Group Blog
 
All blogs
 

Kurt Cobain: Montage of Heck (2015): เรื่องเล่าตำนานกรั๊นจ์

https://www.facebook.com/pages/Nanatakaras-Blog/179434468736922
Kurt Cobain: Montage of Heck (2015): เรื่องเล่าตำนานกรั๊นจ์

     สารคดีชีวิตของ Kurt Cobain แห่ง Nirvana วงร็อคในตำนานจากยุค 90 ที่ถือว่านี่คงจะเป็นสารคดีที่สามารถพาไปสัมผัสตัวตนของ Cobain ได้อย่างลึกซึ้งที่สุดแล้ว เพราะได้รับความเห็นชอบของ Frances Bean Cobain ลูกสาวคนเดียวของเขา ที่ก็มารับหน้าที่อำนวยการสร้างให้ด้วยอีกต่างหาก


Kurt กับลูกสาวสุดที่รัก
     และแน่นอนที่งานนี้ต้องมีฟุตเตจวีดีโอ รูปถ่าย ไดอะรี่ เทปบันทึกเสียงเกี่ยวกับเขา ที่เพิ่งถูกนำมาเผยแพร่สู่สาธารณะชนเป็นครั้งแรกอีกเพียบ งานนี้แฟนๆ ฟินกันเป็นแถวแน่นอน แต่เสียดายที่ขาดบทสัมภาษณ์สมาชิกสำคัญของวงอีกคนอย่าง Dave Grohl ไป ไม่งั้นเรื่องราวคงจะครบถ้วนหลากมุมมองมากกว่านี้แน่


สมัยเด็กๆ น่ารักน่าชังเชียว
     ทางด้าน ผกก.Brett Morgen ก็ไม่ได้แค่เสนอบทสัมภาษณ์หรือเล่าเรื่องราวออกมาทื่อๆ แต่ยังใช้อนิเมชั่นรูปแบบต่างๆ มาเล่าเรื่องให้น่าติดตามมากยิ่งขึ้นอีกด้วย ทำให้สารคดีไม่น่าเบื่อทั้งยั้งเก๋ได้อีกแน่ะ


บางช่วงบางตอนทำเป็นอนิเมชั่นเก๋ๆ
     สารคดีทำให้เราได้รู้จัก Kurt มากกว่าการเป็นแค่ตำนาน เขาคือเด็กที่ครอบครัวแตกสลาย เป็นคนมีปัญหาที่ญาติๆ พากันเมิน และเคยพยายามจะฆ่าตัวตายตั้งแต่เป็นวัยรุ่นแล้ว (นั่งรอให้รถไฟมาทับ แต่ดันไปนั่งผิดรางซะนี่)


การจะเป็นศิลปินในตำนานย่อมเริ่มต้นจากการหมั่นฝึกซ้อมแบบรัวๆ
     เขารู้สึกว่าตนเป็นคนแปลกแยก และเปราะบาง ทางเดียวที่สามารถเยียวยาจิตใจของเขาได้ก็คือดนตรี (ร็อค) และด้วยความทุ่มเทบวกกับการเป็นคนมีความสามารถล้นเหลือทำให้ความสำเร็จมาเยือนในที่สุด และมันมาเยือนแบบถล่มทลายชนิดที่เขาแทบตั้งตัวไม่ทันเสียด้วยสิ


แกเป็นคนเซ้นสิทีฟสุดๆ
     แต่ด้วยความเป็นคนที่มีจิตใจอ่อนไหว เปราะบาง บวกกับการติดเฮโรอินอย่างหนัก ทำให้เขาปลิดชีวิตตนเองไปในที่สุดเมื่อปีค.ศ.1994 ขณะมีอายุได้ 27 ขวบ


ถึงจากไปแล้วแต่ผลงานยังอยู่ในใจแฟนๆ เสมอ
     แม้สารคดีนี้จะทำให้เราได้สัมผัสด้านปุถุชนคนติดยาของเขามากขนาดไหน แต่ที่สุดแล้วเชื่อว่าเราซึ่งเป็นแฟนเพลงทั้งหลายก็ยังคงมองเขาเป็นตำนานอยู่ดี ว่ามั้ย?










 

Create Date : 01 มิถุนายน 2558    
Last Update : 1 มิถุนายน 2558 21:04:07 น.  

