Volume 3 part 2.2
ผมกับเดรโกนั่งอยู่ในร้านชวนสยองนั่นอยู่อีกพักใหญ่ ท่าทางวันนี้เดรโกจะอารมณ์ดีทีเดียว ...ก็ปกติเคยคุยกันถึง 5 นาทีซะที่ไหน ต้องได้เถียงกันก่อนประจำ (แต่เดรโกเวลาอารมณ์เสียตอนโดนผมแกล้งยั่วก็น่ารักดีนะ) แปลกมากที่วันนี้เจ้าตัวกลับเป็นฝ่ายชวนผมคุย แถมเล่าประวัติของตกแต่งประหลาดๆ บนผนังร้านให้ผมฟังอย่างกระตือรือร้นเสียอีก

นั่นแหละ ดีมาก! เดรโกอารมณ์ดีแบบนี้แหละ โอกาสเหมาะ...เหมาะสุดๆ

ผมเริ่มคิดวางแผนตามคำแนะนำของซิเรียสทีละขั้นทีละขั้น ลองคำนวณแล้วมันน่าจะไปได้สวยทีเดียวน๊า หาที่เงียบๆ บรรยากาศดีๆ แล้วก็....

กำลังวาดภาพฉากจบอยู่ๆ ก็มีเสียงดังขัดจังหวะซะก่อน
“นั่งบื้ออยู่ทำไม พอตเตอร์ จ่ายเงินแล้วก็ไปซะที”
ผมเงยหน้าขึ้นมองร่างบางที่ตอนนี้ลุกจากเก้าอี้เตรียมตัวออกจากร้านเรียบร้อย ...เอาเถอะ ถึงคำพูดกับท่าทางของฝ่ายตรงข้ามจะไม่ตรงกับคำบรรยายของซิเรียสเสียทีเดียว แต่ก็นับว่าเข้าท่ากว่าปกติเยอะแล้ว โธ่ ก็นี่เดรโกนะครับ ถ้าจะให้เขาพูดดีๆ หวานๆ กับผมแบบที่รีมัสพูดกับซีเรียสน่ะเหรอ? สงสัยคงต้องรอให้เดรโกไข้ขึ้นจนเพ้อออกมาเท่านั้นแหละ

“โอเค ไปกันเถอะ” ผมรับคำแล้วลุกขึ้นยืนบ้าง
ถึงตอนนี้ พอมองไปรอบๆ ถึงเพิ่งรู้สึกว่าเรานั่งอยู่ในร้านกันนานพอดูทีเดียว จากที่มีลูกค้า‘บ้าง’ ตอนนี้ก็เหลือแค่พวกผมเท่านั้น (ที่จริงก็ไม่น่าแปลกใจนักหรอก ก็ร้านแบบเนี้ย)

ผมเดินหิ้วของตามเดรโกออกไปจากร้าน เราสองคนออกมายืนเคว้งอยู่ริมถนนที่ตัดไปฮ๊อกมี๊ด ยังเหลืออีกตั้งเกือบ 2 ชั่วโมง กว่าจะถึงเวลากลับโรงเรียน แต่ไอ้ครั้นจะเข้าไปในหมู่บ้านอีกก็ไม่รู้จะไปเดินซื้ออะไรแล้ว แถมยังต้องคอยหลบพวกอาจารย์ด้วย

ดูเหมือนคนข้างๆ ผมก็คิดเหมือนกัน เจ้าตัวถึงได้ทำท่าครุ่นคิดแบบนั้น

“นายอยากไปที่ไหนอีกไหม เดรโก?”

ผมลองถามดู แต่ก็ได้รับคำตอบเป็นการยักไหล่ ก่อนที่จะส่ายหน้าช้าๆ “ไม่รู้จะไปไหนแล้ว หรือจะกลับโรงเรียนเลยดี....” พูดออกมาแบบนี้ แต่หน้าขาวที่ดูเซ็งๆ กับน้ำเสียงลังเลมันบอกว่ารู้สึกตรงข้ามนี่นา

ผมคลี่ยิ้ม เข้าแผนล่ะ!

“งั้นไปทางนี้กันไหม ฉันรู้จักที่ดีๆ ด้วยนะ”

ผมว่าแล้วดึงมือนิ่มให้เดินตามโดยไม่สนใจเสียงประท้วงของเดรโกที่โวยวายออกมาหน่อยๆ

“เฮ้ นายจะพาฉันไปไหน ปล่อยนะ พอตเตอร์”

“เหอะน่า ไปถึงแล้วนายต้องชอบแน่” ผมออกแรงดึงคนตัวเล็กทีตามมาข้างหลังให้เดินเร็วขึ้นอีกนิด

เดรโกพยายามดึงมือออก “ก็ปล่อยมือก่อนสิ ไม่เห็นต้องลากเลย” โอ้ยไม่หลุดหรอกครับ แรงเท่ามดแค่นี้มีหรือจะสู้แรงผมได้ ผมหันไปหาคนหน้าสวยที่ตอนนี้หน้าชักแดงเรื่อขึ้นมาหน่อยๆ (น่ารักชะมัด)

“ไม่เอา ปล่อยแล้วเดี๋ยวนายหายไปฉันก็แย่สิ”

แกล้งพูดหน้าตายเสร็จแล้วก็หันกลับมาจูงต่อ กะไม่ให้ปฏิเสธได้ละครับ

...ก็คนมันกำลังคึกคักเพราะแผนการไปได้สวยนี่นา

..........................................................................

ผมพาเดรโกเดินตามทางเกวียนออกจากหมู่บ้าน จนมาถึงที่ที่ได้รับคำแนะนำจากซีเรียส....ตอนแรกผมจะคิดว่ามันแปลกอยู่สักหน่อย แต่เจ้าของต้นตำรับเค้าย้ำแถมรับประกันซะหนักแน่นว่านี่แหละ เด็ดสุด ที่....

.....เพิงโหยหวน.....

ผมจูงเดรโกมายืนหน้าเพิงไม้โกโรโกโสนั้นด้วยท่าทางคุ้นเคย ที่จริงก็ไม่ได้มาที่นี่ซะนานเลยแฮะ ช่วงปีแรกๆผมใช้ที่นี่เป็นทาง(แอบ)ผ่านมาฮอกมี้ดประจำ แต่พอปี 3 ผมมาซี้กับเจ้าของร้านฮันนี่ดุ๊กเลยเปลี่ยนเส้นทาง - - จะได้ไม่ต้องไปเล่นไล่จับกับต้นวิลโลว์จอมหวดบ่อยๆไงล่ะ

ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปซักเท่าไหร่ เพราะข่าวลือน่ากลัวๆ(ของรีมัส) บวกกับกับดักที่ผมกับพวกสองแฝดทำไว้กันคนมารบกวนทางผ่าน คงทำให้ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้เพิงโหยหวนนัก ยิ่งตอนที่อากาศหนาว ดูสลัว มืดๆ เย็นๆ แบบนี้ ไม่มีใครเข้ามาในรัศมี 500 เมตรแน่ๆ

บรรยากาศโอเค สถานการณ์ลงตัวเหมาะเจาะ !

“เดรโก” ผมหยุดเดิน หันกลับมาหาร่างบางที่ยังคงมองรอบด้านด้วยสายตาหวาดๆ ปนอยากรู้อยากเห็น ตามปกติของคนที่มาใกล้เพิงโหยหวนครั้งแรก ใบหน้าน่ารักนั่นเลิกคิ้ว

“เรียกทำไม?” ...ถามห้วนจัง...เอาเห๊อะ

“ฉันมีเรื่องอยากจะบอกนาย”

“...?” เดรโกพยักหน้านิดๆ เลิกคิ้วเป็นทำนองว่า ‘พูดไปสิ’ ไม่วายเหลือบมองเรือนไม้โกโรโกโสอีกครั้ง ดูท่าจะไม่ได้รับรู้ถึงบรรยากาศที่ผมพยายามสร้างตามแผนซิเรียสอย่างที่คิด...เอ ชักไม่ค่อยดี

“อือ คือว่าฉัน....” ผมลากเสียงช้าๆ

รู้สึกจะยากกว่าที่คิดไว้นิดหน่อยแฮะ...เพิ่งนึกได้...ว่า..ต้องพูดตามซีเรียสสอนมาด้วยนี่หว่า????

คือแบบว่า...ที่ทำมามันก็ไม่ยากหรอกนะ แต่....ไอ้คำพูดแบบนั้น...แบบที่ซีเรียสพูดอยู่บ่อยๆ...เนี่ยมัน...

“คือว่า...” ระหว่างที่ยังลากหางเสียง อยู่ๆ ผมก็ผมเกิดลังเลขึ้นมา

“เอ่อ แบบว่า...ที่ผ่านมาน่ะ...” ผมยกมือขึ้นมาปัดตามชายเสื้อตนเอง ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันไม่มีอะไรเกาะซักนิด ฝ่ามือเริ่มมีเหงื่อซึมทั้งที่อากาศก็ไม่ได้ร้อน โอ๊ยยย เป็นอะไรไปวะเนี่ยยย

“เราสองคน...”

ผมลูบต้นคอตัวเอง ในใจก็พยายามรวมรวมปะติดปะต่อภาพแผนการที่วางไว้อีกรอบนึง

แต่ประโยคแบบนั้น...มันรู้สึกแปลกๆ ยังไงไม่รู้จริงๆ นะ ผมยังไม่วายแอบคิด

คงเพราะท่าทางอึกอักของผม คนน่ารักตรงหน้าเลยชักเอ่ะใจอะไรกับสถานการณ์ขึ้นมานิดหนึ่งละมั้ง เดรโกขมวดคิ้วนิดๆ หรี่ตามองอย่างไม่ค่อยไว้ใจ “นายจะว่าอะไร?”

ความลังเลทำให้ผมชะงักอยู่ชั่วครู่ แต่พอมองหน้าเนียนใสกับดวงตาสีฟ้าที่จ้องอยู่ก็พยายามกลั้นใจ

“ความจริงแล้วฉัน....”

เดรโกเองก็นิ่งไปเหมือนกัน ก็นะ...สถานการณ์แบบนี้เป็นใครก็คงพอจะเดาได้แหละครับว่าอะไรเป็นอะไร เจ้าตัวเลยไม่โวยวายหงุดหงิดที่ต้องรอหรือทำหน้าระวังกลัวผมจะแกล้งอย่างปกติ

แต่เอ...ผมคิดไปเองรึเปล่านะ แก้มใสนั่นเรื่อขึ้นนิดนึงใช่ไหม?

เฮ้ย! แบบนี้ก็ใกล้เคียงที่ซีเรียสบอกเลยนี่ เดรโกมีปฏิกิริยาแบบเดียวกับรีมัสตอนนั้นเป๊ะ แค่พูดประโยคพวกนั้นก็เรียบร้อยแล้วสินะ เอาวะ อุตส่าห์เดินตามแผนหัวใสไร้สมองมาถึงตอนนี้ ก็ต้องทำให้ถึงที่สุดสิ

“ฉัน....นาย...เอ่อ”พูดออกไปเลย เร็ว แฮร์รี่!

ผมสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ คว้าหมับเข้าไปที่มือนิ่มก่อนจะโพล่งออกมา

“เดรโก! ฟ้าลิขิตมาให้เราคู่กันแล้ว เพราะงั้น...นายมาเป็นเจ้าของหัวใจฉันเถอะนะ!”

ฉึ่บ....

“.................”

“.................”

เงียบ.....

หลังเสียงตะโกนของผม ทั่วทั้งบริเวณเพิงโหยหวนก็ตกอยู่ในความสงัดในทันที

คนตรงหน้าผมนิ่งอึ้งตัวแข็ง...ใบหน้าเรียวขาวเบิกตากว้างแทบจะอ้าปากค้าง...ถ้าจะให้บรรยายชัดๆ ผมคงต้องเสริมว่านอกจากความประหลาดใจ อึ้ง ทึ่งแล้ว หน้าสวยๆนั้นก็เหมือนจะแปะป้าย ‘งง’ ไว้ตัวเบ้อเร่อ

แต่ก็แค่ชั่วอึดใจเท่านั้นแหละ ดวงตาสีฟ้าก็กระพริบปริบๆ ดึงมือออกมาจากมือผมที่กุมอยู่ช้าๆ แล้วก็...

หันหลังเดินลิ่วหนีไปเลย

เฮ่ย!

“เดี๋ยว เดรโก...”ผมพยายามตะโกนเรียก “เฮ้ เดี๋ยวก่อนสิ....” แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ผล ร่างบางนั้นยิ่งเร่งฝีเท้า จนเกือบจะกลายเป็นวิ่งแน่บ ไม่ยอมหันมามองอีกเลย

คราวนี้ผมเป็นฝ่ายอ้าปากค้างแทน

....เฮ้ย ก็ไหนซีเรียสว่าประโยคเด็ดนี่รับรองผล 100 % ไง!

..........................................................................

โอเคครับ จะไปโทษผู้ใหญ่ฝ่ายเดียวก็ยังไงอยู่ ผมมันบ้าเองแหละ ที่ยอมเชื่อคำแนะนำของซีเรียส

โธ่! จะไม่ให้หลงเชื่อได้ไง....ก็แผนมันออกจะลงล็อคเข้าที่เข้าทางมาตลอดนี่นา ไปได้สวยจนผมหลงคิดว่ามันจะจบอย่างหวานชื่น...ที่ไหนได้ มันดันขมขื่นจนลืมไม่ลงซะอย่างนั้น

คิดแล้วยังสยองไม่หาย - - ผีตัวไหนมาดลใจให้ผมพูดไอ้ประโยคสุดเสี่ยวนั่นออกไปได้นะ พอพ่อผมรู้เรื่องนี้เท่านั้นแหละ ป๋าเขาหัวเราะเสียจนท้องคัดท้องแข็งเลย

ทำไงได้ ผมไม่ใช่ซีเรียส...จะพูดหวานๆ เลี่ยนๆ ด้วยสีหน้าจริงจังก็ไม่ไหวหรอกนะ ก็ว่าอยู่แล้ว...ประโยคแบบนั้นมันไม่เวิร์คแหงๆ ไม่มีใครยอมใช้หรอก นอกจากพวกมีหน้าตาเป็นข้อดีอย่างเดียวแบบพ่อทูนหัวสุดหล่อของผม

แล้วอีกอย่างที่สำคัญมากๆ...เดรโกก็ไม่ใช่รีมัสคนซื่อที่จะทนฟังประโยคแบบนั้นแล้วทำหน้าเขิน แก้มแดง ตอบตกลงโอเคกับคนพูดได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ

....ทำไมผมไม่เอ่ะใจคิดถึงเรื่องพวกนี้ได้เสียตั้งแต่แรกนะ จะได้ไม่ต้องมานั่งเก็กซิมอยู่อย่างนี้ เฮ่อ!

ผลมันก็เป็นอย่างที่คาดกันนั่นแหละครับ หลังจากวันนั้นเดรโกก็หลบหน้าผมตลอด แถมพอเจอกันโดยบังเอิญตามระเบียงทางเดิน หรือว่าในห้องโถงใหญ่ ฝ่ายนั้นก็จะตีสีหน้าปุเลี่ยนๆ รีบหลบฉากไปไม่รอให้ผมอธิบายอะไรทั้งสิ้น เล่นเอาผมหงุดหงิดไปร่วมอาทิตย์เลย

ผมเองก็ไม่ได้อยู่เฉยหรอกนะ รีบหาทางแก้ตัว กู้สถานการณ์กลับมาอย่างเร่งด่วนอยู่เหมือนกัน คราวนี้ผมวางแผนรัดกุม จัดการติดต่อกับที่พึ่งสุดท้าย ที่ปรึกษาที่น่าไว้ใจมากที่สุดในกลุ่มตัวกวน

แต่ขอโทษเถอะนะ...

ผมว่า...คำแนะนำของรีมัสเนี่ยแหละทำผมเจ็บแสบที่สุด!

