All Blog
ตะลุยเดี่ยวเที่ยวมาเลย์ : เพื่อนร่วมห้องนานาชาติ
(((ห่างหายจากการอัพไปสามปีแสง จะต่อติดกันมั๊ยล่ะเนี่ย)))

กลับไปถึงห้องพัก เจอสาวเอเซียที่เข้ามาพักใหม่ ร้องทักทายและถามว่าฉันมาจากที่ไหน พอบอกไปเธอก็กล่าว “สวัสดีค่ะ” คำว่า “สวัสดี” ของไทยนี่ดังจริงๆ ตอนแรกฉันคิดว่าเธอก็เป็นคนไทยเหมือนกัน เพราะคนเอเชียนี่ดูคล้ายๆ กันไปหมดจนฉันแยกไม่ค่อยออก แต่สรุปว่าเธอมาจากไต้หวัน ชื่อซิลเวีย (Sylvia) หน้าตาน่ารักแถมอัธยาศัยดี กำลังนั่งคุยกับหนุ่มอิตาลีร่างยักษ์อยู่ คุยกันแบบไหลลื่น คงเพราะภาษาดีด้วยกันทั้งคู่ ส่วนฉันด้วยความรู้ภาษาอังกฤษแบบประถมปลายเลยทำให้คุยกับเค้ารู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง บางทีเลยไม่ค่อยอยากคุยเท่าไหร่ ต่อมาก็ได้ทยอยรู้จักเพื่อนร่วมห้องคนอื่นๆ เพิ่มขึ้นคือจิน (Jin) หนุ่มเกาหลีท่าทางเนิร์ดๆ แต่ดูจากลักษณะนิสัยแล้วยังเหมือนเป็นเด็กมากกว่าเป็นหนุ่ม แอ๊บบ้า (พิมพ์เป็นไทยอ่านแล้วตลกชะมัด) สาวเยอรมันผมฟู คนนี้ก็คุยเก่งเหมือนกัน ตอนแรกฉันนึกว่าชื่อเธอคือ Abba แต่จินชวนคุยจึงได้รู้ว่าชื่อเธอตัวสะกดคือ Ava แต่เนื่องจากออกเสียงแบบเยอรมันจึงออกเสียงว่าแอ๊บบ้า

Dorm ที่ฉันพักเป็นแบบ 12 เตียง เท่าที่ดูแล้วมีผู้หญิงแค่ 3 คน คือฉัน Sylvia และ Ava ดูเหมือนว่า Ava จะมากับแฟน ก็นอนอยู่ใน dorm เดียวกันนี่ล่ะ พอตอนเริ่มจะดึกหน่อยก็ได้เพื่อนใหม่อีกคนชื่อโจ (Joe) เด็กหนุ่มจากอังกฤษ โจบอกว่ามาจากเมืองเรดๆ อะไรเนี่ยแหละบอกว่าอยู่ติดกับลอนดอนแต่ฉันไม่รู้จักหรอก คิดจะถามซ้ำแต่คงเปล่าประโยชน์เพราะที่โจบอกมาฉันไม่คุ้นเลย จึงไม่ได้ถาม ฉันว่าคงเหมือนฝรั่งส่วนใหญ่ที่รู้จักกรุงเทพฯ แต่จะมีซักกี่คนที่รู้จักจังหวัดที่อยู่ใกล้เคียงกับกรุงเทพฯ หลายๆ ครั้งที่ฉันมักคุยกับฝรั่งไม่รู้เรื่องเพราะสำเนียงที่ฉันไม่คุ้นเคย ทั้งโจและแอ๊บบ้าใช้ภาษาอังกฤษก็จริง แต่สำเนียงคนยุโรปนี่มันทำให้ฉันได้แต่นั่งฟังเค้าคุยกันแล้วทำตาปริบๆ อันที่จริงก็ตั้งใจฟังอยู่นะแต่ไม่สามารถออกความเห็นอะไรได้ เพราะที่เค้าคุยกันมันเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา จับใจความไม่ได้เลยจริงๆ ยังดีที่เค้าไม่ถามอะไรมาให้ฉันออกความเห็นบ้าง ถ้าเป็นอย่างนั้นคงได้อับอายขายขี้หน้าเค้าอีกรอบ ฉันยังโชคดีที่เวลาคุยกันเราคุยกันแบบกลุ่มใหญ่ๆ จึงไม่มีใครจับได้ว่า ฉันกำลังคิดอะไรอยู่ เพราะตอนนั้นมัวแต่คิดว่า “แอ๊บบ้าพูดอะไรน่ะ ฟังไม่รู้เรื่องเลย”

