Group Blog
 
All blogs
 

A Separation (2011): แยกทางรัก


อิหร่าน



A Separation (2011) :
ถ้าจะถามคอหนังส่วนใหญ่ว่าหนังชาติใดแถบใดที่ไม่ค่อยจะมีโอกาสได้ดูเลย ส่วนใหญ่ก็คงจะตอบว่าหนังจากแถบตะวันออกกลาง ซึ่งในที่นี้ไม่ได้หมายถึงหนังฝรั่งที่ไปถ่ายทำที่นั่นนะ แต่หมายถึงหนังสัญชาตินั้นๆ จริงๆ เลยล่ะ ด้วยจะเป็นเพราะอุตสาหกรรมหนังของแถบนั้นไม่ค่อยรุ่งเรือง หรือเพราะการปกครองอันเข้มงวดและหลักข้อเชื่อทางศาสนาอันเคร่งครัดก็ตามที จึงไม่แปลกที่หนังแถวนั้นถึงได้ไม่ค่อยมีหลุดออกมาให้เห็นมากนัก


หนังอิหร่านเรื่องนี้เขามีดีจริง
แต่แล้วหนังดราม่าจากอิหร่านเรื่องนี้ก็โผล่ขึ้นมาจับความสนใจจากคอหนังทั้งโลกได้ เมื่อหนังได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นพ้น เดินสายกวาดรางวัลหนังจากเวทีต่างๆ ซึ่งนั่นก็รวมทั้งรางวัลหมีทองคำและรางวัลลูกโลกทองคำสาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมที่ส่งผลให้หนังกลายเป็นตัวเต็งออสก้าร์ในสาขานี้โดยทันทีชนิดกางมุ้งรอซิวรางวัลมาแต่ไกลทีเดียวล่ะ


เรื่องราวบ้านๆ ของชาวบ้านอิหร่านเขาล่ะ
ผลงานของ ผกก.Asghar Farhadi เรื่องนี้นั้นมากับเรื่องราวที่แสนจะบ้านๆ มากๆ แต่กลับสามารถตรึงคนดูให้จดจ่ออยู่กับหนังได้ตลอดสอง ชม. ด้วยลีลาการเล่าเรื่องอันเหนือชั้น บทที่แจ่มหลาย การตัดต่อลำดับภาพที่ฉับไวไม่มีเอื่อยเฉื่อย และบรรดานักแสดงที่ล้วนทำหน้าที่ของตนได้อย่างโดดเด่นดึ๋งดั๋ง ซึ่งล้วนส่งให้หนังดูดีเกินห้ามใจทั้งสิ้น


คนอิหร่านมีผมแดงแป๊ดกับเขาด้วย (หรือจะโกรก)
จริงอยู่ที่สภาพวัฒนธรรม ความเชื่อทางศาสนา สังคมการเป็นอยู่ รูปแบบการใช้ชีวิต อาจจะทำให้หลายคนรู้สึกมึนๆ กับหนังอยู่บ้าง แต่หนังก็ยังมีอีกหลายอย่างที่คนชาติอื่นๆ สามารถจูนติดได้อยู่ ทั้งเรื่องราวความเหลื่อมล้ำของสังคม การแตกสลายของครอบครัว และประเด็นชวนคิดอีกมากมาย แถมยังทำให้รู้ถึงความเป็นอยู่ของคนอิหร่านและสังคมของพวกเขามากขึ้นอีกด้วย

