Specail 4 [The Time Before Ever]
Note: ตอนนี้ได้แรงบันดาลใจจากหนังเรื่อง Turn Left, Turn Right มาเต็มๆ แบบว่าเศร้าปนเหงาหน่อยๆ (และยาวมาก) แต่คนเขียนก็ชอบมากเช่นกันนะ
###########################

Ever After special IV: The Time before Ever

“แฮร์รี่ นายเชื่อเรื่องพรหมลิขิตรึเปล่า”

ผมเงยหน้าขึ้นจากรอยของเพรูเวียน ไวเปอร์ทูทหรือเปรูเขี้ยวพิษที่เราสองคนกำลังตามรอยอยู่ “ท่าทางวันนี้ฝนจะตกนะเนี่ย นายแถมอะไรแบบนี้”

ใบหน้าตกกระของเพื่อนสนิทผมบึ้งเล็กน้อย “อะไรวะ ทำไมฉันจะถามไมได้”

“เฮอร์ไมโอนี่พาไปดูหนังรักหวานซึ้งมาหรือไง” ผมถามพลางก้มลงใช้ไม้กายสิทธิ์ชี้ไปที่รอยเท้ามังกรเพื่อให้หยดเลือดสีเข้มของมันเปล่งแสงสีเขียวที่ง่ายต่อการติดตาม....และเพื่อซ่อนแววตาที่อาจจะหม่นลงของตัวเองจากสายตาเขา

“เหอ อย่าพูดเลย ยัยนั่นน่ะ....ยุ่งทั้งปีทั้งชาติ ชวนเดทก็ไม่ยอมไป” รอนเบะปากแล้วเดินหมุนไม้กายสิทธิ์เข้ามาใกล้ “ได้ร่องรอยมั่งรึยัง” เขาถามเป็นงานเป็นการขึ้น

“เออ ได้ละ ไปทางตะวันตก” รอยหยดเลือดเปล่งแสงบอกแบบนั้น

“โอเค เสร็จงานนี้แล้วไปหาอะไรดื่มกันดีกว่า” ชายหนุ่มร่างสูงโย่งตรงหน้าผมทำท่ากระตือรือร้นจนผมอดยิ้มออกมาไม่ได้ “ยังไม่ทันจับได้เลยนะเว้ย ใจร้อนจริง กลัวเบียร์ที่ร้านต้นโอ๊กเฒ่ามันจะชืดหมดหรือไง”

“อาฮ่า นายรู้ด้วยเหรอว่าฉันติดใจเบียร์ที่นั่น โอ แฮร์รี่ผู้แสนรู้ใจไม่เคยเปลี่ยน”

“พูดมากน่า” ผมต้องอุบอิบพยายามบังคับไม่ให้ตัวเองยิ้ม “ไปไป ไปทำงานก่อน”ลุกขึ้นแล้วเดินนำเขาไป ลืมเสียสนิทว่าเขาถามอะไรผมไว้ก่อนหน้านี้

....................................................................

“เดรโกจ๊ะ เธอเชื่อเรื่องพรหมลิขิตไหม”

ผมหันไปมองร่างท้วมที่กำลังนั่งอาบแดดอุ่นอยู่บนเก้าอี้ผ้าใบ ท้องของเธอนูนกลมโต ใบหน้าอิ่มเอิบนั้นยิ้มให้ผมซึ่งกำลังจิบชาอยู่ข้างๆ

“ว่าที่คุณแม่เกิดอยากโรแมนติกขึ้นมาหรือไง” ผมถามกลับยิ้ม ๆ “ต้องไปถามคุณพ่อตัวจริงสิถึงจะถูก” ถึงจะเคยเบื่อหล่อนเหลือแสน แต่เมื่อเธอกลับกลายมาเป็นภรรยาของลูกน้องคนสำคัญ เราก็กลายเป็นเพื่อนสนิทกันจริงๆ

แพนซี่ย่นหน้า “วินเซนต์น่ะ ออกไปทำงานกับกอยย์อีกแล้ว” มือลูบท้องกลมของตัวเอง “ไม่รู้จะกลับมาทันเจ้าหนูนี่เกิดรึเปล่า”

“ทันสิน่า เดี๋ยวฉันเร่งให้เอง” ผมเอื้อมมือไปหยิบแอปเปิ้ลบนโต๊ะมากัด

“เดี๋ยวพ่อเธอก็สงสัยหรอก”

ผมถอนใจนิดหนึ่งก่อนจะพูด “ไม่หรอก พ่อเอาแต่อยู่ในห้องทั้งวันจะรู้ได้ยังไง” จริงสิ พ่อของผมตอนนี้ดู สงบพิกล ไม่หงุดหงิดง่ายเหมือนก่อน จะเพราะร่างกายที่อ่อนแอลง หรือเพราะเขากำลังสงสัยเรื่องที่เราปิดบังอยู่ ผมก็ไม่รู้

“งั้นเขาบ้านไปหาท่านกันหน่อยเถอะ” แพนซี่ลุกขึ้นยืน “ทำไมคุณแม่เธอไม่มาเที่ยวด้วยล่ะคราวนี้”

“แม่ไม่ชอบเวลล์น่ะ เห็นบอกว่าอยากอยู่คุมพวกเอลฟ์ตกแต่งบ้านรับขวัญหลานด้วย”

ดวงตาสีน้ำตาลตรงหน้าผมสลดลง “เราหลอกท่าน....ทำบาปจริง ๆ นะเดรโก”

ผมพยักหน้า “ขอโทษด้วยเหมือนกันที่ฉันทำให้เธอลำบากใจ”

“ไม่เป็นไรหรอกจ๊ะ เอาล่ะ เราเข้าไปหา ‘คุณพ่อ’ กันเถอะ” ผมประคองเธอเดินเข้าไปในบ้านที่มืดและเย็นอีกครั้ง แสงแดดจากภายนอกไม่ทำให้เรารู้สึกอุ่นอีกต่อไป

....................................................................

“แฮร์รี่ เอ้า อีกแก้วนึง!!!!!” เสียงรอนเริ่มจะคึกคักเกินเหตุแล้ว หน้าตาเขาแดงก่ำเพราะฤทธิ์เบียร์ที่กินเข้าไปหลายเหยือก

“พอแล้วน่า เดี๋ยวไม่มีคนแบกนายกลับนะเว้ย” ผมบอกแล้วเลื่อนแก้มเบียร์ค่อนแก้วของตัวเองหลบ

“โอเค โอเค เพื่อนร๊ากกกกกก” รอนว่าแล้วรินเบียร์ให้ตัวเองแทน

เจ้าหมอนี่เสร็จงานทีไรต้องหาร้านเหล้าท้องถิ่นกินฉลองทุกทีจนผมเคยชินเสียแล้ว แต่ร้านต้นโอ๊คเฒ่าที่เวลล์นี่บรรยากาศคึกคักน่านั่งจริง ๆ คนเต็มแน่นแม้ว่าจะเป็นวันธรรมดา อาจจะเพราะมันเป็นช่วงหยุดยาวของพ่อมดแม่มดหลาย ๆ คนก็ได้

“แฮร์...แฮร์รี่...กระจกมันสั่น” แขนยาว ๆ ของรอนยื่นกระจกสื่อสารในมือของเขาให้ผม “เฮอร์ไมโอนี่เรียกมาเช็คแน่ๆ นายรับให้หน่อยสิแล้วบอกว่าฉันไปห้องน้ำ อย่าบอกเขาว่าฉันเมานา” เขาพูดแล้วหันกลับไปซัดเบียร์ต่อ

“เจ้าบ้า ถ้าเปิดกระจกตอนนี้เขารู้แน่ นายน่ะอยู่ร้านเหล้าทีไรก็.....” แต่คนข้างๆ ไม่ฟังเสียแล้ว โอเคๆ ก็ได้ ผมต้องลุกจากเคาต์เตอร์เบียดผู้คนออกไปเปิดกระจกหน้าร้าน ตอนที่เดินออกไปเกือบถึงประตูกระจกก็สั่นมากขึ้น “รู้แล้วน่าเฮอร์ไมโอนี่ อ๊ะ!” ด้วยความเร่งรีบ ผมชนเข้ากับคนที่เพิ่งเดินเข้ามา

“ขอโทษครับ” ผมว่าแต่ไม่เห็นหน้าเขา

“ไม่เป็นไร” ร่างสูงนั้นเบียดผู้คนเข้าไปในร้าน ทำไมผมถึงคุ้นตากับเส้นผมสีทองแบบนั้นนักก็ไม่รู้ กระจกสั่นมากขึ้นอีกแล้ว ผมรีบหันกลับเดินออกไปนอกร้าน

“โอเคๆ เฮอร์ไมโอนี่ รับแล้ว รอนเหรอ อ๋อ ไปห้องน้ำน่ะ มากินข้าวกัน...”

....................................................................

“นายมาช้าจัง มัลฟอย”

ร่างใหญ่หนาทักเบา ๆ เมื่อผมทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามเขา “โทษที พ่อเรียกไปถามเรื่องงานอีกแล้ว” ผมตอบ

“ไม่เป็นไร” ยังไงแครบก็ยังเกรงใจผมไม่เปลี่ยน “แพนซี่สบายดีไหม”

“บ่นถึงนายทุกวันนั่นแหละ” ผมรินเบียร์ลงแก้วตัวเอง “งานเรียบร้อยรึเปล่า”

“อือ” แครบพยักหน้า “แต่...ท่าทางงานนี้ท่าทางมันยังไงอยู่ก็ไม่รู้สิ”

ผมกัดริมฝีปาก “นั่นสิ ฉันว่าจะรอเก็บรายละเอียดให้ชัดก่อนจะรายงานศาสตราจารย์สเนป”

ดวงตาของผู้เป็นลูกน้องของผมส่อความกังวลฉายชัด “ทั้งนายทั้งศาสตราจารย์เสี่ยงมากรู้ไหมเดรโก ถ้าพ่อนายรู้.....”

“อย่าพูดถึงมันเลยแครบ” ผมว่าพลางรินเบียร์ให้เขา พยายามเปลี่ยนเรื่อง “นี่ นายคิดตั้งชื่อลูกหรือยัง”

แครบยิ้มออกทันที “คิดแล้ว ถ้าเป็นผู้หญิงจะให้ชื่อพินซ์ ถ้าเป็นผู้ชายก็....”

ผมไม่ทันได้ฟังช่วงท้าย ๆ ประโยคเพราะสายตาดันไปปะทะกับไอ้คนที่เพิ่งเดินเข้ามา หัวยุ่ง ๆ แบบนั้นคนที่ชนเราเมื่อกี้นี่หว่า ท่าทางมันคุ้นตาพิกล แต่ช่างเหอะ กินเบียร์ต่อดีกว่า

....................................................................

“แฮร์รี่ นายจะกลับบ้านเลยหรือเปล่า”

รอนถามเมื่อเราสองคนลงรถไฟที่สถานีเรียบร้อยแล้ว

“อือ ว่าจะแวะไปที่ทำงานก่อน รีเบคคาบอกว่าฝากเอกสารไว้ให้” ผมพูดถึงเลขากองที่สนิทสนมกับเราสองคนดี

“ฉันว่ารีเบคคากะจีบนายแหงเลยว่ะ ชอบเรียกนายไปคนเดียวอยู่เรื่อย” รอนเย้า

ผมส่ายหน้า “อย่ามายุซะให้ยาก รีเบคคาแก่กว่าเราตั้งหลายปีนะเว้ย เค้าไม่มาสนใจพวกเจ้าหน้าที่เพิ่งทำงานปีแรกแบบฉันหรอก”

“อย่าถล่มตัวน่า คุณว่าที่ซีกเกอร์ทีมชาติ” ใบหน้าตกกระยังทะเล้นไม่เลิก

“ไปเลยไป จะไปหาเฮอร์ไมโอนี่ไม่ใช่เหรอ เมื่อคืนฉันต้องโกหกหาทางรอดให้นายแทบตาย แต่ดูท่าเขาจะไม่ค่อยเชื่อแฮะ” ผมหยอกกลับบ้าง แม้จะรู้สึกแปลบในใจ “เตรียมตัวโดนสอบสวนได้เลย คุณวีสลีย์”

“หวา ทำไมนายไม่บอกก่อนวะ” รอนหน้าเสียไปทันที รีบคว้ากระเป๋าเดินทางของตัวเอง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาบอกผม “เออ แฮร์รี่ นายว่าคนเราหมั้นกันนาน ๆ นี่ดีไหม”

“ก็แล้วแต่คู่นะ นายถามทำไมเหรอ”

ร่างสูงยักไหล่ “ไม่มีอะไรมาก ฉันกะว่าจะขอเฮอร์ไมโอนี่หมั้นไว้ก่อน ฉันต้องออกไปทำงานข้างนอกบ่อย ๆ กลัวไอ้หนุ่ม ๆ ที่ทำงานจะแอบมาจีบเขาน่ะสิ”

“ก็....ก็แล้วแต่นาย” ผมอึกอักเพราะคาดไม่ถึง

รอนยิ้มโดยไม่ทันสังเกตสีหน้าของผม “ถึงเวลาแต่งงาน นายต้องเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวให้ฉันนะเว้ย ห้ามปฏิเสธ”

“อือ ฉันไปกระทรวงก่อนนะ” ผมหันกลับแล้วเดินแยกออกมา ปิดบังสีหน้าที่กำลังเจ็บปวดจากสายตาของเพื่อนสนิทที่สุดในชีวิต

....................................................................

“เข้ามาสิเดรโก”

เสียงเย็น ๆ อันแสนคุ้นเคยเรียกจากหลังประตูบานใหญ่ ผมเปิดประตูเข้าไปแล้วเพ่งมองมุมห้องที่มืดทึบ พ่อไม่เคยชอบเปิดหน้าต่างหรือเปิดไฟมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ยิ่งอาการป่วยทรุดลงเขาก็ยิ่งเก็บตัวมากขึ้น

“พ่อมีอะไรจะใช้ผมหรือครับ” ผมถาม เพราะพ่อไม่ได้เรียกผมเข้ามาหาเป็นส่วนตัวมาช่วงหนึ่งแล้ว ตั้งแต่พ่ออนุญาตผมออกมาจากแผนของกลุ่มทายาทผู้เสพความตาย ด้วยเหตุผลที่ว่าผมจะได้มีเวลาดูแล ‘ภรรยา’ ในช่วงเวลาใกล้คลอด

“นั่งก่อนสิ” ผู้เป็นบิดาของผมเอ่ยเสียงเย็น ๆ เนิบ ๆ

ทำไมผมถึงรู้สึกกังวลขึ้นมาโดยไม่รู้สาเหตุ อาจจะเพราะตอนนี้แครบสืบเกือบจะรู้แล้วว่าแผนการที่พ่อวานให้พวกสมาชิกในกลุ่มคืออะไร

“เดรโก แพนซี่เป็นไงบ้าง คลอดแล้วใช่ไหม”

“ครับ” ผมพยักหน้า แม้จะรู้สึกผิด “เมื่อวานนี้เอง ก่อนกำหนดแต่เด็กก็แข็งแรงดี เป็นเด็กผู้หญิงครับ”

“เด็กผู้หญิงงั้นเหรอ.....หึ เอาเถอะ ก็ยังดี อย่างน้อยสายเลือดมัลฟอยก็มีคนสืบต่อแล้ว”เสียงของพ่อกลายเป็นเย็นเยียบจนน่าขนลุก “คนทรยศอย่างแกก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป”

เงาวูบไหวปรากฏขึ้นด้านหลังผม “อ๊ะ” มีคนอยู่ในห้องนี้นอกจากพวกเรา แต่ก่อนที่ผมจะไหวตัวทัน ก็ถูกกระชากยึดไว้ด้วยมือแข็งแกร่งปานเหล็ก ใบหน้าเหี้ยมเกรียมที่ก้มลงมองกับร่างสูงหนาด้านหลังอีกสองคน นี่พวกมันคนสนิทของพ่อ.....