โจเป็นหนุ่มอังกฤษที่หน้าเด็กมาก คุยกันไปมาจนถึงบางอ้อว่าโจไม่ใช่คนหน้าเด็กหรอก แต่โจเป็นเด็กจริงๆ เพราะเพิ่งจบ high school แล้วมาเที่ยว เที่ยวเสร็จแล้วค่อยกลับไปเรียนต่อ นี่แหละน้า ฝรั่งกับคนไทยแตกต่างกันมากก็ตรงนี้ ถ้าเป็นคนไทยเรียนจบ ม.6 สิ่งที่ต้องทำคือเรียนต่อมหาลัยทันที เพราะถ้าจะขอไปเที่ยวก่อนแล้วค่อยกลับมาเรียน เชื่อว่าพ่อแม่หรือผู้ปกครองคนไทย ไม่เห็นด้วยแน่ๆ ฉันเคยได้ยินว่าฝรั่งหลายๆ ประเทศ เวลาลูกเรียนจบ high school แล้วจะอนุญาตให้ลูกไปเที่ยวหรือลองไปทำงานก่อนสักปีสองปี เพื่อจะได้รู้ตัวเองว่าชอบอะไรหรืออยากเรียนอะไรกันแน่ อันนี้ฉันเห็นด้วยสุดๆ เพราะเด็กวัยรุ่นในเมืองไทยมักพบปัญหาว่าเวลาที่ต้องเรียนต่อ ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองชอบอะไรหรืออยากเรียนอะไรกันแน่ก็เลยลือกเรียนตามกระแสหรือเลือกเรียนตามที่พ่อแม่แนะนำอยากให้เรียน ผลสุดท้ายถ้าโชคดีหน่อยก็เรียนจบล่ะ จบแบบทนๆ เรียนไป แต่ที่แย่หน่อยก็คือเรียนอยู่ดีๆ แล้วหายไปเสียเฉยๆ เสียดายเวลาของเด็กและเสียดายเงินแทนผู้ปกครองจริงๆ (อ้าว นี่ฉันอัพบล็อกเรื่องไปเที่ยวอยู่ไม่ใช่หรือ)

ปล. กลับมาค้นคว้าดูอีกทีจึงรู้ว่าโจมาจากเมืองเลสเตอร์ (Leicester) นั่นเอง



Create Date : 02 กุมภาพันธ์ 2556
Last Update : 2 กุมภาพันธ์ 2556 23:18:21 น.
Counter : 690 Pageviews.

0 comment
ตะลุยเดี่ยวเที่ยวมาเลย์ : พบเพื่อนใหม่ที่ปีนังฮิลล์
โปรแกรมเที่ยวปีนังวันแรกของฉันคือไปปีนังฮิลล์เพราะที่นี่ถือเป็นไฮไลท์ ถ้าไม่มากลัวจะโดนหาว่าไม่ถึงปีนัง ทั้งๆ ที่ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณสี่โมงเย็นแล้ว (ตามเวลาที่มาเลเซีย ซึ่งจะเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชม.)

จริงๆ แล้วหากเป็นคนอื่นที่มาเที่ยวคนเดียวเค้าคงจะแพลนอะไรมาเป๊ะๆ กว่านี้ แต่ฉันเข็ดจากการไปเที่ยวสิงคโปร์กับฮ่องกง คือแพลนและหาข้อมูลซะเยอะจนรู้สึกว่าสมองบวม (ปวดหัว) พอไปจริงๆ มันก็ไม่ได้เป็นตามแพลนซักเท่าไหร่ คราวนี้จึงไม่แพลนอะไรมาก แค่จองตั๋วรถต่างๆ กับจองตั๋วเครื่องบินขากลับและที่พักให้เรียบร้อย ดูสถานที่ท่องเที่ยวไว้คร่าวๆ ว่าที่ไหนบ้างที่ไม่ควรพลาด หลังจากนั้นก็ลุยเอาไปเสี่ยงดวงเอาข้างหน้า

