Group Blog
 
All blogs
 

Nanatakara's Favorite Tracks of 2011


กำลังจะล่วงเลยไปแล้วสำหรับปี 2011 และก็เป็นธรรมเนียมที่ทางบล็อกจะต้องรวบรวมเพลงที่ชื่นชอบตลอดทั้งปีมาให้ฟังกัน แต่ต้องขอออกตัวไว้ก่อนว่า เพราะเนื่องมาจากความขี้เกียจ ปัญหาชีวิตหนักอกรุมเร้า หรือเพราะเจอน้ำท่วมจนต้องอพยพจากถิ่นฐานไปชั่วขณะ ก็ล้วนทำให้ปีนี้เป็นปีที่ได้ฟังเพลงน้อยมากๆ เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านๆ มา ดังนั้นโปรดให้อภัยในความไม่หลากหลายของศิลปิน และอาจจะไม่มีอัลบั้มที่มหาชนคนฟังเพลงอินดี้ส่วนใหญ่เขาชื่นชมซูฮกกัน ยังไงซะก็ขอให้ถือว่านี่เป็นอีกมุมเล็กๆ ของการแบ่งปันความชื่นชอบสู่กันก็แล้วกันเน้อ


*ปล.ทางเราไม่ได้จัดวางเพลงตามลำดับความชอบ แต่จะออกแนวตามสะดวกมากกว่าเน้อ*




The Jezabels อัลบั้ม Prisoner
อีพีชุดก่อนอย่าง Dark Storm ก็เคยติดโผเพลงยอดนิยมของเราเมื่อปีที่แล้ว พอออกอัลบั้มเต็มชุดแรกนี้มาก็ยังชวนกรี๊ดได้อีกครั้ง ด้วยเพลงมหาเมก้าฮิต (สำหรับเราคนเดียว) อย่าง Endless Summer เรียกได้ว่านอกจากนักร้องนำจะเก๋เท่ร้องเพลงดีแล้ว งานเพลงยังไม่ขี้ริ้วขี้เหร่เลยสำหรับวงร็อคจาก ซิดนี่ย์ ออสเตรเลีย วงนี้







I Was Totally Destroying It อัลบั้ม Preludes
แทร็คนี้ของวงพาวเวอร์ป็อปจาก นอร์ธแคโรไลน่า อเมริกา คือความจำกัดความอันสมบรูณ์แบบของคำว่า 'ป็อป' เพลงลงตัวไปซะทุกมุมมอง ทั้งท่วงทำนอง การเรียบเรียงประสานเสียง เป็นเพลงอีกเพลงที่สามารถเปิดฟังไปมาได้เบื่อยากอย่างแน่นอน แจ่มไปเลยจ้า

MP3: I Was Totally Destroying It - The Key & the Rose




Clap Your Hands Say Yeah อัลบั้ม Hysterical
เคยเป็นบ้างมั้ย ที่รู้สึกสะดุดกับเพลงบางเพลงจากทั้งอัลบั้มที่ฟังแล้วเฉยๆ นี่คือตัวอย่างที่ดีสำหรับเรา เพลงนี้ฟังแล้วรู้สึกสดชื่นยินดีปรีดาไปกับท่วงทำนอง โดยไม่ต้องไปสนใจว่าเนื้อเพลงมันพูดถึงอะไร มันอาจจะฟังดูหยิบหย่งไปบ้าง แต่มันก็เป็นอย่างนี้จริงๆ ขอยอมรับอย่างน่าชื่นตาบานเลยจ้า

MP3: Clap Your Hands Say Yeah - Idiot




Chapel Club อัลบั้ม Palace
วงนี้ฟังปุ๊บก็รู้เลยว่ามาจากอังกฤษ เพราะไม่ว่าจะสำเนียงเสียงร้อง (ที่อย่างกับ The Smiths ซะ) ทางเพลงนี่ใช่เลย แถมพวกเขายังทำเพลงได้ฟังเพลินน่าฟังทั้งอัลบั้มอีกด้วย นี่จึงเป็นงานร็อคจากอังกฤษที่แจ่มชุดหนึ่งของปีสำหรับเราเลยขอรับ







The Joy Formidable อัลบั้ม The Big Roar
สองหนุ่มหนึ่งสาวจาก เวลส์ ที่ตอนนี้ย้ายมาปักหลักร็อคกันที่ลอนดอน วงมีแกนหลักคือสาว Ritzy Bryan ซึ่งแม้หน้าตาเธอจะออกแบ๊วๆ แต่ลีลาการเล่นสดนี่เมาแมวเสียยิ่งกว่าอะไรดี ตัวอัลบั้มเต็มชุดแรกของพวกเขานี้ถึงจะออกมาตั้งแต่ต้นปี (แถมหลายเป็นก็ซ้ำกับอัลบั้มไวนีลอีกชุด) แต่ก็ยังเป็นที่น่าจดจำมายันท้ายปี เจ๋งจริงๆ นะเจ๊




MP3: The Joy Formidable - Whirring




Yuck อัลบั้ม Yuck
โอเค อันนี้อาจจะเหมือนโผชาวบ้านเขาหน่อย เพราะต้องยอมรับว่าวงนี้เจ๋งจริง สำหรับวงอินดี้สามหนุ่มหนึ่งสาวจาก ลอนดอน อังกฤษ วงนี้ ซึ่งเป็นที่น่าจดจำตั้งแต่สมัยออกอีพีในปี 2010 แล้ว และพอออกอัลบั้มเต็มชุดแรกมาก็เปี่ยมคุณภาพชนิดไม่น่าผิดหวังเลย ถ้าไม่ติดโผนี้ด้วยก็ยังไงอยู่นะ







Mint Julep อัลบั้ม Save Your Season
Hollieและ Keith Kenniff คู่สามีภรรยาจาก อเมริกา มอบงานเพลงแนวดรีมป็อป/ชูเกซ อันน่าหลงใหลเคลิบเคลิ้ม ซึ่งแทร็คนี้ก็คือเพชรน้ำงามจากตัวอัลบั้ม ที่ยากจะหมางเมินใส่ แม้ว่าคุณจะไม่ใช่คนที่ชอบเพลงแนวนี้อยู่ก็ตามที




Sunbears! อัลบั้ม You Will Live Forever
สองหนุ่มจาก ฟลอริด้า อเมริกา มาพร้อมอัลบั้มเต็มชุดแรก ที่มีเพลงน่าฟังหลายเพลง แต่เพลงที่โดนใจเราที่สุดคือเพลงนี้ที่ถูกแต่งมาสำหรับให้ฝูงชนร้องตามอย่าง แท้จริง เพลงนี้จึงได้เบียดเข้ามาติดโผในนาทีสุดท้ายในที่สุด





Fan Modine อัลบั้ม Gratitude for the Shipper
Fan Modine นั้นหรือก็คือวงอินดี้ป็อปจาก บอสตัน อเมริกา โดยการนำของ Gordon Zacharias พวกเขาออกอัลบั้มมาตั้งแต่ปี 1998 แล้ว แต่ก็ดันออกอัลบั้มมานานๆ ครั้ง และอัลบั้มชุดล่าสุดอันเป็นชุดที่สามนี้ ก็บรรจุเพลงอินดี้ป็อปแจ่มๆ มากมาย เสียดายที่ผลตอบรับกลับเงียบเหงาชอบกล จึงเป็นที่น่าเสียดายสำหรับงานเพลงดีๆ เช่นนี้ ที่ไม่ค่อยมีใครเหลียวแล แต่ก็นะ ใครไม่เหลียวเราเหลียวเองก็ได้จ้า


Lanterns On the Lake อัลบั้ม Gracious Tide, Take Me Home
วงหกชีวิตจาก นิวคาสเซิล อังกฤษ วงนี้โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ มาขโมยหัวใจไปเต็มๆ กับงานเพลงเพราะ ในอัลบั้มเต็มชุดแรกของพวกเขานี้ โดยเฉพาะแทร็คนี้ที่ไพเราะเพราะพริ้งชวนเคลิบเคลิ้มชนิดเสร็จสมอารมณ์หมายเลย ไม่อยากดูเหมือนคนใจง่าย แต่คงต้องบอกว่าหลงรักอีกแล้วจ้า อิอิ




Easter Island อีพี Better Things
อีพีชุดนี้ของหนุ่มๆ จาก เอเธนส์ จอร์เจีย อเมริกา มีทางเพลงที่ชวนให้นึกถึงวงจากทางฝั่งอังกฤษอยู่บ้าง แต่ก็เหมือนในแบบที่น่าฟังนะ ส่วนแทร็คชื่อ Proud นี้จึงน่าจะเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของพวกเขาที่มอบให้แก่แฟนเพลง น่าฟังครับ น่าฟัง





Slowdance อีพี Light & Color
วงอินดี้อิเลคโทรป็อปจาก นิวยอร์ค อเมริกา พาจังหวะบอสซาโนว่ามาผสมกับท่วงทำนองแสนไพเราะลงตัว เรียกได้ว่าทั้งโจ๊ะทั้งเพราะ แจ่มโดนใจจริงๆ จึงทำให้วงๆ นี้ที่เพิ่งจะมีอีพีชุดแรกออกมา น่าจับตาเป็นพิเศษว่าพวกเขาจะมีทีเด็ดอะไรมาฝากในอนาคต

