Thailand in the transition time ...
Group Blog
 
All Blogs
 

บางสิ่งที่อยู่เบื้องหลังของคำว่าว่า "จับผัวรวย" ..

ได้ยินกันบ่อยนะฮะ กับไอ้คำว่า "จับผัวรวย" อะไรเนี่ย ..




ในบางครั้ง คำว่า จับผัวรวย ก็เป็นคำหยอกล้อกระเซ้าแหย่กันในหมู่คนสนิท แต่ในบางครั้ง คนพูดประโยคนี้มันทำจริง หาจริงๆ จับจริงๆ เป็นยุทธวิธีแบบว่าระเบิดพลีกายให้แก่ชายแก่ (แต่มีกะตังค์) ..



อะไรทำให้คนบางจำพวกคิดว่าตัวเองสมควร "จับผัวรวย" ..?



ผมทำรีเสิร์ตเล็กๆของผมเองมาระยะหนึ่งจากคนรอบตัว สิ่งที่ผมพอจับอารมณ์คนเหล่านี้ได้ก็มีอยู่สองสามประเด็นที่น่าคิดนะครับ และประเด็นที่ผมคิดมันออกจะหมิ่นแหม่ต่อการทำความเข้าใจเพื่อนมนุษย์คนไทยด้วยกันเองซะหน่อยด้วยล่ะ ..



ประเด็นแรก คนที่คิดว่าตัวเองควร "จับผัวรวย" เคยเป็นบุคคลที่มีประสบการณ์ทางด้านเศรษฐกิจมาอย่างโชกโชน อดมื้อกินมื้อกันมานาน แบบว่าที่บ้านไม่ค่อยจะมีอะไรให้กิน ทำงานหาเช้ากินค่ำไปวันๆ แต่ทว่า..ถ้าหากคนนั้นเป็นสาวหน้าตาพอดูไปวัดไปวา ก็เป็นเหมือนดั่งมนุษย์ทองคำเดินได้ หนุ่มน้อยใหญ่ก็อยากจับจองมาเป้นของตัวเอง เมื่อนั้นก็เข้าทางพวกจับผัวรวยประเภทนี้ในที่สุด ..



ประเด็นที่สอง คนที่คิดว่าควร "จับผัวรวย" คือคนที่คิดว่าตัวเองควรมีความสบายในชีวิต คนประเภทนี้มีให้เห็นเยอะมาก ในบางพื้นที่แทบจะเดินเหยียบกันตาย คนที่คิดว่าตัวเองควรสบายก็สามารถแบ่งได้ออกเป็น 2-3 จำพวกอีกเช่นเดียวกัน เช่น พวกที่ทำงานหนักมาตลอดชีวิต ผัวคนเก่าแม่งขี้เกียจสันหลังยาว ไม่ทำห่าอะไรเลยยกเว้นเกาะผู้หญิงกิน พวกนี้จะเก็บกดเพื่อรอว่าซักวันชีวิตของตัวเองจะหลุดออกไปจากวงจรเฮงซวยแบบนี้ จำพวกที่สองก็คือ พวกขี้เกียจเป็นทุนเดิม ไม่ทำงานแต่ดันทะลึ่งอยากรักสบาย หรืออยากทำงานน้อยๆแต่ได้เงินมากๆ พวกนี้เห็นได้มากที่สุด และผมก็ไม่รู้ว่าทำไมคนไทยบางจำพวกถึงได้เป้นแบบนี้กันเยอะ คนจำพวกนี้จะวิ่งหาไขว่คว้าผู้ชายเพื่อมาเป็นสปอนเซอร์ตัวเอง เพื่อความสบายไปตลอดชีวิต (บางคนก็ซวยหน่อย ผัวรวยก็จริง แต่เป็นขี้ข้ามันในบ้านจนหมดสภาพความเป็นมนุษย์ไปเลย) ...




ประเด็นที่สาม คนที่คิดว่าควร "จับผัวรวย" คือ พวกที่รวยอยู่แล้ว แต่ตัวเองไม่อยากได้ผู้ชายที่จนกว่า มันไม่สมฐานะ ไม่ใช่เอะอะอะไรกูจ่ายตลอด ไม่ใช่ !! พวกนี้มักจะเจอในหมู่คนที่ทำธุรกิจใหญ่โต บ้านรวยมักจะแต่งกับบ้านรวยด้วยกัน เพื่อความร่ำรวยยิ่งยงสถาพรสมปราถนาไปตลอดชาติ ซึ่งผู้ชายที่เข้าข่ายประเภทนี้จะไม่มีทางมาเอาผู้หญิงดาดๆข้างถนนเด็ดขาด และผมก็ยังไม่ค่อยเจอเคสไหนแบบว่า..ผู้ชายรวยล้นฟ้าตระกูลใหญ่โตมาได้กับหญิงในสลัมคลองเตย หายากมากถึงมากที่สุด สังคมจริงไม่ใช่ละครหลังข่าวนะครับที่นางเอกโคตรจนมาได้กับผู้ชายโคตรรวย ...




ถ้าสรุปสั้นๆให้เห็นเป้นข้อๆ ก็น่าจะออกมาในรูปนี้ ..


1 จับผัวรวย เพราะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ หมายถึง อยากได้ผู้ชายรวยๆเพื่อให้ญาติโกโหติกาสุขสบายกันถ้วนหน้ารวมถึงตัวเองด้วย เจอได้มากในหมู่สาวอีสาน บางพื้นที่ถึงกับมีหมู่บ้านเขยฝรั่งกันเลยทีเดียว จับผัวรวยกันเป็นกิจลักษณะ ทำกันเป็นอาชีพ บางคนคิดว่าการหาฝรั่งรวยๆหรือคนไทยรวยๆก็คือการเสี่ยงโชคขุดทองอะไรกันไป ..




2 จับผัวรวย เพราะ อยากสบายกาย (และใจในบางกรณี แต่..หายาก) หมายถึง อยากทำงานหรือทำกิจกรรมต่างๆที่ได้เงินมากแต่ลงทุนน้อย ส่วนใหญ่พวกนี้จะใช้ยุทธวิธีระเบิดพลีกาย รวมไปถึงทำให้ผู้ชายเสกเด็กเข้าท้องเพื่อเป้าหมายระยะยาว คนพวกนี้จับผัวรวยเพื่อตัวเองโดยเฉพาะ และพวกเขาจะภาคภูมิใจมากที่ตัวเองได้ผัวรวยๆ นัยว่าเป็นความสามารถที่ตนจับคนรวยได้ และมักจะเอาสิ่งที่ตัวเองพบเจอมาบอกคนนั้นคนนี้ฟังอยู่เสมอ นับว่าเป็นความสามารถที่น่าตั้งคำถามจริงๆนะครับ จับคนรวยคือความน่าภูมิใจตรงไหน ? หาเงินเองไม่ได้จนต้องพึ่งคนอื่น ? หรือว่าพิการทำอะไรไม่ได้ ? หรือว่าอยากโชว์ความ....(จุด จุด จุด) ของตัวเองให้คนอื่นเห็น ?




3 จับผัวรวย เพราะ อยากร่ำรวยไปทั้งชาติ เกิดขึ้นในหมู่คนรวยจับคนรวยด้วยกันเอง เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน คนรวยได้กันเองก็ถูกต้องแล้วนิ ...




