Catch dream in my Cheeks^o^จับฝันใส่กระพุ้งแก้ม Return to the beach BY NALINNOVEL
Group Blog
 
All blogs
 

รังไรลวงรัก รังที่ 18



รังไรลวงรัก
รังที่ 18


รังที่ 18

เพลงลูกทุ่งฝรั่ง หรือที่เรียกว่าคันทรี่ ท่วงทำนองสดใสและเนื้อเพลงที่บ่งบอกถึงความสุขในบทเพลงกำลังขับขานเสียงดังอยู่ในรถกระบะที่กำลังมุ่งหน้าวิ่งตรงไปยังจุดหมายปลายทาง สองมือของสาวน้อยจับพวงมาลัยมั่น ริมฝีปากห่อเล็กน้อยเพื่อผิวปากตามบทเพลง หัวใจเธอตอนนี้พองโตและมีความสุขจนเหมือนมันล้นออกมานอกอกแล้ว เธอจอดรถข้างทางแวะทักทายกับเจ้าของร้านผลไม้สดที่เธอคุ้นเคยและหอบสตรอเบอรี่สีหวานกลับขึ้นรถไป พอถึงตลาดเธอไม่รอช้าเดินจับจ่ายซื้อของอย่างมีความสุข แต่อาหารสดเหล่านั้นเหมือนจะอยู่ได้สักหนึ่งอาทิตย์ทีเดียว

“แม่ค้าคะดอกงิ้วนี่หาซื้อได้ตรงร้านไหนคะ” เธอยิ้มอย่างแจ่มใสและเดินดุ่ยไปตามที่แม่ค้าบอก สายตาเธอปราดเห็นใครบางคนที่เคยคุ้น แต่พอเหลียวมองอีกทีก็ไม่ได้พบใครที่เธอมักคุ้นเลยสักนิด

“ของครบแล้ว วันนี้เราจะทำขนมจีนน้ำเงี้ยว จะกินได้ไหมนะ” รังไรหัวเราะให้กับตัวเอง และความอาจหาญที่จะทำอาหารเหนือที่ร่ำเรียนมาจากแม่บ้านประจำไร่

รังไรไม่ได้สนใจซ้ายขวาเท่าไหร่เธอมุ่งหน้าขับรถกลับบ้านทันที พอไปถึงก็เห็นชบาฉายกำลังนั่งคุยอยู่กับปวินท์ที่สนามหญ้าหน้าบ้าน ชบาฉายรีบเดินมาช่วยเธอขนของลงจากรถและเอาเข้าไปจัดไว้ในครัว รังไรเดินกลับออกมาด้วยสีหน้าแช่มชื่น เธอนั่งลงที่เก้าอี้ข้างรถเข็นของปวินท์

“เป็นยังไงบ้างคะ วันนี้พี่ปวินท์ยังปวดศีรษะอยู่หรือเปล่า”

“ไม่ครับ แล้วรังไรซื้ออะไรมาตั้งเยอะ” ปวินท์ถามและยิ้มออกไป

“วันนี้รังไรจะแสดงฝีมือทำอาหารเหนือค่ะ ไม่ต้องกลัวท้องเสียนะ รังไรมีครูสอนไม่ได้มั่วสูตรนะ” เธอหัวเราะออกมาอย่างหน้าชื่น การได้อยู่ใกล้ชิดกับเขาในเวลานี้เธอมีความสุขเป็นที่สุด ถ้าวันหนึ่งเธอและเขาสร้างครอบครัวขึ้นมาด้วยกันชีวิตคงมีความสุขแบบนี้ใช่ไหม เธอคิดเศร้า ๆ ในใจ

ปวินท์ยกมือขึ้นลูบศีรษะเธอเบา ๆ “เป็นอะไรทำหน้าเศร้าแบบนั้น หรือว่าเหนื่อย อีกไม่นานพี่หายคงจะช่วยขับรถให้รังไรได้”

รังไรจับมือของสามีจำแลงขึ้นมาลูบที่แก้มของเธอพร้อมยิ้มเหงาออกมา

“พี่มีความสุขไหมคะ”

เขาพยักหน้า

“ตอนนี้พี่ปวินท์พอจะจำอะไรได้บ้างหรือเปล่า” เธอถามเสียงเศร้าออกไป

“คงไม่สำคัญมั้งคะรังไร การที่พี่ได้ลืมตามองโลกอีกครั้ง แล้วพี่จำเพียงรังไรว่าเป็นคนรักของพี่คนเดียวมันคงเกินพอแล้วมั้งคะ” เขาพูดเสียงนุ่มกลับไปทำให้สาวน้อยตรงหน้าน้ำตาไหลออกมา

“บางทีวันหนึ่งถ้าพี่ปวินท์จำอะไรได้ พี่อาจจะไม่พูดแบบนี้กับรังไร แต่ไม่เป็นไรค่ะ ถึงจะเป็นเพียงระยะเวลาสั้น ๆ รังไรก็มีความสุข” เธอยิ้มออกมาและปล่อยมือของเขาวางลง

ปวินท์อ้าแขนทั้งสองข้างไว้และพยักหน้า

รังไรเขยิบตัวไปใกล้เขามากขึ้น เขาโอบกอดเธอไว้อย่างแผ่วเบา

“ถ้าเราเป็นคนรักกันจริง ๆ เป็นสามีภรรยากัน เราต้องรักกันไปตลอดซิรังไร” ปวินท์กอดเธอไว้อย่างอบอุ่น แต่สีหน้าของรังไรกำลังรู้สึกรังเกียจตัวเองอย่างบอกไม่ถูก นี่เธอกำลังทำอะไรอยู่


“กลับเถอะครับพี่นัส” จุลน้ำเสียงเศร้าลง เขาเดินคอตกกลับมารอที่รถ

“เดี๋ยวก่อนซิ เราสองคนน่าจะเข้าไปทักเขานะ” โสมนัสกำลังพูดอยู่คนเดียวโดยไม่รู้ตัว พอหันหลังกลับมาหนุ่มเมืองกรุงก็เดินไปนั่งรอท่าอยู่หลังพวงมาลัยแล้ว

“เป็นอะไรหรือเปล่าจุล”

“ถ้าเป็นแบบนี้รังไรคงจะมีความสุข ปล่อยเวลาให้น้องสาวของพี่นัสไว้กับความสุขบนยอดดอยชิดฟ้าดีกว่าครับ ถ้าเธอพร้อมเธอคงจะกลับไร่ชาของพี่ไปเอง” จุลน้ำเสียงเนือย ๆ บอกไม่ถูก

“ถ้าไม่กลับล่ะ”

“พี่นัสคงต้องกำหนดวันเองแล้วครับ ว่าจะให้เวลาน้องสาวของพี่อีกกี่วัน ในเมื่อเรารู้แล้วว่าเธออยู่ที่ไหน เธอปลอดภัยดี เธอมีรอยยิ้มที่สดใส คงไม่ต้องมีเรื่องน่าเป็นห่วง” จุลถอนใจออกมา

ตอนนี้เขาคงไม่รู้ตัวเลยว่ากิริยาท่าทางของเขาตอนนี้กำลังสื่ออะไรออกมา โสมนัสได้แต่ยืนยิ้มอยู่ข้างรถ แล้วสายตาเขาก็ไม่พลาดที่จะมองไปยังริมรั้วบ้านหลังสวยนั้น แล้วใครคนนั้นก็เดินออกมา

โสมนัสไม่รอช้ารีบปรี่เดินรี่กลับไปที่ริมรั้วและดึงสาวน้อยที่กำลังถือถุงขยะใบโตหย่อนลงถัง

“ว้าย”

“เงียบก่อน”

“พี่นัส”

“ใช่ ตามพี่มาก่อน” เขาดึงเธอมาที่รถด้วย แล้วต้องทำหน้าแปลกใจเมื่อเห็ฯจุลชายหนุ่มแปลกหน้าที่รังไรเคยพูดถึงนั่งหน้าบอกบุญไม่รับอยู่ในรถ

“อ้อ นี่จุลเป็นเพื่อนของรังไร” โสมนัสแนะนำเพราะเขาไม่รู้ว่าชบาฉายจะรู้จักมักคุ้นด้วย

“สวัสดีค่ะ” ชบาฉายทักทายก่อน จุลแค่ยิ้มตามมารยาทและพยักหน้าให้เท่านั้น ตอนนี้ดูสีหน้าเขาแล้วไม่พร้อมที่จะสนทนากับใครทั้งนั้น เขาเดินลงจากรถเมื่อชบาฉายขึ้นมานั่งพูดคุยกับโสมนัส
จุลเดินไปเดินมาและยืนเหม่อลอยอยู่ที่ริมถนนอีกฟากหนึ่ง เขาไม่อยากแม้จะหันกลับไปมองที่หน้าบ้านสวยเชิงเนินเขาหลังนั้นเลยด้วยซ้ำ

“เป็นอะไรไปนะเรา จู่ ๆ ก็เกิดเซ็งขึ้นมา” เขาบ่นและพร่ำถามตัวเอง

“ถ้าจะบ้าไปแล้ว ตอนนี้แม่มดตัวแสบก็สมประสงค์กับสิ่งที่เธอคิดแล้ว ลันนาต่างหากคือสิ่งที่เรียกว่าความสุขของเรา” จุลเดินเตะกรวดหินที่อยู่ริมฟุตบาท สายตาเขาเหม่อมองไปยังพระอาทิตย์ช่วงบ่ายแก่ที่สาดแสงลงมา แม้แสงจะแผดเผายังไง แต่ยังคงสู้ลมหนาวที่พัดโชยไม่ขาดสายบนยอดดอยนี้ไม่ได้ เขายืนกอดอกมองไปยังสุดขอบฟ้าเบื้องหน้า จนได้ระยะเวลาสักพักก็เห็นชบาฉายเดินกลับไปที่หน้าบ้าน แล้วเรื่องต่อไปที่เขาจะได้ยินจากโสมนัสคงไม่ใช่เรื่องราวความสุขของครอบครัวใหม่ระหว่างปวินท์กับรังไรหลอกนะ บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าถ้าชบาฉายกลับกรุงเทพฯ แล้ว อะไรจะเกิดขึ้นระหว่างปวินท์กับรังไร

“เป็นยังไงครับพี่” เขาถามสั้น ๆ ออกไป

“อยากฟังจริงหรือเปล่า” ดูเหมือนโสมนัสจะเข้าใจสถานการณ์บางอย่างได้ด้วยตัวเองแล้ว

เขายิ้มน้อย ๆ ออกมา “ขอผมขับรถกลับไร่ให้พี่แล้วกันครับ”

“ตามใจนะ ถ้าเหนื่อยก็บอก” โสมนัสพูดขำ ๆ ออกไป

“อาทิตย์หน้ารังไรจะส่งนายปวินท์กลับบ้าน แต่เรื่องที่มันแย่กว่านั้นคือ ปวินท์เขา....”

ถึงไม่อยากฟัง แต่พอเห็นสีหน้าของโสมนัสแล้วก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่ บางทีกิริยาที่เขาแสดงออกมาตั้งแต่เจอตัวรังไร บางทีอาจจะเรียกว่าความเห็นแก่ตัวส่วนบุคคลก็ได้ ตอนนี้เขาควรจะคิดหาวิธีแก้ไขหรือช่วยแก้ปัญหาตรงหน้ากับโสมนัสมากกว่าปล่อยให้เรื่องผ่านไปแบบนี้

“พี่นัสครับ เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า”

“ตอนพี่ฟังชบาฉายพูดพี่ก็อึ้งเหมือนกันนะ จุลรู้ไหมตอนนี้ ปวินท์เขา เขาความจำเสื่อม”

“ความจำเสื่อม เป็นไปได้ยังไง” เขาเบรกรถกระทันหัน

“เป็นไปแล้วหล่ะ”

“แล้วรังไร รังไรเป็นยังไงบ้าง” เขาถามออกมาด้วยความรู้สึกจากภายในจนลืมตัวว่าเขาเป็นแค่เพื่อนใหม่ของรังไรเท่านั้น

“ใจเย็นจุล” โสมนัสยิ้ม

“ตอนนี้รังไรไม่ได้เป็นอะไร เขาดูแลปวินท์และ รังไรบอกชบาฉายว่าขอเวลาสักสองอาทิตย์ที่ดูแลปวินท์น่ะ ส่วนชบาฉายพรุ่งนี้ก็กลับกรุงเทพฯแล้ว แล้วจุลล่ะจะกลับกรุงเทพฯเมื่อไหร่” โสมนัสย้อนถาม

เขาลืมเรื่องงานไปเสียสนิท

“กลับ ครับ พรุ่งนี้ผมมีประชุม”

“เลยมาเสียเวลากับเรื่องไร้สาระของน้องสาวตัวยุ่งเลย เฮ้อ เมื่อไหร่จะโตเลิกทำตัวให้เป็นห่วงสักทีนะ” โสมนัสบ่นอุบ แต่ตอนนี้ดูเขาสบายใจมากขึ้นแล้ว

“แล้วพี่จะทำยังไงต่อไป” จุลถามต่อ ดวงตาเขาจับจ้องไปยังถนน

“พอชบาฉายกลับวันรุ่งขึ้นพี่ก็มารับน้องสาวพี่กลับแล้วหล่ะ ใครจะปล่อยให้น้องสาวตัวเองอยู่กับคนอื่นสองต่อสอง” โสมนัสยิ้ม

“แต่พี่ปวินท์ไม่ใช่คนอื่น คือ ผมหมายถึงเขาเป็นเพื่อนสนิทกับพี่นี่ครับ”

“ก็จริงอยู่ แต่ไม่เหมาะนักหรอก อีกอย่างไม่ว่าปวินท์จะความจำดีหรือความจำเสื่อม เขาก็มีคู่หมั้นแล้ว คือ คุณพลอยพิณ” โสมนัสหาวหวอดใหญ่

“เปลี่ยนให้พี่ขับรถให้ไหม”

“ไม่เป็นไรครับ” จุลไม่ได้สักถามอะไรต่อ เพราะเขาเริ่มรู้สึกแล้วว่าเริ่มจะซอกแซกเรื่องคนอื่นมากเกินไป แค่ตอนนี้เขาอยากรู้เท่านั้นว่าปวินท์คิดอะไรอยู่ ยังรักรังไรอยู่หรือเปล่า เพราะความรู้สึกของรังไรเขาคงไม่ต้องรอคำตอบจากปากของเธอแล้วกระมัง


รังไรยืนล้างจานอยู่ในครัวอย่างเงียบ ๆ เธอมองออกไปนอกกระจกคืนนี้พระจันทร์เต็มดวงทีเดียว

“ไม่ได้เห็นพระจันทร์สวย ๆ แบบนี้มานานแล้ว” เธอเอ่ยออกมา มือก็สาละวนกับจานชามในอ่าง

“เขาบอกว่าถ้าคนเรามีความสุขมองอะไรก็สวยงาม” ปวินท์ใช้ไม้เท้าค้ำแขนเดินเข้ามาจากด้านหลังเธอ

“พี่ปวินท์ ทำไมไม่นั่งเข็นคะ เดินแบบนี้จะปวดไหล่นะคะ” เธอวางจานลงและรีบเดินมาประคองเขาไว้

“ไม่ต้องห่วงหรอก พี่แข็งแรงแล้ว อีกอย่างอยากจะออกกำลังกายบ้าง นี่ดีนะที่อากาศดีไม่อย่างนั้นคงจะเริ่มคันทะเยอแล้วหล่ะ” เขาหัวเราะเสียงใสออกมา

“ถ้าอย่างนั้นก็นั่งลงที่เก้าอี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวรังไรล้างจานเสร็จแล้วเราออกไปนั่งเล่นหน้าบ้านกัน หรือว่าพี่อยากจะเข้านอนเร็วคะ” เธอหันไปถามเขา

“รังไร” เสียงนุ่ม ๆ แบบนี้ทำให้เธอหวั่นไหวทุกครั้ง

“มีอะไรคะ” เธอไม่ได้หันตามเสียงนั้น

“รังไรมีความสุขมากหรือเปล่ากับการที่ได้ดูแลพี่ตอนนี้” เขาถามออกไปพร้อมกับรอยยิ้ม

เธอวางจานชามจัดเข้าที่เรียบร้อยและเช็ดมือด้วยผ้าผืนนุ่มจะแห้งดี รังไรเดินมานั่งที่เก้าอี้อีกตัวข้าง ๆ เขา

“รังไรมีความสุขดีค่ะ แต่รังไรแค่อยากรู้ว่าพี่ปวินท์รู้สึกอย่างไรบ้าง แล้วบางชั่วขณะความทรงจำของพี่มันแว่บเข้ามาในความทรงจำของพี่บ้างหรือเปล่า” ทุกครั้งที่พูดเรื่องนี้ออกไปรังไรมักจะตีหน้าเศร้าทุกครั้ง

