Group Blog
 
All Blogs
 

เมล็ดพันธุ์แห่งความสุข

เมล็ดพันธุ์แห่งความสุข


ติช นัท ฮันห์ เขียน
ธีรเดช อุทัยวิทยารัตน์ แปล



มอบความปรารถนาดีและความรักด้วยสื่อทางปัญญา


จงแปรสิ่งหมักหมมในตัวเรา
คุณภาพชีวิตของเรานี้มันขึ้นอยู่กับคุณภาพของเมล็ดพันธุ์ในจิตใต้สำนึกของเรา



เมื่อเรามองดูดอกไม้ดอกหนึ่งอย่างลึกซึ้ง เราจะเห็นได้ว่า ดอกไม้นั้นเกิดจากสิ่งที่ไม่ใช่ดอกไม้ทั้งนั้น อย่างเช่น แสงแดด ฝน ดิน เศษใบไม้ อากาศและกาลเวลา หากมองให้ลึกลงไปอีกเราจะสังเกตเห็นว่า ดอกไม้เองก็กลายเป็นซากผุพังเน่าเปื่อยด้วยในไม่ช้า ถ้าเราไม่สังเกตความจริงอันนี้ เราจะรู้สึกตกใจอย่างกะทันหัน เมื่อดอกไม้ร่วงโรยลงไป เราจะเห็นได้ว่า ซากผุพังเน่าเปื่อยเองก็กลายเป็นดอกไม้ด้วย เราย่อมตระหนักว่า ดอกไม้และซากผุพังเน่าเปื่อยนั้น “ดำรงอยู่อย่างอิงอาศัยซึ่งกันและกัน” ทั้งดอกไม้และซากผุพังเน่าเปื่อยต่างก็ต้องการซึ่งกันและกัน ชาวสวนอินทรีย์ที่ดีจะไม่รังเกียจซากผุพังเน่าเปื่อย เพราะเขารู้วิธีที่จะเปลี่ยนแปลงซากเน่าเปื่อยผุพังให้กลายเป็นดอกดาวเรือง ดอกกุหลาบ และดอกไม้อื่น ๆ อีกหลายชนิดได้

หากเรามองดูตัวเองอย่างลึกซึ้ง เราจะมองเห็นทั้งดอกไม้และขยะอยู่ในตัวเรา พวกเราแต่ละคนนั้นมีความโกรธ ความเกลียด ความซึมเศร้า การแบ่งชั้นวรรณะ และขยะอื่น ๆ อีกนานัปการในตัวเรา แต่ไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่เราจะต้องหวาดกลัว ชาวสวนรู้วิธีที่จะเปลี่ยนแปลงขยะให้กลายเป็นดอกไม้ฉันใด เราก็สามารถจะเรียนรู้ศิลปะการเปลี่ยนแปลงความโกรธ ความซึมเศร้า และการแบ่งชั้นวรรณะให้กลายเป็นความรักและความเข้าใจได้ฉันนั้น การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นได้โดยอาศัยสมาธิภาวนา

ตามหลักจิตวิทยาเชิงพุทธ จิตสำนึกของเรานั้นแบ่งออกเป็นสองส่วนด้วยกัน เหมือนกับบ้านที่มีสองชั้น ชั้นบนเป็นห้องนั่งเล่น ซึ่งเราเรียกว่า “จิตสำนึก” ใต้ชั้นนี้ลงไป มีชั้นใต้ดิน ซึ่งเราเรียกว่า “จิตใต้สำนึก” ในจิตใต้สำนึกนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเคยทำ เคยพบหรือรับรู้ จะถูกเก็บสะสมไว้ในรูปของเมล็ดพันธุ์ หรือภาพยนตร์ห้องใต้ดินของเราก็คือห้องเก็บภาพยนตร์นานาชนิดสุดที่จะนึกคิดได้ในรูปของวิดีโอเทป ส่วนชั้นบนในห้องนั่งเล่นนั้นเรานั่งอยู่บนเก้าอี้และดูภาพยนตร์เหล่านี้ในขณะที่มันถูกนำขึ้นมาจากชั้นใต้ดิน

