Catch dream in my Cheeks^o^จับฝันใส่กระพุ้งแก้ม Return to the beach BY NALINNOVEL
Group Blog
 
All blogs
 

บทที่ 2 - เมื่อได้พบเธอ(2/2)

“เมื่อแรกพบได้ประสบส่งสายตา หัวใจข้าหวั่นไหวไม่รู้หาย ยิ่งได้เห็นรอยยิ้มของเธออยู่ไกล ๆ หัวใจข้ายิ่งลอยหายไม่รู้ตัว..” คีตญาหัวเราะเขินออกมาเมื่อกล่าวถึงบทกลอนบางตอนในละคร ตอนที่ได้พบกับเจ้าชายที่ปลอมตัวมาในป่า แค่เพียงแรกพบก็สัมผัสได้ถึงหัวใจที่ส่งถึงกัน


“ว้าว ผู้ประพันธ์นิทานเรื่องนี้ช่างโรแมนติคเสียงจริง”


แขร็ก ๆ ๆ ๆ


“อึบ! เอ เหมือนล้อจักรยานติดอะไรเลย” คีตญาลงจากจักรยานและเข็นรถเข้าจอดข้างทางใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าสนามเด็กเล่น


“อุย โซ่หลุดหรือไง” เธอพยายามสำรวจถึงความผิดปกติ แต่ทุกอย่างก็ดูปกติดี


“แต่ทำไมรถเข็นไม่ไปนะ” เธอมองซ้ายมองขวาก็ไม่เห็นใครที่จะมาช่วยได้เลย เธอเปิดกระเป๋าเพื่อจะหาโทรศัพท์แต่ก็หาไม่พบ “ลืมจนได้นะเรา” เธอเขกศีรษะตัวเองเบา ๆ


เธอยืนถอนหายใจสักพัก ลมหนาวโชยมาเบา ๆ ทั้งที่เช้านี้มีแสงแดดสีทองอ่อนโยนกำลังโชยแสง ใบไม้ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่พากันปลิดขั้วลงมา


“ว้าว นี่เป็น สายฝนใบไม้หรือไงนะ ทำไมพร้อมใจกันล่วงลงมาได้”


แกรก ๆ เสียงเหมือนมีคนจับจักรยานของเธอ เธอหันไปก็เห็นผู้ชายอายุน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับเธอกำลังจับจักรยานและพินิจพิเคราะห์ดูจนรอบคันแล้วเขาก็จัดแจงซ่อมแซมมันจนมันเข็นและใช้ได้


“คุณคะ” เธอนั่งลงอยู่ข้าง ๆ และเรียกเขา แต่ผมยาวที่รวบไว้ท้ายทอยยังคงย้อยมาปิดหน้าตาของเขา สีผมน้ำตาลเข้มของเขายังบดบังดวงหน้าที่เห็นเพียงแค่ครึ่งเดียวซะหมด ถามอะไรไปก็ไม่มีเสียงตอบกลับมา


“รถจักรยานของคีญ่าเป็นอะไรคะ มีอะไรให้คีญ่าช่วยด้วยไหม” ไม่มีเสียงตอบกลับ


เขาวางเครื่องมือลงและเงยหน้าขึ้นมามองเธอ


แววตานั้นทำให้คีตญาถึงกับหงายหลังจนก้นกระแทกลงที่พื้น


“โอ้ย เธอเจ็บแปลบที่ข้อเท้าซ้ำอีกครั้ง”


เขารีบเข้ามาพยุงเธอ กลิ่นหอมจากเรือนร่างของเขาเหมือนกับกลิ่นหอมเมื่อคืนกลางดึก ผมนุ่ม ๆ ของเขาเคลื่อนตัวตามแรงลมมาปิดที่หน้าผาก แววตาใสแสนอบอุ่น จมูกได้รูป ริมฝีปากสีโอรส ดวงหน้าราวกับตุ๊กตาในเทพนิยาย ตอนนี้ตัวเธออยู่ในอ้อมกอดของเขา


“ขอโทษ ขอบคุณค่ะ” พอคิดได้ว่าท่าทางของเธอและเขาในขณะนี้ช่างไม่เหมาะสม ถ้าใครเห็นเข้าคงไม่ดีนัก เธอจึงรีบผุดนั่งและยืนอย่างไม่ทันระวัง


“โอ้ย เจ็บหนักจนได้”


เขาชี้มาที่ข้อเท้าของเธอ “อืม คีญ่าเจ็บข้อเท้า”


“เธอเริ่มสังเกตเขาอีกครั้ง กับริมฝีปากที่ไม่เปล่งเสียงใด ๆ ได้แต่ทำหน้านิ่ง ๆ ราวตุ๊กตา” คีตญาปัดเนื้อตัวเล็กน้อยกับฝุ่นที่เปรอะตามตัวเธอ รวมถึงแขนของเธอที่เลอะเทอะด้วยคราบน้ำมันโซ่จักรยาน หรือว่าเมื่อครู่มือของเขาเปรอะอยู่แล้วมาช่วยประคองเธอไว้


ใบไม้ยังคงปลิดขั้วลงมา เขาปัดใบไม้ที่หล่นใส่หน้าของเขา แต่ยังไม่ทันที่คีตญาจะเอ่ยเสียงห้ามออกไป


“ระวัง ระ... ไม่ทันแล้ว” เธอก้มหน้าหัวเราะคิก ๆ และเงยหน้ามองหน้าของเขา


เขาเบ้หน้าและทำท่าทางพร้อมแววตาสงสัยมาที่เธอ


“ตอนนี้หน้าคุณมอมแมมหมดเลยค่ะ”


เขายิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่


เธอเลยหยิบตลับแป้งที่มีกระจกเงาส่องให้เขาดู เขาทำหน้าไม่ถูกตอนนี้ผิวหน้าขาวนวลของเขามีคราบน้ำมันเปรอะทั้งสองข้างแก้มและปลายจมูกโด่งของเขา


เขาโค้งศีรษะเล็กน้อยและเดินไปเข็นจักรยานให้คีตญาและทำท่าทางให้เธอรู้ว่าเธอขี่มันได้แล้ว


“ขอบคุณค่ะ ว้าวปั่นได้แล้ว” เธอหัวเราะเสียงใสและปั่นจักรยานอยู่รอบตัวเขาไม่หยุด


“น่ารัก ดีใจที่ผมทำให้คุณมีความสุข” ฮาร์บิ้นพูดอยู่ในใจของเขา


คีตญาหยุดรถทันที “เมื่อกี้คุณพูดว่าคีญ่าน่ารักหรือคะ” เธอเอียงหน้าสงสัย


เขาหันหลังให้เธอ เธอลงจากจักรยานและเดินไปใกล้เขา เขาพยายามหลบสายตาของเธอ แต่คีตญายังคงไม่หยุดนิ่ง เธอหยิบกระดาษเปียกขึ้นมาและเช็ดหน้าตาให้เขา สีหน้านวลขาวของเขากลับเปลี่ยนเป็นสีชมพูดจนแดงระเรื่อขึ้นมา สายตาของเขาไม่ละจากดวงหน้าของสาวน้อยคีตญาเลยแม้แต่วินาทีเดียว


“ความรู้สึกแบบนี้เรียกว่าความอบอุ่นใช่ไหม เพื่อนใหม่คนนี้ทำไมทำให้เรารู้สึกร้อนรุ่มไปทั้งตัว” ฮาร์บิ้นเปล่งเสียงอยู่ในใจ


“ทำไมคุณชอบพูดแปลก ๆ” เธอละมือลงจากดวงหน้าของเขา


สายตาของเขาตอนนี้มีความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้น ไม่ต่างอะไรจากบทกลอนสั้น ๆ เมื่อครู่เลย


“เมื่อแรกพบได้ประสบส่งสายตา หัวใจข้าหวั่นไหวไม่รู้หาย ยิ่งได้เห็นรอยยิ้มของเธออยู่ไกล ๆ หัวใจข้ายิ่งลอยหายไม่รู้ตัว..”