Talks

วันนี้ขออนุญาตคุยรวม แบบว่า Vol. นี้นี่มันแต่งยากแท้ อคาชา-นะโอ ลงความเห็นเดียวกันว่า พลาดๆ ที่จริงมันควรจะจบตั้งแต่ Vol.2 แล้ว แต่ตอนนั้นดันติดลม เลยเขียน vol.3 ต่อ แล้วก็เลยต้องมานั่งเก็กซิม (แบบเจ้ารี่) นึกมุขไม่ค่อยออกซะงั้น ประกอบกับช่วงต้นปี มรสุมงานโหมอีก เลยยิ่งแต่งไม่ออกกันไปใหญ่ เสียชื่อเครื่องจักรสังหารมาก

เวลาแต่งฟิกนี่มันเหมือนองค์ลงแฮะ ที่ว่าติดๆ มาเป็นเดือนๆ อยู่ๆ คืนนึงเปิดคอม ว่าจะทำอะไรก็อกๆ แก็กๆ มุขมันก็ออกมาซะแบบนั้น แต่งต่อได้จนจบตอนเลยเอามาลงได้ทันวันเกิด กิ๊วๆ Happy Birthday To me~ กับความขมขื่นของเจ้ารี่ตัวกวนละกันนะจ๊า

(ไอ้ประโยคแบบนั้นน่ะ...พูดออกไปได้ยังไงวะ)



Create Date : 10 กุมภาพันธ์ 2549
Last Update : 10 กุมภาพันธ์ 2549 10:16:10 น.
Counter : 660 Pageviews.

15 comment
Volume 3 part 2.1
Part II. I: Harry’s eyes

“เอ่อ...แฮร์รี่ นายเป็นอะไรรึเปล่า?” เสียงของรอนขัดความคิดผมขึ้นมา ทำให้ผมละสายตาจากร่างของใครบางคนที่โต๊ะบ้านสลิธิริน แล้วหันมาหาต้นเสียงที่นั่งอยู่ไม่ห่าง

รอนกับเกรนเจอร์กำลังมองผมด้วยสายตาแปลกๆ ผมตอบรับไปก่อนแบบไม่ต้องคิด “หือ? เป็นอะไร? หมายความว่าไง?”

เกรนเจอร์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ดูชักจะยังไงๆ จริงๆ แฮะ...สาวโหดประจำรุ่นก็มีเรื่องกังวลกับเขาด้วยเหรอเนี่ย “ยังไม่รู้ตัวอีกเหรอ ท่าจะหนักจริงๆ นะเนี่ย” สาวน้อยผมฟูฟองตรงหน้าผมขมวดคิ้วมุ่นลงอีก หันกลับไปซุบซิบปรึกษากับรอน แต่ผมก็อดได้ยินแว่วๆ จับความได้ประมาณว่า ‘ไปแจ้งมาดามพรอมพรีย์กันดีไหม?’

“นี่พวกเธอพูดอะไรกันเนี่ย” ผมเอ่ยถามแทรกบทสนทนาของสองพรีเฟ็คประจำบ้าน

รอนกับเกรนเจอร์หันมาทางผมอีกครั้ง แต่สายตาของฝ่ายหลังเนี่ย สำรวจผมซะละเอียด “เฮ้อ~ คราวนี้ฉันรู้แล้วล่ะ พอตเตอร์...ว่าทำไมปกติแม้แต่หวัดยังไม่กล้าเล่นงานนาย...” เธอหยุดแป๊บนึง ก่อนจะเอ่ยต่อ “ก็เล่นไม่สบายที อาการหนักซะขนาดนั้น คราวหลังถ้าไม่สบายก็นอนพักอยู่ในหอเถอะนะ”

“ไม่สบายอะไร?” ผมหน้าเหรอ“เปล่าซะหน่อย” ตกลงแล้วสองคนนี้พูดเรื่องอะไรกันแน่

“เอาเถอะๆ” รอนที่ทำสีหน้าพิพักพิพ่วนเอ่ยตัดบท “เอาเป็นว่าถ้านายมีอะไรไม่สบายใจก็มาปรึกษาเราได้นะแฮร์รี่ อย่าเก็บไปเครียดคนเดียวจน..เอ่อ..” พูดยังไม่จบ น้องชายของเพื่อนซี้ตัวกวนของผมก็เปิดอึกอักขึ้นมาอีก

เอ..ผมชักรำคาญแล้วนา “อะไรของพวกนายเนี่ย?” ไม่เอาละ ผมเลิกสนใจสองคนนั่นแล้วลงมือจัดการกับอาหารเช้า ตาก็มองไปทางโต๊ะที่อยู่ห่างออกไป

ตอนนี้เครปกับกอยย์เดินลุกจากที่นั่งไปหาถาดขนมที่อยู่ห่างไปอีกหน่อย ที่นั่ง 2 ที่เลยว่างขึ้นมากะทันหัน แต่ก็แค่ครู่เดียว เพราะจู่ๆ ก็มีเจ้ารุ่นน้องตัวโย่งหัวฟู (เสนอหน้า) เข้ามานั่งด้วยพร้อมกับพยายามเริ่มบทสนทนา เท่าที่เห็น ตอนแรกเดรโกก็หันไปฟังดีดี แต่หมอนั่นยังไม่ทันจบประโยค ร่างบางก็ตอกกลับไปจนเจ้ารุ่นน้องตัวโย่งนั่นหน้าจ๋อย เดินคอตกกลับไปนั่งที่เดิม

ดีแล้ว...อ๊ะ ที่นี้ที่ข้างๆ เดรโกก็ว่างน่ะสิ!

ผมวางแก้วลง ลุกจากที่นั่ง ทำท่าจะเข้าไปหา แต่...

ดวงตาสีซีดหันมาเห็นพอดี มือเรียวถึงกับปล่อยส้อมในมือร่วงลงกระทบพื้นโต๊ะ ก่อนจะรีบลุก ย้ายไปที่นั่งอีกด้านที่ไม่ต้องมองหน้าผม...อีกแล้ว!!!

เฮ้ย! มันอะไรกันเนี่ย!!!!!

ผมทิ้งตัวลงนั่งที่เดิมอย่างเซ็งๆ

เฮ่อ! รู้งี้ ตอนปิดเทอมไม่แวะไปบ้านซิเรียสซะก็ดี!

.........................................
.....................................................
................................................................

[ย้อนอดีตตอนปิดเทอมครับผม]

ยามบ่าย หลังปิดเทอมมาได้ 10 วัน ที่ห้องนั่งเล่นอันอบอุ่นของบ้านหลังเล็กของซิเรียส แบล็ค แน่นอนว่าไม่ใช่บ้านเลขที่ 12 ถนนกริมโมเพลซ บ้านประจำตระกูลแบล็คหรอก (บ้านหลังนั้นน่ะ ขนาดป๋าผมที่ว่าแน่ยังไม่ค่อยชอบเดินผ่านเลย) ผมกำลังนั่งอยู่บนพื้นพลางกินขนมที่รีมัสทำเตรียมไว้ให้ก่อนออกไปซื้อของ

อ้อ ยังไม่เคยบอกสินะ...ในบรรดาเพื่อนๆ ของป๋ากับแม่ ซิเรียสเป็นคนที่ผมสนิทด้วยมากที่สุด รีมัสเล่าว่า ตอนผมเพิ่งเกิด ซิเรียสเห่อผมมากกว่าป๋ากับแม่ซะอีก แทบจะขอมาเลี้ยงเป็นลูกแน่ะ ข้อนี้ผมไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่หรอก เพราะเท่าที่จำได้ตอนเด็กๆ ถูกลักพาตัวมาบ้านนี้บ่อยๆ แล้วผมก็ออกจะชอบด้วย ก็ซิเรียสเล่นขนซื้อของเล่นกองพะเนินมาล่อนี่นา

เอาเถอะ เล่าต่อดีกว่า

หลังจากผมได้รับคำแนะนำจากป๋า ผมก็ยังไม่ค่อยแน่ใจนัก อยากจะฟังความเห็นเพิ่มเติม เลยหาเรื่องย้ายนิวาสถานมาอยู่บ้านซิเรียสชั่วคราว เผื่อว่าพ่อทูนหัวของผมจะช่วยตอบคำถามได้ แหม--ไม่งั้นคนดีๆ อย่างรีมัสจะยอมตกล่องปล่องชิ้นด้วยตั้งแต่สมัยเรียนเหรอครับ (คู่นี้เขาย้ายมาอยู่ด้วยกันตั้งแต่เรียนจบ ก่อนพ่อกับแม่ผมจะแต่งงานกันอีกนะ)

ผมนั่งขัดสมาธิเท้าคางอยู่กับโต๊ะเตี้ย แต่ตาไม่ได้มองตัวต่อปริศนาที่ซิเรียสอุตส่าห์ขนซื้อมาเป็นของฝากจากสวีเดน ตอนเขาพารีมัสไป ‘ฮันนีมูน’ หรอก ผมกำลังขมวดคิ้วมองดูพ่อทูนหัวของตัวเองอยู่ต่างหาก

นั่นสิ...รีมัสชอบซิเรียสตรงไหนน๊า~

ร่างสูงในชุดสเว็ตเตอร์คอเต่าสีดำกับกางเกงสแล็คนั่งเท้าศอกไว้กับเท้าแขนของโซฟา ดวงตาสีดำจับจ้องอยู่กับหนังสือเล่มใหญ่บนตัก ผมสีดำสนิทค่อนข้างยาวตกลงมาปรกใบหน้าเรียวเรียบเฉยดูสง่า

สงสัยผมจะมองนานไป ซิเรียสเลยเงยหน้าขึ้นมาถาม “มีอะไรเหรอ แฮร์รี่?”
เสียงทุ้มนุ่ม กับรอยยิ้มมุมปากน้อยๆ แบบนี้แหละฮะ ที่ทำให้พวกสาวแก่แม่ม่ายแถวบ้านแอบเก็บไปกรี๊ดกัน (ไม่ได้เว่อร์นะ ตอนผมเดินไปซื้อของกับซิเรียสทีไร โดนรัศมีเจิดจ้าจากพ่อทูนหัวบดบังทุกที – เซ็งชะมัดเลย)

เอ...หรือรีมัสจะชอบคนที่หน้าตา?

“ซิเรียส” เอาเหอะ ลองถามดูก่อนละกัน “มีวิธีที่จะทำให้คนที่เราชอบหันมาชอบเราตอบไหมฮะ?”

คนถูกถามเลิกคิ้วทันที “เฮ้ เธอถึงวัยที่จะถามเรื่องความรักแล้วเหรอเนี่ย?” ซิเรียสทำท่าประหลาดใจ ส่วนผมหน้าหงิกลงทันควัน พวกเพื่อนพ่อน่ะชอบมองผมเป็นเด็กอยู่เรื่อย

“โห่! ไม่อยากจะคุย ผมน่ะมีแฟนตั้งแต่ตอนอยู่ปี 3 แล้วนะ”

ผมรีบแก้ไขความเข้าใจผิด แต่อีกฝ่ายเพียงแต่หัวเราะ แล้วเอื้อมมือมาขยี้หัวผมจนยุ่ง “โอเค งั้นมีอะไรต้องถามอีกล่ะ พ่อหนุ่มเนื้อหอม”

ผมเบี่ยงศีรษะออกพลางงึมงำ “เถอะน่า ว่าแต่...มีวิธีดีๆ มั่งไหมล่ะครับ”

คนถูกถามพยักหน้าหงึกๆ “อืม...ก็ไม่เห็นยากนี่ ถ้าเราชอบใครก็แสดงออกไปตรงๆ เลย” พูดอย่างมั่นอกมั่นใจมาก

“เห? แสดงออกไปตรงๆ?” ผมเลิกคิ้ว“ยังไงล่ะ?”

“ก็หาของขวัญไปให้ ชวนเค้าไปเที่ยวอะไรแบบนี้แหละ” ซิเรียสกอดอกพร้อมกับทำท่าครุ่นคิด “ชวนเขาไปที่สวยๆ บรรยากาศดีๆ พอจังหวะเหมาะก็จับมือแล้วสารภาพออกไปตรงๆ เลย”

ดวงตาสีดำสนิทลอยไปไหนแล้วไม่รู้

“อืม...จะว่าไปตอนนั้นฉันก็โพล่งออกไปแบบไม่ได้เตรียมเนื้อเตรียมตัวเท่าไหร่นะ...พอเห็นรีมัสยืนยิ้มอยู่ มีหิมะสีขาวโปรยปรายเป็นฉากหลัง ปากก็พูดออกไปเองเลย” เล่าอย่างกระตือรือร้นมาก “แต่ที่สุดยอดเนี่ยต้องตอนรีมัสหน้าแดงแล้วพยักหน้ารับ...โอ้ย น่ารักสุดๆ”

เอ่อ ดูท่าพ่อทูนหัวผมจะหลุดไปกับอดีตเสียแล้วล่ะครับ ถ้าลงได้เล่าตำนานรักของตัวเองทีไร ซีเรียสไม่ยอมหยุดง่ายๆ เสียด้วย ผมกำลังจะทำหน้าเซ็ง เสียงระฆังช่วยชีวิตก็ดังมาจากหน้าบ้านเสียก่อน

“กลับมาแล้ว ซิเรียส แฮร์รี่ จะทานข้าวเย็นเลยไหม”

อ๊ะ เจ้าของบ้านอีกคนกลับมาพอดีเลย รีบออกไปรับดีกว่า ผมขยับจะลุกแต่...

“รีมัส~ กลับมาแล้วเหรอ~”

โน่น พ่อทูนหัวของผมไปถึงประตูเรียบร้อยแล้วครับ ผมโผล่หน้าไปดูชายหนุ่มผมดำที่รีบไปเคล้าเคลียช่วยคนตัวเล็กถือข้าวของ แน่ะๆ เห็นนะ ซิเรียสแอบหอมแก้มรีมัสด้วย (กิจวัตรประจำวันของเค้าฮะ สงสัยจะลืมตัว คิดว่าเพิ่งเริ่มคบกับรีมัสเมื่อวาน -- อยากให้พวกป้าๆ ข้างบ้านที่แอบกรี๊ดซิเรียสมาเห็นตอนนี้จัง เฮ่อ)

“พอแล้ว เท้าปุย แฮร์รี่มองอยู่นะ”

หน้าสวยๆ ของรีมัสที่แดงเรื่อขึ้น พยายามดันเจ้าหมาตัวโต (ป๋าผมชอบเรียกซีเรียสแบบนี้แหละ) ออกห่าง แต่เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ตั้งใจเท่าไหร่ ก็ดูสิ ซิเรียสยังเกาะติดแบบนั้น (ไม่เกรงอกเกรงใจกันมั่งเลยนะ)

ความมั่นใจของผมชักสั่นคลอนลงนิดๆ

เอ...หรือวิธีจู่โจมแบบตรงไปตรงมาอาจจะตรงใจฝ่ายตรงข้ามมากกว่าจริงๆ

...............................................................
............................................
..................................

อย่าเพิ่งแน่ใจไป!

ตอนนี้พอมานึกถึงคำแนะนำ(?) ของซิเรียส ผมก็อยากจะเอาหัวโขกผนังซัก 3 รอบ ...การไปค้างบ้านเพื่อนสนิทพ่อในวันนั้นเป็นการตัดสินใจผิดที่สุด!!!...

ผมคิดพลางก็ใช้ส้อมจิ้มแฮมในจานของรอนมาใส่จานตัวเองอย่างกระแทกกระทั้น ด้วยความหงุดหงิด +พาลนิดๆ ก็เดรโกเล่นหลบสายตาผมตลอด

อะไรกัน! ผมไม่ได้ไปฆ่าใครมาซักหน่อยนะ จะกลัวอะไรกันนักหนา!

ผมกินพลางมองรอบๆ พลาง จะว่าไปบรรยากาศวันนี้มันผิดจากปกติยังไงไม่รู้แฮะ...มีอะไรเปลี่ยนไปหว่า?

ถ้าไม่นับรอนกับเกรนเจอร์ที่ยังมองดูผมด้วยสายตากังวล ก็ยังมีสายตาอีกหลายคู่ในโต๊ะบ้านกริฟฟินดอร์แอบเหลือบมองมาทางนี้อีก แต่พอผมหันไปมองบ้าง ทุกคนก็หลบสายตากันวูบวาบ ทำท่ากลบเกลื่อนหันไปคุยกันเองซะงั้น นี่มันอะไรกันฟะ? เป็นอะไรกันไปหมด!