ภาพยนตร์บางเรื่อง เช่น ความโกรธ ความหวาดกลัว หรือความสิ้นหวัง ดูมีความสามารถที่จะขึ้นมาจากห้องใต้ดินได้เอง มันเปิดประตูมาสู่ห้องนั่งเล่น และสอดตัวเองเข้าไปในเครื่องเล่นวีดีโอ ไม่ว่าเราจะเลือกดูมันหรือไม่ก็ตาม เมื่อใดที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น จิตของเราจะถูกตรึงเอาไว้ และไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากการดูมัน โชคดีที่ภาพยนตร์แต่ละเรื่องมีความยาวจำกัด และพอมันจบลงมันก็จะกลับไปยังห้องใต้ดิน ทว่าแต่ละครั้งที่เราดูมัน มันจะกลับไปอยู่ในชั้นเก็บภาพยนตร์ตรงตำแหน่งที่ดีขึ้น และเรารู้ว่า มันจะกลับมาอีกในไม่ช้า บางครั้ง สิ่งกระตุ้นจากภายนอก เช่น มีใครบางคนพูดอะไรบางอย่างที่กระทบความรู้สึกของเรา ก็เป็นการไปเปิดเครื่องฉายภาพยนตร์เหล่านั้นบนจอโทรทัศน์ของเรา เราใช้เวลาส่วนใหญ่ของเราไปกับการดูภาพยนตร์เหล่านี้ และภาพยนต์เหล่านี้ส่วนใหญ่ก็มันจะบั่นทอนเรา การเรียนรู้วิธีที่จะหยุดมันเป็นสิ่งสำคัญสำหรับความสุขของเรา

ในคัมภีร์โบราณเปรียบเทียบจิตสำนึกว่าเป็นทุ่งนา หรือผืนดินที่มีเมล็ดพันธุ์ทุก ๆ ชนิดจะถูกหว่านลงไปได้ เช่น เมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์ทรมาน ความสุข ความสดชื่นรื่นเริง ความเศร้าโศกเสียใจ ความหวาดกลัว ความโกรธ และความสิ้นหวัง ส่วนจิตใต้สำนึกนั้นถูกเปรียบเป็นห้องเก็บของซึ่งเต็มไปด้วยเมล็ดพันธุ์ต่าง ๆ ของเรา เมื่อใดที่เมล็ดพันธุ์อย่างหนึ่งมาปรากฏขึ้นในจิตสำนึกของเรา มันจะกลับไปห้องเก็บของอย่างมั่นคงแข็งแรงขึ้นเสมอ คุณภาพชีวิตของเรานั้นขึ้นอยู่กับคุณภาพของเมล็ดพันธุ์ในจิตใต้สำนึกของเรา

เราอาจมีนิสัยมักแสดงเมล็ดพันธุ์แห่งความโกรธ ความเศร้าโศกเสียใจและความหวาดกลัวในจิตสำนึกของเรา เมล็ดพันธุ์แห่งความสดชื่น ความสุขและศานติจึงไม่อาจงอกงามขึ้นมาได้มากนัก การเจริญสติ หมายถึง การตระหนักรู้ถึงเมล็ดพันธุ์แต่ละเมล็ดในขณะที่มันขึ้นมาจากห้องเก็บของ และการรดน้ำให้แก่เมล็ดพันธุ์ที่ดีงามส่วนใหญ่บ่อยครั้งเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อช่วยให้มันงอกงามเติบโตอย่างแข็งแรงขึ้น แต่ละขณะที่เราใส่ใจกับบางสิ่งบางอย่างที่สงบและงดงาม เท่ากับเราได้รดน้ำให้แก่เมล็ดพันธุ์แห่งศานติและความงามในตัวเรา รวมทั้งดอกไม้อันงดงามซึ่งเบ่งบานอยู่ในจิตสำนึกของเรา ระยะเวลาที่เรารดน้ำให้แก่เมล็ดพันธุ์จะเป็นเครื่องตัดสินความแข็งแรงของเมล็ดพันธุ์ อย่างเช่น ถ้าเรายืนอยู่หน้าต้นไม้ซักต้น หายใจอย่างมีสติ และรื่นรมย์กับต้นไม้ห้านาที เมล็ดพันธุ์แห่งความสุขในตัวเราก็จะได้รับการรดน้ำเป็นเวลาห้านาที และเมล็ดพันธุ์เหล่านี้จะงอกงามเติบโตอย่างแข็งแรงขึ้นในห้านาทีเดียวกันนั้นเอง เมล็ดพันธุ์อื่น ๆ เช่น ความหวาดกลัวและความเจ็บปวด จะไม่ได้รับการรดน้ำ เราจึงควรที่จะต้องปฏิบัติเช่นนี้ทุก ๆ วัน เมล็ดพันธุ์ใด ๆ ที่มาปรากฏในจิตสำนึกของเราจะกลับไปยังห้องเก็บของอย่างแข็งแรงขึ้นเสมอหากเรารดน้ำให้แก่เมล็ดพันธุ์ที่ดีงามด้วยความเอาใจใส่ เราย่อมมั่นใจได้ว่าจิตใต้สำนึกของเราสามารถเยียวยารักษาได้

