Group Blog
 
All Blogs
 

เขาร่ำรวยเพราะช่วยคนอื่น

เอ็ดเวิร์ โชต
เขาร่ำรวยเพราะช่วยคนอื่น
เขาร่ำรวยเพราะมีจิตเมตตรต่อคนทุกข์ยาก ช่วยทุกคนโดยไม่ได้หวังผลตอบแทน "ภาพชีวิต" ของคนที่ประสบความสำเร็จในโลกนี้ มักจะมีอะไรแปลกๆ เสมอ ทำให้เรามองดูด้วยความทึ่งอย่าง เช่น นายเอ็ดเวิรณด โชต ห่งแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา คนนี้ เป็นต้น
เขากลับกลายเป็นนักหาประกันชีวิตมือหนึ่ง และร่ำรวยขึ้นมาเพราะการช่วยเหลือคนอื่นโดยไม่หวังผลตอบแทนทางการเงินแต่อย่างใด
ในตอนแรกโชตประสบความยากแค้นต่ออาชีพนี้ของเขา เขาไม่เคยขายกรมธรรม์ประกันชีวิตได้จำนวนมาก ชีวิตของเขาล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงแต่เขาก็ไม่ท้อทอย
ความล้มเหลวและความลำบากยากแค้นนี้เองทำให้เขาเห็ฯอกเห็นใจบุคคลที่ประสบสภาพชีวิตเช่นเดียวกับเขา
เมื่อโชตเลิกห่วงใยและไม่แคร์ต่อว่าเขาจะหาเงินประกันชีวิตได้มากน้อยเท่าใด แต่ในขณะเดียวกันเขาก็เริ่มทำตัวที่จะทำประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ที่ประสบ ความเดือดร้อนเช่นเดียวกับเขา
วันหนึ่งโชตได้พบชายหนุ่มคนหนึ่ง ในทะเลทรายแห่งแคริฟอร์เนีย ชายหนุ่มผุ้นี้พบความล้มเหลวในการทำเหมือง และกำลังเผชิญกับความอดอยาก
โชตพาชายหน่มไปยังบ้าน ให้อาหารกิจ ให้ที่อยู่อาศัย และเขาช่วยเหลือชายหนุ่มคนนั้นจนกระทั้งหางานใหม่ที่ดีให้ทำ
เขาช่วยเหลือโดยไม่ได้หวังผลตอบแทนในทางการเงินแต่อย่างใดแต่ตรงกันข้ามเห็น ชายหนุ่มคนนั้นเห็นว่ายังมีมนุษย์อีกคนหนึ่งในโลกที่เห็นใจในความสูญเสียและ พยายามที่จะช่วยดึงให้พ้นจากห้วงเหวแห่งความสูญเสียนั้น
โชตได้พยายามช่วยเหลือคนอื่นๆ แบบชายหนุ่มนั้นอีกหลายคนทั้งๆ ที่การหาประกันชีวิตของเขาก็มิได้ทำเงินมากมายแต่ประการใด และพบแต่ความล้มเหลว
แต่เมื่อเวลาผ่านไป แม้แต่โชตเองก็ไม่เคยคาดคิดมาก่อน การหาประกันเงินของเขากลับคล่องขึ้นและขายได้เงินจำนวนสูงขึ้น
และการขายกรมธรรม์ครั้งสุดท้าย เขาสามารถทำเงินได้สูงกว่าที่เขาเคยขายกรมธรรม์ทั้งหมดรวมกันตั้งแต่เขาเริ่มอาชีพนี้
คนที่ซื้อกรมธรรม์ด้วยเงินจำนวนสูงนี้คือ ชายหนุ่มที่เขาพบในทะเลทรายนั่นเอง โดยเขาไม่ได้ชักชวนให้มาซื้อแต่ประการใดเลย
หลังจากนั้นโชตกลับหาประกันชีวิตได้เงินสูงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่เขาไม่ต้องบากบั่นเหมือนก่อน
การขายกรมธรรม์ได้เงินก้อนใหญ่ ทำให้อาชีพของเขาเป็นปึกแผ่นและมีชื่อเสียง นักธุรกิจใหญ่และมหาเศรษฐีต่างๆ ก็เรียกเขามาพบ และซื้อกรมธรรม์จากเขา
จนกระทั้ง "สมาคมโต๊ะกลมหนึ่งล้านเหร๊ยญ" เชิญเขาเข้าเป็นสมาชิกตลอดชีพในฐานะที่สามารถหาประกันชีวิตได้ปีหนึ่งไม่ต่ำ กว่าล้านเหรียญ และติดต่อกัน 3 ปี สมาชิกนี้เป็นที่ใฝ่ฝันของนักหาประกันชีวิตอเมริกันทุกคน
โชตนึกแปลกใจตัวเอง เขามีความร่ำรวยในทางจิตใจโดยช่วยเหลือผู้อื่น แต่กลับมาพบความร่ำรวยทางวัตถุเข้าอีก
หลังจากนั้นเขาได้เริ่มทุ่มตัวเองในการช่วยเหลือผู้อื่น
ความสำเร็จของเขาได้ทำให้ชื่อเสียงของโชตขจรขจายไปทั่วสหรัฐเขาได้รับเชิญ ให้ไปกล่าวคำปราศรัยในที่ประชุมของพนักงานหาประกันชีวิตทั่วประเทศ เพราะนักหาประกันเหล่นั้นอยากรู้ว่าเขาประสบความสำเร็จมาไดอย่างไร
โชตได้บอกกับคนเหล่านั้นว่า ชีวิตเขาประสบความสำเร็จก็คือ
"ปรัชญาเอาใจเขามาใส่ใจเรา"
บุคคลอย่างโชตนี้มีอยู่ไม่ใช่น้อยในโลกนี้ ที่เห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์และช่วยเหลือโดยไม่หวังผลตอบแทน หรือทำบุญเอาหน้า
จริงอยู่บางคนอาจไม่ร่ำรวยอย่างโชต แต่เขาก็ร่ำรวยความศรัทธาและความนับถือจากบุคคลอื่น
ในเมืองไทย ถ้ามีคนอย่างโชต อย่างเพิ่มด่วนประณามเขา แต่จงเข้าใจว่าเขาเป็นคนที่เห็นอกเห็นใจในความเดือดร้อนของเพื่อนมนุษย์ด้วย กันและพยายามที่จะดึงให้พ้นจากห้วงเหวแห่งความทุกข์ยากนั้น :o

แหล่งที่มา : http://www.richdadthai.com/rdtboard/viewtopic.php?f=4&t=4957




 

Create Date : 13 กุมภาพันธ์ 2554    
Last Update : 13 กุมภาพันธ์ 2554 14:17:43 น.
Counter : 103 Pageviews.  