บิดาของผมยังคงนั่งสงบอยู่บนเก้าอี้นวม ใบหน้าเย็นชานั้นบอกความหมายชัดเจนว่าไม่เห็นผมเป็นลูกอีกต่อไป “แกทรยศฉันได้นะ เดรโก โทษของแกคือตายเท่านั้น รวมไปถึง......” น้ำเสียงของเขาทำให้ผมเย็นเยือกจับใจ

“นังเมียที่ซื่อสัตย์ของแกด้วย เหลือเด็กไว้ก็พอ”

“อย่านะครับพ่อ อย่าทำอะไรแพนซี่ เธอไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้” อย่าทำให้พวกเธอกับแครบต้องเสียสละให้ฉันเลย ได้โปรด

“มันเป็นเมียแก ช่วยปิดบังฉันทำไมจะไม่เกี่ยว” พ่อผมไม่ยอมฟังเหตุผลแล้ว มือกร้านของบรรดาลูกสมุนยึดผมไว้แน่น

“ไม่ครับพ่อ” ผมหลุดปากออกไปในที่สุด อย่าน้อยขอให้กันพวกเขาออกไปได้ก็พอ “แพนซี่ไม่ได้เป็นภรรยาของผม เด็กคนนั้นก็ไม่ใช่ลูกผม อย่าทำอะไรพวกเธอเลยนะครับ ได้โปรด”

ต้องหาทางถ่วงเวลา ให้แครบพาแพนซี่กับลูกหนี “เธอไม่เกี่ยวข้อง พ่อฆ่าผมคนเดียวก็พอ”

“ไม่ใช่ลูกแก” ใบหน้าของพ่อผมตะลึงงัน ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธอาฆาต “แก บังอาจหลอกฉัน ไอ้ทรยศ ไอ้ลูกอกตัญญู” ปลายไม้กายสิทธิ์ชี้ตรงมาที่ผม “จับมันมาทางนี้!” เขาพูดเสียงเหี้ยมปนหอบ

ผมยืนนิ่งปล่อยให้พวกลูกสมุนลากไปโดยดี เมื่ออยู่ต่อหน้าพ่อบังเกิดเกล้าที่กำลังจะลงมือฆ่า ใจของผมก็ยังสงบ ให้มันจบแบบนี้ก็ดีแล้ว “ฆ่าผมได้เลยครับ” ผมประสานสายตากับดวงตาจงเกลียดจงชังที่มองจ้องมา

แววตานั้นส่อแววปวดร้าวขึ้นวูบหนึ่งก่อนจะแปรเปลี่ยนกลับเป็นความเคียดแค้นสุดแสน รอยยิ้มเยาะบนใบหน้าที่บึ้งโกรธก่อนที่พ่อจะพูดด้วยเสียงเหี้ยม “แกอย่าหวังว่าแกจะได้ตายดี เดรโก ฉันมีวิธีทรมานแกมากกว่านั้น”

ปลายไม้กายสิทธิ์ยกขึ้น เสียงพ่อว่าคาถาเบา ๆ ลำแสงสีเขียวจะพุ่งตรงมาที่ผม ความเจ็บปวดที่ปะทะร่างนั้นสุดจะประมาณได้

“อ๊ากกกกกกกกกกกกกกก”

ผมได้ยินเสียงร้องโหยหวนของตัวเองก่อนที่จะทรุดลงไปนอนดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้นโดยมีลำแสงสีเขียวเรื่อตามไปไม่ลดละ “อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก” ร่างกายของผมเริ่มเย็นเยือกลงเรื่อย ๆ ราวกับกล้ามเนื้อ กระดูกและอวัยวะทุกส่วนกำลังหดเกร็ง เสียงว่าคาถาของพ่อยังดังก้อง “อ๊ากกกกกกกกกกกก”

และแล้วความทรมานก็สิ้นสุดเมื่อร่างของพ่อผงะทรุดแล้วกลิ้งตกลงมาจากเก้าอี้

“นายท่าน” เสียงบรรดาบริวารวิ่งเข้าไปหาร่างของพ่อ พวกเขาล้อมวงพยายามใช้คาถาช่วยปลุกเขาขึ้นมาโดยไม่สนใจร่างบอบช้ำของผมที่นอนอยู่ห่างออกไปอีก

“เดรโก” ประตูเปิดออกพร้อมกับร่างของแครบวิ่งเข้ามา หน้าเขาซีดเผือด และผงะเมื่อเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น “บ้าชิบ มาช้าไปหรือนี่”

“แครบ ช่วย....” ผมพยายามพูดแต่เสียงไม่ออกจากปาก “ช่วย....แพนซี่กับ...ลูก....เร็ว”

“ตอนนี้ฉันต้องช่วยนายก่อนเดรโก” แครบว่าแล้วดึงผมขึ้นมา รีบลากผมออกไปจากห้องนั้น

“ตายแล้ว! เดรโก!” แพนซี่ซึ่งยังอยู่ในชุดนอนสีขาววิ่งเข้ามาและเอามือปิดปากทันทีที่เห็นสภาพผม แครบรีบปิดประตูห้อง “เราต้องรีบออกไปจากนี่ ไม้กวาดนายอยู่ไหนเดรโก”

“ใน...ในตู้” ผมพูด เมื่อได้พักสักครู่ดูเหมือนความเจ็บปวดจะค่อย ๆ จางไป

“มีกี่อัน” เสียงถามร้อนรน

“อันเดียว” ผมตอบ “ของส่วนตัวของฉัน”

เสียงเอะอะดังมาจากชั้นล่าง แครบสบตากับแพนซี่ ดูเหมือนอีกฝ่ายจะเข้าใจ เธอวิ่งไปที่เตียงเด็กแล้วห่อร่างเล็กๆ ด้วยผ้าห่มสีขาวอย่างรวดเร็ว

“นายรีบพาแพนซี่กับลูกหนีไปเถอะ” ผมบอก

แครบหันกลับมาพร้อมไม้กวาด “ไม่ คนที่จะไปคือนายต่างหาก”

“แครบ นายจะบ้าเรอะ” ผมผุดลุกขึ้นทันที

“ไม้กวาดนี่รับน้ำหนักได้แค่คนเดียว ไม่งั้นหนีไม่ทันแน่”

“ทันสิ ฉันจะถ่วงเวลาให้” ผมบอก เสียงตึงตังใกล้เข้ามาแล้ว ผมหันไปทางแพนซี่ที่รีบเข้ามายืนข้าง ๆ “นี่ครอบครัวของแกนะเว้ย”

“ใช่ นี่คือครอบครัวของฉัน” เขายิ้ม ใบหน้าซื่อทำให้นึกถึงเจ้าเด็กโข่งที่ตามผมต้อย ๆ หลายปีก่อนหน้านี้ “และนายเองก็เหมือนครอบครัวของฉัน เดรโก” เป็นครั้งแรกที่หมอนี่เรียกชื่อต้นของผม เขายื่นกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ให้

“ไปลอนดอนตามที่อยู่นี้ เขาจะช่วยให้นายหนีออกไปนอกประเทศได้ ไปให้ไกลที่สุดนะ”

“ไม่มีเวลาแล้วรีบไปเถอะ” แพนซี่พยักหน้า เธอยื่นเด็กทารกในอ้อมแขนมาให้ผมอุ้ม “หวังว่าเธอจะดูแลเด็กคนนี้ให้ดีนะเดรโก ให้เธอโตขึ้นเป็นเด็กดี…” หญิงสาวตรงหน้าผมยิ้ม ทั้งที่น้ำตาคลอดวงตา

“พวกนาย....”

เสียงประตูถูกกระแทกดังขึ้น “ไม่มีเวลาแล้วรีบไปเร็ว” แครบดึงผมมาที่หน้าต่างผลักร่างผมลงไปบนไม้กวาด เขากับแพนซี่หยิบไม้กายสิทธิ์ออกมาถือไว้

“ไปสิ เดรโก” เสียงเร่งดังขึ้นพร้อมกับประตูถูกคาถาทำให้กระชากเปิดออก ผมกระชับร่างทารกในอ้อมแขนแล้วถีบขาพุ่งไม้กวาดออกจากที่แห่งนั้นโดยเร็วที่สุด

....................................................................

“ทุกอย่างเรียบร้อยแล้วค่ะ แฮร์รี่” เสียงหวานของรีเบคคาดังขึ้น

“แฮร์รี่?” เธอเรียกอีกครั้ง

ผมสะดุ้งเล็กน้อย แล้วรีบตอบรับ “ครับ รีเบคคา”

“เรียกตั้งหลายทีแล้ว เหม่ออะไรจ๊ะ หนุ่มน้อย” ใบหน้าของหญิงสาวตรงหน้ายิ้มพราย

“อ้อ คิดอะไรนิดหน่อยน่ะครับ” ผมบอก พลางยื่นมือไปรับเอกสาร “ขอบคุณมากครับ”

“บอกตั้งหลายทีแล้วว่าไม่ต้องพูดสุภาพกับฉันก็ได้ อ้อ แล้วนี่ไปติดใจสาวไหนเข้าหรือไงถึงเอาแต่เหม่อ”

“เปล่าหรอกครับ” ผมยิ้มปฏิเสธคำล้อของเธอ

รีเบคคาหันไปเก็บเอกสารบนโต๊ะ “เฮ่อ รอนก็จะหมั้นไปคนนึงแล้ว เมื่อไหร่คุณจะติดใจสาวไหนบ้างละฮึ แฮร์รี่ ปล่อยรอนเค้าแซงหน้าไปได้ รายนั้นหล่อน้อยกว่าคุณตั้งเยอะ”

“รอนเขารีบหมั้นเพราะเขาคบกับเฮอร์ไมโอนี่มาตั้งแต่สมัยเรียนแล้วนี่ครับ” ผมตอบ ไม่รู้ตัวว่ารอยยิ้มเจื่อนลงหรือเปล่า “ผมไปก่อนนะครับ”

“จ้า ตอนนี้อากาศหนาว รีบกลับบ้านไปพักเถอะ”

ผมรับคำแล้วออกจากที่ทำงานกระทรวง ตอนนี้ค่ำแล้ว อากาศภายนอกหนาวเยียบอย่างที่รีเบคคาบอกจริง ๆ แต่กระนั้นผมก็ยังสาวเท้าเดินไปเรื่อย ๆ บ้านที่ไม่มีคนรออยู่น่ะ จะกลับไปเมื่อไหร่ก็ได้ เมื่อก่อนรอนก็มาค้างด้วยบ่อย ๆ ทั้งตอนปิดเทอมและเมื่อเริ่มทำงาน แต่ต่อไปคงไม่มีอีกแล้ว....รอนเองก็คงมีบ้านของตัวเองที่เขาต้องกลับไป

ผมมัวคิดอะไรเรื่อยเปื่อยจนเดินมาถึงสวนสาธารณะเล็ก ๆ แห่งหนึ่งอย่างไม่รู้ตัว เด็กหญิงตัวน้อยในชุดเสื้อคลุมสีสดใสเดินสวนผ่านมา “พี่ชาย เตรียมของขวัญวันคริสมาสต์หรือยังคะ” เธอถาม ใบหน้าอ่อนใสยิ้มแย้ม

“ยังเลย” ผมตอบ ใบหน้านั้นยิ้มกว้างขึ้นก่อนจะยื่นกล่องกระดาษใบเล็กๆ มาตรงหน้า “ของจากมูลนิธิค่ะ ช่วยพ่อมดแม่มดชราที่ไม่มีคนดูแล”

ผมเลิกคิ้ว “หนูเป็นแม่มดเหรอ?”

“พี่ชายก็ใช่นี่คะ พี่คือแฮร์รี่ พอตเตอร์ใช่มั้ยล่ะ” เด็กน้อยยิ้มพร้อมกับจิ้มนิ้วที่หน้าผากตัวเอง ตำแหน่งแผลเป็นของผม

“งั้น กล่องเท่าไหร่จ๊ะ” ผมถามอย่างโล่งใจ

เด็กน้อยส่ายหน้า “หนูให้ค่ะ เกือบจะกล่องสุดท้ายแล้วล่ะ” เธอบอกแล้วก็เดินจากไปก่อนที่ผมจะทันท้วง

ผมถือกล่องไว้แล้วเดินเข้าไปทรุดนั่งที่ม้านั่งริมทางในสวน แสงไฟริบหรี่ส่องให้เห็นม้านั่งหินขนาดใหญ่แบ่งเป็นสองด้านโดยมีกระถางพุ่มไม้เล็กๆ กั้นตรงกลาง สวนสาธารณะในช่วงค่ำ ๆ แบบนี้แทบไม่มีคน เสียงเพลงจากย่านร้านค้าที่อยู่ไม่ไกลลอยมาเบา ๆ

ถึงเวลาแต่งงาน นายต้องเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวให้ฉันนะ ห้ามปฏิเสธ

เสียงของรอนแว่วมา แน่นอน ในฐานะเพื่อนสนิทที่สุดของคู่บ่าวสาว ผมย่อมไม่สามารถปฏิเสธหน้าที่นี้ได้ แต่เมื่อนึกถึงความเจ็บแปลบที่หัวใจแล้วผมก็ต้องกัดริมฝีปาก

เมื่อไหร่ถึงจะลืมความรู้สึกนี้ได้นะ

ทั้งที่พยายามเก็บซ่อนเอาไว้ แต่ดูเหมือนความทรมานยิ่งทวีคูณ

ผมสูดลมหายใจลึก...นาน....แต่ทำไมดูเหมือนภาพตรงหน้าจะพร่าพรายไป

หยดน้ำอุ่น ๆ ที่หยาดจากตานี่มันอะไรกัน.....
....................................................................