MP3: Slowdance - Sweetness




Phantogram อีพี Nightlife
เมื่อครั้งคู่หูทริปฮอปจาก นิวยอร์ค อเมริกา คู่นี้มีอัลบั้มชุดแรกเมื่อปี 2009 ก็เคยติดโผยอดนิยมของเรามาแล้ว และพอออกอีพีชุดล่าสุดนี้ ถึงจะมีมาไม่กี่เพลงแต่ก็ยังทำเพลงได้น่าฟังถูกจริตเช่นเดิม เลยต้องตามมาติดโผประจำปีของเราอีกครั้งหนึ่ง





Keep Shelly in Athens ซิงเกิ้ล Hauntin' Me
แม้นจะมีดีกรีเป็นแค่เพลงหน้าบีของซิงเกิ้ลนี้ แต่ดันเพราะพริ้งชวนเคลิ้มซะ จากเดิมที่เราไม่ค่อยหือไม่ค่อยอือกับเพลงแนวอิเลคโทรนิคสไตล์นี้ ก็เลยต้องหันมาจับตามองคู่หูจาก เอเธนส์ กรีซ ทันที และตั้งตาเฝ้ารออยู่ว่าเมื่อไหร่พวกเขาจะมีอัลบั้มเต็มชุดแรกออกมาให้ฟังซะ ทีหนอ





Jane's Addiction อัลบั้ม The Great Escape Artist
แม้จะล่วงเลยยุคทองของพวกเขามานานนมแล้ว สำหรับวงอัลเทอร์เนทีฟรุ่นพ่อจาก แคลิฟอร์เนีย อเมริกา วงนี้ ส่วนอัลบั้มชุดนี้ก็ยังไม่หือไม่อือเท่าไหร่ และเพลงๆ นี้ ที่หลายคนอาจจะฟังแล้วรู้สึกธรรมดาๆ แต่สำหรับเราแล้วคือเพลงที่โดนทันทีที่ได้ยิน จึงขอพื้นที่ให้น้าๆ เขาติดโผด้วยสักเพลงมา ณ ที่นี้





Rachael Yamagata อัลบั้ม Chesapeake
สาวป็อปคุณภาพเชื้อสายญี่ปุ่นคนนี้ ออกอัลบั้มมากี่ชุดๆ ก็น่าฟังดีแท้ รวมถึงอัลบั้มชุดที่ 3 ของเธอชุดนี้ด้วยที่อัดแน่นไปด้วยเพลงป็อปสุดไพเราะ โดยเฉพาะแทร็คนี้ที่ฟังแล้วเศร้าซึ้งจนแทบจะน้ำตาเล็ด สำหรับเราแล้ว นี่นับเป็นอัลบั้มอีกชุดหนึ่งที่หยิบมาฟังได้บ่อยที่สุดของปีนี้เลยทีเดียว







The Willow & the Builder อัลบั้ม The Willow and the Builder
เป็นที่รู้กันว่าศิลปินส่วนใหญ่มักจะทิ้งทวนใส่ความอลังการไว้ในเพลงปิดอัลบั้ม ซึ่งนั่นก็รวมถึงเพลงนี้ ที่ Adrian Simon และ Richard Miron สองหนุ่มจาก คอนเนกติกัต อเมริกา ปล่อยของกันเต็มที่ได้อย่างถึงอารมณ์หมาย น่าฟังจริงๆ





The Mummers อีพี Mink Hollow Road
วงบาโร้กป็อปหลายชีวิตจาก ไบรตัน อังกฤษ พาสะล้อซอซึง (ฝรั่ง) มามอบความบรรเจิดแก่ผู้ฟังอีกครั้งกับอีพี 6 เพลงชุดนี้ สำหรับเราที่แพ้ทางเสียงเครื่องสายและเสียงสาวๆ แบบนี้อยู่แล้วจึงไม่ยากที่จะดื่มด่ำไปกับบทเพลงทันทีที่ได้ฟัง ใครที่แพ้ทางนี้เหมือนกันก็เชิญมาเคลิ้มด้วยกันได้เลยเน้อ

MP3: The Mummers - Call Me a Rainbow




M83 อัลบั้ม Hurry Up, We're Dreaming
นิสัยเสียอย่างหนึ่งของเราคือมักจะตั้งท่าไม่ชอบในสิ่งที่คนอื่นชอบกัน (ขวางโลก) รวมถึงงานเพลงของนาย Anthony Gonzalez จากฝรั่งเศสคนนี้ด้วย แต่ให้ตายเหอะ กี่ชุดๆ แกก็ทำมาได้น่าฟังเกินห้ามใจ รวมถึงอัลบั้มคู่ชุดนี้ด้วย ที่อัดแน่นด้วยเพลงดีๆ มากมาย และที่ทำให้เราตกหลุมรักได้ทันทีคือเพลงช้าๆ เพลงนี้ ว่าแล้วก็คงต้องยกให้หมอนี่สักคนซะแล้วล่ะครั่บ พี่น้อง

MP3: M83 - Wait




The Divine Comedy อัลบั้ม Bang Goes the Knighthood
งานเพลงเชมเบอร์ป็อปของท่าน Neil Hannon ออกมากี่ชุดๆ ก็เป็นที่ชื่นชม แม้ว่าหลังๆ จะซาๆ ลงไปบ้างก็ตาม แต่ก็ยังเปี่ยมไปด้วยคุณภาพเช่นเดิม เอาแค่เพลงนี้ที่จะทำให้คุณรู้สึกลิงโลดไปด้วยความยินดี และทำให้มองความรักในด้านสดใสได้อย่างสุดๆ เท่านี้ก็มากพอจะทำให้เป็นเพลงที่น่าจดจำที่สุดเพลงหนึ่งแห่งปีสำหรับเราแล้ว

MP3: The Divine Comedy - Have You Ever Been In Love



*ช่วงเพลงเก่าแล้วแต่เพิ่งมาปลื้ม*

Jeff Buckley และ Elizabeth Fraser
คงต้องบอกว่านี่เป็นการจับคู่ที่เป็นดั่งความฝัน เพราะสองคนนี้ก็เป็นระดับตำนานด้วยกันด้วยกันทั้งคู่ และเพลงนี้ยังเป็นเพลงหายากที่ยังไม่มีรวมอยู่ในอัลบั้มไหนอย่างเป็นทางการเลย แค่นี้ก็มากพอที่จะเป็นเพลงที่'ต้องมี'แล้ว นี่ยังไม่รวมถึงความเพราะระดับอภิมหาอมตะนิรันดร์กาลอีกล่ะ โอ๊ย สวดยอด





Queen อัลบั้ม Hot Space (1982)
ส่วนการจับคู่กันคู่นี้นั้นก็ใช่ย่อย และก็เป็นระดับตำนานทั้งคู่อีก แม้เพลงจะออกมาจะสามสิบปีแล้ว มาฟังในทุกวันนี้ยังแจ่มไม่มีเชยอยู่เลย (แถมยังถูกศิลปินรุ่นหลังยืมแซมปลิงไปใช้ด้วย) นับเป็นเพลงร็อคสุดอมตะที่อยู่เหนือกาลเวลาจริงๆ







Fleetwood Mac อัลบั้ม Mirage (1982)
ต่อกันด้วยเพลงจากอัลบั้มที่ออกในปีเดียวกันกับเพลงเมื่อกี้ ซึ่งถึงแม้ชุดๆ นี้จะไม่ใช่งานคลาสสิกที่ทุกคนนึกถึงเป็นอันดับแรกๆ ของพวกเขา แต่มันก็ยังถือว่าแจ่มพอที่จะมีเพลงดีๆ หลายเพลง โดยเฉพาะเพลงๆ นี้ ที่อมตะเหนือกาลเวลาอีกแล้วครั่บทั่น นี่ขนาดเราไม่ค่อยถูกโรคกับเพลงเก่าๆ เกิน 20 ปีก็ยังชอบได้เลย ของเขาดีจริงนะ






808 State อัลบั้ม Don Solaris (1996)
สำหรับแทร็คนี้รวมอยู่ในอัลบั้มชุดที่ห้าของวงอิเลคโทรนิครุ่นเก๋าจาก ลอนดอน อังกฤษ วงนี้ ซึ่งมีทีเด็ดตรงที่ได้ป๋า James จาก The Manic สมัยยังรุ่งเรืองสุดๆ มาครวญเพลงให้ได้แบบน่าฟังสุดๆ ซึ่งนี่เป็นเพลงชนิดที่ว่ายิ่งฟังยิ่งชอบยิ่งฟังยิ่งปลื้ม ไม่มีเบื่อง่ายๆ คลาสสิกจริงๆ







Broken Social Scene อัลบั้ม Bee Hives (2004)
คนที่ติดตามบล็อกเรามาช้านาน (ยังมีอยู่เหรอ?) จะรู้ดีว่าเรามักชื่นชอบวงแคนาเดี้ยนมากเป็นพิเศษ และแน่นอนว่านี่คือวงระดับเต้ยอีกวงหนึ่งของพวกเขา ส่วนเพลงนี้ที่ขับร้องโดย Feist นี้ถึงจะเป็นเพลงแถมด้านบี แต่ฟังไปฟังมาเราว่าดันเพราะกว่าอัลบั้มเวอร์ชั่นอีกซะงั้น หุหุ

MP3: Broken Social Scene - Lover's Spit (feat. Leslie Feist)




Anathallo อัลบั้ม Floating World (2006)
ถึงปัจจุบันวงนี้จะกลายเป็นอดีตไปซะแล้ว (ยุบวงปี 2009) แต่พวกเขาก็ยังฝากงานเพลงดีๆ ไว้เบื้องหลังมากมาย สำหรับแทร็คนี้ใช้ข้อได้เปรียบของการมีเครื่องดนตรีหลายชิ้นทำให้เพลงมี สีสันรายละเอียดแพรวพราว น่าฟังจริงๆ ครับพี่น้อง




Sennen อัลบั้ม Age of Denial (2010)
ไม่รู้อัลบั้มชุดนี้หลุดรอดสายตาเราเมื่อปีที่แล้วไปได้อย่างไร แต่มันแจ่มมากเสียจนเป็นเหตุผลหนึ่งในการเพิ่มช่วงนี้ขึ้นมา สำหรับอัลบั้มชุดที่สองของวงอัลเทอร์เนทีฟร็อคจาก นอริช อังกฤษ วงนี้ เพลงนี้น่าจะเป็นเพลงที่โจ๊ะติดหูที่สุดในอัลบั้มแล้ว ชอบหลายเด้อ!