หญิงรักหญิงกับการบวชสามเณรี

หญิงรักหญิงกับการบวชสามเณรี


การบวชสามเณรีที่วัตรทรงธรรมกัลยาณี ทำให้หลายคนรู้สึกปลาบปลื้มใจ
เพื่อนหญิงหญิงบางคนตั้งข้อสังเกตว่าคนที่ไปบวช
แถมญาติโยมเป็นหญิงหญิงซะเกือบครึ่ง…
เป็นเรื่องดีที่วัตรเปิดโอกาสต้อนรับให้เราชาวหญิงหญิงเข้าไปบวช
สามเณรีน้อยรูปหนึ่งกระซิบบอกเราด้วยความยินดีและโล่งใจว่า หลวงแม่บอกว่า
ไม่ว่าหรอกนะว่าเราจะเป็นทอมดี้ เลส อะไรก็ตาม แต่ถ้ามาบวชแล้ว
เราก็เป็นเณร … ขยายความก็คือ ถือเพศบรรพชิต
เห็นว่าการเซ็กซ์นั้นเป็นเรื่องกิเลส …


ดังนั้นถ้าเป็นเรื่องโอกาสที่หญิงหญิงจะได้เข้าถึงรสพระธรรมนั้น เป็นอันว่า ทางสะดวก …


การบวชสามเณรี และ ภิกษุณีนั้น ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการผู้หญิง
ที่เป็นแรงหนุนอย่างสำคัญ
ในการเปลี่ยนแปลงแนวคิดของสังคมสู่ความตระหนักในสิทธิมนุษยนชนในประเด็น
gender  และ sexuality แม้ว่าในปัจจุบัน
สิ่งที่เรียกว่าขบวนการเปลี่ยนแปลงทางความคิดเรื่องเพศในเมืองไทยจะได้แรง
หนุนจากขบวนการเอดส์ และ LGBT มากขึ้น
และเกือบจะทิ้งให้ขบวนการผู้หญิงเป็นขบวนการที่โดดเดี่ยวแถมบางส่วนยังถูก
ตั้งคำถามเรื่อง gender และ sexuality ของขบวนการผู้หญิงก็ตาม  ขบวนการนี้
ก็ได้นำผู้หญิงเข้าสู่บริบทของศาสนาได้อย่างเป็นรูปธรรมได้มากกว่าขบวนการ
ของเกย์ที่เรียกร้องสิทธิที่จะบวช
เนื่องด้วยขบวนการดังกล่าวไม่ได้กล่าวถึงสิทธิของทุกๆเพศที่จะบวช
แต่จำกัดอยู่แค่การเรียกคืนสิทธิของ sex  ผู้ชายที่จะบวชเท่านั้น ดังนั้น
ผู้หญิงข้ามเพศ หรือ intersex ก็ถูกละทิ้งในกระบวนการดังกล่าวไป
เช่นเดียวกันกับที่ผู้หญิงถูกละทิ้งไปในการต่อสู้ประเด็นดังกล่าว ….
เป็นที่น่าคิดว่า ถ้าถามหลวงแม่ว่า ผู้หญิงข้ามเพศ และ intersex
มาบวชได้ไหม หลวงแม่จะตอบว่าอย่างไร….


นอกจากว่าหญิงรักหญิงเข้าสู่การบวชได้แล้ว ประเด็นการบวชสามเณรี และ ภิกษุณีมีความหมายอย่างไรอีกบ้าง สำหรับพวกเรา


หญิงหญิง ชายชายทั้งหลาย มักจะได้ยินจนเฝือ ว่า การเกิดมาเป็น หรือ
เลือกที่จะเป็นคนรักเพศเดียวกัน หรือเปลี่ยนเพศของพวกเรานั้น ถือว่าเป็น
“กรรม” หลายคนที่ศึกษาเรื่องในสายธรรมะต่างพยายามวิพากษ์วิจารณ์ว่า
แนวคิดเรื่องกรรม และ บุญนั้น
ถูกใช้ในเชิงพานิชย์จนกระทั่งความหมายดังกล่าวห่างจากความหมายเดิมที่พยายาม
จะกล่าวถึงการตระหนักรู้เรื่องตัวตน และ การกระทำอันเป็นความชั่ว
และพยายามให้คนเข้าถึงการละวางจากความชั่ว ทำจิตให้ผ่องใส
กลายเป็นการตะกรุมตะกรามสะสมบุญ โดยการนิยามบุญนั้น จำกัดอยู่ว่า ทำกับใคร
และ ทำอย่างไร พิธีกรรมประหลาดๆ เช่น การตัดกรรม การนอนในโลง
การอุทิศส่วนกุศลให้เด็กที่ถูกทำแท้ง
จึงกลายเป็นพิธีกรรมที่มีความหมายเคลือบแคลง และไม่ได้นำไปสู่ใจสงบ


ไม่ได้บอกว่า ถ้ามีผู้หญิงเข้าสู่ขบวนการดังกล่าว
โลกแห่งบรรพชิตจะดีขึ้นในทันใด เพราะผู้หญิงไม่ใช่ผู้วิเศษ สะอาด
บริสุทธิ์ที่จะบันดาลให้ทุกสิ่งสรรพเป็นตามความฝัน


หากแต่เราพยายามจะบอกว่า
การที่ผู้หญิงไม่ได้เข้าสู่บริบทของการบวชนั้นอาจจะทำให้มีการตีความอย่าง
ใหม่ในหลายๆ แนวคิดหลักๆของพุทธบริโภคที่ยืนอยู่บนการกดเหยียด gender
ผู้หญิงในปัจจุบัน