“ความทรงจำหรือ พี่ว่าถ้าความทรงจำในอดีตหรือเรื่องเก่า ๆ กลับมาอีกครั้งทุกอย่างมันต้องเป็นความทรงจำที่แสนดีระหว่างเราสองคนเสมอ รังไรในสมัยเด็กต้องเป็นคนน่ารัก และพี่คงจะรักรังไรมาก เพราะชบาบอกว่าเราสองคนรักกั้นตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือ ระยะเวลายาวนานขนาดนั้นพี่ไม่อยากให้มันผ่านเลยไปเฉย ๆ ได้หรอก” ปวินท์ยิ้มและจับมือทั้งสองข้างเธอไว้

รังไรเอียงศีรษะซบลงที่ไหล่ของเขา “รังไรมีความสุขมากที่ได้อยู่กับพี่ปวินท์ค่ะ”


พลอยพิณวางช้อนส้อมลงบนจานอาหารที่รับประทานแล้วอย่างเรียบร้อย วันนี้เธอและครอบครัวมารับประทานอาหารร่วมกับครอบครัวของปวินท์กันอย่างพร้อมหน้าเพื่อปรึกษาหารือเรื่องการหายตัวไปของปวินท์ด้วย

“หนูพลอย ตกลงหนูจะจ้างนักสืบหรือเปล่า” พ่อของปวินท์ถาม

“คงไม่หรอกค่ะ แต่พลอยได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วว่าให้ตามหาจะดีกว่าไม่อยากให้เอิกเริกนัก อีกอย่างตอนนี้โสมนัสเพื่อนของปวินท์ก็กำลังตามหาให้อยู่ค่ะ” พลอยพิณหน้านิ่งเธอซ่อนความรู้สึกบางอย่างไว้ในใจ

“แล้วจะตามหากันเจอเมื่อไหร่” แม่ของเขาอดห่วงไม่ได้

“ไม่ต้องเป็นห่วงนะ ผมให้เพื่อนที่เป็นนายตำรวจใหญ่ในภาคเหนือส่งลูกน้องช่วยกันตามแล้ว ไม่นานคงพบตัว” พ่อของพลอยพิณสนับสนุนอีกแรง

“แล้วเรื่องงานล่ะพลอย พ่อไม่ได้เข้าไปดูงานโฆษณาของวินท์เขาเลย ไม่รู้ว่าดำเนินการไปถึงไหนแล้ว” ผู้เป็นพ่อเอ่ยขึ้นมา

“ตอนนี้ได้น้องจุลมาดูแลงานด้านนี้ให้ค่ะไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ อ้อ น้องจุลเป็นเพื่อนกับคุณพ่อของพลอยค่ะ คุณพ่อคะจุลเป็นลูกชายของคุณอาชุณห์ยังไงคะ จุลน่ะเป็นน้องชายของตุลย์นะคะ คุณพ่อจำได้ไหม” พลอยพิณหันไปถามพ่อของเธอ

“อ้อจำได้ เขากลับจากต่างประเทศแล้วหรือ”

“ค่ะ กลับมาได้สักพัก วินท์เลยชวนมาทำงานด้วยเลยค่ะ” พลอยพิณกล่าวถึงเขาด้วยน้ำเสียงแห่งการชื่นชม

“ถ้าอย่างนั้นก็หมดห่วงไปที ส่วนงานด้านอื่นก็ให้พี่ชายกับพี่สาวของวินท์เขาดูแลต่อ ยังไงงานด้านโฆษณาที่วินท์เขาดูแลก็ฝากหนูพลอยช่วยดูให้อีกทีนะ”

“ค่ะคุณลุง”


คืนนั้นพลอยพิณกลับมานั่งคิดทบทวนถึงเรื่องอุบัติเหตุ ตอนนั้นทุกอย่างมันอื้ออืงไปหมด สิ่งที่เธอและปวินท์พูดคุยกันนั้นมันคือความจริงใช่ไหม

“พลอยผมมีอะไรจะบอกคุณ”

“อะไรคะ” เธอนั่งพิงไหล่ของเขา ขณะที่เขากำลังขับรถพาเธอไปเที่ยวบนดอยชิดฟ้า

“บางทีการที่เราสองคนได้มาหมั้นหมายกันเพราะว่าผู้ใหญ่เป็นคนจัดการให้ ตอนนั้นผมก็ไม่รู้ว่าพลอยเต็มใจหรือเปล่า” ปวินท์เอ่ยมาอย่างเย็นชา

เธอกลับมานั่งตัวตรงและมองหน้าเขาที่ไม่ได้หันมาสนใจสีหน้าเธอในตอนนี้

“พลอยเต็มใจและยินดีนะคะ พลอยไม่คิดว่าเรื่องนี้จะเป็นการคลุมถุงชนด้วยซ้ำ ถ้าพลอยตกลงแต่งงานกับตุลย์ซิคะนั่นเรียกว่าคลุมถุงชน” เธอเอ่ยอย่างเศร้าใจ เพราะตอนนั้นที่แม่ของเธอแนะนำให้ได้รู้จักกับตุลย์ เพื่อจะได้เป็นคู่หมายกัน ตุลย์ก็ตัดสินใจบินไปเรียนต่อต่างประเทศโดยไม่บอกกล่าวครอบครัวของเธอเลยสักนิด พลอยพิณรู้สึกเสียหน้าไม่ใช่น้อยที่เกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้น แต่พอได้พบกับปวินท์เธอแน่ใจว่าครอบครัวของเธอเลือกผู้นำชีวิตให้เธอไม่ผิดแน่

“แล้วคุณล่ะวินท์รู้สึกยังไง”

“ผม... บางทีตอนนั้นผม คือ..” เขาอึกอักเล็กน้อย

“มีอะไรก็ว่ามาซิคะ”

“เราสองคน เราเลิกกันเถอะนะ” ปวินท์พูดโพล่งออกไป

“อะไรนะ ล้อเล่นหรือเปล่า” เธอไม่แน่ใจหูตัวเอง บางทีการขับรถขึ้นที่สูงอาจจะทำให้ความสามารถในการรับฟังขัดข้อง

“นี่ วินท์พูดเล่นหรือเปล่าคะ” เธอหันไปนั่งกอดอกและมองออกไปนอกกระจกรถที่มีแต่หมอกเต็มถนนไปหมด

ปวินท์ถอนใจออกมา “ผมพูดจริง ๆ”

พลอยพิณไม่พูดอะไรตอบ เธอนั่งนิ่งปล่อยให้น้ำตาไหลออกมา

“พลอยอย่าโกรธผมเลยนะ บางทีถ้าเราแต่งงานกันไป สักวันเราก็ต้องทะเลาะกันอยู่ดี”

“แต่ที่ผ่านมาเราสองคนไม่เคยทะเลาะกันเลยนี่คะ”

“เพราะผมยอมคุณ”

“ยอมหรือคะ” เธอเริ่มขึ้นเสียงใส่เขา

“วันนี้เราอย่าพูดเรื่องนี้กันอีกเลย” พลอยสะบัดหน้าใส่เขา

“วันไหนผมก็ต้องพูด ผมว่าเราสองคนไม่เหมาะกันหรอก” เหมือนกับเขาเริ่มทนกับการยอมมานานแล้ว เขาระเบิดเสียงออกมาจนพลอยพิณตกใจ

“วินท์ ปกติวินท์ไม่เคยใช้น้ำเสียงแบบนี้กับพลอยนะคะ”

“ใช่ผมเป็นคนแบบนี้”

“ทำไมต้องโกรธด้วย” เธอถามเขาพร้อมกับน้ำตาที่พรั่งพลูมากกว่าเดิม

“เหตุผลอะไรที่เราเลิกกัน เราไม่เหมาะสม เราไม่เข้ากัน เรา..เรา.. พลอยไม่ดีตรงไหน”

“ผมมีคนอื่นแล้ว ผมรักคนอื่นแล้ว” เขาหันมาตะคอกใส่เธอ

“ไม่จริง ไม่จริง” เธอทุบไปที่ไหล่เขาไม่ยอมหยุด

“พลอยผมขับรถอยู่นะ พลอยปล่อย” เขาตะโกนลั่นเมื่อพลอยพิณโกรธจัดจนบีบแขนเขาไว้แน่น เนื้อตัวเกร็ง น้ำตานองหน้า เขามัวแต่ตกใจกับปฏิกิริยาของพลอยหันมาอีกทีก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังจะเปิดประตูลงจากรถ พลอยพิณได้แต่ตะโกนออกไปว่า “ระวัง”

แล้วทุกอย่างตอนนั้นก็มืดมิด แต่ประสาทหูยังรับรู้ เสียงของปวินท์ตะโกนบอกเธอว่าให้ออกไปจากรถ ออกไปจากรถ พลอยผมขอโทษ ขอโทษ ขอโทษ แล้วทุกอย่างก็เงียบลงไป

มาถึงตอนนี้พลอยพิณได้แต่สะบัดหน้าไปมาเหมือนกับว่าเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมานั้นเป็นภาพฝันร้ายในชั่วข้ามคืน แต่ถึงตอนนี้ทุกคนยังหาตัวปวินท์ไม่พบ

“ได้โปรดเถอะคะปวินท์ ตอนนี้คุณอยู่ไหน พลอยเป็นห่วงวินท์มากนะคะ กลับมานะคะวินท์ คุณจะไม่รักพลอย พลอยก็จะไม่ว่าอะไรคุณสักคำ ขอเพียงแค่ให้คุณปลอดภัยก็พอแล้ว”




 

Create Date : 15 สิงหาคม 2555    
Last Update : 15 สิงหาคม 2555 14:12:10 น.
Counter : 855 Pageviews.  

รังไรลวงรัก รังที่ 17



รังไรลวงรัก
รังที่ 17


รังที่ 17

เปลือกตาแสนหนักอึ้ง สมองที่มึนงงทำให้รังไรไม่สามารถที่จะพยุงตัวเองให้ยืนด้วยขาทั้งสองข้างได้เลย รังไรพยายามลืมตาขึ้นช้า ๆ ตอนนี้ใจมันรู้สึกโหว่ง ๆ จังหวะชีพจรไม่ได้เต้นรัวเร็วหรือว่าช้าไปกว่าปกติ แต่ความรู้สึกครึ่งหลับครึ่งตื่นต่างหากที่ทำให้เหมือนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

“รังไร เป็นยังบ้าง” เสียงของชบาฉายแว่วเข้ามาในหูแล้วหน้าของเพื่อนรักก็ลอยคว้างอยู่ตรงหน้าของรังไร

รังไรเอื้อมมือขึ้นจับที่แก้มซ้ายของชบาฉายเบา ๆ สักพักก็มีมือแสนอบอุ่นจับที่มือซ้ายของเธอ เธอหันมองเอียงทางด้านซ้ายหน้าของชายหนุ่มที่เธอถวิลหามาตลอดกำลังมองจ้องเธออยู่ด้วยสายตาแห่งความห่วงใย

“พี่ปวินท์” เธอพยายามเอ่ยเรียกชื่อของเขา

“คุณคะ คุณรังไร” เสียงเรียกชื่อเธอวนในหัวอีกหลายรอบแต่ไม่คุ้นว่าเสียงเรียกนั้นเป็นของใครพอรู้สึกตัวว่ามีแรงขึ้นก็พยายามลุกขึ้นนั่ง

“คุณพยาบาลนี่ฉันเป็นอะไรไปคะทำไมถึงมานอนอยู่บนเตียงได้คะ” รังไรเอ่ยถามพร้อมกับนั่งพิงอยู่ที่ผนังห้อง

“คุณเป็นลมค่ะ เห็นเพื่อนคุณบอกว่าคุณทานอาหารน้อยไม่ตรงเวลาแล้วก็พักผ่อนน้อยเกินไป”

“เหรอคะ แล้วพี่ปวินท์ คือ ฉันหมายถึง...” เธอรู้สึกกระดากที่จะเอ่ยเรียกเขาว่า สามี ออกไป

“สามีคุณปลอดภัยดีค่ะ ตอนนี้พักผ่อนอยู่ที่ห้องยังไงคะ”

“แล้วเขามีอาการ คือ ฉันหมายถึงว่า ทางด้านสมองของเขาเป็นยังไงบ้างได้รับผลกระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุบ้างไหมคะ” เธอถามต่อ

“ขอโทษนะคะ ดิฉันไม่ทราบค่ะ ถ้าคุณหายดีแล้วจะให้บุรุษพยาบาลเข็นรถนั่งไปส่งที่ห้องสามีของคุณนะคะ”

“ค่ะ” เธอเริ่มไม่แน่ใจว่าก่อนเธอล้มลงไปเธอหูแว่ว ได้ยินไม่ชัดเจน หรือว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ที่สำคัญสิ่งที่เธอเคยคิดไว้ว่าภาวนาอยากให้เขาเกิดอุบัติเหตุจนความจำเสื่อมจำใครไม่ได้เลยและไม่ต้องเข้าพิธิแต่งงานกับคุณพลอยพิณ ชีวิตแห่งการไร้ความทรงจำของปวินท์จะมีเพียงเธออยู่เคียงข้างในฐานะสามีภรรยาที่ไร่ชาแสนไกลโพ้นแห่งนี้ ทุกอย่างมันคือความฝันหรือสิ่งที่เธอเพ้อเจ้อกับตัวเอง หรือว่ามันคือความจริงกันแน่ ถ้าเป็นเช่นนั้นทุกอย่างลงตัวตามแผนที่เธอหวังไว้อย่างนั้นหรือ จะทำยังไง จะทำยังไงดี เสียงพูดนี้ก้องในหัวสมองที่เหมือนกำลังจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ

เมื่อรถเข็นคนไข้ส่งเธอจนถึงในห้อง สีหน้าชบาฉายมีแต่รอยยิ้มและวิ่งมาพยุงเธอไว้ให้นั่งที่โซฟารับแขก และสีหน้าของเขา ปวินท์กำลังส่งความห่วงใยของเธอ แววตาและรอยยิ้มอบอุ่นแบบนั้นมันคือของปวินท์ชัด ๆ ไม่ผิดเพี้ยน ถ้าเขาความจำเสื่อม แล้วความอบอุ่นในขณะนี้มันคือของใครกันแน่ เขาความจำเสื่อมจริงหรือเปล่า

“รังไร หิวอะไรไหม” ชบาฉายถามเสียงนุ่ม

“ไม่จ้ะ ขอบใจนะ” รังไรได้แต่มองตรงไปยังเตียงคนไข้ เหมือนจะเค้นเอาความว่าเขาความจำเสื่อมแน่หรือ

“รังไร เป็นอะไร พอฟื้นขึ้นมาก็จ้องหน้าพี่ปวินท์ตลอดเลย มีอะไรหรือเปล่า”

“เปล่า ว่าแต่นี่กี่โมงแล้ว”

“บ่ายสองแล้วจ้ะ นี่เดี๋ยวคุณหมอจะมาเช็คพี่ปวินท์อีกรอบ เราสองคนก็จะพาพี่ปวินท์กลับบ้านได้แล้วนะ ดีใจหรือเปล่า” ชบาฉายยิ้มกว้าง

“กลับบ้านเหรอ บ้านไหนล่ะ” รังไรเริ่มมีสติกลับมา

“รังไรครับ” เขาเรียกเธอ

“พี่ปวินท์” เธอเอ่ยชื่อเขาพร้อมกับเดินไปนั่งที่ข้างเตียงของเขา

“รังไรขอโทษ รังไรไม่ได้อยากให้ทุกอย่างออกมาเป็นแบบนี้ รังไรไม่น่าคิดไม่ดี รังไรน่าจะส่งพี่ปวินท์เข้าไปรักษาตัวที่กรุงเทพฯ ขอโทษ ขอโทษจริง ๆ ค่ะ” เธอซบหน้าลงบนฟูกนอนของเขา

“ขอโทษเรื่องอะไร ผมต้องขอบคุณที่คุณพาผมมาส่งโรงพยาบาลและเป็นธุระดูแลผมมาด้วยดีตลอดจนคุณเป็นลมล้มพับไป คือ ไม่ทราบว่า เราสองคนมีความสัมพันธ์กันหรือเปล่า คือผมหมายถึงว่า เรารู้จักกันในฐานะอะไรครับ” เขาถามด้วยตาใสซื่อ

“ฐานะเหรอคะ” รังไรทำหน้างงและจุกอยู่ตรงลำคอที่จะตอบออกไป

“สามีภรรยาค่ะ พี่ปวินท์กับรังไรรักกันมานานแล้วตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือ พี่ปวินท์และรังไรเพิ่งจะแต่งงานกันได้แค่อาทิตย์เดียวก็มาเกิดอุบัติเหตุซะก่อน” ชบาฉายยิ้มเหมือนกับไม่ได้โกหก เธอเล่าเรื่องอย่างลื่นไหลออกไป ทั้งที่ในใจรู้ดีว่าทุกอย่างคือเรื่องโกหก แต่ถ้างานนี้จะมีใครผิดคงเป็นเธอมากกว่าที่สนับสนุนความคิดนี้

“ชบา” รังไรเอ่ยชื่อเพื่อน

“เอาน่า ชบาว่านะคะ เดี๋ยวเตรียมตัวเก็บข้าวของก่อนดีกว่านะ เรื่องอื่นไว้ค่อย ๆ คุยกันไปดีกว่ามีเรื่องเยอะแยะมากมายที่รังไรคงอยากจะคุยกับพี่สองคนนะคะ”