“มัลฟอย เรือจะออกพรุ่งนี้ตอนสามโมงเย็นนะ”

เสียงญาติของแครบดังมา ผมหันไปมองเขาแล้วยิ้มนิด ๆ “ขอบใจมากที่ช่วยเหลือ”

“ไม่เป็นไร ว่าแต่นายจะเอาเด็กหนีไปด้วยจริงเหรอ มันจะกลายเป็นภาระ...” เขาถาม

ผมมองร่างทารกที่นอนหลบอยู่บนเตียงในห้องแคบ ๆ นั้น ใบหน้าไร้เดียงสามีแววคล้ายกับแพนซี่ ผมพูดเสียงเบา “ไม่ใช่ภาระ เป็น ‘หน้าที่’ ของฉัน”

“ตามใจนายเถอะ ว่าแต่ร่างกายนายปกติแล้วนะ”

คำถามนี้ทำให้ผมยิ้มขื่น หันหน้าไปทางกระจกเงามัว ๆ ริมผนัง เห็นร่างที่หดเล็กลงจากเดิม ใบหน้าที่ผิดแปลกวิปริตไปจนผมแทบจะจำตัวเองไม่ได้ในครั้งแรกมองตอบกลับมา “ฉันสบายดี ขอบใจมาก”

ผมหยิบเสื้อคลุมออกมา “ฝากพินซ์สักเดี๋ยวนะ ฉันจะออกไปข้างนอกหน่อย”

“ได้สิ ระวังตัวด้วย”

ผมพยักหน้าแล้วเปิดประตูห้องออกไป

อากาศภายนอกหนาวจนสะท้าน ยิ่งเมื่ออยู่ในร่างกายแบบนี้ ผมเดินเอื่อย ๆ ไปเรื่อย ๆ โดยไร้จุดหมาย ราวกับต้องการสั่งลาลอนดอน และประเทศอังกฤษ บ้าน...ที่ผมอาจจะไม่มีวันได้กลับมาอีก

ยามค่ำคืนที่ท้องฟ้ามืดทึมขมุกขมัว แต่เมืองเบื้องล่างกลับสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ ใกล้คริสมาสต์แล้วสินะ ผมคิดขณะกระชับเสื้อคลุมแน่นเข้า

มัวคิดเพลินจนชนกับเด็กคนหนึ่งที่สวนทางมา

“อ๊ะ” ผมอุทานเมื่อไม้กายสิทธิ์หล่นลงมา เด็กคนนั้นเก็บมันขึ้นมาส่งให้พร้อมกับยิ้ม “พี่ก็เป็นแม่มดหรือคะ กำลังจะไปตรอกไดกอนหรือเปล่า” เธอถาม

“ใช่” ผมพยักหน้า “ฉันเป็นพ่อมด แต่ไม่ได้จะไปที่ตรอกไดกอนหรอก” ยัยเด็กนี่ท่าทางจะเป็นแม่มดสินะ

ใบหน้าอ่อนเยาว์นั้นฉีกยิ้มมากขึ้น “ดีจริง เจอแม่มดจนได้ นี่ค่ะ” เธอยื่นกล่องกระดาษเล็กๆ ในมือมาให้ “ของขายเพื่อบริจาคให้มูลนิธิช่วยเหลือพ่อมดชรา”

ผมถอนใจ พยายามจะปลีกตัวหนีโดยเร็วเพราะไม่อยากเป็นที่สังเกต “เท่าไหร่”

เด็กคนนั้นยัดกล่องใส่มือผมแล้วพูดหน้าบาน “ไม่คิดเงินหรอก พี่สาวสวยแบบนี้หนูให้ฟรี กล่องสุดท้ายแล้วด้วย สุขสันต์วันคริสมาสต์นะคะ” เธอบอกแล้วเดินจากไปโดยไม่ฟังเสียงผมที่เรียกอย่างหงุดหงิด

เฮ่อ เอาเถอะ ไปหาที่สงบ ๆ ดีกว่า ผมคิดขณะที่เท้าทั้งสองข้างพาเดินไปถึงสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง แสงไฟริมทางส่องให้เห็นว่ามันเงียบสงบไม่มีใครเลยยกเว้นเงาคนคนหนึ่งที่นั่งนิ่งอยู่บนม้านั่งหิน

ท่าทางจะเป็นคนจรจัด

ผมคิดแล้วเดินไปทรุดนั่งลงบนม้านั่งอีกด้านหนึ่ง มือกลิ้งกล่องเล็กๆ ไปมาก่อนจะหลับตาลง

ใบหน้ามากมายลอยเข้ามาในห้วงนึก

ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเกลียดชังของพ่อ ใบหน้าเหี้ยมเกรียมของบรรดาลูกสมุน ใบหน้าเด็ดเดี่ยวของแครบยามที่เรียกชื่อผมแล้วบอกให้ผมหนีไป ใบหน้าที่มีน้ำตาคลอของแพนซี่เมื่อส่งลูกของเธอให้ผม ใบหน้าไร้เดียงสาของทารกที่เพิ่งจะเป็นกำพร้าหมาดๆ

และสุดท้าย ใบหน้าวิปริต ครึ่งหญิงครึ่งชายที่จ้องกลับมาจากกระจกเงา

หยาดน้ำตาค่อย ๆ กลิ้งลงมาสู่แก้ม

“อึ๊” ผมยกมือขึ้นปิดปาก ทำไมอยู่ดี ๆ ร่างทั้งร่างก็เหมือนจะสั่นเพราะแรงสะอื้น “ฮึ๊..” ผมพยายามกลั้นเสียงครางโหยหวนที่มันยากจะระงับ แล้วก็เกินจะทานทนไหว

“ฮึ่ก ฮึ่ก ฮือ”

สุดท้ายผมก็สะอื้นจนตัวโยนอยู่บนม้านั่งตัวนั้น

……………………………………………………………………………………

แฮร์รี่ พอตเตอร์หันขวับกลับทางด้านหลังเมื่อได้ยินเสียงสะอื้นที่ดังขึ้น ชายหนุ่มไม่รู้ตัวเลยว่ามีคนมานั่งที่ม้านั่งฝั่งตรงข้ามตั้งแต่เมื่อไหร่ แสงไฟเลือนรางและเงาของต้นไม้ทำให้มองร่างนั้นได้ไม่ชัดนัก เห็นแต่เงาร่างเล็กบอบบางที่สั่นสะท้าน ผู้หญิง....เขาคิด....คงมีเรื่องเสียใจมาก....

เขาเกือบจะลุกเข้าไปถามว่าหล่อนเป็นอะไร แต่เมื่อนึกถึงสภาพอารมณ์ของตัวเองเมื่อครู่ก็พอเข้าใจ เวลาแบบนี้ใคร ๆ ก็คงจะอยากร้องไห้เงียบ ๆ มากกว่าทั้งนั้น

ชายหนุ่มจึงนั่งนิ่ง เอนหลังพิงพนักเก้าอี้แล้วหลับตาลง ฟังเสียงสะอื้นแผ่วนั้นต่อไปเงียบ ๆ น้ำตาที่อยู่บนใบหน้าเริ่มเหือดแห้ง น่าแปลกที่เมื่อรู้ว่ามีคนกำลังร้องไห้เหมือนกันอยู่ข้าง ๆ แล้วกลับทำให้รู้สึกอุ่นใจขึ้น ทั้งที่อีกฝ่ายเป็นคนแปลกหน้าเท่านั้น

เดรโก มัลฟอยปล่อยให้ตัวเองร้องไห้จนพอใจแล้วค่อย ๆ คลายสะอื้น เขาสูดลมหายใจลึก พลางใช้มือเรียวเล็กปาดน้ำตาบนแก้มเร็ว ๆ พอได้ระบายออกไปแล้วค่อยรู้สึกโล่ง ความกดดันทั้งหลายที่ถาถมเข้ามาภายในค่ำคืนเดียวเบาบางลง

นาน...กว่าเขาจะได้ยินเสียงถอนหายใจเบา ๆ จากด้านตรงข้าม เดรโกหันขวับกลับไปมอง คนจรจัดนั่นยังนั่งอยู่อีกเหรอ เรามารบกวนเวลานอนของหมอนี่แน่...เขาอดคิดไม่ได้

กล่องกระดาษใบเล็กกลิ้งตกลงไปที่พื้น ร่างบางก้มลงเก็บมันขึ้นมา ในกล่องมันมีอะไรนะ เขาคิดแล้วค่อย ๆ แกะกล่องออก

แฮร์รี่หยิบกล่องกระดาษที่อยู่ข้างตัวขึ้นมา เปิดก่อนวันคริสมาสต์คงไม่เป็นไรมั้ง เขารำพึงแล้วค่อย ๆ เปิดฝากล่องเบา ๆ

ควันสีขาวเบาบางกระจายออกมาจากกล่องทั้งสองลอยขึ้นไปสู่เบื้องบน ก่อนที่จะประเปลี่ยนเป็นประกายสีเงินวับวาวราวดวงดาวนับพันร่วงหล่นลงมาสู่ร่างที่นั่งอยู่บนม้านั่งพร้อมกับเสียงเพลงเบาๆ ค่อย ๆ แผ่วพริ้ว

You fill up my senses
Like a night in a forest
Like a mountain in springtime
Like a walk in the rain Like a storm in the desert
Like a sleepy blue ocean

You fill up my senses
Come fill me again
Come let me love you
Let me give my life to you
Let me drown in your laughter
Let me die in your arms
Let lay down beside you
Let me always be with you
Come let me love you
Come love me again


แล้วเสียงเพลงก็ค่อย ๆ แผ่วหายพร้อมกับประกายสีเงินที่เลือนลาง

เดรโกนั่งนิ่ง Let me die in your arms เรอะ ไม่เห็นเข้ากับคริสมาสต์ตรงไหน ใครเป็นคนคิดกล่องนี้ขึ้นมาฟะ ถึงเพลงมันจะเพราะก็เถอะ “นี่มันเพลงอะไรเนี่ย” เขาเผลอพูดขึ้น

“Annie's Song ของจอห์น เดนเวอร์” เสียงตอบกลับมาจากด้านตรงข้าม

เดรโกตอบกลับ “อ้อ เหรอ ขอบใจนะ” เขาคิด คนจรจัดมักเกิ้ลก็คงรู้จักเพลงของพวกมักเกิ้ลดีสินะ

แฮร์รี่ไม่ได้ตอบเสียงขอบใจนั้น เป็นผู้หญิงที่เสียงห้าวจริงแฮะ ช่างเถอะ ท่าทางหล่อนจะหยุดร้องไห้แล้ว เขาคิดพลางลุกขึ้นยืน

กลับบ้านดีกว่า ชายหนุ่มเหลือบมองสายน้ำในสระของสวนสาธารณะซึ่งสะท้อนแสงดาวเป็นประกายแล้วแล้วยิ้มออกมา

สวยดี....แล้วไอ้เจ้าสีฟ้าแบบ a sleepy blue ocean นี่มันจะสวยไหมนะ ชายหนุ่มอดสงสัยไม่ได้ก่อนจะออกเดินไปทางด้านหน้าของสวนเพื่อกลับสู่บ้านเลขที่ 12 ถนนกริมโมเพลซ

เดรโกได้ยินเสียงเดินกุกกักทางด้านหลัง อ้าว ไม่นอนที่นี่หรอกเหรอ โธ่เอ๊ย เราก็นึกว่าคนจรจัด เขาส่ายหน้า ได้เวลากลับไปดูพินซ์เสียที ร่างบางฉุกคิดแล้วลุกขึ้นก้าวเดินออกไปทางประตูสวนอีกด้าน

พรุ่งนี้ก็ได้เวลาที่เขาจะไปจากที่นี่แล้วสินะ

“ลาก่อน”เดรโกงึมงำ

ทางเบื้องหลัง กล่องสองใบถูกวางทิ้งไว้บนม้านั่ง สงบนิ่งราวกับรอคอยบางอย่าง...

Let me always be with you
Come let me love you
Come love me again


รอคอย...เวลา....ที่จะได้พบกันอีกครั้ง





Create Date : 05 มกราคม 2548
Last Update : 5 มกราคม 2548 17:16:23 น.
Counter : 650 Pageviews.

8 comment
Specail 3
Note: ตอนนี้อยู่ตอนที่ 17-18 ไม่มีไรทำ+เรื่องเครียดอีกแล้วคับท่าน แต่ตอนนี้น่ารักบาดใจนะ ขอโฆษณา
##########################
Ever After Special III

มีหลายคนสงสัยว่า คืนที่สองที่เดรโกค้างที่บ้านแฮร์รี่ (ซึ่งมีอยู่เตียงเดียวเนี่ย) จะนอนกันยังไงแฮร์รี่นอนโซฟาหรือเปล่า เราลองมาตอบข้อสงสัยของทุกคนกันดีกว่านะฮะ

Ever After Special III (แก้โรคเครียดของคนเขียน)

พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปนานแล้ว อพาร์ตเมนท์ของซีเรียสคืนนี้อบอุ่นเป็นพิเศษจะเพราะเตาผิงที่วางอยู่มุมห้องหรือเพราะอารมณ์แจ่มใสของเจ้าของบ้านก็ไม่ทราบ

“เดรโก นายจะเสร็จหรือยัง” แฮร์รี่ตะโกนถามจากในครัว

เสียงตะโกนตอบจากห้องน้ำเคล้ากับเสียงฝักบัว “เสร็จแล้วๆ”

สักพักเดรโกก็เดินออกมาพร้อมกับใช้ผ้าขนหนูซับผมที่เปียกละอองน้ำเบา ๆ

แฮร์รี่เดินเข้ามาในห้องนอนพร้อมกับนมอุ่น ๆ แก้วโต “เอ้า อาบน้ำเสร็จแล้วก็ดื่มนี่ซะเดี๋ยวจะได้รีบนอน”เขาวางนมแก้วนั้นไว้บนโต๊ะข้างเตียงก่อนจะเดินไปหยิบชุดนอนจากในตู้เสื้อผ้าของซีเรียส

“แหวะ นม” เสียงเดรโกร้องแบบเอียนๆ ร่างบางเดินออกมาจากห้องเปลี่ยนเสื้อสวมชุดนอนสีขาวตัวใหม่เรียบร้อย “ฉันไม่ใช่พินซ์นะจะได้กินนมก่อนนอนน่ะ”หน้าบึ้งแบบเด็กดื้อ

แฮร์รี่เห็นแล้วอดที่จะยิ้มเอ็นดูไม่ได้ก่อนจะรีบทำหน้าขรึมเอาจริง “นายนั่นแหละสมควรจะกินนมมากที่สุดดูซิ” ชายหนุ่มเดินเข้ามาชิด ดึงข้อมือของอีกฝ่ายมากำไว้เบา ๆ “ข้อมือเล็กแค่เนี้ย...”