เธอเปล่งบทกลอนนั้นออกมา พร้อมส่งสีหน้าชมพูระเรื่อกลับไป


“คือ ขอบคุณมาก ๆ ค่ะ ที่ช่วยเหลือ ว่าแต่คุณอยู่ในหมู่บ้านนี้ด้วยหรือเปล่า แล้วชื่ออะไร”


เขามองแล้วยิ้มที่มุมปาก


“ต้องขอโทษด้วย คุณเป็นใบ้พูดไม่ได้ใช่ไหมคะ แสดงว่าเมื่อครู่ คีญ่าคงหูแว่วซินะ” เธอถอนใจออกมาเล็กน้อย พอเหลือบดูนาฬิกา ก็ต้องรีบถอนตัวออกมาจากเขาทันทีโดยไม่ได้มีการสนทนาใด ๆ ต่อ


พอพ้นระยะจากตัวเขามาไม่ไกลนัก เธอเหลือบไปมองเขา รอยยิ้มของเขาทำไมชัดเจนเช่นนั้น ยิ่งได้เห็นรอยยิ้มของเธออยู่ไกล ๆ หัวใจข้ายิ่งลอยหายไม่รู้ตัว ทำไมบทกลอนนี้ถึงพุ่งพล่านในสมองไม่ยอมหยุด และอีกสิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้เลย คือความร้อน คีตญาหยุดจักรยานทันทีมองกลับไปอีกครั้ง เขาหายไปแล้วใบไม้ไม่ล่วงหล่น แล้วอากาศที่หนาวนั้น กลายเป็นความร้อนขึ้นมาทันที


“เฮ้อ นี่เราจะป่วยอีกแล้วใช่ไหม” คีตญาเอามือขึ้นทุบข้างขมับตัวเองเบา ๆ เพื่อเตือนสติ


“คีญ่า คีญ่า” เสียงเรียกแสนคุ้นเคย


“อ้าวทั้งสองคนมาได้ยังไง” เธอหันไปถามฟินและบันนี่ขณะที่บันนี่หอบแห่ก ๆ อยู่ใกล้ ๆ


“ก็เราสองคนตั้งใจไปรับคีญ่า แต่คุณอาบอกว่าคีญ่าออกมาแต่เช้า ดีนะที่ยังไล่กันทัน”


“จริง ๆ คีญ่าควรถึงโรงเรียนนานแล้ว แต่ว่ามีเรื่อง...” คีตญานึกถึงหนุ่มน้อยเป็นใบ้ใจดีคนนั้นขึ้นมาก็รู้สึกว่าปั้นหน้าไม่ถูกเหมือนกัน


“เรื่องอะไรคีญ่า”


“เปล่าจ้ะ พอดีคีญ่าแวะสนามเด็กเล่นน่ะ นั่งเล่นชิงช้าอยู่เลยทำให้ทั้งสองคนตามทันไง”


“ชิงช้านี่นะ เราสามคนไม่ได้ไปสนามเด็กเล่นกันนานแล้วนะ” บันนี่พูดด้วยอาการเหนื่อยหอบ


“ช่างเถอะ ไปกันเร็ว”


“ว่าแต่ข้อเท้าหายหรือยัง”


“หาย เฮ้ย ทำไมไม่เจ็บแล้ว เป็นไปได้ไง”


เธอย้อนนึกกลับไปถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ ตอนที่เขาประคองเธอ และสักพักเขาก็เข้ามาและนั่งลงจับที่ข้อเท้าของเธอ ความเย็นที่แผ่ซ่านจากมือของเขาตอนนั้นบอกไม่ถูก


“หายแล้วน่ะ” คีตญาปั่นจักรยานไปและนึกถึงเหตุการณ์ไป เธอคิดว่าเธอได้ยินเขาพูดชมเธอ เขาพูดเรื่องความอบอุ่น หูแว่วหรือไง


“โอ้ย คิดถึงทำไมนะ” คีตญาได้แต่พร่ำเสียงอยู่คนเดียวในใจ




 

Create Date : 26 ตุลาคม 2556    
Last Update : 26 ตุลาคม 2556 9:34:09 น.
Counter : 69 Pageviews.  

บทที่ 2 - เมื่อได้พบเธอ(1/2)

บทที่ 2 เมื่อได้พบเธอ

พลังแสงกลุ่มหนึ่งมุ่งหน้ากลับยังเมืองธารน้ำแข็งเขาโดนผลักจนกระเด็นลงไปนอนกระแทกโขดหินน้ำแข็งด้วยแรงกระแทกทำให้เขาเจ็บที่ข้อศอก


“คราวหน้าฉันจะไม่ให้อภัยนายอีกเลยฮาร์บิ้น”เพื่อนร่วมเมืองของเขาผลักเขาจนกระเด็นไปไกลเพียงเพราะโกรธที่วันนี้ฮาร์บิ้นขัดขวางไม่ให้เขาขโมยกล่องเสียงของกลุ่มนักแสดงของโรงเรียน


“ใช่ฮาร์บิ้นฉันจะไม่ให้อภัยเธอเลยเช่นกัน”เสียงของสาวผู้พราวเสน่ห์ดังก้องออกมาจากหัวใจ


                ฮาร์บิ้นค่อยๆ ลุกขึ้น “หยุดกันได้ไหม โปร หยุดได้ไหม วินน่า”


“ให้หยุดอย่างนั้นหรือฮาร์บิ้นในเมื่อเราสองคนกำลังจะได้กล่องเสียงอยู่แล้วเธอก็รู้ดีว่าเสียงของสาวน้อยผู้นั้นช่างแสนไพเราะเสียเหลือเกินแล้วเสียงนั้นมันก็เหมาะกับตัวฉันมากกว่าใครๆ” วินน่าโมโหจนหน้าแดง



“ถึงแม้ว่าพวกเราจะไม่มีกล่องเสียงแต่พวกเราก็สื่อสารกันได้” ฮาร์บิ้นพยายามอธิบาย


“แต่พวกเราไม่มีพลังเหมือนกลุ่มเฮยคูพวกกลุ่มน้ำตาสีดำมีพลัง มีเพื่อน มีบ้านแสนอบอุ่นในที่ ๆ พวกเขาอยากจะอยู่ที่สำคัญพวกเขามีคนรักในเมืองแสนอบอุ่น ไม่ใช่เมืองธารน้ำแข็งหนาวเย็นหรือว่าความหนาวเย็นของธารน้ำแข็งมันทำให้นายใจด้านชาไปแล้วงั้นหรือ” กระแสจิตของโปรแสดงพลังออกมาแววตาเกรี้ยวกราดและท่าทางแสดงออกถึงความรู้สึกยกเว้นริมฝีปากยังคงปิดสนิทเหมือนเดิม


