบาราวกับกระซิบ

แล้วทั้งคู่ก็ตกอยู่ในความเงียบไปชั่วอึดใจ อีกครั้งที่แฮร์รี่รู้สึกว่า บรรยากาศระหว่างตนเองกับคู่แข่งอันดับหนึ่งนั้นแปลกไป แต่ร่างบางก็พยายามจะสลัดข้อสงสัยนั้นออก

แฮร์รี่เอ่ยปากตัดบท “งั้นนายก็โชคร้ายหน่อยนะ”

เด็กหนุ่มผมดำหมุนตัวก้าวออกมาจากใต้ร่มไม้นั้นโดยไม่หันกลับไปมองอีก แสงแดดอุ่นทาบทับแผ่นหลังเล็กเมื่อร่างบางรีบสาวเท้ากลับปราสาท

ด้วยสำเนียงและถ้อยคำ ฉันได้เรียงร้อย...
เป็นท่วงทำนองมอบแด่เธอ...
เพื่อให้มั่นใจ ว่าเธอจะรู้ซึ้งถึงสิ่งที่ฉันต้องการจะบอกเล่า…
สิ่งนั้น...


สิ่งนั้น...มันคืออะไรกันนะ?
...........................................................

“ตกลงแฮกริกให้นายดูสัตว์ประหลาดที่จะสอนตอนเทอมหน้าด้วยเหรอ? โห เจ๋งชะมัด!”

รอนอุทานก่อนจะทำหน้าเซ็ง “ฉันสิต้องมาจมอยู่ในเรือนเพาะชำ คอยพรวนดินให้ต้นแมนเดรกที่พวกเด็กปีสองต้องใช้เรียนพรุ่งนี้ โหย...ขนาดมีที่อุดหูนะ...ยังแทบจะสลบไปตั้งหลายรอบ” เด็กหนุ่มผมแดงบ่นพลางใช้นิ้วกดหูตัวเองแก้อาการหูอื้อไปพลางๆ

“ก็เพราะเธอมัวแต่แกล้งมันอยู่นั่นแหละ มันถึงได้ร้องลั่นๆ อยู่ได้ไม่หยุดน่ะ”

เฮอร์ไมโอนี่แทรกขึ้นมาทั้งที่ยังหน้าบึ้ง เธอเองก็เจอฤทธิ์เสียงแสบแก้วหูนั่นไปไม่น้อย แต่กระนั้นดูเหมือนความเอาจริงเอาจังของสาวน้อยอัจฉริยะแห่งกริฟฟินดอร์ก็ยังไม่หดหาย เสียงหวานสั่งเพื่อนสนิทกึ่งคนรัก “รีบไปกินข้าวเย็นแล้วกลับไปจัดรายงานวิชาคาถาเลยนะ”

“รู้แล้วน่า” รอนย่นคออย่างระย่อ ทำให้แฮร์รี่ที่เดินอยู่อีกด้านริมหน้าต่างระเบียงทางเดินระหว่างตัวปราสาทหัวเราะออกมาเบาๆ คู่นี้ปีหนึ่งเป็นยังไง ตอนนี้ก็เป็นอย่างนั้น ต่อให้อีก 10 ปี 20 ปีก็คงไม่เปลี่ยน เอาเถอะ ถึงจะทะเลาะกัน เถียงกัน ก็คงยิ่งหวานกันมากขึ้นด้วยละมัง

คนรักงั้นเหรอ?

จะว่าไป...ดวงตาสีฟ้ายามที่ก้มลงมอง ‘ของดูต่างหน้า’ นั่นก็มีแววอ่อนหวานจนแม้แต่คนนอกอย่างเขายังสัมผัสได้ น่าแปลกที่ความรู้สึกแบบนั้นสามารถเปลี่ยนคนที่แสนเย็นชาให้ดูอ่อนโยนขึ้นมาขนาดนั้น แม้จะเพียงชั่วครู่ก็เถอะ

เอ๊ะ แล้วทำไมอยู่ดีๆ เขาถึงคิดถึงสีหน้าของหมอนั่นขึ้นมาอีกแล้วนะ

แฮร์รี่นึกบ่นตนเองในใจ ท่าทางหมู่นี้เขาคงจะว่างเกินไป ไม่มีเรื่องอะไรให้คิดจนมัวไปแต่สงสัยท่าทางของมัลฟอยอยู่นั่นแหละ

ดวงตาสีมรกตเสหันไปมองผืนฟ้าเบื้องนอก พวกเขาเดินออกมาที่ทางเชื่อมตัวปราสาทที่มีหน้าต่างทั้งสองด้านพอดี ทำให้มองเห็นท้องฟ้าได้แทบจะรอบ ยามเย็นแบบนี้ท้องฟ้ามีหลากหลายสีสันจนดูสวยแปลกตา ทางทิศตะวันตกแสงแดดลำสุดท้ายกำลังจะพ้นขอบฟ้าทิ้งแสงอ่อนรำไรสีส้มอมชมพู ขณะที่ทางทิศตะวันออก ดวงจันทร์กลมโตกำลังเคลื่อนขึ้นมาริมขอบเส้นขอบฟ้า พร้อมกับแสงสีฟ้าอ่อนเบา

งดงาม...

สวยจนไม่อาจละสายได้... ไม่ว่าจะเป็นแสงอาทิตย์หรือแสงจันทร์...


ได้โปรด...ติดปีกให้ฉันบินขึ้นไปถึงดวงจันทร์...
ให้ฉันได้ล่องลอย...ท่ามกลางมวลหมู่ดาว...


“อ๋อ....” แล้วอยู่ๆ สิ่งที่วนเวียนในใจมาหลายวันก็ได้รับคำเฉลย

Fly me to the moon.
And let me play among the stars.
Won't you let me see what spring is like on Jupiter and Mars.


In the other words, hold my hand
In the other words, daring kiss me.


Fill my heart with song.
And let’s me sing forever more.
‘Cause you are I long for…
All I worship and adored…


In the other words, please be true…
In the other words…

“I love you…”

เสียงผิวปากสุดท้ายแผ่วลงเบาๆ ก่อนที่ใบหน้านวลจะชะงักเหมือนเพิ่งรู้สึกตัว เพื่อนสนิททั้งสองหันมามองเขาด้วยสายตาฉงน รอนถึงกับขมวดคิ้ว “เพลงอะไรของนายน่ะ แฮร์รี่? ไม่ใช่เพลงของเซเลสติน่า วอร์เบคนี่นา”

“ก็ไม่ใช่นะสิรอน” เฮอร์ไมโอนี่ตอบแทน “เธอนี่เคยฟังแต่เพลงที่มิสซิสวิสลีย์เปิดสินะ เพลงนี้เพลงมักเกิ้ลต่างหาก เอ...ชื่ออะไรนะ..?”

“Fly Me To The Moon” เด็กหนุ่มผมดำต่อให้ ดวงตายังคงมองไปที่ผืนฟ้าเบื้องนอก “เพลงเก่าของพวกมักเกิ้ลน่ะ” เขาว่าแล้วหันกลับมามองทางเดินอีกครั้ง ร่างบางชะงักเมื่อเห็นว่ามีใครอีกคนหยุดยืนอยู่บนทางเดินฝั่งตรงข้ามกับพวกเขา

ร่างสูงยืนนิ่ง ใบหน้าเรียวขาวนั้นเบิกตากว้าง ดวงตาสีฟ้ากระพริบปริบราวกับยังตกตะลึง ก่อนที่ฝ่ายนั้นจะคลี่ยิ้ม

รอยยิ้มที่อ่อนโยน...อบอุ่นราวกับแสงแดด และอ่อนหวานราวกับแสงจันทร์

แฮร์รี่รู้สึกตัว เมื่อมือของเพื่อนสนิทร่างโย่งรีบดึงให้เขาเดินตาม ดูท่าทางรอนคงจะไม่อยากอยู่ใกล้มัลฟอยนัก แม้ว่าท่าทางฝ่ายนั้นจะไม่ได้เข้ามาหาเรื่องก็ตาม

ขณะที่ร่างบางเดินสวนทางกับคนที่ยืนนิ่งอยู่ เสียงทุ้มก็กระซิบพึมพำเบาๆ หากเขากลับได้ยินถ้อยคำนั้นชัดเจน

“...เริ่มใหม่ก็ได้”

แม้ว่าจะเดินผ่านมาแล้ว ดวงตาสีมรกตอดไม่ได้ที่จะเหลียวมองคนที่ยังยืนอยู่ที่เดิมนั้นไม่ได้ แสงอาทิตย์กับแสงจันทร์ดูราวกับจะอาบร่างนั้นไว้ ทำให้ความอบอุ่นบางอย่างแผ่ซ่านเข้ามาในอก

คงจะมีสักวันสินะ...วันที่ความอบอุ่นอ่อนหวาน จะกลับคืนมาอีกครั้ง...

...อีกไม่นาน

The End

~Welcome Sunshine~



Talk


Happy April Fool ค่าาาาาาาาาาาาา สุดท้ายก็ลงทันวันที่ 1 เมษาจนได้ หลังจากกระแสตอบรับทั้งโอเค ไม่โอเคกับตอนที่ 15 ไปแล้ว ก็มีหลายคนมาถามข้าพเจ้าว่า ไม่เขียนตอนพิเศษหรือท่าน? น้อง Dear Chan เจกกันวันนี้ก็ถามว่า พี่จะไม่เขียนตอนพิเศษหรือคะ? (แอบคันหัวใจอยากบอกว่า เขียนไปแล้ว แต่ยังไม่ลงเท่านั้นเอง) แต่มีหลายคนเอ่ะใจกับทิ้งท้ายของตอน 15 เหมือนกันน่อ อุอุอุ

แอบกลัวว่าจะเขียนไม่ทันอยู่เหมือนกัน เพราะวันนี้ไปงานที่มาบุญครองกับพวกป้าๆ กลับมาเกือบ 3 ทุ่มกว่า แต่ก็ยังอุตส่าห์อาสัยองค์ลง (?) เข้าช่วยจนปั่นเสร็จจนได้

ตอนบทสรุปนี่คิดไว้ตั้งแต่เขียนประมาณ ตอนที่ 2 แต่ว่ามีคนเสนอว่า ทำไมไม่ทำแบบนี้บ้างล่ะ ก็เก็บเอามาคิด จนเขียนตอนจบแล้ว ที่จริงมันก็เป็นบทจบที่เหมาะสมจริงๆ นะ จะให้เดรหันมาหาแฮร์รี่เลยก็คงไม่ได้หรอก เพราะว่าคุณพระเอกเค้าชอบหนูเอเรียลนี่นา (ผู้อ่านบางท่านแอบโวยว่า "แบบนั้นมันก็สว่างสิค๊า") เลยออกมาเป็น Epilogue แบบนี้

....เริ่มต้นกันใหม่แล้วกันเนาะ

จบจริงๆ เสียที เป็นฟิกที่ยาวนานที่สุดเท่าที่เขียนมาเลย ตั้ง 1 ปีกับ 3 เดือนได้ละมั้ง จำได้ว่าเขียนฟิกนี้ครั้งแรก ในยาวค่ำที่มีฝนพรำ ณ ออฟฟิศ แล้วก็จบฟิกนี้ในยามดึกที่มีเพียงพระจันทร์เสี้ยว ณ ห้องที่หอ (ชักจะเพ้ออีกแล้ว) เป็นฟิกที่ใส่ใจกับภาษามาก บางทีคำมันเลยออกจะเพ้อๆ ลอยๆ จนตัวเองและเบต้ารีดฯ (อคาชา) รู้สึกได้ แต่ก็ชอบนะ รู้สึกว่าเป็นอีกแบบนึงที่อยากลองทำ และก็ดุนทุรังทำออกมาจนจบ เลิฟ พี่เดร เลิฟน้องเอเรียล เลิฟเจ้ารี่ด้วย (แม้ว่ามันจะออกมาแบบดื้อๆ ยังไงพิกลก็เถอะ)

UML เป็นฟิกที่อยู่ในช่วงเวลาแห่งความเครียด (เรื่องงาน) มากที่สุดของเรา แต่ก็ยังฝ่าฟันกันมาจนได้ ---ตอนนี้ก็ย้ายงานเรียบร้อยแล้วฮะ วันจันทร์ได้ฤกษ์ขนของไปนั่งโต๊ะใหม่ ได้ฉลองพร้อมกับตอนจบพอดี ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามมาจนถึงค่ำคืนสุดท้ายนะคะ อยากบอกว่า กำลังใจและการถามไถ่ของพวกท่านเป็นแรงกระตุ้นที่สำคัญมากกับฟิกเรื่องนี้

ขอบคุณจริงๆ จากใจครับผม

Thank you and See you again

นะโอ

1 เมษายน 2549
23: 05



Create Date : 01 เมษายน 2549
Last Update : 1 เมษายน 2549 23:03:14 น.
Counter : 578 Pageviews.

13 comment
Part 15
เติมเต็มดวงใจฉันด้วยท่วงทำนองเหล่านั้น
ให้ฉันได้ขับขานชั่วนิจนิรันดร์
เพราะเธอคือทุกสิ่ง…
ที่ฉันเฝ้าฝันหา ปรารถนาไม่เสื่อมคลาย


ดวงตาสีฟ้าแห้งผากปรือขึ้นช้าๆ ราวกับยังตกอยู่ในห้วงฝัน ก่อนจะกระพริบตาอีกครั้ง ท้องฟ้าภายนอกมืดทึม มองไม่เห็นอะไรนอกจากแสงจันทร์สลัวที่ลอดผ่านม่านบางเบารอบเตียงสี่เสาเข้ามาเพียงเลือนลาง ยามดึกสงัดแบบนี้ในหอนอนเงียบสนิท แว่วได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของคนที่กำลังหลับใหล

มือเรียวยาวถูกยกขึ้นมาอยู่ในระดับสายตา ผู้เป็นเจ้าของจ้องมองมันเงียบ นิ่ง นาน...กว่าจะค่อยๆ ลดมือนั้นลงวางข้างตัวอีกครั้งอย่างอ่อนแรง

ไม่มีแล้ว...มือนี้ไม่สามารถฉุดรั้งเอาไว้ได้...

ใบหน้าเรียวขาวปิดเปลือกตาลงอีกครั้ง พยายามผ่อนลมหายใจเข้าออกช้าๆ เหมือนอยากให้ตนเองจมลงไปในห้วงฝันนั้นอีกครั้ง แม้แค่เพียงความฝันก็ยังดี...

แต่กระนั้น เสียงในหัวก็ยังย้ำเป็นถ้อยคำวนเวียนอยู่...ช้า..ชัด...

...ไม่มีอีกแล้ว...
..........................................................................


ยามเช้าของหอนอนชายบ้านสลิธิรินยังคงวุ่นวายไม่เปลี่ยน แครบกับกอยย์วิ่งไปวิ่งมาหาหนังสือเรียนและข้าวของกระจุกกระจิกกันจ้าละหวั่น แต่พอรู้ตัวว่าทำเสียงดังเกินไปก็รีบลดเสียงลงทันควัน พร้อมใจกันเหลือบมองไปยังเตียงที่ตั้งอยู่ห่างออกไปจากเตียงอื่น

ตามปกติผู้เป็นหัวหน้าที่ถูกปลุกด้วยเสียงโครมครามมักจะลุกขึ้นมาตวาดไล่เสียทีหนึ่ง แต่วันนี้เดรโก มัลฟอยเพียงแค่ลุกจากเตียงแล้วเดินเข้าห้องน้ำไปเงียบๆ โดยไม่สนใจความวุ่นวายที่รบกวนการพักผ่อนนั้นเลยสักนิด

หลังจากที่ประตูห้องน้ำปิดลง แครบกับกอยย์ที่หยุดชะงักอยู่เมื่อครู่ก็หันมามองกันโดยไม่ต้องนัด

“มัลฟอยไม่สบายหรือเปล่านะ?” แครบกระซิบถามเพื่อนร่างอ้วนกลมพอๆ กับตัวเอง

กอยย์ได้แต่ส่ายหน้า “ไม่รู้สิ...นายกล้าถามไหมล่ะ?”

ทั้งสองนิ่งคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะถอนหายใจเฮือกออกมาแทบจะพร้อมกัน

ช่วงที่ผ่านมา คุณชายของบ้านสลิธิรินมีภาระหน้าที่ต้องรับผิดชอบมากมาย นอกจากงานพรีเฟ็คแล้วยังงานตรวจยามตอนกลางคืนแทนฟิลช์อีก ดูเหมือนงานเหล่านั้นจะทำให้เขาเคร่งเครียดจนไม่มีเวลาพูดคุยกับเพื่อนร่วมบ้าน เมื่อแพนซี่ พาร์กินสัน กับลูกสมุนทั้งสองพยายามเสนอตัวเข้าไปช่วย ก็ถูกปฏิเสธด้วยคำพูดตัดบทสั้นๆ ท่าทีเรียบเฉยนั้นทำให้ไม่กล้าเข้าไปเซ้าซี้อะไรอีก ได้แต่หวังกันว่า เมื่อหมดภาระเรื่องเดินตรวจเวรยามแล้ว อารมณ์ของพรีเฟ็คหนุ่มคนนี้คงจะดีขึ้น

แต่ถึงอย่างนั้น...ไม่รู้ทำไม...แม้ตอนนี้จะไม่มีธุระปะปังมากเท่าเมื่อก่อน แทนที่มัลฟอยจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม กลับกลายเป็นว่าลูกพี่ของพวกเขายิ่งเหม่อลอย เวลาเรียนก็ตั้งใจเป็นปกติอยู่หรอก แต่เวลาอื่น คุณชายจอมหยิ่งกลับเงียบขรึม พูดแทบจะนับคำได้ด้วยซ้ำ

ต่างคนต่างก็นิ่งคิดกันอยู่อีกครู่ใหญ่ จนกระทั่งได้ยินเสียงเปิดประตูห้องน้ำและร่างสูงของคนที่ถูกพูดถึงเดินออกมาโดยไม่สนใจความวุ่นวายของเพื่อนร่วมหอนอนแล้วนั่นแหละ พวกลูกสมุนทั้งหลายถึงค่อยกระวีกระวาดเตรียมตัวไปเรียนต่อ

เดรโกใช้เวลาไม่นานนักในการแต่งตัวให้เรียบร้อย เด็กหนุ่มผมบลอนด์หันไปหยิบข้าวของบนโต๊ะหนังสือใส่กระเป๋าเรียน ก่อนจะหันไปบอกสองคนสนิทที่ยืนรออยู่สั้นๆ “ไปได้...”

