Group Blog
 
All blogs
 

The Stone Roses: Made of Stone (2013): กุหลาบหินรีเทิร์น

The Stone Roses: Made of Stone (2013): กุหลาบหินรีเทิร์น

     สารคดีที่บันทึกการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้งของ The Stone Roses วงร็อคในตำนานจากแมนเชสเตอร์ อังกฤษ เมื่อปีที่แล้ว หลังจากที่พวกเขาแตกวงกันไปตั้งแต่ปี ค.ศ.1996 (ตั้ง 16 ปีแน่ะ)

     สารคดีนี้จัดทำโดย ผกก.Shane Meadows (แห่ง This is England) ที่ประกาศตัวว่าเป็นแฟนเพลงตัวยงและเพื่อแฟนเพลงของวงนี้โดยเฉพาะ ดังนั้นจึงไม่ค่อยเน้นเจาะลึกเรื่องราวความเป็นมาของวงเมื่อครั้งอดีตเท่าไหร่ แต่จะตามติดวงตั้งแต่วันประกาศรวมตัว, ฟรีคอนเสิร์ตครั้งแรกในรอบ 16 ปีที่เซอร์ไพรส์แฟนเพลงแบบสุดๆ, การวอร์มอัพทัวร์ไปทั่วยุโรปที่ไปไม่ตลอดรอดฝั่ง ไปยันงานคอนเสิร์ตที่ Heaton Park ที่จุคนดูกว่า 75,000 คน (และญี่ปุ่นในช่วงเอนด์เครดิต)

     ที่น่าสนใจคือตอนฟรีคอนเสิร์ตครั้งแรกในรอบ 16 ปี ที่ทางวงประกาศให้รู้อย่างปัจจุบันทันด่วน จนบรรดาแฟนเพลงทั้งรุ่นเก่ารุ่นใหม่ต่างพากันทิ้งงานประจำหรือกระเตงลูก วิ่งหน้าตั้งมาเข้าคิวรอตั๋วฟรี ซึ่งทำให้รู้ว่าบรรดาแฟนๆ ยังจงรักภักดีกับพวกเขามากแค่ไหน ส่วนบรรดาสมาชิกทั้งสี่ถึงจะแก่จนหน้ายับยู่ยี่แต่ก็ยังฝีไม้ลายมือจัดจ้าน และยังเปี่ยมไปด้วยความสดใสร่าเริงเหมือนในสมัยหนุ่มๆ ยังลีลาได้ใจอยู่ว่างั้นเหอะ

     ถึงเรื่องราวเจาะลึกไม่ค่อยจะมี แต่ก็จัดเต็มทั้งการตัดต่อ ถ่ายทำเท่ๆ แจ่มๆ กับเพลงของทางวงที่มีมาให้ดูให้ฟังให้ปลื้มกันแบบเต็มๆ ซะหลายเพลง

     ดูแล้วก็ลมสว้านขึ้นหน้าอยากขุดอัลบั้มของพวกเขากลับมาฟังอีกในทันใด ถึงตรงนี้ต้องยอมรับแล้วว่าพวกเขายังเป็นวงที่เจ๋งที่สุดที่แมนเชสเตอร์เคยผลิตมาอย่างที่เฮีย Liam Gallagher ออกมาซูฮกในตอนหนึ่งของสารคดีนี้นั่นแหล่ะ








 

Create Date : 23 ธันวาคม 2556    
Last Update : 23 ธันวาคม 2556 5:00:55 น.  

The Act of Killing (2012): โหดแอ็คโหด


The Act of Killing (2012): โหดแอ็คโหด

     เกมช่วงชิงอำนาจทางการเมืองและการหวั่นภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์ในช่วงกลางยุค 60 ก่อให้เกิดการสังหารหมู่ในอินโดนีเซียที่มียอดคนตายสูงถึง 2.5 ล้านคน (ซึ่งส่วนใหญ่คือสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์และคนเชื้อสายจีนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์) ซึ่งแน่นอนที่หนังสือวิชาประวัติศาสตร์เพียงแค่กล่าวถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นไว้ให้คนอินโดรุ่นหลังๆ ได้รับรู้เพียงแค่ผ่านๆ เท่านั้น