ร่างกายของเรานั้นมีพลังแห่งการรักษาอยู่ทุกครั้งที่มีดบาดนิ้ว หากเราล้างแผลอย่างระมัดระวังและปล่อยให้ร่างกายทำหน้าที่รักษาแผลนั้นเอง ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหรือหนึ่งวัน แผลนั้นก็จะหาย จิตสำนึกของเรามีพลังในการเยียวยารักษาเช่นกัน สมมติว่าเธอเห็นใครสักคนบนถนน ซึ่งเธอเคยรู้จักเมื่อยี่สิบปีก่อน และเธอจำชื่อคน ๆ นั้นไม่ได้ แสดงว่า เมล็ดพันธุ์ของเขาในความทรงจำของเธอนั้นอ่อนแอมาก เนื่องจากมันไม่มีโอกาสที่จะมาปรากฏในจิตสำนึกส่วนบนของเธอเป็นเวลานาน ในระหว่างทางกลับบ้าน เธอมองหาตนทั่วห้องใต้ดินของเธอ เพื่อค้นหาเมล็ดพันธุ์ของชื่อของเขา แต่ก็หาไม่พบ ผลที่สุดก็เลยปวดหัวเพราะคิดมากเกินไป เธอจึงหยุดพักมาฟังดนตรีเพราะ ๆ หลังจากนั้นก็กินอาหารค่ำที่เอร็ดอร่อย และนอนหลับอย่างสบาย วันรุ่งขึ้น ในขณะที่เธอกำลังแปรงฟันอยู่นั้น ชื่อของเขาก็แว่บขึ้นมา “ใช่แล้ว นั่นแหล่ะชื่อของเขาล่ะ” นั่นหมายถึงว่า คืนวันนั้น ในขณะที่จิตสำนึกของเธอหยุดการค้นหาแล้ว แต่จิตใต้สำนึกยังคงทำงานต่อไป แล้วพอถึงเช้ามันก็ได้คำตอบออกมาให้เธอ

การเยียวยารักษานั้นมีหลายวิธีด้วยกัน เมื่อเรารู้สึกโกรธหรือสิ้นหวัง เราเพียงแต่หายใจเข้าออกอย่างมีสติ และตระหนึกรู้ถึงความโกรธ โศกเศร้า หรือสิ้นหวังนั้น หลังจากนั้นเราสามารถปล่อยให้จิตสำนึกของเราทำหน้าที่เยียวยารักษาต่อไป แต่ใช่ว่าหากสัมผัสกับความเจ็บปวดอย่างเดียวแล้ว เราจะสามารถรักษาความทุกข์นั้นได้ก็หาไม่ อันที่จริงแล้ว ถ้าเรายังไม่พร้อมที่จะทำเช่นนั้น การสัมผัสกับมันอาจจะยิ่งทำให้เลวร้ายลงไปอีก เราจะต้องเพิ่มพลังของเราก่อนเป็นอันดับแรก และวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะเพิ่มพลังของเราก็คือ การสัมผัสกับความสดชื่นรื่นเริงและศานติ มีสิ่งมหัศจรรย์ต่าง ๆ อยู่มากมาย แต่เนื่องจากเรามุ่งความสนใจของเราไปยังเรื่องที่ผิด ๆ จึงทำให้เราไม่สามารถสัมผัสกับสิ่งที่ไม่ผิดได้ ถ้าเราพยายามที่จะหายใจเข้าออก และสัมผัสกับสิ่งที่ไม่ผิด การเยียวยารักษาก็จะง่ายขึ้น พวกเราส่วนใหญ่มักจะมีความเจ็บปวดมาก จนทำให้การสัมผัสกับดอกไม้หรือการจับมือเด็กสักคนกลายเป็นเรื่องยากไป แต่เราจะต้องใช้ความพยายาม เพื่อเสริมสร้างนิสัยการสัมผัสกับสิ่งที่สดสวยและดีงามได้ นี่คือวิธีช่วยให้จิตสำนึกของเราทำการเยียวยารักษาได้ หากเราสัมผัสกับสิ่งที่สงบสุข และมีพลังในการเยียวยารักษาทั้งภายในและรอบ ๆ ตัวเรา เท่ากับว่าเราได้ช่วยเหลือจิตสำนึกของเราให้ทำการเปลี่ยนแปลงอย่างได้ผล จงปล่อยให้ตัวเราได้รับการเยียวยารักษาโดยต้นไม้ นก และเด็ก ๆ ที่น่ารัก มิเช่นนั้นแล้ว เราก็จะวนเวียนอยู่กับความทุกข์ทรมานต่อไป