The Irrepressibles อัลบั้ม Mirror Mirror (2010)
นี่ก็เป็นอีกชุดที่หลุดรอดสายตามา จนต้องมีการเก็บตกครั้งนี้ ซึ่งถึงแม้วงออร์เคสตร้าป็อปสิบชีวิตจาก ลอนดอน อังกฤษ วงนี้จะมีลีลาท่าทางในการแสดงสดสุดแนว แต่ก็ต้องยอมรับว่าพวกเขาทำเพลงได้ไพเราะน่าฟังชวนเคลิบเคลิ้มเอามากๆ แจ่มครับ







Aztec Camera อัลบั้ม Stray (1990)
ปิดท้ายกันด้วยเพลงช้าๆ เพราะๆ จากป๋า Roddy Frame หรือ Aztec Camera วงจากกลาสโกว์ สก็อตแลนด์ ที่คอเพลงจากฝั่งอังกฤษยุค 80-90 รู้จักชื่นชอบกันดี ซึ่งคนที่ชอบสไตล์ช้าๆ แจ๊สๆ เช่นนี้เยี่ยงเราน่าจะเคลิ้มได้ไม่ยากเลย เหมาะที่จะฟังในบรรยากาศเย็นๆ ช่วงปีใหม่ดีแท้

MP3: Aztec Camera - Over My Head


ครั่บ ก็หมดเพียงเท่านี้สำหรับปีนี้ ขอบคุณหลายๆ ที่สนใจติดตาม แล้วพบกันใหม่ปีหน้า สำหรับตอนนี้ก็ขอกราบสวัสดีปีใหม่พ่อแม่พี่น้องทุกท่านเน้อ :D





 

Create Date : 29 ธันวาคม 2554    
Last Update : 29 ธันวาคม 2554 8:01:06 น.
Counter : 984 Pageviews.  

The 27 Club: 15 ศิลปินเพลงผู้จากไปตอนอายุ 27 ขวบ


อันคนเราต้องตายกันทุกคนนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่มิอาจปฏิเสธได้ และเป็นเรื่องที่น่าเศร้าเสมอเมื่อมีผู้ที่จากไปก่อนเวลาอันสมควร โดยเฉพาะบรรดาศิลปินคนดังระดับโลกทั้งหลายผู้จากไปในขณะที่กำลังหนุ่มสาวและโด่งดังสุดๆ จนกลายเป็นตำนานที่ไม่มีวันตายมาจนทุกวันนี้ ซึ่งล่าสุดก็คงจะเป็นในรายของ Amy Winehouse ที่เพิ่งจากไปเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง ในขณะที่เธอมีอายุได้เพียง 27 ขวบเท่านั้น


แล้วก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่มีศิลปินเพลงระดับโลกเสียชีวิตในขณะที่มีอายุ 27 ขวบ ซึ่งก็มีอยู่หลายคนมากๆ ซะจนมีคนตั้งทฤษฎี 'คำสาปหมายเลข 27' ขึ้นมาเพื่อใช้อธิบายปรากฏการณ์อันช่างบังเอิญนี้ ว่าเลขนี้เป็นเลขอัปมงคลซึ่งจะนำโชคร้ายมายังบุคคลที่ต้องคำสาป (คล้ายความเชื่อเรื่องเบญจเพสของคนไทยเรา) และยังมีการตั้ง 'The 27 Club' ไว้สำหรับบรรดาศิลปินเพลงที่จากไปในวัย 27 ขวบอีกด้วย ซึ่งจะมีใครอยู่ในคลับนี้บ้างนั้น เราได้คัดมาบางส่วนมาเล่าสู่กันฟังพร้อมเพลงแนะนำของศิลปินนั้นๆ ไปดูกันเลยจ้า


Robert Johnson
ถูกฆาตกรรม (16 ส.ค.1938)
สมาชิกรายแรกๆ ของคลับนี้ได้แก่ศิลปินบลูส์ในตำนานชาวมะกัน ที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในมือกีต้าร์ฝีมือแจ่มที่สุดตลอดกาล และเป็นอิทธิพลให้ศิลปินเพลงดังๆ มาจนทุกวันนี้ สำหรับตำนานของเขานั้นก็มีมากมายชวนสับสน แต่ที่เด่นๆ ก็คือเรื่องที่เขาขายวิญญาณให้ซาตาน ณ สี่แยกในมิสซิสซิปปี้ เพื่อแลกกับฝีมือการเล่นกีต้าร์สุดเทพ และการเป็นเสือผู้หญิงของเขา ที่ดันไปกิ๊กกับสาวที่มีสามีเข้าให้ จนถูกฝ่ายสามีสุดหึงลอบวางยาพิษในขวดเหล้าที่เขาดื่มนั่นเอง

MP3: Robert Johnson - Love In Vain




Brian Jones แห่ง The Rolling Stone
จมน้ำตาย (3 ก.ค.1969)
สมาชิกยุคก่อตั้งของวงร็อคในตำนาน The Rolling Stone ผู้นี้มีความสามารถเชิงดนตรีรอบทิศเพราะเล่นเครื่องดนตรีได้หลากหลายชนิด แต่เพราะปัญหาสุขภาพและความรู้สึกเหินห่างทำให้เขาออกจากวงไปในปี 1969 หลังจากนั้นเขาก็กลายเป็นขี้เหล้าเมายาจนถูกตำรวจจับหลายครั้งในข้อหาครอบครองยาเสพติด สุดท้ายเขาถูกพบเป็นศพในสระว่ายน้ำซึ่งสันนิษฐานกันว่าจมน้ำตายเพราะเมาปลิ้น จนท.ชันสูตรศพรายงานว่าเขาตายเพราะอุบัติเหตุ แต่บางคนก็บอกว่าเขาถูกฆาตกรรมต่างห่าง





Jimi Hendrix
เสพยาเกินขนาด (18 ก.ย.1970)
นี่ก็เป็นอีกหนึ่งในมือกีต้าร์สุดเทพที่สุดตลอดกาล ในเวลาเพียง 7 ปี เขาให้กำเนิดเพลงในตำนานอย่าง 'Purple Haze', 'Foxy Lady', เป็นศิลปินหลักในเทศกาลวู้ดสต๊อก, เริ่มเทรนด์ฟาดกีต้าร์บนเวที ฯลฯ เขาตายเพียงไม่กี่อาทิตย์ก่อน Janis Joplin ในปี 1970 ที่แฟลตของแฟนสาวในลอนดอน เนื่องจากใช้ยานอนหลับกับไวน์เกินขนาด และสำลักอ้วกตนเองจนขาดอากาศหายใจตาย (อนาถมาก) ทิ้งสตูดิโออัลบั้มเพียงสามชุดไว้เป็นตำนานมาจนทุกวันนี้

MP3: Jimi Hendrix - Foxy Lady




Janis Joplin
เสพยาเกินขนาด (4 ต.ค.1970)
ลิงก์นี่ก็ตามทั่น Hendrix มาแบบติดๆ สำหรับศิลปินสาวฮิปปี้จากเท็กซัสรายนี้ เธอสร้างสรรเพลงคลาสสิกอย่าง 'Me and Bobby McGee', 'Mercedes Benz', 'Piece of My Heart' และสี่อัลบั้มกับวงแบคอัพของเธอ แต่เพราะการใช้ยาเสพติดอย่างหนัก ทำให้เธอเสียชีวิตเพราะเสพเฮโรอินเกินขนาด ณ โรงแรม แลนด์มาร์ค มอเตอร์ โฮเตล ในลอสแองเจิลลิส เธอได้ทิ้งเสียงขับร้องสไตล์ บลูส์/ไซคีเดลิค ไว้เบื้องหลังและได้เป็นผู้แผ้วทางให้กับผู้หญิงบนเส้นทางสายดนตรีร็อคนับแต่นั้นเป็นต้นมา

MP3: Janis Joplin - Mercedes Benz



Jim Morrison แห่ง The Doors
หัวใจล้มเหลว แต่ก็ไม่มีการชันสูตรศพอย่างเป็นทางการ (3 ก.ค.1971)
ด้วยผลงาน 6 อัลบั้ม เจ้าของผลงานเพลงอย่าง 'Light My Fire' และ 'People Are Strange' Jim Morrinson ฟร้อนท์แมนของวงเสพยาอย่างหนัก และเสียชีวิตในอ่างอาบน้ำ ณ อพาร์ทเม้นท์ของเขาที่กรุงปารีส แต่มีการคาดเดากันว่าเขาโอเวอร์โดสตั้งแต่ตอนอยู่ในคลับบางแห่งมาก่อนแล้ว จึงมีคนหิ้วมาทิ้งไว้ในอ่างอาบน้ำ บ้างก็ว่าเขาหัวใจวายตาย โดยในใบมรณะบัตรของเขาระบุถึงสาเหตุการตายไว้ว่า 'ตายโดยสาเหตุทางธรรมชาติ' และเพราะไม่มีการชันสูตรพลิกศพ ทำให้การตายของเขาเป็นปริศนามาจนทุกวันนี้ แต่ที่น่าแปลกใจก็คืออีกสามปีต่อมาแฟนสาวของเขาก็มาตายเพราะเสพเฮโรอินเกินขนาดในวัย 27 ขวบเหมือนกัน (ป๊าด?!)