“พวกเราไม่ใช่ตุ๊กตานะฮาร์บิ้นจะมีใครสักกี่คนที่จะมีกระแสจิตสื่อสารอย่างพวกเราได้ นับวันกลุ่มเฮยคูมันก็มีมากกว่าไป๋คูน้ำตาสีขาวเข้าไปทุกทีแล้วนะถ้าอีกหน่อยทุกคนมีกล่องเสียงกันหมดพวกเราจะสื่อสารกับใครได้อย่างไร” วินน่าแสดงความคิดเห็นด้วยอีกคน


“เราเข้าใจเพื่อนทั้งสองคนแต่กล่องเสียงของสาวน้อยผู้นั้นเราขอจะได้ไหม”ฮาร์บิ้นพูดด้วยความเสียใจ


“เหตุผล” วินน่าถาม


“ไม่รู้ซิเราเพียงแต่ขอ” ฮาร์บิ้นลุกขึ้นและสะบัดผ้าคลุมหลังของเขาคราบหิมะยังเกราะพราวที่แผ่นหลัง


“ถึงวันนี้นายปกป้องกล่องเสียงของสาวน้อยผู้นั้นได้แต่วันหนึ่งพวกเฮยคูก็คงอยากเปลี่ยนพลังเสียงอยู่ดีน้ำเสียงของสาวน้อยผู้นั้นช่างแสนไพเราะเสียเหลือเกินใครได้ยินย่อมต้องอยากได้รวมถึงตัวนายเองด้วยสักวันนายอาจจะอยากได้กล่องเสียงของสาวน้อยผู้นั้นไว้ให้กับคนที่นายรัก” โปรกล่าวถึงเธออย่างหวานซึ้ง


“เราเพียงแต่ทราบซึ้งในบทกวีของเธอน้ำเสียงและน้ำตาของเธอทำให้เรารู้สึกห่วงใย เราเพียงอยากรู้ว่าบทกวีนั้นมันยังมีต่ออีกไหมถ้าสาวน้อยผู้นั้นไม่มีกล่องเสียงเธออาจจะเสียใจมากที่ไม่ได้เอื้อนเอ่ยบทกวีแสนไพเราะนั้นอีก” ฮาร์บิ้นกล่าวอย่างหวานซึ้ง แววตาของเขาเหมือนกำลังจะโบยบินออกไป


“ไร้สาระมาก ฮาร์บิ้น สักวันนายก็ต้องเปลี่ยนใจ”โปรตะโกนลั่นออกไป


“ถ้าเธอไม่ใช่เพื่อนสนิทของเราเราจะไม่มีวันยอมเด็ดขาด” วินน่าหายตัววับไปในพริบตา


“เราก็เช่นกันนายปกป้องกล่องเสียงนั้นไว้ให้ดีแล้วกัน”


ฮาร์บิ้นนั่งลงบนโขดหินน้ำแข็งเขามองสายธารน้ำแข็งที่ขาวโพลนทุกอย่างช่างดูเวิ้งว้างและเงียบเหงาจริง ๆ


“กลับมาแล้วหรือฮาร์บิ้นนั่นแขนไปโดนอะไรมา”แม่ของเขาเห็นเลือดไหลออกมาที่ข้อศอกของเขา


“เสื้อขาดหรือนี่ไม่รู้ตัวเลย” ฮาร์บิ้นเฉไปเรื่องอื่น


“ลูกไปทะเลาะกับพวกเฮยคูมาหรือเปล่า”


เขาไม่ได้ตอบคำถามแต่หันหลังให้กับผู้เป็นแม่ของเขาแทน


“ฮาร์บิ้น” แม่ของเขาเสียงดังขึ้น


“เปล่าครับแม่ผมมีเรื่องกับโปรและวินน่า”ฮาร์บิ้นยิ้มที่มุมปากนั่นเป็นสิ่งเดียวที่เขาทำได้


แม่แสดงสีหน้าตกใจออกมา


“ลูกสามคนเป็นเพื่อนรักกัน เหตุใดจึงวิวาทกันได้ ขัดใจอะไรกันหรือเปล่า” แม่ถามด้วยความห่วงใย


“แม่ครับถ้าพวกเราไม่มีกล่องเสียงเราจะอยู่กันได้ไหม”


“ได้ซิพวกเราก็อยู่ได้” แม่ยิ้ม


“แต่คนที่มีกล่องเสียงจะมีพลังจะได้อยู่ในเมืองที่อบอุ่น และมีอายุยืนยาว”ฮาร์บิ้นยิ้มเศร้า ๆ


“ลูกไปฟังเพื่อนๆ ของลูกพูดอะไรมาอีกเป็นแน่ ก็จริงนะพวกเราจะมีอายุไม่ยืนยาวแต่สิ่งหนึ่งที่เรามีคือความอบอุ่นของบ้านลูกไม่ต้องไปหาจากที่ไหน” แม่เดินไปหยิบอุปกรณ์มาปฐมพยาบาลให้เขา


เขารู้สึกเจ็บแผลเล็กน้อยแต่เหมือนจะเคล็ดขัดยอกมากกว่า การพูดคุยกับแม่ทำไมไม่ทำให้เขารู้สึกสบายใจขึ้นเลย


“ว่าแต่พ่อกับพี่เฮิร์บทำไมยังไม่กลับบ้านอีก” เขาถามถึงพ่อและพี่ชายของเขา


“ไปประชุมกับหัวหน้ากลุ่มลูกก็รู้ว่าตอนนี้สถานการณ์ในเมืองพวกเราไม่ค่อยดีนักจริงอย่างที่ลูกบอกนับวันกลุ่มเฮยคูก็มีมากกว่า ไป๋คูขึ้นทุกวันแต่สิ่งใดที่คนกลุ่มนั้นควรจะแสดงความรับผิดชอบต่อเจ้าของกล่องเสียงนั้นล่ะถ้าเขาขโมยเสียงของเจ้าตัวมา แล้วชีวิตของคนที่เหลืออยู่พวกนั้นจะทำอย่างไรพ่อกับพี่ชายของเราเลยต้องไปวางแผนออกเป็นกฎขึ้นมา”แม่สีหน้าไม่ดีนัก ทั้งที่รู้เต็มอกว่า มันเป็นเรื่องแสนยากทีเดียว


“แม่แม่รู้ดีใช่ไหมว่าไม่มีทางเป็นไปได้คนกลุ่มน้อยอย่างพวกเราจะไปต้านทานเรื่องแบบนั้นได้อย่างไร”ฮาร์บิ้นล้มตัวลงนอนหนุนตักแม่ของเขา


“ลูกยังไม่โตมากนักทำอะไรก็ควรจะระวัง อย่าตามเพื่อนมาก มีโอกาสก็คอยเตือนพวกเขาด้วย” แม่ยิ้มและลูบศีรษะของเขา