เมล็ดพันธุ์มหัศจรรย์อย่างหนึ่งในจิตใต้สำนึกของเราก็คือเมล็ดพันธุ์แห่งสติ ซึ่งเมื่อมันปรากฏขึ้น มันจะสามารถตระหนักรู้ถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันขณะ หากเราย่างก้าวอย่างสงบและเป็นสุขได้ก้าวหนึ่ง และเรารู้ว่าเรากำลังก้าวไปอย่างศานติและเป็นสุขได้ สติก็เกิดขึ้นแล้ว สติเป็นพลังที่สำคัญในการเปลี่ยนแปลงและการเยียวยารักษาของเรา แต่เมล็ดพันธุ์แห่งสติของเรานั้นถูกฝังอยู่ใต้ความหลงลืม และความทุกข์มาเป็นเวลานาน น้อยครั้งที่เราจะตระหนักว่าเรามีดวงตาที่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน มีหัวใจและตับซึ่งทำหน้าที่เป็นอย่างดี และมีความไม่ปวดฟันอยู่ เราอยู่กับความหลงลืม มองหาความสุขจากที่อื่น ๆ โดยเพิกเฉย และบดทำลายความสุขที่มีค่าซึ่งอยู่ในตัวเราและรอบ ๆ ตัวเราอยู่แล้วลงไป หากเราหายใจเข้าออกและมองเห็นว่าต้นไม้ที่อยู่ตรงนั้นมีชีวิตและสวยงาม เมล็ดพันธุ์แห่งสติของเราก็จะได้รับการรดน้ำ และจะงอกงามเติบโตอย่างแข็งแรงขึ้น ตอนที่เราเริ่มปฏิบัติใหม่ ๆ นั้น สติของเรายังคงอ่อนกำลังอยู่ เหมือนกับหลอดไฟที่มีกำลังเพียงสิบห้าวัตต์ แต่ทันทีที่เราให้ความสนใจกับการหายใจของเรา มันจะค่อย ๆ เติบโตแข็งแรงขึ้น และหลังจากฝึกเช่นนี้ต่อไปอีกสองสามสัปดาห์ มันจะสว่างเหมือนกับหลอดไฟหนึ่งร้อยวัตต์ทีเดียว ด้วยแสงแห่งสติที่สาดส่องนี้ เราจะสัมผัสกับสิ่งมหัศจรรย์ต่าง ๆ ที่อยู่ภายในและรอบ ๆ ตัวเราได้ และในขณะที่เราทำเช่นนั้น เราได้รดน้ำให้แก่เมล็ดพันธุ์แห่งศานติ ความสดชื่นรื่นเริง และความสุขภายในตัวเราด้วย ในขณะเดียวกัน เราก็ได้หยุดรดน้ำให้แก่เมล็ดพันธุ์แห่งความไม่สงบสุขด้วย