MP3: The Doors - Light My Fire



David Alexander แห่ง The Stooge
โรคพิษสุราเรื้อรัง (10 ก.พ.1975)
Iggy Pop และพลพรรค The Stooge จากมิชิแกน นำกระแสพังค์ร็อคในปลายทศวรรษที่ '60 ไปยันต้น '70 ด้วยสามอัลบั้มสุดเด็ด ส่วนมือเบสของวง David Alexander ก็เขียนเพลงให้วงซะหลายเพลงอาทิ 'Little Doll' และ 'Dirt' แต่ก็ถูกไล่ออกจากวงในปี 1970 เพราะเขาเมาปลิ้นเกินไปที่จะเล่นกิ๊กในมิชิแกน ส่งผลให้เขารับไม่ได้และเริ่มดื่มอย่างหนัก จนตับอักเสบและน้ำท่วมปอดเสียชีวิตไปในที่สุด

MP3: The Stooge - Little Doll




Pete Ham แห่ง Badfinger
ฆ่าตัวตาย (24 เม.ย.1975)
นักร้องนำของวงจากเวลส์ Badfinger นาม Peter Ham สร้างสรรเพลงแนวพาวเวอร์ บัลลาด โดนๆ ออกมามากมายในต้นยุค '70 และได้เซ็นสัญญาเข้าสังกัด Apple Records ของวง The Beatles ซะด้วย แต่เพราะปัญหาทางการเงินและการจัดการทำให้ Ham ถังแตกปนสติแตก และหลังจากพยายามจะเคลียร์ปัญหากับ ผจก.วง เขาก็ผูกคอตายในบ้าน สามวันก่อนจะครบรอบวันเกิดอายุ 28 ขวบของเขา โดยทิ้งแฟนสาวที่กำลังตั้งท้องไว้เบื้องหลัง ซึ่งเธอก็ได้ให้กำเนิดลูกสาวในอีกสามเดือนต่อมา

MP3: Badfinger - Without You




Chris Bell แห่ง Big Star
อุบัติเหตุทางรถยนต์ (27 ธ.ค.1978)
Chris Bell ใช้ความสามารถเชิงแต่งเพลงและกีต้าร์ประเคนเพลงเด็ดๆ ให้แก่อัลบั้มชุดแรกของวงจากเมมฟิสวงนี้ในปี 1972 ซึ่งก็เป็นเขานี่แหล่ะที่ชักชวน Alex Chilton นักร้องนำเข้ามาร่วมวงตั้งแต่ทีแรก จนได้สร้างสรรเพลงระดับตำนานมากมายขึ้นมาในต้นยุค '70 แต่แล้ว Bell ก็จิตตก และเริ่มใช้เฮโรอินเพราะรู้สึกว่าโดน Chilton แย่งความเด่นไปหมด ทว่าเป็นเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ต่างหากที่คร่าชีวิตเขาไป ในคืนหนึ่งขณะที่กำลังกลับจากร้านอาหารของพ่อเขาในเมมฟิส รถของ Bell สูญเสียการควบคุมและชนเข้ากับเสาโทรศัพท์อย่างจังจนเขาเสียชีวิตคาที่ ส่วนงานศพของเขาจัดขึ้นถัดจากวันเกิดของ Chilton นั่นเอง

MP3: Big Star - Thirteen




D. Boon แห่ง Minutemen
อุบัติเหตุทางรถยนต์ (23 ธ.ค.1985)
Dennes Boon ฟอร์มวงพั้งค์ที่ชื่อ Minutemen ร่วมกับ Mike Watt ขึ้นมาในปี 1980 แต่วงของเขาแตกต่างจากวงพั้งค์ทั่วไปในยุคนั้น เพราะไม่ได้เน้นไปที่เสียงกีต้าร์แตกพร่า จึงเป็นความโดดเด่นกว่าชาวบ้านเขา แล้วในขณะที่นั่งอยู่ในด้านหลังของรถตู้ ณ อริโซน่า รถดันไถลออกนอกถนน Boon ที่ไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัยเลยกระเด็นออกประตูหลังและตายทันที ด้วยผลงานสี่อัลบั้ม Boon ให้กำเนิดพั้งค์ร็อคสายพันธุ์ใหม่ และเป็นอิทธิพลให้แก่นักดนตรีรุ่นหลังมาเป็นทศวรรษๆ หลังจาก Boon ตาย ทางวงก็ยุบวงไปโดยปริยาย แต่ Watt ยังคงอุทิศทุกโปรเจ็คท์ที่เขาทำให้แก่เพื่อนผู้จากไปรายนี้ตลอดมา

MP3: Minutemen - Corona




Mia Zapata แห่ง The Gits
ถูกฆาตกรรม (7 ก.ค.1993)
Zapata ฟอร์มวงพั้งค์วงนี้ขึ้นมาตอนเรียนมหาวิทยาลัยใน โอไฮโอ ปี 1986 แล้วย้ายมาทำการที่ซีแอตเทิลในปี 1989 ซึ่งสมัยนั้นคือเมกกะแห่งวงการเพลงร็อค โดยวงของเธอที่ออกอัลบั้มมาหนึ่งชุดกำลังจะออกชุดสองมารอมร่อแล้ว แต่แล้วเหตุไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นในคืนหนึ่งเมื่อเธอกำลังกลับจากบาร์ไปยังบ้าน ก็ถูกชายลึกลับลากเธอไปข่มขืนแล้วฆ่า หลายปีต่อมาในที่สุดตำรวจก็จับตัวคนร้ายที่ชื่อ Jesus Mezquia ได้ และถูกพิพากษาจำคุกทั้งสิ้น 36 ปี

MP3: The Gits - Spear and Magic Helmet




Kurt Cobain แห่ง Nirvana
ฆ่าตัวตาย (5 เม.ย.1994)
Cobain ฟร้อนท์แมนของ Nirvana สร้างเพลงชาติของวัยรุ่นยุค '90 อย่าง 'Smells Like Teen Spirit' ขึ้นมาในอัลบั้มชุดที่สองของทางวงอย่าง 'Nevermind' ในปี 1991 ซึ่งมันได้เปลี่ยนรูปร่างของอุตสาหกรรมดนตรีและฝากรอยจารึกที่ไม่มีวันลบออกจากประวัติศาสตร์ดนตรี ทว่าเขาไม่สามารถทนรับมือกับชื่อเสียง ภรรยาของเขา (ฮ่วย!?) และการติดเฮโรอินได้ จนตัดสินใจปลิดชีวิตตนเองด้วยปืนไรเฟิล แต่ผ่านมาแล้วร่วมทศวรรษเขาก็ยังเป็นที่จดจำและกล่าวขานถึงจากแฟนเพลงรุ่นหลังอยู่เรื่อยมา

MP3: Nirvana - Smells Like Teen Spirit




Kristen Pfaff แห่ง Hole
เสพยาเกินขนาด (16 มิ.ย.1994)
Pfaff ย้ายจาก มินเนโซต้าไปยังซีแอตเทิล เพื่อร่วมวง Hole ในการอัดเสียงชุด 'Live Through This' และเพราะที่นั่นมีเฮโรอินเป็นยาสามัญประจำบ้าน เธอก็เลยติดมันเข้าอย่างจังในเวลารวดเร็ว และหลังจากเข้ารับการบำบัดในปี 1993 และไปร่วมทัวร์กับวงอื่นสักระยะ คืนก่อนที่เธอจะกลับไปมินนิอาโพลิส เธอก็ตายเพราะเสพเฮโรอินเกินขนาดในห้องน้ำ ซึ่งก็เป็นแค่สองเดือนให้หลังของการจากไปของ Kurt Cobain เพื่อนซี้ของเธอเอง

MP3: Hole - Doll Parts




Richey James Edwards แห่ง Manic Street Preachers
หายสาบสูญ (แทงจำหน่ายว่าตายเมื่อ 23 พ.ย.2008)
ด้วยแรงบันดาลใจจากสงครามกับความหดหู่ ยาเสพติด เหล้า และการทำร้ายร่างกายตนเอง มือกีต้าร์และมือเขียนเพลงแห่งวง Manic Street Preachers เลยเขียนเพลงที่มีเนื้อหาที่กล่าวถึงความทุกข์ทรมานของชีวิตเขา ในวันที่เขาจะต้องบินไปอเมริกากับเพื่อนร่วมวง Edwards หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยและไม่เคยมีใครพบเห็นเขาอีกเลย (บางคนเดาว่าเขาโดดสะพานตาย) แต่ครอบครัวของเขาก็ยังไม่อยากยอมรับว่าเขาได้จากไปแล้วจริงๆ จนกระทั่งปี 2008 จึงได้ออกมาประกาศว่าเขาตายแล้ว MSP ยังคงออกอัลบั้มต่อในฐานะวงทรีโอ และในอัลบั้ม 'Journal for Plague Lovers' เมื่อปี 2009 ก็ยังคงใช้เนื้อเพลงที่ Edwards แต่งไว้อีกด้วย