บางทีผมได้เห็นได้ยินเรื่องราวเหล่านี้ก็เกิดอาการถอนหายใจเฮือกใหญ่ สังคมไทยมีคนประเภทเหล่านี้เยอะมาก ผมไม่อยากคิดว่าคนบางจำพวกก็เป็นเหมือนพวกกาฝากสังคม ไม่ผลิตอะไร คิดแต่จะเกาะคนอื่นกินท่าเดียว ผมไม่อยากคิดแบบนี้เลย ...




หรืออาจเป้นเพราะว่ารายได้ประชากรของเราน้อยจนเกินไปไม่พอยาไส้ จนต้องทำให้คนบางกลุ่มต้องออกแสวงหาคนรวยเพื่อประทังชีวิต อันนี้พอเข้าใจ ประเทศไทยของเราเป็นประเทศที่คนจนมากกว่าคนรวยหลายสิบเท่า คนรวยก็มักกระจุกตัวกันในเมือง คนจนกระจายเต็มประเทศ เฮ้อ..เศร้า ..







แต่ผมรู้สึกสะใจอยู่อย่างหนึ่ง คนรวยตัวจริงมีน้อย ส่วนคน(กระแดะ)รวยมีมากกว่าหลายเท่า ดังนั้น มนุษย์จับผัวรวยก็ขอให้โชคดีมีมันนี่ใช้ ขออย่าให้ล่มจมทั้งผัวรวยกำมะลอและเมียสอพลอตอแหลก็แล้วกัน ...




 

Create Date : 23 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 23 พฤศจิกายน 2552 11:38:01 น.
Counter : 1127 Pageviews.  

ุ6 ตุลาคม 19 แด่ประวัติศาสตร์ที่นิสิตนักศึกษารุ่นหลังไร้ภาพในสำนึก ..

และแล้ว วันที่ 6 ตุลาคม 2519 แวะเวีียนมาบรรจบอีกครั้งหนึ่ง ..




วันเมื่อ 33 ปีที่แล้วเกิดอะไรขึ้นที่ธรรมศาสตร์ ? ทำไมเราไม่เคยรู้จักวันนี้ ? ทำไมนิสิตนักศึกษารุ่นหลังจึงบ้าใบ้ไม่รู้เรื่องว่าเกิดอะไรขึ้นกับรุ่นพี่ของเรา ? ทำไมผู้ใหญ่จึงไม่บอกว่า 6 ตุลาคม 2519 คือวันอะไร ? และอีกหลายๆทำไม...




เราอาจได้ยินวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ว่าคือวันอะไร เราอาจตอบได้ว่าเมื่อวันนั้นรุ่นพี่ของพวกเราทำอะไรกัน เราอาจรู้ว่าการเรียกร้องประชาธิปไตยโดยคนหมู่มากคืออะไร เราอาจเข้าใจว่าชัยชนะของนิสิตนักศึกษาประชาชนได้มาเพราะอะไร ...



แต่เราไม่เคยรู้ ไม่เคยได้ยิน และไม่เคยรู้สึกมาก่อนว่า 6 ตุลาคม 2519 คืออะไร ...



เมื่อ 4 ปีก่อน ธงชัย วินิจะกุล อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิสเคอร์ซิน สหรัฐอเมริกา และในฐานะพยานผู้ที่ผ่านเหตุการณ์วันนั้นเมื่อ 33 ปีก่อน ได้เข้ามาบอกกับพวกเราในฐานะนิสิตนักศึกษารุ่นน้องว่า เราทุกคนกำลังเผชิญกับ "ความเงียบ" ของ 6 ตุลาคม 2519 ในประวัติศาสตร์ไทย เราทุกคนไม่อนุญาติให้รับรู้ถึงการดำรงอยู่ของ 6 ตุลา และเราทุกคนก็ถูกลอยแพจากโศกนาฎกรรมในครั้งนั้นที่ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ ...



ความเงียบ ที่มีต่อ 6 ตุลา คือความเงียบที่กำลังทำลาย 6 ตุลา ลงไปเรื่อยๆในสังคมไทย เป็นความเงียบที่แสนเลือดเย็นและอำมหิต ..



ใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ในวันนั้น เป็นเหมือนดั่งดินแดนลับแลในหนัาประวัติศาสตร์ไทย ไม่มีใครกล่าวถึง ไม่มีผู้ใดโหยหา ไม่มีใครรื้อฟื้น ทุกคนพร้อม "ลืม" กับ 6 ตุลา และสังคมไทยก็พร้อมสลัด 6 ตุลา ทิ้งออกไปจากหน้าประวัติศาสตร์ ...



6 ตุลาคม 2519 คือวันที่รุ่นพี่ของพวกเราถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมจากสังคมไทยภายในธรรมศาสตร์ ... รอยเลือด รอยกระสุน รุ่นพี่ที่ตายจากไป รุ่นพี่ที่สูญเสียวิญญาณหลังจากวันนั้น คือเครื่องจารึกความทรงจำที่ไม่มีวันหายไปไหน ...



สังคมไทย คือ สังคมแห่งปัญญาจริงหรือ ? ทำไมพวกเขาจึงสามารถ "ฆ่า" คนไทยด้วยกัน เลือดเนื้อเดียวกัน ด้วยทัศนะบางอย่างได้เลือดเย็น ? ..



ไม่มีคำตอบสำหรับคำถาม สิ่งที่พวกเราได้รับจากคำถาม คือ ความเงียบ ที่ดำรงอยู่มานานแสนนาน การถูกทำให้ลืมคือการ "ฆ่า" ครั้งที่ 2 หลังจาก 6 ตุลา ที่ธรรมศาสตร์ ...



เมื่อประวัติศาสตร์อันแสนขมขื่นถูกทำให้ลืมราวกับว่า 6 ตุลา กระแสลมที่พัดผ่านไป ผู้คนจึงไม่สามารถรับรู้ถึงการมีอยู่ของ 6 ตุลา ถึงแม้ว่าจะมีใครซักคนที่รู้แต่พวกเขาก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เอ่ยถึงมัน ...



สังคมไทยไม่อยากให้ผู้คนหาคำตอบที่ล่องลอยอยู่ในสายลมนั้น สังคมไทยไม่ต้องการความทรงจำที่แปลกแยกเช่นนี้ สังคมไทยบอกว่า พวกเราควรลืมมันไปเสีย ...



รุ่นน้องในมหาวิทยาลัย คือผลผลิตส่วนหนึ่งของสังคมที่ไม่อินังขังขอบกับ 6 ตุลา เพราะพวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้รับรู้ถึงการมีอยู่ การพูดถึง 6 ตุลา อาจหมายถึงวันที่ไปกินเหล้า ไปเที่ยวหญิง ไปดูหนัง ไปเฮฮากัน ..



6 ตุลา 19 อาจหมายถึงวันๆหนึ่งในเดือนตุลาคมที่มีฝนฟ้าคะนอง มีลมพัดเย็นเอื่อยๆหลังคณะ ...



พวกเขาต่างไม่รู้ถึงการมีอยู่ของ 6 ตุลา 19 ..



สังคมไทยได้ "ฆาตกรรม" 6 ตุลา ซ้ำสองไปแล้ว ...



ความเลือดเย็นของสังคมไทยที่มีต่อ 6 ตุลา 19 ทำให้นิสตินักศึกษารุ่นใหม่ไม่สามารถปะติดปะต่อเรื่องราวบางอย่าง มันขาดหายไป พวกเรามองไม่เห็นความโหดเหี้ยมของมนุษย์ในวันนั้น และพวกเราต่างหลงระเริงกับ 14 ตุลา 16 ว่านั่นคือวันมหาปิติของคนไทยที่ขับไล่เผด็จการทหารออกไปจากประเทศไทยได้ ..