“เอ๊! ฉันตัวแค่นี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้วเฟ้ย” เสียงค้านพลางพยายามดึงมือออก แต่มือหนายึดไว้ “

นั่นแหละ นายผอมเกินไปแล้ว ตัวก็....” พูดไม่พูดเปล่า คนตัวสูงดึงร่างบางเข้ามาแนบอกแบบไม่ให้ตั้งตัว“ตัวก็เล็กจนจะปลิวลมได้แล้วรู้มั้ย” เขาสูดกลิ่นหอมอ่อน ๆ จากเส้นผมสีทองของคนในอ้อมกอด

“พอเลย เจ้าคนสกปรก นายยังไม่ได้อาบน้ำนะเฟ้ย เหม็นจะตาย” เดรโกดิ้นขลุกขลัก

“โอเค แปลว่าอาบน้ำแล้วกอดได้ใช่มั้ย” ชายหนุ่มยอมปล่อยโดยดีแต่ยังถามด้วยรอยยิ้มกริ่มใ

บหน้าสวยเบ้ปาก รีบเดินหนีก่อนจะโดนฉวยโอกาสรอบสอง “ตอนไหนก็ไม่ได้ทั้งนั้น อ้อแล้วคืนนี้นายก็ไปนอนที่โซฟา”

แฮร์รี่ซึ่งกำลังจะเดินไปอาบน้ำหันกลับมาทำหน้าอ้อน “โธ่เดรโก ไหนเราตกลงกันแล้วไง”

“ใครตกลงกับใคร พูดดีๆนะ”“เตียงก็ออกจะกว้าง” เสียงออดเป็นมอดกัดไม้ยังไม่ยอมเลิก

“ไม่เกี่ยวกับเตียงกว้างหรือแคบเฟ้ย หรือนายจะให้ฉันนอนโซฟาก็ได้นะ”คราวนี้หน้าตาคนตัวเล็กเริ่มบึ้งแบบหงุดหงิดแล้ว

“ฉันไม่อยากทิ้งนายไว้คนเดียว เดี๋ยวนายเกิดหายไปอีก”ดวงตาสีเขียวแสดงความห่วงใยชัดแจ้งจนเดรโกซึ่งตั้งท่าจะว้ากต่อชะงัก “เอ่อ....”

ต่อรองไม่ได้ผลก็ต้องใช้มุขนี้แหละ แฮร์รี่แอบกระหยิ่มในใจ

ใบหน้าเรียวสวยขมวดคิ้วครุ่นคิดก่อนจะพยักหน้า “โอเค นายนอนในห้องนี้ก็ได้”

เห็นมั้ย สำเร็จ ชายหนุ่มทำท่าจะยิ้มก่อนจะต้องค้างกึกเพราะคำพูดต่อมา

“แต่นายต้องลากโซฟาเข้ามาเองนะ”

กลายเป็นว่าพ่อคนเจ้าแผนการณ์ต้องลากโซฟาเข้ามาในห้องนอน ถึงจะใช้คาถาวิงกาเดียมเลวิโอซาก็เถอะเล่นเอาเหนื่อยไม่น้อย ก็โซฟาของซีเรียสน่ะขนาดพอจะเป็นเตียงย่อม ๆ ได้เลย

“เฮ่อ” แฮร์รี่ถอนใจเฮือกพลางปาดเหงื่อโดยมีเดรโกที่นอนคว่ำอ่านหนังสืออยู่บนเตียงมองดูโดยไม่ลุกมาช่วยสักนิด ใบหน้าสวยยิ้มขำด้วยซ้ำก็อยากทำตัวเองนี่หว่า

“เสร็จแล้วก็ไปอาบซ้ำซะ เจ้าคนตัวเหม็น” คนเป็นแขกสั่งเจ้าของบ้านเสียนี่แต่แฮร์รี่ก็หมดแรงค้านแล้วเหมือนกัน “อือ นายรีบนอนซะนะ”

“น่า เดี๋ยวก่อน”เดรโกพูดก่อนจะก้มลงอ่านหนังสือเล่มหนาที่หยิบมาจากชั้นหนังสือของซีเรียสต่อแบบไม่สนใจ

ชายหนุ่มมองพลางแอบถอนใจ พอหายดีก็กลับมาดื้อเหมือนเดิมอีกแล้ว เขาเดินเข้าห้องน้ำไปโดยไม่พูดอะไรอีก

เมื่อเขาเดินออกมาก็เห็นร่างบางหลับอยู่ในท่านอนคว่ำ ใบหน้าซบกับหนังสือเล่มเดิม แก้วนมที่ดื่มหมดแล้ววางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง

แฮร์รี่อดยิ้มไม่ได้ เขาเดินเข้ามาดึงหนังสือออกจากคนที่นอนทับมันอยู่

“อือ” เดรโกงึมงำพลางพลิกตัว เขาเคยเห็นมากับตาว่าเจ้านี่ลงถ้านอนแล้วหลับลึกตื่นยากขนาดไหนเลยไม่แปลกใจนัก

“เอ้า นอนดีๆ” แฮร์รี่อุ้มคนตัวเล็กมานอนหนุนหมอนก่อนจะจัดแจงห่มผ้าห่มให้เรียบร้อยส่วนตัวเองก็กลับไปนอนที่โซฟา แหม ก็อุตส่าห์แบกเข้ามาจะไม่ใช้ก็กระไรอยู่แถมขี้เกียจให้เจ้าจอมดื้อมาโวยวายหาว่าเขาฉวยโอกาสตั้งแต่เช้าด้วย

“ราตรีสวัสดิ์เดรโก” ชายหนุ่มพูดก่อนจะดับไฟ

ตกดึกแฮร์รี่ก็ต้องสะดุ้งตื่นเมื่อคนตัวเล็กเข้ามาซุกตัวบนโซฟาที่เขานอนอยู่ “หนาว”เสียงบ่นงึมงำแบบง่วง ๆ

สงสัยจะละเมอสิเนี่ย ก็ห่มผ้าให้แล้วนี่นาแฮร์รี่ชะโงกหน้ามองไปที่เตียงแล้วก็ได้คำตอบ ผ้าห่มผืนหนากองขยุ้มอยู่ปลายเตียงคงจะฤทธิ์นอนดิ้นมหากาฬของเจ้านี่แหละ

ตอนนี้จ้าตัวคนละเมอพยายามจะดึงผ้าห่มไปจากเขา ดูเหมือนจะยังไม่ตื่นสินะ เฮ่อ

“เอ้า ไม่ต้องดึงไป เดี๋ยวนายก็เตะออกอีก” แฮร์รี่ว่าก่อนจะดึงร่างบางเข้ามาในวงแขน “อุ่นหรือยัง”เขากระซิบถามทั้งที่รู้ว่าอีกฝ่ายไม่รู้สึกตัว

“อือ” ใบหน้าเรียวซุกอยู่กับอกเขา “อย่าไปไหนนะ” เสียงพูดแผ่ว ๆก่อนที่อีกฝ่ายจะนอนหลับนิ่งไปอีกครั้ง

แฮร์รี่แตะริมฝีปากกับหน้าผากเนียนเบา ๆ ก่อนจะหลับตาลงบ้าง “ฉันไม่ไปไหนหรอกน่า”

………………………………………………………………………

“อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก” เสียงตะโกนโวยวายแต่เช้าทำเอานกพิราบบนระเบียงห้องแตกฮือ

“แฮร์รี่ ทำไมนายมานอนที่นี่ ฉันบอกแล้วไงให้นายนอนโซฟา”

“เดรโก นายลืมตาก่อนดีไหม นี่มันเตียงใครกันแน่ฮึ” เสียงพึมพำแบบง่วงสุดๆ ของชายหนุ่มตอบกลับ

“เอ๊ะ นี่มันโซฟานายนี่นา”

“ก็ใช่น่ะสิ”

“นายลากฉันมานอนที่นี่เรอะ เจ้าบ้า ๆ” เสียงที่ตามมาคือเสียงกำปั้นทุบหลังคนขี้เซาดังปึ่ก ๆ

“โอ๊ย เดรโก นี่นายจำไม่ได้เลยเหรอเนี่ย”

“ไม่รู้ไม่ชี้เว้ย หนอย”

“งั้นก็ใจเย็นก่อนเซ่”

“ไม่เย็นแล้ว เจ้าคนฉวยโอกาส”

“เดี๋ยว เดรโก ใจเย็น โอ้ยๆ”

เช้าที่แจ่มใสก็เลยเริ่มต้นด้วยประการฉะนี้




Create Date : 05 มกราคม 2548
Last Update : 5 มกราคม 2548 17:16:59 น.
Counter : 442 Pageviews.

2 comment
Specail 2
Note: อันนี้อยู่ระหว่างตอนที่ 13-14 เป็นช่วงสอบของคนอ่านหลายๆท่านและเป็นช่วงเครียดของเรื่องด้วย เลยเขียนอะไรฮาๆมาให้อ่านเล่นกัน
########################

Ever After ตอนพิเศษรอบสอง--- เจ้าชายนิทรา

กาลครั้งหนึ่งเมื่อนานแสนนาน ณ อาณาจักรอันแสนมั่งคั่งเพราะปกครองด้วยพระราชาที่แม้จะโหดเหี้ยมแต่ก็เปี่ยมด้วยเดชานุภาพ พระเจ้ามัลฟอยที่ 3 (นามเดิมอุปราชลูเซียส) กับพระนางนาร์ซิซัส ประชาการชาวเมืองจึงอยู่กันอย่างสงบสุข(แม้จะหวาดหวั่นหน่อยๆ)และตอนนี้ชาวเมืองก็กำลังมีความยินดีกันทั่วไปเมื่อได้ทราบว่าพระราชินีทรงมีประสูติกาลพระโอรสเป็นทายาทแก่อาณาจักร

เจ้าชายน้อยเดรโกจึงกำเนิดขึ้นมาท่ามกลางความชื่นใจของทุกคน พระชารามัลฟอยจัดงานฉลองยิ่งใหญ่ให้แก่เขาในงานนั้นมีเหล่าพ่อมดมาร่วมงานมากมาย ต่างก็ให้พร(หรือเสกคาถา) อันเป็นมงคล เช่น ขอให้เจ้าชายมีรูปโฉมที่งดงาม เชี่ยวชาญในศิลปะและการดนตรี เก่งกล้าสามารถ ใช้เวทมนต์ได้คล่องแคล่วและอีกนานับข้อดี

แต่ขณะที่ทั้งหมดกำลังฉลองกันอย่างรื่นเริงนั้นก็พลันมีเมฆดำทะมึนเข้ามาปกคลุมเมือง ร่างในชุดสีดำสนิทโผล่เข้ามาในงานพร้อมกับเสียงร้องอย่างเคียดแค้น
“เจ้าลูเซียสจอมโอหัง เจ้ากล้าดียังไงถึงไม่เชิญข้า”

“อ๊ะ นั่นโวลเดอร์มอร์นี่” พ่อมดคนหนึ่งอุทาน โวลเดอร์มอร์ พ่อมดฝ่ายมืดที่มีฤทธิ์มากที่สุด

“ข้า...ข้าขออภัย” ราชาลูเซียสกล่าวอึกอัก “ข้าไม่คิดว่าท่านจะสนใจงานแบบนี้”

“ไม่ต้องมาพูดดี” น้ำเสียงของโวลเดอร์มอร์ยังคงดังก้อง “แกต้องรับโทษ” ไม้กายสิทธิ์ชี้ไปที่เปลของเจ้าชายเดรโก

“อย่า ได้โปรด” ราชินีนาร์ซิซัสทำท่าจะวิ่งเข้ามาหาโอรส

“สายไปแล้ว” พ่อมดมืดหัวเราะก้อง “ข้าขอสาป ถึงเจ้าชายจะได้พรมากมายจากพ่อมดสวะพวกนี้
แต่เมื่อเจ้าชายอายุครบ 16 ปี เขาจะต้องกินยาพิษร้ายที่ชื่อว่า เนคตาร์ แล้วเจ้าชายก็จะตายไปในทันที ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

โวลเดอร์มอร์สาปแล้วก็หายวับไป

“โธ่ ลูกข้า” ราชาอุทาน

“ใจเย็นก่อน” เสียงสงบเสียงหนึ่งดังขึ้น พ่อมดเคราสีเงินที่สวมเสื้อคลุมสีฟ้าสดใสก้าวออกมาจากกลุ่มพ่อมด “ข้ายังไม่ได้ให้พรเจ้าชายเลย”

“ท่านดัมเบิลดอร์ โปรดช่วยลูกข้าด้วย” ราชินีนาร์วซัสขอร้องทั้งน้ำตา

ไม้กายสิทธิ์ชี้มาที่เจ้าชายน้อยซึ่งตอนนี้กำลังทำท่าหงุดหงิดราวกับจะถามว่าทำไมวันนี้มีคนเอาไม้มาชี้หน้าเขาอยู่ได้ทั้งวัน

“เจ้าชายจะดื่มยาพิษนั้น แต่จะไม่ตาย เพียงแต่จะเปลี่ยนร่างและหลับไปเท่านั้น จนเมื่อครบร้อยปีจะมีคนที่สามารถจะฝ่าพันอุปสรรคเข้ามาถึงในปราสาทและจะปลุกเจ้าชายให้ฟื้นขึ้นมาได้”

คาถาจบลง “ข้าคงทำได้เท่านี้แหละนะ” ดัมเบิลดอร์บอก

“ไม่เป็นไร เท่านี้ก็พอแล้ว” ทุกคนต่างพากันโล่งอก ยกเว้นตัวคนให้พรกับเจ้าชายน้อย

“เอ..เราลืมอะไรไปรึเปล่านะ เจ้าชายจะเปลี่ยนเป็นอะไรล่ะเนี่ย”


และแล้วกาลเวลาก็ผ่านไปไวหยั่งกับละครไทยน้ำเน่า 16 ปีต่อมาเจ้าชายเดรโกก็เติบโตขึ้นเป็นเจ้าชายรูปงาม ร่างสูงโปร่ง ผมสีทอง และดวงตาสีฟ้า แถมพกพาความสามารถรอบตัวอีกเพียบ แล้วก็รวมไปถึงนิสัยหัวแข็งอย่างร้ายกาจ ก็เค้าโดนตามใจมาตั้งแต่เด็กนี่นา

“ทำไมข้าขึ้นไปที่หอคอยตะวันตกไม่ได้”

เจ้าชายโวยวายกับเครบและกอยย์มหาดเล็กคนสนิท

“ก็เพราะท่านพ่อบอกว่านั่นเป็นเขตหวงห้ามที่ขอรับ” แครบว่าอึกอัก

กอยย์รีบเสริม “แล้ววันนี้พระคู่หมั้น เจ้าหญิงแพนซี่จะเสด็จมาเสวยน้ำชาด้วยนะขอรับ เจ้าชายไม่ควรออกไปไหน”