     ที่น่าสนใจคือกลุ่มคนที่ทำหน้าที่มือสังหารในยุคนั้น ต่างยังคงอยู่ดีมีสุข มีกลุ่มมีพรรคเติบโต มีอิทธิพลมาจนทุกวันนี้ ซึ่งแม้แต่นักการเมืองยังต้องเกรงใจ แม้บางคนจะถูกความรู้สึกผิดคอยหลอกหลอน แต่คนอีกส่วนใหญ่แล้วยังคงคิดว่าตัวเองทำถูกทำเพื่อประเทศชาติ และภาคภูมิใจกับการเล่าอดีตอันแสนหฤโหดของตนให้ฟัง

     สารคดีไม่ได้มุ่งเน้นรายละเอียดทางประวัติศาสตร์ แต่เจาะไปที่ความรู้สึกนึกคิดของเหล่าเพชฌฆาต ด้วยการให้เจ้าตัวมาเล่นละครเป็นตัวเองหรือเป็นเหยื่อสมมุติของเหตุการณ์ในอดีตครั้งนั้น ภาพที่ออกมาเลยเหมือนฝันร้ายที่บางทีก็เหนือจริงแต่ก็แสนหดหู่กดดันควบคู่กันไป

     ที่น่าสนใจคือด้วยความที่กลุ่มของเหล่าเพชฌฆาตยังเรืองอำนาจอยู่จนทุกวันนี้ หนังเลยต้องขึ้นเครดิตทีมงานหลังกล้องทุกคนที่เป็นชาวอินโดนีเซียเองว่า 'Anonymous' หรือ 'นิรนาม' เพื่อป้องกันการถูกตามมาเช็คบิล

     ดูแล้วจะพบว่าเกิดเป็นคนไทยน่ะดีแค่ไหนแล้ว (แม้ประเทศเราจะวุ่นวายตลอดแต่ก็ไม่เลวร้ายถึงขนาดนั้น) โดยเฉพาะหากคุณเป็นคนเชื้อสายจีนล่ะก็ อยู่อินโดนีเซียในยุคโน้น (และอาจรวมถึงยุคนี้) นี่มันนรกดีๆ นี่เอง


เป็นสารคดีที่ดูแล้วกระทบใจอย่างจัง ให้ไปเลย 8/10 ครั่บ





 

Create Date : 09 ธันวาคม 2556    
Last Update : 9 ธันวาคม 2556 1:03:57 น.  

The Imposter (2012): ยอดชายนายตุ๋นโลก



The Imposter (2012): ยอดชายนายตุ๋นโลก

      สารคดีเรื่องเด็ดที่พาย้อนไปปี ค.ศ.1997 เพื่อเสนอเรื่องราวของ Frédéric Bourdin หนุ่มแสบชาวฝรั่งเศสวัย 23 ขวบที่สวมรอยสมอ้างเป็น Nicholas Barclay เด็กมะกันวัย 16 ขวบที่หายตัวไปตั้งแต่ปี ค.ศ.1994 (หายไปตอนอายุ 13) และไปโผล่อีกทีแบบข้ามทวีปที่สเปน โดยอ้างว่าโดนทหารมะกันกลุ่มหนึ่งลักพาตัวข้ามทวีปไปละเมิดทางเพศและทรมานทรกรรมต่างๆ นาๆ กว่าจะหนีมาได้ในที่สุด    

      ซึ่งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็ดันเชื่อเสียด้วย ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ กงสุลอเมริกา เอฟบีไอ สื่อ แม้กระทั่งครอบครัวของเด็กมะกันเองก็ด้วย ทั้งๆ ที่ตัวจริงของทั้งคู่นั้นหน้าตาต่างกันราวฟ้ากับเหว คือตัวปลอมตาน้ำตาล ผมดำ หน้าออกแนวเหลี่ยมๆ สำเนียงพูดก็ยุโรป ส่วนตัวจริง ผมทองสลวย ตาสีฟ้าอ่อน หน้าแหลมๆ เรียกว่าคนละทรงกันเลยทีเดียว    