ผู้หญิงในฐานะสิ่งสกปรก


ธรรมนันทาอีกเช่นกันที่เคยพูดไว้ว่า พุทธบริษัทของไทยนั้น
ปัจจุบันเป็นเหมือนเก้าอี้สามขา คือ มีพระภิกษุ ฆราวาสชาย ฆราวาสหญิง
การที่ภิกษุณีขาดหายไปนั้น ทำให้ภาพของความเป็น สีกา
ของผู้หญิงเด่นชัดขึ้นเหมือนเป็นภาพตายตัว ที่ว่า
ผู้หญิงนั้นเป็นบ่อเกิดแห่งความอาบัติของพระ ถ้าเรามีพุทธบริษัท 4 ครบ
เราก็จะเห็นได้ชัดว่า
ผู้ชายเองก็เป็นเหตุแห่งความอาบัติของภิกษุณีได้เช่นเดียวกัน


การที่สังคมไทยตัดสินผู้หญิงจากเรื่องเพศ เช่น กางเกงในห้ามตากหน้าบ้าน
ห้ามลอดราวผ้าถุง ห้ามท้องก่อนแต่ง ก็ช่างเข้ากั๊น เข้ากัน กับความอาบัติ
ความสกปรก และสีกา ของผู้หญิง


ผู้หญิงถูกมองว่าสกปรก เพราะเป็นต้นเหตุแห่งกามโลกีย์
ผู้หญิงกับเรื่องความสวยงาม หรือ ความยั่วยวน
จึงกลายเป็นภาพประทับและเป็นเครื่องหมายตัดสินผู้หญิง
ผู้หญิงที่แสดงออกเรื่องทางเพศมากเกินไปนั้น ยิ่งถือว่าตกต่ำ


หญิงรักหญิงเป็นคนที่แสดงออกในเรื่องเพศของตัวเองมาก
แม้ว่าคุณจะไม่ไปจูบปากกันในที่สาธารณะ คำถามที่คนทั่วไปถามเรานั้นคือ เออ…
แล้วเค้านั่นกันอย่างไร นี่คือคำถามแรกๆเลยใช่ไหม
การที่ผู้หญิงอยู่ด้วยกันแสดงให้เห็นว่าผู้หญิงเลือกการมีเพศสัมพันธ์ของตัว
เอง หญิงหญิง ชายชาย จึงถูกเรียกว่า รักร่วมเพศ คำคำนี้
แปลตรงตัวแล้วน่าจะหมายถึงว่า ร่วมกับเพศเดียวกัน
แต่สังคมก็มีความหมายที่สองตามมาที่พวกเราสังเกตได้อย่างรุนแรง คือ
เอาความรู้สึกของเราต่อกันนั้นไปสัมพันธ์กับการ ร่วมเพศ ตลอดเวลา ดังนั้น
หญิงรักร่วมเพศ ที่เคยถูกใช้กันแต่ก่อนแพร่หลาย
จึงเป็นการแสดงอย่างขัดเจนว่า ผู้หญิงเหล่านี้ร่วมเพศ
และร่วมเพศกับเพศเดียวกัน !!!  แล้วจะไม่สกปรกได้อย่างไร
ผู้หญิงที่แสดงออกถึงความต้องการทางเพศของตัวเองอย่างชัดเจนถึงขนาดนี้


และจึงเป็นเรื่องไม่แปลก ที่หญิงหญิงจำนวนมาก แต่ก่อนนี้ จะบอกว่า
พวกเรานะ ไม่ได้คิดเรื่องเพศอย่างเดียว
จนกระทั่งบางคนไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องเพศเลย และบอกว่า เอ้อ
มองตากันก็มีความสุขแล้ว ทอมหลายๆคนเดี๋ยวนี้ก็ยังรู้สึกว่า ฉันถึงทางใจ
อยู่เลย ความรู้สึกว่าถึงทางใจนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน
เราเพียงต้องการโยงให้เห็นตรงนี้ว่าผู้หญิงถูกมองว่าสกปรกในแง่ของศาสนา
นั้นมันโยงกับเรื่องหญิงรักเพศเดียวกันตรงที่ว่า
เรื่องเพศของผู้หญิงนั้นเป็นสิ่งต้องห้าม
เพราะเราใช้แนวคิดของพุทธปัจจุบันที่มองเห็นผู้หญิงว่าเป็นสิ่งที่ทำให้พระ
อาบัติ ดังนั้น ผู้หญิงต้องห่างจากพระเอาไว้
และควบคุมความต้องการทางเพศของตัวเองให้ดีด้วย
และการเป็นหญิงรักเพศเดียวกันนั้น ถือว่า มีอิสระมากจนเกินไป
จึงสกปรกมากจนเกินไป ….


ผู้หญิงไม่มีค่าเท่าผู้ชาย


ผู้หญิงห่มผ้าเหลืองเป็นภาพที่ท้าทายอย่างยิ่ง
ลึกๆในใจของพ่อแม่หลายๆคนเมื่อได้ลูกผู้ชายนั้นบอกว่าอยากให้ลูกชายได้บวช
เพราะจะได้เกาะผ้าเหลืองไปสวรรค์
ในขณะที่ลูกผู้หญิงนั้นเป็นเพียงส้วมที่อยู่หน้าบ้าน มีแต่จะเหม็น
ต้องคอยขัดล้างให้ดี ต่อแต่นี้ไป
เมื่อขบวนการภิกษุณีจะมีโอกาสได้ขยายใหญ่โต เป็นที่ยอมรับมากขึ้นในอนาคต
การดีใจว่าได้ลูกเพศชาย
และรู้สึกว่าผู้ชายเท่านั้นที่เป็นเนื้อนาบุญของพ่อแม่ ก็คงจะค่อยๆคลายไป
…. นี่หมายถึงต้องฝ่าด่านอีกเยอะ เช่น ผู้หญิงไปบวชเพราะอะไร
ผู้หญิงจะปฎิบัติได้จริงไหม ละทางโลกย์ได้สักแค่ไหน
ก็จะยังเป็นคำถามต่อไปอีกนาน แต่การบวชสามเณรี
ให้โอกาสผู้หญิงได้เรียนรู้ธรรม ก็จะทำให้เกิดผู้หญิงที่เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น
ผู้เบิกบาน มากขึ้นในสังคมไทย
และภาพความเป็นผู้หญิงที่ยังไงก็ดีเท่าผู้ชายไม่ได้เพราะบวชไม่ได้
ก็จะค่อยๆคลี่คลาย