นักแสดงล้วนเล่นดีไม่เว้นแม้แต่เด็กน้อย
แม้ว่าเราจะตั้งแง่กับตัวหนังไว้แต่แรกว่าจะแน่สักแค่ไหนกันเชียวมาก็ตาม พอได้ดูหนังแล้วก็ต้องยอมศิโรราบให้กับความดีงามของหนังในที่สุด นี่รู้มาว่า ผกก.Farhadi ต้องหาทุนสร้างเองโดยไม่ได้รับการช่วยเหลือเหลียวแลจากรัฐบาลเลยสักแดง เลยทำให้นึกถึงผู้สร้างหลายคนในบ้านเรา ที่ต้องกระเสือกกระสนหาทุนมาทำหนังเองจากที่อื่น แล้วพอหนังประสบความสำเร็จขึ้นมา รัฐถึงค่อยหันมาชื่นชมบ้าง ซึ่งจะชื่นชมจริงหรือแกล้งชื่นชมนั่นมันก็อีกเรื่องหนึ่งเน้อ เหอๆ
  • + หนังเขาดีจริงอะไรจริง เหมาะแล้วกับรางวัลที่โกยมาเป็นคันรถ (และที่จะได้อีกด้วย)
  • - มากับเรื่องราวบ้านๆ มีแต่คนเถียงกัน และรูปแบบวัฒนธรรมความเชื่ออันแตกต่างก็ชวนให้สับสนอยู่นิดๆ




*รีวิวหนังจากตะวันออกกลางเรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจภายในบล็อก*





 

Create Date : 30 มกราคม 2555    
Last Update : 30 มกราคม 2555 6:58:09 น.
Counter : 1619 Pageviews.  

The Time That Remains (2009): ปาเลสไตน์ขำขื่น


ปาเลสไตน์



The Time That Remains (2009) :
หลังจากติดอกติดใจ Elia Suleiman ผกก.ชาวปาเลสไตน์มาจากผลงานหนังสั้นใน To Each His Own Cinema (2007) มาแล้ว ก็ถึงคราวที่ต้องตามเก็บผลงานของเขามาดูให้หายอยากซะหน่อย โดยขอเริ่มต้นจากผลงานล่าสุดของเขา ซึ่งก็ดีเด่นถึงขนาดเป็นหนึ่งในหนังที่ได้เข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลหนังเมืองคานส์เสียด้วยสิ แต่ดันแห้วรับประทาน เพราะ The White Ribbon ของทั่น Michael Haneke นั้นสอยรางวัลไปครองได้ในที่สุด


ขอ ผกก.เล่นเป็นพระเอกเองบ้างนะจ้ะ
หนังเป็นแนวกึ่งอัตชีวประวัติของตัว ผกก.เอง โดยเสนอเรื่องราวของครอบครัวเขาตั้งแต่รุ่นพ่อในสมัยสิ้นสงครามโลกครั้งที่สองซึ่งกองกำลังอิสราเอลได้บุกยึดแผ่นดินปาเลสไตน์เพื่อสร้างชาติขึ้นมาอีกครั้งในปี ค.ศ.1948 จนไปๆ มาๆ พวกพระเอกเราต้องกลับกลายมาเป็นคนนอกที่ต้องอาศัยในประเทศซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นแผ่นดินเกิดของตนไปซะงั้น และถึงรุ่นลูกอย่างเขาที่ต้องระเห็จไปใช้ชีวิตที่อเมริกาตั้งแต่วัยรุ่น กระทั่งแก่หัวหงอกถึงได้กลับมาเยี่ยมครอบครัวของตนอีกครั้ง


ดูรูปแล้วเหมือนหนังจะซีเรียสแต่ที่จริงออกจะฮาซะ
ฟังพล็อตเรื่องแล้วเหมือนนี่จะเป็นหนังดราม่าชีวิตแสนเศร้าเคล้าประวัติศาสตร์สุดรันทดของชาวปาเลสไตน์ยิ่งนัก แต่ตัว ผกก.Suleiman กลับเลือกที่จะใส่อารมณ์ขันแบบตลกร้ายหน้าตายเข้าไปในหนัง จนได้อารมณ์ขำขื่นเปี่ยมเสน่ห์ (แต่ไม่ถึงกับตลกสามช่าคาเฟ่หรอกนะ) หนังยังคงมาด้วยจังหวะนิ่งๆ เนิบๆ เรื่อยๆ แต่บทจะขำ บทจะซึ้ง ก็ยังทำได้แจ่ม และโดดเด่นในการเสียดสีถึงความเป็นปาเลสไตน์-อิสราเอลได้อย่างถึงกึ๋น รวมทั้งมาพร้อมความรู้ทางประวัติศาสตร์ครบครันอีกด้วยแน่ะ