The Stone Roses: Made of Stone (2013): กุหลาบหินรีเทิร์น

The Stone Roses: Made of Stone (2013): กุหลาบหินรีเทิร์น

     สารคดีที่บันทึกการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้งของ The Stone Roses วงร็อคในตำนานจากแมนเชสเตอร์ อังกฤษ เมื่อปีที่แล้ว หลังจากที่พวกเขาแตกวงกันไปตั้งแต่ปี ค.ศ.1996 (ตั้ง 16 ปีแน่ะ)

     สารคดีนี้จัดทำโดย ผกก.Shane Meadows (แห่ง This is England) ที่ประกาศตัวว่าเป็นแฟนเพลงตัวยงและเพื่อแฟนเพลงของวงนี้โดยเฉพาะ ดังนั้นจึงไม่ค่อยเน้นเจาะลึกเรื่องราวความเป็นมาของวงเมื่อครั้งอดีตเท่าไหร่ แต่จะตามติดวงตั้งแต่วันประกาศรวมตัว, ฟรีคอนเสิร์ตครั้งแรกในรอบ 16 ปีที่เซอร์ไพรส์แฟนเพลงแบบสุดๆ, การวอร์มอัพทัวร์ไปทั่วยุโรปที่ไปไม่ตลอดรอดฝั่ง ไปยันงานคอนเสิร์ตที่ Heaton Park ที่จุคนดูกว่า 75,000 คน (และญี่ปุ่นในช่วงเอนด์เครดิต)

     ที่น่าสนใจคือตอนฟรีคอนเสิร์ตครั้งแรกในรอบ 16 ปี ที่ทางวงประกาศให้รู้อย่างปัจจุบันทันด่วน จนบรรดาแฟนเพลงทั้งรุ่นเก่ารุ่นใหม่ต่างพากันทิ้งงานประจำหรือกระเตงลูก วิ่งหน้าตั้งมาเข้าคิวรอตั๋วฟรี ซึ่งทำให้รู้ว่าบรรดาแฟนๆ ยังจงรักภักดีกับพวกเขามากแค่ไหน ส่วนบรรดาสมาชิกทั้งสี่ถึงจะแก่จนหน้ายับยู่ยี่แต่ก็ยังฝีไม้ลายมือจัดจ้าน และยังเปี่ยมไปด้วยความสดใสร่าเริงเหมือนในสมัยหนุ่มๆ ยังลีลาได้ใจอยู่ว่างั้นเหอะ

     ถึงเรื่องราวเจาะลึกไม่ค่อยจะมี แต่ก็จัดเต็มทั้งการตัดต่อ ถ่ายทำเท่ๆ แจ่มๆ กับเพลงของทางวงที่มีมาให้ดูให้ฟังให้ปลื้มกันแบบเต็มๆ ซะหลายเพลง

     ดูแล้วก็ลมสว้านขึ้นหน้าอยากขุดอัลบั้มของพวกเขากลับมาฟังอีกในทันใด ถึงตรงนี้ต้องยอมรับแล้วว่าพวกเขายังเป็นวงที่เจ๋งที่สุดที่แมนเชสเตอร์เคยผลิตมาอย่างที่เฮีย Liam Gallagher ออกมาซูฮกในตอนหนึ่งของสารคดีนี้นั่นแหล่ะ








 

Create Date : 23 ธันวาคม 2556    
Last Update : 23 ธันวาคม 2556 5:00:55 น.  

The Act of Killing (2012): โหดแอ็คโหด


The Act of Killing (2012): โหดแอ็คโหด

     เกมช่วงชิงอำนาจทางการเมืองและการหวั่นภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์ในช่วงกลางยุค 60 ก่อให้เกิดการสังหารหมู่ในอินโดนีเซียที่มียอดคนตายสูงถึง 2.5 ล้านคน (ซึ่งส่วนใหญ่คือสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์และคนเชื้อสายจีนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์) ซึ่งแน่นอนที่หนังสือวิชาประวัติศาสตร์เพียงแค่กล่าวถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นไว้ให้คนอินโดรุ่นหลังๆ ได้รับรู้เพียงแค่ผ่านๆ เท่านั้น

     ที่น่าสนใจคือกลุ่มคนที่ทำหน้าที่มือสังหารในยุคนั้น ต่างยังคงอยู่ดีมีสุข มีกลุ่มมีพรรคเติบโต มีอิทธิพลมาจนทุกวันนี้ ซึ่งแม้แต่นักการเมืองยังต้องเกรงใจ แม้บางคนจะถูกความรู้สึกผิดคอยหลอกหลอน แต่คนอีกส่วนใหญ่แล้วยังคงคิดว่าตัวเองทำถูกทำเพื่อประเทศชาติ และภาคภูมิใจกับการเล่าอดีตอันแสนหฤโหดของตนให้ฟัง