สำหรับหญิงรักหญิง เราเองก็ถูกมองว่า
ไม่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองได้เต็มที่ เพราะว่าเราไม่ยอมเป็นเมีย
ไม่ยอมออกลูกออกหลานอย่างที่พ่อแม่ต้องการให้เราเป็น หน้าที่ของแม่ และเมีย
ดูจะเป็นหน้าที่ที่ผู้หญิงจะต้องทำเพื่อให้ตนเองมีคุณค่า
ถ้าผู้หญิงบวชได้ เรามีสามเณรี มีภิกษุณี คุณค่าของความเป็นแม่ เป็นเมีย
ที่ดูจะเป็นหน้าที่หลักหน้าที่เดียวนี้ อาจจะคลายไป
เพราะเราได้ทำให้สังคมเห็นว่า คุณค่าอย่างอื่นๆของเรา
บทบาทอย่างอื่นๆของเรา ก็เล่นได้ ก็เป็นได้ เข้าถึงนิพพาน และบริสุทธิ์
อยู่ในศีลได้ อย่างที่มนุษย์คนหนึ่งพึงจะเป็น  หน้าที่แม่
และเมียเพื่อเป็นคุณค่าหนึ่งเดียวของผู้หญิงอาจจะถูกท้าทายมากขึ้นในอนาคต


หญิงรักหญิงเป็นกรรม


การอธิบายว่าเป็น กรรม
นั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับการมองว่านี่เป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ
เพราะเป็นบาปในภพชาติก่อน จริงๆแล้วการบอกว่าเป็นกรรมนั้น
เป็นเพียงการสร้างมาตรฐานให้กับสิ่งที่ควรจะเป็นเท่านั้น เรามักจะได้ยินว่า
อะไรที่เราไม่พอใจมันก็เป็นกรรมไปหมด มีเชื้อเอชไอวีก็เป็นกรรม 
พิการก็เป็นกรรม รถชนก็เป็นกรรม การเป็นผู้หญิงก็ยังเป็นกรรม
เราอธิบายว่าเป็นกรรมในอย่างน้อย 2 สถานการณ์


1)      เมื่อเราต้องการบอกว่าอะไรคือกระแสหลักที่ควรยึดถือ เช่น
การมีร่างกายที่สมบูรณ์ การไม่มีโรค เพศที่ต้องการ
การมีรูปแบบเพศสัมพันธ์ที่สังคมต้องการ ไม่ท้องก่อนแต่ง ไม่เป็นหญิงรักหญิง
เป็นต้น


2)      เมื่อเราต้องการอธิบายให้ตัวเองยอมรับ โดยไม่ต้องหาเหตุผลอื่นใดต่อ  เช่น รถชน เลี้ยงลูกได้ไม่ดี เป็นต้น


การเป็นหญิงรักหญิงก็ถูกอธิบายง่ายๆว่าเป็นกรรม
เพราะทำอะไรผิดไว้ในชาติปางก่อน อธิบายอย่างนี้อย่างไรก็เถียงไม่ขึ้น
เพราะว่าเรื่องมันแล้วไปแล้ว
ไม่สามารถหาหลักฐานอะไรมาแย้งได้ว่าชาติที่แล้วเราไม่ได้ทำอะไรผิดเสียหน่อย
… ทำไม่ได้ การถูกอธิบายว่าเป็นกรรมจึงเป็นการมัดมือชก 
น่าสนใจว่าการอธิบายว่าเป็นกรรมมักจะเกี่ยวข้องกับการทำตัวในเรื่องเพศของ
ตัวเอง เช่น ชาติก่อนอยากเป็นเพศชาย หรือชาติก่อนเกลียดเพศชาย
หรือกระทำผิดทางเพศเป็นต้น (ลองเซิชดูในเน็ตนะคะ)
เรื่องกรรมก็เลยดูเหมือนว่าจะยึดโยงกับเรื่องความผิดเรื่องเพศของตัวเอง
กลับไปข้อที่ 1 เรื่องผู้หญิงที่เป็นผู้สกปรก
จะเห็นความเชื่อมโยงของกรรมที่เกิดมาเป็นหญิงรักหญิงกับความเป็นพลเมืองชั้น
สองของผู้หญิง


การบวชสามเณรี ซึ่งเป็นพื้นฐานของการบวชภิกษุณีนั้น
จึงเป็นโอกาสในการท้าทายต่อแนวคิดเรื่องคุณค่าของผู้หญิงโดยตรง
เมื่อผู้หญิงคนหนึ่งได้เข้ายึดพื้นที่ของการเรียนรู้ศาสนา
พื้นที่ของการอธิบาย การตีความ การเรียกชื่อ เหล่านี้ …
แนวคิดการมองเรื่องผู้หญิงจะค่อยๆ คลี่คลายไป
ไม่ใช่เพียงแต่ผู้ผ่านการบวชสามเณรี  สามเณรี ภิกษุณี
และผ่านการบวชภิกษุณีเท่านั้นที่จะได้รับความเคารพ
แต่การมีอยู่ของพวกเธอเหล่านี้จะกระทบกระเทือน กระแทก
แนวคิดพื้นฐานของสังคมเรื่องผู้หญิงในฐานะผู้ที่สกปรก
ผู้หญิงที่ด้อยคุณค่ากว่าผู้ชาย …


แน่ล่ะ ความคิดเรื่องความสกปรกของผู้หญิง
และคุณค่าของผู้หญิงไม่ได้มีอยู่แต่ในตัวผู้ชายเท่านั้น
ผู้หญิงเองก็มีแนวคิดแบบนี้เช่นเดียวกัน สามเณรี และ
ภิกษุณีเองก็อาจจะแบกเอาความคิดนี้ไว้กับตัวเมื่อเข้าบวช และในขณะศึกษา
และครองเพศบรรพชิตก็ตาม… แต่เมื่อผู้หญิงเข้าสู่พื้นที่นี้แล้ว
เชื่อเหลือเกินว่า ประสบการณ์ของผู้หญิงจะถูกนำเข้ามาวิเคราะห์
ตรึกตรองโดยใช้ปัญญา ทัศนคติที่มองผู้หญิงเป็นคนอีกชั้นจะค่อยๆถูกทบทวน …


เมื่อเราได้มีโอกาสที่จะเข้าถึงอำนาจการอธิบายสิ่งเหล่านี้ ….
เราจะเปลี่ยนแปลงแนวคิดของคนในสังคม และ
เราจะเป็นอีกหนึ่งที่ผลักดันการเปลี่ยนแปลงโลก






http://www.welovetomdy.com/blog/?p=522






Free TextEditor




 

Create Date : 28 มกราคม 2554    
Last Update : 28 มกราคม 2554 1:53:39 น.
Counter : 151 Pageviews.  