“ขอบคุณครับชบา”

“ก็ รังไรเป็นเพื่อนของชบานี่คะ ทำไงได้” ชบาฉายพูดจบก็เดินออกมายืนถอนใจหน้าห้องนั้น
ชบาฉายเดินวนไปวนไปและตบปากตัวเองเบา ๆ กับการโกหกครั้งนี้ ทั้งที่เธอไม่ได้อยากสนับสนุกสิ่งที่เพื่อนรักของเธอทำเลยแต่มาถึงขนาดนี้เพื่อนคงต้องช่วยเพื่อน และอย่างน้อยถ้ารังไรจะเลยเถิดไปมากกว่านี้เธอเองจะเป็นคนฉุดรั้งรังไรกลับมาเอง

หมอมาตรวจอาการของปวินท์อีกครั้ง ชบาฉายไม่ได้เข้าไปฟังการสนทนาด้วยเธอนั่งรอเงียบ ๆ ลำพังคนเดียวและคิดทบทวนถึงเรื่องที่เกิดขึ้นจู่ ๆ เบอร์โทรศัพท์ของโสมนัสก็แว่บมาในความคิดของเธอ เธอปรี่เดินไปกดเบอร์นั้นจากตู้โทรศัพท์สาธารณะที่เธอห่างหายมันไปหลายปีแล้ว

“พี่นัสไม่อยู่ครับมีอะไรฝากไว้หรือเปล่า”

“ไม่ทราบว่าพี่โสมนัสไปไหนคะ” เธอถามด้วยน้ำเสียงผิดหวัง

“ไปทำธุระครับอีกวันสองวันคงจะกลับ”

“ขอบคุณค่ะ”

ชบาฉายไม่รู้จะพูดอะไรต่อไปดี เธอต้องปิดบังเรื่องนี้ไปอีกนานเท่าไหร่

“ชบา” เสียงเรียกคุ้นหูทำเอาเธอสะดุ้งโหยง

“กลับกันเถอะ” รังไรยิ้มพร้อมกับปวินท์ที่นั่งอยู่บนรถเข็น

“รังไรเราจะกลับไปที่ไหนกันดี” เธอกระซิบถามข้างหู

“บ้านบนดอยชิดฟ้า”

“อะไรนะ” เสียงชบาฉายลั่นขึ้นมา

“รบกวนนะ ขอเช่าต่ออีกสักระยะหนึ่งไม่ต้องฟรีหรอกช่วยรบกวนโทรศัพท์ถามเพื่อนให้หน่อยนะ” รังไรพูดขณะที่เธอกำลังรูดบัตรเครดิตเรื่องค่าใช้จ่ายของปวินท์ ราคาค่างวดเอาเรื่องทีเดียว

“จะดีเหรอ ไม่คิดจะกลับไปขอความช่วยเหลือพี่โสมนัสเหรอ”

“คงยังไม่ใช่ตอนนี้ ถ้าแค่เพียงสักหนึ่งหรือสองอาทิตย์ขอให้ฉันได้ดูแลพี่ปวินท์สักหน่อย หลังจากนั้นฉันจะส่งตัวพี่ปวินท์กลับกรุงเทพฯ ไม่ต้องห่วงนะ” รังไรเดินกลับมายิ้มรับกับปวินท์ที่นั่งรถอยู่บนรถเข็น

“กลับบ้านกันนนะคะ รังไรเช่าบ้านของเพื่อนไว้ พี่ปวินท์จะได้พักผ่อนและอีกอย่างเวลาที่มาตรวจอาการเพิ่มเติมจะได้สะดวกค่ะ”

“ขอบใจนะรังไร” ปวินท์ลูบศีรษะเธออย่างเอ็นดู

“นี่ตกลงเขาความจำเสื่อมจริง ๆ หรือเปล่า ทำไมท่าทางและสายตาของเขาดูปกติชอบกล” ชบาฉายบ่นลำพังอยู่คนเดียวเงียบ ๆ


สองหนุ่มยังคงขับรถตระเวนไปยังคลินิคเล็ก ๆ เพื่อสอบถามข้อมูล แต่จนเย็นย่ำแล้วก็ยังไม่ได้ความอะไร เขาโทรศัพท์กลับที่ไร่ชาก็เหมือนกลับมีความหวังขึ้นมาเพราะต้นตาลรายงานว่ามีผู้หญิงเสียงไม่คุ้นไม่ยอมบอกชื่อโทรศัพท์มาถามหาโสมนัส ซึ่งบางทีเขาเดาว่าอาจจะเป็นชบาฉายส่งข่าวมาก็ได้ โสมนัสกดโทรศัพท์หาชบาฉายอยู่หลายรอบแต่ก็ไม่มีสัญญาณตอบรับเหมือนเดิม

“ทำอะไรอยู่” โสมนัสเห็นจุลกำลังกดข้อความยาวเหยียดบนโทรศัพท์

“ส่งอีเมลล์หาเพื่อนครับ”

“จุลนี่ทำงานตลอดเวลาเลยนะ บางทีได้ความทันสมัยก็กินเวลาส่วนตัวเหมือนกันนะ” โสมนัสยิ้มและตั้งหน้าตั้งตาขับรถต่อไป

“คืนนี้ขอพักที่นี่อีกสักคืนนะคงไม่เสียเวลาจุลนะ”

“ไม่เป็นไรครับก็ถือว่าดูโลเกชั่นไปด้วย ว่าแต่พรุ่งนี้เราไปตามหารังไรตามรีสอร์ตที่พักดีไหมครับ เผื่อจะพบข้อมูลอะไรบ้าง” จุลแนะนำ

“ก็ดีนะ งั้นเย็นนี้ไปหาของอร่อยเพิ่มพลังกัน ว่าแต่กินอาหารเหนือได้หรือเปล่า” โสมนัสหันมาถาม

“ได้ครับ ได้หมด” จุลตอบกลับไปแล้วก็รีบส่งข้อความนั้นต่อ

“รังไรครับ วันนี้ผมกับพี่นัสขับรถทั้งวันเพื่อตามหาคุณ คุณอยู่ไหนรู้ไหมว่าเราสองคนเป็นห่วงคุณมากแค่ไหน พี่นัสมีสีหน้าแย้มยิ้มส่งให้ผมตลอดทั้งวัน แต่ผมเชื่อว่ารอยยิ้มของพี่ชายคุณกำลังบดบังความรู้สึกเศร้าอยู่นะ เพราะแววตาของเขาปิดบังความรู้สึกที่แท้จริงไม่ได้ ติดต่อกลับมานะครับ ผมจะรอ” จุลกดข้อความส่งไปรอจนข้ามคืนสาวน้อยก็ไม่ตอบกลับมาเหมือนเมื่อวาน


จุลและโสมนัสตื่นเช้ามากขึ้นกว่าเดิมเพราะวันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้วที่จะตามหารังไรและปวินท์ ทั้งสองคนนั่งซดกาแฟกับปาท่องโก๋อยู่ร้านริมทางท่ามกลางสายหมอกที่สวยงดงามบนดอยชิดฟ้าแห่งนี้
“กาแฟที่นี่หอมกรุ่นดีจังนะครับ”

“ใช่แล้ว แล้วรู้หรือเปล่าว่าชาร้อนที่จุลดื่มก็มาจากไร่ของพี่เอง” โสมนัสยกชาขึ้นดื่มสลับไปมากับกาแฟ

“จริงหรือครับ”

“แน่ละ มีขายด้วยนะ นั่นไงแพ็คเกจที่รังไรเป็นคนออกแบบ หน้าตาดีไหมล่ะ” โสมนัสชี้ไปยังชั้นวางของ

จุลเดินเข้าไปและหยิบจับของเหล่านั้นขึ้นมาดู บรรจุภัณฑ์ตรงหน้าบอกความเป็นตัวของรังไรมากทีเดียว

“มีกี่ชิ้นครับที่รังไรออกแบบ”

“มากมายทีเดียว ไว้กลับไปซื้อที่ไร่ดีกว่าราคาถูกกว่าบนยอดดอยเยอะ” โสมนัสกระซิบกระซาบเพราะกลัวเจ้าของร้านจะไล่ตะเพิดออกนอกร้านไปซะก่อน

“อยากพบรังไรเร็ว ๆ นะครับ” จุลถอนใจ

“ถามจริง ๆ เถอะ จุลกับรังไรสนิทกันมากกว่าเพื่อนหรือเปล่า” โสมนัสถามตรง ๆ ออกไป เล่นเอาคนข้าง ๆ หูแดงขึ้นมาเลย

“เปล่าครับ เราสองคนแค่มีอะไรคล้าย ๆ กันมากกว่า เรียนศิลปะเหมือนกัน ชอบอะไรคล้าย ๆ กัน มีความทรงจำไม่ค่อยดีกับสนามบินเหมือนกัน ที่สำคัญรักคนที่ไม่ควรรักเหมือนกัน ผมเองก็เคยคิดอะไรบางอย่างที่เป็นความเห็นแก่ตัวเกี่ยวกับเรื่องความรักเหมือนกันแต่ก็ทำไม่ได้อย่างที่ใจคิดเพราะในความรักนั้นมันมีความผิดอยู่ ยิ่งได้มารู้จักกับรังไรทำให้คิดอะไรบางอย่างได้ถึงความถูกผิดและเหตุผลที่เราจะรักใครสักคน บางทีมันต้องมีขอบเขต ผมถึงไม่อยากให้รังไรคิดทำอะไรที่มันเกินขอบเขตของความรัก ผมอยากช่วยเธอ” จุลพูดด้วยความนิ่งสงบ เขาถอนใจอยู่หลายหน แววตาส่อความวิตกกังวลไว้มากมาย ในมือก็พยายามเปิดเช็คจดหมายตอบกลับจากรังไร แต่ทุกอย่างมีแต่ความเงียบสงบยิ่งขึ้นบนยอดดอยสูงเท่าไหร่สัญญาณก็เริ่มหายไป

“พี่ก็ไม่รู้ว่าตอนนี้รังไรคิดทำอะไรอยู่ รู้แต่ว่าภาวนาอย่าให้เป็นเรื่องปวินท์เลย”

“เห็นต้นเตยบอกว่าตั้งแต่รังไรกลับมาจากกรุงเทพฯ เธอก็เริ่มเก็บตัว”

“ใช่ ปกติรังไรเป็นเด็กสดใสร่าเริง แต่พวกเราเข้าใจว่าเธอคงเหงาที่ลาออกจากงานและต้องมาอยู่ไร่ชาแสนเงียบแบบนี้ แต่อาการมันผิดปกติเพราะบางทีรังไรนั่งนิ่งนาน ๆ แล้วก็นั่งเหลาดินสอไม้อยู่แบบนั้น ไอ้อาการแบบนี้รู้ทันทีว่ารังไรกำลังมีเรื่องไม่สบายใจ” โสมนัสอธิบายขณะขับรถขึ้นบนยอดดอย

“เขาว่ากันว่าหัวใจคนเราขนาดก็แค่กำปั้นตัวเอง สมองก็นิดเดียว ทำไมชอบเก็บเรื่องไม่เป็นเรื่องมาทำร้ายตัวเองกันก็ไม่รู้นะครับ โดยเฉพาะเรื่องความรักคำสั้น ๆ แต่มันสร้างความรู้สึกหลากหลายเหลือเกิน ยิ่งตอนนี้พี่นัสดูซิครับ ยิ่งเราขับรถสูงมากขึ้นเท่าไหร่ มองเห็นภาพเบื้องล่างมากขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งทำให้เรารู้ว่า จริง ๆ แล้วตัวคนเราก็แค่เศษฝุ่นก้อนเล็กนิดเดียวเองลมพัดมาก็ปลิวไปตามลม พอฝนตกมาก็เปียกปอน พอหมอกลงก็บดบังตัวเราจนมองไม่เห็นแล้ว มนุษย์เป็นสิ่งอัศจรรย์จริง ๆ เลยะครับ” จุลเพ้อออกมาตามความรู้สึกและบรรยากาศเบื้องหน้า

“ก็จริงนะ โดยเฉพาะรังไร เธอคือขนมก้อนเล็ก ๆ เส้นบาง ๆ หวานหน่อย ๆ เท่านั้นเอง น้องสาวพี่คนนี้ลืมไปหรือเปล่าว่าเธอคือขนมแห่งความอ่อนโยน แต่ริทำตัวอาจหาญหายตัวไปแบบนี้ ถ้าเจอหน้ากันจริง ๆ จะลงโทษน้องคนนี้ยังไงดีนะ”

“เข้าใจเปรียบนะครับ” จุลหัวเราะออกมาเพื่อสร้างบรรยากาศให้ดีขึ้น

“เราแวะรีสอร์ตตรงนั้นกันไหมครับ” จุลชี้นิ้วไปเบื้องหน้า

“ก็ดีนะ นี่ก็จวนบ่ายแล้วเริ่มหิวข้าวกลางวันแล้ว เราไปหาอะไรใส่ท้องดีกว่า” โสมนัสพูดจบก็หักพวงมาลัยเข้าทางเข้าลานจอดรถทันที สองหนุ่มเดินไปเรื่อย ๆ มองซ้ายมองขวาเผื่อจะตามหาสาวน้อยรังไรเจอแต่ก็ไม่พบ สายตาของโสมนัสผิดหวังเล็กน้อยเมื่อจบการถามไถ่จากเจ้าหน้าที่ต้อนรับของรีสอร์ต คราวนี้จุลอาสาขับรถแทนให้กับโสมนัสเพราะดูสภาพพี่ชายใจดีคนนี้ หัวใจคงห่อเหี่ยวลงยิ่งวันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่จะตามหาน้องสาวตัวดีด้วยแล้ว ยิ่งทำให้เขาดูหมดกำลังใจชอบกล

“เออ หรือว่าเขาจะพักตามบ้านพักในหมู่บ้านครับ” จุลแนะขึ้นมาระหว่างนั่งทานอาหารกลางวัน

“นั่นซิ วันนั้นตอนที่ชบาฉายโทรศัพท์มาหาพี่ เขาบอกว่าพักบ้านเพื่อนบนดอยชิดฟ้า แต่ไม่ได้บอกว่าช่วงไหน งั้นเราลองเปลี่ยนเป้าหมายใหม่กันดีกว่า” รอยยิ้มผุดขึ้นบนดวงหน้าและแววตาของพี่ชายคนนี้อย่างมีความหวัง สองหนุ่มเร่งรีบทานกลางวันและแผนสุดท้ายสำหรับวันนี้

จุลขับรถไปแวะหากันหลายหมู่บ้านแต่ไม่มีวี่แววสักนิด จนเขาขับรถย้อนกลับมาอีกด้านหนึ่งของดอยชิดฟ้ายังไม่ทันถึงไหล่เขา สายตาของโสมนัสก็กวาดตามองเห็นรถกระบะคันหนึ่งซึ่งเขาจำได้ดีว่ากระบะสีขาวทะเบียนแบบนี้เป็นรถที่ไร่ชามันหายไปพร้อมกับรังไรในเช้าวันเกิดเหตุ จุลขับตามคันนั้นไป

“ครับ” จุลพยักหน้า เขารับรู้ได้ในทันทีว่านั่นคือรังไรแน่นอน เขาขับตามไปไม่กระชั้นชิดมากนักเพราะกลัวว่าคนทีขับรถนำอยู่นั้นจะรู้ตัว ครั้งที่สองแล้วที่เขาขับรถตามเธอ คราวก่อนก็พบเธอแอบนัดกับปวินท์ แล้วคราวนี้ล่ะ เขาภาวนาในใจว่าอย่าให้คนที่เขาจะพบเพิ่มนอกจากรังไรแล้ว เป็นปวินท์ ผู้ทำให้หัวใจของสาวน้อยร้อนรนและคิดเรื่องไม่ดีขึ้น เพียงเพราะอยากได้ความรักจากเขาหรอกนะ

“ยายแม่มด คุณจะตกใจมากไหม ถ้าในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าเรากำลังจะได้พบกัน สำหรับผม ผมดีใจเป็นที่สุดเลยคุณหรือเปล่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมพร้อมจะเคียงข้างคุณเสมอนะ แม่มดตัวแสบของผม” จุลยิ้มและพร่ำคนเดียวในใจ โสมนัสไม่ได้หันมาสนใจเขาด้วยซ้ำ ตอนนี้สายตาของคนที่ห่วงใยรังไรอีกคนกำลังจดจ้องกับกระบะสีขาวที่กำลังขับนำหน้าอย่างสบายใจ




 

Create Date : 01 สิงหาคม 2555    
Last Update : 1 สิงหาคม 2555 10:46:32 น.
Counter : 726 Pageviews.  

