กระตุ้นพัฒนาการลูกน้อยด้วยเสียงดนตรี
กระตุ้นพัฒนาการลูกน้อยด้วยเสียงดนตรี

แม่ ลูก




ว่ากันว่าเด็กที่ได้ฟังเพลงคลาสสิกตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ จะทําให้คลอดออกมาแล้วเป็นเด็กอารมณ์ดี เลี้ยงง่าย แต่ที่จริงแล้ว เพลงและเสียงดนตรีสามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการของเด็กในทุกช่วงวัยทั้งตอนอยู่ในท้องแม่หรือเมื่อคลอดออกมาแล้ว คุณแม่จึงควรเลือกดนตรีที่เหมาะสมกับช่วงวัยของลูกน้อยด้วยค่ะ

เสียงดนตรีตามวัย

เสียงดนตรีที่ลูกน้อยควรได้รับฟังในแต่ละช่วงวัยนั้น ควรเป็นไปตามอายุที่โตขึ้นของลูกน้อย เพราะยิ่งลูกโตขึ้นการรับรู้และระบบประสาทของลูกน้อยก็จะสามารถฟังเพลงที่ซับซ้อนและมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อเพลงเหล่านั้นได้มากยิ่งขึ้น

• วัย 1-3 เดือน ลูกจะชอบฟังเพลงสบายๆ ช้าๆ หรือเพลงกล่อมเด็ก ซึ่งการฟังเพลงกล่อมจากแม่หรือเสียงที่มีความนุ่มนวล อ่อนโยน จะทําให้ลูกรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย ในวัยนี้ลูกจะเริ่มมองหาที่มาของเสียงที่ได้ยิน แสดงความชอบใจและเริ่มเปล่งเสียงตอบสนองในลําคอได้

• วัย 4-5 เดือน ลูกเรียนรู้จังหวะได้มากขึ้น ตอบสนอง ต่อจังหวะและทํานอง เมื่อได้ยินจังหวะที่ชื่นชอบจะยิ้ม ตีมือชอบใจ หรืออาจส่ายหัวตามจังหวะเพลง คุณแม่จึงควรเลือกเพลงหรือดนตรีที่มีจังหวะสนุกสนานให้ลูกฟัง

• วัย 6-12 เดือน ในวัยนี้ลูกมีพัฒนาการทางภาษามากขึ้นและเริ่มออกเสียงเป็นพยางค์ได้บ้างแล้ว คุณแม่อาจเลือกเพลงที่เป็นคําคล้องจองง่ายๆ ให้ลูกฟัง ซึ่งการให้ลูกฟังเพลงที่มีเนื้อร้องสั้นๆ ง่ายๆ ลูกจะพยายามส่งเสียงเลียนแบบเสียงที่ได้ยิน และแสดงท่าทางต่างๆ ตามเพลง เช่น ผงกศีรษะ โน้มตัวไปมา

• วัย 1-3 ขวบ การให้ลูกฟังเพลงหรือดนตรีที่มีความซับซ้อนจะช่วยกระตุ้นคลื่นสมองของลูกให้เกิดการจัดเรียงตัวและเกิดความคิดสร้างสรรค์ คุณแม่ควรให้ลูกฟังเพลงที่มีทั้งท่วงทํานองและเนื้อร้องที่หลากหลาย ให้ลูกร้องเพลงและเคาะจังหวะตามไปด้วย จะช่วยเพิ่มทักษะทั้งด้านภาษา การทรงตัวของลูกน้อยนอกเหนือจากการฟังด้วย


เสริมพัฒนาการด้วยเสียงดนตรี

• คุณแม่ควรให้ลูกน้อยได้รับฟังดนตรีหลากหลายประเภท แล้วสังเกตว่าลูกชอบฟังดนตรีแบบไหนมากที่สุด

• ร้องหรือฮัมเพลงให้ลูกฟัง เพราะเด็กจะชอบฟังเสียงของพ่อแม่หรือเสียงของมนุษย์ และเมื่อลูกเริ่มเคลื่อนไหวร่างกายได้บ้างแล้ว ให้พยายามกระตุ้นให้ลูกเคลื่อนไหวตามจังหวะ เช่น โยกตัว ปรบมือ หรือผงกศีรษะ ซึ่งการมีกิจกรรมร่วมไปกับการฟังดนตรีจะยิ่งดีต่อพัฒนาการของเด็กมากขึ้น