พอตกดึกเขาแวะไปที่บ้านของคีตญาเพื่อดูว่าเธอยังปลอดภัยดีคีตญากำลังซ้อมบทละครเขายืนมองเธออยู่นอกหน้าต่างจนค่อนดึกลีลาและท่าทางรวมถึงน้ำเสียงของเธอช่างแสนไพเราะเสียจริง โชคดีที่เจ้าหมาตัวน้อยไม่ได้อยู่ในห้องนี้ด้วยไม่อย่างนั้นเสียงเห่าของมันคงมารบกวนความสุขเล็ก ๆ ในตอนนี้


คีตญายังคงเดินด้วยท่าทางไม่ถนัดหนักยิ่งตกดึกมากเท่าไหร่ข้อเท้าก็บวมมากขึ้นเท่านั้นและตึง ๆ จนเจ็บอย่างบอกไม่ถูกแผลที่หัวเข่าก็เริ่มระบม คีตญาเปิดหน้าต่างและยื่นหน้าออกมาเล็กน้อยเขาตกใจแทบแย่รีบพาตัวเองลอยขึ้นสูง


“นี่เธอบาดเจ็บด้วย” ฮาร์บิ้นรู้สึกกังวลใจมาก


“คืนนี้ดวงจันทร์สวยจังเลยนะแต่ทำไมอากาศเย็นแปลก ๆ นี่ประเทศไทยมีฤดูหนาวแล้วหรือไงนะ กลิ่นก็หอมเสียด้วย” คีตญาพูดด้วยน้ำเสียงหวานซึ้ง


ฮาร์บิ้นยิ้มอย่างเคลิบเคลิ้มแล้วก็ต้องเตือนตัวเองว่ามาดูแลความปลอดภัยของเธอไม่ได้มาชื่นชมน้ำเสียงของเธอ


“มันน่าโกรธโปรกับวินน่ามากนัก ทำอะไรรู้ตัวบ้างหรือเปล่า”


“เอเสียงใครกันนะ” คีตญาชะโงกหน้าออกมาจากหน้าต่างห้องอีกครั้ง


ยิ่งทำให้ฮาร์บิ้นอดสงสัยไม่ได้ว่าสิ่งที่เขาพูดเธอได้ยินอย่างนั้นหรือเป็นไปไม่ได้ เขาเลยลองกล่าวในใจของเขาอีกครั้งเพื่อเป็นการทดสอบ


“ขอบคุณน้ำเสียงและบทกวีตะวันสีขาวแสนไพเราะ” เขาเปล่งเสียงทางกระแสจิต


“ค่ะขอบคุณที่ชมค่ะพ่อ” เธอหันมองทางประตูห้องมันก็ไม่ได้เปิดออก


“อ้าวนี่เราหูแว่วหรือไง”


เธอเงยหน้ามองพระจันทร์สีเงินยวงในค่ำคืนนี้สีเงินของมันช่างแสนอ่อนโยนแต่ก็แฝงไว้ด้วยความเย็นชาแห่งความหนาวเย็น


“เธอได้ยินเราด้วยหรือเป็นไปไม่ได้ เธอเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาเท่านั้น” เขาขมวดคิ้ว


คีตญายังคงซ้อมบทละครเวทีตะวันสีขาวต่อไปอยู่หลายหน เสียงหวานใสที่ก้องกังวานเปล่งเสียงอย่างต่อเนื่องอากาศที่แสนอบอุ่นทำให้หัวใจของหนุ่มน้อยจากธารน้ำแข็งรู้สึกอบอุ่นหัวใจ


ฮาร์บิ้นลอยตัวสูงขึ้นเขาลอยตัวไปนั่งอยู่บนหลังคาบ้านของเธอมองดวงจันทร์ลอยเด่นเป็นสีเงินยวงพร้อมกับฟังเสียงหวานๆ ของเธอในค่ำคืนนี้อย่างสุขใจ


“คีญ่า คีญ่า” เสียงตะโกนประสานกันของฟินและบันนี่ดังไม่หยุดจนพ่อของคีตญาต้องเดินออกมาต้อนรับ


“สวัสดีค่ะคุณอา” ทั้งสองคนกล่าวทักทาย


“ว่าไงเด็ก ๆมาหาคีญ่าหรือไง”


“ใช่ครับพวกเราจะมารับคีญ่าไปโรงเรียน วันนี้คีญ่ามีแสดงละครว่าแต่คีญ่าเสร็จหรือยังครับ” ฟินยิ้ม


พ่อยืนกอดอกแล้วหัวเราะออกมาเบาๆ “คีญ่าไปโรงเรียนแต่เช้าตรู่แล้ว”


“อ้าวทำไมไม่รอพวกเราเลยล่ะคะ ทั้งที่ตัวเองยังเจ็บข้อเท้าและหัวเข่าอยู่ไม่ใช่เหรอ” บันนี่ทำหน้าเสียดายปนความเป็นห่วง


“เมื่อเช้าพ่อถามเขาแล้วเขาบอกว่าไหวแต่อยากจะไปซ้อมละครที่โรงเรียนมากกว่าเพราะอยู่บ้านเจ้าตัวโน้ตชอบกวนเลยไม่มีสมาธิ” พ่อพูดพร้อมเชื้อเชิญให้ทั้งสองคนเข้าบ้านก่อน


“เข้ามาทานอาหารเช้าด้วยกันก่อนไหม”


“ไม่หรอกครับงั้นพวกเราตามไปที่โรงเรียนก่อนดีกว่า น่าจะยังทันกันระหว่างทาง” ฟินรีบกล่าวลาทันควัน


“เฮ้ ฟินรอบันนี่ด้วยซิ บันนี่ไม่มีแรงปั่นจักรยานเร็วขนาดนั้นนะ พ่อคะ บันนี่ไปก่อนนะคะ”


“เชิญจ้ะเด็ก ๆ” พ่อหัวเราะกับท่าทางทั้งสองคน






 

Create Date : 26 ตุลาคม 2556    
Last Update : 26 ตุลาคม 2556 9:33:46 น.
Counter : 230 Pageviews.  

บทที่ 1 - ดวงตะวันสีขาว

บทที่ 1 – ตะวันสีขาว

“ดั่งสายธารสีขาวที่พราวใส ไหลระรินพลิ้วไหวกลางสายฝน

หยาดน้ำค้างพร่างพราวมาพร่างพรม

บนลานหินสีเทา.. ที่เคย.. เคล้าน้ำตา

อยากจะถามหาดวงตะวันที่ฝันถึง

อยากจะถามถึงความอบอุ่นที่ห่างหาย

นานแล้วที่ไม่มีเธอ มาข้างกาย

ส่งกำลังใจให้ฉันเหมือนทุกครา

อยากให้ดวงตะวันฉาย..ส่องสว่างมาที่ฉัน

ดั่งตะวันสีขาวที่พราวฟ้าเคยกระซิบบอกฉันทุกเพลา

พรุ่งนี้ซินะไม่ไกลเกิน

เมื่อความฝันของเราสองมาบรรจบเส้นขนานที่พานพบจะขาดหาย

เหลือเพียงเส้นตะวันเดียวกันที่ทอดไกลส่องลานใจของ ของสองเรา...”