โดนครูดุในวันนี้คือ ผกก.ชื่อดังในวันหน้า
ส่วนตัว ผกก.เราก็ยังทำหน้าที่ได้ดีในด้านการแสดง ที่มาในมาดนิ่งๆ ไม่พูดไม่จา ไม่หือไม่อือ ตามสไตล์ตลกหน้าตาย ซึ่งแกก็ดูตลกจริงๆ เรียกได้ว่าแค่อยู่เฉยๆ ก็ทำเอาฮาได้แล้วล่ะ (นี่แหล่ะคุณสมบัติอีกข้อหนึ่งของแกที่ทำเอาเราปลื้มจนต้องขอสมัครเป็นแฟนหนัง) แต่ว่าก็ว่าเหอะเรื่องนี้มันก็ขึ้นอยู่กับรสนิยมของแต่ละคนด้วย เพราะบางคนดูแล้วอาจจะไม่เห็นว่าเรื่องนี้มันจะฮาที่ตรงไหนเลยก็ได้

นักแสดงคนซ้ายน่าจับไปโกอินเตอร์ยิ่งนัก
สำหรับกรณีพิพาทคาราคาซังระหว่าง ปาเลสไตน์ กับ อิสราเอล นั้นก็สามารถมองได้ทั้งสองด้าน ด้านหนึ่งที่เห็นใจฝั่งปาเลสไตน์ก็อาจจะคิดว่า พวกเขาช่างน่าสงสารที่อยู่ดีๆ ก็ถูกอิสราเอล (โดยการหนุนหลังของอเมริกา) ข่มเหงขับไล่และแย่งชิงแผ่นดินเกิดตนไปดื้อๆ จนถึงทุกวันนี้พวกเขาก็ยังไม่มีประเทศเป็นของตนด้วยซ้ำไป


หนูน้อยชาวยิวกำลังร้องเพลงประสานเสีย เอ๊ย เสียง
ส่วนอีกด้านที่เห็นใจฝั่งอิสราเอลก็อาจจะคิดว่า ถ้าดูจากประวัติศาสตร์ที่ย้อนไปถึงยุคโบราณนั้น พระเจ้าได้ทรงสัญญากับชาวอิสราเอลว่าจะมอบดินแดนแถบนี้ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของชนชาติเขา แต่เพราะพวกเขาได้เอาใจออกห่างจากพระองค์จึงถูกลงโทษด้วยการทำให้ต้องกระจัดกระจายกันไปจนสิ้นชาติอิสราเอลมากว่าพันๆ ปี ดังนั้นจึงไม่ใช่สิ่งผิดที่พวกเขาจะกลับมาทวงแผ่นดินที่พระเจ้าประทานแห่งนี้กลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งพวกเราคนนอกก็คงได้แต่คอยติดตามกันต่อไปล่ะว่าสุดท้ายแล้วเรื่องราวของทั้งสองชนชาตินี้จะจบลงยังไงเน้อ
  • + เป็นหนังปาเลสไตน์ที่นำเสนอกรณี ปาเลสไตน์-อิสราเอล ในแง่มุมอารมณ์ขันได้อย่างมีเสน่ห์ น่าชื่นชมจริงๆ
  • - หนังนิ่งๆ เรื่อยๆ เอื่อยๆ ซะจนบางคนอาจพาลเบื่อเอาได้ง่ายๆ






*รีวิวหนังของ ผกก.Elia Suleiman และเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องภายในบล็อก*





 

Create Date : 21 กรกฎาคม 2554    
Last Update : 30 มกราคม 2555 4:14:09 น.
Counter : 704 Pageviews.  