พอหันไปมองทางเดรโกเป็นการขอความเห็นใจ คนน่ารักของผมก็รีบยกแก้วนมขึ้นดื่มแล้วลุกเดินลิ่วๆ หนีไปพร้อมคนติดตามร่างยักษ์- -- ไม่มีการเหลียวกลับมามองเลยสักนิด

โว๊ยยย หมดอารมณ์นั่งกินข้าวแล้ว! ผมลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้จนคนอื่นๆ ตกใจสะดุ้งเฮือกกันเป็นแถวๆ
“ฉันออกไปก่อนนะ รอน”

“เอ๋? นายจะไปไหนล่ะ แฮร์รี่ ไม่เข้าเรียนเหรอ?”

เสียงเตือนอย่างประหลาดใจทำให้ผมก็เพิ่งนึกขึ้นได้ เช้านี้มีเรียนจริงๆด้วยแฮะ แต่ขี้เกียจแล้วนี่ “ไม่ล่ะ คาบนี้ศาสตราจารย์สเปราซ์แค่ให้เตรียมเขียนเรียงความไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวฉันค่อยไปหาข้อมูลทีหลัง ตอนนี้ขอหาที่เงียบๆ หน่อย” จำเป็นต้องแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน

ผมพูดก่อนจะเดินผละมา มีเสียงเกรนเจอร์เรียกไล่หลัง เสียงพูดคุยของคนอื่นดังขึ้นเรื่อยๆ แต่ผมติดใจอยู่แค่ว่า...

ที่เดรโกเป็นอย่างนี้ ต้องมาจากแผนใดแผนหนึ่งของพวกป๋าแน่ๆ และถ้าผมจะโบ้ยความผิดให้ใครซักคนในกลุ่มตัวกวนรุ่นก่อตั้งล่ะก็ รายชื่อผู้ต้องสงสัยรายต้นๆ ต้องเป็นซิเรียส!

เฮ้อ... ก็ว่าแล้ว สิ่งที่ซิเรียสทำให้รีมัสชอบ...มันต้องเป็นหน้าตาอย่างเดียวแหงๆ

ยิ่งพอนึกถึงตอนที่ผมลองทำตามคำแนะนำของซิเรียสแล้วล่ะก็...

...................................
.............................................
......................................................

[ครืด...เสียงย้อนฟิล์ม]

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพอวิธีของป๋าล่มเละเทะไม่มีชิ้นดี ผมก็รีบผันตัวไปใช้คำแนะนำจากซิเรียสแทบจะทันที

หลังจากคดีคราวก่อน ผมก็ไม่เห็นหน้าเดรโกเลยตลอด 4-5 วัน พอมีเรียนด้วยกันก็กลายเป็นว่าเดรโกยังอยู่ระหว่างถูกลงโทษที่ก่อความวุ่นวายในคาบบินส์ (ผมไม่อยากบอกเลยว่า แผนของป๋าน่ะ นอกจากไม่ได้ผล + ทำให้เจ้าทุกข์ตัวจริงเหม็นขี้หน้าผมมากขึ้น แล้วยังทำให้ผมตามหาเดรโกไม่เจออีกต่างหาก) กว่าจะรู้ได้ก็เช้าวันที่ 6 เข้าไปแล้ว

ตามระเบียงทางเดินในวันหยุด ปกติจะว่างโล่ง เพราะนักเรียนส่วนใหญ่จะออกไปฮอกมี้ดกัน ผมยืนพิงขอบระเบียง มองพวกเด็กปี1ที่ชั้นล่างถูกพีฟฟ์แกล้งเล่นฆ่าเวลา

“อิจฉาพวกรอนชะมัด ได้ไปเดินที่ฮอกมี๊ด เฮ้อ~ วันหยุดแท้ๆ แต่ทำไมเราต้องอยู่ช่วยงานฟิลช์ด้วยวะเนี่ย?” เรื่องของเรื่องมันก็มาจากไอ้คดีล่าสุดนี่แหละครับ บินส์เชื่อว่าผมไม่ผิด ก็เลยลงโทษเดรโก แต่สเนปที่มารู้เรื่องที่หลังไม่คิดอย่างงั้น ก็เลยหาเรื่องลงโทษผมมั่ง

“เสียเวลาชะมัด แทนที่จะได้ไปปรับความเข้าใจกับเดรโก”
ผมยังคงบ่นไปเรื่อยๆ ไอ้งานถูกพื้นระเบียงทางเดินชั้น 3 นี่น่ะ แค่ใช้เวทมนต์ช่วยนิดหน่อยแป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว ไม่มีอะไรทำเลย หนีไปเที่ยวฮอกมี้ดบ้างดีกว่า

พอตัดสินใจได้ว่าจะแอบออกไปบ้าง ผมก็ไปหยิบผ้าคลุมล่องหนกับแผนที่ตัวกวนออกมาจากที่ซ่อน(ไม่บอกหรอกว่าอยู่ตรงไหน) สายตาก็เหลือบไปเห็นชื่อของคนที่ผมเพ่งนึกถึงปรากฏขึ้นบนกระดาษสีเหลืองของแผนที่ตัวกวน

เดรโกกำลังเดินออกไปข้างนอกเหมือนกัน แต่คงไม่ได้ไปฮอกมี้ด แถมท่าทางจะหงุดหงิดพอดู เพราะร่างบางคอยหยุดพูดกับเด็กปีหนึ่งเป็นระยะๆ แน่นอน...ผมไม่คิดว่าเดรโกจะเกิดอยากผูกมิตรกับเด็กบ้านกริฟฟินดอร์ขึ้นมากะทันหันหรอกนะ

...เข้าล็อคแผนซิเรียสพอดี

“เดรโก~” ผมเรียกพร้อมกับก้าวเข้าประชิด โอบแขนทั้งสองข้างอ้อมไหล่บางๆ โน้มใบหน้าเข้าไปจนชิดกับแก้มขาวๆ “ไปเที่ยวกันเถอะ”

ร่างบางสะดุ้งขึ้นมาทันทีเหมือนคาดไม่ถึง ใบหน้าเนียนหันกลับมามองคนข้างหลัง ก่อนจะขมวดคิ้ว เปลี่ยนท่าทีเป็นโหมดหงุดหงิดเต็มที่ “เมื่อไหร่นายจะเลิกผลุบๆโผล่ๆ เป็นผีเร่ร่อนซักทีห๊า พอตเตอร์”

“ไปฮอกมี้ดกันไหม?” ผมไม่สนใจเสียงห้วนๆ นั่น (แหม คนน่ารักด่าก็ถือว่าให้พรแหละครับ)

เดรโกหันกลับมาทั้งตัว มองหน้าผมชนิดที่เกือบเรียกได้ว่าจ้องหาร่องรอยความผิดปกติทุกตารางนิ้ว ดวงตาสีซีดกระพริบสองสามครั้ง เมื่อผมถามย้ำอีกรอบ “ไปด้วยกันนะ นะนะ~”

ร่างบางทำท่าหยุดคิดนิดนึง ผมกำลังจะอ้าปากหว่านล้อมต่อ แต่ก็ต้องชะงักเพราะเดรโกพยักหน้าอย่างเสียไม่ได้พร้อมกับพูดขึ้นมาก่อน “ไปก็ได้...แต่ปล่อยฉันซักที แค่ฮอกมี้ด ฉันไปเองได้!” แขนผมโดนดึงออกเต็มแรง เท่าที่คนตรงหน้าจะทำได้ แต่ยังไงเมื่อกี้เดรโกก็ตอบรับแหละ

- - -ว่าแต่ทำไมตอบรับง่ายจัง?

“เอ้า จะไปหรือยัง? ขืนชักช้าฉันจะกลับไปอ่านหนังสือแล้วนะ” คนตัวเล็กที่เดินเลี่ยงนำหน้าหันมาเร่งด้วยเสียงขุ่นๆ แต่เอ...ทำไมที่แก้มดูแดงๆ ขึ้นมาหน่อยละนั่น

ผมเลิกงง เอาเหอะ ยังไงก็เข้าแผนพอดี รีบไปดีกว่า

...........................................................................................

เราสองคนเดินออกจากปราสาทได้ด้วยทางลับ ท่าทางเดรโกสงสัยอยู่เหมือนกันแหละ ว่าทำไมผมถึงรู้เส้นทางพวกนั้นได้ แต่ผมก็ตอบมั่วๆ เรื่อยเปื่อยไป (เก็บเรื่องแผนที่ตัวกวนกับผ้าคลุมล่องหนไว้ก่อน) สุดท้ายฝ่ายนั้นก็อ่อนใจเลิกถามไปเอง ผมเลยถือโอกาสแอบเหลือบมองใบหน้าของคนที่เดินข้างๆ

ดูเหมือนแผนชวนเดทจะได้ผลไปสเต็บนึงแล้ว ซิเรียสบอกว่ายังไงต่อนะ? พาไปหาที่ดีๆ แล้วสารภาพไปเลยใช่ไหม? (หมายเหตุนิด--แต่รู้สึกป๋าจะเคยเรียกแผนของซิเรียส ประมาณๆ ‘หัวใสไร้สมอง’ - - เหอะ ถึงป๋าจะว่างั้น แต่ท่าทางแผนของซีเรียสจะได้ผลกว่าวิธีของป๋าอีกนะเนี่ย)

หลังจากที่หลบออกมาจากปราสาทได้ เดรโกสบายใจขึ้นเพราะสามารถรอดพ้นจากจากลงโทษ เลยดูจะอารมณ์ดีมากกว่าปกติ คนน่ารักของผมเดินเลือกซื้อของไปเรื่อยๆ พร้อมกับเรียกให้ผมช่วยเลือกเป็นบางครั้ง ท่าทางจะลืมเรื่องที่โมโหไปหมดแล้ว

...อืม นับว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจขึ้นเรื่อยๆ แฮะ

หลังจากเดินจนเกือบทั่ว เราสองคนก็มาหยุดที่ร้านเล็กๆ ที่อยู่ห่างจากตัวหมู่บ้านออกมาพอสมควร เดรโกเป็นคนชวนมาเอง คงไม่อยากให้พวกคนรู้จักกับพวกอาจารย์มาเห็นเข้านั่นแหละ

อาฮ่า! เข้าล็อคมาก หลังจากช็อปปิ้งก็ต่อด้วยนั่งดื่มชา...นี่แหละๆ

ผมยิ้มขณะที่ก้าวเท้าตามเดรโกเข้าไปข้างใน...อีกเดี๋ยวก็จะได้โอกาสคุยเรื่องหัวใจกันล่ะ..ล่ะ..ล่ะมั้ง!?

...เอ่อ...คุณกำลังคาดหวังว่ามันน่าจะเป็นร้านเค้ก ร้านน้ำชาเงียบๆ บรรยากาศดีเหมาะกับการสารภาพรักอะไรเทือกนั้นใช่มั้ย?

เมื่อ 2 วินาทีก่อนผมก็คิดเหมือนกัน ก็ใครจะไปคิดล่ะว่าเดรโกจะชอบร้านแบบนี้!

เราสองคนอยู่ในร้านมืดทึม แถมยังมีม่านสีดำกั้นแสงจากหน้าต่าง เลยดูสลัวจนแทบไม่น่าเป็นเวลากลางวัน บนฝาผนังประดับด้วยภาพน่ากลัวๆ หรือไม่งั้นก็ของแปลกๆ จำพวกหน้ากากสยอง มือมัมมี่แห้งๆ กับสัตว์สตั๊ฟ

แสงไฟจากเทียนไขที่จุดตามโต๊ะ ส่องให้เห็นว่าคนในร้านค่อนข้างบางตา (อันนี้ผมไม่แปลกใจ) พวกที่นั่งอยู่ส่วนใหญ่มาคนเดียว แถมยังนั่งกระจัดกระจายงึมงำอะไรก็ไม่รู้ เพลงประกอบในร้านเหรอ? แน่นอนว่าไม่มีน่ะสิ!

บรรยากาศเด็ดขาดมาก...ไม่เหมาะกับการสารภาพรักอย่างที่สุด!

เดรโกเดินลิ่วนำไปยังที่นั่งมุมลึก ไกลจากประตูหน้า ผมได้แต่เดินตาม มองร่างบางทรุดนั่งแล้วสั่งเครื่องดื่มด้วยท่าทางคุ้นเคย “นายจะเอาอะไรไหม? ฉันเลี้ยงก็ได้” เจ้าตัวเอ่ยอย่างอารมณ์ดี ผมรีบกวาดตามองเมนูที่บริกรหน้าเหี้ยมเอามาวางให้ ค่อยยังชั่วหน่อยที่มีบัตเตอร์เบียร์ ผมเลยสั่งเครื่องดื่มที่น่าจะปลอดภัยที่สุด

“เอ่อ...นายมาร้านนี้บ่อยเหรอ?”

ร้านนี้เปิดตั้งแต่สมัยเฟร็ดกับจอร์ชยังเรียนอยู่ สองคนนั้นเคยชวนผมมาเหมือนกัน แต่ตอนนั้นผมยังโดนโชลากไปโน่นมานี่ (เรื่องเก่าๆ ครับ ลืมซะก็ได้) เลยไม่ได้มากับพวกเขา แต่ดูท่าสองแฝดจะไม่ค่อยปลื้ม เห็นมากันรอบเดียวเลิก ไม่พูดถึงอีกเลย

แล้วทำไมคนน่ารักที่เอาแต่ขยันเรียนแบบเดรโกถึงรู้จักร้านแบบนี้ได้? แถมยังดูคุ้นเคยเหมือนมาเป็นประจำด้วย?

“อือ ก็มาบ่อยเหมือนกัน ช่วงเรียนปี 4 น่ะ” คนที่นั่งตรงข้ามเอ่ยตอบแทรกความคิดผมขึ้นมาด้วยสีหน้าปกติ “มันเงียบดี แถมยังมีของแปลกๆ มาให้ดูอยู่เรื่อย” เจ้าตัวว่าแล้วยกแก้วเครื่องดื่มขึ้นมาจิบ ขณะที่ผมเหลือบตามอง ‘ของแปลก’ บนผนัง

“อืม...แปลกจริงๆ ด้วยนะ”

เดรโกคงไม่สังเกตสีหน้าผม หรือไม่งั้นก็คงมองไม่ถนัด (บอกแล้วว่าร้านนี้มันมืด) เสียงใสเล่าต่ออย่างกระตือรือร้น “นายก็รู้นี่ว่าเรื่องศาสตร์มืดมันไม่ค่อยเป็นที่นิยมเท่าไหร่ ถึงจะไม่ใช่ของต้องห้าม แต่ก็ไม่ค่อยมีหนังสือเขียนถึง ตอนปี 4 ฉันสนใจค้นคว้าเรื่องนี้อยู่ ศาสตราจารย์สเนปก็เลยแนะนำร้านนี้ให้”

พูดแล้วคนตรงหน้าผมก็หัวเราะกับตัวเองเบาๆ “ตอนแรกมันก็ดูน่ากลัวอยู่หรอก แต่ที่จริงคนในร้านนี้ใจดีทั้งนั้นเลยนะ ติดแต่จะขี้อายไปหน่อย แต่พอสนิทกันแล้วก็แนะนำหนังสือน่าใสใจให้ฉันบ่อยๆ เลยล่ะ”

พอมาถึงตอนนี้ผมก็อดมองไปรอบๆ อย่างพิจารณาใหม่อีกครั้งไม่ได้ มีคนในร้านบางคนเงยหน้าขึ้นมาสบตาผมพอดี แต่คนพวกนั้นก็เพียงแต่ยิ้มอย่างอายๆ แล้วก้มลงพึมพำอ่านหนังสือของตัวเองต่อ อืม...ก็เป็นร้านที่ดีนี่นา...แม้จะแปลกไปหน่อย แต่ถ้าเดรโกชอบก็คงไม่เป็นไร - - แต่...มันก็ไม่เหมาะกับการคุยเรื่องหัวใจอยู่ดีนั่นแหละ

ผมส่งยิ้มฝ่าความมืดไปให้คนที่นั่งตรงข้าม เอาเหอะ...ไว้ไปหาที่ใหม่ก็แล้วกัน

“อือ นายอยากได้อะไรเพิ่มอีกไหม เดรโก? เดี๋ยวเราออกไปเดินเล่นกันต่อแล้วค่อยกลับแล้วกันนะ”

เพราะแสงสลัวจากเปลวเทียนหรือไงไม่รู้ ผมเหมือนเห็นรอยยิ้มนิดๆ อยู่ที่มุมปากบางก่อนที่ผู้เป็นเจ้าของจะตอบรับเบาๆ “ก็ได้”

จะว่าไป วันนี้เดรโกน่ารักแถมยังว่าง่ายจังเลยน๊า แผนของซีเรียสต้องได้ผลแหงๆ เพราะงั้น รีบจัดการสารภาพรักแล้วรวบหัวรวบหาง เอ๊ย! แล้วตกลงกันให้รู้เรื่องในวันนี้เลยดีกว่า

………….………………………
……………………….
……………..