      สารคดีเล่าเรื่องราวแต่แรกเป็นช็อตๆ โดยการให้นาย Bourdin และสมาชิกครอบครัวกับคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องมานั่งเล่าให้ฟัง พร้อมภาพข่าวจากสมัยนั้น แถมยังทำเก๋ตัดสลับกับการใช้นักแสดงมาเล่นจำลองเหตุการณ์จริงที่ทำออกมาซะอย่างกับหนังทริลเลอร์ชวนสงสัยดีๆ สักเรื่องได้เลยทีเดียว    

      ยิ่งมาเจอเรื่องราวที่สุดแสนจะเว่อร์ยิ่งกว่าละคร (แต่จริง) ก็ยิ่งทำให้สารคดีเรื่องนี้เข้าใกล้คำว่าหนังขึ้นไปอีก แถมช่วงท้ายยังมีหักมุมอีกด้วย ป๊าด! นี่สารคดีนะครับเพ่!     

      ถ้านี่เป็นหนังก็คงจะไม่เท่าไหร่เพราะเราคงคิดว่าแหม่ เขียนบทได้โม้ได้ใจจริง แต่เผอิญว่านี่เป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริงๆ นี่สิครับ ดูแล้วก็นึกถึงประโยคหนึ่งที่ว่า "ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร" ขึ้นมาเลยทีเดียวเชียว    

      นี่เห็นว่าสารคดีติดโผได้เข้าชิงออสก้าร์สาขาสารคดียอดเยี่ยมครั้งนี้ด้วย เราจึงขอเป็นหน้าม้าคอยเชียร์นับแต่บัดนี้ เพราะว่าเพิ่งได้ดูสารคดีที่ได้เข้าชิงแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวเอง (แป่ว) ถึงกระนั้นเราก็คิดว่ามันแจ่มพอที่จะซิวออสก้าร์ก็แล้วกันน่า อิอิ (แต่สารคดีเกี่ยวกับ ไอ้ เว่ยเว่ย ก็น่าลุ้นอยู่เหมือนกันนะ) 


สารคดีที่นำเสนอเรื่องจริงสุดเหลือเชื่อที่ทำออกมาอย่างกับหนังชวนลุ้นดีๆ สักเรื่องแบบนี้ เอาไปเลย 8/10 เลยครั่บ


*ปล. ล่าสุดหนังไม่ติดโผ 5 เรื่องสุดท้ายของรางวัลออสการ์ซะแล้วจ้า น่าเสียดายๆ :(







 

Create Date : 10 มกราคม 2556    
Last Update : 10 มกราคม 2556 23:03:13 น.  

Samsara (2011): ส่องโลก



Samsara (2011): ส่องโลก

      สารคดีแนว"เล่าด้วยภาพ"อันไร้ซึ่งคำบรรยายของ Ron Fricke เจ้าของผลงานสารคดีแนวนี้ในตำนานอย่าง Baraka (1992) ซึ่งใช้เวลาถ่ายทำกว่า 5 ปีใน 25 ประเทศ (รวมถึงที่บ้านเราด้วย) ด้วยฟิล์มขนาด 70 มม.อลังการสุดๆ ไปโลด (ความคมชัดระดับ 8K!)

     คนที่เคยยล Baraka คงจะรู้แนวดีเพราะมาแบบเดียวกันเด๊ะ เพียงแต่คราวนี้มีคอนเซ็ปท์เกี่ยวกับการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ศาสนาและโลกทุกวันนี้ ราวกับว่าเป็นการอัพเดตสภาพของสังคมโลกต่อจากสารคดีเรื่องก่อนของ ผกก.เขานั่นแหล่ะ    

     สิ่งที่โดดเด่นคือภาพวิวทิวทัศน์หรือมุมกล้องอันน่าทึ่งที่เข้าใจเฟ้นหามา (แต่พอมาถึงบ้านเรากลับพาไปดูเหล่าเลดี้บอยแทนซะงั้น - -") ในขณะที่การไม่มีเสียงบรรยาย มีแต่ดนตรี ก็ทำให้คนดูจับต้นชนปลายไม่ค่อยถูกว่า ภาพที่เห็นนั้นต้องการจะสื่ออะไร เป็นสถานที่แห่งใด ซึ่งอาจจะทำให้สารคดีกลายสารคดีโปรโมทการท่องเที่ยวหรือเป็นยานอนหลับไปแทนซะก็ได้    