เจ้าชายรูปงามเบ้หน้า “นั่นแหละที่ทำให้ข้าต้องไป” เขาว่าแล้วก้าวฉับๆ ทิ้งคนสนิทเงอะงะไว้เบื้องหลัง

“เจ้าชาย เจ้าชาย”

เรื่องอะไรเราจะต้องไปกินน้ำชากับยัยเจ้าหญิงหน้ามู่ทู่นั่น เจ้าชายเดรโกคิด ยัยเด็กเลือดสีโคลนลูกครึ่งชาวป่าอย่าง เกรนเจอร์ที่เป็นนางกำนัลของเสด็จแม่ยังหน้าตาดีเสียกว่า เฮอะ แต่เราก็มาสนอยู่ดี เขาเบะปากแล้วเดินพรวดๆ ขึ้นบันไดหอคอยไปอย่างรวดเร็ว

มีอะไรกันนักกันหนานะ เสด็จพ่อถึงห้ามเราขึ้นมาบนนี้ เจ้าชายพิศวง เขาเปิดประตูแล้วก้าวเข้าไปในห้องนั้น

ร่างในชุดคลุมสีดำกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะ ตรงหน้ามีโถใสใส่น้ำยาสีเขียวเคี่ยวอยู่บนเตาเล็กๆ

“เจ้าเป็นใคร” เจ้าชายขมวดคิ้วแถมแบบไร้มารยาทสุดๆ “กำลังทำอะไรอยู่”

เสียงแหบๆตอบกลับ “ข้าก็เป็นแค่พ่อมดธรรมดา ๆ น่ะเจ้าชายเดรโก”

“เจ้ารู้จักข้าด้วย? งั้นตอบมา น้ำยานั่นคืออะไร”

“น้ำยาที่ทำให้ข้ามีเวทมนต์มากที่สุดในพิภพนี้” เสียงนั้นตอบ

ดวงตาสีฟ้าเบิกกว้าง “จริงเหรอ” รอยยิ้มแบบเด็กเกเรผุดขึ้น “ข้าไม่เชื่อหรอก นอกจากว่า” สาวเท้า
เข้าไปใกล้ “จะให้ข้าลองกิน”

“อ๋อ ได้แน่นอน” มือเหี่ยวย่นรินน้ำยาก่อนจะยื่นแก้วส่งให้ “ลองสิ ถ้าท่านไม่กลัว”

“เรื่องอะไรข้าจะต้องกลัว” เจ้าชายว่าแล้วยกแก้วนั้นดื่มรวดเดียวหมด

“โอ๊ะ” เขาอุทาน ร่างทั้งร่างกระตุก แก้วในมือตกแตกเปรื่องปร่าง “ข้าเป็นอะไรไป” เจ้าชายทรุดลงไปกองกับพื้น

“ฮ่า ฮ่า คำสาปของข้าสัมฤทธิ์ผลแล้ว” พ่อมดร้ายหัวเราะอย่างสาสมใจจะหายตัวไป

ร่างของเจ้าชายเดรโกที่อยู่ตรงนั้นหลับสนิทและกำลังเปลี่ยนแปลง


เมื่อพระราชาและพระราชินีมาร่างของพระโอรสอีกครั้ง ทั้งสองก็แทบช็อค

“ไอ้ลูกหัวดื้อ ไม่ยอมเชื่อข้า” พระเจ้าลูเซียสเบือนหน้าหนี ขณะที่พระราชินีร้องไห้อย่างสุดกลั้น
“ต้องมาอยู่ในสภาพนี้ ข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน”

แต่ก็ไม่มีใครทำอะไรได้นอกจากรอเวลาให้ครบร้อยปี พระราชาด้วยความที่อับอายต่อสภาพของทายาท
พระองค์จึงทรงปิดตายหอคอยนั้น แล้วปิดข้าวทั้งหมดให้กลายเป็นว่าเจ้าชายเดรโกตายจากไปด้วยโรคร้าย
และแล้วอาณาจักรที่ไร้ทายาทสืบต่อ เมื่อราชาแก่ชราลงก็เสื่อมไปตามองค์ผู้ปกครองบ้านเมือง

จนสุดท้ายก็กลายเป็นเมืองร้างในที่สุด ทุกคนลืมเลือนเรื่องของเจ้าชายรูปงามผู้แสนเอาแต่ใจไปสิ้น
เหลือเพียงตำนานที่บิดเบือนไปจากความจริงเท่านั้น

และแล้วเวลาร้อยปีก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว (ไม่รู้จะช้าทำไม)

“นี่รอน เจ้าว่าที่นี่แน่นะ” เสียงห้าวที่นั่งอยู่บนม้าสูงสีขาว “ที่มีปราสาทร้างน่ะ” คนพูดถามต่อพลางใช้มือปัดเส้นผมสีดำยุ่งเหยิงของตนให้พ้นหน้าผาก

“ขอรับ เจ้าชายแฮร์รี่” คนสนิทของเขาตอบ เจ้าตัวก็พยายามลูบผมสีเพลิงของตนให้เข้าที่เข้าทาง “ตาเฒ่าที่หมู่บ้านข้าง ๆ นี่คงไม่โกหก” ถ้าแกไม่เลอะเลือนไปเองน่ะนะ เจ้าตัวคิดโดยไม่ยอมบอกเจ้านาย
ไม่รู้ทำไมเจ้าชายของเขาถึงคลั่งไคล้เรื่องเก่า ๆ โบราณประเภทปราสาทร้างมีปีศาจสิงอยู่นัก

“อืม” ใบหน้าหล่อเหลาขององค์รัชทายาทพยักหน้าท่าทางสมใจ ดวงตาสีเขียวจ้องมองกลุ่มดงไม้หนาทึบที่ปกคลุมตัวอาคารปรักหักพัง “งั้นเข้าไปกันเถอะ”

“เอ่อ เจ้าชายขอรับ แต่ว่าเดี๋ยวจะถึงเวลานัดกับเจ้าหญิงโชแล้วนะขอรับ” คนสนิทพยายามเตือน

“อ้อ จริงสิ ข้าลืมสนิท” เจ้าชายแฮร์รี่ชะงักม้า สีหน้ายินดียินร้าย “งั้น เจ้าช่วยไปบอกเจ้าหญิงทีว่าข้าติดธุระ คงไปงานเลี้ยงด้วยไม่ได้แล้ว”

“จะดีหรือขอรับ ปฏิเสธพระคู่หมั้น”

“ช่างเถอะน่า” เจ้าชายว่า กระตู้นม้าให้ออกวิ่ง โดยไม่รอฟังคำทักท้วงอีกต่อไป

ความจริงพระองค์ก็ไม่ได้รังเกียจเจ้าหญิงโชหรอกนะ เคยชอบด้วยซ้ำ ก็เล่นน่ารักเสียขนาดนั้น แต่พระองค์ก็อดรำคาญท่าทางขี้แยเจ้าน้ำตา แถมขี้หึงอย่างร้ายกาจของเธอไม่ได้ ใครจะไปอยากอยู่กับ่อน้ำตาเคลื่อนที่ที่คอยตามติดเราตลอดเวลาล่ะ

แล้วเรื่องตรงหน้าก็น่าสนใจกว่าเยอะ

เจ้าชายแฮร์รี่เองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมพระองค์ถึงสนใจเรื่องตำนานโบราณนี่นัก แค่เรื่องตำนานโบราณของเจ้าหญิงที่ถูกแม่มดสาปให้นอนหลับไปร้อยปีนั่น แต่พระองค์ก็เก็บไปฝันอยู่บ่อย ๆ ภาพเจ้าหญิงรูปงามที่นอนหลับอยู่ในปราสาทร้าง รอคอยจุมพิตจากเจ้าชาย

“เฮ้อ เพ้อใหญ่แล้วเรา” รัชทายาทคิดก่อนจะลงจากม้า

ดงไม้หนามนั้นหนาและทึบจนยากที่จะเข้าไปได้ แต่น่าอัศจรรย์ที่เมื่อเจ้าชายเดินไปใกล้ ดงไม้นั้นก็แยกออกเป็นทางให้เขาเดินเข้าไปภายใน ปราสาทกลายเป็นซากปรักหักพักแทบทั้งหมด เหลือเพียงหอคอยเท่านั้นที่ยังอยู่ดี เขาจึงตัดสินใจเดินเข้าไปสำรวจที่นั่น

เจ้าชายเดินผ่านบันไดคดเคี้ยวขึ้นสู่หอคอย และเมื่อเปิดประตูเข้าไป เจ้าชายก็ต้องตกตะลึง

บนเตียงนั้น ร่างบางร่างหนึ่งนอนอยู่ เมื่อยิ่งพิจารณาใกล้ ๆ ก็ยิ่งเห็นความงามอ่อนหวาน ผมสีทองที่ยาวสยายเต็มหมอมกับดวงตาหลับพริ้ม แก้มใสสีชมพูและริมฝีปากบาง จะแปลกตาก็แค่ร่างบางที่ควรจะใส่ชุดยาวเฉิดฉายกลับอยู่ในชุดเสื้อและกางเกงทะมัดทะแมงแบบเดียวกับที่เจ้าชายสวม

“ตำนาน เป็นความจริงเหรอเนี่ย” เจ้าชายแฮร์รี่อุทาน
และแน่นอนพระองค์ไม่สามารถหักห้ามใจที่จะก้มลงจุมพิตริมฝีปากแดงเรื่อนั้นได้

และแน่นอนเมื่อเจ้าชายถอนจูบแสนหวานนั้นออก ดวงตาที่หลับพริ้มก็ค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้น

จะผิดก็แต่ว่า ใบหน้างามนั้นไม่ได้ยิ้มให้เขา ดวงตาฟ้ากลับเบิกกว้างอย่างตกใจจนอ้าปากค้าง “ทำอะไรของแกฮ๊ะ!!!!!!!!!!!!” เสียงห้าวดังออกมาจากริมฝีปากบางนั้นก่อนที่กำปั้นลุ่นๆ จะซัดหน้าผู้มาปลุกจนกระเด็น

“เจ้า เจ้าเป็น ผู้...ผู้ชาย” เจ้าชายแฮร์รี่ตะกุกตะกัก อ้าปากค้างไม่แพ้กัน

ร่างบางลุกขึ้นนั่ง “ก็เออสิ เจ้าคิดว่าสภาพข้าแบบนี้จะเข้าใจว่าเป็นผู้หญิงเหรอ” ใบหน้าเรียวหยิ่งเชิดพลางยกกำปั้นขึ้น แต่พอเห็นลำแขนบางของตัวเองก็ชะงัก “ทำไมแขนข้าเล็กนัก เฮ้ย ตัวข้าด้วย และ...อ้ากกกกกกกกกกก” เสียงร้องโหยหวนดังก้องไปทั้งหอคอย

“ร่างกายข้า ร่างกายข้า ผลข้างเคียงจากไอ้ยาบ้านั่นแน่ๆ” คนตัวเล็กโวยวาย

เจ้าชายแฮร์รี่ที่สงบสติอารมณ์ได้แล้วลุกขึ้นมานั่งข้างๆ “เอ่อ ใจเย็นก่อนนะ ข้าว่าร่างกายเจ้าก็ไม่ได้น่าเกลียด” ออกจะน่ารัก ข้ายังเผลอเคลิ้มเลย

“ข้าจะทำยังไงดี” เสียงเจ้าชายจอมดื้อเริ่มเครือ ถูกปลุกเพราะโดนผู้ชายด้วยกันจูบ แถมตื่นขึ้นมาไม่เจอใครนอกจากไอ้บ้านี่ แล้วยังกลายเป็นครึ่งหญิงครึ่งชายอีก

“เจ้าชื่ออะไร” เจ้าชายแฮร์รี่ถาม

“เดรโก” เสียงตอบห้วน ๆ

“’งั้น เดรโก เจ้ากลับไปอาณาจักรของข้าไหม” เจ้าชายแฮร์รี่ชวนยิ้ม ๆ

“ทำไมข้าต้องไปกับเจ้า” เสียงตอบหงุดหงิดแม้จะเริ่มรู้สึกดีใจ

“ก็..อยู่ที่นี่ก็ไม่มีใครนี่นา เจ้าล่าสัตว์เก่งไหม เล่นควิชดิชได้รึเปล่า”

“อย่ามาดูถูก ข้าเก่งที่สุดในทีมด้วยซ้ำ”

“ดี ข้ากำลังอยากได้เพื่อนมาซ้อมด้วยกันพอดี เจ้ากลับกับข้านะ”

ใบหน้างามครุ่นคิดก่อนจะเชิดหน้าตอบ “ก็ได้ แต่บอกก่อนนะว่าข้าไม่เป็นคนใช้เจ้าแน่” (ไปอยู่บ้านเขาแล้วยังเรื่องมากอีกนะ)

“ได้ๆ ใครว่าข้าจะให้เจ้าเป็นคนใช้ล่ะ” จะเอาไว้ตำแหน่งอื่นต่างหาก หึหึ

แล้วทั้งสองจึงกลับอาณาจักร และอยู่ด้วยกันอย่างผาสุขตลอดไป

..........................จบแล้ว...........................



Create Date : 05 มกราคม 2548
Last Update : 5 มกราคม 2548 17:17:28 น.
Counter : 451 Pageviews.