เพศที่สาม

เพศที่สาม หรือ รักร่วมเพศ หมายถึง บุคคลที่มีความต้องการทางเพศกับ

บุคคลที่เป็นเพศเดียวกับตน ต่อให้กำลังมีกิจกรรมทางเพศกับบุคคลต่างเพศอยู่ก็

ตามที แต่อดมีจิตคิดประหวัดถึงบุคคลเพศเดียวกันไม่ได้ โดยกลุ่มนี้ไม่ได้มีความ

ประสงค์ที่จะตัด ต่อ เฉาะ เฉือน ให้เป็นเพศตรงข้าม เขาจะพอใจในเพศที่ตนเอง

เป็นอยู่ เพียงแต่ต้องการมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกันเท่านั้นเอง ทั้งนี้กลุ่มรักร่วม

เพศเกิดขึ้นได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ความหมายนี้จึงรวมเกย์และเลสเบี้ยนด้วย


สำหรับพวกที่มีกิจกรรมทางเพศกับเพศเดียวกันแบบชั่วคราว เช่น ตอนวัย

รุ่นคุณอาจเคยร่วมวงสำเร็จความใคร่กับเพื่อนๆ โดยอาจผลัดกันจับ (และคุณไม่

ได้ติดอกติดใจอาลัยอาวรณ์กับพฤติกรรมดังกล่าว) จัดว่าไม่เป็นกลุ่มเพศที่สาม



Hermarphrodite : กลุ่มนี้หมายถึง กะเทยแท้ๆ ประเภทที่มีระบบสืบพันธุ์ทั้ง

สองเพศในคนเดียวกัน เช่น อาจมีอวัยวะเพศภายนอกเป็นลักษณะเพศหญิง แต่

แอบมีอัณฑะอยู่ในตัวด้วย เป็นของแถมที่ไม่ต้องการ


Transexualism : หรือ ที่เรารู้จักในนามกะเทย มีความรู้สึกไม่พอใจในเพศที่

ตนเองเป็นอยู่ ต้องการเปลี่ยนแปลงเป็นเพศตรงข้าม ยอมรับตนเองในฐานะที่เป็น

เพศตรงข้าม



Transvestism : ประเภทนี้เราพบในภาพยนตร์หลายเรื่อง เป็นกลุ่มที่มีความ


ต้องการทางเพศ หรือมีความสุขเมื่อได้สวมใส่เสื้อผ้าของเพศตรงข้าม แต่ยังพอใจ

ในการมีเพศสัมพันธ์กับเพศตรงข้าม ไม่มีความคิดที่จะมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน


เลย เช่น ผู้ชายบางคนที่ชอบแต่งตัวชุดสตรีแล้วช่วยกระตุ้นให้มีความรู้สึกทาง

เพศที่คึกคักขึ้น โดยยังอยากมีกิจกรรมทางเพศกับผู้หญิงเท่านั้น




สำหรับปัจจัยที่ทำให้เป็น เกย์ กะเทย ทอม ดี้ นั้น มีหลากหลายทฤษฎีและแนว

ความคิด ทั้งเรื่องของระบบสมอง ยีน พันธุกรรม การเลี้ยงดู การหล่อหลอมทาง

สังคม การเรียนรู้จากสังคม แต่ยังไม่มีทฤษฎีใดที่ยืนยันได้เต็มที่ คาดว่าเป็นจาก

หลากหลายองค์ประกอบ (รวมทั้งบางคนบอกว่าเป็นสันดาน หรือเป็นกรรมแต่


ปางก่อนด้วย)



แต่ตามแนวความคิดทางจิตเวชศาสตร์ปัจจุบันถือว่า หากมีพฤติกรรม

เบี่ยงเบนทางเพศ สนใจเพศเดียวกัน โดยที่อายุผู้ที่มีพฤติกรรมนั้นยังไม่ถึง 18 ปี

จัดเป็นภาวะผิดปกติทางจิตที่ควรได้รับการแก้ไข (Gender Identity Disorder)


แต่ถ้าอายุเกิน 18 ปีไม่จัดว่าเป็นภาวะผิดปกติทางเพศ แต่จัดเป็นกลุ่มบุคคลปกติ

(Normal Variation) ที่มีความแตกต่างทางรสนิยม(ทางเพศ)




อย่างไรก็ตาม ผู้เป็นเพศที่สามและเดินมาพบเรานั้นมีจำนวนมาก แต่มีบทสรุป

จากการปรับตัวที่แตกต่างกัน มีทั้งผู้ที่ยอมรับในตนเองได้(Ego syntonic) มี

ความสุขกับชีวิตและบทบาทที่เหมาะสม ได้รับการยอมรับ ยกย่องให้เกียรติจาก

ผู้อื่น มีทั้งผู้ที่ยอมรับตนเองไม่ได้ (Ego dystonic) เสื่อมความศรัทธา กระทั่ง

สูญสลายความรักที่มีต่อตนเอง ในที่สุดลงเองด้วยการป่วยเป็นโรคทางจิตเวช


ต่างๆ เช่น ซึมเศร้า ก้าวร้าว ทำร้ายตนเอง




 

Create Date : 23 มกราคม 2554    
Last Update : 23 มกราคม 2554 22:35:40 น.
Counter : 106 Pageviews.  