     ทั้งนี้หากอยากเห็นความน่าทึ่งของโลกนี้ ทั้งวิวทิวทัศน์ สถานที่ ผู้คน สังคม ทั้งด้านดีและเสื่อม สารคดีเรื่องนี้จัดให้แบบเต็มๆ หาดูแบบนี้ง่ายๆ ซะที่ไหนล่ะเนอะ แค่ความอุตสาหะของคนสร้างก็ได้ใจไปเต็มๆ แล้ว


ปล.อย่าสับสนกับหนังชื่อเดียวกันเมื่อปี ค.ศ.2001 เน้อ


ปล.2 ถ้าดู Blu ray หรือไฟล์ HD แล้วท่านจะอึ้งทึ่งเสียวไปกับความงดงามของสารคดีเรื่องนี้เพิ่มขึ้นไปอีกหลายสเต็ป


จัดไปเลยครับ 8/10 คะแนนจ้า








 

Create Date : 09 มกราคม 2556    
Last Update : 9 มกราคม 2556 15:41:52 น.  

It Might Get Loud (2008): สนทนาภาษาร็อค



It Might Get Loud (2008) :
เห็นโปสเตอร์สารคดีเรื่องนี้ปุ๊บก็น่าจะเดาได้ไม่ยากเลยว่างานนี้เกี่ยวกับดนตรีแน่นอน ซึ่งถ้าหากท่านเป็นคอเพลงร็อคด้วยแล้วล่ะก็เป็นได้ซี้ดซ้าดกันด้วยความเสียวซ่านแน่ เพราะบนโปสเตอร์โชว์หราชื่อของสามเซียนกีต้าร์สามหนุ่มสามเจเรเนชั่นไล่ตั้งแต่ Jimmy Page (68 ขวบ) มือกีต้าร์สุดเทพของ Led Zeppelin วงร็อคในตำนานจากเกาะอังกฤษ, The Edge (51 ขวบ) มือกีต้าร์จอมเทคนิคของ U2 วงร็อคก้องโลกจากไอร์แลนด์ และหนุ่ม Jack White (37 ขวบ) แห่งวง The White Stripes และ The Raconteurs จากอเมริกา (โอ้ว!!!)

สามหนุ่มสามรุ่นมาแจมกีต้าร์กันจนมันส์หยดติ๋งๆ
สารคดีทำเก๋ในการจีบให้ทั้งสามมานั่งแลกเปลี่ยนทัศนคติทางดนตรีกันอย่างเปิดอกและเป็นกันเอง เพื่อพูดถึงรากเหง้าทางดนตรี ความลุ่มหลงในดนตรี เล่าถึงอดีตที่มาที่ไปของตนกว่าจะมาดัง และยังแลกเปลี่ยนเทคนิคสไตล์การเล่นของแต่ละคนแก่กัน ก่อนจะปิดท้ายด้วยการแจมเพลง "The Weight" ของ The Band กันอย่างม่วนซื่นโฮแซวทั้งคนเล่นคนดูอีกด้วย นับเป็นอะไรที่หาดูไม่ใช่ง่ายๆ เลยนะเนี่ย ขอบอก!! 

มาดยิ้มกริ่มของหนุ่ม Jack White ผู้มากความสามารถ
ผกก.Davis Guggenheim เจ้าของผลงานสารคดีรักษ์โลกเรื่องดังอย่าง An Inconvenient Truth (2006) พาเราก้าวเข้าสู่โลกของดนตรีร็อคโดยมีสามมือกีต้าร์ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาทำหน้าที่เป็นไกด์กิตติมศักดิ์นำเที่ยวย้อนรอยชีวิตในอดีตของแต่ละคน ตัดสลับกับการที่ทั้งสามมานั่งจับเข่าคุยกันสดๆ ในโรงถ่าย ซึ่งงานนี้ไม่มีคำว่าน่าเบื่อเจือปนอยู่แม้แต่นิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากท่านเป็นคอเพลง แฟนเพลงของพวกเขา หรือผู้รักการเล่นดนตรีด้วยแล้วล่ะก็ งานนี้ต้องปลื้มกันสุดๆ ไปเลยทีเดียว!!