นิสิตนักศึกษาไม่สามารถอธิบายทุกอย่างหลังจาก 6 ตุลา 19 ได้ เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับมัน แล้วก็ป่วยการที่จะทำอะไรกับมัน ...



เวลาผ่านไป 33 ปีแล้ว ...



ทุกอย่างยังคงนิ่งเงียบสงบ ไม่เคยมีพายุที่โหมกระหน่ำ ไม่เคยมีฆาตกรรมที่ธรรมศาสตร์ ไม่เคยมีประวัติศาสตร์เยี่ยงนี้เกิดขึ้น ทุกคนดำเนินชีวิตอย่างปกติ กิน เที่ยว เล่น นอน ไปตามวิถีชีวิตแห่งทุนนิยม ...



วันที่ 6 ตุลาคม 2552 อาจเป็นวันที่นิสิตนักศึกษาไปดูคอนเสิร์ตเกาหลี ไปเที่ยวอัมพวา ไปเที่ยวปาย หรือออกไปช๊อปปิ้งเสื้อผ้าตัวใหม่ แต่ทุกคนไม่รู้ว่ายังมีบางอย่างที่ดำรงอยู่ เป็นบางอย่างที่กำลังกรีดร้อง เสียงร้องที่ไม่มีใครได้ยิน ...



33 ปีที่ไร้เสียงบอกกล่าว คำทรงจำเหลือเพียงแค่หนังสือเก่าๆบนหิ้ง ฝุ่นเขรอะกรัง เราเห็นภาพขาวดำที่ไร้ชีวิต เลือดที่ไร้สีแดง กำแพงแห้งผากด้วยรอยกระสุนปืน ภาพคนที่มีไม้แหลมปักอกในธรรมศาสตร์นอนราบกับพื้น ภาพไฟลุกโชนบนศพของรุ่นพี่อันไร้สีสัน ภาพคนไทยยืนยิ้มหัวเราะร่าเริงท่ามกลางคนตาย ...



มันช่างไร้เสียงเหลือเกิน ...



นิสิตนักศึกษาคิดว่า "ไม่เกี่ยวอะไรกับกรูแม้แต่นิด" แล้วพวกเขาก็ดำเนินชีวิตต่อไป ..







แล้วปล่อยให้ 6 ตุลาคม 2519 อยู่อย่างเดียวดายในเส้นทางที่ประวัติศาสตร์เขี่ยทิ้ง ..




 

Create Date : 05 ตุลาคม 2552    
Last Update : 5 ตุลาคม 2552 14:16:08 น.
Counter : 557 Pageviews.  

ทำไมคนไทยโดยทั่วไปจึงมอง คอมมิวนิสต์ ว่าเป็นสิ่งชั่วร้าย ?

ทำไมคนไทยโดยทั่วๆไป (คำว่าทั่วๆไปของผม คือการประมาณการว่าเป็นความคิดทั่วไปที่พบเจอภายในสังคม) จึงมอง คอมมิวนิสต์ ว่าเป็นสิ่งที่ชั่วร้ายเลวทราม เป็นสิ่งที่ควรกำจัดทิ้ง ..



มี ตัวอย่างจากหนังสือ กระดูกเข้าบัว มาเล่านิดหนึ่ง บางตอนของหนังสือกล่าวว่า "ถ้าหากใครได้อ่านหนังสือแนวคิดของ คอมมิวนิสต์ ก็มักจะหลงใหลและเชื่อถือกันทีเดียว" ซึ่งเป็นคำกล่าวของเจ้าของหนังสือได้เล่าไว้ได้อย่างน่าสนใจ ...



ผม มองว่า มันมีกระบวนการหนึ่งเกิดขึ้นตอนช่วงหลัง 2475 ใหม่ๆ ซึ่งก็คือกระบวนการ "การลดทอนความชอบธรรมของ 2475" จากฝ่ายนิยมเจ้าโดยต่อเนื่องเป็นระยะ ...



นอกเหนือคำอธิบาย จาก สมเด็จฯ กรมหมื่นพิทยลาภพฤติยากร ในเรื่อง "Thai Old Siamese Conception of Monarchy" เมื่อช่วง 2489 แล้ว คำอธิบายเรื่อง "ปีศาจคอมมิวนิสต์" ก็ยังทำงานอย่างได้ผลโดยที่ อจ ปรีดี โดนเข้าไปเป็นคนแรกๆหลังจากที่ท่านเสนอเค้าโครงเศรษฐกิจอันเลื่องลือฉบับ นั้น ...



ผมเลยมองว่า คำอธิบายของกรมหมื่นพิทยลาภพฤติยากร เป็นส่วนผสมที่กลมกล่อมกับวาทกรรมคอมมิวนิสต์เป็นอย่างมาก เพราะว่า ชนชั้นปกครองรุ่นเก่าล้วนกลัวการเปลี่ยนแปลงแบบถึงราก และต้องการปรับตัวประนีประนอมกับสถานการณ์ปฎิวัติโดยคณะราษฎร์และสภาพบ้าน เมืองก่อน 2475 ...



นอกจากการถูกปฎิวัติโดยแนวทางเสรี ประชาธิปไตย บวก รัฐธรรมนูญนิยมแล้ว ชนชั้นปกครองเก่าก็กลัวการถูกปฎิวัติโดยแนวทางคอมมิวนิสต์ด้วยเช่นกัน แต่บังเอิญเรามีการปฎิวัติโดยแนวทางแรกก่อนแนวทางหลัง ก็เลยเป็นอย่างที่เห็น ..



อย่างไรก็ตาม ขบวนการปฎิวัติในแนวทางคอมมิวนิสต์ก็ยังดำรงอยู่จริงในสังคมไทยช่วงนั้น เอาเท่านี้ก่อนครับ ...




จากกระทู้ ที่ผมตั้ง ผมพบร่องรอยของการต่อสู้ทางอุดมการณ์อย่างหนาแน่นจากฝ่ายนิยมเจ้า, กองทัพสมัยใหม่ของไทยยุคหลังจอมพลสฤษดิ์เป็นต้นมา , สถาบันข้าราชการทุกแห่ง , และเครือข่ายจารีต-อนุรักษ์นิยม เพื่อต่อต้านการครอบงำของอุดมการณ์คอมมิวนิสต์จาก พคท. ที่ต้องการยึดอำนาจรัฐและสถาปนารัฐสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ตามแบบฉบับ พคจ. ...



ในระหว่างการต่อสู้ทางอุดมการณ์นี้เอง คำว่า ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ถูกนำมาใช้กันอย่างกว้างขวางทั้งเชิงรณรงค์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ในสองระดับ คือ ..



1 ระดับทั่วไป เช่น การปิดป้ายผ้า โฆษณาต่างๆ คำขวัญต่างๆ ฯลฯ เป็นการทำงานในระดับอุดมการณ์และสำนึกทั่วไปของสังคมไทย ..


2 ระดับพระเดช เช่น การดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของรัฐ หรือคดีทางการเมืองที่ต่อต้านอำนาจรัฐรวมศูนย์ของไทย ..



ทั้ง สองระดับนี้ มันต่างทำงานในตัวมันเองอย่างน่าสนใจ การป่าวประกาศว่า คอมมิวนิสต์ คือสิ่งชั่วร้ายเลวทราม เป็นการตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามในเชิงวาทกรรมอย่างเมามัน ในบางระดับ วาทกรรมคอมมิวนิสต์ชั่วร้ายคือฐานความชอบธรรมในการเข้าเข่นฆ่าผู้ที่ถูกมอง ว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เป็นญวน เป็นจีนแดง ฯลฯ โดยที่สำนึกในสังคมไทยที่ถูกจัดตั้งจากรัฐก็รองรับความรุนแรงเหล่านั้นโดย อัตโนมัติ ...