“อือ” กอยย์พยักหน้ารับ แต่แล้วก็ชะงัก มองดูของบนโต๊ะผู้เป็นหัวหน้าอย่างประหลาดใจ “มัลฟอย...จดหมายแม่นาย...ยังไม่ได้เปิดอ่านอีกเหรอ?” ที่รู้เพราะตนเองเป็นคนนำจดหมายฉบับนี้มาวางไว้บนโต๊ะให้ตามคำสั่งของผู้เป็นเจ้าของ

ดวงตาสีฟ้าเหลือบมองซองสีขาวบนโต๊ะเขียนหนังสือนิ่งอยู่ชั่วครู่ ตราครั่งสีแดงยังคงปิดผนึกแน่นหนา

คำตอบ…ที่เขาไม่ต้องการอีกต่อไปแล้ว...

ถึงจะคิดอย่างนั้น แต่เดรโกก็ยังหยิบซองจดหมาย พร้อมกับกล่องคริสตัลที่วางอยู่ใกล้กันมาใส่ในกระเป๋าเสื้อคลุม ก่อนจะเดินออกจากห้องตามสองคนสนิทไปเงียบๆ
..........................................................................


“หน้าตาเธอดูสดใสขึ้นแล้วนี่ แฮร์รี่ หายดีแล้วสินะ?”

เสียงเฮอร์ไมโอนี่ เกรนเจอร์ดังแว่วมาให้ได้ยินขณะที่ร่างสูงผ่านโต๊ะบ้านกริฟฟินดอร์ เท้าที่กำลังจะก้าวเดินผ่อนช้าลงเล็กน้อย ได้ยินเสียงร่างบางที่นั่งหันหลังให้เขาเอ่ยตอบเบาๆ

“อือ...ก็บอกแล้วว่าฉันไม่ได้ป่วยเป็นอะไรสักหน่อย เฮิร์ม”

มือเรียวยกน้ำฟักทองขึ้นมาจิบ ใบหน้าสีน้ำตาลอ่อนคลี่ยิ้ม หันไปบอกเพื่อนสนิทอีกคนที่นั่งข้างๆ ด้วยน้ำเสียงร่าเริง “นี่ รอน เดี๋ยววันนี้เรียนเสร็จแล้วไปซ้อมควิชดิชกันเถอะ”

“โอ้โฮ! ท่าทางจะหายแล้วจริงๆ แฮะ” โรนัลย์ วิสลีย์อุทาน เด็กหนุ่มผมแดงหัวเราะร่า ตบไหล่คนชวนด้วยท่าทางโล่งใจ “ดีมาก! เอาเลยเพื่อน ไปซ้อมให้สมกับที่หยุดมานานเลยนะ”

เด็กหนุ่มผมบลอนด์ก้าวห่างออกมาก่อนที่จะทันได้ยินว่าอีกฝ่ายตอบว่าอย่างไร เขาเข้าไปนั่งที่โต๊ะด้านในสุดของห้องโถง แล้วลงมือกินอาหารเช้าโดยไม่เหลือบมองไปทางโต๊ะริมประตูอีกเลย
..........................................................


ร่างสูงทรุดนั่งบนพื้นหญ้าริมทะเลสาบ อาศัยร่มไม้เป็นที่กำบังแสงแดดยามบ่าย วันนี้ไม่มีวิชาเรียนอีกแล้ว เด็กหนุ่มจึงมีเวลาว่างพอที่จะปลีกตัวออกจากกลุ่มเพื่อนร่วมบ้านมานั่งเงียบๆ

ใบหน้าขาวเหม่อมองไปยังพื้นทะเลสาบเบื้องหน้า นิ่งฟังเสียงแกรกกรากยามเมื่อลมพัดยอดไม้ด้านบนให้กวัดไกว ก่อนที่มือเรียวยาวจะหยิบซองจดหมายสีขาวออกมาจากกระเป๋าเสื้อคลุม ดวงตาสีฟ้าพิจารณาลายมือสวยเป็นระเบียบแสนคุ้นตาบนซองนิ่งอยู่ชั่วครู่ ค่อยๆ ฉีกปลายด้านหนึ่งแล้วคลี่จดหมายออกอ่าน

เดรโก,

แม่ลังเลอยู่นานทีเดียวกว่าจะเขียนจดหมายฉบับนี้จบ แม้แม่จะแน่ใจว่าตอนที่ลูกเขียนจดหมายมาถามนั้น ลูกคงกำลังพบกับสถานการณ์ที่น่าลำบากใจไม่น้อย แต่ประสบการณ์ที่เคยผ่านมาแล้ว ทำให้แม่คิดว่า ลูกควรมีโอกาสได้ตัดสินใจเลือกหาคำตอบด้วยตัวของลูกเองมากกว่า ดังนั้นแม่จึงรั้งรออยู่ ขอโทษด้วยนะจ๊ะที่ทำให้ลูกไม่สบายใจเสียนาน

ลูกรัก...สำหรับคำตอบของแม่ แม่คงบอกได้เพียงว่า. .ระหว่างความจริงกับความฝันนั้น มีเพียงเส้นบางๆ คั่นไว้ บางครั้งสิ่งที่เป็นยอดปรารถนา อาจไม่ใช่สิ่งที่เราสามารถไขว่คว้ามาครอบครอง ในขณะเดียวกัน เราก็มีหลายสิ่งที่ไม่อาจยอมให้หลุดลอยไปจากมือได้

แม่เคยยืนลังเลอยู่ที่ทางแยกทั้งสองนั้น ทางแยกระหว่างความรัก กับการสูญเสีย... และสุดท้าย แม่ก็เลือกเดินในเส้นทางที่แม่คิดว่าถูกต้อง แม้ว่ามันจะเต็มไปด้วยความยากลำบากและเจ็บปวด แต่แม่ไม่เคยรู้สึกเสียใจเลยสักครั้ง

เดรโก...แม่ไม่รู้ว่าทางที่ลูกได้เลือกไปแล้วนั้นเป็นอย่างไร แต่แม่เชื่อว่าลูกของแม่คงไตร่ตรองอย่างดี และเลือกในสิ่งที่ไม่ขัดกับหัวใจของตนเอง เหมือนกับที่แม่ได้เคยทำมาแล้ว

,แม่รักลูกจ้ะ
นาร์ซิซาร์ มัลฟอย


เด็กหนุ่มละสายตาจากประโยคสุดท้ายในเนื้อความจดหมาย เขาเอื้อมหยิบกล่องใบเล็กที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อคลุมออกมา เสียงทุ้มเรียกเบาๆ “แกยังอยู่ใช่ไหม?”

ชั่วครู่กล่องคริสตัลใสก็ค่อยๆ เปล่งแสงเรื่อเรืองขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่เสียงแหบพร่าจะดังขึ้นเป็นการตอบรับ

“ผู้ถือครอง?”

ใบหน้าเรียวขาวคลี่ยิ้มบาง “นึกว่าแกจะหายไปแล้วเสียอีก” เขาเอ่ยขึ้นก่อนจะพับจดหมายเข้าซองด้วยท่าทีนิ่งเฉยไม่เคร่งเครียดดังแต่ก่อน มาถึงตอนนี้การสนทนากับกล่องปริศนาไม่ใช่เรื่องน่าหวาดหวั่นอีกต่อไป

“ยังมิใช่เวลานี้ แต่ก็...ใกล้ถึงวาระของเราแล้วเช่นกัน...”

ราวกับอุปาทาน เสียงแหบพร่านั้นเองก็นิ่งสงบมีเค้าให้เกียรติมากกว่าจะคุกคามเช่นแต่ก่อน

“สารจากมารดาของท่านหรือ?” มันเอ่ยทักถึงซองสีขาวในมือของเด็กหนุ่ม

“ใช่...” ดวงตาสีฟ้าครามเหม่อมองไปยังผืนทะเลสาบอีกครั้ง ร่างสูงนิ่งคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ตอนนั้นแม่ฉันเองก็ถอนคำขอ...ใช่ไหม?”

“ไม่ผิด...” น้ำเสียงของกล่องปริศนาไม่มีเค้าประหลาดใจแม้แต่นิดเมื่อถามกลับ“ท่านทราบ?”

เด็กหนุ่มผมบลอนด์ไหวไหล่น้อยๆ เอนหลังพิงกับต้นไม้ด้านหลังโดยไม่ตอบคำถามนั้น

ในตอนแรกที่ได้เห็นภาพอดีตจากความทรงจำของสมบัติตกทอดชิ้นนี้ ทายาทเดรโกทั้งตกใจและสับสน เขาจึงต้องรีบเขียนจดหมายไปสอบถามมารดา และยิ่งเมื่อไม่ได้รับคำตอบกลับ เด็กหนุ่มก็ยิ่งกระวนกระวาย แต่หลังจากที่เหตุการณ์ตึงเครียดทั้งหมดผ่านไปแล้ว ม่านหมอกของความกังวลที่บดบังสายตาก็เลือนหายไปด้วย เขาจึงมีเวลาสงบสติอารมณ์และทบทวนทุกอย่างใหม่

แน่ล่ะ เขาอาจจะไม่รู้ว่าความรักของบิดามารดาในตอนนี้นั้นเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไร แต่สิ่งที่ประทับอยู่ในความทรงจำตั้งแต่ยังเป็นเด็กก็คือ ความอ่อนโยนที่ฉายออกมาจากดวงตาของผู้เป็นนายหญิงแห่งตระกูลมัลฟอย รอยยิ้มอ่อนหวานที่เจ้าตัวมีไว้ให้กับผู้เป็นสามีและบุตรชายนั้นเปี่ยมสุขและเต็มไปด้วยความรัก และเธอเองก็ได้รับสิ่งเหล่านั้นตอบกลับมาไม่น้อยไปกว่ากัน

...ทุกอย่าง...ไม่ใช่ของจอมปลอมที่อำนาจวิเศษใดๆ จะบันดาลให้เกิดขึ้นได้

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า นาร์ซิซาร์ มัลฟอย ต้องอดทนและมั่นคงมากเพียงไหน กว่าที่จะได้ความรักที่ตนปรารถนามาครอบครองได้ด้วยตัวเธอเอง

“มารดาท่านเป็นสตรีที่เข้มแข็ง”

แสงสีเขียวไหววูบ น้ำเสียงที่เอ่ยถึงผู้ถือครองคนก่อนหน้ามีเค้าชื่นชมอยู่ไม่น้อย

เดรโกคลี่ยิ้มบางเป็นการตอบรับ เด็กหนุ่มอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามถึงข้อสงสัยที่ยังค้างอยู่ในใจ “แล้วทำไมตระกูล
แบล็คถึงสูญเสียทายาทไปหมดล่ะ?” ในเมื่อแม่เขาถอนคำขอ ก็น่าจะไม่ต้องมีการสังเวยชีวิตใครอีก แต่หลังการจากไปของซีเรียส แบล็ค ตระกูลทางฝั่งมารดาเขาก็เรียกได้ว่าล่มสลายโดยสมบูรณ์

“เรื่องตลกของโชคชะตา...” แสงสีเขียวไหววูบเล็กน้อยเมื่อต้องกับแสงแดดยามบ่ายที่ลอดผ่านเงาไม้ด้านบนลงมา “แม้แต่เราเองก็ไม่สามารถล่วงรู้อนาคตได้”

คำรำพึงราวกับคนแก่ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากเสียจนรู้แจ้งถึงความจริงของชีวิต เดรโกฟังแล้วอดพูดตอบโต้ออกไปไม่ได้ “แต่แกก็ยังเอาเรื่องของเธอมาทำให้ฉันไขว้เขว...”

คำประชดนั้นเรียกเสียงหัวเราะเบาๆ จากกล่องคริสตัลใสได้อีกครั้ง

“ถึงอย่างไรท่านก็ได้ตัดสินใจเลือกด้วยตนเองมิใช่หรือ”


คราวนี้รอยยิ้มเลือนหายไปจากริมฝีปากบาง เจ้าของใบหน้าเรียวยาวนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะถอนหายใจออกมาแผ่วเบา “ไม่ใช่ฉัน ‘เธอ’ ต่างหาก ที่เป็นคนเลือก”

หัวใจที่คิดว่าเข้มแข็งดีแล้ววูบไหวอีกครั้งเมื่อหวนนึกถึงรอยยิ้มสุดท้ายจากใบหน้าหวานเศร้า

...เธอเลือกที่จะเลือนหายกลับไปสู่เงามืดด้วยตนเอง...

พรีเฟ็คหนุ่มแห่งบ้านสลิธิรินก้มลงมองมือของตนเอง ความอุ่นจากมือเล็กที่กระชับแน่นนั้นยังไม่จางหาย แต่เขาไม่สามารถเหนี่ยวรั้งผู้ที่ส่งผ่านความอ่อนหวานนั้นไว้กับตนเองได้

...ในเมื่อเธอเป็นผู้ตัดสินใจ เขาก็ไม่อาจจะปฏิเสธ

“ผู้ถือครอง...ท่านยินดีกับผลตอบแทนเช่นนี้แล้วหรือ?”

เสียงทักจากกล่องที่วางอยู่ข้างตัวดึงเด็กหนุ่มออกมาจากภวังค์ความคิด

คนถูกถามไม่ได้เอ่ยตอบ ดวงตาสีฟ้ามองเลยไปยังประตูปราสาท เด็กหนุ่มในชุดควิดิชสีแดงเลือดหมูสองคนแบกไม้กวาดเดินออกมาเพื่อจะไปยังสนามซ้อม ทั้งที่อยู่ไกลขนาดนี้ แต่เดรโกกลับแน่ใจว่า เขาเห็นความสดใสบนใบหน้าเรียวของคนที่กำลังส่งยิ้มให้เพื่อนสนิทได้อย่างชัดเจน

ตั้งแต่คืนนั้นอาการเจ็บป่วยของแฮร์รี่ พอตเตอร์ก็หายไปราวกับปาฏิหาริย์ ความเศร้าซึมจากการสูญเสียพ่อทูนหัวค่อยๆ เจือจางลง ซีกเกอร์แห่งบ้านกริฟฟินดอร์จึงกลับมาเป็นเด็กหนุ่มที่แข็งแรงและร่าเริงดังเดิมอีกครั้ง ทำให้คนที่อยู่รอบข้างคลายความกังวลกันได้

ใบหน้าเรียวขาวคลี่ยิ้มอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันกลับเป็นรอยยิ้มที่แฝงแววเศร้าอยู่บางๆ

...ในที่สุด มารดาของเขาก็ได้ในสิ่งที่เธอปรารถนา แต่เรื่องของเขามันต่างไป เพราะไม่ว่าจะพยายามสักแค่ไหน...เรียกหาสักเท่าไร...เธอก็คงไม่กลับมาอีกแล้ว

เดรโกพึมพำตอบคำถามเมื่อครู่ “ดีแล้วล่ะ...แบบนี้...เธอคงดีใจ”

ใช่ไหม?...เอเรียล
..........................................................


“เดรโก เธอจะไปเรือนเพาะชำเลยไหม?”

แพนซี่ พาร์กินสันเอ่ยถามเด็กหนุ่มที่นั่งติดกันบนโต๊ะอาหารของสลิธิริน พอเห็นอีกฝ่ายกำลังก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือเล่มหนาบนโต๊ะอยู่อย่างขะมักเขม่น เธอจึงต้องเรียกซ้ำ “เดรโก?”

คราวนี้อีกฝ่ายค่อยหันมาสนใจเพื่อนสาวร่วมบ้าน เขาเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม “หือ?”