MP3: Manic Street Preachers - She Is Suffering




Jeremy Michael Ward แห่ง The Mars Volta
เสพยาเกินขนาด (25 พ.ค.2003)
Ward เริ่มต้นกับวงชื่อ 'De Facto' กับเพื่อนซี้ Omar Rodriguez-Lopez ทั้งคู่หันมาตั้งวงร็อคแนวทดลอง 'The Mar Volta' ซึ่ง Ward ทำหน้าที่แทบจะครอบจักรวาลในอัลบั้มชุดแรกสุดขายดีของทางวงที่ชื่อ 'De-Loused in the Comatorium' ที่ออกมาในปี 2003 และก็เป็นไปตามฟอร์มที่นักดนตรีร็อคต้องคู่กับเฮโรอิน ในขณะที่ทางวงกำลังทัวร์ร่วมกับวง Red Hot Chilli Peppers เขาก็เสพยาเกินขนาดตายที่บ้านใน แอลเอ ซึ่งการตายของเขาก็ทำให้บรรดาเพื่อนร่วมวงตัดสินใจเลิกยากันนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

MP3: The Mars Volta - Drunkship of Lanterns




Amy Winehouse
รอระบุสาเหตุการตายอย่างเป็นทางการ (23 ก.ค.2011)
มาถึงสมาชิกคลับ 27 คนล่าสุดคนนี้ ซึ่งเป็นนักร้องสาวชาวอังกฤษผู้มีพรสวรรค์ในการขับร้องเพลงแนว R&B, Soul, Jazz ซึ่งเธอก็ประสบความสำเร็จทันทีตั้งแต่ออกอัลบั้มชุดแรกที่ชื่อ Frank (2003) แล้ว และชุดต่อมา Black to Black (2006) ก็ยังไปได้สวยมากจนซิวรางวัลแกรมมี่มาซะห้ารางวัล เรียกได้ว่าเธอเป็นนักร้องหญิงชาวอังกฤษที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งแห่งยุคเลยทีเดียว แต่เพราะความที่เธอเป็นนักเที่ยวตัวยง และใช้ยาเสพติดอย่างหนัก ทำให้ชีวิตส่วนตัวเธอแย่ลงเรื่อยๆ และถูกพบเป็นศพในห้องนอนที่บ้านในวันที่ 23 ก.ค.ที่ผ่านมา ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตต้องรอการประกาศอย่างเป็นทางการไปถึงเตือนตุลาคมนี้

MP3: Amy Winehouse - Love Is a Losing Game



ยังมีศิลปินผู้ล่วงลับอีกหลายคนที่เราไม่ได้นำมากล่าวถึงในที่นี้ ไม่ว่าอาถรรพ์หมายเลข 27 จะเป็นจริงหรือเป็นแค่ความบังเอิญเท่านั้น คงไม่มีใครรู้ แต่ที่แน่ๆ คือคงไม่มีใครอยากจะเข้าเป็นสมาชิกคลับนี้นักหรอก ทว่าก็คงจะมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นั่นแหล่ะนะ ซึ่งสำหรับเราแฟนเพลงแล้วก็คงจะขอจดจำและชื่นชมผลงานของพวกเขาต่อๆ ไปเป็นนิตย์จ้า


*แซวทิ้งท้าย*

แล้วคนนี้จะได้เข้าร่วมคลับ 27 ด้วยหรือไม่นั้น อีกสิบปีรู้กัน อิอิ




*คัดและแปลข้อมูลมาจาก spinner.com จ้า*





 

Create Date : 28 กรกฎาคม 2554    
Last Update : 28 กรกฎาคม 2554 10:42:50 น.
Counter : 1283 Pageviews.  

18+2 สุดยอดบทเพลงแด่เธอผู้จากไป




ศิลปินเพลงสามารถสื่อสารถึงความรู้สึก แนวคิด และอื่นๆ มายังคนฟังของเขาได้ เราจึงได้ยินทั้งเพลงแห่งความรื่นรมย์ เพลงบ้าบอคอแตกเฮฮาปาร์ตี้ เพลงสุดซีเครียด เพลงเศร้าอกหักเพราะรักตุ๊ด ฯลฯ และแม้แต่เพลงที่แต่งขึ้นเพราะได้รับแรงบันดาลใจจากการเสียชีวิตไปของคนรอบข้างก็มี และทางเว็บ Spinner.com ก็ได้คัดเลือกเพลงแนวนี้ที่น่าสนใจมาจำนวนหนึ่ง ซึ่งเราเห็นว่าเข้าท่าดีเลยนำมาแบ่งปันสู่กันฟัง ซึ่งจะมีเพลงอะไรของใครบ้างนั้นก็เชิญดูเชิญฟังกันได้เลยจ้า




'Wonderful Life'
Gwen Stefani อัลบั้ม The Sweet Escape (2006)
ตอนอายุ 14 ขวบ แฟนคนแรกของ Stefani แนะนำเธอให้รู้จักกับวง Depeche Mode หลายปีต่อมา หลังจากแฟนเก่าคนนี้ของเธอฆ่าตัวตายไป เธอเขียนเพลงเทคโนแด๊นซ์เพลงนี้ขึ้นมาแด่เขาในปี 2006 โดยตั้งคำถามว่า "How could you think you were better off?" และเพื่อเป็นการอุทิศแก่เพื่อนเก่าของเธอคนนี้แบบสุดๆ จึงได้ชักชวนให้ Martin Gore มือกีต้าร์ของ Depeche Mode มาดูแลแทร็คนี้ให้อีกด้วย





'Being Boring'
Pet Shop Boys อัลบั้ม Behaviour (1990)
เมื่อไม่นานมานี้ Neil Tennant บอกว่าเพื่อนรักของเขาที่ตายเพราะ AIDS เป็นแรงบันดาลใจแก่สามเพลงฮิตของ Pet Shop Boys อันได้แก่ 'It Couldn't Happen' ที่เกี่ยวกับชีวิตช่วงวัยรุ่นของพวกเขา 'Your Funny Uncle' ที่เกี่ยวกับงานศพของเพื่อน และเพลงนี้ที่มีเนื้อร้องบางส่วนได้แรงบันดาลใจจาก Zelda Fitzgerald เป็นเพลงที่เกี่ยวกับการจัดปาร์ตี้ของพวกเขา

MP3: Pet Shop Boys - Being Boring




'One Tree Hill'
U2 อัลบั้ม The Joshua Tree (1987)
ในปี 1986 Greg Carroll ผู้เป็นทั้งเพื่อนและผู้ประสานงานของวง U2 ไปเอามอเตอร์ไซค์ของ Bono มาจากดับลิน ขณะที่เขากำลังนำมอเตอร์ไซค์มาส่งให้ฟร้อนท์แมนของ U2 เขาก็เสียชีวิตบนถนนโดยคนเมาแล้วขับ 'One Tree Hill' คือชื่อของยอดภูเขาไฟแถวภูมิลำเนาของ Carroll ในนิวซีแลนด์ "เขาตายเพราะทำเพื่อผม" Bono บอกกับนักข่าวหลังจากเขียนเพลงนี้ขึ้นมาในปี 1987 "ผมพูดไม่ออกเลยทีเดียว"



'Camera'
R.E.M. อัลบั้ม Reckoning (1984)
ก่อนที่เขาจะกลายเป็นโฉมหน้าให้กับวงการอัลเทอร์เนทีฟร็อค Michael Stipe คือนักเรียนศิลปะที่เรียนการถ่ายรูปในมหาวิทยาลัย Georgia เมือง Athens ส่วนตากล้องอีกคนอย่าง Carol Levy คือเพื่อนคนที่ถ่ายรูปของ R.E.M.ในปกหลังซิงเกิ้ล 'Radio Free Europe' ซึ่งหลังจากนั้นเธอก็เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์ Stipe จึงได้เขียนเพลงนี้เพื่อเป็นการระลึกถึงเธอ





'Back on the Chain Gang'
The Pretenders อัลบั้ม Learning to Crawl (1983)
เดือน มิ.ย.1982 ต้องถูกจารึกไว้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของปีแห่งการพยายามอย่างแสนสาหัสของ The Pretenders อย่างแรกคือ Pete Farndon ที่เริ่มไม่อยู่กับร่องกับรอยขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากการใช้ยาเสพติด จนถูกไล่ออกจากวง สองวันต่อมา James Honeyman-Scott ก็เสียชีวิตจากการเสพยาเกินขนาด พอถึงเดือน พ.ย.สมาชิกวงที่เหลือรอดก็ปล่อยเพลงนี้ซึ่งเกี่ยวกับมือกีต้าร์ที่ล่วงลับออกมา พอถึงเดือน เม.ย. Farndon ก็กลายเป็นสมาชิกวงคนที่สองที่เสียชีวิตจากการเสพยาเกินขนาดภายในระยะเวลาแค่ 10 เดือน