คนไทยโดยทั่วไปก็เลยมองว่า "ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป" แต่คนที่จะล้มล้างสถาบันหลักของชาติ คือ "คนบาป" ที่สมควรถูกกำจัด ..



ตอน นี่นะครับ ผีคอมมิวนิสต์หายไปพร้อมกับ พรบ.การกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ นานแล้ว แต่สิ่งที่ยังคงอยู่ภายในสังคมไทยก็คือ "โครงสร้างความรุนแรงที่หลงเหลืออยู่จากสงครามเย็นภายในไทย" ..




ตอน นี้ พวกเราอาจจะไม่สนใจคอมมิวนิสต์กันแล้ว แต่พวกเราสนใจนักการเมืองที่เลวระยาม กินชาติบ้านเมือง และนักการเมืองที่ใช้ประชาธิปไตยในการล้มล้างสถาบันหลักของชาติ !?!?



หลัง จาก 2548 เป็นต้นมา วาทกรรมในโครงสร้างเดิมได้ถูกนำเสนอใหม่ภายใต้การปกป้องสถาบันหลักของชาติ พวกเรามองเสรีประชาธิปไตยที่กำลังก่อร่างสร้างตัวว่าเป็นตัวปัญหาและเป็น สิ่งแปลกปลอมในสังคมไทย ..



พวกเราต่อต้านนักการเมืองผู้ ชั่วร้ายโดยมีโครงสร้างเก่าๆสมัยต่อต้านคอมมิวนิสต์มาเป็นแม่แบบของ อุดมการณ์ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองบนท้องถนน พวกเราต่อต้านผู้ที่กำลังบ่อนทำลายสถาบันหลักของชาติในนามของประชาธิปไตย เช่นเดียวกัน ?



สมการที่กลับไปกลับมาแบบนี้ทำให้ผมนั่งคิด อะไรคนเดียวมานานแล้ว ผมพบว่า การเคลื่อนไหวทางอุดมการณ์ต่างๆภายในสังคมไทย ส่วนใหญ่ล้วนถูกส่งมาจาก "ข้างบน" แทบทั้งสิ้น ..



เรามองว่า คอมมิวนิสต์คือปีศาจ ก็เพราะข้างบนบอกเช่นนั้น และเราเชื่อเช่นนั้น ..


เรามองว่า นักการเมืองเลวทราม ก็เพราะข้างบนบอกเช่นนั้น และเราก็เชื่อเช่นนั้น ...



และในทางกลับกันของฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง การใช้อุดมการณ์ต่างๆก็มักมาจากข้างบนเช่นเดียวกัน ...




จาก โครงสร้างแบบนี้ พวกเราที่กำลังจดจ้องอยู่ล้วนตกเป็นเครื่องมือทางอุดมการณ์ไม่ฝ่ายใดก็ฝ่าย หนึ่งเสมอ ถึงแม้ว่าตนเองก็พร่ำบอกว่าเป็นกลางก็ตาม ...




จาก ยุคปีศาจคอมมิวนิสต์ มาสู่ปี 2552 สังคมไทยก็ยังดำรงในโครงสร้างเดิมๆไม่เปลี่ยนแปลง ...



วาทกรรมคอมมิวนิสต์ในสังคมไทยภายใต้กระแสสงครามเย็นหลังสงครามโลกครั้งที่ สอง เป็นต้นมาเป็นอย่างไร ..



ถ้าใครสนใจศึกษาเรื่องพวกนี้ซักหน่อย จะพบว่า กระแสสงครามเย็นที่มีค่ายเสรีนิยมกับสังคมนิยมห้ำหั่นกันทั่วโลก ไทยเราเลือกข้างเสรีนิยมชัดเจนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทัพของไทยที่ได้รับการสนับสนุนแทบทุกอย่างจากรัฐบาล สหรัฐฯ เพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กำลังกลืนเกือบทั้ง ภูมิภาคในขณะนั้น ...



มีคนนินทาว่า หลังจากที่จอมพลสฤษดิ์ไปรักษาตัวที่อเมริกาช่วงปี 2501 (ก่อนกลับมารัฐประหารตัวเองในปีเดียวกัน) มีคนจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯเข้ามาคุยอะไรบางอย่างที่โรงพยาบาล หลังจากนั้น ก็เกิดการยึดอำนาจรัฐบาลของตนเอง ล้มล้างรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ ยกเลิกกฎหมายพรรคการเมือง และเข้าควบคุมรัฐสภาผ่านนอมินีทหารทั้งหลาย สุดท้าย ก็ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวของปีนั้น อันมีมาตราอันขึ้นชื่อลือชาคือ มาตรา 17 ...



หลังจากนั้น ก็เกิดการโหมกระแสต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างสุดลิ่ม มีการรณรงค์เกี่ยวกับความชั่วร้ายของคอมมิวนิสต์ เศรษฐกิจในระบบสังคมนิยมรวมหมู่ มีการสร้างภาพความเลวทรามของคอมมิวนิสต์โดยผ่านระบบการศึกษาของประเทศไทย ตั้งแต่อนุบาลจนไปถึงมัธยม มีการนำสถาบันหลักของชาติ 3 สถาบันมาเป็นเครื่องมือในการรณรงค์ชาตินิยมของไทยเพื่อสู้กับคอมมิวนิสต์ โดยกล่าวว่า ผู้ที่เป็นคอมมิวนิสต์คือผู้ที่ทำลายชาติ ทำลายสถาบันของชาติ จุดจบของผู้ที่ทำลายชาติคือการถูกกำจัดทุกวิถีทาง ....



ใน เชิงวาทกรรมแล้ว เรื่องเล่าพวกนี้ภายในสังคมไทยเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า คนไทยในยุคนั้นถูกครอบงำโดยรัฐเหมือนประชาชนเป็นหุ่นยนต์ที่ต้องรับฟังคำ สั่งจากรัฐ (ในนามของความมั่นคง) เพียงฝ่ายเดียว การแสดงออกซึ่งความนิยมต่อสังคมนิยม เศรษฐกิจแบบรวมหมู่หรือการเมืองแบบมวลชน ก็จะโดนข้อกล่าวหาการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ และจะถูกพิพากษาโดย ม.17 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวในยุคนั้น ...



บรรยากาศความกลัว ที่ผมสัมผัสจากงานนิพนธ์ งานเขียน งานบันทึก ทั้งหลายที่ผมมีปัญญาหามาอ่านได้ พบว่า สังคมไทยมีพื้นที่น้อยมากสำหรับคนที่คิดต่างจากรัฐ สำหรับช่วงนั้น (หลัง 2505 เป็นต้นมา) กลุ่มคนที่ท้าทายที่สุดคือพวกปัญญาชน และนิสิตนักศึกษา ...



เอา ให้พอเห็นภาพ ปัญญาชนและนิสิตนักศึกษาคือกลุ่มคนเล็กๆกลุ่มหนึ่งในโครงสร้างที่ใหญ่โตของ สังคมไทย แต่เป็นกลุ่มที่ทรงพลังทางความคิดและมีการเคลื่อนไหวกิจกรรมทางสังคมการ เมืองอยู่ตลอดเวลา แน่นอนครับ...กลุ่มคนพวกนี้มีชุดความคิดอยู่บางอย่างที่ใช้เคลื่อนไหวตอบโต้ วาทกรรมของรัฐ ผมพอจะไล่ให้เห็นบางชุดดังนี้ ..