รังไรลวงรัก รังที่ 16



รังไรลวงรัก
รังที่ 16

รังที่ 16


เสียงไก่ต๊อกห้าหกตัวที่วิ่งเล่นอยู่ไม่ไกลจากบ้านหลังใหญ่นี้แข่งกันส่งเสียงตั้งแต่ตีห้ากว่า ๆ จุลค่อย ๆ งัวเงียตื่นขึ้นมา มือคว้าโทรศัพท์ดูที่หน้าจอ

“เราตื่นเช้าไปหรือเปล่า” เขาลุกยืนข้างเตียงพร้อมบิดขี้เกียจ มือพกโทรศัพท์ออกมายืนหน้าระเบียงพร้อมกดโทรศัพท์หารังไร เผื่อว่าตอนนี้เธอจะเปิดรับสายแล้ว

“จุลตื่นแต่เช้าเลย” เสียงทักทายจากโสมนัส ตอนนี้เขาวสวมชุดพร้อมสำหรับดูไร่ชาของเขา

“พี่นัสไปดูไร่แต่เช้าเชียวครับ ให้ผมไปดูด้วยคนได้ไหม”

โสมนัสเดินมานั่งที่เก้าอี้ไม้พร้อมเหยียดขาคลายความเมื่อย

“ก็ไม่รู้ว่าอยากจะไปจะได้ปลุกแต่เช้า นี่พี่ไปตรวจไร่มาเรียบร้อยแล้ว ก็รอเราอาบน้ำแต่งตัวเสร็จจะพาไปหาอะไรอร่อย ๆ กินในเมืองแล้วก็ไปดอยชิดฟ้ากัน” โสมนัสร่ายยาว

“พี่ไปตรวจงานมาแล้ว ผมนี่ติดนิสัยคนเมืองจริง ๆ ปกติผมยังไม่ตื่นนอนหรอกนะครับ แต่คงเป็นเพราะเจ้าไก่น้อยโน้นครับ มันเรียกผม” จุลยิ้มเขิน ๆ

“ฮ่า ๆ ๆ อย่างนี้หล่ะ ลองมาใช้ชีวิตที่นี่บ่อย ๆ จุลจะเบื่อชีวิตคนเมืองไปเลยหล่ะ คนที่นี่ตื่นนอนแต่เช้ามืด เขาเลยเข้านอนกันเร็ว เลยมีลูกหลานกันเยอะ คนเมืองตื่นเช้ากลับดึก ถึงบ้านก็เพลีย เพราะเดินทางรถติด แถมยังสูดควันพิษเข้าไปอีก” โสมนัสพูดอย่างอารมณ์ดี

“จริงด้วยครับ ผมก็คิดแบบนั้น ถึงเราจะพยายามลดโลกร้อน หรือช่วยประหยัดพลังงานในเมืองยังไง ก็ยากอยู่ดี เพราะรถมีมากเกินไป” จุลนั่งลงที่เก้าอี้ข้าง ๆ เขาได้ยินเสียงถอนใจจากโสมนัส

“พี่นัส เป็นอะไรหรือเปล่าครับ”

“ก็เป็นห่วงรังไร จนตอนนี้ยังติดต่อไม่ได้เลย แถม ชบาฉายก็เงียบไปปิดเครื่องเงียบเหมือนกันหมด” โสมนัสส่ายหน้า

“ปกติรังไรเป็นเด็กดีไม่ใช่หรือครับ”

“ใช่ รังไรเป็นเด็กดี แต่ตั้งแต่กลับมาจากกรุงเทพฯ รอบนี้ รังไรเอาแต่เก็บตัว ทำงาน แล้วก็ทำงาน ไม่ได้ร่าเริงเหมือนแต่ก่อน ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ไอ้เราจะซักไซร้มากก็ไม่ดี เห็นว่าเขาโตแล้ว” โสมนัสลุกขึ้นยืนพร้อมส่ายหน้า

“เราต้องตามเธอพบแน่ครับ”

“ขออย่าให้เกิดอุบัติเหตุอะไรก็แล้วกัน ยิ่งช่วงนี้หมอกเริ่มลงจัดแล้วด้วย อ้อจุลก็ไปเตรียมตัวแล้วกันแล้วมาเจอกันที่หน้าระเบียงนะ”

“ครับพี่นัส” จุลถอนใจด้วยอีกคน หัวใจพลานนึกไปถึงรังไรตัวแสบ


รังไรให้ปวินท์กอดคอของเธอเพื่อเป็นหลักขณะที่เขาค่อย ๆ ลงนั่งบนรถเข็นผู้ป่วย ตั้งแต่เช้ามืดของวันนี้ปวินท์ฟื้นขึ้นมาในสภาพปกติแล้วแต่เขาไม่ได้พูดอะไรออกมาสักคำ พยาบาลพยายามถามชื่อเขาแต่เขาก็ไม่ได้พูดตอบอะไรออกไป

“คุณหมอคะ คนไข้จะเป็นอะไรมากไหมคะ” รังไรถามหมอที่ตรวจอาการเบื้องต้นเรียบร้อยแล้ว

“สามีคุณปลอดภัยดีทุกอย่าง แต่ที่เขาเงียบเพราะว่าอาจจะอยู่ในสภาวะจิตตก หรือตกใจมากจนช็อคไป แต่อีกสักครึ่งชั่วโมงจะมีเจ้าหน้าที่มารับไปตรวจสมองอีกรอบนะครับ” หมอเดินออกจากห้องไปแล้ว

“พี่ปวินท์คะ อยากไปสูดอากาศนอกห้องไหมคะ”

เขาพยักหน้า สายตาไร้จุดหมาย

“ไปนะคะ” รังไรฝืนยิ้มออกมา เพราะเธอก็ไม่รู้ว่าตอนนี้ปวินท์คิดอะไรอยู่ หรือว่าเขาเบื่อที่ตกอยู่ในสภาพนี้แล้ว แต่ทำไมเขาไม่โวยวายอะไรออกมาบ้าง

“อ้าวชบาฉายไปไหนมา” เธอหยุดทักเพื่อนเธอขณะที่กำลังเข็นรถของปวินท์ไปยังสนามหญ้าหน้าโรงพยาบาล

“อ่ะดูซะ” ชบาฉายยื่นหนังสือพิมพ์ให้กับรังไรรับไว้ดู

“ขี้เกียจอ่าน” เธอไม่เปิดหนังสือดูด้วยซ้ำ

“เอามานี่” ชบาฉายเปิดหน้าสังคม ภาพนั้นคือภาพของพลอยพิณที่นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลกรุงเทพฯ เรียบร้อยแล้ว แถมยังมีภาพของปวินท์หนุ่มนักธุรกิจที่หายตัวไปหลังจากเกิดอุบัติเหตุ ถ้าใครพบตัวจะมีเงินรางวัลให้

“ชบาฉายหยุดพูดสักที” รังไรแทบไม่อยากรับฟังอะไรทั้งนั้น

“รังไรนี่คือความจริงนะ เลิกหลอกตัวเองว่าพี่ปวินท์เป็นสามีเธอสักที ถ้าเธอคิดแต่เรื่องของตัวเองแสดงว่าเธอไม่ได้รักพี่ปวินท์จริง ๆ หลอก เธอดูสภาพเขาตอนนี้ซิ นั่งนิ่งอย่างกับคนไร้ความรู้สึก แล้วสิ่งที่เธอให้กับเขาตอนนี้เขาจะรับรู้ได้ยังไงว่าเธอรักและห่วงเขาขนาดไหน อ้อที่สำคัญคุณพลอยพิณกับพี่ปวินท์ก็เป็นคู่หมั้นที่ชาวบ้านเขารับรู้กันทั่ว ถ้าเธอจะทำแบบนี้ต่อ เห็นทีเราสองคนคงคบกันไม่ได้” ชบาฉายสาดเสียงดุใส่เธอ

“ชบาฉายอย่าทิ้งฉันเลยนะ” รังไรวิ่งมาเกาะแขนเพื่อนคนเดียวของเธอในตอนนี้

“จะทำยังไงต่อไปรังไร”

“ขอแค่ตรวจอาการให้แน่นอนก่อน ถ้าเขาดีขึ้น ฉันขอแค่ระยะเวลาสั้น ๆ ไม่ซิ ถ้าเขาไม่ดีขึ้นฉันจะส่งเขากลับกรุงเทพฯ เพื่อรักษาตัว แต่วันนี้ตอนนี้ ขอให้ฉันได้ใกล้ชิดและดูแลพี่ปวินท์ก่อนจะได้ไหม ถึงแม้ว่าเขาจะไม่รับรู้เลยสักนิดก็ตาม” เสียงเธอกึ่งอ้อนและเสียใจในเวลาเดียวกัน

“ถ้าทำตามที่บอกได้ ฉันจะช่วยเธอ แต่ถ้าไม่ เราสองคนจบกัน”

“ปวดหัว” เสียงแผ่วเบาจากริมฝีปากของปวินท์

“ปวดหัว” เขาเกร็งมือแน่นกุมขมับทั้งสองข้างไว้

“รังไรดูพี่ปวินท์ซิ” ชบาฉายหันมาเห็นพอดี

“พี่ปวินท์ พี่เป็นอะไรคะ เข้าด้านในกันนะคะ พยาบาล ๆ” รังไรตะโกนเรียกหาพยาบาลผู้ดูแล แล้วปวินท์ก็เลยถูกส่งเข้าห้องฉุกเฉินอีกครั้ง

รังไรเดินไปเดินมาอยู่หน้าห้อง ผุดลุกผุดนั่งอยู่หลายหน ชบาฉายดึงเพื่อนรักมากอดไว้

“รังไร พี่ปวินท์ไม่เป็นอะไรหรอกนะ เอาเป็นว่าไม่ว่าเธอจะทำอะไรฉันจะช่วยเธอแล้วกัน บอกตรง ๆ สงสารเธอมากเลยรู้หรือเปล่า” ชบาฉายปาดน้ำตาสองข้างแก้มของเพื่อน

“ฉันรู้ว่าทุกอย่างมันผิด แต่...”

“ไม่ต้องพูดแล้ว” ชบาฉายฉันกอดเธอไว้ต่อ

“คุณพยาบาล”

“คนไข้อาการดีขึ้นแล้วนะคะ ที่ปวดศีรษะเพราะว่ามีผลกระทบกับสายตานิดหน่อย เลือดคลั่งในสมองก็ไม่มี การตรวจสมองทุกอย่างผ่านไปด้วยดี ยังไงคนไข้จะถูกส่งตัวไปพักที่ห้องธรรดาได้แล้วนะคะ ตอนนี้คุณสองคนไปพักก่อนก็ได้ค่ะ บ่าย ๆ คนไข้จะกลับไปที่ห้องค่ะ” พยาบาลแจ้งเสร็จก็เดินจากไป

“ตอนนี้เข้าเยี่ยมไม่ได้ซินะ” รังไรเสียงเศร้า

“นี่ก็เที่ยงกว่าแล้วไปหาอะไรหม่ำกันดีกว่านะ” ชบาฉายชวนเธอ

รังไรแค่เพียงดื่มน้ำเข้าไปนิดหน่อย ข้าวก็เขี่ยไปมาสองสามคำเท่านั้นเอง

“ถ้าไม่กินอะไรซะบ้าง เธอจะไม่มีแรงปรนนิบัติพี่ปวินท์ของเธอนะ”

“ก็อดเป็นห่วงไม่ได้” รังไรยิ้มเศร้า ๆ ออกมา

“เอาน่า เพิ่มพลังให้ตัวเองก่อนนะ แล้วฉันจะช่วยเธอเองนะ” ชบาฉายพยายามพูดปลอบใจเพื่อน เพราะไม่อย่างนั้น รังไรต้องดูซูบซุดมากกว่าเดิมแน่นอน

ขณะที่ทั้งสองสาวกำลังจะเดินกลับไปยังห้องพักของปวินท์ ชบาฉายต้องรีบดึงมือรังไรให้หลบอยู่ตรงซอกบันไดหนีไฟ

“มีอะไร” รังไรทำหน้าสงสัย

“โน้นมองไปนั่น พี่ชายของเธอใช่ไหม มากับใครก็ไม่รู้ เขาต้องมาตามหาพี่ปวินท์แน่เลย” ชบาฉายชี้มือแล้วก็รีบหลบเข้าหลังกำแพง รังไร ค่อย ๆ โผล่หน้าออกไปดูแล้วหน้าต้องถอดสี

“พี่นัส จุล”

“อีกคนเป็นใครเพื่อนพี่นัสเหรอ หรือว่าตำรวจ” ชบาฉายรู้สึกตื่นเต้นมาก

“คุณจุลเป็นเพื่อนฉันเอง ชายแปลกหน้าที่เคยเล่าให้เธอฟังยังไงล่ะ”

“จริงเหรอ หล่อมากเลย เราสองคนรีบไปหาเขากันเถอะ” ชบาฉายฉุดมือเธอให้ออกจากหลังกำแพง

“ไม่ได้ อย่าเพิ่งให้พี่นัสรู้เลยนะ” รังไรกล้า ๆ กลัว ๆ

“รังไร ไม่คิดหรือไงว่าบางทีพี่นัสอาจจะไม่ได้ตามหาพี่ปวินท์ แต่กำลังตามหาเธออยู่ก็เป็นได้นะ เธอเล่นไม่ติดต่อกลับพี่นัสตั้งสองสามวันแล้วนะ” ชบาฉายเริ่มเป็นห่วง

“ก็จริง แต่ถ้าพี่นัสรู้ เขาต้องเอาตัวพี่ปวินท์กลับไปแน่ ๆ เลย”

“งั้นเราสองคนต้องซ่อนตัวตรงนี้นานเท่าไหร่นะ”

“ทำไมไม่มีชื่อนะ นี่เราสองคนหาจนทั่วเมืองแล้วนะ นี่ก็เป็นโรงพยาบาลสุดท้ายในส่วนที่ใกล้ดอยชิดฟ้าแล้วนะ สงสัยคืนนี้เราต้องหาที่พักแถวนี้พักแล้วพรุ่งนี้ค่อยขับรถหาตามคลีนิคเล็ก ๆ” โสมนัสบ่นไปเดินไป

“พี่นัสครับ ทำไมพี่นัสมั่นใจว่าคนที่ช่วยเหลือพี่ปวินท์จะเป็นรังไรล่ะครับ” เขาหยุดยืนคุยกันตรงหน้ากำแพงที่ทั้งสองสาวหลบอยู่

“พี่ว่า พี่รู้จักนิสัยรังไรดีนะ ยิ่งตอนนี้รังไรเหมือนจะมีปฏิกิริยาบางอย่างที่บอกพี่ว่าเขาไม่ยอมปล่อยปวินท์ไปน่ะซิ ถ้าเรื่องนี้รังไรไม่เกี่ยวข้องเธอต้องเปิดโทรศัพท์แล้ว นี่ทั้งสองสาวปิดเครื่องทั้งสองคนมันไม่น่าแปลกเหรอจุล” โสมนัสตีหน้าเครียด

“พี่ไม่คิดว่าคุณรังไรจะได้รับอุบัติเหตุบ้างหรือครับ”

“ไม่หรอก แต่เราก็ถามหาชื่อรังไรมาหลายที่แล้วนี่ เอาไงดีล่ะจุล ว่าแต่จะเสียเวลางานคุณหรือเปล่า” โสมนัสหันไปถาม

“ไม่หรอกครับ ผมเป็นห่วงรังไรมากกว่า” จุลยิ้ม

รังไรแอบเห็นรอยยิ้มของเขาแล้ว เธอเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว เธอรู้สึกว่ารอยยิ้มและคำพูดห่วงใยของเขาตอนนี้ทำไมมันทำให้ความรู้สึกในหัวใจฉุ่มฉ่ำอย่างบอกไม่ถูก เธอมองตามหลังชายหนุ่มทั้งสองคนที่ห่วงหาเธอ ทำให้เธอมีพลังขึ้นมากกว่าเดิม

“รังไรรู้อะไรไหม ตอนนี้ฉันเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่างเกี่ยวกับความรัก” ชบาฉายยิ้ม

“อะไรล่ะ” รังไรเดินตามชบาฉายออกมาจากหลังกำแพงนั้น

“ถ้าการที่เราได้อยู่กับใครบางคนแล้วทำให้เราเสียน้ำตาได้ตลอด บางทีคนนั้นอาจจะไม่ใช่สำหรับเรา แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นใครบางคนแค่คำพูดเล็ก ๆ ที่ทำให้เรายิ้มได้บางทีคนนั้นอาจจะใช่สำหรับเรานะ” ชบาฉายเผลอหัวเราะออกมา เพราะตอนนี้สายตาของเพื่อนรักไม่มองหรือฟังเธอเลยสักนิด แต่กลับส่งสายตาไปยังลานจอดรถนั้น

“จะตามไป ฉันว่าน่าจะทันนะ”

“รังไร”

“หา เรียกทำไมเหรอ” รังไรสะดุ้งโหยง ตอนนี้หัวใจเธอเหม่อลอยอย่างบอกไม่ถูก อีกใจอยากจะเรียกหาจุลเพื่อระบายความในใจทั้งหมด แต่คงไม่ใช่เวลานี้

“ชบาฝากขึ้นไปดูพี่วินท์ให้หน่อยได้ไหม เดี๋ยวฉันตามขึ้นไป”

“ได้เลยจ้ะ”