เด็กสาวผมดำส่ายหน้าก่อนจะเอ่ยประโยคเมื่อครู่อีกครั้ง “ฉันถามว่า เธอจะไปเรือนเพาะชำด้วยกันเลยไหม ก็ที่ศาสตราจารย์สเปราซ์สั่งเรื่องดูแลอุปกรณ์ไว้เมื่อวานไงล่ะ”

“อ๋อ...” พรีเฟ็คหนุ่มพยักหน้าเมื่อนึกถึงหน้าที่ที่ได้รับคำสั่งมา เขารวบช้อนกับส้อมแล้วจึงยกน้ำฟักทองขึ้นจิบเป็นครั้งสุดท้าย “เธอไปแล้วกัน ฉันจะเอาหนังสือพวกนี้ไปคืนห้องสมุด”

ร่างสูงรวบรวมข้าวของแล้วลุกขึ้น หันไปสั่งลูกสมุนคนสนิทที่นั่งขนาบข้าง

“แครบ กอยย์ พวกแกไปช่วยแพนซี่ด้วย อย่ามัวโอ้เอ้กินข้าวอยู่ล่ะ”

คนสั่งพูดแล้วทำท่าจะก้าวออกไปจากโต๊ะได้ไม่รอฟังคำตอบของเด็กสาวหรือว่าลูกน้อง แต่คำสั่งห้วนๆ นั้นกลับทำให้พรีเฟ็คอีกคนที่ฟังอยู่คลี่ยิ้ม

“จ้ะ” แพนซี่รับคำโดยไม่มีการถามต่อ เธอเผื่อแผ่รอยยิ้มอย่างโล่งใจนั้นไปให้แครบกับกอยย์ที่กำลังมองตามแผ่นหลังของผู้เป็นหัวหน้าอยู่เช่นกัน

สงสัยว่าเดรโกคงจะหายเหนื่อย หายเครียดจากงานแล้ว ถึงกลับมาเป็นคุณชายจอมเผด็จการคนเดิมจนได้

หรือไม่...พวกเธอก็คงห่วงกันมากไปเองกระมัง?

..........................................................


ร่างสูงเดินไปตามระเบียงที่ทอดยาวสู่อย่างเงียบๆ สายตามองเลยไปยังผืนฟ้ากว้างเบื้องนอก

เขาไม่ได้โง่จนไม่ทันสังเกตท่าทางห่วงใยของลูกสมุนทั้งสองกับเพื่อนร่วมบ้าน รู้ด้วยว่าพวกนั้นลอบสังเกตเขาอยู่ ความจริงแล้วเดรโกก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก แต่ที่พยายามปรับสีหน้าท่าทางให้เป็นเหมือนเดิมนั่นไม่ใช่เพราะเขาห่วงความรู้สึกของคนอื่นหรอก เพียงแต่เขาไม่ชอบให้ใครต้องคอยยุ่งยากกังวลใจกับเรื่องของตัวเอง...ก็เท่านั้น

พรีเพ็คหนุ่มถือหนังสือด้วยมือข้างหนึ่ง ขณะที่มืออีกข้างซึ่งตกอยู่ข้างตัวนั้นเผลอไล้ปลายนิ้วไปตามผนังหินที่กำลังเดินผ่านอย่างเผลอไผล แสงแดดที่สาดส่องเข้ามาซึมซับความอบอุ่นไว้บนพื้นผิวเรียบลื่นแข็งกระด้าง แต่เขากลับไม่สามารถสัมผัสถึงความอบอุ่นนั้นได้เลยแม้แต่น้อย

เหงาไหมนะ...?

เด็กหนุ่มผมบลอนด์ตั้งคำถามตนเองในใจ

ชีวิตประจำวันกลับมาอยู่ในรูปแบบเดิม ลืมตาตื่นในเช้า เรียนหนังสือ กินอาหาร ซ้อมควิชดิช กลับหอทบทวนบทเรียน ก่อนจะเอนหลังลงบนเตียงแล้วหลับตานอน

ทุกอย่างปกติ เรียบง่าย ไม่ต่างจากช่วงเวลาที่เคยผ่านมาตลอดชีวิต

ตัวเขาเองก็ยังเป็นคนเดิม เป็นคุณชายสายเลือดบริสุทธิ์ ถูกคาดหวังจากคนรอบตัว ทำทุกอย่างเพื่อความสำเร็จ ไม่สนใจความรู้สึกของใคร ไม่มีความรู้สึกอะไรให้ใครทั้งสิ้น

...ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ทั้งตอนนี้และต่อจากนี้ไป...

...อีกไม่นาน ความทรงจำของเหตุการณ์ที่ผ่านมาก็จะเป็นเพียงแค่สายลมที่พัดผ่าน เหมือนแสงจันทร์ที่จางหายเมื่อคืนแรมได้เข้ามาเยือนผืนราตรีมืดมิด...

เพียงแค่นั้น...เพียงแค่นั้นเท่านั้นเอง...
..........................................................


“โธ่เอ๊ย ทำไมต้องยืมหนังสือมาเยอะแยะขนาดนี้ด้วยนะ เฮิร์ม”

เสียงพึมพำอย่างหงุดหงิดจากทิศทางตรงกันข้าม ทำให้เด็กหนุ่มผมบลอนด์ที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องสมุดละสายตาจากหน้าหนังสือที่ถืออยู่แล้วเงยขึ้นมอง

ร่างที่กำลังจะเดินสวนมาในระยะเกือบประชิดนั้นหอบตั้งหนังสือหนาหนักมาอ้อมแขน จนแทบจะมองไม่เห็นทางเดิน ดีที่เขาได้ยินเสียงนั่นเข้าเสียก่อน ไม่งั้นคงได้เดินชนกันเข้าโครมใหญ่แน่

ดูเหมือนอีกฝ่ายเพิ่งสังเกตเห็นว่ามีคนเดินสวนทาง จึงได้รีบส่งเสียงเตือนออกมา “เฮ้ หลบหน่..”

วินาทีที่ร่างนั้นเงยขึ้นมอง เขาจึงได้สบตากับดวงตาสีมรกตที่แสนคุ้นเคย

“มัลฟอย...” คิ้วเรียวขมวดมุ่น ใบหน้าเรียวสีน้ำตาลอ่อนบึ้งลงทันควัน แต่เดรโกไม่แปลกใจนัก

ปกติก็ไม่กินเส้นกันอยู่แล้ว ครั้งสุดท้ายที่เจอกันเพียงลำพัง เขากับหมอนี่ก็ทะเลาะกันรุนแรงเสียขนาดนั้น ตอนนี้จะให้มายิ้มยินดีก็แปลกเต็มทน เด็กหนุ่มผมบลอนด์คิดพลางพิจารณาคนตรงหน้า

“จะยืนขวางอีกนานไหม เกะกะ!”

เมื่อเห็นร่างสูงยังคงจ้องมองตนเองนิ่งด้วยสายตาที่ยากจะแปลความหมาย คนตัวเล็กกว่าจึงต้องเป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อน แล้วตามด้วยน้ำเสียงห้วน “หลีกทาง!” ท่าทางทีกอดตั้งหนังสือไว้กับตัวแน่นขึ้นนั้นบอกชัดว่าเตรียมระแวงภัยเต็มที่ ร่างบางทำท่าจะเดินเลี่ยงออกมา แต่กลับถูกมือเรียวยาวดึงหนังสือออกไปถือไว้เสียเอง

“หนัก...จะถือให้”

เสียงทุ้มบอกสั้นๆ แล้วออกเดินหันกลับไปยังห้องสมุดโดยไม่สนใจสีหน้าตกตะลึง เบิกตากว้างของอีกฝ่าย
..........................................................


“เดี๋ยว! มัลฟอย!”

เสียงเรียกจากด้านหลังดังขึ้น ทำให้คนตัวสูงที่กำลังเดินออกมาจากห้องสมุดต้องหันกลับไปมองร่างบางที่กึ่งเดินกึ่งวิ่งตามเขามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ยังไม่ทันพูดอะไร อีกฝ่ายก็ยิงคำถามเข้ามาให้เสียก่อน

“นายทำแบบนี้ทำไม?”

เดรโกเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจเล็กน้อย กำลังคิดจะตอบกลับแบบกวนประสาทไปว่า เมื่อครู่เขาเห็นท่าทางกะเล่อกะล่าของคนตรงหน้า แล้วรำคาญสายตา ก็เลยเข้าไปสงเคราะห์สักหน่อยเท่านั้น

แต่ท่าทางเขาจะตอบช้าเกินไปนิด คนถามก็เลยยิ่งหงุดหงิดมากขึ้น

“ถ้าอยากไถ่โทษเรื่องเมื่อวันก่อนล่ะก็ ถอนคำพูดที่นายพูดวันนั้นเสียยังจะดีกว่า!”

เรื่องเมื่อวันก่อน? เด็กหนุ่มผมบลอนด์เหลือบมองใบหน้าเรียวที่เม้มปากแน่น จ้องมองเขาอย่างเอาเรื่อง อ๋อ คงจะเป็นตอนที่เขาพูดถึงการตายของซีเรียส แบล็ค แบบนี้ดูท่าอีกฝ่ายจะยังไม่หายขุ่นเคืองเรื่องที่ทะเลาะกันบนหอคอยเก่าสินะ

ระหว่างที่กำลังคิด ดวงตาสีฟ้าก็มองเข้าไปในดวงตาของผู้ที่กำลังจ้องตนเองอยู่ แล้วก็อดหวนคิดถึงดวงตาสีมรกตอีกคู่ขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

เขายังจำได้ดีว่า ดวงตาคู่นั้นเป็นประกายขนาดไหนยามส่งประกายยินดี อ่อนโยนเพียงใดผู้เป็นเจ้าของต้องการปลอบโยน และแปรเปลี่ยนเป็นหวานเศร้าเมื่อยามรื้นด้วยหยาดน้ำตา แม้ยามนี้ดวงตาสีเดียวกันตรงหน้าจะซับอารมณ์โกรธขึง แต่มันกลับทำให้ความรู้สึกคุ้นเคยเหล่านั้นไหลกลับเข้ามาสู่หัวใจได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

...ให้ตายเถอะ! ทั้งที่ไม่อยากจะคิดถึงแล้วแท้ๆ

“ถ้าไม่มีอะไรจะพูด วันหลังก็ไม่ต้องมายุ่งกับฉันอีก”

เสียงของคนตรงหน้าดังขึ้นก่อนที่เจ้าตัวจะฮึดฮัดเดินเลี่ยงหลบเขา แต่มือเรียวยาวคว้าข้อมือบางไว้เสียก่อน

“เดี๋ยว!” เสียงทุ้มสั่นนิดๆ เมื่อยามเอ่ยปากเรียก “พอตเตอร์...”

ลองดูอีกสักครั้งได้ไหมนะ...จะลองหวังดูได้ไหม?

ใบหน้าที่เหลือบมองเขามีเค้าประหลาดใจ ตอนแรกร่างบางทำท่าจะสะบัดแขนออก แต่ดวงตาสีฟ้าที่ดูเวิ้งว้างนั้นกลับสะกดไม่ให้ผละหนีไปได้อย่างใจคิด

เด็กหนุ่มผมบลอนด์หยิบกล่องคริสตัลกล่องเล็กออกมาจากกระเป๋าเสื้อคลุม แล้วยืนให้คนตรงหน้า เอ่ยถามเบาๆ
“นาย...จำ...นี่...ได้ไหม?”

แค่ความหวังเท่านั้น...ขอเพียงแค่เศษเสี้ยวของความทรงจำก็พอ...

ดวงตาสีเขียวมรกตมองกล่องคริสตัลในมืออีกฝ่ายนิ่งอยู่ชั่วครู่ แต่สำหรับคนที่รอคอยคำตอบ เวลานั้นกลับดูยาวนานจนแทบทนไม่ได้ เดรโกเผลอบีบข้อมือเล็กแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว

แล้วสุดท้ายใบหน้าเรียวสีน้ำตาลอ่อนก็เงยหน้าขึ้นมองคนตัวสูงกว่า

“อะไรของนาย มัลฟอย? ฉันไม่เคยเห็นกล่องนี่สักหน่อย”

เสียงถามราบเรียบ กับดวงตาคู่สวยที่ไร้วี่แววความรู้สึกใดๆ นั้นทำให้หัวใจของคนที่รอคอยคำตอบวูบลง ใบหน้าเรียวขาวนิ่งอึ้งราวกับลมหายใจสะดุด ก่อนจะกระพริบตาช้าๆ เสหลบสายตาอีกฝ่าย มือเรียวยาวยอมปล่อยแขนของคนที่ตนเองไว้โดยดี

นั่นสินะ...เธอหายกลับเข้าไปสู่เงามืดแล้ว จะหวังอะไรได้อีก

เดรโกผละออกห่างจากคนตรงหน้าพร้อมกับพึมพำ “งั้นก็...ไม่มีอะไรแล้ว...”

คนฟังขมวดคิ้วกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของเขา ใบหน้านวลขยับเหมือนจะเอ่ยปากถาม…

“แฮร์รี่!”

เสียงเรียกจากระยะไกลทำให้เด็กหนุ่มผมดำชะงัก รับยืดตัวมองผ่านร่างสูง พอมองเห็นเพื่อนสนิททั้งสองยืนรออยู่บนระเบียงทางเดินไกลออกไป ร่างบางก็รีบตะโกนตอบ

“โอเค ไปเดี๋ยวนี้แหละ”

ซีกเกอร์ของกริฟฟินดอร์เหลือบมองคนที่ยังยืนนิ่งอยู่นิดหนึ่ง ใบหน้าเรียวขมวดคิ้วเหมือนกำลังชั่งใจ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจว่า ปล่อยไปดีกว่า ร่างบางทำท่าจะเดินเลี่ยงออกมาเพื่อผละจากจากบทสนทนาที่แสนจะกระอักกระอ่วนตรงหน้า แต่กลับถูกเรียกไว้ด้วยเสียงเบาแผ่ว

“พอตเตอร์?”

“อะไรอีกล่ะ?” ร่างบางเอี้ยวตัวกลับมาเพื่อจะมองหน้าคนเรียก ยิ่งประหลาดใจมากขึ้นเรื่อยๆ

ใบหน้าเรียวขาวก้มลงมองพื้นนิ่งอยู่อึดใจ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาเอ่ยถามคำถามสุดท้าย

“ตอนนี้...นายมีความสุขดีไหม?”

คราวนี้คนถูกถามนิ่งไปบ้าง เขาไม่รู้ว่าทำไมมัลฟอยถึงถามคำถามนี้ด้วยสีหน้าที่ดูจริงจังขนาดนั้น แต่ความรู้สึกที่อยู่ในใจก็ทำให้เด็กหนุ่มผมดำครุ่นคิดหาคำตอบไปด้วย

ดวงตาสีเขียวมรกตมองเลยผ่านอีกฝ่ายออกไปยังท้องฟ้าด้านนอก ก่อนจะหันกลับมาแล้วพยักหน้า

“มีสิ...ตอนนี้ฉันมีความสุขมาก...”

คำตอบนั้นไม่ใช่การพูดเสแสร้งหรือเพื่อตัดรำคาญเลยสักนิด ตอนนี้แฮร์รี่รู้สึกว่า เขามีความสุขอย่างที่พูดจริงๆ

เดรโกมองรอยยิ้มที่ราวกับอาบด้วยแสงแดดอ่อนของคนตรงหน้าแล้วก็คลี่ยิ้ม “งั้นก็ดี…” เสียงทุ้มตอบรับเบาๆ เขาสูดลมหายใจลึก แล้วแกล้งกลบเกลื่อนความสงสัยของคนตรงหน้าด้วยคำพูดกวนประสาทเหมือนเช่นปกติ

“รีบไปสิ...เดี๋ยวยัยเลือดสีโคลนกับเจ้าวีเซิลองค์รักษ์จะรอนาน”

ใบหน้าเรียวที่กำลังขมวดคิ้วอยู่บึ้งลงทันควัน “ไม่ต้องบอก...ฉันก็ไม่อยากอยู่ใกล้นายนานนักหรอกน่า!”

แฮร์รี่ย่นจมูกใส่คู่อริ ก่อนจะหมุนตัววิ่งกลับไปหาเพื่อนสนิทของตนโดยไม่หันหลังกลับมามองอีก

ดวงตาสีฟ้ามองตามแผ่นหลังเล็กที่ค่อยๆ วิ่งห่างออกไปตามระเบียงทางเดิน ใบหน้าเรียวขาวคลี่ยิ้มบาง

ดีแล้วล่ะ..แบบนี้เธอเองก็คงมีความสุขแล้วสินะ...

ร่างสูงหมุนตัว เดินห่างออกมาอีกทางอย่างช้าๆ

‘เอเรียลจะไม่ลืมเดร...’

เสียงหวานที่ลอยแผ่วนั้นค่อยๆ จางลง แต่มันกลับประทับแน่นอยู่ในความทรงจำ มือเรียวยาวที่กำแน่นค่อยๆ คลายออก พร้อมกับเสียงพึมพำ

‘ฉันก็จะไม่ลืมเธอ ฉันสัญญา”

ไม่เป็นไรหรอก ถึงแสงจันทร์แสนอ่อนหวานนั้นจะไม่ได้อยู่กับฉันอีกแล้ว แต่ฉันก็จะจดจำความอบอุ่นของมันไว้ตลอดไป จะไม่มีวันลืมช่วงเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน ไม่ว่าจะนานแค่ไหน...

เด็กหนุ่มปล่อยคำพูดสุดท้ายไปกับสายลมอ่อนที่พัดผ่านหน้าต่างกว้างออกสู่ท้องฟ้าเบื้องนอก ที่มีแสงแดดส่องสว่าง

‘ลาก่อน เอเรียล’
..........................................................

The end


Let’s say Goodbye to The Moonlight when The Sunshine has come.



Create Date : 27 มีนาคม 2549
Last Update : 27 มีนาคม 2549 14:01:48 น.
Counter : 360 Pageviews.

11 comment
Part 14
ได้โปรด...ติดปีกให้ฉันบินขึ้นไปถึงดวงจันทร์...

ร่างในอ้อมแขนของเดรโก มัลฟอยกระตุกแรงขึ้น มือเรียวเย็นชืดกระชากแขนร่างสูงที่ประคองอยู่ราวกับจะจับยึด ริมฝีปากเปล่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดอีกครั้ง “ฮึ่ก!!! อ๊า!!!”