2 comment
Special 1
Note: ตอนพิเศษอันนี้เขียนช่วงประมาณตอนที่ 6-7 นะคะ เป็นหลังไมล์ไว้ให้คนอ่านแก้เหงา
#########################
ขอฝากเล็ก ๆ น้อยๆ เก็บตกจากกองถ่าย Ever After ช่วงเวลาต่อจากนี้ไป

นะโอ: สวัสดีขอรับทุกท่าน ข้าพเจ้า นะโอ (หรือนาโอนั่นเอง) ผู้เขียน บทเรื่อง Ever After ขอรายงานตัว
เนื่องจากเสียงตอบรับจากฟิกของเราดีมั่ก ๆ (คนเขียนดีใจจนน้ำตาไหลพราก) วันนี้เราจึงจัดรายการพิเศษ
Special Report เก็บตกจากเบื้องหลัง Ever After มากฝากกันนะคะ (ก็อกโก เอลฟ์บ้านเดินผ่านมา)
หวัดดีก็อกโก

ก็อกโก: สวัสดีขอรับท่านคนเขียนบท มีอะไรให้ก็อกโกรับใช้ขอรับ

นะโอ: เอ่อ ไม่ต้องสุภาพขนาดนั้นก็ได้ ช่วยไปตามแฮร์รี่กับเดรโกมาให้หน่อยได้ไหม

ก็อกโก: ทันทีขอรับ (หายวับไป)

นะโอ: ทันอกทันใจจริงๆ อ๊ะ เดินมากันแล้วค่ะ (แฮร์รี่กับเดรโกเดินออกมาจากห้องแต่งหน้าพอดี)
ตอนนี้เป็นช่วงพักเปลี่ยนฉาก เราคงมีเวลาสนทนากับทั้งสองคนประมาณ 5 นาที

(ตัวละครเอกทั้งคู่เดินมาถึงโต๊ะคนเขียนบท แฮร์รี่ใช่เสื้อยืดกับกางเกงยีนส์
สวมหมวกเบสบอลแบบสปอร์ตแมนทั่วไป เดรโกใส่เสวตเตอร์ แน่นอนสีดำล้วน กับกางเกงยีนส์
รวบผมยาวไว้ข้างหลัง)

นะโอ: หวัดดีค่ะทั้งสองคน ขอโทษนะที่ตามมาตอนพัก

แฮร์รี่: (ยิ้มนิดๆ) ไม่เป็นไรครับ

เดรโก: ยัยหมวยอ้วนนี่ใครฮ๊ะ นี่เวลาพักของฉันนะ (หน้าหงิก)

นะโอ: แหะ แหะ คือ อยากจะสัมภาษณ์ไปทำสกู๊ปพิเศษหน่อยน่ะ (งึมงำ หนอยหมวยแล้วไงยะ ไม่ได้อ้วนนะเฟ้ย
เดี๋ยวแม่เขียนบทให้โดนรังแกเสียเลย)

(แฮร์รี่ดึงเดรโกทรุดนั่งบนโซฟาฝั่งตรงข้าม)

นะโอ: ถามแฮร์รี่ก่อนนะ เป็นไงบ้าง ฟิกวายเรื่องแรก เรื่องนี้ต้องคู่กับเดรโกที่ปกติเป็นคู่กัดกันด้วย


แฮร์รี่: (ยิ้มเขิน) ก็เขินเหมือนกันนะครับ เล่นแบบวาย ดีว่าตัวเอกที่คู่กันน่ารักเหมือนผู้หญิง
(เหลือบมองเดรโกที่นั่งหน้าบึ้งอยู่ข้างๆ) ก็เลยไม่ค่อยรู้สึกแปลกๆ มากนัก

เดรโก: แต่ฉันรู้สึกแปลกมาก ไม่ชอบ (ค้อนคนข้าง ๆ วงเบ้อเริ่ม)

นะโอ: (รีบเปลี่ยนประเด็น) อ้อ เหรอๆ งั้นถามเดรโกนะ เรื่องนี้ต้องเป็นหนุ่มหน้าหวานแถมไว้ผมยาว
กลัวเรตติ้งพระเอกตกบ้างรึเปล่าคะ

เดรโก: (ตอบหน้าตาย) ไม่กลัว ปกติฉันก็เล่นเป็นพระเอกมากกว่าหมอนี่อยู่แล้ว
เล่นทีไรก็คู่กับยัยหัวฟูเกรนเจอร์ทุกที ไม่ใช่มิตร เพชรา นะจะได้คู่กันทุกเรื่อง เปลี่ยนบ้างก็ดี
แต่ก็รำคาญผมยาวนี่ชะมัด ร้อน ว่าจะแอบตัดอยู่

นะโอ: (รีบห้าม) ใจเย๊น ถ้าตัดก็ไม่เหมือนเดรกในฟิกสิคะ เฮ่อ
แล้วเรื่องนี้ต้องประกบคู่กับดาราเด็กน้องใหม่อย่างหนูพินซ์ มีปัญหาอะไรรึเปล่า

เดรโก: ไม่มี ยัยนั่นพูดมาก แต่ก็ร่าเริงดี

นะโอ: ถามแฮร์รี่บ้างนะคะ
มีคนสงสัยว่าในตอนที่หน้าสลดเพราะรอนบอกว่าจะแต่งงานกับเฮอร์ไมโอนี่นี่เพราะเสียดายใครกันแน่คะ

แฮร์รี่: (ยิ้มมีเลศนัย) คุณเป็นคนเขียนบทนี่ ทำไมไม่บอกเขาเองล่ะ

นะโอ: (สบตามีเลศนัยมั่ง) งั้นไม่บอกดีกว่าเนอะ หุหุ

เดรโก: จะคุยกันอีกนานมั้ย ฉันจะไปนอนแล้ว ง่วง

(เสียงเรียกจากหน้าจอมอนิเตอร์) แฮร์รี่ ผู้กำกับเรียกไปคุยเรื่องบท

แฮร์รี่: ครับๆ ขอตัวก่อนนะ (ลุกเดินจากไป)

(นะโอกับเดรโกนั่งเผชิญหน้ากัน คนเขียนนั่งตัวลีบ ฝ่ายหลังหน้าบอกบุญไม่รับ)

นะโอ: เอ่อ...คือ...

เดรโก: (มองอีกฝ่ายนิ่งๆ พิจารณา) นี่ยัยหมวยอ้วน

นะโอ: (ฮึ่ย หมวยอ้วนอีกแล้วเรอะ) ว่าไงจ๊ะเดรโก

เดรโก: เธอเขียนบททั้งหมดนี่ใช่มั้ย

นะโอ: ใช่

เดรโก: งั้น (ชะโงกหน้าเข้ามา) ลดบทตอนชั้นคู่กับเจ้าพอตเตอร์ซะ

นะโอ: เฮ้ย ไม่ได้ๆ (ส่ายหน้าดิก) เรื่องนี้เธอสองคนเป็นตัวเอกนะ จะลดบทได้ไง

เดรโก: (ดวงตาสีฟ้าส่อประกายเจ้าเล่ห์) เธอมีอะไรที่อยากได้มั้ย

นะโอ: หา....เอ่อ....ก็มีอ่ะนะ เค้าอยากได้ปากกาเขียนได้ตามใจนึกของบัสคอตอ่ะ
แต่มันยกเลิกผลิตไปแล้วเพราะว่าผิดกฎหมายลิขสิทธิ์พ่อมด

เดรโก: ไม่ยาก เดี๋ยวจะฝากโรนีย์มันให้ เป็นอันตกลงนะ (ลุกเดินจากไปเลย)

นะโอ: เอ๋ เดี๋ยวๆ เฮ้ย ยังไม่ได้ตกลงเลย

(แฮร์รี่เดินกลับเข้ามา)

แฮร์รี่: อ้าว เดรโกไปแล้วเหรอครับ

นะโอ: (รับเสียงอ่อย) อือ....

แฮร์รี่: (นิ่งไปนิดนึงก่อนจะถาม) นะโอครับ มีของที่อยากได้มั้ยครับ

นะโอ: (เฮ่ย อย่ามามุขเดียวกันนะ) เอ่อ ก็มีจ้ะ อยากได้น้ำยาสรรพรสรุ่นใหม่
เค้าอยากหน้าเหมือนพอลล่าอ่ะ

แฮร์รี่: ผมให้ทอมหรือหมอที่กระทรวงปรุงให้ได้นะ แต่ว่า...มีข้อแม้นิดหน่อยฮะ

นะโอ: อะไรจ๊ะ

แฮร์รี่: (มองซ้ายมองขวาก่อนจะกระซิบ) ช่วยเพิ่มบทผมกับเดรโกหน่อยได้ไหมครับ คือ
แบบว่า...ผู้อ่านเค้าเรียกร้องมาน่ะ....

นะโอ: (หรี่ตา ผู้อ่านเรียกร้อง แน่ใจนะแฮร์รี่) อืมมมมมม ไม่รู้สินะ

แฮร์รี่: น่า น่าครับ (ดวงตาสีเขียวจ้องมองนิ่ง)

นะโอ: (อย่ามาจ้องอย่างนั้น ฉันไม่ใช่เดรกนะยะ--- ) จะคิดดูละกันนะ

(เดรโกเดินออกมาเรียก)

เดรโก: พอตเตอร์ แต่งหน้าเตรียมเข้าฉากได้แล้ว

(แฮรืรี่ลุกขึ้นยืน)
แฮร์รี่: ไปก่อนนะครับ อย่าลืมสัญญานะนะโอ

เดรโก: (คาดคั้น)อย่าลืมนะยัยหมวยอ้วน

นะโอ: เฮ้ยๆ เดี่ยว อย่ามามัดมือชกเด่ะ (สองคนตกลงสองอย่างจะให้ฉันทำยังไง๊) ไม่รู้ด้วยนะ จบดีกว่า.....



Create Date : 05 มกราคม 2548
Last Update : 5 มกราคม 2548 17:17:45 น.
Counter : 599 Pageviews.

3 comment
Chapter 21 [The End]
ตอนที่ 21

“แฮร์รี่ นายจะกลับพรุ่งนี้จริงๆ เหรอ”

แฮร์รี่ พอตเตอร์ละมือจากเสื้อผ้าที่กำลังพับใส่กระเป๋า ข้าวของของเขามีไม่มากนักเพราะส่วนใหญ่ก็เก็บไปอังกฤษตั้งแต่คราวก่อน จะมีก็แต่เสื้อผ้าของซีเรียสที่เขาหยิบมาจากอพาร์ตเมนท์เท่านั้น ชายหนุ่มมองร่างสูงที่กำลังนั่งก้มหน้าก้มตาอ่านสำนวนการสืบสวนคดีอย่างขะมักเขม้นอยู่บนเตียงของตัว แสงไฟจากเพดานสาดให้เห็นว่ารอยแผลบนใบหน้าคมคายนั้นจางหายไปเกือบหมดแล้ว

“อือ” เขารับสั้นๆ “ฉันจะแวะกลับอพาร์ตเมนท์ซีเรียสก่อน เอาของไปเก็บแล้วก็จะใช้กุญแจนำทางที่นั่น” กุญแจที่รอนเคยติดไว้ให้ตอนที่มาที่บ้านซีเรียสครั้งแรกตอนนี้ยังคงใช้ได้อยู่

“เอลฟ์บ้านของนายคงน้ำตานองอีกแหงเลย” เดรโกพูดทั้งที่ไม่ได้เงยหน้ามามอง มือพลิกหน้ากระดาษไปเรื่อยๆ “เฮ่อ! สำนวนคดีพวกนี้นี่มันยุงยากชะมัดเลยแฮะ ไม่น่าเชื่อว่าพวกนายจะต้องเขียนเจ้าพวกนี้ทุกวัน” เสียงถอนใจอย่างเบื่อๆ

แฮร์รี่อดยิ้มไม่ได้กับท่าทางที่ยังคงดูเอาแต่ใจไม่หายของอีกฝ่าย “เวลาจริงๆ เราอาจจะแค่รายงานต่อที่ประชุมน่ะ มีเลขาคอยจดแล้วก็พิมพ์ให้” เขาพูดแบบคนมีประสบการณ์มาก่อน ชายหนุ่มทรุดนั่งลงบนเตียง “แต่เวลารับงานต่อก็ต้องอ่านสำนวนคดีพวกนี้เหมือนกัน ถ้านายจะทำงานฝ่ายปราบปรามก็ต้องฝึกไว้”

“ฮ้าววววววววววววว”

ใบหน้าหล่อเหลาปิดปากหาวยาวเหยียดก่อนจะวางแฟ้มหนักอึ้งลงบนโต๊ะข้างเตียง ร่างสูงเอนตัวลงนอน มือทั้งสองหนุนศีรษะ “ง่วงชะมัด”

แฮร์รี่มองตามกิริยานั้นก่อนจะพูด “งั้นก็รีบนอนเถอะ พรุ่งนี้ฉันเองก็ต้องออกไปแต่เช้าเหมือนกัน” ดวงตาสีเขียวหม่นลง พรุ่งนี้ก็จะถึงเวลาจากกันแล้ว

ร่างสูงที่นอนอยู่บนเตียงติดกันหมุนตัวกลับมา “นายจะไม่อยู่ต่ออีกหน่อยเหรอ พินซ์ไม่อยากให้นายกลับนะ ต้องร้องไห้งอแงแน่”

แล้วนายล่ะ เดรโก อยากให้ฉันกลับหรือเปล่า

เสียงถามในใจแต่แฮร์รี่ก็ไม่คิดจะพูดออกไป ชายหนุ่มตัดบทพลางเก็บกระเป๋า

“ไม่เป็นไรหรอก พินซ์น่ะ มีเพื่อนเล่นใหม่เดี๋ยวก็ลืมแล้วล่ะ”

ใช่...คนเราลืมเรื่องของคนที่เคยเดินเข้ามาในชีวิตได้ไม่ยากหรอก ยิ่งเมื่อพบสิ่งใหม่ ช่วงเวลาที่เคยมีร่วมกันก็เป็นเพียงสายลมที่พัดผ่าน...เท่านั้น

ร่างสูงที่มองอยู่นิ่งไปอึดใจก่อนจะถามเรียบๆ “แฮร์รี่ นายมีอะไรจะคุยกับฉันไหม”

คนถูกถามเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาสีฟ้าคราม พูดเหรอ.....เขาจะพูดอะไรกับคนที่กำลังจะมีชีวิตใหม่ที่สดใสได้ล่ะ นอกจาก....

ชายหนุ่มยิ้มบางๆ ดวงตาสีเขียวจ้องตอบกลับส่อแววจริงใจกับคำพูดที่ตามมา

“ไม่มีอะไรมากหรอก เห็นนายกับพินซ์มีความสุขแบบนี้ ฉันก็คงกลับอังกฤษได้อย่างสบายใจแล้วล่ะ”

พูดจบแฮร์รี่ก็เดินไปปิดไฟ ห้องพักนั้นตกอยู่ในความมืดมิด มีเพียงแสงจากหน้าต่างเท่านั้นที่ส่องเข้ามาเห็นเงาสลัวของร่างสูงที่นอนอยู่บนเตียงข้างๆ ชายหนุ่มหันหลังให้กับร่างนั้น ราวกับกลัวว่าความมืดอาจจะไม่สามารถซ่อนความอ้างว้างที่ฉายชัดในแววตาของตนเองตอนนี้ได้

ขอเพียงนายมีความสุข.... เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว....

....................................................................

“โฮ!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”

เสียงโหยหวนยาวเหยียดของก๊อกโกดังขึ้นทันทีที่แฮร์รี่บอกมันว่าเขาจะกลับอังกฤษ “ฮึ่ก ฮึ่ก นายท่าน.....นาย...ท่าน”

“ใจเย็นๆ ก่อนก็อกโก” ชายหนุ่มรีบยกมือห้ามมัน “ฉันไม่ได้จะไปตายนะ”

“แต่...แต่..นายท่านจะ..จะทิ้งก็อกโกนี่ขอรับ”

“ไม่ได้ทิ้ง แต่ฉันต้องกลับไปทำงานนะ อยู่ที่นี่แค่ชั่วคราวเท่านั้นแหละ”

“แล้วนายผู้หญิง เอ้ย คุณเดรโกกับคุณหนูพินซ์ล่ะขอรับ นายท่านจะทิ้งไปหรือขอรับ ฮือ”

แฮร์รี่ชะงักกึก ก่อนจะพูดเสียงขรึม “คุณเดรโกทำงานที่นิวยอร์กนี่ เขาไม่ต้องการฉันคอยดูแลแล้วล่ะ”

“แต่...” เจ้าเอลฟ์บ้านป้ายน้ำตาป้อยๆ จนเจ้านายอดสงสารไม่ได้ ชายหนุ่มทรุดนั่งระดับเดียวกับมันแล้วพูดเสียงอ่อน ๆ

“ก็อกโก ฉันยังไม่ได้บอกคุณเดรโกนะ แต่ฉันกะว่าจะยกอพาร์ตเมนท์นี้ให้เขา” แฮร์รี่ฝืนยิ้ม “ยังไง....ฉันอาจจะไม่ได้กลับมาอีกอยู่แล้ว....เดี๋ยวแกจะได้คอยดูแลพินซ์ด้วยไง ดีไหมล่ะ”

“เลี้ยงคุณหนูพินซ์หรือขอรับ!”ก็อกโกเงยหน้าเปื้อนน้ำตาขึ้นมาทันที “จริงหรือขอรับ!”