‘ทอมบอย’ ในวงการบันเทิงไทย เพราะสังคมเปิดใจรับสาวหล่อ…หรือสุดท้ายแค่แฟชั่น




ที่ ผ่านมา ถ้าพูดถึงวงการบันเทิง ภาพที่อยู่ในหัวของใครหลายๆ
คน ก็คงจะหนีไม่พ้นภาพของหนุ่มหล่อสาวสวยที่กรุยกรายฉุยฉายอยู่ภายใต้แสงไฟ
สปอตไลท์ ซึ่งดูเหมือนว่า ที่อยู่ที่ยืนของพวกเขาจะจำกัดวงอยู่เฉพาะ
ชายจริงหญิงแท้เท่านั้น
น้อยครั้งที่เราจะเห็นเพศที่สามก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในวงการบันเทิง


เพราะส่วนใหญ่ เพศที่สามที่โผล่มาให้เห็นหน้ากันในโลกบันเทิง
ก็จะมาในฐานะของสีสัน มากกว่ามาเป็นตัวชูโรง และที่มีให้เห็นกันบ่อยๆ
ก็คงจะเป็นเหล่าบรรดาเกย์ และกะเทยที่ออกมาสร้างความสนุกสนาน
วี้ดว้ายกระตู้วู้ไปตามเรื่องตามราว เพียงเพื่อสร้างสีสันก็เท่านั้นเอง
ซึ่งในกรณีนี้
ก็มีให้เห็นหนาตาและเกือบจะกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ไปเสียแล้ว
ส่วนเพศที่สามที่มีเพศสภาพ (ร่างกาย) เป็นฝ่ายหญิงนั้น
ถึงแม้จะมีมาให้เห็นอยู่บ้าง
แต่ก็ไม่มากเท่าเพศที่สามที่มีร่างกายเป็นผู้ชาย


ทว่าในช่วงปีที่ผ่านมา เหมือนกับว่า เทรนด์ของทอมบอยหรือสาวหล่อ
จะมีให้เห็นมากกว่าแต่ก่อน และบรรดาสาวหล่อเหล่านั้น
ก็ไม่ได้มาในฐานะของตัวประกอบหรือตัวช่วยในการสร้างสีสัน
หากแต่พวกเขามาในฐานะของตัวเอก ซึ่งมีบทบาทสำคัญ


ไม่ว่าจะเป็น ซี – มัฑณาวี คีแนน ซึ่ง
เป็นนักร้องสาวหล่อ ที่โด่งดังเป็นอย่างมาก ถึงขนาดที่ว่า
ชื่อของเธอนั้นติดอันดับคำค้นหมวดคนดังหน้าจอ เป็นอันดับ 2 ของกูเกิลในปี
2010 (อันดับ 1 คือซีเอ็น บลู ซึ่งเป็นนักร้องเกาหลี) หรือจะเป็น
การออกมาทำตลาดของหนังเรื่อง ‘Yes or No อยากรัก ก็รักเลย’
ซึ่งเป็นหนังที่มีแนวทางแบบหญิงรักหญิงอย่างชัดเจน โดยมี ติ๊นา – ศุภนาฎ
จิตตลีลา มารับบทเป็นพระเอกสาว (???) ของเรื่อง


นอกจากนี้ บนแผงหนังสือก็ยังมีนิตยสารสำหรับหญิงรักหญิงวางจำหน่าย
โดยมีแฟชั่นเซตของสาวหล่อบรรจุอยู่ภายใน ซึ่งนายแบบสาวหล่อเหล่านนั้น
ล้วนมีรูปสมบัติและคุณสมบัติที่พร้อมจะออกมาโลดแล่นในวงการบันเทิงในกาลต่อ
ไป


ไม่ใช่ว่าเพิ่งมี

หากจะพูดถึงสาวหล่อในวงการบันเทิงไทยในอดีตที่ผ่านมา ชื่อของ อัญชลี จงคดีกิจ คง
เป็นชื่อแรกๆ ที่ คนไทยนึกถึง เพราะเธอเป็นเสมือนสาวหล่อรุ่นบุกเบิก
ที่เสนอผลงานผ่านลุคแบบห้าวๆ
ก่อนที่จะมีศิลปินเพลงรุ่นน้องที่ยึดแนวทางในการพรีเซนต์ตัวเองในแบบเดียว
กับอัญชลี ที่ชื่อ อลิศ  คริสตัน ตามมา


นอกจากนี้ ในวงการเพลง ก็ยังมี อ้อม-สุนิสา สุขบุญสังข์ อีกคนที่มีลักษณะการนำเสนอตัวเองแบบสาวห้าว (ซึ่งในช่วงนั้น อ้อมยังไม่ได้ถูกนับอยู่ในประเภทของสาวหล่อ)


ทว่าเอาเข้าจริงแล้ว ลุคแบบทอมบอยของคนบันเทิงนั้น
ก็มีปรากฏให้เห็นมาก่อนการมาถึงของอัญชลี จงคดีกิจอยู่นานโข
ถ้าย้อนกลับไปสักเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว ชื่อของ สาลิกา กิ่งทอง เจ้าของผลงานเพลง ‘แต๋วจ๋า’ ก็นับได้ว่า เป็นที่รู้จักกันในฐานะของนักร้องลูกทุ่งทอมบอย หรือในฝั่งดารา ก็มี อ้อย-จิระวดี อิศรางกูร ณ อยุธยา ที่
ถือเป็นดาราทอมบอยรุ่นบุกเบิก และถ้ามองออกไปนอกวงการบันเทิง
ก็เชื่อเถอะว่า เรื่องราวของผู้หญิงที่มีลักษณะเป็นทอมบอยนั้นมีมานานแล้ว
เพียงแต่เราไม่ค่อยพูดถึงกันเท่านั้นเอง


“จริงๆ แล้ว เรื่องของทอมบอยนั้น มันมีมานานแล้วในประวัติศาสตร์
ซึ่งเราสามารถพบได้ตามจดหมายเหตุและบันทึกต่างๆ ซึ่งเขาใช้คำว่า
‘เล่นเพื่อน’ ซึ่งในแง่มุมทางสังคมวิทยา สังคมไทยเป็นสังคมของชายเป็นใหญ่
ดังนั้นเมื่อพูดถึงลักษณะของความเป็นผู้หญิง
รวมถึงทางด้านความต้องการทางเพศ มันจะไม่ค่อยถูกหยิบขึ้นมาเป็นประเด็น
เท่าไหร่ ส่วนมากจะมองว่าผู้หญิงนั้นเป็นที่รองรับอารมณ์ของผู้ชาย
การที่ผู้หญิงไปมีอะไรกันกับผู้หญิงด้วยกันนั้นมันเป็นแค่เรื่องชั่วคราว
สุดท้ายก็ต้องกลับมาคู่กับผู้ชายอยู่ดี
เรื่องของทอมบอยจึงไม่เป็นที่ใส่ใจและได้รับการพูดถึง”
สันต์ สุวัจฉราภินันท์ อาจารย์จากคณะสถาปัตยกรรม
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเป็นผู้ที่ศึกษาเกี่ยวกับพื้นที่และเพศวิถี
เล่าให้ฟังถึงมุมมองที่คนในสังคมไทยมองทอมบอย แต่ในปัจจุบัน บทบาทของทอมบอย
กลับเด่นชัดขึ้นมาผ่านสื่อกระแสหลัก
หรือว่านั่นจะเป็นเครื่องยืนยันให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลง
ว่าเดี๋ยวนี้คนไทยส่วนหนึ่งมีมุมมองต่อทอมบอยเปลี่ยนไป เพราะอย่างน้อยๆ
ก็หันมาสนใจ และยอมรับมากขึ้นว่าทอมบอยนั้นมีอยู่จริง





เปิดใจหรือขายของ?