เดรโกรัดร่างของอีกฝ่ายไว้แน่น พรีเฟ็คแห่งบ้านสลิธิรินแทบไม่รู้สึกถึงความเจ็บแปลบที่แขน เพราะคมเล็บของอีกฝ่ายจิกกด เด็กหนุ่มนิ่งขึง พยายามจับเสียงแปลกปลอมที่ได้ยินเมื่อครู่

...เมื่อกี้มัน?!

“ไม่ต้องตกใจ...นี่เป็นเพียงขั้นตอนของเราเท่านั้น”

แสงสีเขียววูบวาบจากกล่องคริสตัลยังคงเรืองรอง แต่สิ่งที่ทำให้คนฟังกระตุกที่หัวใจจนเย็นวาบไปทั้งกายกลับความเคลื่อนไหวบางอย่าง

...ตึ่ก..กรึ่บ...

]ไม่จริงน่า ! แขนข้างที่ไม่ถูกมือเล็กจับยึดอ้อมมาโอบตัวของคู่อริ ปลายนิ้วสั่นระริกไล่ไปบนสันหลังบาง สัมผัสผ่านเนื้อผ้านิ่มของชุดนอนตัวโคร่งให้แน่ใจถึงที่มาของเสียง มือเรียวชะงักค้างเมื่อสัมผัสความเคลื่อนไหวแผ่วช้าของสิ่งที่อยู่ภายใต้ผิวหนังสีน้ำตาลอ่อน

ตึ่ก! ตึ่ก!

พรีเฟ็คแห่งบ้านสลิธิรินเบิกตากว้าง มันชัดเจนไม่ต้องพิสูจน์ซ้ำ ไม่ผิดแน่....

กระดูกสันหลังของพอตเตอร์กำลังเคลื่อน !

“ฮ๊า!! อั่ก! อ๊า!!!!!”

เสียงร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดดึงสติของอีกคนกลับมา เด็กหนุ่มผมบลอนด์พยุงร่างบางที่กำลังจะเอนล้มไว้ ใบหน้าเรียวขาวกัดฟันกรอดหันไปหากล่องปริศนา “แก! ทำไมต้องทำแบบนี้!!”

“เราทำตามคำขอของท่าน”

เสียงแหบพร่าพร้อมกับแสงวูบวาบเช่นปกติ หากคำตอบสั้นง่ายกลับทำให้คนฟังแทบจะตวาดกลับด้วยความเดือดดาล “ทำตามคำขอ! ฉันขอให้ได้อยู่กับเอเรียล แล้วทำไมพอตเตอร์ต้อง...”

อยู่ๆ เสียงตะโกนก็ขาดหายเมื่อผู้เป็นเจ้าของหวนนึกถึงอะไรบางอย่าง

ภาพกายวิภาคของมนุษย์ในหนังสือเรียนวิชาแปลงร่างวาบเข้ามาในความคิด โครงร่างที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงของ
ผู้ชายกับผู้หญิง ทั้งอวัยวะภายใน กล้ามเนื้อ และที่สำคัญ...โครงกระดูกกับข้อต่อต่างๆ รายละเอียดเพียงเล็กน้อยที่แยกทั้งสองเพศออกจากกัน

เล็กน้อย...แต่ใช่ว่าจะเปลี่ยนแปลงกลับเป็นอีกเพศได้ง่ายๆ

“เรากำลังจะทำให้สาวน้อยคนนั้นอยู่กับท่านตลอดกาล และรับค่าตอบแทนเป็นการแลกเปลี่ยน”

เสียงแหบพร่าของกล่องข้างกายดังขึ้นเป็นการย้ำความคิด คุณชายแห่งบ้านสลิธิรินก้มลงมองร่างที่กำลังสั่นสะท้านอีกครั้ง ถ้าใช้คาถาแปลงร่างก็เพียงแต่เปลี่ยนชั่วคราว ถ้าจะเปลี่ยนร่างกายของเด็กผู้ชายให้เป็นผู้หญิงไปตลอดชีวิต...มันผิดกันแน่! ต่อให้เป็นผู้ชายตัวเล็กแบบพอตเตอร์ก็เถอะ

“ฮึ่ก! อึ่ก! ” ใบหน้าเรียวสีน้ำตาลอ่อนชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ ดวงตาสีเขียวลอยคว้าง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าความเจ็บปวดที่ร่างบางได้รับนั้นสุดประมาณ อาจจะทรมานจนถึงขั้น...

..ชีวิต...แลกเปลี่ยนกับคำขอ...

“บ้าเอ๊ย!!!” เด็กหนุ่มผมบลอนด์กัดริมฝีปาก เข้าใจอย่างชัดแจ้งถึงข้อเสนอ

คราวนี้เดรโกจึงได้แต่นั่งนิ่งมองอีกฝ่ายอย่างอัดอั้น เขาไม่สามารถช่วยอะไรพอตเตอร์ได้...ในเมื่อการที่อีกฝ่ายเป็นแบบนี้ เป็นเพราะการตัดสินใจของเขาเอง เพราะสิ่งสำคัญที่เขาไม่อาจสูญเสีย

...เอเรียล

ข้อต่อและกระดูกส่วนต่างๆ ยังคงขยับไปเรื่อยๆ พร้อมกับเสียงครางจากร่างบาง มือเล็กสั่นระริกจิกลงบนท่อนแขนของคนตัวสูงกว่า จนตอนนี้กลายเป็นแผลถลอกเลือดซึม หากเดรโกกลับไม่รู้สึกเจ็บแม้แต่น้อย ร่างทั้งร่างนิ่งชาจนแทบจะไม่สามารถขยับไปไหนได้ แขนยาวตกอยู่ข้างตัว มือทั้งสองข้างกำแน่น

“ใคร...?”

อยู่ๆ ก็มีเสียงกระซิบแผ่วจากคนในอ้อมกอด เด็กหนุ่มผมบลอนด์สะดุ้งรีบเรียกสติของตนกลับมา เขาแทบจะผวาก้มลงมองพลางละล่ำละลักถาม “พอตเตอร์! นายรู้สึกตัวแล้วเหรอ?!”

ดูเหมือนจังหวะการเคลื่อนไหวใต้ผิวหนังสีน้ำตาลอ่อนจะแผ่วช้าลงเล็กน้อย ทำให้ร่างบางมีสติละจากความเจ็บปวดมาลืมตามองดูคนที่กำลังประคองตนเองอยู่ “มัลฟอย...? นาย...ทำไม...มาอยู่...ที่นี่?”

เสียงพูดหอบหนัก คิ้วขมวดมุ่นมีเค้าประหลาดใจ หากเจ้าตัวก็รีบสลัดมันทิ้ง ดวงตาสีเขียวมรกตกระพริบปริบ พยายามยกแขนอ่อนล้าขึ้นอย่างยากเย็น ริมฝีปากแห้งผากขยับจะพูดอะไรบางอย่าง หากเสียงกลับไม่ยอมหลุดออกมาจากลำคอ “..น..”

“นายจะพูดอะไร?” เดรโกก้มหน้าลงไปใกล้ใบหน้าสีน้ำตาลอ่อนอย่างร้อนรน “พอตเตอร์?”

“หนีไป...” เสียงกระซิบแผ่วแทบไม่ได้ยินนั้นทำให้ดวงตาสีฟ้าเบิกกว้าง

“นายว่าไงนะ!!” เดรโกอุทานอย่างงุนงง หมอนี่จะให้เขาหนี? หนีอะไร?

ริมฝีปากบางเม้มแน่นพยายามข่มความเจ็บปวดของตน ใบหน้าสีน้ำตาลอ่อนสูดลมหายใจลึก แล้วพูดด้วยเสียงปนหอบ “ร่างกายฉันผิด..ปกติ...มาหลายวัน..แล้ว” แฮร์รี่กัดฟันกรอดราวกับจะฝืนความปวดร้าวที่รัดร่างทั้งร่าง “นี่ต้องเป็น...แผน...ของโวลเดอร์...มอร์..แน่”

คู่อริอันดับหนึ่งนิ่งอึ้งไปชั่วอึดใจ วินาทีนั้น เดรโกแทบลืมความรู้สึกหายใจขัดยามได้ยินชื่ออันไม่ควรเอ่ยของเจ้าแห่งความหมายไปเสียสนิท นี่พอตเตอร์ปักใจว่าที่ร่างกายของตัวเองผิดปกติเป็นเพราะแผนการของฝ่ายมืดงั้นหรือ?

เด็กหนุ่มผมบลอนด์รีบส่ายหน้าเร็วๆ “ไม่ใช่! นายเข้าใจผิดแล้ว!” เพราะอำนาจของกล่องปริศนานี่ต่างหาก เพราะคำขอของฉัน พรีเฟ็คแห่งบ้านสลิธิรินพยายามจะอธิบายแต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้ฟังคำทักท้วงของเขา ริมฝีปากบางขยับพูดต่อกระท่อนกระแท่น

“มันควบคุมฉันได้...นาย..จะ...อันตราย...”

ประโยคสุดท้ายนั้นสะดุดใจคนที่กำลังจะเอ่ยปากค้าน เขาเคยได้ยินเรื่องที่เจ้าแห่งศาสตร์มืดกับคนตรงหน้ามีความคิดเชื่อมถึงกันได้มาแล้ว จนทำให้ดัมเบิลดอร์ถึงกับสั่งให้พอตเตอร์ไปเรียนคาถาสะกดใจกับศาสตราจารย์สเนป แต่กระนั้นพ่อทูนหัวของหมอนี่ก็ยังต้องตายเพราะแผนการที่ฝ่ายมืดใช้จุดเชื่อมนี้ให้เป็นประโยชน์

ความเข้าใจค่อยๆ หลั่งไหลเข้ามาสู่ความคิดของร่างสูง พร้อมกับภาพความทรงจำที่ยังฝังอยู่ในใจ

ท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเย็น ใบหน้าเกรี้ยวโกรธจากคำพูดเสียดสี ริมฝีปากบางเม้มแน่นด้วยความเจ็บจากแรงบีบที่ไหล่ด้วยมือของเขา แต่ดวงตาสีเขียวก็ยังกร้าว ยืนกรานเสียงแข็งอย่างดื้อดึง

“ฉันไม่ไปหาดัมเบิลดอร์! พวกภาคีมีเรื่องต้องจัดการมากอยู่แล้ว ปล่อยฉัน!”

ท่าทีต่อต้านรุนแรง เหมือนจะกลัวว่าจะถูกเปิดเผยความหวาดผวาภายในใจ

“ไม่จริง! นายไม่รู้อะไรก็อย่ามาพูด มัลฟอย!”

...ที่หมอนี่ปฏิเสธ เพราะกลัวว่านี่คือสัญญาณของแผนการร้าย แล้วตนเองจะทำให้คนอื่นเป็นอันตรายอีกงั้นเหรอ?

เดรโกนิ่งอึ้งอยู่ชั่วอึดใจ จนไม่ทันสังเกตว่าดวงตาสีเขียวของร่างในอ้อมแขนเริ่มปรือลงอีกครั้ง ขณะที่ผู้เป็นเจ้าของกระพริบเปลือกตาหนักๆ เพื่อฝืนสติไว้ “รีบหนี...เร็ว...ไปสิ...”

“ไม่! นายไม่เข้าใจ พอตเตอร์ นี่..” สุดท้ายร่างสูงก็ตัดสินใจหันกลับทำท่าจะหยิบกล่องคริสตัลข้างตัวขึ้น แต่แขนของเขากลับถูกอีกฝ่ายกระตุกไว้ มือเล็กบีบแน่น

“ไป… ”เสียงแหบพร่าเร่งเร้า “...เร็ว”

“โธ่เว้ย!! นายฟังฉันก่อนได้มั้ย!!” เด็กหนุ่มผมบลอนด์แทบจะตวาดลั่น ไม่เข้าใจว่าทำไมเวลาที่ตัวเองเจ็บแทบตายขนาดนี้ อีกฝ่ายยังมามัวห่วงคนอื่นอยู่อีก “ที่นายเป็นแบบนี้น่ะมันเพราะคำขอของฉั...”

ยังไม่ทันจบประโยค มือเรียวที่จับอยู่ก็สั่นระริก คราวนี้คนตัวเล็กถึงกับกระตุกเฮือก “โอ๊ย!!!!” ร่างบางเริ่มสะท้านอีกครั้ง

"พอตเตอร์!!!” เดรโกตะโกนเรียกชื่ออีกฝ่ายเสียงลั่นพร้อมกับเขย่าแขนเรียวแรงๆ แต่กลับได้รับคำตอบเป็นเสียงครางที่หลุดออกมาจากริมฝีปากแห้งผากอย่างห้ามไม่อยู่ “ฮึ่ก! อั่ก! ”

การเคลื่อนไหวที่แผ่วช้าเมื่อครู่รุนแรงขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันชัดเจนเสียจนร่างบางในอ้อมแขนเขาบิดไปมา แขนเรียวทั้งสองข้างกอดตัวเองแน่นเหมือนกับจะพยายามลดความเจ็บปวดที่ได้รับ

“ปวด..ฮึก..ฮือ.” ดวงตาสีเขียวเหลือกคว้าง เด็กหนุ่มผมดำเพ้อราวกับสติหลุดจากร่าง “เจ็บ!! โอ๊ย!!!”

ร่างสูงทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ ความจริงที่เพิ่งรับรู้สั่นคลอนความเยือกเย็นในการตัดสินใจไปเสียสิ้น

จนเมื่อคนตัวเล็กกว่าผวาขึ้นมาอีกครั้ง แขนยาวที่ประคองอยู่จึงต้องรีบดึงไหล่บางเข้ามาชิด เดรโกกอดร่างที่กำลัง
ทรมานไว้กับอก กดหน้าลงกับเรือนผมของร่างข้างใต้แล้วพึมพำเบาๆ “ไม่เป็นไรนะ...ทำใจดีๆ ไว้....”

เสียงทุ้มสั่นสะท้านจนคนพูดเองยังรู้สึก นี่เขาทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้แล้วหรือ เด็กหนุ่มผมบลอนด์กัดฟันกรอด ได้แต่กระชับอ้อมแขนแน่นเข้า แต่ร่างบางที่ดิ้นทุรนทุรายอยู่กลับยิ่งสะบัดหนี อีกฝ่ายร้องลั่นราวกับเด็กเล็กๆ

โอ๊ย...เจ็บ....เจ็บ...เจ็บ!!!!!”

ดูเหมือนความเจ็บปวดจะเข้าครอบงำคนตัวเล็กจนสติสัมปชัญญะหลุดหายไปหมดแล้ว ดวงตาสีฟ้าเหลือบเห็นแขนขาเพรียวที่เริ่มกระตุกเข้าพอดี

หมอนี่กำลังจะชัก!!!

โดยไม่ต้องคิด ร่างสูงยืนข้อมือตัวเองเข้าไประหว่างฟันบนกับฟันล่างของอีกฝ่ายพอดีกับที่มันขบเข้าหากัน

“อ๊ะ!!!” ฟันคมขบลงบนผิวเนื้อ แม้จะมีแขนเสื้อบางกั้นไว้ แต่ก็ยังเผลอหลุดอุทานออกมาจนได้ เดรโกนิ่วหน้าพร้อมกับกัดริมฝีปาก

...เท่านี้น้อยกว่าความเจ็บปวดที่อีกฝ่ายกำลังเผชิญอยู่มาก...น้อยกว่ามากนัก ร่างสูงแนบแก้มกับขมับชื้นเหงื่อของอีกฝ่าย ตัวเขาเองก็สั่นสะท้านไม่แพ้กัน พอตเตอร์ไม่ผิด..หมอนี่ไม่ควรต้องทรมานแบบนี้ แต่...

ใบหน้าเรียวยาวปิดตาแน่นภาพในความทรงจำไหลเวียนย้อนกลับมาซ้อนกับภาพตรงหน้า

“เดี๋ยวเอเรียลร้องเพลงให้เดรฟัง เดรต้องร้องตามให้ได้นะ ไม่งั้นเอเรียลโกรธด้วย”

รอยยิ้มร่าเริง ดวงตาสีมรกตใสซื่อที่เติมเต็มความอบอุ่นให้หัวใจทุกครั้งยามอยู่ใกล้

“อึ่ก!!” ร่างในอ้อมแขนกระตุกแรงขึ้น เดรโกได้แต่กำหมัดแน่น

“เดรขี้แกล้งไม่เล่นด้วยแล้ว!” เด็กคนนั้น ยามที่ถูกแกล้งก็จะงอน แต่พอง้อเอาใจก็จะยิ้มกว้างออกมาง่ายๆ

“ฮึก!! ฮือ...เจ็บ!!!” ริมฝีปากบางที่กัดข้อมือเขาอยู่ผละออกพลางส่งเสียงสะอื้นฮัก ร่างบางหอบหายใจหนัก หากแต่มือเรียวยาวของเด็กหนุ่มผมบลอนด์กลับได้แต่กำหมัดแน่น

ยามที่ใบหน้านั้นชุ่มด้วยหยาดน้ำตา ซบอยู่กับอกกว้างของเขา “เอเรียลทำให้เดรเสียใจ เอเรียลขอโทษ”

ฮึ่ก!”
แผ่นอกเล็กผวาขึ้นราวกับความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั้งกาย “อ๊า!!!!!!”

ความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ ถูกถักทอ สานเป็นใยที่ไม่อาจปล่อยให้ขาดหาย กลายเป็นช่วงเวลาที่อยากจะหวงแหนไว้ตลอดไป

ริมฝีปากบางหอบหายใจหนักแล้วเปล่งเสียงร้องครวญครางดังลั่น “ฮ๊า!!!! อ๊ากกกกกกกกก”

...หวงแหนไว้...แม้ต้องแลกกับสิ่งตรงหน้านี้น่ะหรือ?

“โธ่เว้ย!!!!!!!” เด็กหนุ่มกัดฟันกรอด เสียงในหัวดังสลับไปมาจนต้อง กอดร่างในอ้อมแขนไว้แน่น หลุดตะโกนออกมาอย่างไม่อาจควบคุมตนเองได้ “ฉันไม่ต้องการแบบนี้ ไม่ต้องการ ไม่!!!! ม่ายยยยยย”

ก่อนที่ร่างสูงจะสับสนจนไม่สามารถเรียบเรียงความคิดได้อีก อยู่ๆ ก็มีเสียงเรียกแผ่วเบา

“เดร”

ใบหน้าเรียวขาวที่ก้มต่ำพลันชะงักกึก เงยขึ้นมองไปรอบตัว “เอเรียล!!?”

ดวงตาสีฟ้าเหลียวหา “เอเรียล! เธออยู่ไหน?” เด็กหนุ่มส่งเสียงเรียกร้อนรนดังลั่นไปทั่วห้องว่าง หากกลับไม่เห็นอะไรนอกจากความมืดกับแสงสีเขียวเรื่อเรืองจากกล่องคริสตัลข้างตัว

แล้วแสงจันทร์เบาบางก็ค่อยๆ ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาภายใน แสงสีเงินยวงสาดผ่านพื้นห้องมาหยุดตรงหน้าของร่างสูง พร้อมกับสายลมแผ่วพัดพากลิ่นหอมที่คุ้นเคยเข้ามากระทบ ผู้ที่เรียกหาจึงค่อยสงบลง “เธอ?” มือเรียวยาวสั่นน้อยๆ เอื้อมไปหาแสงสว่างตรงหน้าอย่างไม่แน่ใจนัก

“เดร...”

เสียงใสแผ่วเบาปลอบโยนดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนจนไม่ต้องฟังซ้ำใบหน้าขาวซีดนิ่งงัน เดรโกหลับตาลงปล่อยให้แสงสีเงินส่องผ่านมากระทบร่าง แสงจันทร์ที่อ่อนเบา หากแต่อบอุ่นไม่ต่างจากมือเล็กที่เอื้อมมาโอบกอดตอบเขา

...เหมือนเช่นทุกครั้ง ส่งผ่านความรู้สึกถึงกันโดยไม่ต้องเอ่ยปาก

อย่ากลัว...อย่าเสียใจ...

ร่างสูงนิ่งอย่างนั้นอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่ดวงตาสีฟ้าลืมขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับสูดลมหายใจลึกนาน

...ถ้าหากเป็นความต้องการของเธอ...ฉันก็จะยอมรับ....

เด็กหนุ่มผมบลอนด์พยักหน้าช้าๆ ตอบรับคำขอร้องนั้นโดยไม่มีเงื่อนไข “เข้าใจแล้ว…”

ใบหน้าเรียวขาวเงยขึ้นมองดูแสงจันทร์ด้วยดวงตาที่พร่าพราย ริมฝีปากขยับกระซิบพึมพำเสียงแผ่วกับกล่องคริสตัลที่ยังคงส่องแสงเรืองรองอยู่ข้างตัว

“ฉัน...”

………………………………………………………………………

เสียงครางเลือนหายไปนานแล้ว สิ่งที่เข้ามาแทนที่มีเพียงความเงียบสงัดจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจแผ่วอ่อน
เดรโก มัลฟอยกระชับร่างในอ้อมแขน ใบหน้าเรียวยาวก้มลงสบตากับดวงตาสีเขียวมรกตคู่นั้นเนิ่นนาน ลำคอแห้งผากทำให้ไม่สามารถเอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมาได้ มือเรียวยาวขาวซีดไล้แก้มใสเบาแผ่วก่อนจะช่วยปัดปลายผมหยักยาวที่ละหน้าผากให้พ้นใบหน้าเนียน ขณะที่อีกมือกุมมือเล็กเย็นเฉียบไว้

“เดร...” เสียงเรียกแผ่วๆ อ่อนล้า แต่รอยยิ้มยังคงสดใส “ไม่เป็นไรนะ....” คนที่อยู่เบื้องล่างหยักริมฝีปาก ส่งยิ้มอ่อนหวานบริสุทธิ์ให้เหมือนเช่นเคย หากคราวนี้คนรับกลับรู้สึกโหวงในอก

“ฉัน...” ร่างสูงขยับจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายเสียงกลับขาดหาย

อยากจะหาทางแก้ไข อยากยื้อยุดไว้ แต่เป็นไปไม่ได้...

หากว่านี่เป็นสิ่งที่เธอต้องการ...เธอเป็นคนเลือก...

“ขอโทษ...” สุดท้ายก็ทำได้เพียงพึมพำแผ่วหวิว หันหน้าหนีเพื่อซ่อนความเจ็บปวดของตนจากสายตาของอีกฝ่าย มือเรียวยาวที่กุมมือนิ่มไว้คลายออก หากมือน้อยกลับเป็นฝ่ายกระชับแน่นขึ้น

“แบบนี้แหละดีแล้ว...”

เด็กสาวเอ่ยด้วยรอยยิ้มที่ยังไม่จางหาย ใบหน้านวลที่มีเค้าเหนื่อยอ่อนเงยขึ้นมองเขาก่อนจะคลี่ยิ้มล้อเลียน นิ้วเรียวเอื้อมขึ้นมาจิ้มที่หัวคิ้วขมวดมุ่นของร่างสูง “เดรทำหน้าดุอีกแล้ว...”

คุณชายแห่งสลิธิรินจับมือเย็นนั้นมาแนบแก้ม ขณะที่เจ้าของมือยังพูดต่อด้วยสำเนียงร่าเริงไม่เปลี่ยน

“เดรยิ้มสวยรู้ไหม? ต่อไปเอเรียลไม่อยู่ เดรต้องยิ้มมากๆ นะ”

รอยยิ้มบางผุดขึ้นที่มุมปากของใบหน้าเรียวขาวอย่างฝืดฝืน หากเดรโกยังคงไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้ เขาเพียงแต่นิ่งมองร่างบางในอ้อมแขน ราวกับต้องการจะจดจำภาพตรงหน้าให้ขึ้นใจ มือเรียวยาวจับมือน้อยนั้นมากุมไว้

“…เอเรียลจะไม่ลืมเดร”

เจ้าของเสียงหวานใสพยักหน้าน้อยๆ คราวนี้เดรโกไม่สามารถฝืนยิ้มได้อีกต่อไป เด็กหนุ่มกัดริมฝีปากแน่น ก้อนแข็งเลื่อนจุกอยู่ที่คอจนต้องฝืนกลืนลงไปก่อนจะเอ่ยเสียงสะท้าน “ฉันก็จะไม่ลืมเธอ...” ใบหน้าเรียวยาวสูดลมหายใจลึก
“…ฉันสัญญา”

ดวงตากลมโตอ่อนใสจ้องมองนิ่งนาน ริมฝีปากบางแห้งผากขยับยิ้ม

“เดร...เดรร้องเพลงนั้นให้เอเรียลฟังอีกครั้งได้ไหม?”

เด็กหนุ่มผมบลอนด์นิ่งอยู่อึดใจ ก่อนจะคลี่ยิ้มตอบด้วยแววเศร้าสร้อย “ได้สิ”

Poets often use many words.
To say a simple thing.
It takes through and time and rhyme to make a poem thing.

เสียงทุ้มเริ่มต้นท่วงทำนองคุ้นหูเบาแผ่ว ราวกับต้องการมอบให้คนที่อยู่ในอ้อมแขนเท่านั้น

With music and words I've been playing.
For you I have written a song.
To be sure that you'll know what I'm saying.
I'll translate as I go along.

เด็กหนุ่มโยกตัวไปมาช้าๆ กล่อมร่างเล็กแนบอยู่กับอกให้เข้าสู่ห้วงนิทรา

Fly me to the moon.
And let me play among the stars.
Won't you let me see what spring is like on Jupiter and Mars.

In the other words, hold my hand
In the other words, daring kiss me.

ร่างสูงยกมือเล็กขึ้นจรดริมฝีปาก ก่อนจะกำไว้แน่น ดวงตาสีเขียวเริ่มหรี่ปรือลง แต่ยังคงจดจ้องมาที่เขาพร้อม
กับรอยยิ้มอ่อนโยน

Fill my heart with song.
And let’s me sing forever more.
‘Cause you are I long for…
All I worship and adored…

สายลมพัดผ่านหน้าต่างเข้ามาอีกครั้ง เสียงเพลงแผ่วลงเรื่อยๆ ร่างสูงกระชับอ้อมกอด ถ่ายทอดความอบอุ่นให้กับ
คนที่กำลังจะหลับใหล

In the other words, please be true…
In the other words…

เสียงเพลงขาดหายเมื่อใบหน้าเรียวก้มลงแตะริมฝีปากลงบนริมฝีปากนิ่มอยู่ยิ่งนาน ก่อนจะผละออกช้าๆ พร้อม
กับกระซิบประโยคสุดท้ายเบาแผ่ว

“I love you…”

………………………………………………………..

แฮร์รี่ พอตเตอร์เผยอเปลือกตาขึ้นอย่างอ่อนล้า ความเจ็บร้าวทั่วร่างทำให้ไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายได้ แผ่นหลังสัมผัสถึงไออุ่นที่โอบประคอง เห็นเพียงเงาเลือนรางของผู้ที่อยู่ด้านบน

ใคร?

ภาพนั้นพร่าเลือนวูบไหวจนแทบมองไม่ชัด แรงสั่นสะท้านน้อยๆ ของมือที่กระชับแน่น สัมผัสของหยดน้ำอุ่นๆ ที่หล่นลงมากระทบผิวแก้มทำให้ยิ่งงุนงง

ร้องไห้ทำไม?

เด็กหนุ่มพยายามเพ่งมองเท่าไรก็เห็นเพียงความสลัวลาง ใบหน้านั้นเหมือนจะขยับพูดอะไรบางอย่างโดยไม่มีเสียง แต่น่าแปลกที่เขารู้สึกว่าตนเองได้ยินคำนั้นช้าชัด

ลาก่อน....

จนเมื่อสัมผัสถึงชุ่มชื้นของหยาดน้ำที่ไหลรินลงมาจากปลายหางตาของตน แฮร์รี่ถึงได้รู้...

...ว่าเขาเองก็กำลังร้องไห้อยู่เช่นกัน

………………………………………………………..

Talks


Finally!!!!! เสร็จแล้วเฟ้ย!!!!! ไม่เคยแต่งฟิก แล้วลบ แล้วแก้ แล้วลบ บ่อยครั้งเท่ากับที่แต่งตอนนี้มาก่อนเลยนะ ขอบอกว่ายากมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก อารมณ์มันซับซ้อน แถมยังดิ่งขึ้นดิ่งลงซะขนาดนั้น ขออภัยที่ปล่อยให้ทุกท่านรอนานนะจ๊ะ แล้วก็ขอบคุณทุกคนที่ถามถึงด้วย ตอนหน้าก็จะจบแล้วล่ะ เฮ่อ แอบเหงาเหมือนกันนะ

เหมือนเป็นธรรมเนียมเลย (Ever After ก็ทำ) ตอนก่อนสุดท้าย ขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่านลงชื่อกันไว้หน่อยได้ไหมครับ อยากจะเก็บเอาไว้เป็นที่ระลึก - -เหมือนไว้อาลัย (ซะงั้น แค่จะจบฟิกไม่ได้จะตายสักหน่อย—งึมงำ)

ตอนที่ 15 คาดว่าจะลงภายในสัปดาห์หน้าครับผม เรามาปิดม่านความทรงจำภายใต้แสงจันทร์นี้ด้วยกันนะ



Create Date : 12 มกราคม 2549
Last Update : 12 มกราคม 2549 16:14:33 น.
Counter : 305 Pageviews.

24 comment
Part 13
“ฉันตัดสินใจแล้ว...”

เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นท่ามกลางความสงัดเงียบ น้ำเสียงเยือกเย็น เช่นเดียวกับใบหน้าเรียวขาวขรึม นิ่งสนิท บนโต๊ะตรงหน้า กล่องคริสตัลกำลังเปล่งแสงเรืองรอง

“ผู้ถือครอง...ท่านแน่ใจแล้วใช่หรือไม่?”

ผู้ถูกถามพยักหน้าช้าๆ “แล้วฉันต้องทำยังไงต่อ”

"ไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น ท่านเพียงแต่รอเวลา....” เสียงนั้นค่อยๆ แผ่วเบาลงเรื่อยๆ เมื่อการเจรจาสิ้นสุด

“คืนพระจันทร์เต็มดวงคราวหน้า เราจะมารับค่าตอบแทนเป็นการแลกเปลี่ยนเอง”

สิ้นเสียง แสงสว่างจากกล่องก็หรี่ดับ ทิ้งให้ทุกอย่างในห้องค่อยๆ ถูกความมืดกลืนหาย รวมไปถึงร่างสูงที่ยังยืนนิ่งอยู่ตรงที่เดิมนั้นด้วย

………………………………………………………………..

“เธอรู้แล้วใช่ไหม เอเรียล?”

เสียงทุ้มขรึมลอยหายไปพร้อมกับกระแสลมที่พลิ้วพัดผ่านหน้าต่างหอคอย ภายในห้องตอนนี้มืดสลัว มีเพียงแสงจันทร์บางทาบผ่านมากระทบกับผนังหิน หากสองร่างที่นั่งพิงกันอยู่มุมห้องก็ยังหลบเลี่ยงไม่เข้าใกล้แสงสว่างนั้น...แสงซึ่งเป็นเครื่องเตือนให้นึกถึงช่วงเวลาที่กำลังหมดไป

“ฉันเลือกไปแล้วนะ”

ร่างสูงกระซิบบอกอีกครั้งเมื่อเห็นว่าร่างบางยังไม่เอ่ยอะไรออกมา เด็กหนุ่มเอื้อมมือไปลูบเส้นผมสีดำหยักสลวยอย่างเบามือ จากมุมนี้เขาเห็นเพียงกลุ่มผมสีดำสนิทและเสี้ยวหน้าบางส่วนของคนตัวเล็ก เดรโกกระชับแขนแน่นขึ้นราวกับอยากให้แน่ใจว่า คนที่อยู่ตรงหน้านี้จะไม่หายไปไหน

ร่างบอบบางในอ้อมอกกว้างสั่นสะท้านน้อยๆ ทั้งคู่นั่งเงียบอยู่ในมุมนั้น ปล่อยให้ห้องโล่งกว้างมีเพียงเสียงลมหายใจแผ่ว นาน...กว่าเสียงหวานจะเอ่ยเรียก “เดร...”

เมื่อร่างสูงก้มลงมอง ใบหน้าเรียวสีน้ำผึ้งก็เงยขึ้นสบตากับเขาพร้อมกับรอยยิ้มเศร้า

“เดรร้องเพลงให้เอเรียลฟังหน่อยได้ไหม?”

ไม่มีคำคัดค้าน ไม่มีคำถามใดใด มีเพียงดวงตาสีเขียวที่จ้องเข้าไปในดวงตาสีฟ้าคราม เด็กหนุ่มผมบลอนด์คลี่ยิ้มตอบ ทั้งที่แววหม่นในดวงตาของเขาก็ไม่ต่างไปจากดวงตาของอีกฝ่าย

“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ...”

Fly me to the moon.
And let me play among the stars.

ท่วงทำนองหวานที่คุ้นเคยเริ่มต้นอย่างแผ่วเบา คนตัวสูงกว่าเกยคางกับศีรษะเล็ก มือเรียวยาวสอดประสานกับมือเล็กบอบบางแนบแน่น...ราวกับจะพยายามถ่ายทอดความอบอุ่นที่มีให้แก่กัน

ฉันเกลียดมัน.

เสียงกระซิบเยียบเย็นดังแทรกเข้ามาในความคิดทำให้ร่างสูงชะงักก้มลงมองคนตัวเล็กอีกครั้ง อาจจะเป็นอุปาทาน เดรโกรู้สึกเหมือนเห็นดวงตาสีเขียวแห้งผากเย็นชานั้นซ้อนทับกับดวงตาใสหวานเศร้าของคนที่นั่งใกล้ เด็กหนุ่มฝืนยิ้มให้ร่างบางที่เงยหน้าขึ้นมองเขา

…Won't you let me see what spring is like on Jupiter and Mars.