ฉันไปปีนังฮิลล์โดยนั่งรถเมล์ไป ไกลจากตัวเมืองประมาณ 30 นาที ตอนขาไปผ่านวัดเก็กลกซีด้วย วัดนี้ก็เป็น don’t miss ที่ปีนังเหมือนกัน กะว่าเดี๋ยวลงจากปีนังฮิลล์ก็จะมาเที่ยววัดนี้ (เพราะดูข้อมูลมา เค้าว่ากันว่าไปเที่ยววัดนี้แล้วแนะนำให้อยู่จนถึงค่ำๆ วิวสวยดี) ตอนอยู่บนรถใกล้ๆ ถึงปีนังฮิลล์เห็นมีฝรั่งหนุ่มสาวคู่นึง ฉันเดาว่าเค้าต้องลงที่เดียวกับฉันแน่ๆ และมีสาวเอเซียคนนึงดูจากใบหน้าแล้วเดาว่าเธอมาจากญี่ปุ่น พอถึงปีนังฮิลล์ คนขับก็หันมาบอกแล้วคนบนรถทั้งหมดที่เหลือรวมทั้งสาวที่ฉันคิดว่ามาจากญี่ปุ่นก็ลงที่นี่ด้วย คนอื่นเค้ามากันเป็นคู่ๆ หรืออย่างน้อยก็ไม่มีใครมาเดี่ยว ฉันก็เลยไม่อยากเดี่ยวบ้าง เดินตามสาวเอเซียที่เดินฉับๆ อยู่ข้างหน้า ร้องทักไปก่อนเลยว่า “มาจากญี่ปุ่นใช่ไหมคะ” เค้าหันมาท่าทางงงๆ เล็กน้อย “มาจากฮ่องกงค่ะ” แล้วถามกลับว่าฉันเป็นคนมาเลย์หรือเปล่า สงสัยหน้าฉันจะเหมือนคนท้องถิ่นอยู่เหมือนกัน เพราะคนมาเลย์ส่งภาษาจีนให้ตลอดเลย พอรู้ว่าฉันเป็นนักท่องเที่ยวมาจากเมืองไทยและมาคนเดียวเหมือนกัน เราก็เลยได้เที่ยวปีนังฮิลล์ด้วยกัน

ค่าตั๋วรถรางที่นี่หากเป็นชาวเมเลเซียเอง คนละแค่ 8 RM. แต่พอเป็นชาวต่างชาติเท่านั้นแหละ โดนไปคนละ 30 RM. หึหึ โดนเอาคืนซะแล้ว แต่ก็คุ้มค่าเพราะทางขึ้นชันและไกลโขเอาการทีเดียว หากไม่ขึ้นรถรางก็อย่าได้หวังว่าจะมีโอกาสขึ้นมาชมทัศนียภาพเมืองปีนังที่งดงามข้างบนนี้ แถมอากาศเย็นสบายมากๆ หากค่ำกว่านี้อีกสักหน่อยคงหนาวเลยทีเดียว เราสองคนเดินเที่ยวเดินคุยและถ่ายรูปกันไปเรื่อยๆ อ้อ ลืมบอกไปสาวฮ่องกงคนนี้ชื่อเชลซี ฉันชักไม่แน่ใจแล้วว่าเธอชื่อเชลซีจริงๆ หรือฉันจำผิดกันแน่ เห็นกล้องของเชลซีแล้วฉันอายกล้องตัวเองจัง กล้องคอมแพคเล็กๆ เก่าๆ แต่เอาน่า ยังไงก็ดีกว่าไม่มีแล้วกัน ฉันปลอบตัวเอง

เราเดินเที่ยวชมมุมโน้นมุมนี้บนปีนังฮิลล์แล้วคุยกันไปเรื่อยๆ จนได้เวลาที่ฉันคิดว่าต้องไปแล้วเพราะฉันกะว่าจะไปเที่ยววัดเก็กลกซีต่อ แต่เชลซีบอกว่าไปมาแล้ว และจะรอดูพระอาทิตย์ตกที่ปีนังฮิลล์ ฉันต้องเลยไปเที่ยววัดคนเดียว ก่อนลากันเชลซีบอกว่าไม่แน่นะตอนดินเนอร์เราอาจบังเอิญเจอกันก็ได้ ซึ่งฉันก็หวังให้เป็นอย่างนั้น