• เด็กจะชอบฟังเพลงซ้ำๆ คุณแม่อาจร้องเพลงนั้นให้ฟังบ่อยๆ หรือจะเปลี่ยนเนื้อเพลงไปบ้าง เพื่อให้ลูกรู้สึกแปลกใหม่อยู่เสมอ

• เลือกเพลงที่มีจังหวะช้าๆ เปิดเพลงให้ลูกฟังในช่วงก่อนนอนหรืองีบหลับ เสียงเพลงจะช่วยทําให้ลูกรู้สึกสงบและหลับสบาย

• อย่าเปิดเพลงเสียงดังเกินไปเพราะประสาทการรับเสียงของลูกจะถูกทําลาย


ขอบคุณ : น้องกะทิ-ด.ช.ศักดินันท์ ปฏิภาณญาณกิตติ



Create Date : 07 พฤษภาคม 2555
Last Update : 7 พฤษภาคม 2555 10:32:29 น.
Counter : 331 Pageviews.

0 comment
10วิธีฝึกลูกน้อย ฉลาดกินฉลาดเล่น

"ปิดเทอมซัมเมอร์" ช่วงเวลาที่เด็กๆ รอคอย ขณะเดียวกันก็เป็นช่วงโกลาหลของคุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครองที่ต้องรับมือกับความอลวนทั้งเรื่องเล่นเรื่องกินของเหล่าจอมซนทั้งหลาย

โภชนากรซูซาน โบเวอร์แมน ที่ปรึกษาของ เฮอร์บาไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล ลิมิเต็ด แนะนำ 10 วิธีรับมือเจ้าตัวน้อยช่วงปิดเทอมให้สดใสและสุขภาพดีแบบ "ฉลาดกิน-ฉลาดเล่น" ไว้ดังนี้

1.ผัก-ผลไม้ จุดเริ่มต้นสำคัญของสุขภาพที่ดี ต้องปลูกฝังตั้งแต่เยาว์วัย เพียงจัดผลไม้วางไว้ที่โต๊ะรับแขก โต๊ะอาหาร หรือบริเวณที่เด็กๆ มองเห็นและหยิบรับประทานได้ง่าย 

2.จ่ายตลาด ช่วงเวลาแห่งความสนุกและการเรียนรู้ของเด็กๆ รวมไปถึงการสอนให้อ่านฉลากอาหารข้างกล่องเพื่อเปรียบเทียบคุณค่าของสารอาหาร ต่อด้วยการปรึกษาหารือกันว่าควรจะเลือกซื้ออาหารประเภทใดเข้าบ้าน หรือเปิดโอกาสให้เด็กๆ แสดงความคิดเห็นต่อการจ่ายตลาดในแต่ละครั้ง

3.พ่อครัว-แม่ครัวตัวน้อย คุณพ่อคุณแม่สามารถชักชวนให้เด็กๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการเตรียมและปรุงอาหาร จะทำให้เด็กๆ มีแนวโน้มที่จะรับประทานอาหารมากกว่าปกติ เพราะจะเกิดความภาคภูมิใจที่ได้รับประทานอาหารจากฝีมือของตัวเอง

4.เมนูใหม่ๆ "อดทนและอดทน" คือบทบัญญัติที่คุณพ่อคุณแม่ต้องท่องให้ขึ้นใจและปฏิบัติอย่างเคร่งครัดถ้าต้องการให้เด็กๆ ทดลองรับประทานอาหารใหม่ๆ เพราะจากการศึกษาพบว่าเด็กๆ มักจะปฏิเสธไว้ก่อน หากต้องทดลองรับประทานอาหารเมนูใหม่ที่ไม่คุ้นเคย เราต้องอดทนกับการถูกปฏิเสธนับสิบๆ ครั้ง แต่สุดท้ายมันก็คุ้มที่จะอดทนไม่ใช่หรือ