แม้ทอมบอยจะมีอยู่ในสังคมไทยมาช้านานแล้ว แต่การที่จู่ๆ
กระแสทอมบอยกลับเริ่มเป็นที่นิยมขึ้นมาในวงการบันเทิงนั้น
มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ๆ ในกรณีนี้
แม้จะบอกว่าเป็นเพราะสังคมนั้นเปิดกว้างมากขึ้น
มันก็อาจจะเป็นแค่เพียงคำตอบหนึ่งเท่านั้น

เพราะในวงการที่มีผลประโยชน์เป็นที่ตั้ง กระแสใดจะเกิด กระแสใดจะดับ มันมักจะผูกติดอยู่กับผลประโยชน์อย่างแยกกันไม่ออก


“กระแสของทอมบอยในวงการบันเทิงตอนนี้
แน่นอนว่าเป็นการสร้างขึ้นมาเพื่อขายให้กับคนที่ชื่นชอบทอมบอย
คือคนกลุ่มนี้มีอยู่นะ แต่ยังไม่ได้โดดเด่นในที่สาธารณะ
แต่เป็นคนที่จะจ่ายเงินให้เราได้เหมือนกัน
ผู้ผลิตจึงเอามุมมองเรื่องของทอมบอยออกมาขาย


ที่ผ่านมาในสังคมชายเป็น ใหญ่อย่างบ้านเรา
ถ้าผู้ชายเบี่ยงเบนนี่เป็นเรื่องใหญ่นะ แต่กับผู้หญิงมันไม่ใหญ่เท่า
การที่หยิบเรื่องของทอมบอยมาใช้ มันเลยดูไม่ค่อยมีแรงต้านสักเท่าไหร่
ดังนั้น ก็เลยไม่ค่อยมีใครหยิบนำมาใช้
เพราะมันไม่สร้างผลกระทบเท่ากับการพูดถึงกะเทย นานๆ ทีถึงจะมีภาพลักษณ์
ตัวละครที่เป็นทอมออกมา”


อาจารย์ศาสวัต บุญศรี นัก วิชาการสื่อสารมวลชนและ
อาจารย์ประจำภาควิชานิเทศศาสตร์ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
มหาวิทยาลัยศิลปากร มองว่า การที่เกิดกระแสทอมบอยในวงการบันเทิงช่วงนี้
แท้แล้ว
ก็คือการหยิบยกเรื่องราวที่ไม่ค่อยได้พูดถึงออกมาขายเป็นสินค้าใหม่นั่นเอง
ซึ่งสันต์ ก็มีความเห็นไปในทางเดียวกัน


“ผมคิดว่าตอนนี้ เรื่องของเกย์มันขายไม่ได้แล้วนะ
เพราะมันชัดเจนเกินไปและมีให้ดูบ่อย มีหมดนะแล้วทั้งกะเทยดี กะเทยเลว
คือไม่รู้แล้วว่าจะเล่นเรื่องอะไรต่อ
ก็เลยเอาเรื่องทอมดี้หรือเรื่องของหญิงรักหญิงมาเล่นแทน”


ส่วนศาสวัตเองนั้นก็มองในแง่มุมของการทำธุรกิจบันเทิงว่า
การหาผลประโยชน์ในวงการบันเทิงนั้น มันก็เหมือนการแบ่งเค้กกัน
ซึ่งตลาดในส่วนของคนที่ชื่นชอบทอมบอยนั้น
ถึงแม้ว่ามันจะยังไม่ใช่ตลาดที่ใหญ่
แต่มันก็มีมากพอที่จะผลิตผลงานออกมารองรับคนกลุ่มนี้


“ผมมองว่ามีกลุ่มที่ต้องการ เสพเรื่องทำนองนี้อยู่พอสมควร
ไม่ว่าจะในปัจจุบันหรือสมัยก่อน
เด็กวัยรุ่นที่อ่านหนังสือหรือนิยายที่มีเนื้อหาแนวหญิงรักหญิงก็มีอยู่
หนังสือแนวนี้ก็มีขายอยู่แพร่หลาย
หากแต่มันยังไม่ค่อยได้ถูกนำมาทำเป็นความบันเทิงกระแสหลักอย่างการเป็นนัก
ร้อง หรือภาพยนตร์เหมือนอย่างตอนนี้เท่านั้นเอง”


……….


ในปัจจุบัน อาจจะนับได้ว่า
เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระแสทอมบอยในสื่อบันเทิงกระแสหลัก
ซึ่งเราก็ต้องรอดูกันต่อไปว่ามันจะอยู่ไปได้นานแค่ไหน
เพราะถ้าหากสังคมมองเพศที่ 3 อย่างเปิดใจกว้างมากขึ้นจริงๆ
เราก็คงที่จะเห็น ดารา นักร้องที่เป็นทอม เป็นเกย์ กะเทย ฯลฯ
ทะยอยออกผลงานมาเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง


แต่ถ้าหาก กระแสทอมบอยในตอนนี้มันเป็นเพียงแค่แฟชั่น
และมีฐานะเพียงแค่สินค้าที่ขายได้ เชื่อว่าไม่นาน
ความนิยมก็จะซาลงไปตามธรรมชาติของแฟชั่น
ทั้งนี้ก็เพื่อรอวันที่จะกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง
ตามวัฏจักรของเทรนด์ที่วนเวียนไปมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด


>>>>>>>>>>


http://www.boydontcry.com/blog/?p=525

Free TextEditor




 

Create Date : 22 มกราคม 2554    
Last Update : 22 มกราคม 2554 14:08:58 น.
Counter : 165 Pageviews.  