ตอนนั้นผมก็คิดอย่างกระหยิ่มใจแบบนั้นแหละครับ

...ใครจะไปรู้ล่ะว่า แผนหัวใสไร้สมองของซีเรียสน่ะ มันมักจะจบลงแบบ ‘ตกม้าตายทุกที’!

TBC Part 2.2



#TALK#

Acacha:
แหะๆ เกือบดอง(หรือดองไปแล้วหว่า?) เทอมนี้มันงานสุมหัวจริงๆ แต่หลังจากปลงได้ว่า‘ระหว่างเรียนจนบ้า กับอ่านฟิคจนเพี้ยน....ชั้นเลือกอ่านฟิคเฟ้ย!!!’ นั่นแหละ ก็เลยละๆจากงานมาเป็นระยะ มาเขียนฟิคเพิ่มทีละหน่อยๆ เลยมาลงช้า (มาก) อย่างที่เห็น แหะๆ (อีกรอบ)

เพิ่งรู้ตัวว่าเขียนซิริ-ลูไม่ได้แหละ นึกภาพไม่ออกแบบสุดๆ พิมพ์แล้วลบพิมพ์แล้วลบอยู่นั่นแหละ ลงท้ายเลยต้องไปโยนให้โอคุงช่วย คู่นี้ยากจริงๆ คงเพราะมีฟิคซิริลูดีๆให้อ่านเยอะล่ะมั้ง เลยติดภาพไปเรียบร้อย^^”

[นอกเรื่อง]ไปงานโดเฟส.....ได้โดเดทโน้ตมา2เล่ม- - - กรี๊ดกร๊าดเมลโล-น้องเนียร์ ภายในเวลาอันรวดเร็ว น่ารักเป็นบ้าเลย >,,,<

NaO
หายไปเลยๆ เหอ เหอ แบบว่ามุขมันตัน+งานมันยุ่งอ่ะนะ (คนอ่านคงบ่น - -ขนาดงานยุ่ง ก็เห็นแกแว่บไปแว่บมาอยู่บ่อยๆไม่ใช่เรอะ!) ตอนนี้ต้องเป็น 2.1 เพราะว่าเขียนแล้วมันจบไม่ลงซะงั้น อุอุ ยาวได้ใจ แต่ตอนหน้าคงแอบสั้นละมั้ง

ชอบฉากคุณซีปิ๊งๆ จังเลย ~ แต่มันคงเป็นได้แค่ความฝันอันสวยงามของเราใช่ม๊ายยยย




Create Date : 19 ธันวาคม 2548
Last Update : 10 กุมภาพันธ์ 2549 10:16:38 น.
Counter : 371 Pageviews.

2 comment
Volume 3 part 1
IF Project 1
“Harry Potter, The Marauder of Hogwarts”
Volume 3


Part I: Harry’s eyes


เสียงลมพัดผ่านบานหน้าต่างที่เปิดทิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อคืน...ก็คงจะน่าสบายดีหรอกนะ ไอ้ลมเย็นๆ ในฤดูร้อนแบบเนี้ย ถ้าจะไม่มีไอ้แสงจ้าๆ นี่

ผมขยับพลิกตัวซุกหน้าลงกับผ้านวมนุ่ม หลบแสงอาทิตย์ที่คอยรบกวนความสงบของยามเช้าอยู่เสมอ หน้าร้อนปีนี้อากาศดีชะมัด ดีจนไม่อยากลุกไปเรียนเลย เอ หาเรื่องชวนรอนแอบโดดไปฮอกมี๊ดตอนบ่ายดีมั้ยนะ?
...อย่าดีกว่า ถึงจะเรียนมาจนถึงปี 7 รอนก็ยังเป็นเบี้ยล่างของเกรนเจอร์อยู่เหมือนเดิม ลองชวนโดดสิ ยัยหัวหน้านักเรียนนั่นคงเอาตาย

จริงสิ ทำไมต้องไปรอรอนด้วยล่ะ? ฮอกมี๊ดในยามบ่าย อืมมม เป็นสถานที่เดทที่เข้าท่าเหมือนกันนี่นา...ก่อนอาหารเช้า สงสัยต้องแวะหอบ้านสลิธิรินซะหน่อย

พอตัดสินใจได้ก็เตรียมลุกเสียที ฮ้าว!!!! เมื่อยชะมัดเลย เอ...แว่นตาอยู่ไหนเนี่ย ผมนั่งบิดขี้เกียจอยู่บนเตียงสองสามทีแล้วก็ค่อยลุกเดินเข้าห้องน้ำ

สวัสดีฮะ รู้สึกจะไม่ได้เจอกันมานานมาเลยนะ ลืมผมกันหมดรึยังเนี่ย? หือ? ก็คุยกันมาตั้งแต่ตอนปี 6 แล้ว ยังต้องแนะนำตัวอีกเหรอ?

โอเค โอเค ก็แฮร์รี่ พอตเตอร์ เจ้าเก่าแหละครับ นักเรียนปีเจ็ดของโรงเรียนคาถาและเวทมนต์ฮอร์กวอร์ด, ซีกเกอร์ที่อายุน้อยที่สุดของในรอบศตวรรษของโรงเรียน ควบตำแหน่งหนุ่มฮอตขวัญใจของสาว ๆ ที่จริงตอนนี้ชักอยากจะลดความฮอตลงหน่อยแล้ว แต่สงสัยจะยาก ก็แบบว่าคนมันหล่...

เอ๊ะ อะไร? พอแล้วเหรอ?

...โห่ แล้วก็มาบอกให้แนะนำตัวทำไมเนี่ย?

หนึ่งปีที่ผ่านมานี่มีเรื่องเกิดขึ้นเยอะแยะ ทำเอาลืมเรื่องเฟร็ดกับจอร์จไปเลย ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ ก็ตอนนี้ผมมีคนๆนั้นอยู่ด้วยแล้วนี่นา

เดี๋ยวนะ ขอรวบรวมข้าวของแป๊บนึง กำลังจะออกไปข้างนอก นานๆ ทีนะเนี่ย ถึงจะได้เดินออกจากหอโดยไม่มีเสียงบ่นของเกรนเจอร์ ตอนนี้ยัยพรีเฟ็คเจ้าระเบียบ หัวหน้านักเรียนหญิงจอมเฮี๊ยบคนนั้นน่ะ เริ่มหันมาสนใจงานการกุศลด้วยการพยายามทำตัวเป็นแม่อีกคนของผมไปแล้วครับ ทุกเช้าต้องมีเรื่องเทศนาไม่เว้นแต่ละวัน

...เพราะฉะนั้นตอนนี้มีโอกาส ต้องรีบหลบก่อนครับ

กลับมาพูดถึงคนน่ารักของผมกันดีกว่าครับ คุณคงอยากรู้เรื่องผมกับเขาแล้วใช่มั้ยล่ะ? เอ๋ ถามว่าลงเลยกันด้วยดีรึเปล่า? แหม...ผ่านมาตั้งปี คุณคิดเหรอว่าจะไม่มีอะไรคืบหน้าเลยเหรอ?

อืม....หลังจากจบเรื่องเข้าใจผิดคดีต้นอเคเชียคราวนั้น ทำให้ผมรู้สึกว่าถึงเวลาต้องวางแผนตื๊ออย่างจริงจัง และแล้วในที่สุด....เรื่องของเราสองคนก็ลงเอยแบบแฮปปี้เอนดิ้ง หึหึหึ จากนี้จะไม่มีฉากเถียง ทะเลาะ หรืออะไรเทือกๆนั้นอีกแล้ว จะมีแต่ความหวานชื่...

โอ๊ะ คิดถึงปุ๊บก็เจอเลยแฮะ โน่น เดินออกลงมาจากบันไดอีกด้านพอดีเลย

ร่างเพรียวบางที่แสนคุ้นเคยเดินมาหอบหนังสือมาเพียงลำพัง ไม่มีองครักษ์ร่างยักษ์ติดตามมาด้วย ดูจากผมสีบลอนด์สะดุดตาแล้ว ท่าทางเจ้าของคงรีบร้อนน่าดู มันถึงได้ดูพลิ้วๆ ติดจะยุ่งนิดๆ ไม่เรียบกริบเหมือนปกติ มือขาวเสยผมให้พอเข้าที่เข้าทาง ขณะดวงตาสีฟ้าจะสบเข้ากับสายตาของผมที่มองจ้องอยู่พอดี

ผมฉีกยิ้มกว้าง ตั้งใจจะเรียกอีกฝ่ายไว้พร้อมกับก้าวเข้าไปหา

“เดร....”

ยังไม่ทันจบประโยค คนที่ผมทักก็สะดุ้งเฮือกจนข้าวของในมือร่วงกราวลงกับพื้น ใบหน้าน่ารักเบิกตากว้าง ก่อนที่ขาทั้งสองข้างที่ยังไม่พ้นจากบันไดขั้นสุดท้าย จะค่อยๆ ก้าวถอยกลับขึ้นไปทีละขั้น ทีละขั้น ถอยห่างออกไป จนร่างเล็กๆ นั้นพ้นกลับขึ้นไปบนทางเดินชั้นสาม แต่ก็ยังไม่วายมองกลับลงมาข้างล่างอีกรอบ เหมือนจะดูให้แน่ใจว่าไม่ได้เห็นภาพหลอน

พอเห็นผมมองตามอยู่ ใบหน้าใสก็ผลุบหายไปจากขอบบันไดพร้อมกับแววตาตื่นๆ

“................”

โอเค! โอเค! ยอมรับก็ได้ ไอ้ที่ว่าแฮปปี้เอนดิ้งอะไรนั่นน่ะ สงสัยมันจะยังอีกยาวไกลแหง เพราะอะไรน่ะเหรอ? ถ้ารู้ผมคงไม่ต้องมานั่งกลุ้มยืนกลุ้มให้เสียภาพลักษณ์หัวหน้าตัวกวนรุ่นทายาทแบบนี้หรอก!

ทำไมน๊า~ ทั้งๆที่ตอนปิดเทอมก็ได้คำแนะนำมาจากคนนู้นคนนี้มาตั้งเยอะแยะแท้ๆ

.......................
.............................
......................................

[ต่อไปนี้เป็นช่วงย้อนอดีตครับ]

ยามบ่าย หลังปิดเทอมมาได้ 5 วัน ในห้องนั่งเล่นที่บ้านพอตเตอร์ของผมเอง

คุณแม่คนสวยของผมกำลังทำขนมอยู่ในครัว ส่วนคุณพ่อสุดเท่ห์ (เค้าฝากให้ชมเค้าหน่อย) ก็นั่งอ่านเดลี่พรอเฟ็ตพลางหยิบคุ้กกี้ชิ้นเล็กๆ ส่งให้เฮดวิก ตอนนี้มันกำลังอยู่ในช่วงหงุดหงิดทุกคนเลยต้องคอยเอาใจ

ผมน่ะเหรอ? อ๋อ ก็นอนเอกเขนกบนพรมสีขาวห่างออกไปประมาณ 2 เมตรนั่นไง

“เฮ้อ~”

ผมถอนใจเฮือกก่อนจะหยิบชิ้นจิ๊กซอร์ชิ้นใหม่มาเรียงบนภาพ ของเล่นนี่ได้มาจากบ้านเดอร์สลีย์ ตอนแม่พาไปเยี่ยมญาติมักเกิ้ลของเรา (ไม่รู้ทำไม แค่ทำท่าจะหยิบของในกระเป๋า เจ้าหมูอ้วนดัดลีย์ก็ทำท่าลนลาน ยกจิ๊กซอร์ให้ทั้งชุด- - บ้านนี้ใจดีเนอะ)

ที่จริงภาพก็ไม่ได้ยากอะไรหรอก...บอกแล้วนี่ว่าเป็นของดัดลีย์ แต่ผมก็ยังเอามือท้าวค้างพลางระบายลมหายใจอย่างเซ็งๆ สุดท้ายป๋าเลยทนไม่ไหว ลดหนังสือพิมพ์ก้มลงมาถาม

“เป็นอะไรไป ไอ้หนู? กินข้าวไม่อิ่มหรือไง?”

พ่อผมวางหนังสือพิมพ์ลงบนโต๊ะ ก่อนจะลุกจากเก้าอี้ โดยมีเสียงเฮดวิกร้องประท้วงที่ถูกละเลยเป็นเสียงประกอบฉาก เจ้านกฮูกขี้หงุดหงิดของผมจะบินออกไปทางหน้าต่างแทบจะทันทีที่คนให้อาหารนั่งลงบนพื้นพรมข้างกล่องจิ๊กซอร์

ผมโยนชิ้นหนึ่งในมือลงไปบนภาพลูกมังกรสีขาวที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ก่อนที่ผู้ช่วยคนใหม่จะเอื้อมมาหยิบจิ๊กซอร์ชิ้นนั้นต่อให้พร้อมกับถามต่อ “คงไม่ได้กลุ้มเรื่องเรียนหรอกนะ?”

โห่ ป๋าฮะ หน้าอย่างงี้ไม่คิดเรื่องเรียนแหงอยู่แล้ว...

“มีวิธีทำให้คนที่เราสนใจหันมาสนเรามั่งมั้ยฮะ”

ผมตัดสินใจเอ่ยถามออกไปในที่สุด พ่อผมน่าจะแนะนำเคล็ดลับเจ๋งๆ ก็อย่างที่เขาว่า...เดินตามผู้ใหญ่แล้วดีเอง (แกแน่ใจเรอะ? : นะโอ)

“เฮ้!”พ่อผมทำหน้าตื่นเต้นเหมือนรอให้ลูกชายสุดที่รักถามคำถามนี้มาตั้งนานแล้วงั้นแหละ “นี่มีคนที่สนใจจริงจังแล้วเรอะ? เด็กบ้านไหนล่ะ? ใช่สาวเรเวนคลอคนสวยๆ ที่เคยเล่าให้ฟังรึเปล่า”

“เปล่าฮะ รายนั้นน่ะเลิกกันจนเขามีแฟนใหม่ไปตั้งนานแล้ว”

ผมตอบแบบไม่ยินดียินร้ายเท่าไหร่ ที่จริงได้ข่าวแว่วๆ มาว่าโชหมั้นตั้งแต่เรียนจบเมื่อปลายเทอมที่แล้วด้วยซ้ำมั้ง ที่จริงก็อดอิจฉาคู่นั้นไม่ได้ ผมยังแห้วรับประทานอยู่เลย “เด็กสลิธิรินน่ะ” ผมพูดต่อพลางรื้อจิ๊กซอร์ที่พ่อต่อผิดไปไว้อีกที่

“อ้อ~”

ป๋าลากเสียงยาวก่อนจะงึมงำอะไรสักอย่างกับตัวเองที่ผมฟังไม่ค่อยถนัด แว่วๆ ประมาณว่า “....รสนิยมของตระกูลพอตเตอร์” หรือไงเนี่ย แถมรอยยิ้มบนใบหน้าที่เหมือนกับเงากระจกของผมดูแปลกๆ ชอบกล....ไม่รู้ว่ากำลังนึกถึงอะไรอยู่ ป๋าพยักหน้ากับตัวเองก่อนจะสอนผม

“ถ้าเด็กบ้านนี้ล่ะก็ ง่ายมาก…ลองไปแกล้งเค้าดูสิ แต่เอาแบบเบาะๆ นะ แค่ให้พอฉุนๆ เดี๋ยวเขาก็...”