5.คุณพ่อคุณแม่ สุดยอดไอดอลของลูก ถ้าเด็กๆ ได้รับการปลูกฝังให้บริโภคแต่อาหารที่มีประโยชน์ โดยมีผู้ปกครองเป็นแบบอย่าง เช่น การมีผักและผลไม้เป็นส่วนประกอบของอาหารทุกมื้อ หรือรับประทานผลไม้เป็นของหวานแทนที่จะรับประทานขนม ก็มั่นใจได้ว่าเขาจะต้องก๊อบปี้ลักษณะเหล่านั้นมาจากคุณพ่อแม่คุณแม่แน่นอน

6.วินัยบนโต๊ะอาหาร จากผลการวิจัยการเสิร์ฟอาหารที่โต๊ะอาหารแทนการเสิร์ฟอาหารที่ไหนก็ได้ในบ้าน มีแนวโน้มที่เด็กจะรับประทานอาหารจนเกลี้ยงจาน และเด็กจะเรียนรู้ว่า "เมื่ออาหารเกลี้ยงจาน" คือเวลาสิ้นสุดการรับประทาน

7.ฝึกวินัยให้เด็ก "ลด-ละ-เลิก" พฤติกรรม "กินๆ นอนๆ" ควรสรรหา "กิจกรรมนอกบ้าน" ซึ่งจะตอบโจทย์ความท้าทายและเสริมสร้างสุขภาพให้กับเด็กๆ มากที่สุด เช่น ขี่จักรยาน วิ่งเล่น หรือชู้ตลูกบาสด้วยกัน 

8.สร้างสรรค์เมนูล่วงหน้า การจัดทำรายการจับจ่ายของและเตรียมอาหารบางอย่างเผื่อมื้อหน้า นอกจากจะช่วยคุณแม่บ้านให้ไม่ฉุกละหุกแล้ว ยังลดความกังวลในเรื่องการจัดเมนูอาหารในมื้อหน้าอีกด้วย

9.ถั่ว ผลไม้ โยเกิร์ต ชีส สมูตตี้ ของว่างเสริมพลังสุดเฮลตี้ของเด็กๆ อีกทั้งยังสามารถฝึกทำและสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ กับสมูตตี้ในรสชาติที่เด็กๆ ชื่นชอบได้อีกด้วย 

10.กิจกรรมเคลื่อนไหว อาจเริ่มด้วยการชักชวนให้เด็กๆ มาทำกิจกรรมร่วมกันในระหว่างที่กำลังทำความสะอาดบ้าน หรือชักชวนให้ใช้การ "เดิน" มากกว่าการขับรถ เมื่อต้องไปซื้อของที่หน้าปากซอย เป็นต้น 

เพียงเท่านี้อาการคิ้วขมวดและปวดหัวคงจะห่างไกลไปได้ในวันปิดเทอมใหญ่หน้าร้อนนี้



Create Date : 01 พฤษภาคม 2555
Last Update : 1 พฤษภาคม 2555 8:36:05 น.
Counter : 256 Pageviews.

0 comment
วิธีเลี้ยงน้องพินต้า-ณัฐนิช

วิธีเลี้ยงน้องพินต้า-ณัฐนิช
สาวน้อยจากละครเวทีสี่แผ่นดิน เดอะมิวสิคัล

คุณแม่และน้องพินต้า ณัฐนิช

เพราะ“เสียงเพลงคือลมหายใจของหนู” พินต้า-ณัฐนิช สาวน้อยจากละครเวทีสี่แผ่นดิน เดอะมิวสิคัล
เมื่อพูดถึงละครเวทีฟอร์มยักษ์อย่าง “สี่แผ่นดิน เดอะมิวสิคัล” ที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลย คือสาวน้อยวัย 12 ปี ด้วยพลังเสียง ของน้องพินต้า-ณัฐนิช รัตนเสรีเกียรติ ซึ่งกว่าที่น้องจะมายืนอยู่ตรงจุดนี้ได้ ต้องผ่านอุปสรรคต่างๆ มากมายเลยทีเดียว แต่ยังมีกำลังใจที่ดีจากคุณแม่-ธัณย์สิตา บวรโพธิวัฒน์ ผู้คอยดูแล และสนับสนุนมาโดยตลอด เพราะคุณแม่เชื่อว่า เด็กทุกคนควรมีสิทธิ์เลือก โดยมีพ่อแม่เป็นผู้สนับสนุนที่ดี ไม่ใช่เป็นผู้กำหนดเส้นทางเดินให้กับลูก