1 แนวคิดแบบ สังคมประชาธิปไตย แนวคิดนี้ไม่ได้มีความเป็นคอมมิวนิสต์สุดโต่ง แต่เป็นแนวคิดที่ผสมระหว่างประชาธิปไตย สังคมนิยม และอนุรักษ์นิยมเข้าด้วยกัน ดูจากปรากฎการณ์เช่น การเดินขบวนของนิสิตที่ชูธงเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ในการทำลายเผด็จการท หาร การส่งเสริมความคิดเรื่องประชาธิปไตยเสรีภายใต้หลัก นิติรัฐ (หรือเสรีภาพภายใต้รัฐธรรมนูญประชาธิปไตย) เป็นต้น ..



2 แนวคิดแบบ New Left หรือ ซ้ายใหม่ แนวคิดพวกนี้ไม่ได้บูมอยู่ในประเทศสังคมนิยมอย่างที่เข้าใจกัน แต่แนวคิดพวกนี้กลับดำรงอยู่ในสังคมทุนนิยมประชาธิปไตย โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวที่สนใจปัญหาทางสังคม ปัญหาสงครามเวียดนาม ปัญหาความไม่เท่าเทียมกัน ซ้ายใหม่ไม่ต้องการอำนาจรัฐที่เข้มแข็งใหญ่โตมโหฬาร และไม่ต้องการการชี้นำจากรัฐ พวกนี้จะต่อต้านขนบเดิมๆของสังคมแทบทุกอย่าง มีการตั้งคำถามถึงชีวิตที่ควรจะเป็น ไม่ชอบสถาบันทางสังคมที่ตายตัวไร้ชีวิตชีวา เป็นต้น ..




แนว คิดพวกนี้ ถือว่าเป็นวาทกรรมต่อต้านรัฐไทยที่โดดเด่นที่สุด จึงไม่แปลกใจว่าทำไมรัฐไทยถึงไม่ชอบขี้หน้าของกลุ่มคนเหล่านี้เพราะพวกนี้ ควบคุมไม่ได้ ไม่ว่ารัฐไทยจะทำอะไรก็จะถูกตั้งคำถามอยู่ตลอดเวลา กลุ่มคนพวกนี้ถือว่าเป็นอุปสรรคสำหรับการรณรงค์เรื่องปีศาจคอมมิวนิสต์ ...



ก่อน จะเกิด 6 ตุลาคม 2519 สองปี การโหมกระแสว่า ปัญญาชนฝ่ายซ้ายและ นศ. เป็นคอมมิวนิสต์จากฝ่ายรัฐและเครือข่ายจารีต-อนุรักษ์นิยม ขึ้นสู่กระแสสูงของโครงสร้างความรุนแรงในไทย จนนำไปสู่การฆ่าคนกลางเมืองหลวงอย่างเยือกเย็น ในขณะที่คนไทยที่ถูกจัดตั้งทางความคิดจากรัฐเกิดอาการ "สะใจ" และ "ดีใจ" ที่พวกหนักแผ่นดินถูกลูกปืนและไม้แหลมพรากชีวิตไป ...




การ รณรงค์ ปีศาจคอมมิวนิสต์ เข้าสู่จุดสูงสุดเมื่อ 6 ตุลาคม 2519 เป็นการรณรงค์ทางการเมืองที่ยาวนานมาตั้งแต่ 2501 (อันที่จริงก่อนหน้านั้นก็มีบ้าง แต่ฝ่ายนิยมเจ้าและพวกจารีตฯใช้ตอบโต้คณะราษฎร์เป็นหลัก) ในระยะเวลาดังกล่าว สังคมไทยเรียนรู้เรื่องความรุนแรงในการใช้แก้ปัญหาทางการเมือง คนไทยนิยมอำนาจแบบเผด็จการโดยไม่รู้ตัว บางส่วนของสังคมถูกทำให้มองว่า เสรีประชาธิปไตยคือเครื่องมือของพวกคอมมิวนิสต์แปลงร่างมา ...




ดัง นั้น พวกชนชั้นปกครองเก่าจึง "เชื่อ" ว่า การปกครองที่ดีของไทย คือการปกครองแบบไทยๆ หมายถึง การปกครองที่เชื่อในพลังของชนชั้นปกครองเก่าๆ เช่น รัฐราชการ รัฐทหาร เป็นต้น รวมไปถึงการเชิดชูบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ว่าสอดคล้องกับการเมืองการ ปกครองของไทยเพียงใด และเราไม่ควรเชื่อถือแนวทางอื่นๆนอกจากแนวทางการปกครองแบบไทยๆอย่างไร ...



ความ ไม่เชื่อว่าประชาชนจะสามารถปกครองตนเองได้ มันดำรงอยู่ในความคิดของชนชั้นนำเก่าจริงๆ ถึงแม้ว่าคอมมิวนิสต์จะหมดบทบาทในทางสากลไปนานมากแล้ว แต่โครงสร้า้งสังคมไทยยังไม่สามารถสลัดพ้นไปจากสงครามเย็นได้ เรายังเชื่อในวิถีทางแบบเดิมๆว่าคือวิถีทางแห่งการแก้ไขปัญหาร้อยแปดที่เกิด ขึ้นในสังคม แม้กระทั่งปัญหาการเมืองในปัจจุบัน ...




ความ สมานฉันท์หรือ ? ความสามัคคีหรือ ? คำเหล่านี้เป็นคำที่ดูเชยและเป็นสงครามเย็นอย่างยิ่ง คำเหล่านี้ถูกใช้มาโดยตลอดจากชนชนปกครองของไทย และคำเหล่านี้ไร้ความหมายเกือบจะสิ้นเชิงภายใต้บริบทสังคมไทยหลัง 2544 เป็นต้นมา ...




เพราะบริบทในปัจจุบันได้ก้าวหน้ามากไปกว่า ปีศาจคอมมิวนิสต์ แล้วล่ะครับ...




 

Create Date : 26 กันยายน 2552    
Last Update : 26 กันยายน 2552 9:34:31 น.
Counter : 598 Pageviews.  

หมาที่ไหนมันบอกว่า คนบ้านนอกเป็นคนจน ?

ถ้าบอกว่า คนบ้านนอกเป็นคนจน จ๊น..จน ไม่มีอะไรจะกิน ใน พ.ศ. นี้ คนพูดประยคเหล่านี้ผิดถนัด !!!



หรือไม่ก็ เขาไม่เคยไปเปิดหูเปิดตานอก กทม เอาซะเลย วันๆมุดอยู่แต่ในห้างกับร้านเกมออนไลน์ ...



เอาล่ะ ที่ผมจะโม้ต่อไปนี้ ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับวิชาการซักติ้ด และไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับ TDRI และรัฐบาลด้วยนะครับ..



ผมใช้ประสบการณ์ส่วนตัวล้วนๆ จากการสังเกตด้วยตนเองถึงความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในชนบทไทย ด้วยวิธีการขับรถตู้เก่าๆของผมตะลอนไปทั่วเมื่อตอนกลับบ้านช่วงหลังสงกรานต์ จาก ชลบุรี ไป อุบลฯ ...