วิวที่มองลงมาจากปีนังฮิลล์


พอตอนขาลง ฉันไม่รู้ว่าเก็บตั๋วรถรางไว้ที่ไหน หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ เลยถามพนักงานว่าทำตั๋วหาย ขอลงโดยไม่มีตั๋วได้ไหม พนักงานคนแรกส่ายหน้า ฉันเริ่มใจเสียเพราะค่าตั๋วแพงเอาการอยู่ แต่พนักงานอีกคนเดินเข้ามาถามว่ามีอะไร เค้าก็ส่งภาษากันว่าฉันทำตั๋วหาย แล้วพนักงานคนที่มาทีหลังก็หันมาพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาตให้ลงได้โดยไม่ต้องใช้ตั๋ว สุดท้ายพอขึ้นมาบนรถรางฉันก็ยังคาใจจึงค้นหาตั๋วต่อไป สรุปว่าตั๋วมันก็นอนแอ้งแม้งอยู่ในกระเป๋าอันแสนรกรุงรังนั่นแหละ แต่ก่อนหน้านี้ดันหาไม่เจอ แหม! ถ้าพนักงานอีกคนไม่มา พนักงานคนแรกจะไม่ยอมให้ฉันลงจริงๆ เหรอ ใจร้ายเกินไปหน่อยล่ะ ถ้าใครมาปีนังฮิลล์ก็อย่าลืมเก็บตั๋วรถรางไว้ดีๆ ล่ะ ฉันว่าตอนขาลงคงจะมีหลายคนเจอเหตุการณ์อย่างฉันแน่ๆ ซื้อแล้วไม่รู้ไปเก็บไว้ไหน แถมท้ายอีกนิด ถ้าใครอยากได้ความตื่นเต้นหวาดเสียวเหมือนเล่นเครื่องเล่นในสวนสนุก ตอนขาลงให้ไปยืนหน้าสุดเพราะรถรางที่นี่วิ่งเร็วมาก ฉันเห็นสาวๆ หนุ่มๆ ที่ยืนอยู่ข้างหน้า ร้องกรี๊ดกร๊าดวี๊ดว้ายกันใหญ่ ฉันล่ะเสียดายนัก ที่ไม่ได้ไปยืนอยู่ตรงนั้น ให้อะดรีนาลีนมันหลั่งออกมาซะบ้าง



เก็บบรรยากาศในรถรางมาได้เท่านี้




Create Date : 20 สิงหาคม 2555
Last Update : 20 สิงหาคม 2555 20:18:29 น.
Counter : 2102 Pageviews.

2 comment
ตะลุยเดี่ยวเที่ยวมาเลย์ : เกือบได้อายแบบสหประชาชาติ
เวลาเดินทางไปต่างประเทศส่วนใหญ่ฉันจะเลือกที่พักราคาถูก แต่สะอาดและปลอดภัย สมราคา แบบที่ถูกมากๆ location ดี แต่มีคนมารีวิวว่าเจอหนูเจอแมลงสาบอันนั้นก็คงไม่ไหว กลัวจะต้องย้ายที่พักกันกลางคัน จริงๆ แล้วที่พักสะอาดและราคาถูกก็มีอยู่มากมายแต่หลายๆ คนอาจจะยังไม่รู้ หรือรู้แล้วอาจจะไม่ชอบ คือการเลือกพัก dorm ช่วยทำให้ประหยัดค่าที่พักได้เยอะทีเดียว ข้อดีของการพัก dorm หลักๆ คือประหยัดและอาจได้เพื่อนใหม่เป็นชาวต่างชาติ หากว่ามนุษย์สัมพันธ์คุณไม่แย่จนเกินไปนัก แต่ข้อเสียคือไม่มีความเป็นส่วนตัวเลย เช่น คุณอาจกำลังนอนหลับสบาย แต่เพื่อนร่วมห้องคุณไปท่องราตรีกลับมาดึกๆ ดื่นๆ เปิดไฟสว่างจ้าขึ้นมา อันนี้ก็ต้องทนเอา คิดซะว่าปะเดี๋ยวปะด๋าว นอนคลุมโปงกันไป

ที่ปีนังฉันจองที่พักเป็นแบบ mixed dorm 12 เตียงเอาไว้ ใจจริงก็อยากได้ที่พักเป็นแบบ female dorm มากกว่า เพราะยังไงแล้วเพื่อนร่วมห้องเป็นผู้หญิงทำอะไรๆ ก็คงสะดวกดี แต่ที่พักที่ฉันเลือกดันไม่มี female dorm ให้บริการ ฉันเช็คจากราคา, location, ความปลอดภัยและอ่านรีวิวหลายตลบแล้วตัดสินใจเลือกที่นี่ สำหรับความปลอดภัยในการพัก mixed dorm นั้น ฉันหาข้อมูลมาเยอะเหมือนกันว่าทั้ง female dorm และ mixed dorm ค่อนข้างปลอดภัยทีเดียว เพราะจากที่อ่านใน internet ยังไม่เคยมีใครเจอเหตุการณ์อะไรร้ายๆ เลย ไม่ว่าจะเป็นของหายหรือโดนล่วงเกินอะไร เพราะแต่ละคนที่เลือกพักแบบนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นนักท่องเที่ยวตัวจริงที่มีงบประมาณน้อยหรือบางคนอาจจะพอมีงบแต่ก็อยากประหยัดหรืออยากอยู่ยาวๆ จึงเลือกพัก dorm ไม่มีใครคิดถึงเรื่องการลักเล็กขโมยน้อยหรือเอาเปรียบอะไร