สาวน้อยเอื้อนเอ่ยบทกวีแสนไพเราะร่ำไห้ออกมาพร้อมแสดงทีท่าราวเจ้าหญิงน้อยผู้โศกเศร้าบนละครเวทีของโรงเรียน ม่านปิดฉากลงบทกลอนแสนไพเราะบทนั้นเหมือนยังไม่จบ ฉากต่อไปก็เริ่มต้นขึ้นอย่างต่อเนื่องคีตญารีบวิ่งเข้าหลังเวทีจัดแจงเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดสำหรับฉากการขี่ม้า เพื่อน ๆฝ่ายเสื้อผ้ารีบนำผ้าคลุมหลังผืนยาวมาคลุมไหล่อีกคนหยิบหมวกใบแข็งสำหรับการขี่ม้าและรองเท้าบู๊ตมามะรุมมะตุ้มที่ตัวเธอบรรยากาศช่างแสนวุ่นวายขณะที่เพื่อน ๆ หน้าม่านก็กำลังแสดงบทบาทของตัวเองอย่างต่อเนื่อง

เธอยืนสูดลมหายใจก่อนจะเอื้อมมือซ้ายลูบเบา ๆและวางลงบนแผงหลังคอม้าพร้อมใช้มือซ้ายดึงสายบังเหียนให้มั่นเจ้าหน้าที่ดูแลม้าจับห่วงโกลนให้เข้าที่และช่วยดันตัวของคีตญาปีนขึ้นไปนั่งอยู่บนหลังม้าเพื่อรอเข้าฉากต่อไปคีตญาใช้ส้นบู๊ทด้านขวาเตะเบา ๆ ที่ข้างลำตัวของม้าม้าก็เดินกุบกับออกไปอย่างคุ้นชินเธอควบคุมม้าให้เดินตรงตามจุดที่ซ้อมละครมาร่วมแรมเดือนลีลาการขี่ม้าของเธอดูงดงามราวกับเจ้าหญิงผู้ทรงสง่า ผสมน้ำเสียงบทละครร่วมกับบทกวีของเธอแสนไพเราะจับใจจังหวะและระดับเสียงที่แตกต่างตามอารมณ์และความรู้สึกฟังดูชวนคล้อยตาม

เพื่อนนักเรียนที่นั่งชมต่างปรบมือให้เธอด้วยความยินดีเมื่อละครจบลงเธอรู้สึกยินดีมากที่ผลงานออกมาเป็นที่พอใจของหลายฝ่ายที่ร่วมกันซ้อมอย่างหนักถึงจะเป็นเพื่อนต่างโรงเรียนถึงสี่โรงเรียนที่ร่วมกันทำงานนี้ให้สำเร็จเมื่อละครเวทีของเธอจบลง พิธีกรก็กล่าวต่อเป็นการแสดงของวงดนตรีโรงเรียนหมดหน้าที่ของเธอสำหรับวันนี้แล้ว แต่ยังมีอีกสองวันสำหรับการแสดงวันละรอบคีตญาเปลี่ยนเสื้อผ้าในชุดลำลองและเดินเล่นต่อภายในโรงเรียนซึ่งยังมีซุ้มกิจกรรมอื่นๆ อีกที่น่าสนใจเพราะช่วงก่อนคริสมาสต์โรงเรียนและกลุ่มโรมเรียนที่มีเจ้าของเป็นคนเดียวกันจะจัดงานโรงเรียนและเวียนกันจัดไม่ซ้ำแต่ละปีและปีนี้โรงเรียนของเธอเป็นเจ้าภาพใจการจัดงานโรงเรียนก่อนจะปิดการเรียนยาวสามสัปดาห์ทีเดียว

“คีญ่าไปดูซุ้มนั้นกันเถอะมีคัพเค้กน่ากินสุด ๆ”เพื่อนสนิทของเธอบันนี่ฉุดมือเธอให้วิ่งไปด้วยกัน

“ซุ้มนั้นเป็นของโรงเรียนอะไรเหรอ”เธอกึ่งวิ่งกึ่งเดินตามเพื่อนของเธอ

“เอาน่าเดี๋ยวถึงก็รู้เอง” บันนี่รีบฉุดมือคีตญ่าให้ก้าวเท้าตามเร็วๆ

“ไม่เห็นอยากจะกินตรงไหนเลยไปที่อื่นดีกว่า”เธอพยายามยื้อแต่จนแล้วจนรอดก็ต้องวิ่งตามเพื่อนสาวคนสนิทมาจนได้

“ร้านนี้มีคัพเค้กแสนพิเศษเลยนะถ้าเราสองคนไม่ไปรับรองว่าคนที่อยู่ในร้านนี้ต้องเสียใจมาก ๆ ร้องไห้แง ๆ เลยนะ” บันนี่ยกสองกำปั้นของเธอทำท่าเช็คน้ำตาท้องสองข้าง

“ขนาดนั้นเชียวไปก็ได้ ไปก็ได้” เธอวิ่งตามเพื่อนของเธออย่างว่าง่าย

พอสองสาวไปถึงซุ้มคัพเค้ก มีสาว ๆมากมายกำลังยืนออกันแน่นหน้าร้านรวมถึงโต๊ะสำหรับนั่งรับประทานก็เนืองแน่นไปด้วยผู้คน ก็แหมทำยังไงได้ล่ะก็พ่อหนุ่มคัพเค้กร้านนี้แต่ละคนหน้าตาชวนซื้อเหลือเกินนี่นะ สาว ๆก็ต้องมาอุดหนุนมากมายกันเป็นเรื่องธรรมดาแถมยังมีแต่หน้าคัพเค้กตามสั่งอีกต่างหาก

บันนี่ไม่รอช้ารีบเบียดเข้าไปจนถึงหน้าตู้คัพเค้กจนได้

“ว้าวอันนี้น่าหม่ำที่สุดเลยดูซิเป็นแมวคิตตี้ด้วย เอาชิ้นนี้ค่ะ เอาชิ้นนั้นด้วย” บันนี่ชี้

“ว่าไงครับเจ้าหญิงคีญ่า” ฟินทักเธอขึ้นมาก่อน พร้อมกับส่งคัพเค้กแสนน่ารักให้กับเธอหนึ่งชิ้นบนคัพเค้กชิ้นนี้แต่งด้วยครีมเป็นรูปมงกุฎน่ารักสำหรับเจ้าหญิง

“กรี๊ด” เสียงแสดงความอิจฉาจากสาว ๆ คนอื่นดังก้องหูของคีตญาไปหมดเธอได้แต่ยืนหน้าแดงเลย ก็คีตญาทั้งอายและแถมยังเบียดแซงคิวคนอื่นตามบันนี่อีกเฮ้อ! เธอปั้นหน้าไม่ถูกเลย

คีตญาเลยปลีกตัวออกมาจากวงล้อมของผู้คนก่อนที่จะโดนประนามหรือหมั่นไส้ไปมากกว่านี้

“นี่สำหรับเจ้าหญิงคีญ่าของฟิน” เขาเดินตามออกมาที่หน้าซุ้มปล่อยให้เพื่อนหน้าใสคนอื่น ๆ จัดการกับสาว ๆพวกนั้นต่อ