รังไรเดินออกไปเดินเล่นในสวนหย่อม ชบาฉายไม่รู้ว่าตอนนี้ในใจของรังไรกำลังคิดถึงอะไรอยู่ เธอแอบมองเพื่อนรักอยู่สักพักก็เดินขึ้นไปบนห้อง ตอนนี้เธอเห็นปวินท์ยืนมองอะไรบางอย่างอยู่ริมระเบียง

“พี่ปวินท์คะ ขาเข้าเฝือกอยู่ยืนนานไม่ดีนะคะ” เธอค่อย ๆ พูดเบา ๆ เพราะกลัวเขาตกใจ

ชายหนุ่มตรงระเบียงหันมายิ้ม แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา ตอนนี้เขาใช้ไม้ค้ำยันพยุงตัวเองกลับไปนอนที่เตียง ชบาฉายเลยถือโอกาสเดินไปจะปิดประตูระเบียง แต่ก็ต้องขอแอบมองหน่อยว่าเบื้องล่างของห้องนี้มองเห็นอะไรที่ทำให้เขาต้องมองเป็นนานสองนาน

“รังไร” ใช่จริง ๆ มองเห็นสวนหย่อมและตอนนี้รังไรยังคงเดินวนไปวนมาเหมือนใช้ความคิดอะไรบางอย่าง

“หายปวดศีรษะหรือยังคะ”

เขาพยักหน้า

“เมื่อไหร่ผมจะออกจากโรงพยาบาลได้” เขาส่งเสียงนุ่มกลับมา

“ไม่ทราบค่ะ ไว้ให้รังไรไปคุยกับหมอก่อนนะคะ”

“รังไรหรือครับ”

“ค่ะ”

“รังไรเป็นห่วงพี่ปวินท์มากเลยนะคะ เธอแทบจะไม่เป็นอันกินอันนอนตั้งแต่พี่ปวินท์เกิดอุบัติเหตุ ตอนนี้พี่มีอาการดีขึ้นรังไรคงจะดีใจมาก”

“รังไรหรือครับ” เขาพูดแค่นั้น

ชบาฉายเริ่มรู้สึกแปลก ๆ หรือว่าเขาไม่อยากพูดมากเพราะไม่รู้จักเธอมาก่อน คงไม่น่ามีอะไรแปลกประหลาดเกิดขึ้นแน่นอน

“ขอน้ำดื่มสักหน่อยได้ไหมครับ”

“ค่ะ ค่ะ” ชบาฉายปฏิบัติตามโดยดี

คำพูดแสนอบอุ่นและรอยยิ้มแบบนี้ซินะที่รังไรถึงได้หลงชายหนุ่มคนนี้เสียจนลืมสติไป จะทำไงดีในเมื่อชายหนุ่มตรงหน้าตอนนี้ไม่ได้มีอะไรที่จะหวนกลับมาเป็นคนรักของรังไรได้อีก ผิดเสียแต่นายจุลชายแปลกหน้าที่รังไรเคยเล่าให้ฟัง พ่อหนุ่มคนนั้นดูจะมีภาษีดีกว่า เขาดูห่วงใยรังไรจนออกนอกหน้านอกตาด้วยซ้ำ ทำไมรังไรถึงไม่เลือกรักคนที่รักเรานะ


รังไรเปิดเครื่องรับโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เธอส่งข้อความยาวออกไปยังอีเมลล์ของจุล ชายแปลกหน้าและคนที่พร้อมจะรับฟังปัญหาทุกข์ใจของเธอ

“คุณจุลคะ จำได้ไหม คุณเคยถามฉันในวันที่เราตกลงเป็นคนรักกันหนึ่งวัน เย็นวันนั้นคุณถามฉันว่าถ้าจะเปรียบความรักกับของใช้ส่วนตัวเราสองคนนึกถึงอะไร คุณบอกฉันว่า ความรักของคุณเหมือนกับนาฬิกาข้อมือ เพราะมันเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ คุณบอกว่าคนรักของคุณเหมือนเข็มนาฬิกา ที่คุณอยากจะมองทุกก้าวของจังหวะชีวิตของเธอ ไม่ว่าเธอจะสุขหรือทุกข์คุณขอแค่มองและช่วยเหลืออยู่ห่าง ๆ แต่สำหรับฉันตอนนั้นฉันหัวเราะใส่คุณ แล้วก็ตอบออกไปว่าความรักของฉันเหมือนกับกระเป๋าเป้ เป้ที่สามารถจะอยู่บนหลังของฉันไปในทุกที่และหอบของไปได้เยอะ ๆ คุณหัวเราะออกมา ตอนนั้นฉันโมโหนิดหน่อย แต่ฉันเริ่มจะเข้าใจอะไรได้แล้วในตอนนี้ฉันจะบอกความหมายของมันให้คุณรับรู้ เป้ใบนั้นบางทีมันอาจจะเหมือนใครบางคนที่คอยรับและเก็บทั้งเรี่องทุกข์และเรื่องสุขของฉันไว้ได้ตลอดเวลา ตอนนี้ฉันอยากแบ่งปันความทุกข์ใส่เป้ใบนั้นจังเลย ขอบคุณที่ห่วงใย ถ้าทุกอย่างลงตัวฉันจะติดต่อกลับไป” รังไร เธอลงชื่อและจบจดหมายอีเลกทรอนิกส์เพียงเท่านั้น เธอส่งจดหมายฉบับนั้นเรียบร้อยพร้อมกับปิดเครื่องรับโทรศัพท์ลงทันที


“หมายความว่ายังไง” จุลพูดโพล่งออกมาขณะที่โสมนัสเลี้ยวรถเข้าจอดรถ

“หมายถึงอะไรจุล”

“เปล่าครับ” เขาเปิดประตูลงจากรถแล้วเดินหอบกระเป๋าตามโสมนัสไป โรงแรมที่พักอยู่ใกล้ ๆ กับดอยชิดฟ้ามองไปเห็นบรรยากาศสวยงาม อากาศบริเวณแถวนี้ก็สดชื่นมาก ยังคงมองเห็นหมอกลอยคว้างบนท้องฟ้าแม้จะเป็นเวลาบ่ายนิด ๆ ก็ตาม

“สวยใช่ไหมล่ะ ชบาฉายเขาแอบมาพักใจแถวนี้ แต่เขาไม่ได้พักโรงแรมหลอกเห็นบอกว่ามีเพื่อนมาปลูกบ้านทิ้งไว้แถว ๆ ตีนดอยพรุ่งนี้เราสองคนค่อยขับรถไปต่อดีกว่า วันนี้พักก่อนแล้วกัน” โสมนัสพูดจบก็โทรศัพท์กลับไปถามงานที่ไร่

จุลเดินออกมานั่งเล่นหน้าโรงแรม ผู้คนเริ่มบางตาเพราะเป็นวันธรรมดาหลาย ๆ คนกำลังทยอยเดินทางกลับออกจากโรงแรม

“รังไรปิดเครื่องทำไม ตอนนี้คุณกำลังทุกข์ใจมากอยู่หรือเปล่า ผมไม่รู้ว่าคุณเป็นอย่างไรบ้าง อย่างน้อยผมน่าจะเป็นคนหนึ่งที่คุณไว้ใจนะ คำนิยามรักสำหรับคนรักกันแค่เพียงหนึ่งวันมีความหมายสำหรับหัวใจคุณด้วยใช่ไหม บางทีมันก็เหงาเหมือนกันนะที่ไม่ได้พูดคุยกับคุณเสียหลายวัน จนตอนนี้ผมเริ่มจะสับสนในความรู้สึกตัวเองแล้วซิ ว่าตกลงแล้วผมกำลังคิดอะไรกับคุณอยู่หรือเปล่า ฮ่า ๆ ผมนี่เพ้อเจ้อนะในเวลาคับขันแบบนี้ยังเขียนเรื่องอะไรก็ไม่รู้ รังไรได้โปรดติดต่อกลับหาผม หรือพี่นัสก็ได้นะ ทุกคนเป็นห่วงคุณมาก ยังไงอย่าลืมดูแลตัวเองนะ” จุลลงชื่อและส่งจดหมายอีเลคทรอนิกส์กลับไป

“จุล”

รังไรเปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมาเพื่อเช็คเมลล์งานก็รีบเปิดเมื่อได้รับอีเมลล์ตอบกลับจากจุล รังไรนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับตัวอักษรที่แฝงไว้ด้วยข้อความให้กำลังใจ เธอเลือกที่จะไม่ตอบกลับไปเพราะถ้ายิ่งตอบจดหมายกลับไปมันไม่ดีนักสำหรับความรู้สึกบางอย่างในหัวใจของเธอในตอนนี้ เธอนั่งทำงานทางหน้าจอสี่เหลี่ยมสักพักก็เดินไปยืนมองปวินท์ที่นอนหลับสนิท เธอจับมือของเขาขึ้นมาแนบแก้มของเธอไว้

“พี่ปวินท์คะ พรุ่งนี้จะได้กลับบ้านแล้วนะคะ ทำไมพี่ไม่พูดอะไรออกมาสักคำ”

“รังไร” เสียงแหบพร่าดังขึ้น น้ำตาเธอไหลออกมาแบบไม่ทันตั้งตัว

“พี่ปวินท์ พี่ฟื้นเป็นปกติแล้ว รังไรจะเรียกหมอนะคะ” เธอดีใจมาก แต่เขากำมือของเธอไว้แน่น

“พี่ปวดหัวหรือคะ” รังไรถามกลับไป แต่เขาส่ายหน้า

“รังไร คุณชื่อรังไร หรือครับ” ปวินท์มองหน้าเธอ

“พี่ปวินท์อย่าล้อเล่นซิคะ” เธอเริ่มไม่แน่ใจอะไรบางอย่าง คำทักทายแปลก ๆ

“เพื่อนคุณบอกว่า คุณชื่อรังไร” ปวินท์ยังพูดต่อ

รังไรพยายามมองแววตาของปวินท์ ทุกอย่างคือแววตาของปวินท์ แววตาอบอุ่นแบบนี้ที่คอยส่งถึงเธอ แต่ทำไม ทำไม

“รังไร ผมปวินท์หรือครับ”

รังไรได้แต่ยืนร้องไห้ออกมาไม่ได้พูดอะไรตอบกลับ ปวินท์จับมือเธอไว้แน่น และเรียกแต่ชื่อเธออยู่แบบนั้น

“รังไร รังไร รังไร” เสียงเรียกชื่อตัวเองแว่วกังวาลดังก้องหู จนเงียบหายไป โลกนี้ช่างแสนมืดมิดเสียเหลือเกิน




 

Create Date : 15 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 15 กรกฎาคม 2555 17:01:45 น.
Counter : 682 Pageviews.  

รังไรลวงรัก รังที่ 15




รังไรลวงรัก
รังที่ 15

รังที่ 15

รังไรนั่งกุมขมับอยู่หน้าห้องผู้ป่วยสำหรับดูแลคนไข้เป็นพิเศษ เธอมองเขาผ่านกระจกใสอยู่บ่อยครั้ง ตอนนี้เขานอนแน่นิ่ง ขาด้านขวาเข้าเฝือกไว้จนถึงหัวเข่าดีที่ไม่ถึงกลับต้องผ่าตัด แขนไม่ได้หัก แต่หมอขอเช็คระบบสมองอีกสักครั้งเพราะว่าเหมือนกับว่าได้รับการกระแทกมาอย่างแรง ดูสีหน้าเขาตอนนี้แน่นิ่งทีเดียว

“พี่ปวินท์คะ พี่เจ็บตรงไหนบ้าง รังไรจะทนไม่ได้อยู่แล้วนะคะ พี่ปวินท์คะ” เธอพร่ำอยู่คนเดียวหน้าห้องจนหมดเวลาเยี่ยม เธอเลยเดินออกมานั่งที่แคร่ไม้ด้านนอก

“เอ้ากาแฟ ถ้าจะเฝ้ากันทั้งคืนไม่หลับไม่นอนก็เชิญดื่มกาแฟรสเข้มกระป๋องนี้เข้าไป กำลังอุ่น ๆ เชียว” ชบาฉายยื่นกระป๋องให้เธอและลงนั่งด้านข้าง

รังไรเอียงศีรษะซบลงบนไหล่เพื่อน

“ชบา ฉันสงสารพี่ปวินท์ ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาจะรู้สึกยังไงบ้าง” เธอปาดน้ำตาไปพร้อมกับสะอื้นเบา ๆ

“รักเขามากขนาดนั้นเชียว ไหนบอกว่าที่ขับรถตั้งไกลเพื่อมาหาฉันบนยอดดอยเพื่อจะมาหลบพักเลียแผลใจด้วยกันไงล่ะ” ชบาฉายแขวะนิดหน่อยเพื่อคลายบรรยากาศตึงเครียด

“มันไม่เกี่ยวกัน เรื่องความรักมันควรจะจบ แต่พี่ปวินท์มาบาดเจ็บคราวนี้ ฉันไม่รู้จริง ๆ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น รถไม่ได้คุณภาพ หรือว่า...” เธอแค่คิดเข้าข้างตัวเองว่าปวินท์คงไม่ได้ขอเลิกกับพลอยพิณเพียงเพื่อกลับมาหาเธอหรอกนะ ถ้าเป็นเช่นนั้น อุบัติเหตุครั้งนี้คือความผิดของเธอเต็ม ๆ

“หรือว่าอะไรรังไร” ชบาฉายย้อนถาม

“เปล่าจ้ะ”

“หิวไหมไปหาไรกินกันไหม ตอนนี้ท้องร้องแล้ว” ชบาฉายเอามือลูบท้อง

“ไปนั่งเป็นเพื่อนแล้วกัน ฉันกินอะไรไม่ลง ตอนที่เห็นพี่ปวินท์ครั้งแรก เลือดสีแดงฉาน แววตาของพี่เขาก่อนปิดเปลือกตาลงมันยังฝังใจอยู่เลย” รังไรลุกเดินตามชบาฉายไปอย่างช้า ๆ

“มานั่งคิดมากทำไม ทำไมไม่คิดย้อนไปถ้าตอนนี้รังไรก้าวขาลงมาจากรถเร็วกว่านั้น คนที่บาดเจ็บอาจจะเป็นเธอ ฉันเดาไม่ออกหรอกว่าถ้าคนที่บาดเจ็บเป็นเธอ ตอนนี้เขาจะมานั่งคร่ำครวญ ถามแต่ว่าเจ็บไหม เจ็บไหมตลอดแบบเธอหรือเปล่า อีกอย่างคุณปวินท์ก็มีคุณพลอยพิณเป็นคู่หมั้นเดี๋ยวเขาคงตามมาดูแล ว่าแต่เธอบอกไปยังญาติเขาหรือยัง” ชบาฉายหยุดเดินและหันมามองเพื่อนสาวของเธอที่ตอนนี้หยุดนิ่งก้มหน้าไม่พูดไม่จาอะไรออกไป

“รังไร” พอเธอเรียกเขา รังไรกลับรีบเดินนำลิ่ว ๆ ไปก่อนเหมือนไม่อยากตอบคำถาม

“รังไรหยุด” ชบาฉายวิ่งไปดึงข้อศอกเธอไว้

“ฟังนะ ถามตรง ๆ เถอะ อย่าบอกนะว่าเธอจะเก็บพี่ปวินท์ไว้ดูแลอยู่ที่นี่โดยไม่บอกกล่าวกับญาติหรือคู่หมั้นเขาสักนิด เขามีงานต้องทำ มีลูกน้องบริษัทให้รับผิดชอบ การหายตัวไปของเขาแค่วันสองวันไม่นานนัก นักสืบก็ต้องตามตัวจนพบ แล้วตอนเธอแจ้งเจ้าหน้าที่เธอบอกชื่อเสียงเรียงนามเขาไปหรือเปล่า” ชบาฉายเริ่มเสียงดัง

รังไรส่ายหน้า

“พระเจ้า รังไรเธอกำลังทำอะไรอยู่” ชบาฉายเขย่าไหล่ของรังไร

“ชบา ฉันคิดไม่ออก ฉันแค่อยาก....” รังไรไม่รู้จะอธิบายยังไง

“ถ้าคุณปวินท์ตื่นขึ้นมา ความฝันของเธอก็จบแล้วรังไร ยกเว้นเสียแต่ว่าเขาความจำเสื่อมเท่านั้นแหละ ความฝันของเธออาจจะดำเนินการต่อได้เพราะเขาจำอะไรไม่ได้ แม้แต่ชื่อของเธอ” ชบาฉายรู้สึกโกรธในความงี่เง้าของรังไรที่คิดเพ้อเจ้อและทำเรื่องไม่เข้าท่า ตอนนี้ชบาฉายเดินฉับ ๆ ตรงไปศูนย์อาหารก่อนแล้ว

“แล้วจะให้ทำยังไง ความจำเสื่อมงั้นเหรอ คิดไม่ออกจริง ๆ” รังไรถอนใจออกมาและเดินตามไปอย่างเหม่อลอย

รังไรนั่งลงที่โต๊ะอาหาร ในตอนนี้เธอยังรู้สึกจุกที่ลำคอ อืดท้อง แน่น ๆ หน้าอกบอกไม่ถูกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การตัดสินใจช่วยเหลือปวินท์ในครั้งนี้จริง ๆ เธอแค่เพียงช่วยให้เขาปลอดภัยและติดต่อญาติเขากลับไปมันก็น่าจะจบ แต่ในสมองตอนนี้ไม่อยากทำแบบนั้นเลย มันเป็นโอกาสไม่ใช่เหรอ โอกาสมาถึงแล้ว