เชื่อว่า เสียงเปียโน สร้างวินัยในเด็ก
“ช่วงที่ตั้งครรภ์น้องพินต้า ความที่เราไม่รู้อะไรเลย ก็จะอ่านหนังสือเพื่อดูแลตัวเองและลูกเยอะมาก จนไปเจอเล่มหนึ่งบอกว่าเสียงเปียโน จะช่วยสร้างวินัยในเด็ก เลยตัดสินใจไปซื้อชุดเพลงสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์มา ก็นำมาปรับ ฟัง เช้า กลางวัน เย็น ก่อนนอน เวลาเดิมทุกวัน ถามว่าเรามีพื้นฐานทางด้านดนตรีไหม? ไม่มีเลย แต่อยากทำเพื่อลูกแค่นั้นเอง”

น้องพินต้าเริ่มมีแววทางด้านการร้องเพลงเมื่อไหร่
“มารู้สึกว่าน้องร้องเพลงได้ตอนที่เขาอายุ 3 ขวบ ตอนนั้นน้องร้องเพลงของ ทาทา ยัง ด้วยภาษาของเด็ก แต่รู้สึกได้ว่าคีย์ของเขาเพี้ยนน้อยมาก เลยคิดว่าน้องต้องมีหูที่ดีมาก ก็คิดต่อว่า หูดี ทำอะไรได้อีกบ้าง เป็นนักร้องได้ และอาจจะเป็นนักดนตรีได้ ซึ่งการที่น้องมีหูดี เสียงดี แม่คิดว่าน่าจะมีผลมาจากการฟังเสียงเปียโน ตั้งแต่ตอนที่เขาอยู่ในท้อง ซึ่งต้องบอกว่าผลที่ได้รับนั้นเกินความคาดหมายนิดหน่อย เพราะเดิมทีเราแค่อยากให้เขาเป็นเด็กมีวินัย ระหว่างนั้นก็เตรียมความพร้อมให้ลูก มีการเสริมภาษาอังกฤษ ส่งไปเรียนร้องเพลง ประมาณปีครึ่ง ซึ่งน้องพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว และก็ได้รางวัลแชมป์ประเทศไทย 3 รางวัล เป็นแชมป์เพลงสากล 2 รางวัล และแชมป์เพลงไทย 1 รางวัล

เพราะ“เสียงเพลงคือลมหายใจของหนู”
หลังจากที่ได้แชมป์ประเทศไทย แม่รู้แล้วว่าเขาแยกตัวเองออกมาจากเพลงไม่ได้ แต่เราต้องการสร้างกุศโลบายให้เขาเลือก เลยตัดสินใจบอกให้เขาหยุดร้องเพลง ที่ทำแบบนี้เพื่อให้เขาค้นหาตัวเองว่าชอบที่จะร้องเพลงจริงหรือเปล่า อยู่ในขั้นตอนการค้นหาประมาณ 6 เดือน โดยที่เราไม่ให้เขาร้องเพลงในบ้านเลย แล้วพินต้าถูกเลี้ยงมาด้วยเหตุผล เราให้เหตุผลว่า แม่คิดว่าต้าแข่งชนะแล้ว พอแล้วดีกว่า ด้วยความที่เขายังเล็ก ไม่ได้ถามอะไรแต่เราสังเกตเห็นว่าเขาไปแอบร้องเพลงตามต้นไม้ โดยที่ไม่ให้เราเห็น

ในวันนั้นที่บอกให้เขาเลือก เป็นวันที่เราเองก็ต้องประเมินเหมือนกันว่า หากเขาตัดสินใจที่จะเลือกทางเดินนี้จริงๆ เราต้องตัดสินใจที่จะลดงานประจำลง เพื่อที่จะเอาเวลาส่วนใหญ่มาเป็นโค้ชให้เขา ไม่มีอะไรที่ได้มา 2 อย่างพร้อมกัน เพราะฉะนั้นเขาต้องรู้ในสิ่งนี้ และจะบอกเขาเสมอว่าถ้าเราตัดสินใจทำ เราต้องยอมรับผลของมันด้วย ตัดสินใจแบบนี้ ก็ต้องยอมรับความเหนื่อย ความอดทน