Lebanon (2009): เมื่อรถถังบุกเมืองกรุง


อิสราเอล


Lebanon (2009) :
เมื่อปี 2008 อิสราเอลก็มีอนิเมชั่นสุดแจ่มที่เกี่ยวกับสงครามเลบานอนเมื่อปี 1982 อย่าง Waltz with Bashir ออกมาให้คอหนังได้ซูฮกกันไปครั้งหนึ่งแล้ว ปีถัดมาก็มีหนังเรื่องนี้ตามออกมา ซึ่งตัวหนังก็ไม่ธรรมดาเลยทีเดียวเพราะสามารถคว้ารางวัลจากเทศกาลหนังเวนิสครั้งล่าสุดมาครองได้ถึงสามรางวัล(รวมถึงรางวัลสิงโตทองคำด้วย) ที่น่าสนใจคือหนังเสนอมุมมองผ่านสายตาของเหล่าทหารที่ประจำอยู่ในรถถัง(โอ้ว น่าสนใจ)


ไปโผล่ที่ทุ่งทานตะวันที่ลพบุรีได้ไงเนี่ย
หนังเล่าเรื่องราวของทหารสี่นายที่ประจำการอยู่ในรถถังของกองทัพอิสราเอล อันประกอบด้วย พลขับขี้แย พลบรรจุกระสุนสุดพยศ พลยิงหน้าใหม่ใจสั่น และผู้บังคับการสุดเหวอ ตั้งแต่วันแรกของสงครามเลบานอนในปี 1982 เมื่อกองทัพอิสราเอลได้ยาตราทัพรุกเข้าไปในเลบานอนใต้ โดยทั้งเรื่องเราจะได้เห็นสภาพความเป็นไปของสี่หนุ่มในรถถังโดยตลอด แทรกกับการมี ตัวละครโผล่เข้ามาในรถถังอีกสองสามคน


เมื่ออยู่ในรถถังเราต้องทำหน้ามันๆ(ไม่ต้องใช้สมูธ อี)
นับเป็นหนังที่มีไอเดียเด็ดพอสมควร เพราะไม่ค่อยจะมีหนังสงครามเรื่องไหนเสนอมุมมองผ่านทหารในรถถังสักเท่าไหร่(ที่มีก็นับเรื่องได้เลย) และหนังของ ผกก.Samuel Maoz เรื่องนี้ก็มุ่งเสนอความเลวร้ายของสงครามได้เป็นอย่างดี เรียกได้ว่านี่เป็นหนังต่อต้านสงครามก็ได้ หนังจึงไม่ได้มีฉากรบกันสนั่นจอแบบหนังสงครามมะกันให้ได้เห็น แต่กลับมุ่งเน้นให้เห็นสภาพความกดดันของเหล่าทหารอ่อนหัดในสถานที่แคบๆ อย่างรถถัง (ซึ่งสภาพในนั้นก็ช่างเละเทะสิ้นดีซะ) และสภาพความเป็นไปอันเลวร้ายภายนอกผ่านกล้องส่องของรถถัง


ผู้หญิงกับสงครามนั้นเป็นสิ่งต้องห้าม
แต่ด้วยความที่ดูเหมือนหนังจะทุนไม่ค่อยสูง อะไรๆ ก็เลยดูไม่ขึงขังสมจริงนัก(ถ้าเทียบกับมาตรฐานฮอลลีวู้ดน่ะนะ) และที่ขัดใจที่สุดก็คงจะเป็นกล้องส่องของรถถัง ที่ส่อง ซูม เก็บทุกสถานการณ์ได้อย่างเทพ จนดูไม่น่าเชื่อนักว่ากล้องที่ไหนมันจะมีประสิทธิภาพเยี่ยงนี้ (ใครเคยขี่รถถังวานบอกทีว่าทำได้แบบนี้จริงหรือ) แต่ถ้าไม่นับจุดคาใจเล็กๆ น้อยเหล่านี้ก็จะพบว่า นี่เป็นหนังต่อต้านสงครามที่ดี มีแนวคิดน่าสนใจ ซึ่งคอหนังสงครามไม่ควรพลาดครับผม


