Thailand in the transition time ...
Group Blog
 
All Blogs
 

บ่น.....

เรียนหนัก และเหนื่อยพอควร แต่ก็สนุกดี..แล้วก็ท้าทายตัวเรา

ไปเรียนแทบทุกวัน แถมยังต้องแหกขี้ตาตื่นมาตั้งแต่ตีห้าหกโมงเพื่อจะขี่มอไซค์ไปขึ้นรถเมล์ให้ทัน เพื่อที่จะไปเรียนในตอนเช้าๆที่มอ.

ไม่รู้ว่าจะมีคนฟิตอย่างผมเยอะมั้ย แบบว่าบ้านอยู่ชลบุรี แต่เสือกทะลึ่งไปเรียนแถวมาบุญครอง แม่งไกลจริงๆ..

วันนี้มีอารมณ์นั่งอัพบล๊อกตัวเอง หลังจากไม่ได้เข้ามานานมาก เพราะมัวแต่นั่งจดจ่อดูเขาเล่นการเมืองกัน เหมือนนั่งดูมวยคู่เอกระหว่างฝ่าย พธม กับ รัฐบาล ผลัดกันสวนคนละหมัดคนละตุ๊บสองตุ๊บ กองเชียร์ของใครของมัน ถ้ามวยแพ้ คนอาจจะไม่แพ้ก็ได้...


ใครจะไปรู้...?

***********************************************
นั่งดูมวยคู่นี้คนเดียวไม่มันส์ ต้องโทรไปเม้าท์กับเพื่อนฝูงบ้าง เพื่อนฝูงพอมี แต่หาใครที่คุยแล้วถูกคอจริงๆน้อยมาก ส่วนใหญ่ก็ชอบคุยแต่เรื่องสบายๆกัน ไม่ซีเรียส ชอบอะไรก็ได้ที่ไม่หนักสมองหนักกบาล(เอ๊ะ...หรือกูซีเรียสคนเดียววะ?)


นอกจากเพื่อนๆฝูงๆที่คอยติดตามกันอยู่ คนอื่นๆที่เรารู้จักหรือมีปฎิสัมพันธ์ด้วย ก็ดูเหมือนเข้าใจยากเต็มที อาจเป้นเพราะเราไม่ค่อยสนิทหรืออะไร และตอนนี้เพื่อนในห้องเรียนก็ดูห่างเหินไป แถมวันนี้โดนแขวะเข้าให้อีก เออ..กูมันเฮงซวยจริงๆ เสือกทำตัวเด่นเกินไปอีก ..


วันนี้วันบ่น บล๊อกนี้คือการบ่น... ให้มันรู้ว่ากูบ่น แถมเนือยๆด้วย โดนแขวะมา ไอ้เราก็คนคิดมาก(แถมปากหมา น่าจะไปอยู่กะน้าเน็กได้) ก็เลยสวนกลับไป "เออ กูแม่ง...ตรงไหนวะ"


เหออๆๆๆ...

*********************************************
ตอนนี้คิดอะไรออกก็พิมพ์ครับ ไม่ตั้งใจเขียนอะไรเป็นพิเศษ ..

มีความคิดว่า จะเอางานบทความตัวเองลงบลอก ก็เกรงว่าจะมีเด็กๆมา ก๊อป-วาง งานของผมไปส่ง อจ โดยไม่ให้เครดิต ..

จริงๆอยากจะเอางานตัวเองลงบลอกให้มากๆ แต่กลัวพวกมาก๊อปนี่แหละ ก็เลยสองจิตสองใจอยู่ว่าจะเอาลงดีมั้ย ..

ถ้าเอาลงหมด รับรองอ่านกันตาลายแน่ๆ แถมก๊อปกันส่ง อจ มันส์อีกตะหาก เพราะงานของผมมันสายการเมืองทั้งนั้น แถมเด็กๆที่เรียนในมอต่างๆก็มีเรียนรัฐศาสตร์กันซะเยอะแยะ...


***********************************************



ผมนึกมานานแล้วว่า ตกลงทุกวันนี้ เราเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยเพื่ออะไรกันแน่ ระหว่าง "ความรู้" กับ "ใบปริญญา" ..?

บางคนบอกว่า อ้าว...ไปเรียนเอาความรู้ดิ ใบปริญญาคือผลพลอยได้ เอาไว้สมัครงานไง บางคนบอกว่า เรียนเอาใบปริญญาไปหางานทำ(โว้ย)

เอาเข้าจริงๆผมก็ชักไม่แน่ใจว่าใครผิดใครถูก บอกว่าเรียนเพื่อเอาความรู้ มันก็ถูกของมัน เพราะถ้าเข้าไปเรียนแล้วไม่ได้ความรู้ แล้วจะไปเรียนทำหอกอะไร ..?