ตอนที่เราเริ่มปฏิบัติใหม่ ๆ นั้น เมล็ดพันธุ์แห่งความไม่สงบสุขภายในตัวเราจะยังคงแข็งแรงอยู่ เนื่องจากเรารดน้ำให้มันทุกวัน เมล็ดพันธุ์แห่งความโกรธของเราก็จะได้รับการรดน้ำโดยสามีภรรยาและลูก ๆ ของเรา เพราะว่าพวกเขาเองก็ทุกข์ทรมาน ดังนั้นพวกเขาจึงรู้เฉพาะวิธีที่จะรดน้ำให้แก่เมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์ทรมานของเราเท่านั้น ในขณะที่เมล็ดพันธุ์แห่งความไม่สงบสุขยังแข็งแรงอยู่นั้น ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้เชื้อเชิญให้มันขึ้นมาจากห้องใต้ดิน มันก็ยังสามารถดันประตูให้เปิด และแทรกตัวเองเข้ามาในห้องนั่งเล่นได้ เมื่อมันเข้ามาแล้ว ทีนี้ก็จะไม่มีอะไรน่าพอใจเลย เราจะพยายามข่มมันและเก็บมันไว้ในห้องใต้ดิน แต่เนื่องจากเรารดน้ำให้มันมาก มันจึงแข็งแรงพอที่จะปรากฏตัวในจิตสำนึกส่วนบนของเราได้แม้จะไม่ได้รับการเชื้อเชิญก็ตาม

พวกเราส่วนใหญ่มักจะรู้สึกว่าจะต้องทำอะไรตลอดเวลา เช่น ฟังวอล์คแมน ดูโทรทัศน์ อ่านหนังสือหรือนิตยสาร คุยโทรศัพท์ เราต้องการทำให้ตัวเองดูยุ่งวุ่นวายอยู่ตลอดเวลาในห้องนั่งเล่น เพื่อว่าเราจะได้หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับความวิตกกังวลและความกระวนกระวายใจซึ่งอยู่ในห้องใต้ดินของเรา แต่ถ้าเรามองให้ลึกซึ้งถึงธรรมชาติของอาคันตุกะที่เราเชิญเข้ามาในห้องนั่งเล่น เราจะเห็นว่าอาคันตุกะหลายคนก็นำเอาพิษภัยอย่างเดียวกับที่มีอยู่ในเมล็ดพันธุ์อกุศล ซึ่งเราพยายามอย่างหนักที่จะหลีกเลี่ยงมัน ในขณะที่เราพยายามป้องกันไม่ให้เมล็ดพันธุ์ที่ไม่พึงปรารถนาเหล่านี้ขึ้นมา แต่เราก็กลับกำลังรดน้ำให้มันและทำให้มันแข็งแรงขึ้น พวกเราบางคนถึงกับไปทำงานเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการมองปัญหาที่แท้จริงของเราเอง

การจะมีความสุขได้ เราจำเป็นจะต้องรดน้ำให้แก่เมล็ดพันธุ์แห่งสติภายในตัวเรา สติคือเมล็ดพันธุ์แห่งการประจักษ์แจ้ง การตระหนักรู้ ความเข้าใจ การเอาใจใส่ ความกรุณา ความเป็นอิสระ การเปลี่ยนแปลงและการเยียวยารักษา หากเราเจริญสติ เราจะสัมผัสกับแง่มุมที่สดชื่นและความรื่นเริงต่าง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถสัมผัสได้ในยามที่เรามีชีวิตอยู่ในความหลงลืม สติจะทำให้สิ่งต่าง ๆ อย่างเรา ดวงตาของเรา หัวใจของเรา การไม่ปวดฟันของเรา ดวงจันทร์ที่สวยงาม และต้นไม้ ลึกซึ้งและสวยงามขึ้นหากเราสัมผัสกับสิ่งเหล่านี้อย่างมีสติ มันจะเผยความงดงามของมันออกมาอย่างเต็มที่ เมื่อเราสัมผัสกับความเจ็บปวดของเราอย่างมีสติ เท่ากับเรากำลังเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงมัน เมื่อเด็กทารกส่งเสียงร้อยอยู่ในห้องนั่งเล่น แม่จะไปโอบอุ้มมาอยู่ในวงแขนของเธออย่างนุ่มนวลทันที เนื่องจากแม่นั้นมีความรักและความอ่อนโยนละมุนละไมอยู่ ดังนั้นเมื่อเธอทำเช่นนั้น ความรักและความอ่อนโยนจะแผ่ซ่านไปสู่ทารกน้อย และภายในเวลาไม่กี่นาที ทารกนั้นก็จะหยุดร้องไห้ สติคือมารดาผู้ซึ่งใส่ใจในความทุกข์ของเธอทุกครั้งที่มันเริ่มส่งเสียงร้อง