'Gypsy'
Fleetwood Mac อัลบั้ม Mirage (1982)
เดิมทีเพลงๆ นี้ เริ่มจากการเป็นงานโซโล่ของ Stevie Nicks ที่ต้องการจะพูดถึงเพื่อนร่วมวงและเพื่อนร่วมเตียงอย่าง Lindsey Buckingham แต่พอเพื่อนของเธออย่าง Robin Anderson ป่วยเป็นลูคิเมีย Nicks ก็เลยเพิ่มเนื้อเพลงที่พูดถึงเธอ "I still see your bright eyes" ซึ่งก็ทำให้เพลงทรงพลังขึ้นมาก และ Nicks ก็นำเพลงนี้มาไว้ในอัลบั้ม Mirage ของวง แล้ว Anderson ก็ตายหลังจากคลอดลูกชายออกมาได้เพียงสองวัน





'Afterimage'
Rush อัลบั้ม Grace Under Pressure (1984)
เพลงนี้เกี่ยวกับการรับมือกับการสูญเสียเพื่อนไป ซึ่งอุทิศให้แก่ Robbie Whelan ที่ตายในปี 1983 ในอุบัติเหตุทางรถยนต์ขณะเดินทางไปสตูดิโอบันทึกเสียง Whelan คือผู้ช่วยเอนจิเนียร์บันทึกเสียง เขาทำงานในหลายอัลบั้มในยุคแรกๆ ของ Rush ต่อมา Neil Peart มือกลองของวงยังใช้เนื้อร้องท่อนแรกที่ว่า "Suddenly you were gone from all the lives you left your mark upon" ในการอุทิศให้แก่ภรรยาและลูกสาวของเขาในบันทึกความทรงจำ 'Ghost Rider: Travels on the Healing Road' อีกด้วย





'100%
'
Sonic Youth อัลบั้ม Dirty (1992)
Joe Cole ซึ่งเป็นนักแสดงฝีมือดีและเป็นโร้ดดี้ของวง The Rolling Band เดินกลับบ้านจากร้านวีดีโอกับเพื่อนของเขาและ Herry Rollins ในปี 1991 พวกเขาโดนจิ๊กโก๋ล็อกตัวไว้พร้อมเอาปืนจ่อ ในขณะที่ Rollins หนีไปได้ แต่เพื่อนของเขาต้องตายเพราะถูกยิงที่หัว สมาชิกของวง Sonic Youth ที่ก็เป็นเพื่อนของ Cole ด้วยเช่นกัน เขียนสองเพลงสำหรับเขา ซึ่งก็คือเพลงนี้และเพลง JC นั่นเอง





'The Last Song'
Foo Fighters อัลบั้ม In Your Honor (2005)
ทุกคนมักจะตีความว่าทุกเพลงของ Foo Fighters จะต้องเกี่ยวกับ Kurt Cobain เพื่อนร่วมวงที่ล่วงลับไปของ Dave Grohl สมัยที่ยังอยู่วง Nirvana แน่ๆ เฮีย Grohl ก็เลยเขียนเพลงนี้ขึ้นมาในปี 2005 ซึ่งมีเนื้อเพลงว่า "This is the last song that I will dedicate to you" ในขณะที่อีกหลายๆ เพลงซึ่งถูกเข้าใจผิดว่าเกี่ยวข้องกับ Cobain นั้น เฮีย Grohl เลยออกมายอมรับว่าเพลง 'Friend of a Friend' นั่นต่างหากที่พูดถึงสมัยที่เขาอยู่วง Nirvana จริงๆ เด้อ





'Breathe No More'
Evanescence อัลบั้ม Anywhere but Home (2004)
ตอนเป็นวัยรุ่นสุดเก็บกด Amy Lee มักเขียนถึงเพลงเนื้อหามืดหม่น แม่ของเธอเลยแนะนำให้เธอเข้ารับการบำบัด อนาคตนักร้องนำวง Evanescence มีเหตุผลที่จะจิตตก เพราะตอนเธออายุ 6 ขวบ น้องสาววัย 3 ขวบของเธอป่วยตายโดยไม่รู้สาเหตุ "เมื่อมันเกิดขึ้น มุมมองชีวิตของฉันก็เปลี่ยนไป" Lee ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีถึงเนื้อเพลงแสนโกธกล่าว "มันอาจจะฟังดูแปลกๆ แต่เมื่อฉันกลายมาเป็นศิลปิน เพลงเหล่านี้คือการพยายามจะเยียวยาตนเองของฉัน" นี่คือหนึ่งในสามเพลงที่เธอเขียนให้แด่น้องสาวของเธอ





'Lucy'
Julian Lennon and James Scott Cook ซิงเกิ้ล Lucy (2009)
Lucy Vodden มีชื่อเสียงขึ้นมาได้ในยุค 60s หลังจากหนูน้อย Julian Lennon เขียนรูปของเพื่อนร่วมชั้นของเขาคนนี้แล้วอธิบายให้พ่อของตนฟังว่านี่คือ "Lucy in the sky with diamonds" กว่า 40 ปีที่รูปนั้นเป็นแรงบันดาลใจให้เพลงโคตรดังของ The Beatles คุณ Vodden ก็ล่วงลับไปด้วยโรค Lupas (โรคพุ่มพวง) ดังนั้น Lennon และ Cook (ซึ่งย่าของเขาก็ป่วยเป็นโรคนี้เช่นกัน) จึงบันทีกเสียงเพลงนี้ขึ้นมาในปี 2009 เพื่อหาทุนให้การวิจัยเกี่ยวกับโรคนี้





'All Those Years Ago'
George Harrison อัลบั้ม Somewhere in England (1981)
Harrison เขียนเวอร์ชั่นแรกของเพลงนี้ขึ้นมาเพื่ออดีตเพื่อนร่วมวง The Beatles อย่าง Ringo Starr แต่เมื่อ John Lennon ถูกฆาตกรรมหนึ่งเดือนหลังจากเพลงนี้ถูกบันทึกเสียง Harrison เลยเปลี่ยนเนื้อเพลงเพื่ออุทิศเพลงนี้ให้กับเพื่อนผู้ล่วงลับ เพลงนี้ยังมี Ringo ที่มาเล่นกลองให้ และ Paul กับ Linda McCartney มาร่วมขับร้อง ซึ่งเพลงก็ชวนให้นึกถึงงานของ Lennon อย่าง 'Imagine' และ 'All You Need Is Love'อีกด้วย





'Tears in Heaven' Eric Clapton อัลบั้ม Unplugged (1992)
เทพเจ้ากีต้าร์รายนี้ต้องใช้เวลาหลายปีทีเดียวกว่าจะเรียนรู้การเป็นพ่อที่ดี เมื่อเขาพา Conor ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนวัย 4 ขวบไปชมละครสัตว์ในเดือน มี.ค.1991 หลังใช้เวลาตามลำพังกับลูกชายเป็นวันแรก Clapton รู้สึกภาคภูมิใจในการเป็นพ่อของตน แต่ในวันต่อมา ขณะที่ Clapton เตรียมจะพา Conor ไปเที่ยวสวนสัตว์ ก็เกิดเรื่องเศร้า เมื่อ Coner พลัดตกลงมาจากหน้าต่างคอนโดชั้น 53 ของเพื่อนแม่ลงมายังพื้นเบื้องล่าง เล่นเอา Clapton ถึงกับหัวใจสลาย และเขียนเพลงนี้ขึ้นมาในปี 1992 ร่วมกับ Will Jennings





'Terry's Song'
Bruce Springsteen อัลบั้ม Magic (2007)
หลังจากทำงานที่คลับซึ่ง Clarence Clemons เป็นเจ้าของ Terry Magovern ก็กลายเป็นผู้ประสานงานส่วนตัวของ Springsteen มากว่า 23 ปี เพลงนี้ถูกเขียนขึ้นหลังจากงานศพของ Magover หนึ่งวัน และเป็นฮิดเด้นแทร็คในอัลบั้ม Magic ของเขา ซึ่งในปกอัลบั้มก็มีรูปของ Magovern และคำกล่าวของเดอะบอสที่ว่า "ตัวตนและจิตวิญญาณของเขาคือส่วนที่ดำรงอยู่ในดนตรีของผมมาตลอดสองทศวรรษ และมันจะยังคงเป็นอย่างนี้ต่อไป"





'Go On'
Jack Johnson อัลบั้ม Sleep Through the Static (2008)

โดยปกติแล้วเพลงของเขาเป็นที่รู้จักกันว่าฟังสบาย เพลิดเพลิน เป็นเพลงอคูสติกกีต้าร์ที่ให้แรงบันดาลใจ แต่ Johnson อุทิศอัลบั้ม 'Sleep Through the Static' ให้ Danny Riley ญาติของภรรยาเขาซึ่งตายด้วยโรคเนื้องอกในสมองเมื่ออายุได้เพียง 19 ขวบ ก่อนเขาจะตาย Riley ได้มาอาศัยอยู่กับครอบครัวของ Jackson และแม้แต่มาร้องประสานเสียงให้เพลง 'If I Had Eyes' เสียด้วยซ้ำ ซึ่งเพลงนี้ก็แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างที่ Jackson ต้องเฝ้าดูลูกชายของเขาเติบโตในขณะที่ต้องเห็น Riley จากไปในเวลาเดียวกัน





'Are You Here'
Corinne Bailey Rae อัลบั้ม The Sea (2010)
อัลบั้มชุดที่สองของเธอวางแผงในเดือน ม.ค.2010 สองปีให้หลังจากการที่สามีของเธอ Jason Rae ตายเพราะเสพยาเกินขนาด หลายเพลงในอัลบั้ม 'The Sea' เขียนขึ้นหลังจากโศกนาฏกรรมครั้งนี้ รวมถึงไตเติ้ลแทร็ค ซึ่งพูดถึงการสูญเสียผู้ที่เป็นที่รักไป นั่นคือปู่ของ Corinne ที่ตายจากอุบัติเหตุทางเรือ