“นี่อย่ามาแซวนะ” คีตญายิ้มเขิน ก่อนจะยื่นมือรับคัพเค้กแสนน่ารักแสนพิเศษแบบที่บันนี่พูดถึงก่อนหน้านี้และเดินตามฟินไปนั่งทานที่โต๊ะเล็ก ๆ ในซุ้ม

ฟินหันไปยกป้ายจองแล้วออกจากโต๊ะเขาหันมายิ้มให้กับคีตญาพร้อมหยิบเครื่องดื่มมาเพิ่มให้อีก “แหมฟิน แล้วของบันนี่ล่ะ” เธอยื่นมือขอขนมอร่อยจากเจ้าของซุ้ม

“สุภาพบุรุษอย่างฟินไม่มีลำเอียงอยู่แล้วน่าอ่ะ ชิ้นนี้ของบันนี่”

“ว้าวขอบคุณมาก ๆ” บันนี่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

“อืม เดี๋ยวฟินทำไมคัพเค้กของบันนี่ไม่ใช่คิตตี้แบบที่บันนี่สั่งเมื่อกี้ล่ะ บันนี่ไม่ยอมนะ” เธอยกมือขึ้นกอดอกและเม้มปากแน่น

“ก็ลูกค้าสั่งกันหมดแล้วเหลือแต่นี่ละ จะเอาไม่เอาล่ะ”

“บันนี่เอาของคีญ่าก็ได้น่ารักเหมือนกันนะดูซิมีมงกุฎเจ้าหญิงด้วยนะ แถมยังเป็นรสบลูเบอรี่อีก ท่าทางจะอร่อยนะ” คีตญาเลื่อนจานคัพเค้กของเธอเบา ๆ ให้กับเพื่อน

“ไม่ได้นะคีญ่าคัพเค้กชิ้นนี้ฟินตั้งใจทำพิเศษให้คีญ่านะ ใครก็ห้ามแตะ”ฟินยิ้มและดึงจานขนมกลับมา

“แหมบันนี่รู้กาลเทศะหลอกชิ้นไหนก็คงเหมือนกันมั้ง” น้ำเสียงบันนี่ไม่พอใจเท่าไหร่

“อ่ะ ๆเดี๋ยวก่อนทานขอถ่ายรูปก่อนมา ๆ”บันนี่หยิบโทรศัพท์เคลื่อนที่ขึ้นมาและก็เก็บภาพสวย ๆของขนมและรูปของทั้งสามคนไว้ด้วย

“เดี๋ยวแชร์ให้จ้ะ” บันนี่สนุกสนานกับการถ่ายภาพและอวดรูปบนโซเชี่ยลเน็ทเวิร์คได้ตลอดเวลา

“เป็นไงบ้างเหนื่อยไหม” ฟินถาม

“ก็โอเคอยู่นะฟินน่ะขี้โกงสุด ๆ เลยไม่ยอมไปเล่นละครด้วยกัน” เธอต่อว่าเขา

“ก็ฟินไม่อยากเล่นนี่อยู่ซุ้มทำคัพเค้กกับชงเครื่องดื่มสนุกกว่ากันเยอะเลย”เขาหัวเราะออกมา ฟินเองก็อยู่ชมรมบทกวีเช่นเดียวกับคีตญาเหมือนกัน

“ถึงว่าทำไมบันนี่คะยั้นคะยอว่าต้องมาร้านนี้ให้ได้คีญ่านึกว่าฟินจะไม่มาร่วมงานวันนี้ด้วยซ้ำไปไม่เห็นฟินเคยบอกเลยว่าจะรวมตัวกับเพื่อน ๆ ทำคัพเค้กขายน่ะ”คีญ่ายิ้มก่อนจะตักขนมเข้าปาก

“ถ้าบอกก็ไม่ตื่นเต้นนะซิอยากให้เซอร์ไพรส์” เขายิ้มและมองเธอด้วยสายตาเกินกว่าคำว่เพื่อน

“ไม่เห็นจะตื่นเต้นตรงไหนเลยก็งั้น ๆ แหละ คีญ่าว่าฟินอยากอยู่ใกล้ชิดสาว ๆ ต่างโรงเรียนมากกว่ามั้งเพราะตั้งแต่เดินมาหลายซุ้มนะ ซุ้มนี้สาว ๆ เยอะสุดเลย”คีญ่าหัวเราะพลางมองบันนี่อย่างขำขัน เพราะตอนนี้บันนี่เดินไปถ่ายรูปเล่นกับหนุ่มๆ ในร้านแทบจะทุกคนแล้ว

“ว่าแต่ฟินมีอะไรให้คีญ่าช่วยไหม”

“ไม่มีหลอกเพราะอีกแค่สองชั่วโมงงานก็เลิกแล้วเหลือแค่เก็บล้างทำความสะอาดนิดหน่อยพรุ่งนี้ก็เริ่มต้นใหม่ คีญ่าไปเดินเล่นแบบสาวๆ ดีกว่า มีซุ้มอื่น ๆ น่าสนใจเยอะแยะ”ฟินหยิบแผนที่งานมากางให้ดู

“เห็นด้วยจ้ะคีญ่า เราสองคนหม่ำขนมหมดก็ไปเดินเล่นดูหนุ่ม ๆ ซุ้มอื่นดีกว่าดีเหมือนกันนะไม่มีฟินมาคอยเป็นก้างน่ะ”บันนี่หัวเราะเสียงใส

“อันนั้นก็เรื่องของบันนี่นะแต่ฟินเชื่อว่าคีญ่าไม่ทำตัวแบบบันนี่หรอก” ฟินค้อนเล็ก ๆให้บันนี่และก็ไม่ละที่จะส่งสายตาให้คีญ่า เธอรู้ดีว่าเขารู้สึกยังไงกับเธอแต่มันยังไม่ถึงเวลาสำหรับเรื่องพวกนี้การเป็นเพื่อนกันดีที่สุดแล้วคีญ่าได้แต่ยิ้มตอบไป

บันนี่ตื่นเต้นกับงานโรงเรียนก่อนปิดเทอมระยะสั้นฟินเพลิดเพลินกับการชงเครื่องดื่มและบริการลูกค้าอยู่ในร้าน สำหรับคีตญาแล้วในทางตรงกันข้ามกับเพื่อน ๆเธอกลับรู้สึกอ่อนล้าอย่างบอกไม่ถูกเหมือนใจคอไม่ค่อยดี จู่ ๆเธอก็หนาววูบขึ้นมาเหมือนโดนจับแช่แข็งอยู่ในห้องน้ำแข็งบางครั้งก็ร้อนผ่าวจนเหมือนหัวจะระเบิดเป็นเสี่ยง ๆคีตญาแค่คิดว่าบางทีช่วงหลังอาจจะซ้อมละครหนักเกินไปอาจจะเริ่มเป็นไข้ก็เป็นได้