ทหารก็ร้องไห้เป็นนะจะบอกให้
  • น่าดูเพราะ: เป็นหนังสงครามจากอิสราเอลที่ทำได้อย่างมีคุณภาพ ไอเดียแจ่ม คนที่ชอบ Waltz with Bashir ก็น่าจะชอบเรื่องนี้ได้ไม่ยาก
  • ไม่น่าดูเพราะ: เพราะเป็นหนังต่อต้านสงคราม เล่าเรื่องผ่านมุมมองทหารในรถถัง จังไม่มีฉากรบพุ่งเด็ดๆ ให้เห็น เรียกว่าดูเอามันส์ไม่ได้ว่างั้นเหอะ



*ช่วงอันเนื่องมาจากหนัง*

รถถังเต็มถนนแบบนี้ไม่ได้มีแต่ในเมืองไทยเท่าน้ั้น
สำหรับสงครามเลบานอนที่เห็นในหนังนั้น เป็นสงครามที่เกิดขึ้นระหว่าง อิสราเอล (ที่ถูกถือหางโดยอเมริกา) และ ประเทศเลบานอน ประเทศซีเรีย (ที่ถูกถือหางโดยองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์หรือ PLO) โดยที่มาของสงครามเกิดขึ้นจากการที่นักการทูตของอิสราเอลโดนลอบสังหารทั้งในลอนดอนและปารีส
ทางอิสราเอลจึงตอบโต้โดยการส่งกองทัพเข้ารุกรานเลบานอนใต้ในระหว่างวันที่ 6 มิ.ย.- 27 ก.ค.1982 ยังผลให้ฝ่ายเลบานอนสูญเสียอย่างย่อยยับ โดยมีทหารเสียชีวิตไปกว่า เก้าพันคน ที่น่าชีช้ำกว่านั้นก็คือ มีชาวบ้านตาดำๆ ทั้งลูกเล็กเด็กแดง สตรี คนชรา โดนหางเลขไปด้วย จนตายไปอีกเกือบสองหมื่นคน นี่แหล่ะหนอสงคราม ไม่ว่าจะครั้งไหนๆ ที่สุดแล้วเหล่าประชาชนตาดำๆ ก็ต้องกลายเป็นผู้รับเคราะห์อยู่ร่ำไป...


*คัดข้อมูลบางส่วนมาจาก wikipedia เน้อ*




 

Create Date : 06 เมษายน 2553    
Last Update : 30 มกราคม 2555 4:15:06 น.
Counter : 1985 Pageviews.  

The Song of Sparrows (2008): ว่าด้วยเรื่องของนกกระจอกเทศกับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง(?)



อิหร่าน

The Song of Sparrows (2008) :
ผลงานล่าสุดของ ผกก.ชาวอิหร่าน Majid Majidi เจ้าของหนังที่คอหนังหลายคนเป็นปลื้มมากมายอย่าง Children of Heaven (1997) ซึ่งในหนังเรื่องนี้ก็ยังคงเอกลักษณ์ของเขาไว้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น การมุ่งเสนอเรื่องราวบ้านๆ ที่เรียบง่ายแต่ก็กินใจ และที่จะขาดไม่ได้เลยก็คือเหล่าเด็กๆ กับ... ปลาทอง