ยังไม่ทันจบผมก็ขัดขึ้นซะก่อน “แบบนั้นผมลองมาหลายครั้งแล้ว ไม่เห็นจะได้ผลเลย”

ป๋าทำเสียงจิ๊กจั๊กแบบขัดใจที่โดนขัด “ไอ้หนูเอ๊ย นั่นมันขึ้นอยู่กับวิธีการ”

เอ๊ะ ชักหน้าสนใจแฮะ ผมขยับตัวเข้าไปกระซิบถามแบบกะขอความรู้เต็มที่ “ถ้างั้นต้องแกล้งยังไงถึงจะดีล่ะฮะ”

“ไปคิดเอาเองละกัน”พ่อผมส่ายหน้า ปฏิเสธจะให้ความรู้ซะอย่างงั้น

“แล้วจะรู้ได้ไงว่ามันได้ผลรึเปล่า” ผมทำหน้าไม่ศรัทธากับวิธีที่บอกมาเท่าไหร่นัก....ถึงจะคิดแล้วก็ทำแบบเดียวกันมาตลอด 1 ปีก็เหอะ หน้าผมคงทำให้พ่อเห็นท่าว่าลูกชายจะเอาตัวรอดคนเดียวไม่ได้แน่ๆ เลยแนะเพิ่มอีกนิด

“เดี๋ยวสิ...มันต้องดูปฏิกิริยาตอบรับ ถ้าเราเข้าหา(?) แล้วเค้าด่ากลับละก็ แสดงว่าเค้าสนใจเรามากกว่าที่เราคิด”

“ด่าเนี่ยนะฮะ?” ผมทำหน้าไม่เชื่อถืออย่างแรง ทฤษฎีไหนเนี่ย? (พูดงั้นแต่รู้สึกนายจะโดนมาตลอดปีที่ผ่านมาไม่ใช่เหรอ แฮร์รี่ : อคาชา)

“อืม” สีหน้าของพ่อไม่เหมือนโกหกแฮะ “ยิ่งถ้าแกล้งแล้วเค้าทำหน้าเหมือนจะร้องไห้เนี่ย สุดยอดเลยใชมั้ยล่ะ...”

“อือออ” ผมพยักหน้าพลางคิดภาพตาม....ร้องไห้ น้ำตาคลอ...จมูกแดงแก้มแดงนิดๆ...น่ารักแฮะ.....

ป๋าเห็นผมเอออก็รีบย้ำต่อ “หลังจากนั้นอาจจะมีคำด่าลอยมาบ้าง แปลว่าเค้าเริ่มมีใจ”

เอ...จะว่าไปงั้นเดรโกคงมีใจกับผมมานานแล้วนะ เจอหน้ากันทีไรเป็นด่าทุกทีนี่นา

พ่อผมพยักหน้าพร้อมกับจัดการสรุป “แล้วยิ่งถ้าเค้ามีการลงไม้ลงมือตอบโต้เราอีกหน่อยนะ...แสดงว่าชอบชัวร์”

“ลงไม้ลงมือเนี่ยนะฮะ!?” เฮ้ อันนี้จะรุนแรงไปรึเปล่า

ดูเจ้าของความคิดจะมั่นใจน่าดูแฮะ ถึงจะยิ้มๆ แบบดูมีลับลมคมนัยก็เหอะ “มันเป็นธรรมเนียมของเด็กบ้านสลิธิริน” ท่านอาจารย์บอกหยั่งกับมันเป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์มาแล้วงั้นแหละ

“สลิธิรินมีธรรมเนียมอะไรแบบนั้นด้วยเหรอ? ไม่เห็นเคยได้ยินเลย”

เสียงหวานดังมาจากประตูเชื่อมกับห้องอาหาร ก่อนที่ร่างของหญิงสาวผมแดงอันเป็นที่เคารพของบ้านพอตเตอร์จะเดินออกมาพร้อมกับพายฟักทองในจานใบใหญ่

......ผมก็อยากถามอยู่เหมือนกันว่าป๋าไปรู้ธรรมเนียมเค้าได้ไง?.....

“เอ้อ....ก็เธอไม่ค่อยได้คุยกับเด็กบ้านนั้นนี่นา” เอ๊ะๆ....ทำไมเสียงอึกอักยังไงชอบกลแฮะ

“แล้วเธอไปคุยกับใครเหรอเจมส์?”

...................................................................
..............................................
...................................

ตอนนั้นป๋าโดนแม่ซักซะยาวเหยียด แต่เรื่องธรรมเนียมบ้านสลิธิรินที่ว่าจะมาจากไหนนั้น ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่า...

“ยืนเกะกะขวางทาง”

เสียงเย็นๆ ไม่สบอารมณ์ด้านหลังทำให้ผมรีบหันไป แล้วก็ต้องหลีกให้ร่างสูงโปร่งของอาจารย์วิชาปรุงยาเดินผ่านเข้าไปในห้องโถง ผมก็ว่าผมหลีกทางให้ดีๆ แล้วนา ไหงยังได้สายตารำคาญตวัดกลับมาเป็นของแถมอีกล่ะ

“อะไรของเค้าฟะ ท่าทางอารมณ์ไม่ดีอีกแล้ว”

ผมบ่นเบาๆ แต่ก็ยังไม่ขยับไปจากหน้าประตูทางเข้า ลองมองไปทางโต๊ะของบ้านสลิธิริน...ตรงที่นั่งของคนๆ นั้น…

บอกความจริงอีกนิดก็ได้ ไอ้ที่ผมว่าอะไรๆ มันยังไม่ไปถึงไหนน่ะ ความจริงมันทำท่าจะถอยหลังลงคลองซะด้วยซ้ำ เฮ้อ!

เดรโกที่ละจากการคุยกับรุ่นน้องคนหนึ่ง หันมาทางประตูห้องโถงพอดี จึงเงยหน้าขึ้นมาเห็นผม ก่อนจะหลบสายตาวูบ แสร้งทำเป็นหันไปชี้ให้กอยย์ส่งจานมันฝรั่งบดให้ (ซึ่งเจ้านั่นก็โง่พอจะหยิบถาดมะเขือเทศสดแทน) แล้วก็พยายามเลี่ยงไม่หันมาทางผมอย่างเห็นได้ชัด

เอ่อ....ผมว่ามันยิ่งกว่าลงคลองแล้วล่ะ แบบนี้มันน่าจะเรียกว่าถอยหลังลงเหวไปเลยมากกว่า

.............................................
........................................................
..............................................................

[ตัดภาพย้อนอดีตอีกแล้วครับ]

วันแรกของการเปิดเทอม...วันแรกของการทดลองตามแผนที่ได้รับการแนะนำมา

คาบเรียนวิชากฎหมายเวทมนต์กับศาสตราจารย์บินส์ บ้านสลิธิรินกับบ้านกริฟฟินดอร์เรียนด้วยกันเหมือนเคย ผมก็ไม่นึกว่าจะได้เรียนกับศาสตราจารย์ในปีสุดท้ายนี่หรอก แต่...เป็นบินส์ก็ยังดีกว่าทีลอว์นีย์แหละ อย่างน้อยก็ทำให้ผมรู้สึกว่าคาบแรกของการเปิดเรียนคงไม่น่าเบื่อซักเท่าไหร่

“แฮร์รี่...” เสียงกระซิบน่ารำคาญจัง

“แฮร์รี่...” คราวนี้นอกจากเสียงเรียกยังมีด้ามปากกามาจิ้มๆแถมอีก

“อือ...” ผมปรือตาขึ้นนิดนึง แล้วก็หลับต่อ ก็ไม่ได้ง่วงเท่าไหร่หรอก เมื่อวานนอนจนเต็มอิ่มขนาดนั้น แต่ใครๆ ก็รู้เสียงของบินส์มันเป็นยานอนหลับ ช่วยไม่ได้ ก็เลยเผลอเอาหนังสือเรียนมาแทนหมอน แล้วก็ถือโอกาสงีบซะตั้งแต่สิบนาทีแรก

“....ในช่วงหลัง ปี 1784 ...กระทรวงเวทมนต์ได้ตั้งกฎใหม่นี้สำหรับโลกเวทมนต์เพื่อให้....”

เสียงเรื่อยๆเอื่อยๆของศาสตราจารย์บินส์ลอยเข้ามาในสมองอีกครั้ง ทำเอาผมเกือบจะเคลิ้มไปอีกรอบ ถ้าไม่ได้เสียงกระซิบแบบโหดๆ จากคุณแม่ของรอนที่นั่งถัดไปจากลูกชาย

“พอตเตอร์!”

ผมลืมตาขึ้นช้าๆ แต่ไม่ยอมลุกจากท่าฟุบนอนอยู่บนกองหนังสือเรียน ที่จริงรู้สึกตัวตั้งแต่ตอนที่รอนเรียกแล้วล่ะ แค่ขี้เกียจลืมตา

แสงสว่างที่ผ่านมาเข้าทำเอาตาพร่าไปชั่ววูบ ก่อนจะเริ่มชัดขึ้น ภาพแรกที่อยู่ตรงสายตาพอดีก็คือ....จะเป็นอะไรไปได้ล่ะครับ ถ้าไม่ใช่ร่างบอบบางของเป้าหมายสำคัญ หึหึหึ ก็ก่อนจะเคลิ้มหลับไปก็นั่งมองอยู่ตลอดนี่นา

สงสัยจะได้เวลาเริ่มทำตามแผนที่หนึ่งแล้วล่ะมั้ง...

เดรโกนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่หน้าหนังสือเล่มหนา ดวงตาสีฟ้าซีดนั้นจดจ้องอยู่บนตัวหนังสือเป็นพรืด แต่ดูเหมือนสมาธิจะลอยไปถึงไหนต่อไหนซะมากกว่า อ๊ะ ไม่สิ น่าจะเรียกว่ากำลังเบลอๆ ได้ที่ ดูสิ ตาเริ่มปรือ หรี่ลง หรี่ลง จะหลับมิหลับแหล่ แต่ก็ยังฝืนดึงตัวเองไว้เต็มที่

ง่วงก็นอนไปเลยดีกว่าน๊า จะมาทนอยู่ทำไม เดี๋ยวก็มึนแย่ ผมมองไปที่แขนเรียวเล็กที่เท้าอยู่กับมุมหน้าหนังสือ เพื่อหนุนยันใบหน้าขาวที่โงกเงกไปมาอยู่หลายรอบ ความคิดดีๆ วาบเข้ามาทันที

...ในเมื่อเดรโกง่วงแต่ยังไม่อยากหลับในเวลาเรียน งั้นผมช่วยซะหน่อยดีกว่า

ร่างบางที่ก้มหน้าก้มตาทำท่าเหมือนอ่านหนังสือทั้งที่หลับตาเป็นระยะๆ ท่าทางสบาย แต่จู่ๆ ที่รองแขนอเนกประสงค์ก็เลื่อนพรืดห่างออกไป ทำเอาข้อศอกกระแทกพื้นโต๊ะดังลั่น

“เฮ่ย” เจ้าของเสียงสะดุ้งตื่น ลุกพรวดจากเก้าอี้ทันที

“มีอะไรหรือ?” ศาสตราจารย์ที่เป็นร่างวิญญาณลอยไปลอยมาอยู่หน้าชั้นหันกลับมาถามทางต้นเสียง

ทั้งชั้นเงียบกริบ บางคนก็ยังหลับไม่รู้เรื่องรู้ราว แต่ก็มีหลายคนเหมือนกันที่มองมัลฟอยด้วยสายตาแทนคำโวยเพราะถูกปลุก แต่ก็ไม่มีใครทำอะไร นอกจากก้มหน้าก้มตาทำเป็นดูหนังสือต่อ ไม่อยากให้อาจารย์จับได้ว่าตัวเองก็แอบหลับมาตั้งแต่ต้นคาบ

เดรโกทำท่าอึกอักปนงงๆ เหมือนยังปรับตัวไม่ทันว่าตัวเองกำลังอยู่ที่ไหนกันแน่ แต่ก็ยังหัวไว เพราะร่างบางทำเนียนตอบไปให้ไม่เป็นที่สงสัย “เปล่าครับ ผมแค่สงสัยคำอธิบายในหนังสือนิดหน่อยเท่านั้น”

“ตรงไหนล่ะ” บินส์ทำท่าสนใจ (ประมาณว่านานๆทีจะเจอนักเรียนตั้งใจเรียนขนาดนี้) แต่ถึงงั้นเสียงก็ยังเนือยๆไม่เลิก

“ก็....เอ้อ....ตรง...” ใบหน้าขาวก้มลงหาหนังสือ คงกะมั่วๆ ตอบไป...เหมือนที่ผมกะไว้ไม่มีผิด

“เอ่อ...กฎกระทรวงข้อที่ 13 สำหรับนักเรียนโรงเรียนคาถาและเวทมนต์ศาสตร์ทุกแห่ง ไม่ควรฟังเสียงหลอกหลอนในคาบเรียนมากเกินไป เพราะอาจถูกคำสาปโดยไม่รู้ตัว...เอ๋??? ...เฮ่ย!!” มือเรียวทิ้งหนังสือในมือลงบนโต๊ะอย่างแรงราวกับโดนยาพิษ

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

ทั้งห้องฮาครืน คนที่ยังหลับอยู่ พอได้ยินเสียงหัวเราะ ก็ตื่นมาร่วมแชร์เรื่องสนุกกับเพื่อน แล้วพากันหัวเราะลั่นห้องด้วยความถูกใจ เพียงไม่ถึงครึ่งนาที ก็ไม่มีใครง่วงซักคน มีแต่เสียงจ้อกแจ้ก ถ่ายทอดคำพูดเด็ดของคุณชายแห่งบ้านสลิธิรินต่อไปเป็นทอดๆ

บินส์หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ (เท่าที่ผีจะหน้าแดงได้) พยายามจะเดินกระแทกฝีเท้ากลับไปหน้าชั้น แต่คงลืมไปว่าตัวเองลอยอยู่ มันถึงไม่มีเสียงอะไร “หักสลิธิริน 10 คะแนน!”

คงไม่มีใครจับได้ว่าหนังสือเรียนเล่มนั้นจะมีข้อความที่ว่าอยู่จริงๆ ก็เพิ่งพิมพ์เสร็จสดๆ ร้อนๆ จากสำนักพิมพ์พอตเตอร์เมื่อ 5 นาทีก่อนหน้านี้เองนี่นา

หลังจากบินส์หันกลับไปสอนแบบเนือยๆ ตามเดิม เหตุการณ์ก็เริ่มกลับเข้าสู่สภาพปกติ หลายคนเริ่มฟุบหน้าลงกับโต๊ะอีกครั้ง ส่วนเดรโกก็ค่อยๆ เขี่ยเจ้าหนังสือตัวปัญหากลับมาวางตรงเหมือนเดิม มีแอบขู่เครปกับกอยย์ด้วยสายตาอีกเล็กน้อย ไม่ให้เข้ามายุ่ง

แล้วคนน่ารักของผมก็เริ่มหันมองซ้ายมองขวา หาตัวต้นเหตุ ก่อนจะมาหยุดกึกอยู่ที่...หนุ่มหล่อซึ่งนั่งอยู่ทางด้านหลัง...อืม สัญชาติญาณดีจริงๆ

ดวงตาสีฟ้าซีดมองเขม็งแทบจะลุกเป็นไฟเลยมั้ง แต่นึกเหรอว่าจะกลัว หึหึหึ เจ้าตัวคงไม่รู้ว่าไอ้การพยายามขู่ให้กลัวของเขาน่ะ ไม่เคยสำเร็จเลยซักครั้ง มันออกจะได้ผลตรงกันข้ามซะด้วยซ้ำ

ผมมองกลับไปแบบท้าทายนิดๆ ‘ยอมรับนะ ว่าทำ แต่ไม่ได้ยอมรับว่าผิด จะทำไม?’

แค่นั้นล่ะ ยิ่งกว่าราดน้ำมันเข้ากองเพลิง! ตามที่ป๋าบอกมา เด็กบ้านสลิธิริน(ที่น่ารักๆ) เวลาถูกกวนโมโหก็ต้องหัวฟัดหัวเหวี่ยง ทำกระฟัดกระเฟียดไปเรื่อย แต่...ในกรณีของเดรโก...