เหมือนกัน..ถ้าเข้าไปเรียนแล้วไม่ได้วุฒิเอามาทำงาน แล้วจะไปเรียนทำหอกอะไร(ด้วย)..?

บางคนเรียนจบ ป.ตรี ไม่พอ ต้องโทอีกใบ ผมถามเพื่อบางคนที่มันจะไปเรียนต่อโทว่า มึงจะเรียนไปทำไมวะ มันสวนกลับมาว่า เดี๋ยวนี้ใครๆก็เรียนทั้งนั้น ยิ่งในที่ทำงานมันยิ่งแข่งกันเป็นบ้าเป็นหลังเรื่องเรียนต่อ แถมยังต้องมีข่มกันเรื่องสถาบันอีกตะหาก..

ผมถามต่อไป ... ป.โท แพงนะเว้ย เรียนไหวเหรอวะ มันตอบ..อ้าว ลงทุนไง ลงทุน เรียนจบก็เอาไปอัพเงินเดือนดิวะ ไม่เห็นยากตรงไหน ก็เลือกหลักสูตรที่คนเรียนเยอะๆหน่อย เพราะมันจะได้กระจายๆไม่เรียนหนักมาก เพราะ อจ ไม่เคี่ยว ยิ่งหลักสูตรที่จ่ายเยอะยิ่งเรียนสบาย VIP โครตๆ วิทยานิพนธ์ก็จ้างทำเอา จะไปยากตรงไหน?

ถูกของมันครับ...

ความคิดมันไม่ผิดหรอก ไอ้ที่ผิดคือผมเอง เพราะเสือกไปเรียนไอ้หลักสูตรที่เอาไปอัพเงินเดือนอะไรไม่ได้ แถมคุยกะใครก็ไม่รู้เรื่องอีก เรียนจบมาตกงานแน่นอน ไม่มีบริษัทไหนรับเข้าทำงานชัวร์ป๊าด...

5555..

ค่านิยมสังคมบางทีก็แปลก ความรู้กูไม่เอา..แต่ใบปริญญาเสือกจะเอา ทั้งๆที่ของจริงคือความรู้ แต่ไอ้ที่ไม่รู้ชอบกันจังเลย..เป็นอะไรกันไปหมดวะเนี่ย..?


ความรู้ไม่เท่ห์เท่ากระดาษสวยๆหนึ่งใบ ยิ่งถ้ากระดาษใบนั้นปะหน้าด้วยชื่อของสถาบันที่สูงส่งยิ่งแลดูสวย ความรู้มันเป็นไงกูไม่รู้ กูรู้แค่จะทำไงให้กูได้เกรดดีๆ (เอ้า...อึ้บแลกเกรดกันดีกว่าพวกเรา 555)...

เรื่องนี้ผมเขียนด่าเอามันไปหลายครั้งแล้ว พอยิ่งไปเรียนก็ยิ่งเจอไอ้พวกนี้อีก ทั้งๆที่ผมมองโลกในแง่ดีว่า ถ้าเรียนระดับสูงๆขึ้นไปจะไม่เจอไอ้มนุษย์พันธุ์ทางพวกนี้ ที่ไหนได้ แม่งยังอยู่กันเต็ม...

ผมยังสงสัยอีก พวกมันเรียนอะไรกันก็ไม่รู้เรื่อง แล้วตอนพวกมันสอบเข้ามาเรียนเนี่ย คณะกรรมการคัดพวกมันเข้ามาเรียนได้ยังไงวะ..?

(เออว่ะ...แล้วกูเข้ามาเรียนได้ไงเนี่ย 555)

อยากจะปลงเรื่องพวกนี้เหลือเกิน เพราะมันรบกวนสมอง แต่ทำไม๊...ทำไมมันปลงไม่ตกซักที เห็นทีไรคันปากยุบยิบ อยากด่าขึ้นมาซะงั้น...

ตอนปลายปีผมขี้เกียจไปรับปริญญาที่บูรพา ด้วยเหตุผลง่ายๆดังต่อไปนี้..