'August 7, 4:15'
Jon Bon Jovi อัลบั้ม Destination Anywhere (1997)
ในปี 1996 หนูน้อยวัย 6 ขวบชื่อ Katherine Korzilius ก้าวลงจากรถของครอบครัวเธอเพื่อไปเอาจดหมาย แล้วบอกพ่อแม่ว่าขอเดินกลับบ้านที่อยู่ห่างไปไม่กี่หลาเอง ไม่กี่นาทีต่อมา ครอบครัวของเธอก็พบหนูน้อยถูกทุบตีจนเกิดแผลฉกรรจ์ เงื่อนงำเบื้องหลังการตายของเธอไม่เคยได้รับความกระจ่าง Jon Bon Jovi ซึ่งรู้จักเป็นการส่วนตัวกับหนูน้อย เพราะพ่อของเธอคือผู้จัดการธุรกิจของทางวง จึงเขียนเพลงนี้เพื่อหวนย้อนไปรำลึกถึงเรื่องร้ายๆ ที่เกิดขึ้นในวันนั้น





'Good Night, Travel Well'
The Killers อัลบั้ม Day & Age (2008)
แทร็คสุดท้ายจากอัลบั้มนี้ถูกเขียนขึ้นมาหลังการจากไปของคุณแม่ของมือกีต้าร์ Dave Keuning ซึ่งพ่ายแพ้ต่อโรคมะเร็งในวัย 56 ขวบ เพลงมาจากการสนทนาระหว่าง Keuning และฟร้อนท์แมน Brandon Flowers ซึ่งแม่ของเขาก็ต่อสู้กับโรคเนื้องอกในสมองด้วยการคีโมและฉายรังสีเช่นเดียวกัน





'One Last Goodbye'
Anathema อัลบั้ม Judgement (1999)
Danny Cavanagh เพิ่งมีโอกาสได้ควบคุมทิศทางดนตรีของวงแบบเต็มๆ หลังจากการลาออกไปของ Duncan Patterson ส่งผลให้นี่เป็นอัลบั้มชุดแรกของวงที่ลดความเป็นดูมเมทัลลงกลายเป็นอัลเทอร์เนทีฟร็อค และเพลงนี้ Cavanagh ก็เขียนขึ้นมาเพื่ออุทิศให้บางคนในครอบครัวของเขาที่จากไปแบบกระทันหัน ซึ่งเพลงก็ช่างโศกเศร้าอาลัยอาวรณ์จนสามารถนำไปใช้เป็นเพลงระลึกถึงการจากไปของผู้ที่เป็นที่รักสำหรับคนฟังแต่ละคนได้อย่างไม่ขัดเขินเลยทีเดียว

MP3: Anathema - One Last Goodbye



'Teardrop'
Massive Attack อัลบั้ม Mezzanine (1998)
สมาชิกวง Massive Attack ชักชวน Elizabeth Fraser แห่งวง The Cocteau Twins ให้มาร้องเพลงนี้ ซึ่งเธอก็รับหน้าที่แต่งเนื้อเพลงนี้ด้วย โดยเนื้อเพลงนั้นกล่าวถึงความรู้สึกของเธอที่ได้รับรู้ข่าวการจากไปแบบกระทันหันของ Jeff Buckley เพื่อนสนิท (และกิ๊ก?) ของเธอซึ่งจมน้ำตายโดยปริศนาในวันที่ 29 พ.ค.1997 นี่จึงเป็นบทเพลงที่ให้ความรู้สึกราวกับกำลังฟังนางพรายที่กำลังโหยไห้โศกาอาดูรถึงการจากไปของผู้เป็นที่รักของนาง

MP3: Massive Attack - Teardrop



นี่เป็นเพียงส่วนน้อยนิดของบรรดาบทเพลงที่ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อระลึกแด่ผู้ที่จากไปที่เราได้นำมาแบ่งปันสู่กัน เชื่อว่าพี่น้องแต่ละคนก็มีเพลงแนวนี้อยู่ในใจอยู่แล้ว ยังไงก็อย่าลืมแบ่งปันสู่กันฟังบ้างเด้อ ขอบคุณสำหรับการติดตามครับ : )



*แปลและคัดบางส่วนมาจาก spinner.com จ้า*





 

Create Date : 18 มิถุนายน 2554    
Last Update : 18 มิถุนายน 2554 3:22:57 น.
Counter : 1239 Pageviews.  

เมื่อดาราฮอลลีวู้ดหันมาออกอัลบั้มเพลง (ภาค1)


ไม่ได้มีแต่บ้านเราที่นิยมนำดารานักแสดงมาถือไมค์ไฟส่องหน้าโก่งคอครวญเพลงออกอัลบั้ม เพราะที่ไหนๆ เขาก็นิยมทำแบบนี้กันทั้งนั้น เนื่องด้วยเพราะนอกจากจะสามารถทุ่นแรงในการโปรโมทงานเนื่องด้วยเขาและเธอเหล่านั้นโด่งดังคับประเทศอยู่แล้ว ยังการันตีได้ว่ายอดขายคงพุ่งกระฉูดบรรดาพ่อยกแม่ยกต้องตามมาอุดหนุนอัลบั้มด้วยแน่นอน โดยเฉพาะดาราฮอลลีวู้ดที่นิยมทำแบบนี้มานานโขแล้ว ทางบล็อกจึงขออัพเดทให้ดูให้ฟังกันอีกครั้งว่ามีใครกันบ้าง โดยมีเกณฑ์ว่าจะต้องเป็นดารานักแสดง ที่ตั้งใจออกอัลบั้มแบบเป็นการเป็นงาน ไม่ได้ร้องเฉพาะกิจเพื่อหนังหรือเพื่องานใดๆ ทั้งสิ้น และก็ไม่ได้เป็นนักร้องมาก่อนแล้วค่อยมาเป็นนักแสดงทีหลังอีกด้วย ส่วนจะมีใครบ้างนั้นก็ไปดูไปฟังกันเลยจ้า




Jared Leto กับวง 30 Seconds to Mars
พ่อหนุ่มคนนี้ตั้งวงอัลเทอร์เนทีฟร็อคพร้อมกับพี่ชาย Shannon Leto ตั้งแต่ปี 1995 แต่เพิ่งมาได้ออกอัลบั้มแรกก็เมื่อปี 2002 และมาประสบความสำเร็จแบบเห็นน้ำเห็นเนื้อกับอัลบั้มชุดที่สอง A Beautiful Lie เมื่อปี 2005 ที่ส่งให้เขากลายเป็นร็อคเกอร์ขวัญใจสาวๆ อีกคน ส่วนอัลบั้มล่าสุด This Is War (2009) ก็ยังได้รับการตอบรับดีใช้ได้ เราจึงสามารถเรียกเขาได้ว่า นักแสดง/ร็อคเกอร์ ได้เต็มปากก็ว่าได้






Juliette Lewis กับวง Juliette and the Licks
เราเคยเห็นเจ๊เขาโชว์ลีลาร็อคในหนัง Strange Days (1995) ได้อย่างเข้าตามาแล้ว ดังนั้นวันดีคืนดีเจ๊แกเลยตตั้งวงออกอัลบั้มร็อคเสียเลยโดยออกมาได้สามอัลบั้มก็เลิกวงไปในปี 2009 ก่อนที่เจ๊จะตั้งวงใหม่ที่ชื่อ The New Romantiques ออกอัลบั้มมาภายในปีนั้นเอง ลีลาเจ๊แกเหลือกินจริงๆ ขอบอก






Jada Pinkett Smith กับวง Wicked Wisdom
ใครจะไปคิดว่าศรีภรรยาของเฮีย Will Smith จะตั้งวงเมทัล?! โดยพวกเขาฟอร์มวงกันมาตั้งแต่ปี 2003 ออกอัลบั้มมาแล้วสองชุด แถมยังเคยไปเล่นในเทศกาลดนตรีสำหรับคอเพลงเมทัลอย่าง Ozzfest ซะด้วย แต่ดูเหมือนคอร็อคจะไม่ได้ให้การต้อนรับวงของเจ๊เท่าที่ควรนะ ยังไงเสีย ดูลีลาเจ๊เขาซะก่อนแล้วจะรู้ว่า เจ๊เขาเป็นขาร็อคตัวจริง ไม่ได้แอ๊บแต่ประการใด ขอบอก อ่อ อัลบั้มชุดที่สามของทางวงกำลังจะมีกำหนดออกมาในเร็วๆ นี้จ้า





Ryan Gosling กับวง Dead Man's Bones
พ่อหนุ่ม Ryan Gosling นักแสดงมากความสามารถก็มีวงกับเขาด้วย โดยจับคู่กับนาย Zach Shields ตั้งวงอินดี้โฟล์คนาม Dead Man's Bones โดยมีอัลบั้มแรกชื่อเดียวกับวงออกมาเมื่อปี 2009 ซึ่งก็ได้รับการชื่นชมจากบรรดานักวิจารณ์มากมาย มาทุกวันนี้เมื่อเขาว่างจากงานแสดงก็จะพาวงตระเวนเล่นกิ๊กอยู่เรื่อย แหม่ เก่งจริงๆ นะพ่อคุ๊ณณ






Zooey Deschanel กับวง
She & Him

สาว Zooey Deschanel เคยโชว์น้ำเสียงให้ได้ประจักษ์มาแล้วในหนัง Elf (2003) และ Yes Man (2008) ดังนั้นเมื่อเธอได้พบกับศิลปินโฟล์ค M. Ward ทั้งคู่เลยเกี่ยวก้อยกันออกอัลบั้มแนวอินดี้โฟล์คในนาม She & Him ซะเลย ซึ่งก็ได้รับการต้อนรับจากบรรดาสื่อดนตรีและคอเพลงอินดี้เป็นอย่างดีทั้งสองอัลบั้ม มีหลายคนบอกว่าหน้าตาเธอคล้าย Katy Perry อย่างกับแฝด แต่ถ้าจะให้พูดถึงกึ๋นทางดนตรีแล้ว สาว Zooey กินขาดเลยล่ะ ฟันธง!