ฉันจะไม่ร้องไห้

เสียงนั้นยังคงดังก้อง ความเกลียดชังที่ติดตรึงอยู่ในความทรงจำ สัมผัสร้อนรุ่มทั้งหลายจางหายไปพร้อมกับถ้อยคำที่เอ่ยออกมา

…In other words, hold my hand

ฉันจะกำจัดมันให้หมด

ความเคียดแค้นที่ถูกเค้นออกมาทำให้เขารู้สึกชาไปทั้งร่าง

“In other words…”

เสียงทุ้มขาดหายไปพร้อมกับร่างสูงผวารวบคนตัวเล็กกว่ามากอดไว้แน่น เด็กหนุ่มผมบลอนด์กัดฟันกรอด ร่างสั่นสะท้าน ซุกหน้าลงกับกลุ่มผมนุ่มสลวยอย่างห่วงแหน

...ยอมรับกับตัวเองว่า วินาทีแรกที่ได้ยินประโยคเหล่านั้น เขากลัวจับใจ

กลัว...ความเกลียดชังที่หลั่งไหลออกมาจากดวงตาสีเขียวคู่นั้น

กลัว...ว่ามันอาจจะลบเลือนคนในอ้อมแขนให้หายไปตลอดกาล

...เพียงแค่คิด ร่างกายก็สะท้านเยือก วาบในอกจนแทบหายใจขัด

“ฉันจะไม่ยอมเสียเธอ...” เดรโกกระซิบอู้อี้กับศีรษะเล็ก “ฉันจะไม่ยอมให้หมอนั่นลบเธอออกไป ฉันไม่ยอม...” ประโยคท้ายแม้จะเบาราวกระซิบหากแต่หนักแน่น เอ่ยซ้ำราวกับจะย้ำกับตัวเอง

“...ไม่มีวัน”

แขนเรียวของอีกฝ่ายเอื้อมมาโอบกอดตอบร่างสูง ปลอบโยนโดยปราศจากคำพูด เดรโก มัลฟอยหลับตาลงช้าๆ พร้อมกับสูดลมหายใจลึก มองไม่เห็นแสงสว่างจากดวงจันทร์ภายนอกอีกต่อไป...

ในเมื่อมันเป็นการตัดสินใจของเขา เขาย่อมมีสิทธิเลือกมิใช่หรือ?

………………………………………………………………..

ใบหน้าเรียวยาวเงยขึ้นจากจานอาหารเช้าเมื่อฝูงไปรษณีย์นกฮูกพากันหวือเข้ามาในห้องโถง ดวงตาสีฟ้าจับไปที่นกฮูกเหยี่ยวสีดำตัวใหญ่ซึ่งบินโฉบมาถึงโต๊ะบ้านสลิธิริน พอร่างสูงยืดแขนออกไปข้างหน้า มันก็โผเข้ามาเกาะอย่างว่าง่าย

“ฮอร์ก แกหายไปนานเลยนะ” เดรโกลูบขนต้นคอให้มันเบาๆ เด็กหนุ่มมองจดหมายสีขาวที่ผูกติดมากับขาของสัตว์เลี้ยง ลายมือเรียบสวยคุ้นตาเรียงเป็นระเบียบอยู่บนหน้าซอง

คำตอบงั้นหรือ? คงมาช้าเกินไปเสียแล้วล่ะ...

เขาแกะจดหมายออกจากขาของนกฮูกสื่อสาร ไม่ลืมจะหยิบชิ้นเนื้อในจานอาหารเช้ายื่นให้กินเป็นรางวัลก่อนจะขยับแขนปล่อยให้มันบินกลับไปพักผ่อนในกรงที่หอนอน

พรีเฟ็คหนุ่มแห่งบ้านสลิธิรินรวบช้อนพร้อมกับเช็ดมือ “แครบ กอยย์ เดี๋ยวพวกแกกลับหอไปเอาอาหารกับน้ำให้ฮอร์กก่อนเข้าเรียนด้วยนะ” เขาหันกลับไปสั่งลูกสมุนทั้งสองที่ยังก้มหน้าก้มตากินอาหารเช้าอย่างตั้งอกตั้งใจ ร่างสูงลุกขึ้นยืนทำท่าจะก้าวออกจากโต๊ะ

“เอ่อ มัลฟอย...นายลืมของแน่ะ” กอยย์ชี้มืออวบอูมไปยังซองจดหมายสีขาวที่ถูกทิ้งไว้บนโต๊ะอาหาร

ดวงตาสีฟ้าปรายมอง ‘คำตอบ’ ที่หลายวันก่อนเขาเฝ้ารออย่างกระวนกระวาย แต่ตอนนี้มันไม่จำเป็นอีกแล้ว ในเมื่อเขาตัดสินใจ ‘เลือก’ เช่นเดียวกับที่มารดาเขา และผู้ถือครองคนก่อนๆ เคยเลือกมาก่อน

...เมื่อมีสิ่งสำคัญที่ไม่อาจสูญเสีย ต่อให้ต้องแลกกับทุกสิ่ง ก็จะไม่ยอมปล่อยให้เลือนหายไปเด็ดขาด

“แกเอาไปวางที่โต๊ะข้างเตียงฉันด้วยแล้วกัน”

เดรโกสั่งแล้วเดินออกมาจากห้องโถง ร่างสูงก้าวเท้าไปตามระเบียงโดยไม่มีจุดหมาย เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไม่ใส่ใจ เอาเถอะ ยังไงก็ยังไม่ถึงเวลาเข้าเรียน

“มิสเตอร์มัลฟอย”

เสียงเรียกจากด้านหลังทำให้เด็กหนุ่มผมบลอนด์หันกลับไป ร่างในชุดเสื้อคลุมสีดำสนิทกับหมวกทรงสูงของรองอาจารย์ใหญ่ก้าวเข้ามาหา เบื้องหลังมีนักเรียนคนอื่นๆ ที่ทยอยออกมาจากห้องโถงหลังจากทานอาหารเช้าเรียบร้อย

“ครับ ศาสตราจารย์?”

มักกานากัลแจ้งพรีเฟ็คหนุ่มเสียงเรียบ “ฟิลช์ส่งจดหมายมาแจ้งว่า เขากับมิสซิสนอร์ริสจะกลับมาทำงานในอีก 2 วัน หน้าที่เดินตรวจตอนกลางคืนของเธอก็ใกล้จะจบแล้วล่ะนะ” อาจารย์วิชาแปลงร่างพูดเสริมท้ายขรึมๆ “เธอควรจะพักผ่อนมากขึ้นด้วย มิสเตอร์มัลฟอย”

เธอมองดูเด็กหนุ่มผมบลอนด์อย่างกังวล ใบหน้าขาวค่อนข้างซีดนั่นมีเค้าเคร่งเครียดจนน่าเป็นห่วง การให้นักเรียนปี 6 ที่มีภาระการเรียนและการสอบยุ่งเหยิงรับหน้าที่จุกจิกไปทำคนเดียวนานๆ คงไม่ใช่เรื่องเหมาะสมนัก

“ครับ ศาสตราจารย์”

เดรโกฝืนยิ้มนิดๆ อีกแค่ 2 วันงั้นเหรอ...

เขาขอตัวเดินละออกมาแล้วหันเลี้ยวไปทางห้องเรียนวิชาคาบเช้า เหลืออีก 2 วัน...คืนพระจันทร์เต็มดวงพอดีสินะ
รอยยิ้มเหยียดผุดขึ้นที่มุมปาก หึ! เหมือนกับกล่องปริศนานั่นวางแผนไว้หมดแล้ว ทุกอย่างถึงได้ลงตัวเหมาะเจาะเสียขนาดนี้ เด็กหนุ่มหน้าขรึมลงอีกครั้ง

ช่างเถอะ...เขาไม่มีอะไรที่ต้องทำอีกแล้ว

ดวงตาสีฟ้ามองเลยไปยังอีกมุมของระเบียง ในกลุ่มนักเรียนที่กำลังเดินออกมาจากห้องโถงใหญ่

อย่างที่คาด...ร่างผอมบางของแฮร์รี่ พอตเตอร์ดูอ่อนแอลงกว่าที่เห็นเมื่อวันก่อน ใบหน้าเรียวน้ำตาลอ่อนซีดเผือดหอบหายใจหนัก ท่าเดินล้าราวกับจะล้มลงได้ทุกเมื่อ แต่เมื่อเพื่อนสนิททั้งสองจะเข้าไปประคอง เจ้าคนดื้อดึงนั่นก็ฝืนตัวออก พยายามยืดตัวตรงแล้วก้าวเดินด้วยตัวเอง

เดรโกเดินผ่านกลุ่มทรีโอของกริฟฟินดอร์อย่างเฉยชา ไม่แม้แต่จะเหลือบตามองซ้ำ

...ในเมื่อนายเกลียดความอ่อนแอนัก ก็ฝืนเข้มแข็งเสียให้พอเถอะ

เด็กหนุ่มผมบลอนด์หลับตาลงก่อนจะสูดลมหายใจลึก มือเรียวยาวเผลอกำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว และเมื่อดวงตาสีฟ้าลืมขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันแฝงประกายกร้าว

แต่ฉันจะไม่ยอมให้นายลบเธอออกไปหรอก ไม่มีทาง!

………………………………………………………………..

“วันนี้แล้วสินะ...”

เสียงทุ้มพึมพำเบา ๆ ใบหน้าเรียวยาวค่อนข้างขาวมองตอบกลับมาจากกระจกเงา ดวงตาสีฟ้าเคร่งเครียดจนแม้แต่ผู้เป็นเจ้าของก็สังเกตเห็น เดรโกเหลือบมองกล่องคริสตัลที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง ตั้งแต่วันที่เขาตัดสินใจเลือก กล่องนั่นก็ไม่เคยเปล่งแสงหรือพูดอะไรออกมาอีกเลย มีเพียงความเงียบสงบน่าอึดอัด

ร่างสูงเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ายามค่ำผ่านทางหน้าต่างหอนอน ดวงจันทร์กลมกระจ่างใสโผล่ขึ้นจากขอบฟ้าทิศตะวันออก แสงสว่างนวลของมันค่อยๆ ไล้ผ่านพื้นห้อง

ควรจะเป็นคืนที่งดงามแท้ๆ...

เด็กหนุ่มผมบลอนด์ถอนสายตาออกมาพร้อมกับเบือนหน้าหลบ มือกระชับเสื้อคลุมก่อนจะเดินไปหยิบไม้กายสิทธิ์และกล่องคริสตัลบนโต๊ะใส่กระเป๋า แล้วก้าวเท้าออกจากห้อง ไปทำหน้าที่เดินตรวจยามครั้งสุดท้าย...พร้อมกับรอรับผลการตัดสินใจของตนเอง

เมื่อเดรโกมาถึงทางขึ้นหอคอยเมื่อเวลากลางคืนล่วงเลยไปพอสมควรแล้ว ร่างเล็กในชุดนอนตัวโคร่งนั่งรออยู่ที่ริมบันไดหินเหมือนเช่นปกติ หากแต่วันนี้ดวงตาสีเขียวที่เงยขึ้นมองเขามีเค้ากังวลฉายชัด พรีเฟ็คหนุ่มวางมือทาบบนกรอบหน้าเรียว ไล้นิ้วหัวแม่มือกับแก้มนิ่มพร้อมกับถามเบาๆ

“ไม่เป็นไรนะ?”

มือเล็กเอื้อมมาแตะมือเขาพร้อมกับพยักหน้าหงึกๆ เด็กหนุ่มฝืนยิ้มตอบ จับมือบางให้เดินตามขึ้นไปบนหอคอย

ห้องนั้นยังคงตกอยู่ในความมืดสลัว มีแสงจันทร์ทาบผ่านหน้าต่างเข้ามาภายใน ร่างสูงทำท่าจะก้าวเข้าไปยังกองผ้าม่านที่มุมห้อง แต่ต้องชะงักเพราะมือเล็กเอื้อมมาดึงชายเสื้อคลุมเขา “มีอะไรเหรอ? เอเรียล”

“เดร...เอเรียล...”

คนตัวเล็กพูดยังไม่ทันจบประโยค เสียงโครมครามก็ดังขึ้นจากบันไดด้านล่างหอคอยจนทั้งสองสะดุ้ง เดรโกรีบผละไปที่ประตู ความเงียบทำให้ได้ยินเสียงสบถก่นด่าชัดเจน

((เวรเอ๊ย ไอ้เด็กเลวคนไหน คอยดูนะ พ่อจะจับมาเฆี่ยนให้เข็ด))

“ฟิลช์” เด็กหนุ่มพึมพำ ให้ตายเถอะ จำเพาะจะต้องกลับมาคืนนี้ แถมดูท่าคงจะเหยียบกับดักที่เขาทำให้กันคนมายุ่มย่ามแถวหอคอยนี่เข้าอีก “เอเรียล รออยู่นี่ก่อนนะ เดี๋ยวฉันกลับมา” ร่างสูงแตะบ่าเด็กสาวกำชับก่อนจะรีบก้าวลงจากหอคอย โดยไม่ทันได้รอฟังเสียงเรียก

“เดร...”

พรีเฟ็คแห่งบ้านสลิธิรินรีบวิ่งลงบันไดหอคอย จนเมื่อใกล้จะถึงทางออกจึงค่อยชะลอฝีเท้า เงาตะคุ่มของภารโรงแก่ยืนฮึดฮัด ส่งเสียงงึมงำปลอบแมวผอมโซที่ตัวเองอุ้มอยู่ “โอ๋ๆ ไม่เป็นไรนะ หวานใจ”

เสียงฝีเท้าทำให้ฟิลช์เงยหน้าขึ้น “แก! ทำไมไม่อยู่ในหอนอน!” ดวงตาสีเหลืองขุ่นมัวมองร่างสูงของเด็กหนุ่มผมบลอนด์พร้อมกับสบถ “ให้ตายเถอะ! พอฉันไม่อยู่สักคนก็เละไปหมด!”

เดรโกมองท่าทางเอาเรื่องของอีกฝ่าย “ฉันรับหน้าที่เดินตรวจยามตอนกลางคืน ฟิลช์” เขายกมือกอดอกพยายามทำสีหน้าเรียบเฉยเป็นปกติเพื่อไม่ให้มีพิรุธ

“เฮอะ! ตรวจยาม!” เสียงพ่นลมหายใจอย่างไม่เชื่อถือนัก “หาเรื่องออกมาเที่ยวเล่นล่ะสิ เด็กอย่างพวกแกน่ะ”

ใบหน้าเรียวขาวเชิดหน้าขึ้น อธิบายด้วยเสียงทุ้มต่ำกว่าเดิม “ฉันได้รับอนุญาตจากอาจารย์ใหญ่ จะไปถามดูก็ได้นะ” ดวงตาสีฟ้าเยียบเย็นจ้องตอบสายตากินเลือดกินเนื้อของอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว สุดท้ายคนที่จ้องเขม็งอยู่ก่อนก็ต้องยอมถอนสายตาหลบ พอดีกับที่นางแมวแก่ในอ้อมแขนร้องคราง

“โอ๋ๆ หวานใจ เจ็บมากเหรอ”

ส่งเสียงปลอบอีกครั้งก่อนจะเงยหน้าพูดรอดไรฟัน “วันนี้แกรอดไป แต่ถ้าคืนพรุ่งนี้ฉันเห็นแกเดินเพ่นพ่านอีกล่ะก็ แกได้นั่งขัดถ้วยรางวัลจนหมดเทอมแน่” ภารโรงของโรงเรียนพูดขู่ทิ้งท้ายก่อนจะรีบพาสัตว์เลี้ยงตัวโปรดของตัวเองไปรักษาพยาบาล

เดรโกรอจนร่างนั้นเดินลับสายตาไปแล้วค่อยระบายลมหายใจ ละมือจากไม้กายสิทธิ์ที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อคลุม นึกว่าจะต้องใช้คาถาทำให้ฟิลช์หลับไปเสียแล้ว ดีที่มิสซิสนอร์ริสร้องขึ้นมา เด็กหนุ่มรีบหันกลับ สาวเท้าขึ้นไปยังหอคอยอีกครั้งอย่างร้อนใจ

“ผู้ถือครอง...”

เสียงแหบพร่าที่เริ่มคุ้นหูทำให้ร่างสูงชะงัก มือเรียวยาวหยิบกล่องคริสตัลในเสื้อคลุมออกมาทันที กล่องนั้นเปล่งแสงเรืองรองท่ามกลางความมืดของบันได

“ผู้ถือครอง เรามารับค่าตอบแทนแล้ว…”

สังหรณ์บางอย่างจากเสียงเยียบเย็นนั้นทำให้เดรโกรีบเร่งฝีเท้าขึ้นไปยังห้องด้านบนโดยไม่เสียเวลาต่อปากต่อคำ เด็กหนุ่มเปิดประตูผางพร้อมกับก้าวเข้าไปภายใน “เอเรียล! เธอเป็นอะไรรึเปล่า!”

ร่างเล็กทรุดนั่งอยู่ในมุมมืดของห้อง คนตัวใหญ่กว่าแทบจะผวาเข้าไปหา เมื่ออยู่ใกล้จึงเห็นว่าไหล่บอบบางกำลังสั่นสะท้าน แขนเรียวทั้งสองข้างกอดตัวเองไว้แน่น

“เอเรียล! เธอเป็นอะไร!” เสียงถามละล่ำละลัก มือเรียวยาวดึงร่างบางให้หันกลับมา แล้วก็ต้องชะงักกึก “นาย...”

แสงจันทร์จากหน้าต่างส่องให้เห็นเสี้ยวหน้าซีดเผือด เหงื่อผุดพรายชื้นไรผมสีดำสนิทระต้นคอ ริมฝีปากบางบิดเบี้ยวพร้อมกับกัดฟันกรอดราวกับกำลังระงับอาการสั่นเทาของตัวเอง ดวงตาสีมรกตเหม่อคว้างจ้องหน้าเขา ก่อนจะกระซิบปนหอบ “มัลฟอย?...”