วิ่งไล่จับนกกระจอกเทศนี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
Karim (Mohammad Amir Naji) คือคุณพ่อลูกสาม(เมียหนึ่ง) ที่ถึงแม้จะเป็นชาวชนบทธรรมดาๆ ที่ไม่ได้ร่ำรวยอะไร แต่เขาก็มีความสุขตามอัตภาพ มีครอบครัวที่อบอุ่น โดยเขาทำงานหาเลี้ยงครอบครัวด้วยการเป็นลูกจ้างในฟาร์มนกกระจอกเทศแห่งหนึ่ง แต่แล้วก็ต้องมาโดนไล่ออกจากงานเพราะดันทำนกกระจอกเทศราคาแพงหนีออกไปจากฟาร์มตัวหนึ่งซะนี่ ในขณะเดียวกันเขาก็ต้องเร่งหาเงินซื้อเครื่องช่วยฟัง(ที่มีราคาไม่ใช่ถูกๆ)ให้กับลูกสาวคนโตผู้หูตึงหลังจากที่อันเก่าพังไปแล้ว ที่สำคัญคือลูกสาวของเขากำลังจะมีสอบอยู่รอมร่ออีกด้วยสิ แบบนี้งานเข้าซะแล้วสิเนี่ย


ลุงเขาเป็นขาแว๊นประจำหมู่บ้าน
แต่ยังดีนะที่เขาจับพลัดจับผลูได้กลายเป็นวินมอเตอร์ไซค์จำเป็น ในขณะที่เข้าไปทำธุระในกรุงเตหะราน ซึ่งงานใหม่นี้รายได้ไม่เลวเลยทีเดียว ว่าแล้วก็เลยขอกลายเป็นวินมอไซค์มืออาชีพซะเลย แถมเขายังปิ๊งไอเดียกระฉูด เทียวไปขนเอาซากประตูหน้าต่างเก่าๆ ตามไซท์งานก่อสร้างตึก(ที่กำลังผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด) มาต่อเติมบ้านตนเองซะเลย ซึ่งไอ้ของทิ้งๆ ของคนกรุงนี่แหล่ะก็คือของมีค่าในสายตาของชาวบ้านจนๆ เช่นเขานักแล ทว่าเขาหารู้ไม่ว่าของที่เก็บมาทุกวันๆ ค่อยเปลี่ยนบ้านเขาให้เป็นที่เก็บขยะไปซะงั้น ที่แย่ไปกว่านั้นคือเมืองกรุงได้ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงคนที่มีจิตใจดีอย่างเขาให้ค่อยๆ กลายสภาพเป็นเหมือนคนกรุงผู้ไร้น้ำใจขึ้นเรื่อยๆ แบบนี้ผู้ที่รับเคราะห์ไปเต็มๆ ก็คือลูกเมียของเขาสิครับนั่น


นี่คือสีหน้าของลูกยามจะโดนพ่อตี
ผกก.Majidi ยังเล่าเรื่องราวพื้นๆ ธรรมดาๆ ของคนตัวเล็กๆ ในสังคมได้อย่างมีเสน่ห์ดีแท้ แถมยังเปรียบเทียบวิถีชาวชนบทและชาวกรุงได้อย่างน่าสนใจ หนังมาในอารมณ์สบายๆ ไม่ซีเรียส มีอารมณ์ขันซึ่งดูไปก็คงอดที่จะอมยิ้มไปด้วยตลอดเสียไม่ได้ แต่บทจะประทับใจก็ได้เรื่องเลยทีเดียว นักแสดงนำอย่างคุณ Amir Naji นั้นทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม ในขณะที่คนอื่นๆ ก็เล่นได้อย่างเป็นธรรมชาติ นับเป็นหนังเล็กๆ กับเรื่องราวพื้นๆ ที่มอบแง่คิดและความประทับใจให้ได้มากกว่าหนังใหญ่ๆ บางเรื่องซะอีก


นี่คือสีหน้าของลูกยามโดนแม่มองค้อน

  • + : เป็นหนังดี เรียบง่ายแต่น่าประทับใจ ให้แง่คิด แฟนๆ Children of Heaven อย่าลืมตามมาอุดหนุน
  • - : หนังมาพร้อมกับเรื่องราวพื้นๆ บ้านๆ อาจดูธรรมดาไม่ดึงดูดใจให้อยากดูนัก




*รีวิวหนังอิหร่านเรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจภายในบล็อก*




 

Create Date : 04 เมษายน 2553    
Last Update : 30 มกราคม 2555 4:09:05 น.
Counter : 1132 Pageviews.  