     สารคดีไม่ได้มุ่งเน้นรายละเอียดทางประวัติศาสตร์ แต่เจาะไปที่ความรู้สึกนึกคิดของเหล่าเพชฌฆาต ด้วยการให้เจ้าตัวมาเล่นละครเป็นตัวเองหรือเป็นเหยื่อสมมุติของเหตุการณ์ในอดีตครั้งนั้น ภาพที่ออกมาเลยเหมือนฝันร้ายที่บางทีก็เหนือจริงแต่ก็แสนหดหู่กดดันควบคู่กันไป

     ที่น่าสนใจคือด้วยความที่กลุ่มของเหล่าเพชฌฆาตยังเรืองอำนาจอยู่จนทุกวันนี้ หนังเลยต้องขึ้นเครดิตทีมงานหลังกล้องทุกคนที่เป็นชาวอินโดนีเซียเองว่า 'Anonymous' หรือ 'นิรนาม' เพื่อป้องกันการถูกตามมาเช็คบิล

     ดูแล้วจะพบว่าเกิดเป็นคนไทยน่ะดีแค่ไหนแล้ว (แม้ประเทศเราจะวุ่นวายตลอดแต่ก็ไม่เลวร้ายถึงขนาดนั้น) โดยเฉพาะหากคุณเป็นคนเชื้อสายจีนล่ะก็ อยู่อินโดนีเซียในยุคโน้น (และอาจรวมถึงยุคนี้) นี่มันนรกดีๆ นี่เอง


เป็นสารคดีที่ดูแล้วกระทบใจอย่างจัง ให้ไปเลย 8/10 ครั่บ





 

Create Date : 09 ธันวาคม 2556    
Last Update : 9 ธันวาคม 2556 1:03:57 น.  

The Imposter (2012): ยอดชายนายตุ๋นโลก



The Imposter (2012): ยอดชายนายตุ๋นโลก

      สารคดีเรื่องเด็ดที่พาย้อนไปปี ค.ศ.1997 เพื่อเสนอเรื่องราวของ Frédéric Bourdin หนุ่มแสบชาวฝรั่งเศสวัย 23 ขวบที่สวมรอยสมอ้างเป็น Nicholas Barclay เด็กมะกันวัย 16 ขวบที่หายตัวไปตั้งแต่ปี ค.ศ.1994 (หายไปตอนอายุ 13) และไปโผล่อีกทีแบบข้ามทวีปที่สเปน โดยอ้างว่าโดนทหารมะกันกลุ่มหนึ่งลักพาตัวข้ามทวีปไปละเมิดทางเพศและทรมานทรกรรมต่างๆ นาๆ กว่าจะหนีมาได้ในที่สุด    

      ซึ่งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็ดันเชื่อเสียด้วย ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ กงสุลอเมริกา เอฟบีไอ สื่อ แม้กระทั่งครอบครัวของเด็กมะกันเองก็ด้วย ทั้งๆ ที่ตัวจริงของทั้งคู่นั้นหน้าตาต่างกันราวฟ้ากับเหว คือตัวปลอมตาน้ำตาล ผมดำ หน้าออกแนวเหลี่ยมๆ สำเนียงพูดก็ยุโรป ส่วนตัวจริง ผมทองสลวย ตาสีฟ้าอ่อน หน้าแหลมๆ เรียกว่าคนละทรงกันเลยทีเดียว    

      สารคดีเล่าเรื่องราวแต่แรกเป็นช็อตๆ โดยการให้นาย Bourdin และสมาชิกครอบครัวกับคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องมานั่งเล่าให้ฟัง พร้อมภาพข่าวจากสมัยนั้น แถมยังทำเก๋ตัดสลับกับการใช้นักแสดงมาเล่นจำลองเหตุการณ์จริงที่ทำออกมาซะอย่างกับหนังทริลเลอร์ชวนสงสัยดีๆ สักเรื่องได้เลยทีเดียว    

      ยิ่งมาเจอเรื่องราวที่สุดแสนจะเว่อร์ยิ่งกว่าละคร (แต่จริง) ก็ยิ่งทำให้สารคดีเรื่องนี้เข้าใกล้คำว่าหนังขึ้นไปอีก แถมช่วงท้ายยังมีหักมุมอีกด้วย ป๊าด! นี่สารคดีนะครับเพ่!     