ในขณะที่ความทุกข์ยังอยู่ในห้องใต้ดิน เธอจะสามารถรื่นเริงกับความสดชื่น และการเยียวยารักษาต่าง ๆ ในชีวิตได้โดยการเสริมสร้างความมีสติ จากนั้นเมื่อความทุกข์ต้องการจะขึ้นมายังชั้นบน เธอก็สามารถจะปิดวอล์คแมน ปิดหนังสือ เปิดประตูห้องนั่งเล่น และเชื้อเชิญให้ความทุกข์ขึ้นมาได้ เธอจะสามารถยิ้มให้กับความทุกข์ และอ้าแขนรับมันด้วยความมีสติ ซึ่งเข้มแข็งขึ้นแล้วได้ อย่างเช่น เมื่อความหวาดกลัวต้องการขึ้นมายังห้องนั่งเล่น ก็จงอย่าเพิกเฉยกับมัน จงต้อนรับมันอย่างอบอุ่นด้วยความมีสติ “ความกลัวเพื่อนเก่าของฉัน ฉันจำเธอได้” ความหวาดกลัวมันก็อาจจะครอบงำเธอได้ แต่ถ้าเธอเชื้อเชิญให้มันขึ้นมาอย่างสงบ และยิ้มให้มันอย่างมีสติ มันจะสูญเสียพลังไป หลังจากที่เธอฝึกฝนการรดน้ำให้แก่เมล็ดพันธุ์แห่งสติสักสองสามสัปดาห์ เธอก็จะเข้มแข็งพอที่จะเชื้อเชิญความหวาดกลัวให้ขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้ และเธอจะสามารถอ้าแขนรับมันด้วยความมีสติได้ มันอาจจะไม่เป็นที่น่าพอใจนัก แต่เธอจะปลอดภัยได้ด้วยความมีสติของเธอ

ถ้าเธออ้าแขนรับความทุกข์เล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วยความมีสติ มันจะเปลี่ยนแปลงไปภายในไม่กี่นาที เพียงแต่หายใจเข้าออกและยิ้มให้มันเท่านั้น แต่ถ้าเธอเผชิญกับความทุกข์ที่รุนแรงขึ้น เธอจำเป็นต้องใช้เวลานานขึ้น การนั่งสมาธิหรือเดินจงกรมในขณะที่เธออ้าแขนรับความทุกข์ด้วยความมีสติ จะทำให้มันเปลี่ยนแปลงไปได้ไม่ช้าก็เร็ว ถ้าคุณภาพของสติของเธอเพิ่มขึ้นโดยอาศัยการปฏิบัติ การเปลี่ยนแปลงก็จะรวดเร็วขึ้น เมื่อสติอ้าแขนรับความทุกข์ มันจะเริ่มต้นแทรกซึมเข้าไป และเปลี่ยนแปลงความทุกข์นั้นเฉกเช่นแสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมายังดอกไม้ที่ยังตูม และช่วยให้มันเบ่งบานขึ้น เมื่อสติสัมผัสกับสิ่งสวยงาม มันจะทำให้สิ่งนั้นเผยความงามออกมา เมื่อสติสัมผัสกับความทุกข์ มันจะเปลี่ยนแปลงและเยียวยารักษาความทุกข์นั้น

อีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงรวดเร็วขึ้น เรียกว่า การมองอย่างลึกซึ้ง เมื่อเรามองดูดอกไม้อย่างลึกซึ้ง เราจะเห็นสิ่งที่ไม่ใช่ดอกไม้ซึ่งช่วยให้ดอกไม้เป็นดอกไม้ได้ เช่น เมฆ โลก ชาวสวน ดิน เป็นต้น หากเรามองดูความทุกข์ของเราอย่างลึกซึ้ง เราจะเห็นว่าความทุกข์ทรมานนั้นไม่ได้เป็นของเราเพียงคนเดียวเท่านั้น เมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์ทรมานต่าง ๆ นั้นถูกถ่ายทอดมาให้เราโดยบรรพบุรุษ พ่อแม่ และสังคมของเรา เราจะต้องตระหนักในเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ เด็กชายคนหนึ่งซึ่งมาปฏิบัติอยู่ในหมู่บ้านพลัมได้เล่าเรื่องราวของเขาให้ฉันฟัง ตอนที่เขาอายุสิบเอ็ดขวบ เขาโกรธพ่อของตัวเองมาก ทุกครั้งที่เด็กคนนี้ล้มลง และเจ็บตัว พ่อของเด็กคนนี้จะโกรธแล้วก็ตะโกนใส่เขา เด็กคนนี้จึงตั้งปฏิภาณว่าเมื่อโตขึ้น เขาจะต้องไม่เป็นอย่างพ่อให้ได้ แต่เมื่อสองสามปีก่อน น้องสาวซึ่งยังเล็ก ๆ อยู่ของเขาเล่นกับเพื่อน แล้วตกลงมาจากชิงช้า หัวเข่าถลอกเลือดออก เด็กชายคนนี้โกรธมาก เขาอยากตะโกนใส่หน้าน้องว่า “ทำไมโง่อย่างนี้นะ ทำไมเธอทำอย่างนี้?” แต่เขาก็ยั้งตัวเองไว้ทัน เนื่องจากเขาได้ฝึกสติมา เขาจึงรู้วิธีที่จะตระหนักรู้ความโกรธว่าเป็นความโกรธได้ และไม่ทำไปตามความโกรธนั้น ผู้ใหญ่หลายคนที่อยู่แถวนั้นเข้ามาดูแลน้องสาวของเขาเป็นอย่างดี ล้างแผลและพันผ้าพันแผลให้ ตัวเขาเลยเดินไปอย่างช้า ๆ และพิจารณาอย่างลึกซึ้ง ทันใดนั้นเองเขาก็เห็นว่าตัวเองก็เป็นเหมือนกับพ่อไม่มีผิด และตระหนักว่าถ้าเขาไม่ทำอะไรซักอย่างกับความโกรธของเขา เขาก็จะถ่ายทอดความโกรธนี้ไปยังลูก ๆ ของเขาก็เป็นได้ มันเป็นการประจักษ์แจ้งที่น่าทึ่งทีเดียวสำหรับเด็กผู้ชายอายุเพียงสิบเอ็ดขวบ ในขณะเดียวกันเขาก็มองเห็นว่า พ่อของเขาเองก็อาจเป็นเหยื่อเช่นเดียวกับเขาเหมือนกัน เมล็ดพันธุ์แห่งความโกรธของพ่อ อาจจะถูกถ่ายทอดมาจากปู่ย่าตายาย เนื่องจากการมองดูอย่างลึกซึ่งด้วยความมีสติ จึงทำให้เขาสามารถเปลี่ยนแปลงความโกรธให้กลายเป็นการประจักษ์แจ้งได้ หลังจากนั้นเด็กคนนี้ก็ไปหาพ่อและบอกพ่อว่า เดี๋ยวนี้เขาสามารถที่จะรักพ่อได้อย่างแท้จริง เพราะเขาเข้าใจในตัวพ่อแล้ว