น้า The Edge กับสำเนียงกีต้าร์ที่เท่อย่าบอกใคร
ส่วนการเลือกเอาทั้งสามมานั้นก็นับว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเพราะนอกจากจะมากันคนละยุคสมัยแล้ว ทั้งสามยังต่างพื้นเพ ต่างสังคม ต่างวิถีชีวิตกันจนส่งผลต่อทางดนตรีของพวกเขาอีกด้วย อาทิ Jimmy Page ที่เคยเล่นเพลงป็อปสมัยวัยรุ่น และเคยเป็นมือกีต้าร์รับจ้าง ซึ่งได้รับอิทธิพลจากเพลงสไตล์บลูส์ โฟล์คและแจ๊ซ ก่อนจะมาเป็น Led Zeppelin ในที่สุด, The Edge ที่ยากจนข้นแค้นจนต้องทำกีต้าร์ขึ้นมาเล่นเอง และได้รับอิทธิพลจากวงพั้งค์ในช่วงยุค 70 ซึ่งทำให้อยากตั้งวงมาปลดปล่อยกับเขาบ้าง, Jack White ที่ก็จนเหมือนกัน แต่ก็ลุ่มหลงในดนตรีมาตั้งแต่วัยรุ่น โดยเฉพาะดนตรีแนวบลูส์และการาจร็อค ในขณะที่วัยรุ่นยุคนั้นเขาฟังแต่เพลงเฮ้าส์และเพลงแด๊นซ์กระป๋องกัน!!

Jack White โชว์เทพในการประดิษฐ์กีต้าร์ไฟฟ้าจากเศษไม้และขวดโค้ก
อย่างที่บอกว่าถ้าหากท่านเป็นคอเพลง นักดนตรี หรือผู้ที่สนใจแล้วจะพบว่าสารคดีเรื่องนี้ช่างสุดยอดจริงๆ แต่ถ้าหากเป็นขาจรคนทั่วไปก็อาจจะไม่ค่อยอินและไม่ค่อยจะเข้าใจเท่าไหร่นัก กระนั้นถึงจะเป็นสารคดีเกี่ยวกับดนตรีร็อคแบบเน้นๆ เช่นนี้ก็ยังอุตส่าห์มีข้อคิดมาฝาก อย่างเช่นการที่ทั้งสามมีทุกวันนี้ขึ้นมาได้ นอกจากพวกเขาจะมีฝีมือเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว (อันนี้แน่นอน) พวกเขายังมีความมุ่งมั่น ทุ่มเท และกล้าที่จะลุกขึ้นมาทำบางสิ่งบางอย่างที่แตกต่าง เพื่อตามให้ทันความใฝ่ฝัน ซึ่งตรงนี้นี่แหล่ะที่ทำให้พวกเขามายืนอยู่ในจุดนี้ จุดที่พวกเขากลายเป็นตำนานและเป็นที่รักของแฟนเพลงทั่วโลกได้ในทุกวันนี้!!
  • + สารคดีเพื่อชาวร็อค คอเพลง นักดนตรี หรือผู้ที่สนใจ ดูไม่น่าเบื่อและเต็มไปด้วยความรู้ เจ๋งๆ
  • - สำหรับขาจรทั่วไปคงดูไม่น่าสนใจเท่าไหร่



*ของแถม*
เราเอาคลิปช่วงเอนด์เครดิตของสารคดีที่ทั้งสามมาร่วมร้องเล่น "The Weight" ของ The Band ได้อย่างน่าจดจำ มาฝากด้วยจ้า :D 




*รีวิวสารคดีสำหรับคนพันธุ์ร็อคเรื่องอื่นๆ ภายในบล็อก*




 

Create Date : 30 กันยายน 2555    
Last Update : 30 กันยายน 2555 2:22:58 น.  

1  2  3  4  
Nanatakara
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 20 คน [?]




  • Friends' blogs
    [Add Nanatakara's blog to your web]
    Links
     

     Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.