      ถ้านี่เป็นหนังก็คงจะไม่เท่าไหร่เพราะเราคงคิดว่าแหม่ เขียนบทได้โม้ได้ใจจริง แต่เผอิญว่านี่เป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริงๆ นี่สิครับ ดูแล้วก็นึกถึงประโยคหนึ่งที่ว่า "ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร" ขึ้นมาเลยทีเดียวเชียว    

      นี่เห็นว่าสารคดีติดโผได้เข้าชิงออสก้าร์สาขาสารคดียอดเยี่ยมครั้งนี้ด้วย เราจึงขอเป็นหน้าม้าคอยเชียร์นับแต่บัดนี้ เพราะว่าเพิ่งได้ดูสารคดีที่ได้เข้าชิงแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวเอง (แป่ว) ถึงกระนั้นเราก็คิดว่ามันแจ่มพอที่จะซิวออสก้าร์ก็แล้วกันน่า อิอิ (แต่สารคดีเกี่ยวกับ ไอ้ เว่ยเว่ย ก็น่าลุ้นอยู่เหมือนกันนะ) 


สารคดีที่นำเสนอเรื่องจริงสุดเหลือเชื่อที่ทำออกมาอย่างกับหนังชวนลุ้นดีๆ สักเรื่องแบบนี้ เอาไปเลย 8/10 เลยครั่บ


*ปล. ล่าสุดหนังไม่ติดโผ 5 เรื่องสุดท้ายของรางวัลออสการ์ซะแล้วจ้า น่าเสียดายๆ :(







 

Create Date : 10 มกราคม 2556    
Last Update : 10 มกราคม 2556 23:03:13 น.  

Samsara (2011): ส่องโลก



Samsara (2011): ส่องโลก

      สารคดีแนว"เล่าด้วยภาพ"อันไร้ซึ่งคำบรรยายของ Ron Fricke เจ้าของผลงานสารคดีแนวนี้ในตำนานอย่าง Baraka (1992) ซึ่งใช้เวลาถ่ายทำกว่า 5 ปีใน 25 ประเทศ (รวมถึงที่บ้านเราด้วย) ด้วยฟิล์มขนาด 70 มม.อลังการสุดๆ ไปโลด (ความคมชัดระดับ 8K!)

     คนที่เคยยล Baraka คงจะรู้แนวดีเพราะมาแบบเดียวกันเด๊ะ เพียงแต่คราวนี้มีคอนเซ็ปท์เกี่ยวกับการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ศาสนาและโลกทุกวันนี้ ราวกับว่าเป็นการอัพเดตสภาพของสังคมโลกต่อจากสารคดีเรื่องก่อนของ ผกก.เขานั่นแหล่ะ    

     สิ่งที่โดดเด่นคือภาพวิวทิวทัศน์หรือมุมกล้องอันน่าทึ่งที่เข้าใจเฟ้นหามา (แต่พอมาถึงบ้านเรากลับพาไปดูเหล่าเลดี้บอยแทนซะงั้น - -") ในขณะที่การไม่มีเสียงบรรยาย มีแต่ดนตรี ก็ทำให้คนดูจับต้นชนปลายไม่ค่อยถูกว่า ภาพที่เห็นนั้นต้องการจะสื่ออะไร เป็นสถานที่แห่งใด ซึ่งอาจจะทำให้สารคดีกลายสารคดีโปรโมทการท่องเที่ยวหรือเป็นยานอนหลับไปแทนซะก็ได้    

     ทั้งนี้หากอยากเห็นความน่าทึ่งของโลกนี้ ทั้งวิวทิวทัศน์ สถานที่ ผู้คน สังคม ทั้งด้านดีและเสื่อม สารคดีเรื่องนี้จัดให้แบบเต็มๆ หาดูแบบนี้ง่ายๆ ซะที่ไหนล่ะเนอะ แค่ความอุตสาหะของคนสร้างก็ได้ใจไปเต็มๆ แล้ว


ปล.อย่าสับสนกับหนังชื่อเดียวกันเมื่อปี ค.ศ.2001 เน้อ


ปล.2 ถ้าดู Blu ray หรือไฟล์ HD แล้วท่านจะอึ้งทึ่งเสียวไปกับความงดงามของสารคดีเรื่องนี้เพิ่มขึ้นไปอีกหลายสเต็ป


จัดไปเลยครับ 8/10 คะแนนจ้า








 

Create Date : 09 มกราคม 2556    
Last Update : 9 มกราคม 2556 15:41:52 น.  

1  2  3  4  
Nanatakara
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 32 คน [?]




  • Friends' blogs
    [Add Nanatakara's blog to your web]
    Links
     

     Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.