ผู้เป็นเจ้านายพยักหน้าย้ำกับท่าทางกระตือรือร้นของเจ้าเอลฟ์บ้าน “จริงสิ” เขาถอนใจ

“แต่แกต้องเลิกเรียกคุณเดรโกว่า นายผู้หญิง ให้ได้ก่อนนะ”

แฮร์รี่หิ้วกระเป๋าลงมายังชั้นล่างโดยไม่ฟังเสียงก๊อกโกที่อาสาจะขนมาให้ เขาสั่งให้มันไปที่โรงพยาบาลแล้วบอกเดรโกเรื่องที่ห้องของซีเรียสแทน อย่างน้อยหมอนั่นกับพินซ์จะได้ไม่ต้องหาบ้านใหม่ให้ยุ่งยาก

ชายหนุ่มเดินลงมาถึงชั้นล่างของตึก มองหากุญแจนำทางที่อยู่ที่รางระบายน้ำตามที่รอนบอกครั้งก่อน ไม่นานนักก็พบ หมวกปาร์ตี้เก่าๆ ถูกผูกทิ้งไว้ตรงซอกของท่อ แฮร์รี่กระชับเสื้อคลุมสีน้ำเงินที่เขาไปซื้อกับเดรโกก่อนที่จะสะพายกระเป๋าแล้วเดินเข้าไปหาหมวกนั้น

“จะไปทั้งอย่างนี้จริงๆ เหรอ แฮร์รี่”

เสียงทักจากด้านหลังดังขึ้นจากด้านหลัง ชายหนุ่มชะงักกึกก่อนจะหันกลับไปมองต้นเสียง

หญิงสาวร่างท้วมผมสีแดงเพลิงในชุดเสื้อคลุมสีน้ำตาลอ่อนยืนอยู่ เธอกอดอกมองนิ่งหน้าบึ้ง

“จินนี่” แฮร์รี่เรียกก่อนจะละจากกุญแจนำทางเดินเข้าไปหา “มาส่งฉันเหรอ แล้วทอมล่ะ”

คนถูกถามตอบเสียงเรียบเฉย “ทอมไปทำงานจ้ะ ตอนนี้กำลังจัดการปิดคดีเนคตาร์” หญิงสาวขมวดคิ้วพร้อมกับพูดต่อด้วยท่าทางเคืองนิดๆ “ใจคอเธอจะกลับโดยที่ไม่ล่ำลาคนทางนี้เลยนะ แฮร์รี่ ถ้าคุณมอทโกเมอรี่ไม่บอกทอมกับฉันก็คงไม่รู้”

ชายหนุ่มอึกอัก “เอ่อ...ฉันฝากโน้ตไปกับนกฮูกของกระทรวง...”

“แค่นั้นเองเหรอ” เสียงถามต่อเริ่มซักไซ้ จินนี่ยามนี้เหมือนคุณนายวิสลีย์ไม่มีผิด

“ก็...คือ...” คนถูดต่อว่ารู้สึกเกรงใจขึ้นมา ระยะหลังที่มีเรื่องยุ่งๆ เขาก็ไม่ค่อยได้ติดต่อกับพวกจินนี่จริงๆ

น้องสาวของเพื่อนสนิททำเสียงกึ่งงอนกึ่งน้อยใจ “แล้วตอนนี้พอจะมีเวลาคุยกับฉันไหมเนี่ย หรือว่าต้องรีบกลับอีก”

แฮร์รี่ยิ้มเอาใจเธอก่อนจะตอบ “มีแน่นอนอยู่แล้ว งั้น....เราออกจากห้องนี้ก่อนเถอะ ที่นี่อับไม่เหมาะกับคนท้อง”

เขาแตะศอกของจินนี่เบาๆ แล้วพาเธอออกจากห้องชั้นล่าง ขึ้นไปนั่งที่สวนข้างอพาร์เมนท์ หญิงสาวร่างท้วมทรุดนั่งบนม้านั่งพร้อมกับอดบ่นต่อไม่ได้

“ใจร้ายจริงเชียว เธอยังไม่ได้ไปกินข้าวที่บ้านฉันเลยด้วย ทอมก็บ่นทุกวันเรื่องที่อดคุยเรื่องควิชดิชกับเธอเพราะมัวแต่ยุ่งๆ นึกว่าเธอจะอยู่นานกว่านี้”

“ไว้ค่อยคุยกันตอนงานแต่งงานรอนก็ได้นี่นา” แฮร์รี่ทรุดนั่งวางกระเป๋าเสื้อผ้าไว้ข้างตัว

จินนี่หันไปมองดูชายหนุ่ม “จะรีบกลับไปไหนกันจ๊ะ งานก็เรียบร้อยแล้วนี่นา” เธอถามพลางปัดผมที่ปลิวไสวเพราะลมพัด “แล้วนี่...ลามัลฟอยหรือยัง”

แฮร์รี่ถอนใจพลางฝืนยิ้ม “บอกแล้ว....เขาก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่” บอกเสียงเรียบแต่ดวงตาหลุบลง จินนี่มองดูกิริยานั้น

“แล้วอยากจะให้เขาว่าอะไรล่ะจ๊ะ แฮร์รี่”

ชายหนุ่มส่ายหน้า “ไม่มีหรอก เห็นหมอนั่นดูมีความสุขดีแล้ว ฉันก็สบายใจ”

“สบายใจ? แล้วทำไมทำหน้าซึมอย่างนั้นล่ะฮึ” จินนี่ย่นจมูก

“ฉันสบายดีน่า ไม่เป็นไร” แฮร์รี่พยายามตัดบท แต่ก็ไม่สามารถซ่อนแววตาหม่นหมองของตนจากอีกฝ่ายได้ หญิงสาวถอนใจเบาๆ “เธอน่าจะคุยกับมัลฟอยให้รู้เรื่องก่อนจะกลับไปนะ”

“เราคุยกันรู้เรื่องแล้วนี่ ก็ไม่มีอะไร...”

“อย่าปิดเลยน่า แฮร์รี่, เธอน่าจะพูดเรื่องความรู้สึกของเธอสองคนให้รู้เรื่อง จะกลับไปทั้งแบบนี้ได้ยังไง”

“จะให้ฉันพูดอะไรล่ะ จินนี่!”

ชายหนุ่มหลุดปากออกไปโดยไม่รู้ตัว เก็บความน้อยใจไว้ไม่ได้ “หมอนั่นไม่ได้ขอให้ฉันอยู่สักหน่อย! ตอนนี้เขาก็มีอนาคตของเขาเอง ฉันอยู่ก็เป็นส่วนเกินในชีวิตเขาเปล่าๆ”

จินนี่จ้องหน้าของชายหนุ่มนิ่งๆ “แฮร์รี่จ๊ะ แล้ว...เธออยากอยู่กับเขาหรือเปล่าล่ะ”

ชายหนุ่มชะงักก่อนจะพยักหน้า “อยากสิ” เขาเคยคิด...ว่าจะไม่ปล่อยให้คนคนนั้นจากไปไหนอีก แต่ตอนนี้....

“งั้น....” หญิงสาวถามต่อ “เธอเคยถามมัลฟอยหรือยัง ว่าเขาอยากให้เธออยู่หรือเปล่า”

แฮร์รี่นิ่งคิดอยู่อึดใจก่อนจะส่ายหน้า “ไม่เคย”

“เห็นไหม” เสียงอีกฝ่ายบอกว่าเป็นต่อ “ยังเป็นคนปากแข็งเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยน๊า มีอะไรก็ไม่ยอมพูด ไม่ยอมถาม เข้าใจอยู่ฝ่ายเดียว แล้วก็ต้องไปนั่งเศร้าอยู่คนเดียวทุกที”

“แต่..”

จินนี่รีบว่าต่อไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายปฏิเสธ “แฮร์รี่จ๊ะ ถ้าเราไม่ถามเราก็ไม่รู้หรอกว่าอีกฝ่ายเขาคิดยังไง แล้วถ้าเราไม่พูดออกมาก็สื่อความรู้สึกไปไม่ถึงหรอกนะ นี่มัลฟอยเขาไม่เคยถามเธอบ้างเลยเหรอ”

คำพูดลอยเข้ามาในความคิดของชายหนุ่ม ‘แฮร์รี่ นายมีอะไรจะพูดกับฉันไหม’

“ใช่ หมอนั่นถามนี่นา” ดวงตาสีเขียวเบิกกว้าง

“งั้นจะมัวรออะไรอีกล่ะ แฮร์รี่” น้องสาวของเพื่อนสนิทอมยิ้มพร้อมกับเร่ง “ไปบอกมัลฟอยเลยว่าเธอคิดยังไง”

“แต่...”

“จะมัวรออะไรอีกเล่า ขืนช้าเดี๋ยวเขาก็หลุดมือไปหรอก” ว่าที่คุณแม่เริ่มหงุดหงิด

แฮร์รี่ซึ่งหายกังวลแล้วอดขำกับท่าทางของอีกฝ่ายไม่ได้ “ทำไมดูเธอจริงจังกับเรื่องนี้จังเลย มาจากประสบการณ์จริงหรือเปล่านี่” เขาแกล้งล้อ

จินนี่ทำแก้มป่อง “ลองเธอมีแฟนเป็นคุณหมอพูดน้อย วันๆ เอาแต่อ่านหนังสือกับปรุงยาดูสิ เธอก็รู้เองแหละ” พูดจบหญิงสาวก็ยิ้มพลางตบหลังมือแฮร์รี่เบาๆ

“ไปบอกกับมัลฟอยอย่างที่ใจเธอคิดเถอะ”

แฮร์รี่ผุดลุกขึ้น “ท่าทางฉันจะติดหนี้เธอหลายครั้งแล้วนะ จินนี่ ตอบแทนยังไงก็ไม่หมดแน่” เขาว่าพลางยิ้ม

หญิงสาวยิ้มตอบ “แค่รับเป็นพ่ออุปถัมป์ของลูกฉันก็พอแล้วล่ะ อ้อ แวะไปทานข้าวที่บ้านฉันด้วยล่ะ แต่ตอนนี้รีบไปก่อนเร็ว”

ไม่ต้องเร่ง ชายหนุ่มก็ออกวิ่งไปที่โรงพยาบาลโดยไม่รั้งรออยู่แล้ว

...................................................................

แฮร์รี่ไปที่ห้องคนไข้แต่พยาบาลเวรบอกว่าเจ้าของห้องเพิ่งออกไปข้างนอก เขาจึงรีบวิ่งไปที่สวนหย่อม ชายหนุ่มก้าวไปถึงบริเวณกลางสวนแล้วก็เห็นแผ่นหลังของร่างสูงกำลังเดินช้าๆ อยู่บนทางสายเล็กๆ ที่ทอดยาวไปยังริมฝั่งแม่น้ำ เขารีบสาวเท้าเข้าไปหาพร้อมกับส่งเสียงเรียก

“เดรโก!”

ร่างที่กำลังเดินอยู่ชะงักกึกก่อนจะหันกลับมา ดวงตาสีฟ้าครามเบิกกว้างอย่างประหลาดใจปนตกใจเล็กน้อยที่เห็นชายหนุ่มยืนอยู่ด้านหลัง “แฮร์รี่? ฉันนึกว่านายกลับไปแล้วเสียอีก”

“เดรโก.. ฉันมีอะไรจะพูดกับนาย...” แฮร์รี่พูด เขาหยุดยืนห่างออกไป

ใบหน้าหล่อเหลาเลิกคิ้วขึ้นก่อนจะยกมือกอดอก “ก็พูดมาสิ” เสียงพูดเอื่อยๆ กับสีหน้านิ่งเฉยนั้นบอกความรู้สึกที่ทายไม่ถูก

แฮร์รี่นิ่งอยู่อึดใจก่อนจะพูดช้าๆ

“เดรโก....ฉันบอกว่า นายกับพินซ์มีความสุขแล้วฉันจะกลับอังกฤษได้อย่างสบายใจน่ะ....ฉันโกหก...” เขาก้าวเข้าไปใกล้อีกนิด ดวงตาสีเขียวมรกตจ้องเข้าไปในดวงตาสีน้ำทะเล

“ถ้าต้องไปจากที่นี่...ฉันไม่มีความสุขเลย”

“ทำไมล่ะ”

อีกฝ่ายจ้องตอบกลับ สีหน้าเรียบเฉยนั้นปรากฏแววบึ้งนิดๆ ก่อนจะหายไปแล้วเดรโกจึงพูดต่อ

“นายเองก็จะรีบกลับบ้านไม่ใช่เหรอ นิวยอร์กไม่มีอะไรให้นายอาลัยอาวรณ์แล้วนี่” ประโยคนั้นประชดเล็กน้อย

“มีสิ” แฮร์รี่พูดจริงจัง “ก็...นายไงล่ะ”

“ฉัน?”คนถามแกล้งทำหน้าไม่เชื่อ “เพราะฉันงั้นเหรอ? อย่ามาโกหกเลยน่า ขนาดฉันขอให้นายอยู่ต่อนายยังไม่อยู่เลย”

“นายขอให้ฉันอยู่ตอนไหนกัน?” คนถูกกล่าวหาถามกลับ

ใบหน้าคมคายยิ่งบึ้งหนัก “ก็ที่ฉันถามนายเมื่อคืนน่ะว่า นายจะไม่อยู่ต่ออีกหน่อยเหรอ นั่นไม่ใช่คำถามหรือไง”

“นั่นนายถามให้พินซ์ต่างหาก” แฮร์รี่พยายามแก้ต่าง “ช่างเหอะ เอาเป็นว่า...เดรโก...ฉันไม่อยากจากนายไปไหนอีกแล้ว...”