“รังไร” ชบาฉายเขย่าไหล่รังไรให้เธอรู้สึกตัว

“เป็นอะไรไป ทานข้าวเข้าซิไม่งั้นไม่มีแรงเป็นลมไปไม่ได้เห็นหน้าพี่ปวินท์ของเธอนะ” ชบาฉายมองหน้าเธอนิ่ง ๆ

“อืม”

“แล้วติดต่อญาติเขากลับไปหรือยัง” ชบาฉายถามซ้ำและจ้องมองหน้าเธอ

“ไม่ ยังไม่อยากติดต่อ” รังไรตอบโพล่งออกไป

“เพื่ออะไรรังไร คิดทำอะไรอยู่บอกมา” เธอเซ้าซี้รังไรต่อ

“ใครโทรศัพท์มากันตอนนี้นะ” ชบาฉายบ่นอุบก่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอ เธอกดรับสาย

“ว่าใครคะพี่โสมนัส” เธอเอ่ยชื่อนั้นออกมา ยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อ สาวน้อยตรงหน้าก็คว้าโทรศัพท์และกดตัดสายปิดเครื่องโทรศัพท์ของชบาฉายทิ้งเอาเสียดื้อ ๆ

“รังไร” ชบาฉายเรียกชื่อเธอด้วยความโกรธเล็กน้อย

“อย่ารับ อย่าติดต่อใครตอนนี้ได้ไหม ขอเวลาให้ฉันคิดอะไรสักหน่อย” รังไรพูดแกมขอร้องพร้อมแววตาอ้อนวอน

“รังไร บอกกันตรง ๆ ดีกว่า เปิดอกคุยกัน ตอนนี้อยากจะทำอะไร อยากได้อะไร ฉันจะไม่ขัดเธอเลย ขอเพียงแค่บอกความต้องการจริง ๆ ไม่อย่างนั้นเราสองคนคงต้องทะเลาะกันแน่ ๆ” ชบาฉายพยายามใจเย็นกับเธอมากขึ้น

รังไรเม้มปากแน่นเพราะไม่รู้ว่าถ้าพูดออกไปชบาฉายจะคิดยังไงละ เพื่อนยังคงจะเป็นเพื่อนกับเธออยู่หรือไม่

“คุณรังไรคะ” พยาบาลวิ่งมาตามเธอที่ศูนย์อาหารเล็ก ๆ ของโรงพยาบาลแห่งนี้

“ค่ะ” เธอหน้าตาตื่นและลุกขึ้นยืน

“ตอนนี้สามีคุณปลอดภัยแล้ว” พยาบาลพูดออกมาแบบนั้น รังไรก็รีบวิ่งตามกลับไปกับพยาบาลทันที

“สามีเหรอ” ชบาฉายทำหน้างงกับคำพูดนั้น

ชบาฉายเดินตามไปติด ๆ และตอนนี้เธอเห็นรังไรเข้าไปในห้องกระจกใสนั้นและกำลังจับมือของปวินท์อยู่ไม่ห่าง

“พยาบาลคะแล้วคนไข้เป็นยังไงบ้าง” ชบาฉายถามกับเจ้าหน้าที่แทนเพราะตอนนี้คงต้องปล่อยเวลาให้เพื่อนรักของเธอยืนมองหน้าคนที่รักอยู่ตามลำพังจะดีกว่า

“ปลอดภัยค่ะ ชีพจรต่ำนิดหน่อย ขาที่หักก็เข้าเฝือกเรียบร้อยแล้วไม่ถึงกับต้องผ่าตัดโชคดีมากเลยค่ะ แต่ด้านสมองก็รอทำทีซีสแกนอีกรอบในวันพรุ่งนี้ค่ะ” พยาบาลตอบยาวยืด ชบาฉายได้แต่ยืนถอนใจมองอยู่สักพักก็ต้องกลับออกไปนั่งรอรังไรอยู่นอกห้อง

“พี่ปวินท์ พี่เป็นยังไงบ้างคะ พี่จำรังไรได้ไหมคะ” เธอร้องไห้คร่ำครวญอยู่อย่างนั้น

“คุณรังไรคะ สามีคุณปลอดภัยแล้วนะคะ คืนนี้คุณกลับไปพักผ่อนก่อนแล้วพรุ่งนี้ค่อยมาเยี่ยมใหม่นะคะ” พยาบาลกล่าวกับเธออย่างสุภาพ

“ขออีกสักห้านาทีได้ไหมคะ ฉันแค่อยากเห็นเขาลืมตาขึ้นมา”

“คงเพราะฤทธิ์ยานะคะ คนไข้เลยยังหลับอยู่”

“แต่ว่า” พอเธอมองหน้าพยาบาลก็รู้แล้วคงไม่เหมาะนัก เธอต้องปฏิบัติตามกฎ เพราะเธอจะปล่อยมือเขา ปวินท์ก็บีบมือเธอแรง ๆ เหมือนเขารู้สึกตัวแล้วและพยายามจะลืมตาขึ้นมาจริง ๆ พยาบาลเลยเข้าตรวจเช็คอาการ ตอนนี้เธอเลยต้องปล่อยมือจากเขาและยืนรอสักพัก มองหน้าเขาอยู่หน้าห้องกระจก ตอนนี้เขากลับมาหลับสนิท

“เมื่อกี้พี่ปวินท์บีบมือฉันด้วย บางทีเขาอาจจะรับรู้แล้วว่าฉันอยู่ข้าง ๆ เขา” รังไรหันไปยิ้มกับชบาฉาย

“สอบถามพยาบาลให้แล้ว เขาแค่ขาหักแล้วพรุ่งนี้ก็ตรวจสมองตอนเช้าอีกรอบ น่าจะย้ายเข้าห้องผู้ป่วยธรรมดาได้แล้วหล่ะ แล้วเรื่องตำรวจล่ะว่ายังไงต้องแจ้งความอะไรไหม” ชบาฉายถามขณะที่เดินกลับมาที่รถด้วยกัน

“คงไม่ต้องหรอก ตอนเกิดอุบัติเหตุไม่ได้มีคู่กรณี พี่ปวินท์อาจจะขับรถเสียหลักเอง”

“จริง ๆ ต้องแจ้งความนะรังไร เพราะบางทีอาจจะเกิดจากความไม่สมบูรณ์ของรถที่เช่า ยังไงก็ฟ้องร้องได้เพราะเราเสียเงินเช่า” ชบาฉายจะอธิบายต่อ

“บอกว่าไม่ก็ไม่” รังไรเสียดังขึ้นมา จนชบาฉายตกใจ

รังไรเดินฉับ ๆ ขึ้นประจำตำแหน่งคนขับเรียบร้อยและนั่งหน้านิ่วอยู่แบบนั้น ชบาฉายเลยไม่กล้าพูดอะไรออกมาสักคำ

“ขอโทรศัพท์ด้วย”

“จะเอาไปทำอะไร”

“เอามาเถอะ”

ชบาฉายยื่นโทรศัพท์ให้รังไร พอเธอรับไว้เธอก็ยึดแบตเตอรี่ของชบาฉายไว้เรียบร้อย

“รังไรทำแบบนี้ทำไม”

“ขอเถอะนะ ตอนนี้อย่าติดต่อใครเลยโดยเฉพาะพี่นัส”

“แต่เขาจะเป็นห่วงเราสองคน รังไรเธอรู้ดีว่าพี่นัสรักเธอแค่ไหน ถ้าเธอหายตัวไปแบบนี้เขาต้องติดต่อมาหาฉันแน่นอน” ชบาฉายพูดจาด้วยน้ำเสียงใจเย็นกับเธอ แต่ตอนนี้เหมือนรังไรไม่ได้อยู่ในภาวะที่จะรับรู้อะไรทั้งนั้น


จุลค่อย ๆ ลุกขึ้นมานั่งที่โซฟาที่เขานอนหลับอยู่ทั้งคืน พอตื่นขึ้นมาก็เห็นเจ้าเตยนอนนิ่งอยู่กับเตียงผ้าใบอย่างสงบ เขาได้แต่ยิ้ม ๆ เพราะเมื่อคืนเห็นเตยนอนเล่นเกมส์จนค่อนดึกใช้ให้ทำอะไรก็ทำเป็นเด็กว่าง่ายจริง ๆ

“คุณพลอย” เขาเอ่ยชื่อนั้นออกมาเพราะตอนนี้พลอยพิณฟื้นขึ้นมาแล้ว แต่ที่แปลกไปคือเธอนั่งหน้านิ่งมองออกไปนอกหน้าต่าง สายตาจับจ้องไปยังฉากภูเขาด้านข้างโรงพยาบาล แววตาคู่นั้นแสนเศร้าและมีน้ำใส ๆ ไหลสองข้างแก้ม

“คุณพลอยครับ” จุลเดินเข้าไปอย่างเงียบ ๆ เพราะไม่อยากรบกวนเวลาส่วนตัวของเธอ

พลอยพิณรีบปาดน้ำตาและหันมายิ้มให้กับจุล

“เป็นยังไงบ้างครับเจ็บตรงไหนหรือเปล่าให้ผมตามพยาบาลให้ไหมครับ” จุลถามอย่างสุภาพ

“ไม่เป็นไรคะ ขอน้ำดื่มหน่อยจะได้ไหมคะรู้สึกแสบคอจังเลยค่ะ” พลอยพิณส่งยิ้มเหงา ๆ มาให้จุล และดื่มน้ำที่จุลยื่นแก้วพร้อมหลอดให้เธอ

“ค่อยยังชั่วหน่อยค่ะ” เธอยังยิ้มอยู่

“ตอนสาย ๆ ตำรวจจะมาสอบปากคำนะครับ” จุลไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงดี รอให้พลอยพิณเป็นฝ่ายตั้งคำถามกลับมาดีกว่า

“ค่ะ”

“ขอบคุณที่เป็นธุระให้ นี่อย่าบอกนะว่าจุลมาเฝ้าพลอยทั้งคืนเลย”

“ครับ ผมมาเฝ้าคุณพลอยตั้งแต่เมื่อวานแล้วครับ นั่นเจ้าต้นเตยเป็นน้องของโสมนัสเพื่อนสนิทพี่ปวินท์ พวกเขาเป็นธุระให้ทั้งหมด” จุลค่อย ๆ เล่าเรื่องที่ไม่จำเป็นให้ฟัง เขาก็ไม่รู้จะเริ่มและดำเนินการสนทนาต่อไปยังไงจริง ๆ

“แล้ววินท์เป็นยังไงบ้างคะ” เธอพูดพร้อมน้ำตา

“คือปลอดภัยดี” จุลพูดไม่เต็มเสียงนัก

“พลอยไปเยี่ยมได้ไหมคะ”

“คือ คุณพลอยกับคุณวินท์ถูกส่งตัวไปกันคนละโรงพยาบาลน่ะครับ” จุลรู้สึกโกรธตัวเองมากในตอนนี้ที่ต้องโกหกเรื่องไม่เป็นเรื่อง รังไร รังไร เป็นชื่อเดียวที่เขานึกออกในตอนนี้

“รบกวนจุลสักเรื่องได้ไหม” พลอยพิณตอนนี้ แววตาเธอดูบอบช้ำเสียเหลือเกิน

“ครับ”

“ช่วยบอกกับตำรวจทีนะคะว่าไม่ต้องสอบปากคำแล้ว ทุกอย่างเป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากเราสองคนเองไม่เกี่ยวกับใครทั้งนั้น มันเกิดขึ้นรวดเร็ว มันเป็นความผิดของพลอย อุบัติเหตุเกิดขึ้นเพราะพลอยค่ะ” พลอยพิณร้องไห้โหออกมาเสียงเธอดังมากจนปลุกให้เตยตื่นขึ้นมาฟังการสนทนาอย่างเงียบ ๆ

“วินท์กับพลอยมีปากเสียงกัน พลอยรับไม่ได้ ถ้าจะจบกันพลอยรับไม่ได้ ตอนนั้นเลยเพียงแค่คิดไปว่าเราต้องจบด้วยกัน พลอยเอื้อมมือไปหักพวงมาลัยรถขณะที่วินท์ขับอยู่ แต่ถนนมันลื่นมาก ทางก็มีแต่หมอกรถเลยเสียหลัก ปวินท์หักหลบรถกระบะคันหนึ่งที่จอดอยู่ข้างทาง ถ้าเขาไม่หลบรถของเราอาจจะชนผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังจะเปิดประตูรถออกมาก็ได้ค่ะ แล้วทุกอย่างมันก็เร็วมาก พลอยรู้แต่วินท์บอกว่าขอโทษ แล้วพลอยก็ไม่รู้อะไรอีกแล้ว” เธอร้องไห้โหออกมา

ครั้นจุลจะถามถึงต้นสายปลายเหตุของการมีปากมีเสียงสำหรับคู่รักที่กำลังจะลงเอยกันด้วยดีก็ใช่ที ถ้าทั้งสองคนจะเลิกกันมันก็คงไม่ใช่ หรือว่า ปวินท์บอกเลิกกลับคุณพลอยพิณเพียงเพื่อจะกลับมารักกับรังไรอย่างงั้นหรือ ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัวมากขึ้นไปอีก

“พลอยเป็นยังไงบ้างลูก” พอแม่และครอบครัวของพลอยพิณเปิดประตูห้องเข้ามา จุลก็ได้เวลาหลบฉากออกมาทันที ผู้เป็นพ่อของพลอยพิณคือเพื่อนสนิทของพ่อจริง ๆ ด้วย เขากล่าวทักทายและปลีกตัวออกมาก่อน เขานั่งครุ่นคิดถึงเรื่องที่พลอยพิณเล่าให้ฟัง พยายามจับต้นสายปลายเหตุทั้งหมด

“พี่จุลหน้าเครียดจังเลย พี่พลอยก็ไม่เป็นอะไรแล้วไม่ใช่เหรอ” ต้นเตยซักพร้อมยื่นน้ำผลไม้กระป๋องให้ดื่ม

“นิดหน่อยว่าแต่วันนี้ไม่มีเรียนหรือไงเรา”

“มีตอนบ่ายครับสักพักจะกลับแล้ว แล้วพี่ล่ะไปอาบน้ำที่ไร่ดีกว่า ตอนนี้พี่พลอยมีคนดูแลแล้วเราค่อยมากันใหม่ก็ได้” ต้นเตยเสนอแนะพร้อมยักไหล่

“ต้นเตยสนิทกับพี่รังไรมากไหม” เขาถามกลับ

ต้นเตยยิ้ม “สนิทกันทุกคน พี่รังไรดุจะตาย ผมโดนดุตลอด”

“รังไรนี่นะดุ”

“ว่าแต่พี่รู้จักพี่รังไรด้วยนึกว่าพี่เป็นเพื่อนกับพี่นัสอย่างเดียวซะอีก” ต้นเตยเดินนำไปเรื่อย ๆ

“รังไรเป็นลูกน้องพี่อีกทีพี่ออกแบบร้านให้เพื่อนเลยให้รังไรไปช่วยดูงานให้น่ะ”

“จริงเหรอพี่ ผมก็เลือกเรียนคณะเดียวกับพี่รังไรเลย อย่างนี้พี่เป็นที่ปรึกษาให้ผมได้หรือเปล่า” ต้นเตยรีบกุลีกุจรทันที

“ได้ซิน้องชาย แต่สัญญานะว่าจะเล่าเรื่องรังไรให้ฟังทั้งหมด แล้วเจอรังไรล่าสุดเขาบอกเตยหรือเปล่าว่าจะไปไหน” จุลถามเสียงเครียด

“เห็นบ่นเมื่อคืนก่อนว่าเบื่อ จะไปหาเพื่อนที่มาจากกรุงเทพฯ เขาพักอยู่ที่ยอดดอยชิดฟ้าโน้น”

“ไกลจากไร่มากไหม”

“ก็มากอยู่นะ ออกไปนอกตัวเมืองสักเกือบร้อยโลเห็นจะได้”

“พาพี่ไปได้ไหม” จุลถามออกไปอีก

“สบายมาก ว่าแต่พี่จะตามไปเที่ยวกับพี่รังไรเหรอ จะบอกให้นะเรื่องนี้พี่นัสไม่รู้นะ ผมคุยกับพี่รังไรแค่สองคน แต่พี่คนนี้เอาแน่ไม่ได้หรอกตั้งใจจะทำแต่บางทีก็ไม่ทำ แต่ตั้งแต่กลับจากกรุงเทพฯ รอบนี้พี่เขาดูแปลก ๆ ไปชอบเก็บตัวอยู่คนเดียว เวลาทำงานก็จริงจังเหลือเกิน บ่นน้อยลงว่างั้นเถอะ โน้น ๆ พี่เลี้ยวขวาครับ พอเจออีกแยกเลี้ยวซ้ายก็ตรงเข้าไล่ไปเลย” ต้นเตยหันมายิ้มพร้อมชี้ไม้ชี้มือบอกทางเป็นระยะ