ดังนั้นพอผ่านไป 6 เดือน เขาก็เดินกลับมาบอกว่า เสียงเพลงเป็นลมหายใจของหนู ไม่มีเพลงเหมือนไม่มีชีวิต นี่คือสิ่งที่เด็ก 7 ขวบพูด นั่นทำให้เรารู้สึกว่า เพลงคงจะเป็นส่วนหนึ่งของเขาจริงๆ หลังจากที่ได้เลือก เขาก็ดีใจ ที่ได้ร้องเพลงอย่างเปิดเผย กลับไปเรียนร้องเพลงอีกครั้ง จนได้ไปเรียนกับคุณครูรุ่งโรจน์ ดุลลาพันธุ์ ได้เรียนร้องเพลงแบบเดอะมิวสิคัล และสุดท้ายได้มาเล่นละครเวที สี่แผ่นดิน เดอะมิวสิคัล

เด็กควรมีสิทธิ์เลือกในสิ่งที่เขาอยากทำ
พินต้ามีการเลือกครั้งใหญ่ในชีวิตเขา 2 ครั้ง คือ การเลือกที่จะร้องเพลง กับการเลือกที่จะมาเซ็นสัญญากับทาง Exact ซึ่งเขาต้องตัดสินใจเอง แม่ตัดสินใจให้ไม่ได้ หน้าที่ของเราคือต้องไกด์เขา ว่าถ้าเลือกแบบนี้ ขั้นต่อไปจะเป็นยังไง แล้วถ้าไม่เลือกแบบนี้ จะเป็นยังไง แต่การเลือกต้องเป็นของเขา เพราะแม่เชื่อว่าเด็กทุกคนมีสิทธิ์เลือก จากนั้นเราก็คอยดูแลอยู่ห่างๆ แต่ถ้าเลือกแล้วมีปัญหา เราก็เข้าไปเป็นโค้ช หาทางช่วย แม่ว่าสิ่งเหล่านี้อยู่ที่การให้ข้อมูลของพ่อแม่ เพื่อให้เด็กเลือก เลือกเสร็จก็เฝ้าดูว่าเขาจะมีผลตอบรับมากน้อยแค่ไหน

หลักการเลี้ยงลูก
ก่อนนอน10 นาที เราแม่ลูกจะมาคุยกันทุกเรื่อง ไม่มีถูก ไม่มีผิด เปิดโอกาสให้ได้คุย แม่คิดว่าเราควรจะมีช่วงเวลาแบบนี้ ถ้าเราเลี้ยงลูกแบบพ่อแม่อยู่ค้ำฟ้า สุดท้ายลูกจะทำอะไรไม่เป็นเลย เราอยู่ด้วยกัน เราต้องช่วยกัน ไม่ใช่ชีวิตลูกอยู่ในมือแม่ ถ้าแม่ไม่อยู่แล้วลูกจะอยู่อย่างไร แม่มองตรงจุดนี้มากกว่า พ่อแม่ไม่จำเป็นที่จะต้องเก่งไปซะทุกเรื่อง ให้ลูกได้เป็นผู้นำบ้าง นำเป็น และตามเป็น แม่เป็นเพียงดิน พินต้าเป็นเมล็ดพันธุ์ เรามีหน้าที่ทำให้เมล็ดพันธุ์นั้นมีสิ่งแวดล้อมที่ดี เพื่อให้เขาเติบโตขึ้นมีกิ่งก้านสาขา และสามารถเป็นร่มเงาที่ดีให้คนอื่นด้วย

แม่ภูมิใจในมุมที่เขามีวินัยโดยที่ไม่ต้องไปตามสอดส่อง เพราะฉะนั้นแม่จะบอกเขาเสมอว่า ถ้าเราตั้งใจทำ ต่อให้สำเร็จหรือไม่ก็ตาม แต่เราก็ได้เรียนรู้ระหว่างทางว่าเราใช่หรือไม่ใช่ และอีกอย่างเมื่อเราต้องตัดสินใจ เราต้องยอมรับผลที่จะเกิดขึ้นนั้นด้วย ส่วนอีกข้อจะบอกกับเขาเสมอแม้จะฟังดูเครียด คือ ความจริงย่อมเจ็บปวดเสมอ แต่ถ้าเราอยู่บนความจริงได้ เราจะอยู่ได้ทุกที่