ไอ้หนังสือตัวก่อเหตุนั่นแหละ ลอยลิ่ว พุ่งตรงดิ่งเข้ามาหาผมทันที!!!

วูบ!

เฮ้~ เล่นอะไรน่ะ เดรโก มันอันตรายนะ

ผมดึงไม้กายสิทธิ์ที่ซ่อนไว้ใต้โต๊ะออกมา หยุดการเอาคืนแบบซึ่งๆหน้านั้นไว้ได้แบบเฉียดฉิว!

คนทั้งชั้น(ที่ยังตื่นอยู่) อ้าปาก ตาค้างกันไปหมด ยกเว้นเกรนเจอร์ที่เพิ่งจับได้ว่าผมใช้คาถาในห้องเรียน ตายัยนั่นไม่ได้ค้าง แต่ขวาง แทบจะอยากลุกจากที่นั่งมาหักคะแนนบ้านตัวเองอยู่แล้ว

“....ทุกคน เปิดดูหน้า 136....เรื่องข้อห้ามเกี่ยวกับพ่อมดแม่มดที่อาศัยอยู่ในเขตของพวกมักเกิ้ล ตามกฎของกระทรวงเวทมนต์ กำหนดขึ้นในปี....” มีเพียงเสียงของบินส์ที่ยังคงหันหลังให้นักเรียนในชั้นดังงึมงำๆ อยู่คนเดียว ไม่รู้ความเป็นไปของสงครามสายตาระหว่างตัวแทน (?)ของทั้งสองบ้าน

‘นายจะเอายังไงห๊า อย่ามายุ่งกับฉันได้มั้ย!!’

สายตาของเดรโกมันบอกว่างั้น ผมไม่ได้ว่าอะไร แค่ดึงหนังสือที่ลอยค้างอยู่กลางอากาศเข้ามาวางบนโต๊ะตัวเอง แย่งปากกามาจากรอนก่อนจะเขียนอะไรบางอย่างลงไป แต่ยังไม่ทันเสร็จ ของที่ยึดมาได้ก็ลอยหวือจะกลับไปหาเจ้าของอีกครั้ง ผมเงยหน้าขึ้นมาเห็นท่าทางโกรธแทบอยากจะสาปใครซักคนได้ (ซึ่งคนที่ว่า น่าจะเป็นผม) ผมก็นึกสนุก จากที่กะจะจบเรื่องดีๆ แล้วไว้รอเล่นต่อคราวหน้า ก็ชักจะติดลม ไปยื้อหนังสือเล่มนั้นต่อ

ตอนนี้ทั้งห้องเปลี่ยนจากสงครามสายตากลายเป็นสงครามหนังสือแบบไร้เสียงไปเรียบร้อย พอเดรโกดึงหนังสือกลับไป ผมก็แย่งกลับมา มีเกรนเจอร์ผสมโรงนิดหน่อย (เจ้าหล่อนคงกะจะหยุดมากกว่าจะมาร่วงวงด้วย) ไปๆ มาๆ กลายเป็นหนังสือ ข้าวของต่างๆบินว่อนไปทั่วห้อง ทั้งจากฝีมือเดรโก ผม และเกรนเจอร์ หรืออาจจะมีคนอื่นอีกก็ไม่รู้

พอหนังสือตัวการสำคัญที่บินว่อนอยู่ท่ามกลางข้าวของอื่นๆ ค่อยๆ ร่อนลงใกล้ๆ ผม เดรโกก็ดูจะเจ็บใจและหงุดหงิดเต็มที่ ผมกำลังจะส่งสายตาบอกชัยชนะ แต่ดันเหลือบไปเห็นม้วนกระดาษที่ลอยอยู่ทำท่าจะหล่นลงเหนือที่นั่งของคนที่ผมมองอยู่ตลอด ทำเอาเผลอละสมาธิไปชั่ววูบ

โครม!

หนังสือ...ไม่ใช่แค่เล่มเดียว...หล่นโครมครามใส่ผมจนล้มหงายลงจากเก้าอี้เสียงดังลั่น

“เกิดอะไรขึ้น!” บินส์หันกลับมาดูเหตุการณ์หลังจากที่ไม่ได้สงสัยเล้ย ว่าทำไมนักเรียนถึงเงียบกริบอยู่ได้ตั้งนาน “เป็นอะไรรึเปล่า มิสเตอร์พอตเตอร์?”

บินส์ลอยมาอยู่ข้างๆ ผม เลยได้เห็นชื่อบนหน้าหนังสือเกือบทั้งหมดที่กองอยู่บนตัวผม และมันจะเป็นของใครไปได้ นอกจาก...

“มิสเตอร์มัลฟอย!”

เสียงบินส์ล้งเล้งใส่เดรโก นับเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่ศาสตราจารย์แสดงอารมณ์อื่นๆออกมาให้เห็น แต่ผมไม่ได้สนใจเรื่องนั้น ขณะที่เกรนเจอร์บ่นใส่ผมบ้าง โดยมีรอนคอยปรามเสียงแผ่วๆ สายตาของผมก็ไปเจอกับดวงตาสีซีดที่บอกชัดว่า ถ้าฆ่าผมได้ล่ะก็ เดรโกคงจัดการไปแล้วล่ะ!!

.........................................................................
...........................................................
...........................................

อย่างที่เล่าแหละครับ ผิดแผน ผิดแผนอย่างที่สุด! ที่จริงตามที่กะไว้ ตอนนั้นมันควรจะเป็นว่า ผมแกล้งเขาแค่เบาะๆ แล้วพวกเราก็จบสงครามในห้องเรียนกันเงียบ ให้เดรโกหาโอกาสมาแก้แค้นคืนทีหลัง (ในที่เปลี่ยนลับตาคนอื่น) ตอนนั้นแหละผมถึงจะลงมือรุกฆาต จัดการรวบหัวรวบหาง เอ๊ย จัดการตกลงเรื่องหัวใจกันให้เรียบร้อย

...แล้วไง ลงท้ายก็เหลวตั้งแต่ยังไม่เริ่ม ฮึ่ย...ทั้งที่เดรโกอุตส่าห์ตามบท ลงไม้ลงมือตอบกลับแล้วแท้ๆ(เนอะ?) ผมดันใจร้อนไปหน่อย เผลอไปเล่นเกมชักเย่อหนังสือจนเสียเรื่องไปหมด

ไม่ไหวๆ ผมไม่ได้เจ้าเล่ห์หน้าตายแบบป๋า ไอ้จะให้ทำอะไรก็ต้องอดทนรอเวลาที่เหมาะสม เดินเกมตามแผนที่วางไว้เป๊ะๆ ผมไม่ถนัดหรอก ผมมันเป็นแบบ อยากทำไรก็ทำเลยมากกว่า วิธีซ้อนปมซ่อนเงื่อนขนาดนี้เลยไม่ได้ผล

แต่...พูดก็พูดเหอะนะ...

แผนของป๋าว่าไม่ได้เรื่องแล้ว วิธีของซิเรียสยิ่งแย่หนักเข้าไปใหญ่!!!!


TBC Part II

#TALK#

Acacha:

เลือดตาแทบกระเด็น!!!!
ช่วง 4 เดือนที่ผ่านมาเป็นช่วงที่ชาไม่ค่อยได้แต่งฟิคซักเท่าไหร่, ดองฟิคเรียบร้อยแล้ว1เรื่อง ,IF นี่ว่าจะแต่ง จะแต่ง ก็...อย่างที่เห็น แหะๆ มันเป็นช่วงเริ่มต้นของเวลาแห่งความสาหัสค่ะ ปิดเทอมกะว่าจะแต่งฟิคซะให้เต็มที่ ก็โดนชักจูงให้ไปทำงานพิเศษซะนี่ เวลาเลยหายไปเกือบหมด พอกลับมาบ้านก็มารีบๆๆๆ แก้ IF - - แต่งตอนแรกไม่ใช่อย่างนี้แต่มาคุยกับโอคุงแล้วเปลี่ยนใจกันกลางคัน - - เอาเป็นว่าไหนๆ ก็ลงpart 1ละ จะมุมานะ ไม่ดอง! มุ่งมั่น-มุ่งมั่น- ^^

NaO

ฟื้นคืนชีพจนได้!!! หายไปนานเลยเนอะ (ไปโทษไอ้คนข้างบนนะคะ) ตอนนี้ยกหน้าที่สานต่อ IF ให้อคาชา เพราะ Vol. 2 เราเป็นคนเขียนหลักไปแล้ว ใครๆ คงนึกว่าไอ้คู่นี้มันคงลงเอยกันเสียที ยังๆ ความลำบากของเจ้ารี่ (หรือหนูเดร?) ยังคงดำเนินต่อไป ตามใจคนเขียน 555+

ตอนนี้กำลังพยายามปั่น UML นะครับ ไม่ต้องห่วง รับรองว่าเขียนต่อจนจบแน่ เพราะงั้นท่านๆ ไม่ต้องทวงในกระทู้นี้นะจ๊ะ (เดี๋ยวเจ้ารี่ตัวกวนมันน้อยใจ พาลหมันไส้ไปวางยาพ่อเดร UML ไม่รู้ด้วย



Create Date : 31 ตุลาคม 2548
Last Update : 31 ตุลาคม 2548 10:58:14 น.
Counter : 445 Pageviews.

2 comment
ฝากส่งท้ายสำหรับผู้อ่าน Volume 2
ฝากส่งท้ายสำหรับผู้อ่าน IF “Harry Potter, the Marauder of Hogwarts”

Acacha-Nao’s Tea Time


ณ ร้านน้ำชาเฉพาะกิจ - - - ร้านโอลัลลาคอฟฟี่ชอป ตำบลหอกวอด

(หมายเหตุ : ขอยืมสถานที่หน่อยนะคะ Dahlia)

บนโต๊ะหน้าร้านชื่อดังประจำตำบลที่เคยมีลูกค้าแน่นร้าน เวลานี้ทั้งร้านกลับเงียบกริบ มีเพียงเสียงนกเอี้ยงร้องอยู่ตรงชายทุ่ง และเสียงรถกะบะแล่นปุเรงปุเรงมาแต่ไกล

อคาชา : แค่ก แค่ก แค่ก (ไอติดๆกัน พลางโบกมือปัดฝุ่นแดงๆที่ฟุ้งไปทั่วหลังรถผ่านไป) ทำไมเราต้องมานั่งที่ร้านบ้านนอกขนาดนี้ด้วยเนี่ย....รู้ก็รู้ว่าชาแพ้ฝุ่น!

นะโอ : ก็อยากเปลี่ยนบรรยากาศน่ะเซ่!!!ขืนอยู่บ้านต้องโดนแม่เกริ่นเรื่องนั้นอีกแหง! เซ็งว้อย! (ทำหน้าสยองปนขนลุก)

อคาชา : (พยายามกลั้นหัวเราะอยู่ 2 วิ) กร๊ากกกกก ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ โอคุงไม่ไปเจอเค้าอีกเหรอ คนที่แม่อยากให้เป็น‘ว่าที่พี่เขย’ของชาอ่ะ กร๊ากกกกกกกกก (หัวเราะไม่หยุดอีก 2 นาที)

นะโอ : หยุดพูดเดี๋ยวเน้!!!! (หน้าเขียวแบบผะอืดผะอมเต็มที่) ใครจะหาอะไรไม่ทราบ!!! ชั้นมีภาระต้องไปหลั่นล้าชมโลกอีกหลายปีเฟ้ย!!!เปลี่ยนประเด็น เปลี่ยนประเด็น

อคาชา : ทำไมล่ะก็...เฮ่ย!(หลบช้อนชาที่ปลิวว่อนมาจากเก้าอี้ตรงข้ามได้ทันหวุดหวิด) โอเคๆ ก็ได้ๆ....แฮ่ม....ก็....IF ตัวกวน vol.2ก็จบลงเรียบร้อยแล้ว ท่ามกลางความยากลำบากของโอคุงและความสบ๊ายสบายของชา ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ volนี้ ชาไม่ได้เป็นคนเขียนหลักนี่นา

นะโอ : เออสิ ไม่ยอมช่วยกันเลย vol หน้าเขียนเองนะเฟ้ย (แกว่งถ้วยชา 2-3 รอบ เพราะไม่มีช้อนแล้ว) เข้าเรื่องๆ จะว่าไป vol นี้ใช้เวลาเขียนนานจิงๆนะ เริ่มเขียนตั้งแต่หน้าหนาว จนจบเรื่องตอนหน้าร้อน แฮร์รี่ เดรโกยังตากหิมะกันอยู่เลย แต่คนเขียนนั่งตากพัดลมเหงื่อโชกแทน

อคาชา : IF ตัวกวนนี่ก็คงจะมี vol ต่อไปอีก.....แต่ที่จริงชากับโอคุงก็อยากเขียน IF project ต่อไปแล้วน๊า~(หมายถึงเรื่อง
อื่นที่ไม่ใช่เรื่องเจ้ารี่ตัวกวนนะฮะ)

นะโอ : (หน้าหงิก) อย่าใจร้อนได้มะ ที่ผ่านมาภาระยังไม่พออีกเรอะ

พูดยังไม่ทันขาดคำ รถกะบะคันเมื่อกี้ก็แล่นกลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้กลับจอดสนิทตรงหน้าร้านพอดีเป๊ะ ฝุ่นฟุ้งๆค่อยจางลงบ้าง พร้อมกับประตูด้านคนขับถูกเปิดออกด้วยมือของตัวกวนประจำฮอกวอร์ตที่เราคุ้นเคยกันดี แต่แทนที่เจ้าของที่นั่งข้างๆจะเป็นหนุ่มน้อยร่างบาง ผมสีบลอนด์ กลับเป็น....ร่างสูง ผมสีบลอนด์ซะนี่!!??

เดรโก(UML) : ฉันก็คิดแรกแล้วว่าอย่างนายต้องพาหลงแน่!

แฮร์รี่(IF) : นายก็ไม่รู้ทางเหมือนกันแหละว้อย อย่าพูดมากได้มะ

นะโอ : โอ๊ย!ปวดหัว! นี่แกยังตามมาทะเลาะกันถึงนี่อีกเรอะ แล้วเจ้าเดร UML มาทำอะไรกะบทปิด vol IF เค้าล่ะเนี่ย

เดรโก (UML) : อ้าว ก็เห็นมีคนเรียกร้องให้ผมออกมานี่ฮะ

แฮร์รี่ (IF) : ใครเขาเรียกนาย ไอ้คุณชายหลงตัวเองเอ๊ย!

เดรโก (UML) : นายว่าใครห๊ะ!

ทั้งสองเถียงกันต่อจนหนวกหู เลยโดนไล่ออกไปคอยที่รถ

อคาชา : อืมมมม รู้สึกว่าคนอ่านจะนิยมสองคนนี้เหมือนกันนะ (หันมาทางโอคุง) หรือเราจะเปลี่ยนไปเขียน Y2K ดี?

นะโอ : ไม่เอาว๊อย แค่เห็นไอ้สองคนนี้ก็นึกภาพไม่ออกแล้ว เดร/แฮร์ แฮร์/เดร แบบที่เป็นอยู่เนี่ยแหละ จะว่าไปไม่เคยแต่ง
อยากแต่งฟิกแนวใหม่บ้างอ่ะ

อคาชา : หมายถึงโปรเจคใหม่น่ะเหรอ

นะโอ : เออ มาอธิบายโปรเจค IF กันใหม่มะ ถ้าขึ้น Project ใหม่คนอ่านคงงงกันอีกแหง คืองี้นะฮะ (ทำเป็นหันหน้าเข้า
IF Project ของเราเนี่ย คือบรรดาฟิกที่เกิดขึ้นจากเงื่อนไขในเรื่องแฮร์รี่ว่า “จะเป็นยังนะ ถ้า...”