ถ้าใครมีโอกาสขับรถกลับบ้าน(นอก)ด้วยตนเอง ถ้าไม่เป็นคนที่ไม่สนใจอะไรจนเกินไปนัก ก็จะพบว่า เส้นทางกลับบ้าน สายอีสาน-สายเหนือ มันมิได้ขรุขระเป็นดาวอังคารเหมือนเมื่อ 20 ปี ก่อนแล้วนะครับ ถนนเส้นหลักๆรวมไปถึงเส้นรองลงมาวิ่งกันหูดับตับไหม้ เหยียบกันเพลินจนลืมดูตำรวจข้างทาง...



เส้นที่ผมวิ่งประจำก็คือ เส้นทางสาย 331 จากชลบุรีไปจนถึงเขาหินซ้อน จากนั้นก็วิ่งเข้าเส้นลัดไปจนถึงแยกบายพาสสระแก้ว แล้วจะมีทางแยกเลี้ยวไปบุรีรัมย์ วิ่งไปเรือยๆเดี๋ยวก็ถึงอุบลเอง..



ระหว่างทางที่พบเจอก็คือ ทางใหม่ๆ มีการขยายเลนให้มากขึ้นกว้างขึ้น รถสิบล้อวิ่งกันเต็มถนน(สะท้อนว่ามีกิจกรรมทางเศรษฐกิจอยู่ไม่ขาดตอนตลอดเส้นทาง) ..




ที่สำคัญนะครับ ช่วงกลับบ้านสงกรานต์ ถ้าหากเราเดินทางมาจากภาคตะวันออก หรือ กทม ตลอดทางเราจะพบกับสารพัดรถยนต์หลากยี่ห้อ หลายรุ่น แถมแต่ละคันเป็นรถกระบะบ้าพลังแทบทั้งนั้น และก็เห็นพวก SUV PPV คันใหญ่โตแย่งกันแซงกันไปมาจนเต็มถนน ...



รถแต่ละคัน มุ่งสู่บ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง ผมเองขับด้วยความเจียมตัว เพราะก็รถเก่า คนขับก็(เกือบ)แก่ เงินก็ไม่ค่อยมีเติมน้ำมัน ชีวิตรัดทดบัดซบสุดๆ ...



ถึงแม้ว่าคนเหล่านั้นจะมีปัญญาผ่อนรถคันโต มีปัญญาผ่อนบ้านหลังงาม แต่พวกเขาก็เป็นแรงงานปกขาวกันทั้งนั้น ซึ่งมันไม่ผิดอะไรหรอกครับที่จะเป็นคนใช้แรงงานในอ๊อฟฟิศ หรือเป้นนายทุนน้อย ..



ที่น่าสนใจมันอยู่ตรงนี้..



สมัยซัก 40-50 ปีก่อน ภาคชนบทมันถูกภาคอุตฯเอาคนไปแทบหมดเลย ด้วยนโยบายการพัฒนาแบบที่เราเรียนมาในมหาวิทยาลัยน่ะแหละ เงินทองที่ได้จากการพัฒนา แทนที่มันจะไปเป็นของคนใช้แรงงาน แต่เงินจริงๆกลับมากระจุกอยู่แต่ในเมืองใหญ่ ไม่กระจายออกไปข้างนอกเมือง ..



ครอบครัวขยายที่อยู่ตามบ้านนอก จะทำอะไรได้มากนอกจากต้องกัดฟันส่งลูกเรียนสูงๆเพื่อไปเป็น "เจ้าคนนายคนในโรงงาน" แล้วพ่อแม่เองก็ต้องกัดฟันก้มหน้าก้มตาหลังขดหลังแข็งทำไร่นาที่ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของตัวเอง(เพราะติดจำนองนายทุนรัฐ-เอกชน) เพื่อส่งดอกไปวันๆ หวังว่าซักวันหนึ่งลูกๆของตัวเองจะหาเงินมาให้ใช้มั่ง...



เวลาผ่านไป เด็กๆของพ่อแม่เหล่านั้นก็ต้องมีวิถีชีวิตที่แตกต่างไปจากพ่อแม่โดยหน้ามือหลังตีน พอพวกมันเรียนจบก็ไม่กลับบ้าน เพราะติดวิถีชีวิตแบบชนชั้นกลาง ต้องเสียภาษีเต็มอัตราศึก ต้องผ่อนบ้านผ่อนรถกันเต็มเหนี่ยว อเไรที่กูกู้ได้กูกู้หมด มีบัตรผ่อนของกันคนละใบสองใบ ..



พ่อแม่ที่อยู่บ้านมีชีวิตอยู่ได้เพราะเงินเหล่านี้ที่ลูกๆส่งมา(แต่ตัวมันไม่มาอยู่กับพ่อแม่)...



ปัจจุบันนี้ ครอบครัวพ่อแม่มีรายได้จากลูกๆส่วนหนึ่งนะครับ ดูได้จากรถที่จอดอยู่บ้านนอก ดูได้จากจานดาวเทียมแดงๆตามบ้านริมท้องนา ถ้าหากเรามีโอกาสเข้าไปในบ้าน เราจะพบของอำนวยความสะดวกแทบทุกอย่าง อย่างที่คนในเมืองหลวงพึงมี บางบ้านมีอ่างอาบน้ำด้วยซ้ำไป (แต่ยังอาบน้ำด้วยขันน้ำกับโอ่งมังกรเหมือนเดิม) ..



สิ่งเหล่านี้มีวิวัฒนาการตามเวลาครับ แต่คนในเมืองมักจะติดภาพว่า คนในชนบทมักจะต้องยากแค้น กัดเกลือกิน รวมไปถึงไร้รสนิยม(บ้าๆ)แบบคนในเมือง ฯลฯ ..



วิวัฒนาการที่ว่าก็คือ คนตามบ้านนอกมีค่านิยมที่เหมือนคนในเมืองแทบจะทุกประการแล้ว เพราะว่า



1 การเดินทางระหว่างบ้านนอกและเมือง ไม่เป็นที่น่าอึดอัดอีกต่อไป ถนนหนทางมันสะดวกขึ้นมาก การติดต่อสื่อสารระหว่างลูกๆในเมืองกับพ่อแม่ที่บ้านนอกทำได้อย่างรวดเร็วด้วยมือถือ รู้ข่าวสารถึงกันฉับไวปานจรวด ..


2 รายได้ของคนชนบทบางส่วนมาจาก "ส่วนเกิน" จากในเมือง หมายถึง ลูกๆที่ออกไปใช้แรงงานในเมืองหลวงสามารถนำส่วนเกินจากค่าจ้างแรงงานกายและแรงงานสมองมาให้พ่อแม่ใช้จ่ายได้มากกว่าสมัยก่อน ทำให้การกระจายรายได้เป็นไปได้อย่างทั่วถึงมากขึ้นจากตัวกลางชนชั้นกลางใหม่ที่ว่านี้ ..


3 การรับรู้ค่านิยมคนในเมืองจากทีวีและจานเคเบิลสมัยใหม่ แม้กระทั่งการประท้วงทางการเมืองก็สามารถทำได้ที่บ้าน ไม่ต้องออกไปนั่งเย้วๆให้ปวดกระดูกเชิงกรานที่ราชดำเนินหรือสนามหลวง เพียงแค่ท่านเปิดทีวีท่านจะพบแกนนำหน้าตาอันหล่อเหลาและเก่งกาจผิดมนุษย์เหนือเทพทั้งปวง ..




สิ่งต่างๆเหล่านี้ย่อมใช้เวลา เป็นสัจธรรมทางสังคมที่ย่อมต้องมีความเปลี่ยนแปลง ..



โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเรียนรู้ว่า คะแนนเสียงของตนเองนั้น สามารถแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้อย่างเป็นรูปธรรมจากการเลือกตั้งเมื่อ 2544 ...