จุลได้ฟังเรื่องจากต้นเตยก็ยังเดาทางไม่ออกอยู่ดี แต่ทางที่ต้นเตยบอกว่ารังไรจะไปยอดดอยชิดฟ้ามันก็เป็นทางเดียวกับที่รถเกิดอุบัติเหตุ แต่ตอนนี้เธอพาปวินท์ไปซ่อนตัวที่ไหน นั่นคือคำถามที่จุลเฝ้ารอคำตอบ


คืนนั้นหลังจากที่ไปจัดการธุรเรื่องโรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว พลอยพิณก็ทำเรื่องขอย้ายกลับกรุงเทพฯ คุณพลอยพิณบอกว่าจะให้ตำรวจและสายตรวจช่วยสืบอีกทีว่าปวินท์หายไปอยู่ที่โรงพยาบาลไหนกันแน่ เล่นเอาทุกคนนั่งไม่ติดเลยทีเดียว พลอยพิณเอาแต่ร้องไห้โทษร้ายตัวเองที่เป็นต้นเหตุของเหตุการณ์เลวร้ายครั้งนี้ แต่จุลเชื่อว่ามีเหตุผลมากกว่านั้นที่พลอยพิณไม่กล้าบอกทุกคนออกไป

“อ้าวจุลยังไม่นอนอีก” โสมนัสเดินออกมาพร้อมชาเขียวร้อน ๆ สำหรับเขาและแขก

“ขอบคุณครับ ดื่มคาเฟอีนตอนดึกคืนนี้จะหลับตาลงได้ไหมนะ” จุลหันไปยิ้มพร้อมจิบชาเบา ๆ

“ก็ดูท่าทางจุลยังไม่ได้อยากจะหลับสักเท่าไหร่นี่”

“ครับ ต้องรบกวนเวลาที่นี่สักสองสามวันนะครับ ไหน ๆ ก็มาแล้ว ผมขอทำงานต่อเลยแล้วกัน”

“ไม่ต้องเกรงใจ แล้วทีมงานของคุณล่ะ”

“ยกเลิกกันก่อนครับ ให้เรื่องของพี่ปวินท์เรียบร้อยก่อน ผมขอเก็บงานแล้วก็เสนอลูกค้าให้เรียบร้อย ตัดสินใจยังไงถ้าทุกอย่างโอเคคงต้องกลับมารบกวนสถานที่สวย ๆ ที่นี่แน่นอน” จุลพูดจาอย่างนอบน้อม

“จุลสนิทกับรังไรมากหรือเปล่า” โสมนัสพูดตรงเชียว

จุลหันมองหน้าโสมนัส ตอบไม่ถูกเหมือนกัน เพราะแววตาของโสมนัสตอนนี้ดูวิตกกังวล และอีกอย่างเดาไม่ออกว่าโสมนัสมองเขาด้วยแววตาแบบหวงน้องสาวด้วยหรือเปล่า

“ทำหน้างงเลย พ่อกับแม่โทรศัพท์มาเล่าให้ฟังว่าจุลไปรับรังไรไปส่งที่สนามบิน เลยเดาเอาว่าน่าจะจุลเดียวกัน” โสมนัสยิ้มแหย ๆ

“ครับ เรารู้จักกันโดยบังเอิญครับ แล้วก็ยังได้รับการแนะนำให้รู้จักซ้ำรอบอีกตอนที่เจอกันที่บริษัทพี่ปวินท์ อีกอย่างผมจ้างให้เธอช่วยดูแลตกแต่งร้านของเพื่อนด้วยครับ” จุลพูดกลาง ๆ ไว้ก่อน

“อ้อ รังไรน่ะสนิทกับปวินท์เพราะว่าปวินท์เป็นเพื่อนของพี่น่ะ ความคิดแบบเด็ก ๆ ของรังไรที่หลงรักพี่ชายใจดีจนทุกวันนี้ความรักแบบโง่ ๆ ของเด็กคนหนึ่งยังคงอยู่ตลอดเลย ไม่รู้จะเตือนยังไงดีแล้วหล่ะ เฮ้อ” โสนมนัสถอนใจออกมา บางทีเขาอาจจะไว้ใจจุลมากเลยเล่าเรื่องน้องสาวให้เขาได้รับรู้

“รังไรไม่ค่อยคบเพื่อนผู้ชายตอนคุณแวะไปที่บ้านแสดงว่ารังไรคงต้องสนิทกับคุณพอควรหล่ะ”

“ก็ไม่เท่าไหร่ครับ เป็นเพราะรังไรผมเลยได้ทำงานกับพี่ปวินท์” จุลแหงนหน้ามองท้องฟ้า

ท้องฟ้าแสนมืดในค่ำคืนนี้มันเหมือนกับตอนนั้นเลย ตอนที่เขาขับรถพารังไรไปปลดทุกข์กันที่บ้านพักตากอากาศริมทะเล คืนนั้นที่เขาแอบหอมแก้มเธอโดยพละการ และในเช้าวันต่อมาเราตกลงเป็นคนรักกันภายในหนึ่งวันเต็มและบอกเลิกกันในตอนเย็น ความรู้สึกคิดถึงใครบางคนในวินาทีนั้น กับ ตอนนี้ช่างเหมือนกันโดยสิ้นเชิง

“รังไรติดต่อกลับมาบ้างหรือเปล่า แล้วถ้ารังไรทราบเรื่องพี่ปวินท์หายไปเธอจะเสียใจมากไหมครับ”

“เดาอารมณ์ไม่ถูก ที่เป็นห่วงคือการหายตัวไปของรังไรมากกว่า แต่เจ้าเตยบอกแล้วว่าไปยอดดอยชิดฟ้า และคนที่อยู่ที่นั่นคือชบาฉายเพื่อนร่วมงานและเป็นเพื่อนสนิทของรังไรในตอนนี้เลยหายห่วง แต่ที่ห่วงเพิ่มคือทำไมชบาฉายปิดเครื่องรับโทรศัพท์ตลอดเวลา ป่านนี้จะเป็นยังไงก็ไม่รู้ ไว้พรุ่งนี้ค่อยขับรถตามไปดีกว่าเพราะว่าโชคดีเหลือเกินที่ชบาฉายบอกที่อยู่กับพี่ไว้ก่อนหน้านี้แล้ว” โสมนัสจะเดินกลับเข้าบ้าน

“พี่นัสให้ผมไปด้วยนะครับ” จุลรีบวิ่งมาดักหน้าไว้ก่อน

“แล้วไม่ทำงานก่อนหรือไง”

“ไม่ครับ ถ้าผมจะขออยู่ที่นี่สักอาทิตย์พี่คงไม่ว่ากันใช่ไหมครับ” จุลยิ้มอาย ๆ ออกไป

“ได้ซิ ตามสบาย คืนนี้ง่วงและเพลียมาก พรุ่งนี้ค่อยคุยกันใหม่แล้วกันนะ”

“ครับ” จุลยิ้มออกมาได้ พรุ่งนี้คงจะรู้กันว่าเป็นยังไง เขามีคำถามมากมายที่จะถามกับรังไร และคำถามที่สำคัญที่เขาอยากจะถามรังไรออกไป

“ยายแม่มด เคยรักตัวเองบ้างไหม”

รังไรคงไม่โกรธเขานะ กับคำถามสั้น ๆ เพียงเท่านี้





 

Create Date : 28 มิถุนายน 2555    
Last Update : 28 มิถุนายน 2555 12:24:46 น.
Counter : 465 Pageviews.  

รังไรลวงรัก รังที่ 14



รังไรลวงรัก
รังที่ 14


รังที่ 14

เช้าวันที่อากาศเริ่มจะทิ้งช่วงแห่งความหนาวเย็นกำลังจะหมดไป วันนี้หมอกที่หนาจัดกับแสงแดงที่พยายามสาดแสงจ้ากำลังไล่ความหนาวทำให้พื้นไม้ระเบียงหน้าบ้านเปียกชื้น รังไรหยิบหมอนอิง หมอนนั่งขึ้นมาและเปลี่ยนปลอกผ้าอันใหม่ และนำเอาเก่าไปซักเพราะมันเปียกชื้นมากจากละอองน้ำในเช้าวันนี้ เธอยืนถอนใจและนั่งลงที่เก้าอี้ยาวหน้าระเบียงเท้าคางกับขอบระเบียงมองไร่ชายามเช้าพร้อมจิบชาอุ่น ๆ กับขนมปังทาแยมองุ่นไม่กี่แผ่น เสียงแชะดังขึ้น เธอเหลียวหลังมองหาต้นเสียง

“อ้าวต้นตาลเอากล้องมาเล่นทำไม” น้องชายวัยนักศึกษาที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ลั่นชัตเตอร์และเก็บภาพเธอไว้

“ถ่ายรูปพี่สาวคนสวยไง”

“ไม่มีเรียนหรือไงเจ้าเตยล่ะ หายไปไหน” เธอหมายถึงน้องชายสุดท้องต่อจากต้นตาล สองหนุ่มนี้เป็นลูกของลุงกับป้าที่เป็นเจ้าของตัวจริงของไร่ชาแห่งนี้ แต่ด้วยความที่เป็นเด็กไม่สนใจเอางานด้านเกษตรกรรมเลย ก็เลยถือเป็นโอกาสที่ดีของโสมนัสที่กลายเป็นผู้มาสืบถอดและช่วยกันดูแลกิจการไร่ชาแทน ตอนนี้ลุงกับป้าก็หอบเงินไปใช้เที่ยวอยู่อเมริกากันสองคนตามความฝัน และทิ้งให้เจ้าต้นตาลและต้นเตย อยู่เป็นภาระต้องเรียกว่าอย่างนั้นให้กับโสมนัสพี่ชายของเธอ

“วันนี้เราสองคนไม่มีเรียน ว่าแต่พี่รังไรไม่เตรียมตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียใหม่หรือไง เดี๋ยวกองถ่ายมาอายเขาแย่” ต้นตาลยิ้ม

“แต่งอะไรก็เหมือนกัน เขาไม่ได้จ้างพี่เป็นนางเอกโฆษณา อีกอย่างถ้าตาลกับเตยไม่มีเรียนก็อยู่ช่วยพี่นัสดูแลแขกหน่อยแล้วกัน” รังไรพูดจบก็หยิบกระเป๋าเป้ขึ้นหลัง

“อ้าวแล้วพี่จะไปไหน”

“ไปทำธุระที่ตัวเมืองมีอะไรไหม อ้อว่างนักก็ช่วยเก็บแก้วชากับจานขนมไปล้างให้ด้วย ไปหล่ะ” เธอหันมายักไหล่และเดินอาด ๆ ลงบันไดไปสนามหน้าบ้าน ต้นตาลเรียกเธออยู่หลายหน เธอทำหูทวนลมซะอย่างนั้นเหมือนตั้งใจจะไม่ได้ยินแล้วก็ติดเครื่องรถกระบะขับรถออกจากไร่ไป

“อ้าวตาลใครขับรถออกจากไร่แต่เช้า เตยเหรอ” โสมนัสกล่าวถึง

“ไม่ใช่เตยนะพี่นัส เตยเพิ่งจะตื่นนี่ไง” เขาเดินงัวเงียออกมาในสภาพชุดนอน ผมเผ้ายุ่งเหยิง ความที่เป็นเด็กหน้าตาดีของเขาบางทีอาจทำให้เขาชอบละเลยที่จะดูแลตัวเอง เพราะไม่ว่าเขาจะอยู่ในสภาพสกปรกมอมแมมแค่ไหน ก็ดูสาวน้อยสาวใหญ่ยังคงหลงใหลได้ปลื้มในน่าตาและหุ่นสวย ๆ ของเขาเสมอ

“แล้วนี่สาย ๆ แขกจะมาแล้วเจ้าเตยถ้าไม่มีเรียนไปช่วยพี่ดูแลความเรียบร้อยด้วย ตาลตกลงใครขับรถออกไป” โสมนัสถามย้ำ

“พี่รังไร”

“รังไร แล้วนายปล่อยให้รังไรออกไปได้ยังไง รู้ ๆ อยู่วันนี้จะมีแขกมาไร่ของเราเหลวใหลจริง ๆ เลย” โสมนัสส่ายหัวและเดินกลับเข้าบ้านไป

“พี่นัส ฟังก่อน เฮ้อ พี่นัส กับพี่รังไรนี่เหมือนกันเป๊ะ เราพูดไม่ทันจบประโยค พูดเรื่องตัวเองจบก็เดินหนีไปกันซะแล้ว” ต้นตาลส่ายหน้าและปรับเลนส์เล็งหามุมสวย ๆ ของไร่แห่งนี้

“ว่าแต่คนอื่นพี่ตาลก็ขี้บ่นเหมือนกันแหละ” พูดจบเตยก็หาวหวอดใหญ่และล้มตัวลงนอนยาวลงบนเก้าอี้ไม้ยาวอย่างไม่แยแส

ต้นตาลกดชัตเตอร์และเอาโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายภาพเขาอีกทีและส่งภาพไปยังโลกออนไลน์ เวลาไม่ถึงห้านาทีมีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็น แบ่งปันรูปภาพกันซะหลายสิบคน สาว ๆ เหล่านี้ไม่รู้ความจริงอะไรซะแล้ว


ช่วงก่อนเที่ยงรังไรรู้ว่าวันนี้พลอยพิณและปวินท์จะเดินทางล่วงหน้ามาก่อน เขาจะแวะไหว้พระและขับรถเที่ยวกันเอง ส่วนจุลบอกแค่ว่าจะตามมาตอนบ่าย ซึ่งทีมงานสองสามคนจะมาถึงกันในวันพรุ่งนี้ตอนก่อนเที่ยงเช่นกัน รังไรไม่อยากจะอยู่ต้อนรับแขกกลุ่มนี้นัก รู้ ๆ กันอยู่ การได้พบหน้าปวินท์อาจจะทำให้เธอรู้สึกขาดความมั่นใจขึ้นมากระทันหัน เผลอ ๆ อาจจะตั้งตัวไม่อยู่ด้วยซ้ำไป เพราะภาวะอารมณ์ตอนนี้บอกไม่ถูกเหมือนกัน เธอเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าสักสองสามชุดและตามไปหาชบาฉายที่ลาพักร้อนมาพักผ่อนกับลมหนาวท้ายฤดูที่บนยอดเขา ชบาฉายเธอมาอาศัยบ้านหลังงามของเพื่อนเธออยู่โดยลำพัง เพราะเพื่อนของเธอปลูกบ้านทิ้งไว้สำหรับพักผ่อนในบางช่วงเท่านั้น เห็นชบาฉายบ่นว่าบ้านหลังใหญ่เกินไปที่เธอจะมาพักใจเพียงลำพัง ครั้นได้โอกาสที่จะเคลียร์งานในการออกแบบถุงห่อขนมพื้นเมืองให้กับทางอำเภอเรียบร้อยแล้ว เธอเลยถึงพักผ่อนด้วยในตัว

“เช้านี้หมอกเยอะเกินไปหรือเปล่านะ ไฟถนนก็ปิดแล้ว เปิดไฟหน้ารถดีกว่า” เธอขับรถช้าลงเพราะหมอกลงจัดจนมองทางแทบจะไม่เห็นแม้จะเปิดไฟตัดหมอกแล้วก็ตาม บางช่วงขณะเหลือบมองริมถนนยังเห็นอุบัติเหตุทางรถยนต์ชนท้ายกันเป็นระยะไปเลยทำให้รถติดขัดบางช่วง เธอแวะเข้าเมืองเพื่อซื้อของใช้จำเป็นเอาไปฝากชบาฉายที่บ่นอุบว่าเสบียงที่ตุนไว้เริ่มจะหมดแล้ว

รังไรเดินทอดน่องไปเรื่อย ๆ ตามชั้นวางของ พอถึงจุดชำระค่าบริการเห็นหลังใครบางคนคล้าย ๆ กับจุล ชายแปลกหน้าที่เป็นผู้หวังดีกับเธอเสมอ

“เอ ใช่คุณจุลไหมนะ บางทีเราอาจจะตาฝาด” เธอชะเง้อมองอีกครั้ง

“คุณคะจะชำระไหมคะ กรุณาวางสินค้าด้วยค่ะ” พนักงานเก็บเงินเรียกเธอ

“อ้อค่ะ” รังไรตัดความสนใจจะมองหาเขา

เธอเก็บของลงท้ายกระบะเรียบร้อยแล้วขับรถต่อตอนนี้เริ่มออกจากตัวเมืองแล้ว รถราเริ่มน้อยลงหมอกจางลงก็เมื่อช่วงเช้ามาก แต่วิสัยทัศน์ยังไม่ดีมากนัก รังไรเอื้อมมือไปเปิดเพลงฟังคลอไปแก้ง่วง อีกอย่างเธอพยายามขยับริมฝีปากร้องเพลงไปด้วยเพื่อไม่ให้คิดฟุ้งซ่านไปยังเรื่องที่ไม่ควรคิด แต่เมื่อนึกย้อนไปถึงภาพเมื่อคืนนี้ที่เธอสารภาพความรู้สึกกับปวินท์อีกครั้งและอ้อมกอดแสนอบอุ่นค่ำคืนนั้ทำให้เธอยิ้มออกมาได้กับประโยคคำตอบของเขา