ฉันไม่แน่ใจว่าเป็นมาตรการป้องกันอะไรของทาง guesthouse หรือเปล่าที่ไม่รับคนมาเลเซียเข้าพัก จะรับเฉพาะชาวต่างชาติเท่านั้น อันนี้ฉันเดาเล่นๆ ว่าอาจจะเคยมีพวกมิจฉาชีพแฝงตัวเข้ามาพักแน่เลย ทาง guesthouse จึงต้องออกมาตรการนี้ ฉันเลือกพักที่ปีนังสองคืน และได้เตียงบน (ตามที่ใจต้องการ) เพราะจากที่หาข้อมูลใน internet ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางโดยรถไฟตู้นอนหรือพัก mixed dorm การได้นอนเตียงบนถือเป็นความปลอดภัยแบบสุดๆ เพราะหากมีฝรั่งหน้ามืดตามัวคิดมิดีมิร้ายปีนขึ้นมา ยังไงๆ ฉันก็ต้องรู้สึกตัวก่อนอยู่ดี แล้วจะยอมหรือไม่ยอมค่อยว่ากันอีกที 555

เตียงแบบสองชั้นที่นี่ดูแข็งแรงดีเพราะเป็นแบบไม้หนาๆ ตอนที่ฉันไปพัก dorm ที่สิงคโปร์ เตียงสองชั้นของที่นั่นเป็นเหล็ก ปีนขึ้นปีนลงก็รู้สึกว่าไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร่ รู้สึกไม่มั่นคง (ไม่รู้เป็นไงได้เตียงบนตลอด) คนเตียงล่างพลิกตัวที ก็รู้สึกได้มาถึงเตียงบน หากคนข้างล่างนอนดิ้น คนข้างบนก็ไม่ต้องนอนกันเลยเชียว จะว่าไปเตียงที่ปีนังนี่ดูนอนน่าสบายกว่าเป็นไหนๆ


เห็นเตียงแล้วน่านอน

หลังจากฉันเก็บข้าวของแล้ว ก็นอนเล่นนอนพักสักแป๊บ ถือเป็นการตั้งหลัก ยังไม่รู้ว่าจะไปไหนก่อน ฉันเดินเข้าเดินออกห้องพักเพราะมาเข้าห้องน้ำบ้าง มากดน้ำในครัวบ้าง คราวนี้เปิดกลับเข้ามาจ๊ะเอ๋กับหนุ่มฝรั่งตัวเบ้อเริ่ม หนุ่มฝรั่งทัก Hi แต่ฉันยังไม่ทันตั้งหลักนึกอะไรไม่ออก เลยยิ้มตอบอย่างเดียว เพิ่งมาคิดได้ว่าการยิ้มตอบอย่างเดียวแล้วไม่พูดอะไรเลย มันเหมือนกับว่าเราไม่อยากคุยกับเค้า เพราะหลังจากนั้นเราก็ไม่ได้คุยอะไรกันอีก แต่พอมาตอนหลังเนื่องจากมีช่วงเวลาที่เราได้อยู่ในห้องกันแค่สองคน แล้วนั่งอยู่ใกล้ๆ กัน (ไม่ต้องจินตนาการค่ะ ไม่ได้มีความโรแมนติกอะไรเลย) หากไม่ได้คุยอะไรกันซะบ้าง มันก็ออกจะอึดอัด ฉันเลยเป็นฝ่ายชวนคุยก่อน ตามธรรมเนียมของนักท่องเที่ยวที่เจอกันก็มักจะถามกันว่าแต่ละฝ่ายมาจากที่ไหน ฉันจึงได้รู้ว่าเค้ามาจากอิตาลี และเค้าก็ได้รู้ว่าฉันมาจากไทยแลนด์ดินแดนที่มีส้มตำปลาร้าอร่อยที่สุด