ทำอย่างไรดีคะ กับเด็กที่ด่าแม่ด้วยคำหยาบคาย


ไปเจอในลานธรรมมาครับ เผื่อจะมีประโยชน์กับเพื่อนๆ  Smiley




ที่มาครับ : http://larndham.org/index.php?/topic/40471-%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%84%E0%B8%B0-%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%94%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%81/page__pid__738355__st__0&#entry738355



สอนก็แล้ว เตือนก็แล้วว่ามันบาป เป็นวัยรุ่นหญิงที่เจ้าอารมณ์

ทิฎฐิเสียเหลือเกิน อารมณ์แรงมาก เวลาเธอโกรธ จะกรี๊ดเอาชนะแม่ให้ได้ ถึงขนาดบางทีเอา

หัวตัวเองโขกกับของแข็ง แม่เองก็บอกว่าตัวเองก็เป็นโรคประสาทเวลาโมโหก็ด่าว่าลูกแรงๆเหมือนกัน

เด็กถือว่าตัวเองเก่งกว่าพ่อ แม่ ชอบดุด่าด่าว่าพ่อ เพราะพ่อเป็นจิตเภท ทำงานไม่ได้

ข้างแม่ก็เจ้ากี้เจ้าการกับชีวิตคนอื่นเหลือเกิน ขี้บ่น อารมณ์ร้อน

พ่อ-แม่เลิกกัน แต่แม่ก็ยังคอยดูแลเรื่องการเงินให้พ่อ เพราะพ่อป่วย

ตอนนี้เราเองสุดทนกับเด็กคนนี้ ที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองผิด แต่ไม่อยากพูดแรงเดี๋ยวจะยิ่ง

ก้าวร้าวมาถึงเราด้วย ตอนนี้ กับป้าเขายังไม่กล้า ยังเกรงใจ เพราะเราพูดเพราะ ใจเย็น ค่อยๆสอน

สอนมาทั้งแม่ ทั้งลูก เหนื่อยใจจริงๆค่ะ



เชื่อหรือเปล่าครับ


ตั้งแต่ผมเห็นปัญหาของคนมา

ผมกลับพบว่า ส่วนใหญ่ เด็กไม่ได้ผิด


ความผิดหลักๆ อยู่ที่ผุ้ใหญ่เกือบทั้งน้น


เคยมีแม่มาปรึกษาเรื่องลูกเกเร อยากหาวิธีแก้

ผมก้เลยแนะนำวิธีแก้ที่ตัวแม่เอง


ปรากฎว่า ไม่นานก็ได้ผลครับ


หากเรามองว่าเด็กผิด หากตั้งอคติไว้ล่วงหน้าแล้ว

เชื่อได้เลยว่า ยากที่จะแก้ปัญหาให้เด็กได้ครับ


แต่หากมองเขาเป็นคนที่หลงผิด และถูกเลี้ยงมาแบบผิดๆ

แล้วมองให้เห็นว่า พ่อแม่นั่นแหละที่ผิด

หรือตัวเราเองที่ผิด แล้วปรับที่ตัวเรา

ด้วยเมตตา ไม่ได้ทำด้วยโทสะ หรือเบื่อ รังเกียจ


จะแก้ปัญหาได้ดีกว่านี้ครับ


เท่าที่บอก แม่เขาก็ร้ายไม่ใช่เหรอครับ

เมื่อแม่ร้าย จะให้ลูกดีก็คงยาก

กรรมสัมพันธ์ที่ส่งคนสองคนมาเป็นแม่ลูกกันครับ


แก้ที่ตัวแม่ก่อนแล้วค่อยแก้ที่ตัวลูก

หากผู้ใหญ่ยังเอาดีไม่ได้ อย่าไปหวังว่าเด็กจะได้ดีครับ


ส่วนใหญ่ ปัญหาในบ้านเรา ที่แก้ปัญหาให้เยาวชน

แก้ปัญหากันไม่ได้ เพราะไปมองไว้ก่อนว่าเด็กเลว เด็กไม่ดี เด็กคือปัญหานี่แหละครับ


มันมีกำแพงทางใจไว้ก่อนแล้ว ก็ยากที่จะสมานและให้ทุกอย่างลงเอยด้วยดี



หากเด็กไม่ดีจริงๆ แล้วแก้ไม่ได้จริงๆ

ทำตามพระพุทธเจ้านะครับ


พระพุทธองค์เมื่อทรงเจอใครที่สอนไมได้ ท่านจะนิ่งเฉยเสีย

หากเด็กจะก้าวร้าว เกรี้ยวกราด หากผู้ใหญ่นิ่ง แล้วทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

นั่นจะน่ากลัวสำหรับเด็ก กว่าการที่มีใครไปด่าไปตำหนิเขาอีกครับ


อุเบกขา ถึงเวลาก็ต้องใช้ครับ



อยากบอกอีกเรื่องอะ คือ ต้องย้ำว่า

เท่าที่เห็นปัญหาคนมาหลายเรื่อง


ส่วนใหญ่ ปัญหาเกิดที่ตนเองทั้งนั้น แต่ชอบโทษและมองคนอื่นว่าผิด

แล่้วคิดแต่จะเปลี่ยนคนอื่น แต่ไม่คิดย้อนมองการเปลี่ยนตนเองอะคับ


ผมเห็นเกือบทุกกระทู้เลย ที่มีปัญหามาถามอะ

ก่อนจะเปลี่ยนคนอื่นได้ เราต้องเปลี่ยนตนเองก่อนอะคับ





http://www.jozho.net

โหลดธรรมฟรี แจกCDธรรมะฟรี ส่งฟรีทั่วโลก

(เช่น หลวงตาวัดป่าบ้านตาด รวมคำสอนหลวงพ่อปราโมทย์ งานเขียนคุณดังตฤณ)

รับผลิตCDธรรมะราคาต่ำกว่าทุน ใช้แผ่นคุณภาพสูง-Ritex และซองหนาอย่างดี สกรีนมือทีละแผ่น

ออกแบบสกรีนฟรี/อัดเสียงเกริ่นนำและอัดประวัติและอื่นๆให้ฟรี ทุกอย่างปราศจากกำไร










Free TextEditor




 

Create Date : 02 พฤศจิกายน 2553    
Last Update : 2 พฤศจิกายน 2553 17:58:54 น.
Counter : 116 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  

naizeezaa
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add naizeezaa's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.