1.ขี้เกียจ

2.กลัวไปนั่งปวดท้องขี้ในห้องรับปริญญา

3.ร้อน เพราะดูชุดแล้ว คงจะอึดอัดน่าดู

4.ไม่อยากพาแม่มา เพราะแกขี้บ่น(แม่บอกว่าตามใจ จะรับไม่รับก็เรื่องของมึง)

5.เสียเวลาไปทำอย่างอื่น งานรับปริญญาใช้เวลานานเป็นวัน แค่ครึ่งวันผมเขียนบทความได้ตั้ง 10 หน้าแหนะ

6.ไม่ได้ใส่ใจกับการรับปริญญา เพราะมันปัญญาอ่อนบ้าพิธีกรรม เพื่อนผมจบมาคะแนนสูงลิ่ว แต่ขอโทษ...จบด้วยโพยกับการลอกกันทั้งนั้น พอรับปริญญาก็แข่งกันไฮโซ ออกป้ายแดงป้ายขาวขับมาข่มกัน ไปจ้างช่างถ่ายรูปมาตะบี้ตะบันถ่ายกันเข้าไปเหมือนไม่เคยเจอกล้องถ่ายรูปมาก่อนในชีวิต เวรกรรม....


ถ้ามีเหตุอันต้องรับจริงๆผมคงเซ็ง ถ้าเป็นงั้น จะประชดด้วยการเอาใบปริญญามาจุดไฟเผาเล่นหน้าบ้าน อ้อ...ถ่ายคลิปเอาไปลงเนตด้วย สนุกดี...


ผมแม่งบ้าอยู่แล้ว...ทำเหี้ยไรห่ามๆมาเยอะ เพื่อนสนิทรู้จักดี..

นี่ถ้าได้ใบปริญญามาเช็ดขี้ อยากรู้จริงๆมันจะใช้ดีเท่ากระดาษทิชชู่หรือเปล่า....




 

Create Date : 16 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 16 กรกฎาคม 2551 23:46:33 น.
Counter : 244 Pageviews.  

สิทธิในการขบถต่อรัฐบาลของตนเอง

จอห์น ล็อก กับสิทธิในการปราบรัฐบาลที่เป็นขบถ
โดย สมบัติ จันทรวงศ์ 1 กรกฎาคม 2551 00:47 น.
Souce : http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000076764


หลักคำสอนทางการเมืองของจอห์น ล็อก ที่ให้แก่ผู้มีศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย มีอยู่สั้นๆ ว่า รัฐบาลที่ชอบธรรมทั้งปวง มีอำนาจที่จำกัด และดำรงอยู่ได้ด้วยความยินยอม (consent) ของผู้อยู่ใต้ปกครอง รากฐานของคำสอนนี้ คือหลักการที่ว่ามนุษย์เกิดมามีเสรี ซึ่งก็อยู่บนหลักการสากลที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกันอีกทีหนึ่ง หลักการของล็อกที่ว่าด้วยความเป็นอิสระและเสมอภาคกันของมนุษย์นี้ ถูกทำให้แพร่หลายไปทั่วโลกโดยโธมาส เจฟเฟอร์สัน ผู้ร่างคำประกาศอิสรภาพของอเมริกา เมื่อ 13 อาณานิคมเดิมของอังกฤษ ประกาศตัวเป็นเอกราชจากอังกฤษ เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1776

เจฟเฟอร์สัน กล่าวว่า ความจริงที่ว่า มนุษย์ถูกสร้างขึ้นมาอย่างเท่าเทียมกันนี้ เป็นความจริงที่ประจักษ์แจ้งในตัวเอง (self-evident truth) ซึ่งหมายถึงว่ามันเป็นจริงโดยตัวเอง และโดยไม่จำเป็นว่าจะต้องมีใครยอมรับว่าเป็นความจริงหรือไม่ ความเสมอภาคนี้ หมายความต่อไปด้วยว่า ระหว่างมนุษย์ด้วยกันแล้ว ไม่มีข้อแตกต่างใดๆ โดยธรรมชาติ อย่างที่อาจเห็นได้ระหว่างมนุษย์กับสัตว์ (เช่น ระหว่างคนกับสุนัข) ที่จะทำให้ใครสักคนหนึ่งอ้างตัวเองว่าเหนือกว่าคนอื่นๆ ได้เลย