บทสนทนาระหว่างนักท่องเที่ยวที่เจอกันใน guesthouse ควรจะเป็นอะไรที่ชิลล์ๆ นะฉันว่า แต่ดันมีคำถามนึงที่คาใจมาก คำถามแรกยังไม่เท่าไหร่ “ไทยแลนด์นี่อากาศเป็นยังไง” แต่คำถามถัดมา “อยู่เหนือหรือใต้เส้นศูนย์สูตร” หา! อึ้ง คำถามนี้ฉันตอบไม่ได้ ได้แต่ตอบไปว่า “I’m not sure” ฝรั่งงง เฮ้ย เค้าคงคิดในใจ ยัยนี่โกหกหรือเปล่าว่ามาจากไทยแลนด์ บ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองแท้ๆ ทำไมไม่รู้ สงสัยฉันต้องกลับไปเรียนภูมิศาสตร์ใหม่ซะแล้ว (อาจารย์ขา ยกโทษให้หนูด้วย) อายฝรั่งจัง ดีนะตอนนั้นอยู่ในห้องกันแค่สองคน เพราะไม่งั้นคงได้อายแบบสหประชาชาติแน่ๆ ลองคิดดูสิหากอยู่กันเยอะๆ หลายคนหลายชาติ แต่ละคนก็ย่อมเป็นตัวแทนของแต่ละประเทศ พอคุยกันแล้วมีแต่คนสนใจไทยแลนด์ทุกคนคงรอฟังคำตอบ แต่ฉันดันตอบไม่ได้ นึกภาพแล้ว เฮ้อ ดีนะบุญยังพอมีอยู่บ้าง (สำหรับใครที่ไม่รู้เหมือนฉันหรือรู้แล้วคืนอาจารย์ไปหมดแล้ว ฉันจะบอกให้ว่าไทยแลนด์อยู่เหนือเส้นศูนย์สูตรนะคร้า จำไว้จะได้ไม่อายใคร)

ไม่เคยคิดมาก่อนว่าฝรั่งนักท่องเที่ยวที่เจอกันตามสถานที่ท่องเที่ยวจะถามคำถามนี้ อึ้ง (อีกรอบ)


สภาพโดยรวมของห้องพัก





Create Date : 28 มิถุนายน 2555
Last Update : 28 มิถุนายน 2555 0:19:13 น.
Counter : 1116 Pageviews.

2 comment
ตะลุยเดี่ยวเที่ยวมาเลย์ : ก่อนถึงบัตเตอร์เวอร์ธ
รถไฟออกจากด่านซักพักแล้ว ฉันรู้สึกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจ “ความฝันฉันเป็นจริงแล้ว” แต่มันมาอีกล่ะ ความง่วงที่มันไม่เข้าใครออกใคร (โดยเฉพาะฉัน) ก็ทำให้ฉันนั่งหลับๆ ตื่นๆ ไปตลอด ทั้งๆ ที่ตั้งใจว่าจะดูวิวต่างประเทศซักหน่อย ถึงแม้จะเป็นแค่ประเทศเพื่อนบ้านก็เถอะ ความง่วงนี่มันห้ามยากจริงๆ แต่บางช่วงที่ไม่หลับก็ได้รู้สึกประทับใจกับการที่รถไฟวิ่งไปเรื่อยๆ แล้วมีใบไม้จากต้นไม้นานาพรรณ มันระมาที่กระจก ให้อารมณ์เหมือนรถไฟกำลังวิ่งทะลุผ่านเข้าไปในป่า เป็นความรู้สึกที่บรรยายได้ยากจริงๆ

กำลังเพลิดเพลินและเคลิบเคลิ้มกับบรรยากาศ พี่ผู้หญิงชื่อพี่บี คนที่ฉันไปถามเค้าเรื่องที่แลกเงิน ก็เดินมาชวนคุยถามว่าฉันไปเที่ยวคนเดียวเหรอ คุยกันไปมาได้ความว่าพี่บีเป็นสาวเชียงใหม่แต่ได้สามีเป็นคนมาเลย์จึงต้องย้ายสำมะโนครัวมาอยู่ที่มาเลย์ บ้านสามีพี่บีอยู่ที่บูกิต เมอตายัม (ถึงก่อนบัตเตอร์เวิอร์ธ) บทสนทนาระหว่างฉันกับพี่บีในตอนแรกไม่มีอะไร เหมือนจะคุยกันเรื่อยเปื่อยแต่ไปๆ มาๆ พี่บีจะคอยย้ำตลอดว่าประเทศไทยดีกว่ามากๆๆๆๆๆๆ ย้ำหลายครั้งมากๆๆๆๆๆ จนฉันนับไม่ถ้วนเลย แล้วก็สงสัยว่าเค้าเจออะไรเหรอ ถึงได้มองประเทศมาเลเซียในแง่ร้ายซะขนาดนั้น เค้าจะบิ๊วฉันเกินไปมั๊ยเนี่ย เพิ่งมาต่างประเทศคนเดียวเป็นครั้งแรกด้วย