เมื่อเรารู้สึกฉุนเฉียวและพูดจาไม่ดีกับลูก เราได้รดน้ำให้แก่เมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์ทรมานในตัวลูกแล้ว พอลูกเราตอบโต้กลับมา แกก็ได้รดน้ำให้แก่เมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์ทรมานในตัวเราเหมือนกัน การมีชีวิตอยู่แบบนี้จะทำให้ความทุกข์ทรมานเพิ่มมากขึ้นและเข้มแข็งขึ้น การหายใจเข้าออกอย่างสงบและมีสติ จะทำให้เราสามารถพิจารณาความทุกข์ทรมานต่าง ๆ ภายในตัวเราอย่างลึกซึ้งได้ เมื่อเราทำเช่นนั้น เราจะเริ่มเข้าใจบรรพบุรุษของเรา และเข้าใจในวัฒนธรรมและสังคมของเราด้วยเช่นกัน ทันทีที่เรามองเห็นความจริงข้อนี้ เราจะสามารถกลับไปรับใช้ผู้คนของเราด้วยความรักความกรุณาได้โดยปราศจากการตำหนิติเตียน การประจักษ์แจ้งของเราจะทำให้เราสามารถสร้างศานติและการปรองดองอย่างแท้จริงได้ ในขณะที่เธอขจัดความขัดแย้งระหว่างตัวเธอกับคนอื่น ๆ ลงไป เธอก็ได้ขจัดความขัดแย้งภายในตัวเธอเธอออกไปด้วยเช่นกัน ลูกธนูเพียงดอกเดียวสามารถช่วยชีวิตนกถึงสองตัวได้ ถ้าเธอยิงไปโดนกิ่งไม้ นกทั้งสองตัวจะบินไป แรกสุดจงเอาใจใส่ในตัวเธอเอง ปรองดองกับความภาวนา จากนั้นจึงปรองดองกับประชาชนของเธอด้วยความเข้าใจและความรักในตัวพวกเขา แม้ว่าพวกเขาเองจะขาดซึ่งความเข้าใจก็ตาม

เมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์ทรมานนั้นมักจะพยายามปรากฏตัวออกมาอยู่เสมอ ถ้าเราพยายามไปกดข่มมัน จะทำให้การไหลเวียนในจิตใจของเราไม่ดี ทำให้รู้สึกเจ็บป่วย การเจริญสติจะช่วยให้เราเข้มแข็งพอที่จะเปิดประตูห้องนั่งเล่น และปล่อยให้ความทุกข์นั้นขึ้นมา ทุกครั้งที่ความทุกข์ถูกโอบล้อมด้วยสติ มันจะสูญเสียพลกำลัง และในไม่ช้าเมื่อมันกลับไปยังจิตใต้สำนึก มันจะอ่อนแอลง พอมันขึ้นมาอีกถ้าหากสติของเราอยู่ที่นั่น พอที่จะต้องรับมันประหนึ่งแม่ที่ต้อนรับลูกน้อยของเธอ ความทุกข์ก็จะอ่อนกำลังลง และกลับไปยังห้องใต้ดินอย่างอ่อนแอลงไปอีก ด้วยวิธีนี้จะทำให้จิตของเราไหลเวียนดีขึ้น และเราจะเริ่มรู้สึกดีขึ้น หากเลือดในร่างกายของเราไหลเวียนดี เราจะมีสุขภาพที่ดี หากพลังแห่งจิตสังขารของเราไหลเวียนระหว่างจิตใต้สำนึกกับจิตสำนึกได้ดี เราก็จะรู้สึกเป็นสุขด้วยเช่นกัน เราไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องหวาดกลัวความทุกข์ หากว่าสติของเราอยู่ที่นั่น เพื่อที่จะอ้าแขนรับและเปลี่ยนแปลงความทุกข์นั้น

สติคือศูนย์รวมแห่งเมล็ดพันธุ์และความมั่นคงทั้งหมดของเรา หากว่าเมล็ดพันธุ์ที่ดีแข็งแรง เราก็จะมีความสุขมากขึ้น การภาวนาจะช่วยให้เมล็ดพันธุ์แห่งสติงอกงามและเติบโต เป็นแสงสว่างภายในตัวเรา หากเราใช้ชีวิตอย่างมีสติ เราจะรู้วิธีรดน้ำให้แก่เมล็ดพันธุ์แห่งความสดชื่อรื่นเริง และเปลี่ยนแปลงเมล็ดพันธุ์แห่งความเศร้าโศกเสียใจและความทุกข์ทรมาน เพื่อว่าความเข้าใจ ความกรุณาและความรัก ความเมตตา จะเบ่งบานขึ้นมาในตัวเรา




 

Create Date : 07 มีนาคม 2548    
Last Update : 7 มีนาคม 2548 11:33:26 น.
Counter : 302 Pageviews.  

1  2  3  

ลูกป้ามล
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ลูกป้ามล's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.