แต่ตอนนี้สายตาที่มองภาพรอบ ๆตัวทำไมมันทุกอย่างมันเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองจนไม่สามารถเปิดเปลือกตามองสิ่งรอบตัวให้ชัดเจนได้บางครั้งเหมือนมีกลุ่มพลังงานแสงสีขาวสว่างจ้าเล็งมาที่ดวงตาของเธอเหงื่อเริ่มผุดเม็ดที่บริเวณหน้าผาก แล้วก็หนาวสั่นสะท้านจนนิ้วมือนิ้วเท้าชาจนแทบเดินไม่ไหว

“นี่เราเป็นอะไรไปบันนี่ บันนี่” ยิ่งคีตญาพยายามเปล่งเสียงมากเท่าไหร่เสียงของเธอกับเบาลง ๆ

“บันนี่” แล้วเสียงเธอก็ดังขึ้นมาแต่ก็ไม่สามารถตะโกนให้เพื่อนที่อยู่ใกล้กันแค่เอื้อมมือได้ยินเธอเลยแม้แต่หน่อยพลังภายในร่างกายเหมือนถูกดูดกลืนไปกับอากาศ ขาเริ่มอ่อนแรงลง และ อ่อนแรงลง

บันนี่เดินถ่ายรูปด้วยความเพลิดเพลิน จู่ ๆคีตญาเริ่มรู้สึกตัวกลับมาปกติอีกครั้งแต่แล้ว

“ช่วยด้วย”เธอตะโกนสุดเสียง

เหมือนเธอกำลังโดนพลังบางอย่างดึงร่างกายแบบบางของเธอให้เดินออกจากบันนี่ไปทั้งที่พยายามฝืนร่างกายทั้งที่เธอพยายามตะโกนเรียกบันนี่ แต่ทำไมบันนี่ไม่ได้ยินเสียงของเธอเลยสักนิดร่างของเธอถูกกระชากออกมาจากเพื่อนตอนนี้เท้าของเธอไม่ได้สัมผัสบนพื้นสนามหญ้าของโรงเรียนเลยด้วยซ้ำร่างกายของเธอเคลื่อนตัวเองด้วยพลังงานแรงสูงรู้ตัวอีกครั้งเธอมองเห็นลางเลือนว่าเป็นบริเวณข้างโรงยิม

“ช่วยด้วย” เธอตะโกนสุดเสียงแต่ทำไมไม่มีใครได้ยิน

รู้สึกตัวอีกครั้งคือมีแรงผลักอะไรบางอย่างลงน้ำหนักมาที่กลางแผ่นหลังของเธอผลักให้เธอล้มลง

“โอ้ยเจ็บ” ตอนนี้เองที่เหมือนเสียงของเธอมีคนได้ยินแล้ว เพราะคนที่เดินผ่านวิ่งเข้ามช่วยเธอและพาเธอไปส่งที่ห้องปฐมพยาบาล

“เป็นยังไงบ้างคีญ่าเจ็บไหม” ฟินวิ่งมาถึงห้องปฐมพยาบาลก่อนใครเมื่อเธอโทรศัพท์เรียกหาเขา

“เจ็บหัวเข่า”

“คีญ่าบันนี่ขอโทษนะที่เอาแต่ถ่ายรูป หันมาอีกทีคีญ่าก็หายไปแล้ว”บันนี่นั่งก้มหน้าเธอรู้สึกเสียใจมาก และกุมมือของเพื่อนเอาไว้ตลอดเวลา

“เด็ก ๆคีตญาไม่เป็นอะไรมากหรอก ว่าแต่ทำไมหนูถึงนอนหมดสติอยู่ข้างโรงยิมคนเดียวได้เมื่อกี้ครูวัดไข้ก็ไม่เห็นจะมีไข้เลยนี่ หรือว่ามัวแต่ห่วงลดหุ่นเลยไม่ยอมทานอาหาร”คุณครูประจำห้องพยาบาลเดินเข้ามาพร้อมกับอุปกรณ์ทำความสะอาดแผลที่หัวเข่าของเธอ

“หนู คือ..” เธอไม่รู้จะตอบออกไปอย่างไรดี พูดแล้วจะมีใครเชื่อเธอหรือเปล่า

“อ้าวเพื่อน ๆออกไปนอกห้องก่อนนะ เดี๋ยวคีตญาไม่เป็นอะไรมากหรอก”คุณครูหันมายิ้ม

“โอ้ยเธอก้มลงจับที่ข้อเท้าข้างขวาของเธอ”

“เจ็บมากหรือเปล่า” เจ้าหน้าที่อีกคนรีบยกข้อเท้าของเธอขึ้นมาจับดูก็เห็นว่ามันแดงและบวมนิดหน่อย

“ข้อเท้าคงแพลงเดี๋ยวพี่จัดการพันผ้าให้นะคะ” เจ้าหน้าที่ทำความสะอาดข้อเท้าของเธอและจัดการข้อเท้าให้เธอเรียบร้อย

“พรุ่งนี้หนูต้องแสดงละครเวทีอีกสองวันแล้วจะหายทันไหมคะ” คีตญาก้มมองดูข้อเท้าที่ยังส่งอาการเจ็บแปลบตลอดเวลา

“ยังจะห่วงงานอีกคืนนี้ต้องนอนพักมาก ๆ แล้วก็อย่าเดินเยอะพรุ่งนี้หนูอาจจะเจ็บนิดหน่อยเท่านั้นเองไม่ต้องกังวลนะแต่ถ้าไม่หายต้องไปโรงพยาบาลแล้วหล่ะจ้ะ”คุณครูพูดไปทำแผลที่หัวเข่าของเธอจนเสร็จเรียบร้อย

“ไม่เป็นแผลเป็นหรอกไม่ต้องห่วง” คุณครูยิ้ม พร้อมเปิดม่านออกอีกครั้งเพื่อนทั้งสองก็วิ่งกรูกันเข้าไปอยู่ข้างเตียง พร้อมตั้งคำถามกันไม่หยุดโดยเฉพาะฟินถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

“เกิดอะไรขึ้นทำไมถึงไปอยู่ข้างโรงยิมได้” ฟินถามอีกครั้ง

“ไม่รู้ซิจู่ ๆเดินเล่นกับบันนี่ก็เหมือนกับโดนพลังบางอย่างมาดึงมือให้ถอยหลังและเดินตามไปทั้งที่พยายามตะโกนเรียกบันนี่อยู่หลายครั้งแต่ทำไมเหมือนไม่มีใครได้ยินคีญ่าเลยสักคน” เธอพยายามอธิบาย

“มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ” บันนี่ถามด้วยความไม่เชื่อ

“จริง ๆ นะอธิบายไม่ถูกเหมือนกัน” คีตญาถอนใจออกมา

“บางทีคีญ่าอาจจะเหนื่อยเกินไปหรือเปล่า”

“ไม่รู้ซิแต่คีญ่าอยากกลับบ้านแล้ว รู้สึกกลัว กลัวความหนาวเย็น”เธอมองหน้าฟินและบันนี่ เพราะสิ่งที่เธอเล่ามันดูเกินความจริงแต่ความรู้สึกในตอนนั้นมันเหมือนความหนาวเย็นจัดจนเหมือนอุณหภูมิที่ติดลบเข้ามาสัมผัสรอบร่างกายของเธอความไวของความหนาวเย็นนั้นเหนือการจับต้อง