พี่บีบอกว่าเวลาอยู่บ้านเมืองตัวเองก็ไม่ได้รู้สึกอะไร ก็คิดแต่ว่าบ้านเราไม่ดี แต่พอได้ไปอยู่บ้านอื่นเมืองอื่น จึงได้รู้แจ้งว่าเมืองไทยดีกว่ามากๆๆๆๆๆๆๆ แล้วพี่เค้าก็เล่าเรื่องฉกชิงวิ่งราวต่างๆ นานาที่เกิดขึ้นที่มาเลย์ เอ่อ ฉันชักกลัวขึ้นมานิดๆ แล้วแฮะ สุดท้ายพี่บีให้เบอร์ติดต่อไว้ด้วย เค้าบอกเผื่อมีอะไรให้เค้าช่วยก็โทรหาได้ ฉันก็จดเบอร์ไว้ แต่คิดในใจว่าคงไม่โทรหรอก เพราะหากฉันโทรหาเค้าจริง แสดงว่าตอนนั้นคงต้องมีเรื่องเดือดร้อนมากแน่ๆ ฉันรู้สึกขอบคุณและซึ้งใจพี่เค้ามาก แต่มาถึงตอนนี้ก็คิดอีกแง่ว่า หรือเป็นเพราะหน้าตาท่าทางฉัน ทำให้พี่เค้าคิดไปว่ามันไม่น่ากล้ามาเที่ยวคนเดียว หน้าตามันไม่น่าเอาตัวรอดได้ อะไรแบบนี้หรือเปล่านะ แล้วสิ่งที่รู้สึกผิดมาจนถึงตอนนี้คือ กลับเมืองไทยโดยสวัสดิภาพแล้วแต่ไม่ได้โทรไปบอกพี่เค้าเลย เพราะดันทำเบอร์พี่เค้าหายซะนี่





Create Date : 21 มิถุนายน 2555
Last Update : 21 มิถุนายน 2555 0:21:07 น.
Counter : 1229 Pageviews.

2 comment
ตะลุยเดี่ยวเที่ยวมาเลย์ : น้ำใจในกล่องชาองุ่น
ใกล้ถึงด่านปาดังเบซาร์แล้ว เหลือบมองสาวยูกันดานอนเหยียดยาว หลับสบายเชียว เธอช่างมองโลกในแง่ดีเสียเหลือเกิน จนถึงขนาดไม่ได้ดูข้อมูลเรื่องเวลารถไฟอะไรมาเลย ฉันว่าฉันป้ำๆ เป๋อๆ ซุ่มซ่ามแล้วนะ มาเจอสาวคนนี้ท่าจะหนักกว่าแฮะ แต่เธอก็ยังกล้าที่จะเดินทางคนเดียวได้ ผู้หญิงคิดบวกตัวจริง (หรืออาจไม่คิดอะไรเลย)

รถไฟถึงด่านแล้วพอจอดสนิท ฉันรีบเอาเอกสารลงไปจัดการ ลงไปเกือบคนแรกๆ เลยมั้ง แต่ก็ต้องเดินย้อนกลับมาอยู่ดี เพราะไม่ได้เอาสัมภาระลงไปด้วย (ถึงด่านต้องแบกสัมภาระลงไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจ) เจ้าหน้าที่บนรถไฟน่าจะบอกกันซักนิดก็ไม่มีจะได้ไม่เสียเวลาเดินขึ้นๆ ลงๆ พอฉันเดินกลับขึ้นมาก็เลยบอกนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ที่กำลังจะเดินตัวเปล่าลงไปให้รู้ด้วย จะได้ไม่ต้องเก้อกันไปเสียหมด พอดำเนินการเรื่องพาสปอร์ตและผ่านขั้นตอนการตรวจเช็คสัมภาระเรียบร้อยแล้ว ฉันเดินกลับมาที่รถไฟแบบงงๆ งงว่าต้องขึ้นขบวนเดิมหรือต้องขึ้นขบวนอื่น เพราะสัมภาระก็เอาลงมาหมดแล้ว แต่ก็ตัดสินใจขึ้นขบวนที่จอดอยู่ตรงหน้านี้แหละ เออ ก็ไม่ผิดนี่นา นั่งๆ รออยู่สักพัก เห็นพี่ผู้หญิงคนไทยนั่งใกล้ๆ กัน เลยเดินไปถามว่าจะแลกเงินได้ที่ไหน พี่เค้าแนะนำว่าให้เดินไปตรงป้ายเหลืองๆ ฉันก็เลยลงกลับไปใหม่ แลกเงินเสร็จแล้วก็เดินเลยไปหาซื้อน้ำกิน