สิ่งหนึ่งที่สำคัญและอยากบอกคุณพ่อคุณแม่คือ เด็กไม่ได้มีแค่สีขาว แต่เขาสามารถเป็นได้หลายสี ทั้งสีชมพู ฟ้า เหลือง แต่พ่อแม่มีหน้าที่เป็นโค้ช หรือผู้ให้กำเนิดควรรักษาสีที่เขามีไว้ เด็กควรมีสิทธิ์เลือก ในขณะที่เด็กมีสิทธิ์เลือกเราต้องดูผลตอบรับด้วยอยากให้ลองเปลี่ยนจากพ่อแม่มาเป็นโค้ชดู แล้วเราจะได้เรียนรู้มุมมองอีกหลายมุมจากเด็กได้ดี

ขอขอบคุณ บทสัมภาษณ์จากนิตยสาร Real Parenting




Create Date : 28 เมษายน 2555
Last Update : 28 เมษายน 2555 18:30:37 น.
Counter : 536 Pageviews.

0 comment
เรื่องติดของหนู…อย่ามองข้าม

เรื่องติดของหนู…อย่ามองข้าม

 

ติดจุกนม

โดย: ชาดา

ลูกสาวติดดูดนิ้ว จนนิ้วยาวไม่เท่ากัน ทำไงดี?
ลูกชายชอบใช้นิ้วไชสะดือ ใช้นิ้วไชจนสะดือเป็นแผลและปวดท้อง?
ลูกสาวติดการ์ตูน นั่งนิ่งหน้าทีวีทั้งวันเลยค่ะ?
ลูกชายวัยอนุบาล เล่นเกมทั้งเสาร์ อาทิตย์เลยค่ะ เป็นห่วงจัง กลัวลูกติดเกม?

หนึ่งในพฤติกรรมที่เป็นปัญหาสำหรับเด็กอย่างหนึ่งคือลักษณะพฤติกรรมการติด ซึ่งสำหรับเด็กวัย 0-6 ปีนั้นอาจจะมีรูปแบบการติดได้หลายลักษณะ ไม่ว่าจะเป็นการติดดูดนิ้ว ไชสะดือ ผ้าห่ม ตุ๊กตาเน่า ทีวี การ์ตูน ฯลฯ อย่างที่คุณพ่อคุณแม่หลายๆ คนกังวลนั่นแอง ซึ่งพฤติกรรมติดนี้อาจเป็นสาเหตุที่นำไปสู่การเกิดปัญหาในอีกหลายด้านด้วยกัน

จริงๆ แล้วลักษณะพฤติกรรมที่เด็กติดสิ่งของหรือติดทำอะไรบางอย่างนั้น เมื่อเกิดขึ้นในเด็กเล็กอาการมักจะค่อยๆ ดีเมื่อโตขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นช่วงเวลาที่ลูกกำลังติดเองก็เป็นการสะท้อนถึงรูปแบบการเลี้ยงดูของพ่อแม่ เพราะการที่เด็กติดทำพฤติกรรมบางอย่างนั้น แสดงได้ว่าเด็กกำลังเหงา หาที่พึ่งทางจิตใจ ไม่มีกิจกรรมอย่างอื่นให้ทำ ไม่มีของเล่นให้เล่น เด็กจึงไปทำพฤติกรรมบางอย่างแทน

อธิบายพฤติกรรมติด

พฤติกรรมติด ไม่ว่าจะเป็นการติดทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือติดสิ่งของ ล้วนเป็นการที่เด็กค้นพบสิ่งที่สร้างความสนุก เพลินเพลิน หรือสบายใจให้กับตัวเอง เมื่อพบว่าทำแล้วสบาย มีความสุขก็เลยทำเป็นประจำจนเคยชิน และกลายเป็นติดในที่สุด