“พี่จะพยายามทำให้มีโอกาสดีนั้นเกิดขึ้นกับเราสองคน แต่ตอนนี้รังไรแน่ใจแล้วใช่ไหมว่ายังจะรอพี่อยู่” ปวินท์คลายวงแขนลงและส่งสายตาจับจ้องไปที่ดวงตาของรังไร

รังไรพยักหน้าน้อย ๆ

“พี่ให้คำตอบไม่ได้ว่าเมื่อไหร่เราสองคนจะมีโอกาสดีร่วมกัน ถ้ารังไรคิดว่ารอพี่ได้จริง ๆ ขอให้รอนะ”

รังไรคิดย้อนไปถึงประโยคนั้น สรุปแล้วมันคือการปฏิเสธความรักเธออย่างนิ่มนวลหรือเปล่าทำไมเธอช่างแสนโง่แบบนั้น ทำไมถึงคิดอะไรแย่ ๆ แบบนั้นออกไปทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าปวินท์กำลังจะหมั้นหมายแล้ว ทำไม ทำไม ทำไม เธอตีมือลงบนพวงมาลัยจนเสียงแตรดังขึ้น เธอหักพวงมาลัยจอดอยู่ข้างทาง ยังไม่ทันที่เธอจะเปิดประตูรถออกไป ก็มีรถคันหนึ่งท่าทางไม่ดีรถของเขาเหมือนมันวิ่งเป๋ไปเป๋มาอย่างกับคนเมาขับรถ เร็วและไม่ได้อยู่ตรงเลนส์เธอปิดประตูรถกลับเหมือนเดิมและนั่งนิ่ง ไม่นานหนักรถคันนั้นหายไปในสายหมอก แต่กลับมีเสียงดังโครมใหญ่ส่งสะท้อนกลับมาเอง

“เกิดอะไรขึ้น” เหมือนหัวใจหล่นไปที่ตาตุ่ม ระยะทางด้านหน้าไม่ไกลนักมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น เธอนั่งนิ่งในรถสักสิบนาทีไม่มีเสียงรถวิ่งตามมาหรือสวนไปเลย

“ทำไงดี เราเป็นรถคันเดียวที่จอดรถอยู่ใกล้อุบัติเหตุมากที่สุดงั้นหรือ แล้วถ้าเมื่อกี้เราเปิดประตูรถออกไป บางทีคนที่โดนชนและหยุดรถคันนั้นได้อาจจะเป็นเราใช่ไหม” เหงื่อเริ่มซึมหน้าผากเหมือนกับเธอเพิ่งผ่านความเป็นความตายมาอย่างไม่ได้ตั้งตัว รังไรตัดสินใจขับรถไปอย่างช้า ๆ พอใกล้ ๆ ถึงเธอเห็นแล้วว่ารถคันนั้นพุ่งลงข้างทางจริง ๆ และมีใครบางคนกำลังค่อย ๆ คืบคลานมาที่ริมถนน เธอจอดรถและลงไปเพียงเพราะอยากจะช่วยเหลือเขาคนนั้น

“คุณคะ คุณคะ” เธอตะโกนเรียกเขา ชายคนนั้นเหมือนหมดแรงและฟุบหน้าลง เธอวิ่งเข้าไปพลิกตัวเขาและใบหน้าที่เธอเห็นทำเอาเธอกรีดร้องออกมาและร้องไห้ไปพร้อม ๆ กันในเวลาเดียว

“พี่ปวินท์ พี่ปวินท์” เธอตะโกนเรียกชื่อเขาสุดเสียง

เหมือนปวินท์จะได้สติ เขาพยายามลืมเปลือกตาขึ้นมาข้างหนึ่งและเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างแล้วก็สลบเมือดไปในที่สุด เธอร้องให้คนช่วยโชคดีเหลือเกินไม่นานนักมีคนขับรถมาและช่วยเธอพยุงปวินท์ให้นอนไปที่กระบะหลัง เธอพยายามเคลื่อนไหวร่างกายเขาให้เบามือที่สุดเพราะไม่รู้ว่ามีส่วนไหนที่บาดเจ็บแตกหักบ้าง ตอนนี้แม้สติจะยังกลับมาไม่เต็มร้อยนัก แต่เธอก็ยังพอจะรู้ว่าต้องขับรถไปเส้นไหนที่จะใกล้โรงพยาบาลมากที่สุด แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เธอลืมคือการโทรศัพท์บอกโสมนัสหรือหน่วยปฐมพยาบาลใกล้ ๆ เพื่อจะได้ช่วยเหลือเขาเต็มที่

“เฮ้ย นั่นมัน” จุลขับรถมาตามทางตอนนี้เขากำลังหลงทางอยู่ เพราะโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังแบตเตอรี่หมดไปหาที่ชาร์ตแบบเร่งด่วนในร้านขายของชำในตัวเมืองก็ไม่ยักมีทำให้เขาขาดการติดต่อ และยิ่งหลงทางด้วยยิ่งทำให้เขาเสียเวลามากขึ้นกว่าเดิม

จุลจอดรถและรีบลงจากรถทันที เขาเห็นชายหนุ่มร่างกำยำสองสามคนกำลังเดินสำรวจอยู่รอบรถ ทะเบียนของรถคันนี้เขาจำได้ดีว่าเป็นทะเบียนรถของปวินท์และพลอยพิณที่เขาจองไว้ให้ใช้ขณะที่ขับรถเล่นตอนมาไร่ชา

“น้องครับรถคันนี้มีคนได้รับบาดเจ็บไหมครับ”

“อ้อมีครับพี่ แต่ว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งช่วยเหลือพาไปส่งโรงพยาบาลแล้ว นี่พวกผมกำลังเดินสำรวจว่ามีใครนอกจากชายคนนั้นด้วยหรือเปล่าจะได้แจ้งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มายังสถานที่เกิดเหตุจะได้ติดต่อญาติดะครับ” ชายหนุ่มตอบฉะฉาน

“แต่รถคันนี้เป็นเพื่อนผม เขามีผู้หญิงนั่งมาด้วยนะครับคุณไม่เห็นกันหรือครับ”

พอจบประโยคนั้นทั้งจุลและชายหนุ่มก็รีบวิ่งกลับไปที่รถอีกรอบ ประตูด้านซ้ายฝั่งผู้โดยสารปิดสนิทเหมือนปกติ แล้วพลอยพิณหายไปไหน จุลวิ่งมาอีกด้านหนึ่งของรถ ตอนนี้พลอยพิณสลบนิ่งอยู่ข้างประตูรถ บางที่เธออาจจะกระเด็นออกมาแล้วประตูมันปิดกลับเขาไปอีก ผู้หญิงคนนั้นเลยไม่รู้ว่ามีคนเจ็บเหลืออีกหนึ่งคน แต่พลอยพิณโชคดีที่เจ้าหน้าที่มาถึงทัน ตอนนี้พลอยพิณเลยได้ถูกส่งมอบตัวย้อนกลับไปที่ตัวเมืองอีกครั้ง

“น้องครับ แล้วน้องรู้จักผู้หญิงคนนั้นหรือเปล่า เธอได้ฝากอะไรไว้บ้าง”

“ไม่นี่ครับ แต่เหมือนว่าเธอจะรู้จักชื่อของผู้ชายคนนี้นะครับ เพราะตอนพวกเราเจอ เห็นเธอนั่งร้องไห้ไม่ยอมหยุดเรียกแต่พี่ปวินท์ พี่ปวินท์อะไรทำนองนี้” ชายหนุ่มอีกคนตอบ

“รังไร”

“เธอไปทางไหนครับ”

“โน้นน่าจะวิ่งรถไปทางโรงพยาบาลบนยอดดอยด้านโน้นแหละครับ” เด็กหนุ่มชี้ทางบอก

“ขอบคุณมากครับ เขาควักธนบัตรฉบับละหนึ่งพันบาทสองใบให้ทั้งสองคนและรีบขับรถออกไปตามทางทันที” มือของเขาควานหยิบโทรศัพท์เคลื่อนที่ขึ้นมา แต่เจ้ากรรมแบตเตอรี่หมด

“รังไรคุณกำลังทำอะไรอยู่ คุณใจร้ายมากนะที่ปล่อยคุณพลอยพิณไว้แบบนั้น”

จุลขับรถตามไปเรื่อย ๆ เขารู้สึกว่ามันไกลเกินจนตอนนี้บ่ายแก่ ๆ แล้วยังตามหาโรงพยาบาลนั้นไม่พบเลยไม่รู้ว่ารังไรไปอยู่ที่ไหน พอพบตู้โทรศัพท์สาธารณะโทรศัพท์เข้าเครื่องของเธอ เธอดันปิดเครื่องยิ่งทำให้เขาหัวเสียไปกันใหญ่ แต่อย่างน้อยตอนนี้เขาก็รู้แล้วว่าเส้นทางไร่ชาจะไปทางไหน แต่ก่อนเข้าไปตามนัดเขาแวะที่โรงพยาบาลเพื่อดูอาการของพลอยพิณ ทางโรงพยาบาลแจ้งญาติของเธอเรียบร้อยและคืนนั้นระหว่างที่เขากำลังอยู่เป็นเพื่อนพักฟื้นกับพลอยพิณ โสมนัสและน้องชายอีกสองคนก็เดินทางมาอยู่เป็นเพื่อนด้วยเพื่อจะรอจนกว่าครอบครัวของพลอยพิณจะมา ทั้งสี่คนเดินออกมาเสวนากันนอกห้องเพื่อไม่เป็นการรบกวนการนอนหลับของเธอด้วย

“คุณจุลครับจริง ๆ พวกผมน่าจะขับรถไปรับพวกคุณนะครับ” โสมนัสรู้สึกเสียใจมากและกล่าวโทษตัวเองไม่ยอมหยุด

“ไม่เกี่ยวกับพี่นัสหรอกครับ พวกเราจะใจจะขับรถเที่ยวกันก่อนเริ่มงานเองอยู่แล้ว จริง ๆ พวกเราต่างหากไม่ชำนานพื้นที่ อีกอย่างตอนนี้คุณพลอยพิณก็ไม่มีอะไรแตกหักหรือต้องผ่าตัดอะไร พวกเราก็เบาใจกันได้แล้วครับ” จุลพูดอย่างสุภาพ

“แล้วพี่ผู้หญิงเขาขับรถมาคนเดียวหรือครับ” ต้นตาลตั้งคำถามบ้าง

จุลลืมไปเสียสนิทเลย

“นั่นซิ แล้วไอ้ปวินท์ล่ะหายไปไหน” โสมนัสเรียกหาเพื่อนตัวเอง

“ผมก็สงสัยเหมือนกัน แต่มีคนบอกว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งขับรถมาช่วยไว้ แต่ผมขับรถตามไปก็หารถเธอไม่เจอ แวะถามตามสถานพยาบาลสามสี่แห่งก็ไม่พบ ตอนนี้ให้ตำรวจช่วยตามหาอีกแรงครับ ไม่รู้ว่าเป็นยังไงบ้าง” จุลถอนใจออกมา

“เออเตย ตาล พี่มัวแต่ตกใจ แล้วนี่รังไรอยู่ไหนกลับบ้านมาหรือยัง” เขาหันไปถามสองหนุ่มน้อย

“โทรตามตัวแล้วพี่นัส แต่พี่รังไรปิดเครื่อง สงสัยหนีเที่ยวแน่เลย” เตยกดโทรศัพท์อีกครั้งและเดินเลี่ยงไปทางอื่น

“จะหนีเที่ยวได้ไง เขารู้อยู่แล้วว่าวันนี้มีงานต้อนรับแขก ตาลไปโทรศัพท์ถามตามหาซิ ทั้งโรงแรม อำเภอที่รังไรเขาพอจะรู้จักและชอบไปน่ะ” โสมนัสออกคำสั่งเสียงเครียด

“รังไรคุณไปไหนกันแน่ หวังว่าคงไม่ใช่คุณนะ คุณไม่คิดอะไรบ้า ๆ แล้วพาพี่วินท์หนีไปครอบครองเป็นของคุณคนเดียวนะ รังไร” เขาพร่ำกับตัวเอง

“ว่าไงนะ” โสมนัสหันไปถามเขา แต่พอดีตำรวจมาสอบปากคำเบื้องต้น โสมนัสเลยหันไปคุยกับตำรวจแทน

จุลเดินกลับเข้าไปในห้องพลอยพิณยังหลับสนิทอยู่ และตอนนี้แบตเตอรี่โทรศัพท์ของเขาถูกเติมพลังงานจนเต็มแล้ว เขาเปิดเครื่องมาก็เห็นมีเบอร์โทรศัพท์ของพลอยพิณโชว์อยู่ที่เครื่องของเขาอยู่หลายรอบ พอสำรวจดูเวลามันเป็นเวลานั้นเองก่อนที่เขาจะขับรถไปพบพลอยพิณ

เขากดโทรศัพท์หารังไร แต่เครื่องของเธอยังปิดสนิทอยู่ “ตกลงว่าคุณอยู่ในที่อับสัญญาณหรือว่าคุณปิดเครื่องเพื่อหนีอะไรกันแน่รังไร”

เขาฝากข้อความเสียงไว้และคิดว่ารังไรจะต้องรับรู้

“คุณจุลกลับไปนอนที่ไร่ไหมครับ ทางนี้ให้พยาบาลดูแล” โสมนัสชวนเขา

“ไม่เป็นไรครับ ผมอยู่ดีกว่าเผื่อคุณพลอยฟื้นขึ้นมาเห็นหน้าผมก็ยังใจชื้นขึ้นมาบ้าง ถ้ามีอะไรผมจะติดต่อกลับไปแล้วกัน” จุลกล่าวอย่างนอบน้อม ไม่ใช่ว่าเขาเป็นพี่ชายของรังไร แต่โสมนัสดูเป็นพี่ชายที่ดูอบอุ่นและมีมิตรภาพมากทีเดียว แถมด้วยความน่าเกรงขามในตัว

“งั้นเจ้าเตยอยู่เป็นเพื่อนพี่จุลเขา อย่างน้อยก็วิ่งซื้อข้าวของให้พี่เขาได้” โสมนัสหันไปสั่ง

“ครับได้ครับ” ต้นเตยตอบอย่างว่าง่าย

“งั้นตอนนี้ไปทานอาหารเย็นกันก่อนดีกว่านี่จะสามทุ่มแล้ว มัวแต่ตกอกตกใจกัน เดี๋ยวผมตามพยาบาลให้มาดูแลก่อนพวกเราจะได้วางใจ” พูดจบโสมนัสก็เดินฉับ ๆ ออกจากห้องคนไข้ไป ดูเขากระตือรื้อร้นเหมือนทุกอย่างเป็นความผิดของตัวเองเต็มที่

“พี่จุล พี่นัสเขาเป็นแบบนี้แหละ ชอบบงการแต่ถ้าทุกคนเชื่อฟังเขาแล้วจะดีเอง” ต้นตาลหัวเราะ

“ครับ” จุลหันมายิ้มให้กับหนุ่มน้อยที่เขาเพิ่งพบวันแรกทั้งสองคนแสดงความสนิทสนมกับเขาในทันที โดยเฉพาะต้นเตยเห็นทีไรชวนให้คิดถึงรังไรแม่มดตัวแสบซะทุกครั้ง เพราะหน้าตาละม้ายคล้ายกันมาก

“แล้วตอนนี้แม่มดตัวแสบของผม คุณพาพี่ปวินท์ไปซ่อนไว้ที่ไหนกันแน่นะ ผมอยากรู้จริง ๆ”




 

Create Date : 28 มิถุนายน 2555    
Last Update : 28 มิถุนายน 2555 12:25:31 น.
Counter : 630 Pageviews.  

1  2  3  4  5  

nalinnovel
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




นลินโนเวล เป็นบล็อกที่รวบรวมผลงานเขียนทั้งเรื่องสั้น นวนิยาย โดยมีนามปากกาว่า
นลิน คือ รักหวาน - Sweet
ฟุ้งรัก คือ รักสดใส - Pastel
จุล คือ เรื่องสั้นและบทความ - A love aleart -Aom
อยากให้เพื่อน ๆ ทุกคนที่ได้เข้ามาอ่านผลงานของนลินแล้วรู้สึกว่ากำลังทำสปาอยู่เลยค่ะ เลยแยกผลงานไว้ให้เข้าใจและเลือกประเภทที่จะทำให้ทุกคนRelax ได้ตามอัธยาศัย
และสักวันหนึ่งหวังว่าเพื่อน ๆ คงจะได้พบกับผลงานของนลินตามแผงหนังสือนะคะ ฝากทุกคนเป็นกำลังใจให้นลินด้วยนะ ขอบคุณค่ะ

ตัวอักษรทุกตัวของบล็อกนลินโนเวล สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดโดยนำข้อความทั้งหมด หรือส่วนหนึ่ง ส่วนใดใน Blogไปเผยแพร่ โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าของBlogเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดี ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด!!
Friends' blogs
[Add nalinnovel's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.