“พอตเตอร์! เป็นนายได้ยังไง!” เดรโกอุทาน “นี่มันเกิดอะไรขึ้น?!” เขาก้มลงถามกล่องปริศนาที่ตอนนี้เปล่งแสงเรืองรองอยู่ในมือของตนเอง

“ไม่ต้องตกใจ ผู้ถือครอง เราเพียงแต่กำลังจะทำให้คำขอของท่านสัมฤทธิ์ผล”

เสียงเย็นชาตอบกลับพร้อมกับแสงสีเขียววูบวาบ เด็กหนุ่มผมบลอนด์ชะงักอีกครั้งเมื่อคนตัวเล็กในอ้อมแขนกระตุกเฮือก แขนเรียวกอดตัวเองแน่นก่อนจะ...

“อ๊ะ อ๊ากกกกกกก”

เสียงร้องดังลั่น ดวงตาสีเขียวเหลือกมองด้านบน ขาทั้งสองข้างสั่นระริก ร่างบางแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้นหิน ถ้าไม่มีแขนยาวของอีกคนรับไว้ คุณชายแห่งบ้านสลิธิรินเขย่าไหล่อีกฝ่ายแรงๆ “พอตเตอร์ เฮ้ย นายเป็นอะไรไปน่ะ!”

ผิวเนื้อที่เขาสัมผัสเย็นเฉียบจนน่ากลัว เหงื่อซึมผ่านเสื้อนอนตัวใหญ่จนเปียกชุ่ม

“อั่ก...ฮึก...อ๊ากกกกกกกก” เสียงร้องด้วยความทรมานยังคงดังลั่น เดรโกได้แต่ประคองร่างของอีกฝ่ายไว้อย่างจับต้นจนปลายไม่ถูก เขาวางกล่องคริสตัลลงบนพื้น ขยับจะถามมันอีกครั้ง

แต่แล้วคุณชายแห่งบ้านสลิธิรินก็ต้องสะดุ้ง รู้สึกเหมือนหูแว่วได้ยินเสียงบางอย่างลั่นเบาๆ

...อย่าบอกนะว่า....

ท้องฟ้าด้านนอก แสงจันทร์เพ็ญยังคงส่องสว่าง




Create Date : 07 พฤศจิกายน 2548
Last Update : 7 พฤศจิกายน 2548 10:31:05 น.
Counter : 288 Pageviews.

12 comment
Part 12
“บ้าที่สุด!”

เดรโก มัลฟอยกระชากเสื้อคลุมเหวี่ยงทิ้งลงบนพื้น ก่อนที่จะนั่งลงบนเตียงด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเกือบ 5 วันแล้วที่เขาส่งจดหมายไปที่บ้าน แต่กลับมีเพียงความเงียบที่น่าอึดอัด ไม่มีคำตอบใดใดจากแม่ของเขากลับมาแม้แต่คำเดียว

เด็กหนุ่มผมบลอนด์สูดลมหายใจถี่ๆ พยายามสะกดอารมณ์ อีกแค่ 2 วันก็จะถึงวันพระจันทร์เต็มดวง...เวลาที่เขาต้องตัดสินใจถูกบีบลงทุกขณะ มือเรียวยาวหยิบกล่องคลิสตัลออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ขณะที่ดวงตาสีฟ้าเหลือบมองตั้งหนังสือกองใหญ่ที่ขนมาจากห้องสมุด เขาพยายามหาข้อมูลเกี่ยวกับกล่องประหลาดนี่ เผื่อว่าจะพบทางแก้ไข แต่ก็ไม่มีอะไรพอจะเป็นประโยชน์ได้เลย

ร่างสูงเอนหลังลงบนเตียง “จะทำยังไงดีนะ...” เขาพึมพำขณะที่เอามือข้างหนึ่งนวดขมับตัวเอง เริ่มปวดศีรษะขึ้นมาอีกแล้ว หมู่นี้เป็นบ่อยๆ เสียด้วย คงเพราะนอนไม่พอสมองเลยล้า จนแม้แต่จะควบคุมอารมณ์เช่นปกติยังทำได้ยากเย็น

“เอ่อ..เดรโก...”

เสียงเรียกจากหน้าประตูหอนอนชาย พอเด็กหนุ่มหันขวับไปดูว่าใครกล้าเข้ามารบกวน แพนซี่ พาร์กินสันยืนอยู่ที่ประตูด้วยสีหน้าติดจะเกรงใจ “อาจารย์ใหญ่เรียกประชุมพรีเฟ็คจ้ะ” เพื่อนสาวร่วมบ้านรีบบอกอึกอักเมื่อเห็นเค้าความเคร่งเครียดบนใบหน้าของเด็กหนุ่ม “แต่ถ้าเธอไม่ว่าง...เดี๋ยวฉันไปคนเดียวก็ได้นะ”

เดรโกนิ่งอยู่อึดใจ หลายวันมานี่เขาแทบไม่ได้ลงไปห้องนั่งเล่นรวมเลยสักครั้ง นอกเวลาเรียนกับเวลาทานอาหารเด็กหนุ่มก็จะขลุกตัวอยู่บนห้อง ไม่พูดจากับใครแม้แต่แพนซี่หรือสมุนทั้งสอง นอกจากจำเป็นจริงๆ ตอนนี้ไม่ค่อยมีใครกล้าเข้าใกล้เขานัก เพราะทุกคนต่างก็รู้สึกถึงรังสีอันตรายที่แผ่ออกมาอย่างเด่นชัด

“เดี๋ยวฉันตามไป”

สุดท้ายเสียงทุ้มก็บอกสั้นๆ แพนซี่พยักหน้าแล้วผลุบหายไปจากประตู ร่างสูงตัดสินใจลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปหยิบเสื้อคลุม...เอาเถอะ ยังไงนั่งอยู่ที่นี่ก็นึกอะไรไม่ออกอยู่ดี
………………………………………………………

“เรื่องที่จะประชุมก็มีเพียงเท่านี้ ขอบใจทุกคนที่ให้ความร่วมมือ”

ศาสตราจารย์มักกานากัลกล่าวปิดประชุมหลังจากที่เหล่าอาจารย์แจ้งเรื่องต่างๆ สำหรับการเตรียมตัวก่อนช่วงของการสอบที่กำลังจะใกล้เข้ามาให้พรีเฟ็คของทุกบ้านรับทราบแล้ว

“อ้อ ยังมีอีกเข่าวดีอีกเรื่อง” อาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนซึ่งนั่งอยู่หัวโต๊ะเอ่ยพร้อมกับยิ้ม “ต้นมูนทรัสที่ใช้ทำยารักษามิสซิสนอร์ริสเกือบจะโตเต็มที่แล้ว อีกไม่นานมิสเตอร์ฟิลต์กับแมวของเขาก็จะกลับมาทำงานได้เหมือนเดิม”

‘ข่าวดี’ นี้ให้พรีเฟ็คเกือบทุกคนเกิดเซ็งขึ้นมากะทันหัน ดูจากโรนัลย์ วิสลีย์ พรีเฟ็คบ้านกริฟฟินดอร์ที่เบ้หน้าทันควัน ก็ตั้งแต่เจ้าภารโรงโรงจิตพาแมวแก่นั่นไปรักษาตัวที่ฮอกมี๊ด แล้วถือโอกาสลาพักร้อนจนกว่ายารักษาหัดแมวจะใช้ได้ พวกนักเรียนก็รู้สึกสดชื่นสบายใจกันถ้วนหน้าจนอยากจะให้ฟิลต์ลาพักยาวกว่านี้ ไม่ต้องมาก...แค่ตลอดชีวิตก็พอ

ไม่มีใครสังเกตว่า ตอนนี้มีอยู่หนึ่งคนที่ไม่ได้แสดงความเบื่อหน่าย แต่กลับมีสีหน้าขรึมลงเล็กน้อย เดรโกเก็บข้าวของเตรียมจะลุกจากโต๊ะด้วยท่าทางสงบเช่นปกติ เพียงแต่ว่ามือเรียวยาวจับสันหนังสือเกร็งแน่นขึ้นอย่างไม่รู้สึกตัว

ใช่...เวลาเหลืออีกไม่มากแล้วจริงๆ

“เดี๋ยวก่อน มิสเตอร์มัลฟอย”

เสียงเรียกดังขึ้นก่อนที่ร่างสูงจะเดินออกจากประตู เขาหันกลับไปขานรับอย่างประหลาดใจเล็กน้อย

“ครับ? ศาสตราจารย์”

อัลบัส ดัมเบิลดอร์ลุกจากโต๊ะเดินเข้ามาใกล้ “พวกอาจารย์ฝากมาชมว่า เธอทำหน้าที่ตรวจยามได้เรียบร้อยดีมาก ไม่มีขาดตกบกพร่อง ขอบใจนะ” ผู้เป็นอาจารย์ใหญ่กล่าวพร้อมกับยิ้มน้อยๆ

คนถูกชมฝืนยิ้มตอบ “ไม่เป็นไรครับ” รู้สึกไม่สบายใจนักเมื่อเห็นว่าดวงตาสีฟ้าหลังกรอบแว่นรูปจันทร์เสี้ยวกำลังมองใบหน้าขาวซีดของเขาอย่างพิจารณา

“มิสเตอร์มัลฟอย สีหน้าเธอไม่ค่อยดีเลยนะ ทำงานหนักเกินไปหรือเปล่า?”

เสียงทุ้มรีบปฏิเสธ “ช่วงนี้ผมอ่านหนังสือดึกน่ะครับ” ร่างสูงสูดลมหายใจลึกพยายามกลบความอ่อนเพลียที่ปรากฏออกมา “ผมขอตัวก่อนนะครับ ต้องเอาหนังสือไปคืนห้องสมุด”

ผู้สูงวัยกว่าไม่ได้ทักท้วง ชายชราเพียงแต่มองนักเรียนของตนด้วยสายตาอ่อนโยน “ถ้ามีอะไรจะให้ครูช่วยก็บอกได้นะ มิสเตอร์มัลฟอย”

เดรโกนิ่งอึ้งอยู่อึดใจ ช่วยงั้นหรือ? ผู้นำภาคีนกฟินิกส์จะยอมช่วยหรือ หากเขาบอกว่าจะต้องแลกชีวิตของแฮร์รี่ พอตเตอร์ เด็กชายผู้รอดชีวิต กับเด็กสาวคนหนึ่ง...ที่ไม่มีความสำคัญ...ไม่มีแม้ใครรู้จัก

สุดท้ายใบหน้าเรียวขาวก็เพียงแต่ฝืนยิ้มพร้อมกับส่ายหน้า

“ไม่มีอะไรหรอกครับ ศาสตราจารย์ ขอบคุณครับ”
………………………………………………………

ร่างสูงเดินขึ้นบันไดหอคอยสูงอย่างเงียบๆ ใบหน้าค่อนข้างซีดยังคงเคร่งขรึมแสงแดดลำสุดท้ายพุ่งผ่านช่องลมของกำแพงเข้ามา เวลาสนทยากำลังจะหมดลงแล้ว

หลังจากออกมาจากห้องประชุม เดรโกก็ตัดสินใจไม่เข้าไปทานอาหารเย็นในห้องโถง เพราะนอกจากคอเขาจะตื้อจนกินอะไรไม่ลง เด็กหนุ่มก็ไม่แน่ใจว่าอารมณ์ของตนตอนนี้ปกติพอจะปั้นหน้าเฉยชาเช่นที่เคยปฏิบัติได้หรือไม่ พรีเฟ็คแห่งบ้านสลิธิรินตั้งใจว่าจะเดินไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีจุดหมาย แต่สุดท้ายเท้าทั้งสองก็พาเขามายังที่ที่คุ้นเคย

กลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยมาทำให้ร่างสูงชะงักเท้า คิ้วเรียวขมวดอย่างงุนงง...กลิ่นอะไร? ปกติในหอคอยนี้จะอับเล็กน้อย เพราะว่าไม่ได้เปิดหน้าต่างระบายอากาศมานานหลายสิบปี ยกเว้นห้องชั้นบนที่เปิดโล่ง แต่วันนี้บันไดทางขึ้นกลับมีกลิ่นหอมบางอย่างลอยอยู่บางๆ กลิ่นนั้นอ่อนจนแทบสัมผัสไม่ได้ หากไม่ใช่คนที่คุ้นเคย...

กลิ่นหอมนี้...กลิ่นที่เขามักจะสัมผัสได้ยามอยู่ใกล้...เอเรียล!

เด็กหนุ่มผมบลอนด์เร่งฝีเท้ารีบก้าวขึ้นบันไดไปอย่างรวดเร็ว เขากระชากประตูเปิด สายลมอุ่นของฤดูใบไม้ผลิพัดมาปะทะใบหน้าทันที แสงสลัวของยามค่ำขมุกขมัวจนมองร่างที่ยืนเหม่ออยู่ใกล้กับหน้าต่างบานกว้างไม่ชัดนัก พอได้ยินเสียงประตู ร่างนั้นก็สะดุ้งหันขวับมาทันที

“นายมาทำอะไรที่นี่?”

แฮร์รี่ พอตเตอร์อุทาน ดวงตาสีเขียวมรกตเบิกกว้างอย่างประหลาดใจ เขาไม่นึกว่าจะมีใครขึ้นมาบนหอคอยเก่าแบบนี้ ยิ่งเป็นคุณชายจอมหยิ่งของสลิธิริน...

“ฉันน่าจะถามนายมากกว่า?” เด็กหนุ่มบ้านสลิธิรินก้าวเข้ามาภายในห้อง กลิ่นหอมนั้นยิ่งเด่นชัดขึ้นจนเดรโกเริ่มแน่ใจว่ามันไม่ใช่อุปทานของตัวเอง “นายขึ้นมาทำไม พอตเตอร์?” เขาถามกลับ ดวงตาสีฟ้าซีดมองร่างบางตรงหน้า

คิดไปเองหรือเปล่านะ ไม่เจอแค่ไม่กี่วัน...ทำไมหมอนี่ดูแปลกไป?

“เอ่อ...ฉัน...”

แฮร์รี่อึกอัก เขาเองก็ตอบไม่ได้ว่าทำไมถึงขึ้นมาที่หอคอยนี่ได้ แค่รู้สึกว่าอยากหาที่เงียบๆ นั่งคิดเรื่องที่กำลังกังวลอยู่ตามลำพัง ขาทั้งสองก็พาเดินมาถึงที่นี่เสียแล้ว แต่พูดไปอีกฝ่ายก็คงไม่เข้าใจอยู่ดี เด็กหนุ่มบ้านกริฟฟินดอร์จึงเอ่ยตัดบท “ฉันแค่เดินเล่นผ่านมาเท่านั้น...”

ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะเชื่อคำอธิบายของเขารึเปล่า แต่การที่คนตรงหน้ามองดูเขานิ่งๆ ปล่อยให้ความเงียบครอบงำจนเกิดบรรยากาศน่าอึดอัด เด็กหนุ่มผมดำก็เลยตีความหมายว่านั่นเป็นการไล่ของผู้มาทีหลัง “นายจะใช้หอคอยนี่ใช่ไหม? งั้นฉันไปก็ได้”

ร่างบางผละจะเดินหลบ แต่เมื่อเขาเดินเฉียดกับร่างสูง แขนเรียวก็ถูกคว้าไว้

“พอตเตอร์ ผมนายยาวขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?”

เดรโกถามพร้อมกับขมวดคิ้ว ผมสีดำค่อนข้างยุ่งที่เขาเห็นจนคุ้นตา แม้ว่าจะยาวกว่าเด็กนักเรียนชายทั่วไป แต่ก็ยังไม่ได้ยาวจนแทบจะรวบได้แบบนี้ แล้วยังกลิ่นหอมนั่น...กลิ่นที่คุ้นเคยกำลังเตือนให้เด็กหนุ่มระลึกถึงอะไรบางอย่าง...อะไรที่ทำให้เขารู้สึกหนาวเยือก

“ไม่เกี่ยวกับนาย มัลฟอย” คนถูกถามพยายามสะบัดแขนออก ท่าทางร้อนรนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่มือเรียวยาวของคนตรงหน้ากลับบีบแน่นขึ้น เสียงทุ้มถามเคร่งเครียด

“พอตเตอร์...หลายวันมานี่ร่างกายนายไม่มีอะไรผิดปกติใช่ไหม?”

ร่างบางนิ่งอึ้งไปทันที แต่เดรโกไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายปฏิเสธคำถามนั้น “ใช่ไหม!” เขาย้ำเน้นเสียง เด็กหนุ่มผมบลอนด์สาบานได้ว่าเขาเห็นความประหลาดใจปนหวาดหวั่นฉายออกมาจากดวงตาสีเขียวมรกตคู่นั้นก่อนที่อีกฝ่ายจะรีบหลุ่บตาลงแล้วดิ้นแรงขึ้น

“ไม่มีอะไรทั้งนั้น มัลฟอย ปล่อยได้แล้ว ฉันจะกลับ”

ร่างสูงไม่ได้สนใจเสียงห้ามแม้แต่น้อย เขาดึงคนตัวเล็กเข้ามาใกล้ตัวด้วยมือเพียงข้างเดียว ขณะที่มืออีกข้างไล่ไปตามใบหน้าเรียวจนผู้เป็นเจ้าของสะดุ้งตกใจกับสัมผัสที่ไม่คาดคิด “มัลฟอย นายทำบ้าอะไร ปล่อยนะ!”

“อย่าดิ้น!”