อคาชา : (เสริม) อย่างฟิกเจ้ารี่ตัวกวนก็เป็นโปรเจคแรกที่เราลองเขียนกัน โดยมาจากข้อสงสัยว่า จะเป็นยังไงถ้าโลกนี้ไม่มี
โวลดี้ แล้วพระเอกของเราก็ถูกเลี้ยงมาด้วยพ่อซึ่งเป็นตัวกวนอันดับหนึ่ง กับสหายตัวกวนทั้งหลาย

นะโอ : ถ้าเป็นโปรเจคอื่นก็จะเปลี่ยนหัวข้อใหม่ เช่น “ถ้าโลกนี้ไม่มีแฮร์รี่....?” อะไรแบบนั้น (เหอ เหอ อย่าตกใจ แค่สมมุติ)

อคาชา : แล้ว vol 3 ของแฮร์รี่ตัวกวนจะเริ่มรึยัง

นะโอ : (ตาขวาง) จะถามทำไมวะ ก็ลงมือเขียนซะทีเซ่ ชั้นจะเอาเวลาไปเร่งเขียน UML แล้วเฟ้ย

อคาชา : เออ เออ รู้แล้ว

แฮร์รี่ (IF) : (ตะโกนมาจากในรถ) นี่เจ๊ จะไปกันรึยังต้องไปรับพวกเดรโกที่ตลาดนะ

เดรโก (UML) : (ตะโกนบ้าง) ผมต้องไปรับเอเรียลกลับโรงเรียนนะ อย่ามัวช้าสิ

นะโอ : รู้แล้วๆ เฮ้ย ไปเหอะ

อคาชา : (วางแก้วโอเลี้ยง) โอเค ไปดีกว่า ฝากจ่ายตังค์ด้วยนะ (เดินหนีไปขึ้นรถก่อนเฉยเลย)

นะโอ : เฮ้ย ‘ไรวะ! เจ๊ ๆ (ตะโกนบอกเจ้าของร้าน) เซ็นไว้ก่อนนะ วันหน้าจะมาจ่าย (ว่าแล้วก็วิ่งขึ้นรถกะบะที่ติดเครื่องรอยู่แล้วขับออกไปอย่างรวดเร็ว)



Create Date : 18 เมษายน 2548
Last Update : 18 เมษายน 2548 17:22:29 น.
Counter : 280 Pageviews.

5 comment
Volume 2 part 5
Part 5

ไม่มีอะไรซักหน่อย!

เป็นอย่างนั้นก็ดีแล้ว ไม่เห็นเกี่ยวกับเรา!

ผมเดินเร็วๆไปตามระเบียง ไม่ใส่ใจสายตาหลายคู่สองข้างทางที่มองมาแบบประหลาดใจ

...หมอนั่นกับโช แชง...

ไม่เอา! บอกให้เลิกคิดไง!

เมื่อถึงเรือนเพาะชำผมก็รีบวางหนังสือลงบนโต๊ะ ขยับกระถางต้นอเคเชียออกมาจากมุมห้อง แล้วนั่งลงให้อาหารมันช้าๆ อย่างระมัดระวัง...

ภาพเมื่อครู่ยังติดตาอยู่ หมอนั่นเวลาคุยกับคนรักดูอบอุ่นเป็นสุภาพบุรุษขึ้นมาเชียวนะ ต่างจากเวลาที่แกล้งผมอย่างกับหน้ามือเป็นหลังมือ แต่ก็นั่นแหละ...

โอ๊ย! ไม่คิดแล้ว! ผมสะบัดศีรษะไล่เจ้าภาพกวนใจนั่นออก พอตเตอร์จะไปสวีทหวานแหววกับใครมันก็ไม่ใช่เรื่องอะไรของผมนี่นา

พอๆ กลับมาสนใจกับงานตรงหน้าดีกว่า

ต้นไม้แกร็นดูดีขึ้นมานิดหน่อยหลังจากที่ผมเพียรพยายามให้อาหารมันทุกเช้า-เย็น แต่จะให้แข็งแรงเหมือนเดิมคงอีกนาน ผมต้องใช้เวลาอีกส่วนหนึ่งหลังจากเวลาเรียนเข้าห้องสมุดไปค้นหาวิธีช่วยเหลือมัน แต่ก็ยังไม่เจอตำราที่อธิบายวิธีปลูกต้นอเคเชียแบบละเอียดๆ เสียที บอกแล้วว่ามันเป็นต้นไม้ที่เหมือนต้นไม้ในนิทานปรัมปรา แม้แต่ในโลกเวทมนต์ก็เถอะ

………………………………………………………………………………

“มิสเตอร์มัลฟอย”

เสียงเรียกชื่อดึงผมขึ้นมาจากหนังสือเล่มหนาที่กำลังค้นคว้าอย่างตั้งใจ มาดามพินซ์ยืนอยู่หน้ากองหนังสือตั้งสูงของผมพร้อมกับรอยยิ้ม

“ครับ?” ผมตอบรับเสียงเบาด้วยความเคยชิน ถึงห้องสมุดเวลาค่ำแบบนี้มักจะไม่ค่อยมีคนก็เถอะ

อาจารย์บรรณารักษ์ยื่นหนังสือเล่มหนึ่งมาให้ หน้าปกเก่าคร่ำของมันบอกอายุที่ไม่น้อยเลย “หนังสือเรื่องพันธ์พืชโบราณที่เธอหาอยู่จ้ะ”

ผมรับมันมาด้วยสีหน้างุนงงปนดีใจ “ขอบคุณครับ ผมนึกว่ามันจะหายไปแล้วเสียอีก ลองค้นตั้งหลายครั้งก็ไม่เจอ” หนังสือเล่มนี้แหละที่ผมคิดว่ามันน่าจะมีรายละเอียดที่ผมต้องการ แต่หาเท่าไหร่ก็ไม่พบ กำลังจะตัดใจอยู่แล้ว

“ไม่หายหรอกจ้ะ พอดีว่ามีคนมายืมไปน่ะ ครูเองก็ลืม ตอนนั้นกำลังยุ่งๆพอดี” มาดามพินซ์บอกก่อนจะเตือน “จะยืมไปอ่านที่หอก็ได้นะจ๊ะ นี่ก็ค่ำแล้ว เดี๋ยวห้องสมุดก็จะปิดแล้วล่ะ”

“ครับ” ผมยิ้มแล้วขยับเก็บข้าวของบนโต๊ะ เพิ่งสังเกตว่าตนเองเป็นคนสุดท้ายที่ยังนั่งอ่านหนังสืออยู่ “ขอบคุณมากนะครับ”

ผมเดินออกมาจากห้องสมุดพลางมองออกไปนอกระเบียงด้านนอกซึ่งหิมะเริ่มโปรยปราย กำลังคิดว่าจะแวะไปให้อาหารต้นอเคเชียอีกที ก็ยังไม่ถึงเวลาปิดหอนี่นะ ยังไงก็ไม่ต้องคอยกลัวว่าจะมีคนมาคอยตามคอยยุ่งเหมือนเมื่อหลายวันก่อน ผมกัดริมฝีปากเล็กน้อย ทำไมถึงชอบเผลอคิดถึงหมอนั่นอยู่เรื่อย

มัวแต่คิดเพลิน หนังสือเล่มหนาที่เพิ่งยืมมาเลยทำท่าจะหลุดมือ ผมรีบคว้ามันไว้ ในใจอดสงสัยไม่ได้ ใครนะที่ยืมหนังสือเล่มนี้ก่อนหน้าผม จะว่าไปไม่น่าจะมีใครสนใจเรื่องพันธ์พืชโบราณขนาดยืมหนังสือไปตั้งอาทิตย์ คิดแล้วก็เลยเปิดดูรายชื่อผู้ยืมที่เขียนไว้ที่หน้าปกด้านใน

ซ. สเนป – โห หนังสือตั้งแต่สมัยศาสตราจารย์สเนปยังเรียนอยู่เลยเหรอเนี่ย ผมคิดพลางไล่สายตาลงมาเรื่อยๆ ส่วนใหญ่คนที่ยืมหนังสือเล่มนี้จะเรียนจบกันไปนานแล้วทั้งนั้น ดูจากวันเดือนปีที่ยืมน่ะนะ

ร. ลูปิน

ค. วอร์ชิงตัน

บ.สตาร์

ฟ. เวฟฟอร์ด

จนมาถึงชื่อสุดท้าย

ฮ.พอตเตอร์

พอตเตอร์? ผมจ้องดูลายเซ็นใหม่อีกครั้ง นึกว่าตัวเองคงตาฝาดไป แต่ชื่อที่ปรากฏก็ยังเป็นชื่อของเจ้าตัวกวนของโรงเรียนอยู่ดี พอตเตอร์ยืมหนังสือเล่มนี้ไปทำไม? ผมขมวดคิ้วนึกสงสัยขึ้นมาก่อนจะรีบปัดความสงสัยทิ้งไป

เชอะ ไม่เห็นอยากจะรู้เลย


ผมเดินไปใกล้จะถึงเรือนเพาะชำ นึกประหลาดใจที่ถนนซึ่งควรจะมีหิมะทับถมกลับมีรอยเท้าคนเดินตรงไปยังทิศทางเดียวกัน มีใครออกมาแถวๆ เรือนเพาะชำตอนค่ำแบบนี้ด้วยเหรอ? อาจจะเป็นศาสตราจารย์สเปราซ์หรือเกรนเจอร์ละมั้ง (เพราะนอกจากผมก็มีอีกแค่สองคนที่มีกุญแจเรือนเพาะชำนี่นา)

ผมนิ่วหน้า วันนี้อาจจะไม่ได้ให้อาหารต้นไม้ แค่แวะไปดูก็แล้วกัน ถ้าเจออาจารย์หรือเกรนเจอร์ก็แค่บอกว่ามาเก็บผลการวิจัยประจำวันก็สิ้นเรื่อง

ประตูปิดเรือนเพาะชำล็อคไว้ ผมไขกุญแจเปิดแล้วเดินเข้าไปภายใน ไม่มีใครอยู่เลย อาจจะกลับไปแล้วก็ได้ ผมเดินไปถึงพื้นที่ของตัวเอง พอบอกรหัสแล้วก้าวเข้าไปภายใน ผมก็ต้องเบิกตากว้าง “เฮ้ย!”

ต้นอเคเชียหายไป!

บนโต๊ะที่ควรจะเป็นที่วางกระถางของมันว่างเปล่า ผมรีบเดินเข้าตรวจดูอย่างลนลาน หรือมันจะร่วงตกลงไปข้างล่าง ไม่นะ! ใต้โต๊ะก็ไม่มี มันหายไปได้ยังไง!

ผมตรวจดูแทบจะทุกซอกทุกมุมของพื้นที่ทดลอง แต่ก็ไม่เห็นแม้แต่เศษดินสักก้อน เป็นไปไม่ได้น่า!

หรือจะมีใครเข้ามา? ผมรีบหันไปกลับไปตรวจที่ประตูเวทย์อีกครั้ง ที่ริมขอบสีเขียวใสของมันมีรอยขาดที่ถูกเย็บไว้ด้วยเวทมนต์ ราวกับใครเอากรรไกรหรือของคมมีมาตัดแล้วเชื่อมต่อกลับไปใหม่อย่างแนบเนียน ถ้าไม่สังเกตดีๆก็คงไม่เห็น

ต้องมีคนสักคนเข้ามาในนี้แน่ๆ ! ผมกัดริมฝีปาก ใครกันที่มาขโมยต้นไม้ของผม แล้วเจ้าหัวขโมยนั่นจะเอาต้นไม้แกร็นๆ ไปทำอะไรกันล่ะ? หรือว่า...จะเป็น...

คำตอบข้อสงสัยของผมลอยลงมาพร้อมกับกระดาษโน้ตแผ่นเล็กๆ ที่ถูกเสกให้ลอยอยู่เหนือประตู

อยากได้ต้นไม้ของนายคืน มาที่ลานใกล้ต้นวิโลว์จอมหวดสิ

ฮ.พ.

ผมกัดฟันแน่น กำกระดาษในมือแน่นจนมันแทบจะฉีกเป็นชิ้นๆ ชักจะมากไปแล้ว...มากเกินไปแล้วนะ!

………………………………………………………………………………


ผมกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปตามทางสู่ลานต้นวิลโลว์จอมหวด หิมะเริ่มตกหนักขึ้นทำให้อากาศที่หนาวอยู่แล้วยิ่งเย็นลงอีก แต่ผมไม่สนใจ ความร้อนใจบวกกับความโกรธเคืองมันอัดแน่นจนทำให้ต้องหอบหายใจหนักด้วยซ้ำ

พอตเตอร์! ไอ้บ้านั่นจะหาเรื่องผมไปถึงไหน!

ผมเดินมาถึงเนินเล็กๆ ใกล้ลานต้นวิลโลว์จอมหวดแล้วก็หยุดกึก ภายนอกตอนนี้มืดสนิทแล้ว แต่ว่าแสงจากดวงจันทร์ข้างแรมค่อนข้างสว่างตาส่องให้เห็นเงาของร่างสูงที่กำลังนั่งทำอะไรสักอย่างอยู่ริมเนินนั่น

“พอตเตอร์!” ผมเรียก พยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่นด้วยความโกรธ

ตัวกวนประจำโรงเรียนหันมาตามเสียง “เดรโก มาแล้วเหรอ?” สีหน้ายิ้มระรื่นที่กล่าวทักทำให้ผมแทบจะกัดฟันกรอด “นายเอาต้นไม้ฉันไปไว้ที่ไ..”

ยังไม่ทันพูดจบ พอตเตอร์ก็ลุกขึ้นรีบก้าวเข้ามาหาแล้วรวบผมเข้าไปไว้ในอ้อมกอด! “นึกว่านายจะไม่มาซะแล้ว”

“แก!” ผมอุทานออกมาด้วยความตกใจจากการจู่โจมที่ไม่ทันตั้งตัว ก่อนที่จะพยายามดิ้นสุดแรงปากก็ตะโกนลั่น “ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ! นายจะเล่นบ้าอะไรของนายอีก!”

วงแขนของคนตรงหน้ายังคงรัดแน่นโดยไม่สนใจเสียงคัดค้านของผมแม้แต่น้อย “โอ๊ย~ ไม่ได้คุยกับนายตั้งหลายวัน คิดถึงที่สุดเลย”

“ปล่อยนะ!” ผมตะโกนเสียงกร้าวพร้อมกับดิ้น “เอาต้นไม้ฉันคืนมา แล้วก็เลิกวุ่นวายกับฉันเสียทีได้มั้ย” ผมกัดริมฝีปากจนรู้สึกเจ็บ น้ำตาเอ่อคลอขึ้นมาอีกแล้ว “ไปอยู่กับแฟนนายโน่นไป!”

ประโยคสุดท้ายหลุดออกมาโดยไม่รู้ตัว แต่ก็ทำให้พอตเตอร์งุนงงจนคลายอ้อมแขนได้ “แฟน? แฟนที่ไหนกัน?”
ผมถือโอกาสนั้นผละหนี ไม่ตอบคำถามของเจ้าตัวกวน “เอาต้นไม้ฉันคืนมา พอตเตอร์!” ผมกระชากเสียงแต่หมอนั่นยังคงทำท่าไม่รู้สึกรู้สาอยู่ดี พอตเตอร์คว้าข้อมือผมไว้แล้วบอกยิ้มๆ

“โอเค คืนให้แน่ แต่รอแป๊บนึงนะ”

ไม่ทันที่ผมจะคัดค้านก็ถูกร่างสูงของคนตรงหน้าดึงให้ก้าวไปยังริมเนินตรงที่เขาเพิ่งผละมา

“พอตเตอร์ นายจะพาฉันไปไหน บอกว่าให้คืนต้นไม้ของฉันมาไ...”

เสียงผมขาดหายเมื่อผมเห็นว่าอะไรอยู่บนพื้นดินตรงที่พอตเตอร์นั่งอยู่เมื่อครู่...

ต้นไม้แคระของผมถูกย้ายจากกระถางมาลงดิน ใบเล็กบอบบางของมันรับน้ำหนักของหิมะที่ตกลงมาจนกลายเป็นสีขาว ลำต้นสีน้ำตาลมีน้ำแข็งเกาะพราวทำท่าเหมือนจะแข็งตายไปแล้ว!