The Breath (2009): สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า"ทหาร"



ตุรกี


The Breath (2009) :
หนังดราม่า-สงครามจากตุรกีเรื่องนี้ได้คะแนนเฉลี่ยถึง 8.4/10 ในเว็บ IMDB จากคนที่เข้าไปโหวตกว่าเกือบ 9 พันคน แสดงว่าต้องไม่ธรรมดาเลยทีเดียว ซึ่งพอได้ดูแล้วก็พบว่าไม่ธรรมดาจริงๆ เพราะเป็นหนังดราม่าสงครามที่ทำได้อย่างเข้าถึงหัวจิตหัวใจของคนเป็นทหาร แถมพอเวลาจะบู๊ก็บู๊กันสนั่นจอเลยเชียวล่ะ


จะมีสักกี่อาชีพที่จะมีโอกาสวิ่งแบกปืนไปทั่วแบบนี้
หนังเสนอเรื่องราวของทหารตุรกีจำนวน 40 นายที่ต้องไปประจำการยังฐานเล็กๆ แห่งหนึ่งในหุบเขาอันห่างไกลผู้คนแถบภาคตะวันออกของตุรกี ซึ่งนอกจากที่พวกเขาต้องหมั่นลาดตระเวนรักษาความสงบในพื้นที่แถบนั้นแล้ว ยังต้องคอยระวังตัวจากกลุ่ม PKK (ขบวนการแบ่งแยกดินแดนชาวเคิร์ด) ที่ขู่จะโจมตีฐานแห่งนี้อยู่เนืองๆ อีกด้วย

ทหารต้องตัดผมทรงขัดใจวัยโจ๋
หนังเล่าเรื่องของคนเป็นทหารได้อย่างเข้าอกเข้าใจ จริงจัง และดูเหมือนจะใส่ใจในการเสนอความรู้สึกนึกคิดของทหารเหล่านี้เป็นพิเศษ ว่าถึงพวกเขาจะถูกฝึกมาให้ฆ่าและเป็นรั้วของชาติ แต่พวกเขาก็ยังเป็นคน ที่มีความรู้สึก รัก โลภ โกรธ หลง เหมือนคนทั่วๆ ไป ดังนั้นเวลาเกือบทั้งหมดในหนังจึงหมดไปกับบทสนทนา และการเฝ้าสังเกตพฤติกรรมยามปฏิบัติหน้าที่หรือยามพักผ่อนของพวกเขา จนบางทีก็รู้สึกว่าหนังมันเอื่อยๆ ชอบกล แต่พอถึงเวลาบู๊ก็บู๊กันได้จริงจัง งานด้านต่างๆ อยู่ในระดับดีไม่อายใคร แม้บางทีดูเหมือนนี่จะเป็นหนังที่โปรชาติตนเอง(ตุรกี)ไปนิด แต่ว่าก็ว่าเถอะ ทหารชาติไหนๆ ก็ต้องรักชาติตนเองยิ่งชีพอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ

ในขณะที่เพื่อนๆ กำลังเฮฮา ทหารบางคนต้องเข้ายามอย่างเหงาๆ อยู่คนเดียว
  • น่าดูเพราะ: เป็นหนังดราม่า-สงครามสัญชาติตุรกีที่ทำได้อย่างถึงคุณภาพ คอหนังสงครามหรือคอหนังดราม่าน่าจะชอบกัน
  • ไม่น่าดูเพราะ: ถึงจะเป็นหนังสงคราม แต่ก็เน้น ความรู้สึกนึกคิดและเสนอชีวิตประจำวันของทหารมากกว่าการรบ หนังเลยดูเอื่อยๆ ซะ บางคนดูแล้วอาจมีหลับ





 

Create Date : 17 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 30 มกราคม 2555 4:13:44 น.
Counter : 863 Pageviews.  


Nanatakara
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 39 คน [?]




  • Friends' blogs
    [Add Nanatakara's blog to your web]
    Links
     

     Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.