เด็กหนุ่มบ้านสลิธิรินสั่งเสียงเฉียบขาด มือเรียวยาวไล่ต่ำมาที่ลำคอและไหล่ของคนที่พยายามดิ้นหนี อย่างที่เขากลัว...ลำคอเล็กกับไหล่บอบบางของแฮร์รี่ พอตเตอร์เล็กลง เล็กลงมาก...จนเกือบจะไม่ใช่ไหล่ของเด็กผู้ชายด้วยซ้ำ เช่นเดียวกับแพขนตายาวและผิวเนื้อนิ่ม

หากท่านไม่ถอนคำขอ...เราจะขอรับค่าตอบแทน...

เดรโกกัดฟันกรอด มันไม่เคยรอเวลาเลยใช่ไหม? จะต้องบีบเขาตัดสินใจโดยเร็วที่สุด? ดวงตาสีฟ้าก้มลงมองคนที่ถูกยึดไว้ในมือ อีกฝ่ายนิ่งไปเมื่อเห็นท่าทางเคร่งเครียดจริงจังของเขา ดวงตาสีเขียวที่เงยขึ้นมองเต็มไปด้วยคำถามและความไม่เข้าใจ

หมอนี่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้เลย...แล้ว เอเรียลล่ะ? นายจะทำยังไง เดรโก? ไม่มีทางอื่นอีกแล้วเหรอ?

กลิ่นหอมที่อวลอยู่ยิ่งเข้มขึ้นจนแทบจะทำให้เด็กหนุ่มผมบลอนด์มึนงง น้ำเสียงอ่อนโยนใจดีที่เขาเพิ่งได้ยินก็ลอยมาในความคิด

ถ้ามีอะไรจะให้ครูช่วยก็บอกได้นะ มิสเตอร์มัลฟอย

เด็กหนุ่มตัดสินใจในฉับพลัน เขากระชับข้อมือเรียว ร่างสูงแทบจะกระชากให้อีกฝ่ายถลา “มากับฉัน พอตเตอร์!” เดรโกเกือบจะไปถึงประตู ถ้าคนที่ถูกลากตามมาไม่หายตกใจแล้วเริ่มดิ้นอีกครั้งเสียก่อน

“นายจะพาฉันไปไหน” แฮร์รี่ถามห้วนๆ

“ไปหาดัมเบิลดอร์ เรื่องอาการของนาย” เสียงทุ้มตอบสั้นๆ ความรู้สึกปวดศีรษะแปลบเข้ามาอีกจนทำให้ตาพร่าไปวูบหนึ่ง โธ่เว้ย! อย่าเพิ่งมาเป็นอะไรตอนนี้ได้มั้ย เขาสลัดศีรษะแรงๆ ขณะที่มือยังดึงอีกฝ่ายไว้

ชื่ออาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนไม่ได้ทำให้เด็กหนุ่มบ้านกริฟฟินดอร์สงบลงเลยแม้แต่น้อย ตรงข้ามแฮร์รี่กลับยิ่งดิ้นแรงขึ้น “ไม่! ฉันไม่ไป ฉันสบายดี มัลฟอย ปล่อย!”

ใบหน้าเรียวขาวซีดหันขวับกลับไปพูดเสียงดุเข้มอย่างหงุดหงิด “นี่ไม่ใช่เวลามาอวดเก่งนะ พอตเตอร์ เราต้องรีบไปปรึกษาดัมเบิลดอร์ ตามฉันมา!” เสียงเขาชักห้วนขึ้นเรื่อยๆ

ดูเหมือนคนตัวเล็กจะไม่หวาดกลัว เขาใช้จังหวะที่คนตัวสูงกว่ากำลังจะเปิดประตูหอคอยจิกเล็บลงบนมือที่จับยึด เดรโกเผลอสะบัดแขนด้วยความตกใจทำให้อีกฝ่ายหลุดจากการเกาะกุม ร่างบางรีบถอยหลังหนีไปจนแทบจะติดกำแพงอีกฝั่ง

“ฉัน-ไม่-ไป-หา-ดัมเบิลดอร์!”

น้ำเสียงดื้อดึงและดวงตาแข็งกร้าวทำให้ความอดทนของเด็กหนุ่มผมบลอนด์ขาดผึง ร่างสูงก้าวเข้าไปประชิดพร้อมกับกระชากอีกฝ่ายให้เข้ามาใกล้จนรู้สึกถึงลมหายใจหอบกระชั้น “การไปหาอาจารย์ใหญ่เพื่อให้ช่วยดูอาการผิดปกติ มันทำให้นายเสียเกียรติมากหรือไง พอตเตอร์ผู้ยิ่งใหญ่! ดูสภาพตัวเองเสียบ้าง!”

ฉันพยายามเลือกทางที่ดีที่สุดสำหรับเราทุกคนแล้วนะ เข้าใจบ้างได้ไหม

น้ำเสียงเสียดสีดุดันและแรงบีบที่ไหล่บางทำเอาใบหน้าเรียวสีน้ำผึ้งเบ้ไปนิดหนึ่งด้วยความเจ็บ แต่ก็ยังยืนกรานเสียงแข็ง “ฉันไม่ไป! พวกภาคีมีเรื่องต้องจัดการมากอยู่แล้ว ปล่อย!”

แฮร์รี่กัดฟันเบี่ยงตัวหลบมือที่แข็งราวคีมเหล็กนั้น แต่อีกฝ่ายกลับยิ่งยึดแน่น

“ที่นายกำลังปฏิเสธอยู่ คือ การพึ่งพาคนอื่นต่างหาก!” เดรโกเน้นเสียง

วูบหนึ่งของความคิดเขานึกถึงน้ำตาที่เอ่อคลอดวงตาสีเขียวมรกตอีกคู่ ความรู้สึกเจ็บปวดที่ถูกถ่ายทอดออกมาพร้อมกับเสียงสะอื้นแผ่ว ร่างที่สั่นสะท้านอยู่ในอ้อมกอดเขา ขณะที่คนตรงหน้าตอนนี้กลับไม่เคยยอมรับมันแม้สักครั้ง

แฮร์รี่ตวาดกลับเสียงแข็ง “ไม่จริง! นายไม่รู้อะไรก็อย่ามาพูด มัลฟอย!”

เดรโกกัดฟันกรอด “คิดว่าฉันไม่รู้เหรอ?”เขาเขย่าไหล่บางพร้อมกับตะโกนใส่ “นายกลัวที่จะต้องแสดงความอ่อนแอให้คนอื่นเห็น! นายหลอกตัวเองแล้วปฏิเสธมัน!”

รู้มั้ยว่ามีใครร้องไห้แทนนาย...ใครที่ต้องแบกรับความหวาดกลัวทั้งหมดแทน เธอร้องไห้อยู่ตลอดเวลา ร้องไห้เพราะความเจ็บปวดที่นายผลักมาให้

ตอนนี้เดรโกแทบจะคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้อยู่แล้ว ถ้อยคำที่พร่างพรูออกมาจึงเกือบจะเป็นเสียงตะคอก

“นายกลัวว่าความอ่อนแอของนายจะทำให้ใครตายเหมือนซีเรียส แบล็คใช่มั้ย!”

ร่างบางชะงักกึก แฮร์รี่กัดริมฝีปากที่สั่นระริกของตนจนรู้สึกเจ็บ ญาติเพียงคนเดียวของเขา คนที่เป็นตัวแทนพ่อของเขา...ถ้าเพียงแฮร์รี่เข้มแข็งพอ ซีเรียสคงไม่...

หลังจากเหตุการณ์นั้น..ไม่เคยมีใครกล้าพูดถึงความตายของซีเรียสกับเขาแบบนี้ แม้แต่เพื่อนสนิททั้งสองหรือรีมัส ลูปินซึ่งเป็นผู้ที่คอยปลอบโยนเขา แต่ศัตรูและคู่แข่งคนนี้กลับ...ใบหน้าเรียวกัดฟันกรอด หอบหายใจแรง

“คนที่ไม่เคยเสียคนสำคัญไปอย่างนายไม่มีทางเข้าใจหรอก!”

เสียงตะโกนกร้าวตอบกลับของแฮร์รี่ทำให้อารมณ์ที่คุกกรุ่นอยู่ของเดรโกแล้วยิ่งปะทุขึ้น ทั้งที่ไม่รู้อะไรเลย...ไม่รู้เลยแท้ๆ ร่างสูงผลักไหล่คนตัวเล็กในมือให้เข้าไปกระแทกผนังหิน

“กล้าดียังไง!”

ความปวดแปลบในศีรษะแล่นขึ้นพร้อมกับความเครียดที่พุ่งสูงจนทำให้ตาพร่า

พูดออกมาได้...ทั้งที่ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาเองก็กำลังหวาดกลัวการสูญเสีย หวาดกลัวจนแทบบ้า

แรงกระแทกทำให้แฮร์รี่จุกไปนิดหนึ่ง แต่ความโทสะของเด็กหนุ่มบ้านกริฟฟินดอร์เองก็กำลังเพิ่มขึ้น เขาตะโกนกลับอย่างไม่เกรงกลัว “เพราะนายไม่เข้าใจ และไม่มีวันจะเข้าใจ รู้ไว้ มัลฟอย!”

ร่างบางดิ้นสะบัดจนหลุดจากการเกาะกุม เขาทำท่าจะวิ่งหลบออกไป แต่แขนยาวก็คว้าไว้ได้จนทั้งสองเสียหลักล้มลงบนพื้นหินเย็นเยียบ เดรโกก้มลงมองคนที่นอนอยู่ด้านล่าง ดวงตาสีเขียวที่เปล่งประกายกร้าวอย่างแค้นเคือง กลิ่นหอมนั้นยิ่งพลุ่งพล่านขึ้นอีก เด็กหนุ่มผมบลอนด์หอบหายใจพูดเค้นเสียงกระท่อนกระแท่น

“นายต่างหาก ที่ไม่เคยรู้อะไรเลย พอตเตอร์ ฉัน...”

“ฉันไม่อยากจะรู้เรื่องของนาย!”

แฮร์รี่ตะโกนแทรก เขาเงยหน้าขึ้นจ้องคนด้านบนอย่างเย็นชา “นายจะเป็นจะตายมันก็ไม่เกี่ยวกับฉัน!” วูบหนึ่งที่ดวงตาสีฟ้าของคนด้านบนลุกวาว มันทำให้เด็กหนุ่มผมดำรับรู้ถึงอารมณ์รุนแรงของอีกฝ่าย เขาหลับตาเตรียมรับหมัดที่กำลังจะซัดเข้ามา

แต่สิ่งที่ทาบกับซอกแก้มกลับเป็นริมฝีปากร้อนรุ่ม!

ใบหน้าเรียวลืมตาขึ้นทันที แทบจะอ้าปากค้างเมื่อเห็นว่าร่างสูงที่คร่อมอยู่ก้มลงมาหา “มัลฟอย นายทำบ้าอะไร!” คนตัวเล็กตะโกนพร้อมกับดิ้น แต่มือเรียวยาวกลับยึดข้อมือบางไว้แน่น “ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้!” ใบหน้าเรียวพยายามจะเบี่ยงหลบริมฝีปากของอีกฝ่ายที่ไล้ไปตามเปลือกตาและแก้ม แต่กลับต้องสะดุ้งตัวแข็งเมื่อใบหน้าขาวนั่นเลื่อนไปยังซอกคอสีน้ำตาลอ่อนของเขาแทน

กลิ่นหอมที่อบอวลจากร่างข้างใต้ทำให้สติของเดรโกกระเจิดกระเจิง ผิวเนียนบางที่คุ้นเคยทำให้เขากระหวัดถึงใครอีกคนที่เป็นเจ้าของกลิ่นหอมนี้ ทั้งแก้มเนียน สันจมูก เปลือกตา และลำคอระหง เหมือนกันมากเหลือเกิน....ความรู้สึกหวาดกลัวต่อการสูญเสียเร่งให้เด็กหนุ่มสัมผัสร่างซึ่งกำลังสั่นสะท้านมากขึ้นเรื่อยๆ

“ ปล่อย...มัลฟอย...”

เสียงห้ามเริ่มเบาลงพร้อมกับที่ริมฝีปากบางสั่นระริก เดรโกชะงักรู้สึกว่าร่างข้างใต้หยุดดิ้นรน ขณะที่ไหล่เนียน
กลับสะท้านด้วยความหวาดหวั่น และนั่นย้ำเตือนให้เด็กหนุ่มนึกถึงร่างบอบบางที่มักจะสะอื้นอยู่ในอ้อมแขนเขา...กำลังกลัวเหรอ?

สติที่กำลังเลือนรางค่อยๆ กลับคืนมา นายเองก็กลัวใช่มั้ย? นายก็มีความเศร้าเหมือนที่เธอมี ความอ่อนแอที่บริสุทธิ์อ่อนหวานแบบนั้น... เดรโกจ้องมองคนตรงหน้าก่อนจะสูดลมหายใจลึก

“ร้องไห้สิ..”

เสียงทุ้มจริงจังทำให้แฮร์รี่ชะงักเงยหน้ามอง ร่างสูงหยุดมือซึ่งสัมผัสเขาแล้วกำลังก้มลงมองนิ่งๆ ประกายบาง
อย่างในดวงตาสีฟ้าคู่นั้นทำให้เด็กหนุ่มบ้านกริฟฟินดอร์งุนงง เพราะนอกจากมันจะไม่ใช่แววตาเย่อหยิ่งเหยียดหยามหรือรังเกียจเช่นปกติ แต่เขายังแน่ใจว่า มันแฝงความอ่อนหวานและความห่วงอาทรส่งผ่านมา

...ราวกับอีกฝ่ายกำลังมองใครอื่น ไม่ใช่แฮร์รี่ พอตเตอร์ ศัตรูที่แสนเกลียดชัง

เดรโกยิ้มให้พร้อมกับใช้มือหนึ่งลูบเรือนผมนุ่มสีดำอย่างปลอบโยน “ถ้ากลัว ก็ร้องไห้เถอะ...ไม่ต้องฝืนเก็บน้ำตาเอาไว้หรอก...” มือเรียวอีกข้างไล้แก้มเนียน “ยอมรับความอ่อนแอของนายเถอะนะ พอตเตอร์”

ฉันเชื่อได้ไหมว่านายก็เหมือนกับเธอ...นายจะยอมรับเธอ เราจะหาทางแก้ไขเรื่องนี้ด้วยกัน

ริมฝีปากแห้งผากขยับจะเอ่ยอะไรบางอย่าง แต่เสียงแผ่วจนแทบขาดหายนั้นทำให้เดรโกต้องก้มลงไปใกล้เพื่อให้ได้ยินชัด

“...ฉันเกลียดมัน”

น้ำเสียงเยียบเย็นทำให้ร่างสูงชะงัก เด็กหนุ่มรีบยืดตัวขึ้นมองร่างข้างใต้อย่างงุนงง ดวงตาสีเขียวแห้งผากจ้องมองเขา แฮร์รี่กระซิบแผ่วหากหนักแน่น “ฉันเกลียดความอ่อนแอ มัลฟอย...”

เด็กหนุ่มไม่รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการอะไรถึงได้ทำแบบนี้ แต่สิ่งที่เขาแน่ใจก็คือ...เขาไม่มีวันยอมให้อภัยความอ่อนแอของตัวเองที่ทำให้ซีเรียสต้องจากไป มือเรียวกำแน่นทั้งที่ยังถูกยึดไว้ กัดริมฝีปากจนรู้สึกถึงรสเค็มของเลือดที่ซึมออกมา “ฉันจะกำจัดมันให้หมด ฉันจะไม่ร้องไห้อีก...”

เดรโกนิ่งอึ้ง เด็กหนุ่มกัดฟันกรอดรู้สึกว่าหัวสมองตื้อขึ้นมาอีกครั้ง มือเรียวสั่นระริกเพิ่มแรงบีบข้อมืออีกฝ่ายแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ไม่เหมือนกัน...ไม่เหมือนกันสักนิด...

เด็กหนุ่มผมบลอนด์ผละออกพร้อมกับเดินห่างออกไปจนติดกำแพงหินโดยไม่พูดอะไรอีก ขณะที่เด็กหนุ่มผมดำรีบลุกขึ้นจับเสื้อผ้าที่หลุดลุ่ยของตน แล้ววิ่งลงไปจากหอคอยโดยไม่หันกลับมามอง ทิ้งอีกฝ่ายไว้ในความเงียบงัน

เดรโกฟังเสียงฝีเท้าที่ค่อยๆ วิ่งห่าง กลิ่นหอมอวลเมื่อครู่จางหายไปอย่างรวดเร็ว เหมือนกับความอ่อนโยนที่เขาเพิ่งมอบให้คู่แข่งเป็นครั้งแรก...และครั้งสุดท้าย

โครม!

ร่างสูงกระแทกหมัดเข้ากับผนังกระด้างพร้อมกับเหยียดยิ้มขื่น

ขอบใจนะ...พอตเตอร์ ที่ทำให้ฉันต้องเลือกจนได้...ขอบใจจริงๆ!
###########################

Talks

ลงฟิกสวนกระแสเล่ม 6 ซะงั้น โฮ พล็อตชั้นถล่มทลายหมดแล้ว ป้าเจเคบ้า เลยเอาฉากจับกดมาแก้แค้นไอ้ลี่ในเรื่องจริง หึหึ พี่เดรเราก็ยังพระเอกเหมือนเดิมน่อ เรื่องนี้ใกล้จบแล้ว จะเป็นยังไงต่อไปก็มารอดูกัน



Create Date : 19 กรกฎาคม 2548
Last Update : 19 กรกฎาคม 2548 16:18:14 น.
Counter : 306 Pageviews.

4 comment
1  2  3  4  

นะโอ
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]