ใบหน้าคมคายแกล้งทำท่าประหลาดใจ “หมายความว่านายอยากอยู่กับฉัน…” ถามแล้วก็ก้มลงมองร่างสูงของตัวเอง “ทั้งที่ฉันเป็นแบบนี้เนี่ยนะ”

แฮร์รี่พยักหน้ามั่นใจ “ใช่ ไม่ว่านายจะเป็นยังไง นายก็เป็นเดรโกที่ฉันอยากจะอยู่ด้วยตลอดไป”

คราวนี้ใบหน้าคมคายจึงยิ้มนิดๆ ดวงตาสีฟ้าครามส่อแววเจ้าเล่ห์ขึ้นมาบ้าง

“งั้น...ต้องพิสูจน์หน่อยล่ะ”

ร่างสูงก้าวพรวดเข้ามาจนชิด มือเรียวยาวแตะที่แขนของชายหนุ่มแบบไม่ทันให้ตั้งตัว “หลับตาสิ” เสียงทุ้มบอกเบา ๆ

“เอ่อ...เดี๋ยว..เดรโก” แฮร์รี่ทำท่าจะถอยหนี ถึงจะทำใจไว้แล้ว แต่ว่าคนตรงหน้าก็ไม่ใช่ร่างเล็กที่คุ้นเคยอยู่ดี “ไม่..เหมาะมั้ง...คือ...”

“นายอยากจะพิสูจน์คำพูดตัวเองรึเปล่า...” เสียงเร่งพร้อมกับจับแขนอีกฝ่ายไว้แน่นกันไม่ให้หนี “ถ้าใช่ก็อยู่นิ่งๆ”

คนที่ขุดหลุมดักตัวเองเลยต้องกลั้นใจหลับตา ลมหายใจอุ่นแผ่วปะทะกับใบหน้า

แล้วชายหนุ่มก็รู้สึกว่ามีมือเล็กๆ เลื่อนมาแตะที่ไหล่ก่อนจะกดลงเล็กน้อยราวกับเจ้าตัวคนจับต้องเขย่งตัวขึ้น กลิ่นหอมอ่อนๆที่คุ้นเคยลอยมาพร้อมกับริมฝีปากบางประทับลงบนแก้มอย่างแผ่วเบา

แฮร์รี่รีบลืมตาขึ้นแล้วก็ต้องอ้าปากค้างกับภาพของคนที่อยู่ตรงหน้า “เดรโก? นาย?”

“อะไรเล่า เจ้าแฮร์รี่ซื่อบื้อ”

เสียงพูดกึ่งขำกึ่งเขินดังมาจากร่างเล็กบางที่ยืนชิด ใบหน้าสวยหวานนั้นแสนคุ้นตา จะแปลกก็แต่เส้นผมสีทองที่เคยหยักยาวถูกตัดสั้นเหลือแค่ปรกต้นคอเท่านั้น

“นาย...ทำไม...”

ร่างบางไม่ตอบ กลับหันที่พุ่มไม้ข้างๆ แล้วบอกเสียงดัง “ขอบใจมากพินซ์ ก็อกโก”

เสียงกุกกักพร้อมกับพุ่มไม้นั้นสั่นไหว แล้วใบหน้าเล็กของเด็กหญิงตัวจิ๋วกับเจ้าเอลฟ์บ้านก็โผล่ออกมา “เรียบร้อยแล้วนะเดรก” พินซ์ถามหน้ายิ้มแป้น

เดรโกยิ้มตอบ ขยิบตาให้เด็กในปกครอง “ใช่ ไปเล่นกันก่อนไป๊” แกล้งโบกมือไล่ทั้งสอง โดยแฮร์รี่ซึ่งยืนข้างๆ ยังอ้าปากค้างงุนงงอยู่

“ไปก็ได้ เย๊ ทีนี้แฮร์รี่ก็ไม่ต้องทำหน้าเศร้าแล้ว”

พินซ์หัวเราะคิกคักก่อนจะดึงก็อกโกที่อมยิ้มปลื้มใจออกไปทิ้งให้ทั้งสองอยู่กันตามลำพังอีกครั้ง

“เดรโก นี่มันอะไรกัน….ทำไมนาย...” แฮร์รี่ถามตะกุกตะกัก

“อ้อ นี่เหรอ” คนตอบแกล้งทำไม่รู้ไม่ชี้จับผมตัวเอง “มันไหม้แล้วก็เลยตัดออกน่ะ”

“ไม่ใช่...ตัวนายต่างหาก...ทำไมเป็นแบบนี้ล่ะ ไหนว่าคำสาปคลายแล้ว...” ชายหนุ่มพูดพร้อมกับแตะไหล่ร่างบางราวกับอยากจะสัมผัสให้แน่ใจว่านี่เป็นเรื่องจริง

“คำสาปคลายเพราะฤทธิ์แอมโบรเชียร์ต่างหากเล่า พอยาหมดฤทธิ์มันก็กลับมาเป็นแบบเดิม จะว่าไปยานั่นก็ใช่ยาวิเศษเลยแฮะ”

“ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ทำไมฉันไม่รู้?” ชายหนุ่มยิ่งงุนงงเข้าไปอีก

คนตัวเล็กยักไหล่ “ก็ซักสองสามวันมาแล้วแหละ แต่ฉันยังพอมีพลังเวทย์เสกคาถาแปลงร่างให้เป็นแบบนั้นได้ มาวันนี้แหละที่ต้องให้พินซ์ช่วย ดีนะว่าสอนคาถาแปลงกายให้ยัยนั่นไว้มั่งแล้ว”

แฮร์รี่ฟังจนจบแล้วก็อุทาน “แสดงว่านายหลอกฉันล่ะสิเนี่ย !”

ใบหน้าหวานยิ้มเจ้าเล่ห์ “ก็ตอนที่ฟื้นขึ้นมา นายอยากทำเฉยใส่ฉันก่อนทำไมล่ะ โดนแบบนี้บ้างก็ดี” ว่าแล้วก็ทำท่าจะผละออกห่าง แต่แฮร์รี่ซึ่งหายงงแล้วตวัดแขนรวบเอวของร่างบางไว้ “จะไปไหน ร้ายนักนะนายนี่ ทำฉันไม่สบายใจอยู่ตั้งหลายวัน” ชายหนุ่มพูดแบบกึ่งยิ้มกึ่งหมันเขี้ยว

คนในอ้อมกอดดิ้นขลุกขลักพร้อมกับแลบลิ้นหลอก “ยือ ก็นายอยากอ้ำอึ้ง ไม่ถามเองทำไมล่ะ”
“รู้ไหมถ้าจินนี่ไม่ไปห้าม ป่านนี้ฉันกลับไปนั่งเศร้าที่อังกฤษแล้ว” เสียงพูดอ่อนโยนพร้อมกับใช้มือข้างหนึ่งลูบผมสีทองของคนตรงหน้าเบาๆ

เดรโกนิ่งก่อนจะถาม “แล้ว...นายต้องกลับอังกฤษไหม”

“กลับสิ” แฮร์รี่พยักหน้า มือทั้งสองยังคงอยู่ที่เอวบาง “งานฉันอยู่ที่โน่นนี่นา” ชายหนุ่มถามกลับบ้าง “แล้วนายล่ะเดรโก จะทำยังไงต่อ”

คนตัวเล็กยักไหล่ “ก็ไม่รู้สิ ฉันไม่มีเวทมนต์อีกแล้ว อาจจะกลับไปทำงานที่เดิมละมั้ง หัวหน้าที่ร้านก็คงรับฉันกลับไปทำงานแหละ ถึงจะหยุดนานไปหน่อยก็เถอะ”

“ที่เดิม? ร้านอาหารที่มีเจ้าโทนี่ทำงานอยู่น่ะเหรอ” ชายหนุ่มนึกถึงเจ้าหัวหน้า ‘เดรกแฟนคลับ’ ขึ้นมาแล้วก็อดฉุนไม่ได้

“อือ”

“ไม่เอา ฉันไม่ให้นายกลับไปทำงานที่นั่นแล้ว” แฮร์รี่พูดพลางทำหน้าบึ้ง ดึงให้คนตัวเล็กเข้ามาแนบอกแบบหวงๆ ถึงจะรู้ว่าคนตรงหน้าไม่ได้สนใจเจ้าโทนี่ แต่ก็ไม่อยากให้เจ้าหน้าจิ้งจกนั่นมาเกาะแกะวุ่นวายอีก

เดรโกย่นหน้า “แล้วจะให้ฉันทำมาหากินอะไรล่ะฮ๊ะ ไม่ใช่เศรษฐีนี่จะได้ไม่ต้องทำงาน แล้วยังพินซ์อีกค...”

“กลับอังกฤษกับฉันไหม” แฮร์รี่ถามเร็วๆ แทรกเข้ามาก่อนที่อีกฝ่ายจะพูดจบ

คนที่พูดค้างชะงักกึก ใบหน้าสวยฉงน “กลับอังกฤษ...กับนาย?”

“ใช่ ก็บ้านฉันที่กริมโมเพลซ ความจริงบ้านของซีเรียสน่ะ....มันใหญ่จะตาย” ชายหนุ่มหาเหตุผลทีเล่นทีจริง “ทำความสะอาดคนเดียวเหนื่อยแทบแย่แน่ะ...”

“นายจะเอาฉันไปเป็นหัวหน้าพ่อบ้านหรือไง?” เสียงถามห้วนแต่ใบหน้าสวยกลับเรื่อขึ้น

แฮร์รี่ยิ้มก่อนจะก้มกระซิบที่ข้างหูของคนตัวเล็ก “จะอยู่ตำแหน่งไหนก็แล้วแต่นาย...”

แก้มนวลเลยยิ่งแดงขึ้นก่อนที่เจ้าตัวจะพยายามแก้เขินด้วยการดันตัวออก “พอเลย...ปล่อยได้แล้ว...”

“ไม่ปล่อย บอกก่อนว่าจะกลับอังกฤษกับฉัน” คนกอดได้ทีเลยซบหน้าลงกับผมสีทองที่ตัดสั้นนั้น

“เอ๊....นายนี่....” ร่างเล็กทำเสียงขัดใจ คนสูงกว่าเลยใช้มือเชยคางของอีกฝ่ายขึ้น ดวงตาสีเขียวมรกตจ้องเข้าไปในดวงตาสีฟ้าคราม เสียงพูดแผ่วกระซิบแต่หนักแน่น “กลับบ้านกับฉันนะ เดรโก”

ใบหน้าขาวซึ่งกลายเป็นสีชมพูไปแล้วหลุบตาลงนิ่งอยู่อึดใจก่อนจะพยักหน้าพร้อมตอบรับเสียงแผ่ว “อือ”

“ไชโย!”

แฮร์รี่ร้องเสียงดัง แขนยาวตวัดเอวบางของอีกฝ่ายแล้วดึงเข้ามาหาจนเท้าของคนตัวเล็กลอยขึ้นจากพื้น ร่างบางหมุนไปตามแรงโอบของคนตัวสูงกว่าที่กำลังหัวเราะเบิกบาน

“เฮ้ย แฮร์รี่” คนที่ถูกหมุนจนตัวปลิวเลยต้องผวากอดคอชายหนุ่มไว้แน่น “ปล่อยนะ เล่นอะไรเนี่ย” เสียงโวยวายลั่นๆ อยู่นานกว่าแฮร์รี่จะยอมปล่อยเขาลง ทั้งสองยืนอยู่กลางสวน สายลมเย็นพัดวูบเข้ามาในสวนจนใบไม้ที่เริ่มแห้งกรอบปลิวโปรยปราย “อากาศเย็นแล้วนะ” แฮร์รี่พูดขึ้นหลังจากคลายอ้อมกอดให้คนตรงหน้าเป็นอิสระ “หนาวไหมเดรโก”

อีกฝ่ายไม่ได้ฟังประโยคนั้นเท่าไหร่เพราะมัวแต่จัดผมสีทองซึ่งยุ่งเหยิงให้เข้าที่เข้าทางพลางบ่น “ลมยิ่งแรงๆ อยู่ยังมาเล่นแบบนั้นอีก ผมยุ่งหมดเลย”

“น่าๆ อ๊ะ....” คนถูกต่อว่าทำหน้ารื่นอารมณ์ดีก่อนจะเพ่งใบหน้านวลที่ตอนนี้ทั้งเขินทั้งฉุน “เดรโก มีอะไรติดหน้านายแน่ะ”

“อะไร” ร่างบางพูดแล้วใช้มือปัดหน้าตัวเอง

“ไม่รู้ ยังไม่ออกเลย นายหลับตาสิ เดี๋ยวฉันปัดให้” ชายหนุ่มพูดหน้าเฉย

“เอ้า”คนตัวเล็กยอมหลับตาโดยดี “เร็วๆ เข้า เดี๋ยวฉันจะไปตามพินซ์”

“อือ” แฮร์รี่กระซิบ มองใบหน้าสวยที่หลับตาพริ้มเห็นขนตางอนยาวนั้น

ชายหนุ่มยิ้มอ่อนโยน แล้วก้มลงประทับจูบลงบนริมฝีปากบางอย่างแผ่วเบาอ่อนหวาน สายลมที่พัดกรรโชกเมื่อครู่ผ่อนเบาลงราวกับเป็นใจ มือของแฮร์รี่แตะที่หลังของร่างบางที่ตัวแข็งไปแล้ว เขาดูดดื่มความหวานจากริมฝีปากสีชมพูนั้นจนพอใจก่อนจะผละออก จึงเห็นว่าคนตัวเล็กตรงหน้ายืนเบิกตากว้าง อ้าปากค้าง

ชายหนุ่มยิ้มกริ่มก่อนจะพูดหน้าตาเฉย “กลับเข้าไปข้างในกันเถอะ เดี๋ยวฉันจะเรียกพินซ์ให้เอง”

เดรโกได้สติแล้วก็ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “แฮร์รี่...นาย....”

“อะไรเหรอ” ชายหนุ่มแกล้งทำหน้าฉงนบ้าง

“แฮร์รี่...แก...” เสียงพูดยิ่งตะเบ็ง “ไอ้คนฉวยโอกาส”

ร่างเล็กโผเข้าทุบคนตัวใหญ่กว่าที่วิ่งหลบไป “อย่าหนีนะ เจ้าบ้า ฉันจะฆ่านาย!”

“ไม่เอาหรอก ฉันตายแล้วใครจะอยู่กับนายล่ะ” เสียงตะโกนตอบจากร่างสูงที่แกล้งหนี

“ไม่รู้โว้ย นายตายแน่”

เสียงโหวกเหวกนั้นค่อยๆ แผ่วห่างออกไป สายลมหนาวยังคงพัดแผ่ว แต่บริเวณที่ทั้งสองยืนเมื่อครู่กลับอบอุ่นราวกับว่าช่วงเวลาที่อ่อนหวานนั้นยังคงอยู่

และมันจะยาวนานตลอดไป

……………The End……………




Create Date : 05 มกราคม 2548
Last Update : 5 มกราคม 2548 17:18:04 น.
Counter : 649 Pageviews.

4 comment
1  2  3  4  5  

นะโอ
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]