ก่อนหน้านั้น คนที่ไปกาคะแนนเสียงในคูหาเลือกตั้งไม่ได้คิดอะไรนอกเหนือไปจากว่า ได้เงินกันละสี่ซ้าห้าร้อย กาให้จบๆไปจะได้ไปทำไร่ต่อ ...


รูปธรรมทางนโยบายของ ไทยรักไทย นั้นส่งพลังที่มหาศาลอย่างสูงมากต่อชนบทไทย เรื่องนี้พวกเรารู้กันดี (แต่คนละประเด็นที่คุณแม้วโกงบรรลัยนะครับ) ..



เดี๋ยวนี้ คนชนบทกาอะไรเขาก็ต้องย่อมได้ในสิ่งที่เขากาใบนั้นมา พวกเขาได้สิ่งพื้นฐานอย่างที่คนเมืองพึงมี (การรักษาขั้นต่ำ การศึกษาขั้นต่ำ การกู้เงินขั้นต่ำ ฯลฯ) พวกเขารู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่า คนในเมืองมีอะไร พวกเขาต้องมีด้วย ..



คนที่มาเติมเต็มความรู้สึกเหล่านี้ได้ก็ไม่ใช่ใครอื่น ก็คนที่รู้ๆกันอยู่น่ะครับ...



ถ้าหากคนในเมืองไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้ เราก็จะคิดในมุมมองแคบๆแบบคนเมืองว่า คนบ้านนอกโง่ จน เจ็บ อยู่ตลอดเวลา ทั้งๆที่บริบทของบ้านนอกไทยเปลี่ยนไปมหาศาล คนบ้านนอกต่างหากที่กำลังกำหนดการเมือง ไม่ใช่ชนชั้นกลางโง่ๆ (แถมตอแหล) อีกต่อไปแล้ว ..



อนาคตของเมืองไทย ชนชั้นกลางจะไม่ใช่ผู้ที่กำหนดการเมืองแต่ฝ่ายเดียว(รวมไปถึงระบบราชการเกือบทั้งระบบ) แต่ชนชั้นกลางที่เกิดใหม่อยู่ตามบ้านนอกย่อมต้องทวงสิทธิทางการเมืองและสิทธิในการดำรงชีวิตอยู่ของพวกเขาไม่ต่างอะไรกับคนในเมืองนะครับ ...



ปรากฎการณ์เสื้อแดงที่ยาวนานมาตลอดกหลัง 19 กย 49 สะท้อนความจริงข้อนี้ได้เป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าขบวนหลักจะมาจากทั่นแม้ว ณ ดูไบ ก็ตาม แต่คนที่ติดตามเป็นมิตรรักแฟนเพลงเหล่านั้นก็มิได้ถอยนะครับ เขายังทวงสิทธิ์อยู่ตลอดเวลาที่โดนปล้นไปเมื่อรัฐประหารคราวนั้น ...




ถ้าเป็นเมืองไทยยุคก่อน รธน 40 รัฐบาลไหนโดนรัฐประหารก็คงหงออยู่ในรูกันหมดแล้ว คงไม่มีใครลุกขึ้นมาทวงสิทธิ์ห่าเหวอะไรทั้งนั้น ..



คราวนี้มันไม่ใช่ ภาคประชาชนใหญ่ขึ้นมาก ถึงแม้ว่าจะเป็นภาคประชาชนหางเครื่องแกนนำม๊อบก็เถอะ ทั้งเหลืองทั้งแดงต่างก็เป็นภาคประชาชนที่คิดเรื่องเดียวกัน(ประชาธิปไตย) แต่มันไปคนละมุมเท่านั้น ..



คนบ้านนอกไม่โง่ และไม่จน อย่างที่คนเมืองคิด และคนเมืองคงคิดไม่ถึงว่าทำไมคนบ้านนอกถึงสู้ได้ขนาดนี้ ทั้งๆที่สมัยก่อนคนบ้านนอกเหล่านี้ต่างก็เจียมตนเป็นไอ้บ้านนอกอยู่ตลอดเวลา ...






เหมือนรถกระบะคนใหญ่โตที่มุ่งหน้าสู่ต่างจังหวัดยามสงกรานต์น่ะแหละครับ ..





คนบ้านนอกไม่โง่ จน เจ็บ อีกต่อไปแล้ว คนเมืองเลิกคิดโง่ๆแบบนี้ซะที ..







ไม่งั้น ไอ้เนวินคนทรยศชาวบ้านจะแพ้หลุดลุ่ยเมื่อคราวเลือกตั้งซ่อมคราวนั้นได้ไง ทั้งๆที่เนวินก็คือผลผลิตของการเมืองชนบทเช่นเดียวกัน ...




 

Create Date : 24 สิงหาคม 2552    
Last Update : 24 สิงหาคม 2552 14:38:46 น.
Counter : 275 Pageviews.  

เรียนจบสูงๆนะลูก จะได้เป็นเจ้าคนนายคน...

ประโยคหรือวลีเด็ดนี้ ผมได้ยินมาตั้งแต่ยังตัวเล็กๆ พ่อกับแม่ โดยเฉพาะย่าของผมพูดกรอกรูหูผมเป็นประจำ ราวกับว่ามันคือเป้าหมายในชีวิตน้อยๆของผมที่ดันทะลึ่งแหกขี้ตาออกมาดูโลก ....



ตอนนั้นอยู่ช่วง 2530-2532 ผมกำลังเรียนอยู่ชั้นประถม ไม่รู้เรื่องอะไรกับเขาหรอกว่าเจ้าคนนายคนเป็นไง รู้เพียงว่าวันเสาร์อาทิตย์ ช่องเก้าตอนเช้าๆจะมีดราก้อนบอลให้ดู และวันไปเรียนก็คือวันที่ได้เล่นการ์ดพลังโงกุนกับเพื่อนเท่านั้น..



ผมเดาว่า คตินิยม "เรียนสูงๆจบมาเป็นเจ้าคนนายคน" มันคือคติยอดฮิตของคนยุคสมัยหนึ่ง ซึ่งก็น่าจะเป็นยุคสมัยที่คุณย่าใส่กระโปรงขาบานใส่เสื้อคอกระเช้าสีชมพู คุณปู่ยังใส่โจงกระเบนและเปลือยอกเดินไปไหนต่อไหน และเป็นยุคที่ผู้คนอยู่ภายใต้ข้าราชการ ที่ยังครองอำนาจเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ..



ยุคนั้น มหาวิทยาลัยไทยก็มิได้ขึ้นเป็นดอกเห็ดดอกตำลึงเหมือนสมัยนี้ ใครใคร่เรียนก็ไม่ได้เรียนเพราะสอบไม่ติด อย่างดีก็ไปเรียนวิทยาลัยครู ซึ่งถือว่าหรูหราไฮโซมากแล้ว ...



ไม่ต้องห่วงเลยว่า คนที่สอบติดมหาวิทยาลัยของรัฐจะกลายร่างเป็นเทวดาขนาดไหน ผมนึกตลก... ถ้าหากนั่งยานย้อนเวลากลับไปยุค จอมพล ป. ได้ ผมจะตั้งตัวเป็นหัวหน้าลัทธิ บูชาพวกที่สอบติดเป็นเทวดา รวมไปถึงออกนิตยสารรายครึ่งเดือนเพื่อใ้ห้คนอ่านซื้อไปแทงหวยกันให้ทั่ว (ว่าไปนั่น) ...