“พอตเตอร์! นายทำอะไรของนายเนี่ยห๊า!” ผมรีบถลาไปดูต้นไม้ แต่ถูกมือของอีกฝ่ายยึดไว้เสียก่อน “ปล่อยนะ!” ผมพยายามกระชากแขนออกแต่กลับถูกคนที่แรงมากกว่าดึงให้ยืนห่างออกมาอีกนิด

“ใจเย็นๆน่า” พอตเตอร์พูดเสียงนุ่มเหมือนกำลังปลอบเด็ก “ครั้งสุดท้าย เดี๋ยวคงใช้ได้แล้วล่ะ” เขาเดินกลับไปที่ต้นไม้ ยื่นมือทั้งสองข้างออกมาแล้วว่าคาถาเบาๆ

แสงจากมือทั้งสองข้างถ่ายลงสู่ต้นไม้ต้นเล็ก แล้วก็ค่อยๆเพิ่มมากขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ จนสว่างจ้า

อยู่ๆ เจ้าต้นไม้ต้นเล็กที่เหมือนจะกรอบแข็งไปแล้วก็กลับชุ่มชื้นขึ้น ลำต้นบอบบางสีน้ำตาลค่อยๆ ขยายใหญ่ กิ่งก้านผุดจากตาไม้เล็กๆ ยืดออก

พรึ่บ!

ฉับพลันต้นไม้เล็ก ๆ นั่นกลายเป็นต้นไม้ใหญ่สูงลิ่ว ลำต้นใหญ่ขนาดเกินสองคนโอบ แผ่กิ่งก้านสาขาจนเป็นร่มเงากว้าง ใบรูปแฉกต้องแสงจันทร์และหิมะรอบด้านราวกับจะเรืองแสงได้

ผมตกตะลึงทำอะไรไม่ถูก รู้สึกเหมือนไม่มีแรงจนต้องลงไปนั่งแปะลงบนพื้นหิมะนุ่ม

“นี่มัน....” เสียงถามเบาแทบจะเป็นกระซิบ

“ของขวัญแทนการขอโทษของฉันไง!” พอตเตอร์โผล่หน้ามาจากลำต้นของต้นไม้ที่ขวางเขาไว้ “ถูกใจไหมเดรโก” รอยยิ้มกริ่มปรากฏบนใบหน้าชื้นเหงื่อของเขา

“แต่ว่า...ทำไม...” ผมได้แต่งุนงง ก็ผมเลี้ยงมันมาตั้งหลายปี มันยังเป็นต้นไม้แคระ แต่พอตเตอร์แค่ถ่ายพลังให้มันแค่ไม่กี่วินาที

เอ๋ ไม่กี่วินาทีเท่านั้นเหรอ?

มัวแต่คิด ไม่ทันรู้สึกตัวว่าเจ้าคนที่ยืนห่างออกไปเข้ามาทรุดนั่งข้างๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่ จนเมื่อศีรษะที่มีผมยุ่งเหยิงนั่นเอนมาอิงไหล่นั่นแหละผมถึงรู้สึกตัว “เฮ้! นาย!”

“แฮะ แฮะ โทษทีนะ... มัน...ยืนไม่ไหวจริงๆน่ะ” พอตเตอร์บอกเสียงสั่นๆ หมอนี่หอบอยู่นี่นา แถมตัวยังเย็นเฉียบเลยด้วย

“พอตเตอร์ นี่นายอยู่นี่นานแค่ไหนแล้วเนี่ย!” ผมพูด รีบกวาดตามองร่างสูงข้างๆ ซึ่งตอนนี้ยังไม่ขยับเขยื้อนไปไหน ใบหน้าที่อิงอยู่กับไหล่ผมยิ้มเพลียๆ

“ไม่รู้สิ...จำไม่ได้...ตั้งแต่บ่ายมั้ง...”

“นายจะบ้าเหรอ! อากาศแบบนี้เนี่ยนะ”

ผมหันขวับไปมองเขาชัดๆ พร้อมกับอุทาน ทำให้ศีรษะของคนที่นั่งพิงอยู่เซฟุบลงมาบนตักผมแทนแบบหมดเรี่ยวหมดแรง “ก็...ถ้าไม่ทำแบบนี้...ต้นไม้ของนายก็ไม่ยอมโตน่ะสิ”

“หา?ทำไม?” ผมมัวแต่ซักจนไม่ทันได้สนใจว่าตอนนี้เจ้าตัวกวนขยับตัวให้นอนหนุนตักผมได้ถนัดขึ้น

“ก็ตำราพืชโบราณ...อ้อ เล่มนั้นแหละ” พอตเตอร์ชี้มือไปที่หนังสือที่ผมยืมมาจากห้องสมุดและตอนนี้วางอยู่ข้างตัว “มันบอกว่า อเคเชียจะเติบโตได้ดีในที่ที่อากาศโปร่ง” หลังจากเอนลงไปนอน ร่างสูงบนตักผมเลยเริ่มอธิบายคล่องขึ้น

“แล้วถ้าจะให้มันโตเร็วๆ ก็ต้องเลี้ยงด้วยพลังเวทมนต์ในสภาพแวดล้อมที่เย็นจัดด้วย ฉันก็เลยย้ายมันลงดินแล้วค่อยๆ ถ่ายพลังให้ใหม่ไง”

ผมได้แต่นิ่งฟัง จริงเหรอ? งั้นที่ผ่านมา ที่ผมปลูกเจ้าต้นไม้นี่ไม่โตสักทีก็เพราะผมเลี้ยงมันในที่อับ ความพยายามที่จะประคบประหงมกลับยิ่งหยุดยั้งการเจริญเติบโตของมัน

“หนังสือเล่มนี้เก่าแต่เจ๋งดีแฮะ นอกจากอธิบายลักษณะต้นไม้โบราณแล้วยังมีวิธีการปลูกต้นอีก เสียแต่หายากชะมัด ฉันเกือบจะเข้าไปหาในส่วนหนังสือต้องห้ามอยู่แล้วเชียว ดีนะที่ไปถามโชก่อน”

“โช? โช แชงน่ะเหรอ” ผมถาม ภาพที่คนตรงหน้าคุยสนิทสนมกับหญิงสาวรุ่นพี่ยังติดตาอยู่ อีกฝ่ายหยักหน้า

“อือ โชแนะนำหนังสือเล่มนี้ แถมบอกชั้นที่วางให้เสร็จสรรพเลย ฉันกะจะไปเลี้ยงขอบคุณเสียหน่อย แต่ขี้เกียจให้แฟนเขาเข้าใจผิดอ่ะ”

“แฟน?”

“ก็เซเดอริก ดิกอรี่ ซีกเกอร์บ้านฮัฟเฟิลพัพเมื่อปีก่อนไง” พอตเตอร์อธิบาย ร่างสูงพลิกนอนตะแคงหันมามองหน้าผมซึ่งตอนนี้คงดูเหวอน่าดู

“โช แชง ไม่ใช่...แฟนนาย...หรอกเหรอ”

“โอ๊ย” คนฟังรีบโบกไม้โบกมือไปมา “ฉันเลิกกับเขาไปตั้งนานแล้ว อืม...จะว่าไปก็ตั้งแต่ตอนที่เริ่มถูกใจนา..”

“อะไรนะ!” ผมถามเสียงดัง รู้สึกว่าประโยคเมื่อกี้มันแหม่งๆ

“เปล่าๆ” พอตเตอร์รีบปฏิเสธ แล้วอยู่ดีๆ หมอนั่นก็ยิ้ม “ว่าแต่...นายจะยกโทษให้ฉันรึยัง”

คำพูดนุ่มๆ กับประกายตาแปลกๆ นั่นเรียกให้ผมรู้สึกตัว เฮ้ ผมนั่งให้หมอนี่นอนหนุนตักมาตั้งนานทำไมเนี่ย แถม..เจ้าตัวกวนยังเอื้อมมือมาลูบแก้มผมตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้!

“จะนอนไปถึงเมื่อไหร่หา!” ผมรีบผลักศีรษะยุ่งๆนั่นให้ตกลงไปแล้วลุกขึ้นยืน พอตเตอร์ลุกตามพร้อมกับลูบศีรษะตัวเองป้อยๆ “อูย ถึงหิมะจะหนาแต่มันก็เจ็บนะ เดรโก...”

ผมรู้สึกผิดขึ้นมานิดหน่อย หมอนี่อุตส่าห์มานั่งตากลมตากหิมะอยู่ที่นี่ตั้งหลายชั่วโมง “เอ่อ...ขอ...”

“อะไรนะ?” ร่างสูงตรงหน้าผมชะงักนิดนึงก่อนจะเลิกคิ้ว

“ขอโทษ แล้วก็...” ผมพูด ประโยคต่อมาทำให้รู้สึกขัดเขินจนต้องก้มหน้าหลบลูกกะตาสีเขียวๆ ที่กำลังงุนงงนั่น “แล้วก็...ขอบใจ...นะ..”

ใบหน้าคล้ำแดดของอีกฝ่ายยิ้มกว้างขึ้นมาทันที “ไม่เป็นไร สบายมาก” ไม่พูดเปล่า แขนยาวๆ นั่นเอื้อมมาดึงผมเข้าไปในอ้อมกอด แถมยังก้มหน้าลงมาหาอีก

“เฮ้!” ผมประท้วงเสียงลั่น ใช้มือดันคางของอีกฝ่ายไว้ “พอเลย! ฉันยกโทษให้นายแค่เรื่องต้นไม้ แต่เรื่องอื่นไม่เกี่ยว”

“อะไรกัน...เรื่องอื่นน่ะเรื่องไหน?” พอตเตอร์กระพริบตาปริบๆ ก่อนจะพูดเสียงรัวเร็ว “เรื่องที่ฉันเข้าไปในห้องทดลองนาย หรือว่าเรื่องที่ฉันแอบเข้าไปในหอนอนสลิธิรินตอนนายไม่อยู่ หรือว่าเรื่อง...”

“พอแล้วๆ “ ผมรีบตัดบท ดูท่าหมอนี่จะเตรียมตัวมาอธิบายเต็มที่ แต่ผมขี้เกียจรื้อฟื้นเรื่องพวกนั้นนี่นา (ใครจะไปบอกว่าผมโกรธเรื่องที่เขาบอกว่า อยู่กับผมแล้วหายเบื่อ เรื่องอะไรจะพูด เชอะ!)

“งั้น...”ร่างสูงที่กอดผมอยู่ทำท่าจะก้มลงมาอีก ผมรีบเบรกเสียงเขียว

“ถ้านายทำอย่างวันนั้นอีก ฉันโกรธนายแน่ พอตเตอร์!”

พอเจอประโยคนี้เข้า เจ้าตัวกวนก็หยุดกึก

“ก็ได้ๆ”

ร่างสูงผละห่างจากผมนิดๆ อย่างยอมแพ้โดยดี ท่าทางหูตูบหางตกแบบนั้นให้ผมต้องกลั้นยิ้ม หมอนี่ทำหน้าแบบนี้ก็เป็นด้วยแฮะ

เงียบอยู่อึดใจ พอตเตอร์ก็ทำจมูกฟุดฟิด รีบหันหน้าไปอีกด้าน

“ฮัดเช่ย!”

เสียงนั่นดังลั่นจนแม้แต่กิ่งต้นอเคเชียที่อยู่ใกล้ๆ ยังสั่นเลยละ คนจามเองยังดูงงๆ เลยว่าทำไมตัวเองถึงจามเสียงดังขนาดนั้นได้ คราวนี้ผมหลุดหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่

“อุ๊บ!...ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ..”

“ไม่ขำเลยนะ เดรโก...” พอตเตอร์ทำเสียงอุบอิบพลางสูดจมูก “ท่าจะเป็นหวัดแหงเลย” พูดเสียงเดือดร้อน ท่าทางต่างจากเมื่อครู่ลิบลับ เอามือถูปลายจมูกตัวเองไปมาอีกต่างหาก คราวนี้บ่นยืดยาวเลย

“เฮ้อ ทำดีไม่ได้อะไรตอบแทน เศร้าจังๆ จะมีใครเห็นความดีของเราบ้างมั้ยเนี่ย คนแถวนี้เค้าใจร้าย.. ”

หนอย เรื่องอะไรมาว่าผมใจร้าย.... ผมขมวดคิ้วนิดๆ แต่อีกฝ่ายคงจะไม่ทันสังเกต ก็เห็นยังร่ายต่อปาวๆ พูดกับลมกับแล้งต่อหยั่งกับว่ายืนอยู่คนเดียวงั้นแหละ

“ดูซิ ทนลำบากใช้รอนไปคุ้ยห้องสมุดให้ก็แล้ว ไปแอบดูเลคเชอร์วิชาพฤกษศาสตร์ของแกรนเจอร์จนโดนสวดยับก็ แล้ว ใช้ของเล่นของเฟร็ดกับจอร์ชเปิดประตูเรือนเพาะชำ แถมยังต้องแบล็คเมล์พีฟส์บังคับให้มันดูต้นทางให้อีก เฮ้อ~ ลำบากจริง จริ๊ง”

ดูว่าเข้า แต่ละอย่างเนี่ยลำบาก...ลำบากคนอื่นทั้งนั้นเลยนะ ผมส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ จะว่าไปที่เป็นหวัดนี่ก็เพราะมัวแต่มานั่งตากลมตากหิมะถ่ายพลังให้ต้นไม้ของผมนี่นะ มันก็น่าจะให้รางวัลอยู่หรอก ถ้าจะไม่ทวงกันยิกๆ แบบนี้เนี่ย

“ทำยังไงถึงจะเห็นใจกันบ้างน้อ...สงสัยต้องขอพรกับต้นอเคเชียแล้วมั้ง คนแถวนี้เค้าถึงจะยอมเห็นใจ เอ... หรือว่าเราจ..”

เสียงบ่นงึมงำหายวับเมื่อผมยืดตัวขึ้นแตะริมฝีปากกับปากของเจ้าคนช่างทวงอยู่อึดใจ แล้วถอยห่างออกมาพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ

เฮอะ แค่นี้สมใจรึยัง เป็นไงล่ะ บ่นดีนัก ดูหน้าสิเหวอไปเลย โอ๊ย อยากเอากล้องมาถ่ายไว้จริงๆ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ตัวกวนแห่งฮอกวอร์ตอ้าปากค้าง

“เลิกบ่นได้แล้วนะ” ผมพูด ชักรู้สึกร้อนแถวๆ แก้มแล้วด้วย เลยรีบก้มลงเก็บหนังสือเดินออกเสียอย่างนั้น หลายอึดใจกว่าจะได้ยินเสียงวิ่งตามหลัง พอหันกลับไปก็ร่างสูงที่ตอนนี้หายอึ้งแล้ววิ่งเข้ามาหา “เดร...เดรโก”

“อะไรอีกล่ะ” ผมขมวดคิ้วรีบหันหน้าหนี คนยิ่งไม่อยากให้เห็นหน้าตอนนี้อยู่ แต่เจ้าคนที่ตามมากลับรีบหมุนตัวมาหา ฉีกยิ้มกว้างเชียว

“อีกทีได้มั้ย เมื่อกี้มันไม่ทันตั้งตัวอ่ะ”

ดูๆ มีการมาขออีกนะ เรื่องอะไร ผมส่ายหน้า “เสียใจ ฉันจะกลับหอแล้ว” อากาศตอนนี้มันหนาวจะตาย ใครจะไปอยากอยู่ข้างนอกนานๆ ล่ะ

“น่า เดรโก คราวนี้จะตั้งใจอย่างดีเลยเอ้า”

“ไม่มีทาง” ผมแกล้งทำหน้าบึ้งเดินหนี เจ้านั่นก็ยังตามมาพัวพันอยู่นั่น แสงจันทร์ตอนนี้ส่องให้เงาของเราสองคนที่สะท้อนบนพื้นหิมะ

“น่านะ น๊า~”

“อย่ามาเซ้าซี้น่า”

“งั้นไว้คราวหน้าละกัน”

“คราวหน้าอะไรของนาย ไม่เอาหรอก”

“โธ่.....”

ที่จริงคราวหน้า ก็(///) ไว้คิดดูอีกทีละกัน แต่เรื่องอะไรจะบอกเจ้าตัวกวนนี่ล่ะ!....


Volume 2 : END

Please wait for Volume 3 (soon)




Create Date : 18 เมษายน 2548
Last Update : 18 เมษายน 2548 17:20:31 น.
Counter : 452 Pageviews.

3 comment
1  2  3  

นะโอ
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]