ความเป็นเสรีและความเสมอภาคของมนุษย์นี้ หมายความว่าแท้จริงแล้ว มนุษย์ไม่ได้อยู่ในสังคมที่มีรัฐบาล ที่มีการปกครอง (สังคมการเมือง) โดยธรรมชาติ สภาพธรรมชาติ (state of nature) เป็นสิ่งที่มีมาก่อนสังคมการเมือง ในสภาพธรรมชาติ ไม่มีกฎหมาย ไม่มีการปกครอง ไม่มีรัฐบาล มีแต่กฎแห่งธรรมชาติ มนุษย์ทุกคนมีความเป็นอิสระ และไม่ขึ้นแก่ใครทั้งสิ้น มนุษย์มีสิทธิ มีอำนาจโดยธรรมชาติที่จะกระทำการใดๆ ก็ตาม ที่ตนเห็นว่าเหมาะสมในการปกปักรักษาตนเองและผู้อื่น และมีสิทธิ มีอำนาจที่จะลงโทษการกระทำผิดใดๆ ตามกฎแห่งธรรมชาติ การแปรเปลี่ยนจากสภาพธรรมชาติที่มนุษย์ทุกคนมีความเป็นอิสรเสรี และความเท่าเทียมกัน แต่มีความไม่แน่นอนสูง ไปสู่สังคมการเมืองที่มนุษย์จะถูกปกครองโดยผู้อื่น จึงเกิดขึ้นได้ก็เฉพาะแต่โดยความยินยอมของมนุษย์เท่านั้น สัญญาประชาคม (social contract) คือข้อตกลงที่จะถ่ายโอนอำนาจต่างๆ ที่มนุษย์แต่ละคนมีในสภาพธรรมชาติ ให้ไปอยู่ในมือของสังคมการเมืองแทน ด้วยประสงค์ให้เป็นการแก้ไขความไม่แน่นอนและอันตรายของสภาพธรรมชาติ

แต่โดยเหตุที่มนุษย์มีความเป็นอิสรเสรีและเสมอภาคกันโดยธรรมชาติ ความจริงนี้จึงเป็นตัวกำหนดว่าสังคมการเมืองดำรงอยู่เพื่อวัตถุประสงค์อะไร และโดยหลักการเดียวกัน ความจริงนี้ก็เป็นตัวกำหนดว่า สิทธิหรืออำนาจอะไรบ้าง ที่มนุษย์อาจถ่ายโอนให้กับสังคมการเมืองไป และสิทธิหรืออำนาจอะไรบ้างที่มนุษย์ไม่อาจยินยอมถ่ายโอนออกไปจากตัวได้ หรือที่เจฟเฟอร์สันเรียกว่าสิทธิอันมิอาจเพิกถอนได้ (unalienable rights) เช่น สิทธิในชีวิต เสรีภาพ และการแสวงหาความสุข


กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ อำนาจที่ยุติธรรมในการปกครองจะต้องมาจากความยินยอมที่รู้แจ้งเห็นจริง (enlightened consent) จากผู้ที่เข้าใจในความเสมอภาคโดยธรรมชาติอย่างถ่องแท้ การยินยอมให้ผู้ปกครองอย่างฮิตเลอร์มีอำนาจโดยไม่จำกัด ไม่อาจเป็นที่ยอมรับได้ว่าเป็นความยินยอมในความหมายนี้ เพราะฉะนั้น หลักการเรื่องความเสมอภาคกันของมนุษย์ จึงเป็นทั้งตัวกำหนดที่มาของอำนาจอันยุติธรรมของรัฐบาล ว่าต้องมาจากความยินยอม และเป็นทั้งตัวกำหนดว่ารัฐบาลที่ชอบธรรมจะต้องเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจจำกัด

ในทางทฤษฎี การตกลงกันในหมู่มนุษย์ให้เกิดสังคมการเมือง (เมื่อมนุษย์ออกจากสภาพธรรมชาติ) ย่อมเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการจัดตั้งรัฐบาลที่ชอบธรรม โดยความยินยอมของพลเมือง แต่ในขณะที่การก่อเกิดสังคมการเมืองโดยสัญญาประชาคม ต้องเป็นไปโดยเอกฉันท์ การก่อตั้งรัฐบาล การดำเนินงานต่างๆ ของรัฐบาล ย่อมไม่อาจอาศัยความเป็นเอกฉันท์ได้ เสียงข้างมากในสังคมจึงเป็นผู้ปกครองที่ชอบธรรม ล็อกแยกแยะอย่างชัดเจนระหว่างอำนาจทางการเมืองที่ต้องถือว่ามีอำนาจสูงสุด คือฝ่ายนิติบัญญัติกับรัฐบาล หรือฝ่ายบริหารที่เป็นเพียงเจ้าหน้าที่ซึ่งต้องปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมาย (trust) มาเท่านั้น