คำว่าเจ้าคนนายคนของผู้ใหญ่ยุคนุ่งโจงกระเบน คงหมายถึง เรียนจบไปแล้วรับราชการ ส่วนจะเป็นราชการอะไรก็อีกเรื่อง นี่แหละเจ้าคนนายคนในความหมายแบบนี้...



ฟังดูยิ่งใหญ่มากมั้ยครับ ? แหม...เป็นข้าราชการแล้วมันดู "เหนือ" กว่าชาวบ้านจริงๆ เพราะเป็นเจ้าคนนายคน ประชาชนตาดำๆต้องมากราบไหว้บูชาพวกเขาราวกับเทพเจ้าในตำนานเทพปกรณัม ...



ผมมาเข้าใจเรื่องพวกนี้ก็ตอนที่กำลังจะเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยนี่แหละ พาลนึกไปว่า ถ้าหากเราไปเป็นนายชาวบ้านแล้วเราจะทำอะไรดี ? เก็บส่วยดีมั้ย ? หรือว่าใช้อำนาจข่มขู่ชาวบ้าน ? หรือว่าทำตัวหยิ่งจองหองใส่คนที่เข้ามาติดต่อทำธุระในอำเภอ ?




เป็นความคิดที่เด็ก...เด๊กก...เด็ก มากๆ เรย ...




ความที่เราเห็นแต่พฤติกรรมเยี่ยงนั้นของข้าราชการมาตั้งแต่เรายังจำความได้ มันก็เลยทำให้การรับรู้ของผมที่เกี่ยวกับ "เจ้าคนนายคน" มันไปทางนั้นเสียไม่ได้ จนพาลนึกไปว่า เออ...เป็นอาชีพที่ได้เหยียบหัวคนอื่นและได้เงินใช้อีกด้วย ...



เจ้าคนนายคน....




และผมมารู้ทีหลังอีกว่า ไอ้ความคิดของตัวเองแบบนั้นมันผิด ที่เคยเชื่อมันผิด จริงๆแล้วอาชีพเจ้าคนนายคนมันก็เอาเงินจากพวกเรานี่แหละไปเป็นเงินเดือนของตัวเอง ที่สำคัญ....งานที่พวกเขาทำ ถือเป็นงานที่ต้องรับใช้ประชาชน ...




ประชาชนขี้ไม่ออก ผัวเมียตีกัน ขโมยขึ้นบ้าน งานบุญล่ม ฝนไม่ตก ราคาข้าวตกต่ำ ฯลฯ สารพัดปัญหาพวกนี้ ก็ย่อมต้องมีข้าราชการเข้ามาดูเสมอ...



อ้าว...แล้วมันเป็นเจ้าคนนายคนตรงไหนกัน ? นี่มันงานรับใช้ชัดๆนี่น่า..?




เมื่อสภาพความเป็นเจ้าคนนายคนถูกรื้อให้เห็นของจริงแบบนี้ แล้วความคิดให้ลูกเรียนจบสูงๆไปเป็นเจ้าคนนายคนมันมาอยู่ในสังคมไทยได้ยังไง ..?



ผมสับสนในตัวเอง ขอตัวไปล้างหน้า แปรงฟัน กินข้าวก่อน




ทุกวันนี้ผมเรียนไม่สูง จบระดับธรรมดา ไม่ได้เกียรตินิยมอะไรทั้งสิ้น เกรดในใบจบก็มีตั้งแต่ F ยัน A ...




จบออกมาก็เหมือนคนทั่วไป ต้องแย่งหางานทำ ร่อนใบสมัครงานไป 20-30 ที่ เสียค่าถ่ายรูป ค่าโทรศัพท์ ค่าถ่ายเอกสาร อีกหลายตังค์ จนแล้วจนรอดก็ยังตกงาน เดินกลับบ้านเหมือนหมาน้อยเพิ่งหย่านมแม่...



สภาพของผู้ที่ "เรียนจบสูงๆจะได้เป็นเจ้าคนนายคน" ทั้งหลาย ไม่ต่างอะไรกับน้องหมาที่ถูกเพาะออกมาจากฟาร์มหมา เพื่อรอให้พ่อค้ามารับไปขายที่จัตุจักร และเราต้องทำหน้าตาจิ้มลิ้ม ทำท่าทางให้น่ารักสุดขีด ต้องทำตอแหลกระดิกหางใส่เพื่อให้คนมาซื้อไปเลี้ยง ...



เรื่องจริงมันไม่งั้นสิครับ หมาครอกเดียวกัน ฟาร์มเดียวกันแท้ๆ ลูกหมาที่ออกมายังหน้าตาไม่เหมือนกัน อารมณ์ไม่เหมือนกัน นิสัยไม่เหมือนกัน แถมยังกินข้าวปวดขี้ไม่เท่ากันอีก ...



น้องหมาส่วนใหญ่ที่ขายไม่ออก จึงมีชะตากรรมไม่แตกต่างกัน ...




หมาแต่ละพันธุ์ก็ย่อมต้องมีเอกลักษณ์ของพันธุ์มัน มีสีไม่เหมือนกัน มีความคิดไม่เหมือนกัน ความฉลาดของแต่ละพันธุ์ก็ไม่เท่ากัน (แฮ่ม...น้องบีเกิ้ลฉลาดตั้งห้าดาวเลยนะฮะ) ...




เจ้าคนนายคนจึงเป็นนามธรรมของคนยุคสมัยหนึ่ง..



แต่ในอีกสมัยหนึ่ง การเรียนสูงๆคือการเพาะเลี้ยงน้องหมาพันธุ์ดี เพื่อให้ถูกขายสู่ท้องตลาด เพื่อรอวันให้คนอื่นมาซื้อนำไปเลี้ยง...



ใบปริญญา ก็เหมือน ใบเพ็ดดีกรี การันตีว่าพันธุ์นี้ตัวนี้ของแท้ ไม่ย้อมแมว(หมา)ขาย...




ยิ่งเรียนจบมาสูง คุณก็ยิ่งมีราคาค่างวดที่สูงตาม คนที่จะซื้อคุณไปเลี้ยงก็ย่อมต้องจ่ายมาก เป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม ...




ทุกวันนี้ พวกเราต่างแก่งแย่งแข่งขันเป็นน้องหมาที่น่ารักสำหรับเจ้านาย ..





ต๊าย....ตาย เชื่องจังเลยนะตัวเอง..




ตอนนี้ผมเป็นหมาบ้านที่แสนจะธรรมดา สีดำด่างไม่มีระเบียบ อยู่ในไร่ในสวน ไล่เห่าแมวไปวันๆ ...




คำว่าเจ้าคนนายคนมันไม่อยู่ในหัวผมอีกต่อไปแล้ว ...




ผมเป็นเพียงลูกหมาตัวหนึ่งที่ไม่มีราคาค่างวดอะไร แค่หากินตามถังขยะไปวันๆก็ดีถมถืด ..




ไม่เหมือนนักการเมืองใหญ่คนหนึ่ง เรียนจบตั้งด๊อกเตอร์ มีลูกนักเลง แถมแกยังพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง ภาษาไทยคำภาษาปะกิดยี่สิบคำ เมพขิงๆ ..









นี่ไง !!! เจ้าคนนายคนจริงๆ แกเหมือนหัวหน้าฝูงหมาเลย มีลูกน้องเป็นฝูง เป็นเจ้านายของฝูงหมานี่เอง...!!!!




 

Create Date : 14 สิงหาคม 2552    
Last Update : 14 สิงหาคม 2552 13:23:06 น.
Counter : 855 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  

นายอึเหม็น
Location :
ชลบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add นายอึเหม็น's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.