ผ่อนคลาย ช่วยให้สบาย

หลายคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องปกติที่เด็กเล็กๆ จะชอบดูดนิ้ว อมกำปั้นน้อยๆ (ถ้าเป็นเด็กเล็กอายุไม่เกิน 6 เดือน อาจแสดงว่าลูกยังหม่ำนมไม่อิ่ม แต่ถ้าหลัง 6 เดือนไปแล้วก็เป็นไปได้เจ้าตัวเล็กเหงา) รวมถึงติดผ้าห่มเน่า หมอนเหม็น ฯลฯ ทั้งๆ ทีอาการติดนี้น่าจะลดลงและหมดไปก่อนที่จะเข้าโรงเรียน จะเนื่องจากลูกกำลังขาดความสุข หรืออาจจะกำลังเหงา ไม่ได้รับการเอาใจใส่พอ อยู่กับพี่เลี้ยงหรือญาติผู้ใหญ่ที่ดูทีวีเป็นประจำ เด็กจึงหันไปทำพฤติกรรมบางอย่างเพื่อคลี่คลายความเหงา ความกังวลที่เกิดขึ้น หรือที่เรียกว่าหาที่พึ่งทางใจนั้นเองค่ะ เมื่อทำแล้วผ่อนคลาย สบายใจ เด็กจึงติดที่จะทำพฤติกรรมนั้นอยู่เป็นประจำ

แต่หากถูกขัดใจ เช่น ดึงนิ้วมือที่ดูดออกทันที หรือตีมือลูกทันทีที่จับสะดือ นอกจากจะร้องไห้เป็นเผาเต่าแล้ว การขัดใจนี้เองที่จะส่งผลให้เด็กเครียด และอาจจะทำให้เกิดปัญหาพฤติกรรมด้านอื่นๆ ตามมาแทนที่ได้

ดึงดูด เร้าความสนใจ

ส่วนอาการติดทีวี เกม นั้นมาจากการที่เป็นสื่อที่ดึงดูดความสนใจของเด็กได้ดี เพราะมีทั้งภาพและเสียง จึงสามารถหยุดให้เด็กนั่งนิ่งไม่ซนอย่างได้ผล คุณแม่หลายๆ คนจึงเอาทีวีหรือเกมมาเป็นพี่เลี้ยงช่วยเลี้ยงลูกให้ พร้อมกับแอบดีใจว่าดีจัง ลูกไม่ซนเลย เมื่อดูบ่อยๆ เป็นประจำก็เลยติด ไม่เปิดไม่เล่นลูกก็หงุดหงิด งอแง ในสุดดก็ต้องยอมใจอ่อน ตัดรำคาญเปิดให้ …

ดังนั้นการให้เวลาใกล้ชิดกับลูกของคุณพ่อและคุณแม่ (และผู้เลี้ยงดู) จึงมีส่วนสำคัญอย่างมากกับพฤติกรรมติดที่เกิดขึ้นของลูก

ภาวะติดกับวงจรในสมอง

อาการติดนี้ยังเกี่ยวข้องกับวงจรในสมองด้วย นพ.อุดม เพชรสังหาร รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิชาการ รักลูกกรุ๊ป ได้เคยอธิบายให้ฟังถึงสิ่งที่เกิดขึ้นสมองนี้ให้ฟังว่า ส่วนที่เกี่ยวข้องกับอาการติดนั้นคือสมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) มีหน้าที่ควบคุมการยับยั้งชั่งใจและการตัดสินใจ สำหรับเด็กแล้วเมื่อสมองส่วนนี้ยังเติบโตไม่เต็มที่ จะทำให้เกิดอาการติดทั้งติดทำพฤติกรรม ติดเกมหรือติดทีวีได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ บวกกับเมื่อทำแล้วเกิดความสนุก และความสนุกนี้ได้เข้าไปกระตุ้นวงจรหนึ่งของมนุษย์ให้หลั่งสาร โอเร็กซิน (Orexin) ออกมา ซึ่งเจ้าสารนี้เองที่เข้าไปกระตุ้นวงจรแห่งความสุข สนุกสนาน (Reward Circuit) ให้เกิดขึ้นตามมา เมื่อเกิดขึ้นบ่อยเข้า แต่จู่ๆ เมื่อต้องหยุดการหลั่งสารนี้ลงจะทำให้เด็กรู้สึกไม่มีความสุข หงุดหงิดแสดงความก้าวร้าว ซึ่งอาการนี้เองที่เรียกว่าเป็นอาการติดหรือการเสพติดนั้นเอง