ฉันเข้าใจว่าบนรถไฟต้องมีของขายมากมายเหมือนรถไฟเมืองไทยที่เคยใช้บริการอยู่เป็นประจำ ตอนอยู่ที่สถานีหาดใหญ่จึงซื้อมาแต่ข้าวเหนียวไก่ทอด ส่วนน้ำหรือขนมอื่นๆ คิดว่าค่อยมาซื้อเอาทีหลัง แต่ผิดคาดอย่างแรงนั่งรถไฟมาตั้งนานยังไม่เจอพ่อค้าแม่ค้ารายอื่นอีกเลย จึงจำเป็นต้องซื้อเสบียงเพิ่มซักเล็กน้อย พอเดินขึ้นไปชั้นสองที่อาแปะร้านแลกเงินบอกว่ามีของขาย กลับพบแต่ความว่างเปล่า ร้านค้าไม่เปิดเลยซักร้าน ไม่แน่ใจว่าเพราะยังเช้าอยู่หรือเพราะเหตุอันใด แต่ก็งงอีกว่ารถไฟจากกรุงเทพฯ ไปบัตเตอร์เวิอร์ธก็วิ่งเวลานี้ทุกวัน ทำไมไม่ยักกะมีใครซักคนมาขายของนะ ยิ่งถ้ามีเจ้าเดียวยังไงก็ต้องขายได้แน่ๆ เอาล่ะสิ น้ำซักหยดก็ไม่มีให้กิน เอาไงดีเนี่ย ฉันเดินกลับมาที่รถไฟด้วยใจห่อเหี่ยว เสบียง ณ ตอนนั้นเหลือแต่ซากข้าวเหนียวไก่ทอด (ยังพอมีโชคอยู่บ้างที่ตัดสินใจซื้อมา) แต่กว่าจะถึงปลายทางอีกตั้งหลายชั่วโมง ขาดน้ำนานขนาดนี้ คอแห้งตายกันพอดี (เวอร์ไปมั๊ย)

ขณะที่กำลังเดินใกล้จะถึงขบวนรถไฟแล้ว มีเสียงเครื่องยนต์กลไกที่ทำให้ฉันเข้าใจว่ารถไฟกำลังจะออก ใจหายวาบ ชิบเป๋งแล้ว วิ่งหน้าตั้งเลย เฮ้ย ตกรถไฟไม่ได้นะ ทำไงดี ซวยแน่ตรู แต่สุดท้ายมันเป็นแค่เสียงหลอก รถไฟยังไม่ออกซักหน่อย (ระหว่างวิ่งถ้าคนบนรถไฟมองลงมาเห็นคงขำกันน่าดู ยัยผู้หญิงคนนี้จะรีบวิ่งขึ้นมาทำไม แฮ่กๆ) พอขึ้นมาบนรถไฟได้จึงถามเจ้าหน้าที่ว่ารถไฟจะออกกี่โมง พี่เค้าบอกเก้าโมง โอเคค่อยโล่งใจหน่อย ฉันขึ้นมานั่งรอบนรถไฟอีกสักพัก กะว่าตอนนี้น่าจะมีใครซักคนมาเปิดร้านแล้ว จึงเดินลงไปใหม่เพราะร่างกายเรียกร้องหาน้ำอยู่ตลอด แต่ก็ต้องแห้วกลับมาตามเคย เจอพี่คนไทยคนนึงที่เดินมาด้วยกัน ฉันเลยบอกไปซื่อๆ ว่า แย่เลย น้ำซักขวดก็ไม่มีให้กิน พี่เค้าเลยบอกว่าเอาที่พี่ก็ได้ นึกว่าเค้าพูดไปงั้นๆ แต่พอรถไฟออกไปไม่กี่อึดใจ พี่เค้าก็เดินเอาชาองุ่นมาให้ ซาบซึ้งน้ำใจพี่เค้าจริงๆ น่ารักที่สุด “รอดตายแล้วเรา”


ชาองุ่น น้ำดื่ม + น้ำใจที่มาในกล่องเดียวกัน



Create Date : 08 มิถุนายน 2555
Last Update : 9 มิถุนายน 2555 13:49:20 น.
Counter : 914 Pageviews.

0 comment
1  2  3  

What would life be
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



สนใจหนังสือเล่มใด สั่งจองได้ที่อีเมล keekybooks[at]gmail.com หรือโทร 083-9038618 ค่ะ

ที่นี่จะมีหนังสือแค่บางส่วนเท่านั้น ยังมีหนังสืออีกมากมายให้คุณเลือกที่ http://www.mu-alan.com
New Comments