นี่ก็เป็นสาวสวยอีกคนที่มีอัลบั้มเพลงออกมาให้ฟัง โดยเธอเริ่มฉายแววด้านครวญเพลงตั้งแต่ปี 2006 เมื่อร้องเพลง Summertime ในอัลบั้มรวมเพลงที่มีแต่ดารามาร้อง Unexpected Dreams - Songs ดrom the Stars และในช่วงปี 2008 เธอก็ออกอัลบั้มเดี่ยวของเธอออกมาในชื่อชุด Anywhere I Lay My Head ซึ่งก็ได้ผลตอบรับในระดับกลางๆ ซึ่งเธอก็ยังคงขยันร้องเพลงออกมาเรื่อยๆ (ส่วนใหญ่เป็นเพลงคัฟเวอร์) ล่าสุดเธอใช้มุกเดียวกับสาว Zooey Deschanel โดยการจับคู่กับ Pete Yorn ออกงานเพลงมาให้คอเพลงได้ปลื้มกัน






Jason Schwartzman กับ Coconut Records
ยุคหนึ่งเขาเคยเป็นมือกลองให้วงอัลเทอร์เนทีฟอย่าง Phantom Planet แต่นับตั้งแต่ปี 2006 เขาก็ขอฉายเดี่ยวในนาม Coconut Records และเข็นอัลบั้มแนวอินดี้ร็อคออกมาได้สองอัลบั้มแล้ว โดยได้สาวๆ อย่าง Zooey Deschanel และ Kirsten Dunst มาเป็นแขกรับเชิญในอัลบั้มด้วย แหล่มไปเลยจ้า






Jackson Rathbone กับวง 100 Monkeys
หนุ่ม Jackson Rathbone หรือ Jasper แห่ง Twilight ที่สาวๆ รู้จักกันดี ก็มีวงฟั้งค์ร็อคที่ตั้งขึ้นมากับเพื่อนๆ ตั้งแต่ปี 2008 และออกอัลบั้มมาแล้วสองชุดด้วยกัน ว่าแต่ว่า ลีลาของพ่อหนุ่ม Jasper ตัวจริงเราออกแนว ทะเล้น ขี้เล่น คนละเรื่องกับที่เห็นในหนังเลยเนอะ เหอๆ






Terrence Howard
หนุ่มผิวหมึกคนนี้เคยโชว์ลีลาแร็พจนได้เข้าชิงออสก้าร์มาแล้วใน Hustle & Flow (2005) จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาจะสามารถร้องเพลงได้ดีแค่ไหน แต่สำหรับ Shine Through It อัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของเขานี้ที่ออกมาในปี 2008 กลับไม่ใช่อัลบั้มแร็พ (เพราะตัวจริงเขาไม่ใช่แฟนเพลงแนวแร็พ) หากแต่เป็นอัลบั้มเพลงโซลเพราะๆ กับเสียงนุ่มๆ ของเขาที่ช่างน่าฟังดีแท้






Christopher Lee กับวง Charlemagne
ปู่ซารูมาน Christopher Lee แกคิดยังไงไม่ทราบ ลุกขึ้นมาออกอัลบั้มเมทัล!! ใช่แล้วครับพี่น้อง อ่านไม่ผิดหรอก ปู่เขาออกอัลบั้มเมทัลในนามวง Charlemagne ที่มีเนื้อหาออกไปแนว อัศวินยุคโบราณ อะไรประมาณนั้น โดยปู่ในวัย 88 ขวบรับหน้าที่เป็นนักร้องนำของวง ป๊าด เดี๋ยวก็หัวใจวายคาไมค์กันพอดี แหม่ ทำ ไป ได้



*ผู้กำกับก็เอาด้วย*

ผกก.David Lynch กับอัลบั้มแนวอิเลคโทรนิค!?
สำหรับคอหนังสุดแนวแล้ว ชื่อของ ผกก.David Lynch คงอยู่ในใจของพวกเขาเป็นอันดับต้นๆ แน่ เราต่างรู้กันดีถึงความสามารถรอบตัวของ ผกก.วัย 65 ขวบรายนี้ เรารู้ว่าเขาแต่งเพลงได้ แต่ป๋าเขาไม่หยุดที่จะสร้างความประหลาดใจให้แก่เราเลย เพราะล่าสุดป๋าทำเก๋ออกอัลบั้มแนวอิเลคโทรป็อป ออกมาเมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้วออกมาได้แจ่มชนิดที่ว่าคนรุ่นลูกรุ่นหลานยังต้องอายเลย ว้าว เป็น ผกก.ที่น่าทึ่งจริงๆ นะเนี่ย ป๋า




นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของบรรดาดารานักแสดงฮอลลีวู้ดที่หันมาออกอัลบั้มเพลงเท่านั้น แต่เราคงต้องคอพักไว้เท่านี้ก่อน(เพราะเมื่อยแล้ว) แล้วไว้วันไหนอากาศแจ่มใสเราค่อยมาต่อกันในภาคสองก็แล้วกันเนอะ ขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมชมจ้า จุ๊บๆ






 

Create Date : 26 มกราคม 2554    
Last Update : 26 มกราคม 2554 22:40:41 น.
Counter : 865 Pageviews.  

Nanatakara's Favorite Tracks of 2010


ทางบล็อกได้คัดเลือกเพลงที่ชื่นชอบตลอดทั้งปี 2010 มาฝากมิตรรักแฟนบล็อก โดยจะไม่ได้เรียงตามความชอบ และส่วนใหญ่เพลงในโผนี้ก็เคยถูกนำมาแนะนำกันแล้วในบล็อกตลอดทั้งปีที่ผ่านมา ดังนั้นจึงถือซะว่านี่เป็นการรวบยอดเพลงเด็ดๆ ประจำปีให้พี่น้องฟังอีกครั้งและยังเป็นการบันทึกความทรงจำของทางบล็อกไว้ดูไว้ฟังในอนาคตอีกด้วย จริงๆ แล้วยังมีอัลบั้มและเพลงเด็ดๆ อีกตั้งแยะที่ตกสำรวจไม่ได้อยู่ในนี้ แต่ด้วยขีดความสามารถในการฟังอันจำกัดของเราจึงอาจตกหล่นไปบ้าง ดังนั้นจึงขออภัยล่วงหน้า และได้โปรดอย่าลังเลที่จะคอมเม้นท์ถึงเพลงและอัลบั้มโปรดของท่านสู่กันบ้างนะขอรับ


*แจ่มสมกับการรอคอย*


MP3:
The Besnard Lakes - Albatross

MP3: Land of Talk - Quarry Hymns

MP3: Abbie Gale - Born to Be a Star

MP3: Blonde Redhead - My Plants are Dead



*ศิลปินรุ่นพี่ฝีมือสุดเก๋า*

*ร็อคสนั่นมันส์หยดติ๋ง*

MP3:
Japandroids - Younger Us

MP3:
Mi Ami - Latin Lover

MP3:
Suuns - Arena



*พกเครื่องสายมาร่วมร็อค*


*ชูเกซรุ่นใหม่ฝีมือแหล่ม*

MP3: Tears Run Rings - Reunion

MP3: The Depreciation Guild - Crucify You



*รวมพลังสาวหน้าแฉล้ม*
*งานนี้ถึงกับมีเคลิ้ม*
*คัฟเวอร์ได้ดีมีชาติตระกูล*

MP3:
Scala & Kolacny Brothers - Champagne Supernova (Oasis cover)

MP3:
Passion Pit - Tonight, Tonight (The Smashing Pumpkins cover)



*อิเลคโทรนิคสุดเดิ้น*


MP3:
Daft Punk - TRON Legacy (End Titles)

MP3:
Crystal Castles - Celestica



*ศิลปินชายคุณภาพคับซอย*


MP3:
The Migrant - The Organ Grinder

MP3: Basia Bulat - The Shore

MP3:
Benni Hemm Hemm - Retaliate

MP3:
Ólöf Arnalds - Innundir Skinni


หวังว่าในนี้คงจะมีเพลงที่ตรงใจและโดนใจพี่น้องบ้างไม่มากก็น้อย ขอบคุณที่ติดตามกันมาโดยตลอด สุดท้ายนี้ก็ต้องขอกล่าว'สวัสดีปีใหม่'แก่แฟนบล็อกทุกท่าน แล้วพบกันใหม่เมื่อชาติต้องการครับ ^^





 

Create Date : 01 มกราคม 2554    
Last Update : 1 มกราคม 2554 23:09:50 น.
Counter : 500 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  

Nanatakara
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 40 คน [?]




  • Friends' blogs
    [Add Nanatakara's blog to your web]
    Links
     

     Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.