ช่วยลูกไม่ติดได้อย่างไร

เมื่อคุณพ่อคุณแม่สังเกตแล้วว่าลูกเริ่มติดที่จะทำพฤติกรรมบางอย่าง อย่าละเลยคิดเอาว่าลูกหายเอง เพราะอย่าลืมว่าที่ลูกติดทำอะไรนั้นแสดงถึงการเลี้ยงดูของพ่อแม่ที่ละเลยค่ะ ดังนั้นควรเร่งที่จะใส่ใจลูกโดยด่วนเลยค่ะ

+ อย่าขัดทันที เช่น หากลูกติดดูดนิ้วก็อย่าดึงนิ้วมือลูกออกทันที หรือตีมือลูก เพราะยิ่งจะทำให้เด็กไม่พอใจ กลายเป็นความคับข้องใจ อาจจะทำให้เด็กเครียด และยิ่งต่อต้านได้

+ ไม่ควรดุหรือลงโทษ เมื่อลูกทำพฤติกรรมนั้นเพราะจะทำให้เด็กเครียด และยิ่งสร้างความกดดัน ซึ่งอาจจะไปแอบทำ ซึ่งไม่ใช่การหยุดพฤติกรรมที่ได้ผล

+ แก้ไขด้วยวิธีสร้างสรรค์ เช่น หากิจกรรมต่างๆ ให้ลูกแทน ไม่ว่าจะเป็นการเล่มเกม อ่านหนังสือ เล่านิทาน พร้อมกับหมั่นกอด หมั่นเล่นกับลูกบ่อยๆ เพื่อไม่ให้ลูกเหงา เพราะเมื่อเด็กมีกิจกรรมทำกับพ่อแม่ที่มีความสุขมากกว่าก็จะทำให้ลืมพฤติกรรมนั้นไปได้

+ ป้องกันแทนห้าม ลดอาการติดด้วยการช่วยเบี่ยงเบนให้ลูกทำกิจกรรมอื่น ไม่เริ่มให้ลูกดูทีวี (ก่อน 2 ขวบ) หรือเล่มเกมคอมพิวเตอร์โดยไม่จำเป็น รวมถึงป้องกันปัญหาที่อาจะเกิดตามมา เช่น เรื่องของความสะอาด ความปลอดภัย เช่น เมื่อลูกติดนิ้วคุณแม่ควรหมั่นล้างนิ้วที่ลูกชอบดูด เพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าปาก ส่วนที่ลูกชอบใช้มือไชสะดือจนเป็นแผล ให้เบี่ยงเบนด้วยการหากิจกรรมอย่างอื่นทำ และหมั่นทำความสะอาดสะดือไม่ให้ลูกรู้สึกคัน เพราะจะยิ่งกระตุ้นให้เกามากขึ้นค่ะ

จริงๆ แล้ววิธีการดูแลเอาใจใส่ลูกก็แตกต่างกันไปตามแต่ละบ้านนะคะ เพราะด้วยไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน แต่สิ่งสำคัญที่พ่อแม่อย่าลืมและละเลยคือ รักและเอาใจใส่ลูกเป็นหลักค่ะ เพราะการเลี้ยงลูกเป็นการอุทิศตัวอย่างน้อยในช่วงแรกเกิด -6 ปีแรกของชีวิต พ่อแม่ควรให้เวลาลูกอย่างเต็มที่ เลี้ยงดูอย่างใกล้ชิดและเข้าใจ เพราะช่วงเวลาเด็กที่กำลังบ่มเพาะและสร้างความเป็นตัวเองนี้ ผ่านมาในชีวิตเพียงครั้งเดียว หากพ้นกำหนดช่วงเวลานี้ไป คุณพ่อคุณแม่ไม่มีสิทธิ์เรียกคืนเวลาที่ผ่านไปแล้วให้กลับมาได้อีกค่ะ

ขอขอบคุณเนื้อหาดีดีจากนิตยสาร Modern Mom

Credit : http://women.mthai.com/mom-child/102127.html




Create Date : 27 เมษายน 2555
Last Update : 27 เมษายน 2555 8:25:40 น.
Counter : 300 Pageviews.

0 comment

คุณแม่น้องมังกร
Location :
แพร่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



Lilypie Second Birthday tickers