“ความหนาวเย็นงั้นหรือถ้าจะไข้ขึ้นนะ ตอนนี้ด้านนอกอาคารร้อนมากจนจะละลายอยู่แล้วนะคีญ่า ฟินว่าบางทีคีญ่าอาจจะไม่สบายกลับไปนอนพักผ่อนที่บ้านดีกว่านะ” ฟินยิ้ม

“นั่นซิกลับกันเถอะ” บันนี่เอ่ยขึ้น

คีตญารู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยทั้งที่เพื่อนสองคนนี้น่าจะเข้าใจเธอ แต่ทำไม...แล้วจะเล่าให้ใครฟังได้ใครจะเชื่อสิ่งที่เกิดขึ้นได้

“โอ้ย” คีตญาส่งเสียงครวญเล็ก ๆ ออกมา

“คีญ่าข้อเท้าแพลงด้วยเหรอ เจ็บมากหรือเปล่า”

เธอพยักเป็นการตอบคำถามตอนนี้รู้สึกไม่อยากอธิบายอะไรเพิ่มเติมอีกแล้วผสมกับความกังวลใจที่การแสดงละครเวทีของเธอยังเหลืออีกตั้งสองวันถ้าเจ็บขึ้นมากลางเวทีจะทำยังไงดีล่ะ

“ฟินไปส่งแล้วกัน”

“แต่ฟินยังมีงานค้างอยู่นี่” คีญ่าเกรงใจ

“ไม่เป็นไรเดี๋ยวขี่จักรยานไปส่งที่บ้านแล้วกลับมาโรงเรียนอีกรอบก็ได้”

“อ้อหรือจะให้รถที่บ้านบันนี่มารับ จะได้ไม่ต้องเดินขโยกขเยกแบบนี้”

ทั้งสามคนอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันซึ่งไม่ไกลจากโรงเรียนนักทุกวันทั้งสามคนจะขี่จักรยานคนละคันมาโรงเรียนด้วยกัน

“ไม่เป็นไรหรอกเดี๋ยวฟินไปส่งเอง บันนี่อยู่เที่ยวที่งานต่อละกัน เดี๋ยวฟินกลับมา”

เขาจัดแจงพยุงคีตญานั่งซ้อนท้ายจักรยานของเขาและมาส่งเธอที่บ้าน

“ขอบคุณนะฟิน” เธอเอื้อมมือไปปิดล็อคประตูรั้วหน้าบ้านเมื่อฟินหันจักรยานและกลับไปโรงเรียนแล้ว

เจ้าหมาน้อยของเธอเจ้าตัวโน้ตเห่าโหวกเหวกไม่หยุดอยู่อย่างนั้น

“ตัวโน้ตหยุดเห่าเดี๋ยวนี้นะ” เธอตะโกนบอกมันและเดินด้วยท่าทางไม่ถนัดนักไปเปิดกรงที่ขังล็อคมันไว้บางทีการเห่าของมันคืออยากออกมานอกกรงก็เป็นได้แต่พอมันออกมามันก็วิ่งไปที่หน้าต่างบานยาวในห้องนอนของเธอ เห่าไม่ยอมหยุดจนเธอต้องเลื่อนหน้าต่างขึ้นและชะโงกตัวออกไปมองภายนอกตัวบ้านก็ไม่พบสิ่งใด

“นี่หยุดเห่านะตัวโน้ต” เธอจ้องหน้ามันและดึงม้วนกระดาษขึ้นตบที่ต้นขาตัวเองเจ้าตัวโน้ตได้ยินเสียงพั่บ ๆ ดังขึ้น มันวิ่งห่างจุกตูดไปนอนหมอบอยู่ใต้เตียงแล้ว

คีตญายืนหัวเราะกับท่าทางตลกๆ ของมัน




 

Create Date : 24 ตุลาคม 2556    
Last Update : 24 ตุลาคม 2556 12:57:48 น.
Counter : 268 Pageviews.  

คีตญาสัมผัสรักจากหัวใจ - บทนำ

เรื่องนี้เป็นแนวแฟนตาซีค่ะ ถือเป็นเรื่องที่สองแล้วที่เขียนแนวนี้

สำหรับแฟนตาซีเรื่องแรกคือ วีธราฟากฟ้าแห่งรัก ยังไม่ได้โพสต์ในบล็อกนี้

ตั้งใจว่าจะทยอยมาโพสต์ให้อ่านกันนะคะ

สำหรับเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของมนุษย์ธารน้ำแข็งพวกเขาเกิดมาไร้ซึ่งสรรพเสียง

แต่ต่อมาวันหนึ่งพวกเขาอยากจะมีกล่องเสียงเป็นของตัวเอง

แน่นอนการตามล่ากล่องเสียงมาเป็นของตัวเริ่มเกิดขึ้น

เมื่อมนุษย์หลายคนถูกขโมยกล่องเีสียงไป พวกเขาจะดำรงชีวิตอยู่กันได้อย่างไร

แล้วเสียงแสนไพเราะของเธอ คีตญา ผู้กล่าวบทกลอนและบทกวีได้ด้วย

เสียงแสนพิเศษของเธอ ถึงเวลาที่ฮาร์บิ้นต้องออกมาปกป้องเธอจากการขโมยครั้งนี้ซินะ

แต่เขาต้องขัดใจกับเพื่อนรักที่เติบโตมาด้วยกัน

จะทำอย่างไรดี ในเมื่อสาวน้อยผู้นี้ เธอผู้นำความอบอุ่นมาให้กับหนุ่มหน้านิ่งราวตุ๊กตา

ของเขาให้รู้จักคำว่าอบอุ่น

เอาใจช่วยฮาร์บิ้นด้วยค่ะ ทุกคน




 

Create Date : 23 ตุลาคม 2556    
Last Update : 23 ตุลาคม 2556 21:17:32 น.
Counter : 238 Pageviews.  


nalinnovel
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




นลินโนเวล เป็นบล็อกที่รวบรวมผลงานเขียนทั้งเรื่องสั้น นวนิยาย โดยมีนามปากกาว่า
นลิน คือ รักหวาน - Sweet
ฟุ้งรัก คือ รักสดใส - Pastel
จุล คือ เรื่องสั้นและบทความ - A love aleart -Aom
อยากให้เพื่อน ๆ ทุกคนที่ได้เข้ามาอ่านผลงานของนลินแล้วรู้สึกว่ากำลังทำสปาอยู่เลยค่ะ เลยแยกผลงานไว้ให้เข้าใจและเลือกประเภทที่จะทำให้ทุกคนRelax ได้ตามอัธยาศัย
และสักวันหนึ่งหวังว่าเพื่อน ๆ คงจะได้พบกับผลงานของนลินตามแผงหนังสือนะคะ ฝากทุกคนเป็นกำลังใจให้นลินด้วยนะ ขอบคุณค่ะ

ตัวอักษรทุกตัวของบล็อกนลินโนเวล สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดโดยนำข้อความทั้งหมด หรือส่วนหนึ่ง ส่วนใดใน Blogไปเผยแพร่ โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าของBlogเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดี ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด!!
Friends' blogs
[Add nalinnovel's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.