ล็อกยอมรับว่า บางครั้งในฐานะที่เป็นฝ่ายบริหาร รัฐบาลอาจต้องดำเนินการเหนือกฎหมายหรือนอกกฎหมาย เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดในการบริหาร ในสภาวะเช่นว่า ลักษณะภายนอกของทรราชและเจ้าผู้ปกครองที่ดี อาจไม่แตกต่างกัน แต่ในขณะที่ทรราชปกครองเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง เจ้าผู้ปกครองที่ดีจะกระทำการเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า ประชาชนจะบอกได้อย่างไรว่า เมื่อใดที่ผู้ปกครองของพวกเขา ปกครองเพื่อตนเอง หรือเพื่อผู้อยู่ใต้ปกครอง คำตอบของล็อกก็คือ ประชาชนจะวินิจฉัยได้เอง มิใช่ด้วยการให้เหตุผลใดๆ

แต่ด้วย “ความรู้สึก” ประชาชนจะรู้สึกได้เองว่าเมื่อใดที่ผู้มีอำนาจทางการเมืองใช้อำนาจดังกล่าวไปในทางที่ตรงกันข้ามกับการมอบหมายของประชาชน นี่หมายความว่า แม้แต่รัฐบาลที่มีที่มาอย่างชอบธรรม คือได้อำนาจอันยุติธรรมมาตามความยินยอมของประชาชน ก็อาจดำเนินการอย่างไม่ยุติธรรม หรืออย่างที่ไม่ได้รับการยอมรับโดยประชาชนในภายหลังก็เป็นได้ (อย่างที่เจฟเฟอร์สันทำให้ปรากฏชัดในคำประณามการกระทำต่างๆ ของรัฐบาลอังกฤษในคำประกาศอิสรภาพอเมริกัน) ถึงแม้ว่าทั้งล็อกและเจฟเฟอร์สันจะเห็นตรงกันว่า ปกติแล้วประชาชนจะมีความอดทนสูง ต่อการใช้อำนาจไปในทางที่ผิดดังกล่าว

แต่เมื่อผู้มีอำนาจแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนโดยที่ผู้รับภาระคือประชาชน เมื่อนั้น เขาทำให้ผลประโยชน์ของเขาแปลกแยกออกไปจากผลประโยชน์ของประชาชน ผู้ปกครองเช่นว่า แยกตัวเองออกจากสังคมการเมืองนั้น เขาเอาตัวเองกลับไปสู่สภาพธรรมชาติ และเมื่อเขาใช้กำลังต่อประชาชนโดยไม่มีสิทธิ เมื่อนั้นเขาย่อมอยู่ในสภาพสงครามกับประชาชน ในการทำสงครามกับประชาชนของตนเอง ผู้ปกครองซึ่งกลายเป็นทรราชทำลายล้างรัฐบาลของประชาชนเสียเอง เขาไม่ใช่ผู้ปกครองอีกต่อไปแล้ว ในกรณีเช่นนั้น ประชาชนมีสิทธิโดยธรรมชาติที่จะป้องกันตนเอง



ยิ่งกว่านั้น การขัดขืนต่อการใช้อำนาจของรัฐบาลดังกล่าว ยังเป็นการปกปักรักษาสังคมการเมืองของพวกเขาไว้ด้วย รัฐบาลที่หันมาทำลายสิทธิต่างๆ ที่สังคมการเมืองถูกสร้างขึ้นเพื่อปกปักรักษา คือผู้ที่ก่อการขบถ ไม่ใช่ประชาชน ข้อสำคัญได้แก่การที่ล็อกกล่าวว่าสิทธิที่จะปราบรัฐบาลซึ่งเป็นขบถนั้น ไม่ใช่สิทธิทางการเมือง แต่เป็นสิทธิโดยธรรมชาติที่มาก่อนการเมือง เมื่อวิเคราะห์กันให้ถึงที่สุดแล้ว สิทธิโดยธรรมชาติของประชาชนที่จะแข็งขืนและปราบปรามรัฐบาลที่มุ่งประโยชน์ส่วนตน ยิ่งกว่าประโยชน์ของผู้อยู่ใต้ปกครอง รัฐบาลที่กลายเป็นพิษเป็นภัยแก่เสรีภาพของประชาชน คือเครื่องมืออย่างเดียวที่ทรงประสิทธิภาพสูงสุด ในการจำกัดอำนาจอันไม่ชอบธรรมของรัฐบาล ไม่ใช่ตัวบทกฎหมาย หรือกรอบทางรัฐธรรมนูญใดๆ ทั้งสิ้น (เจฟเฟอร์สันเองถึงกับกล่าวว่า การต่อต้านการใช้อำนาจที่ผิดอย่างรุนแรงจนถึงขนาดเสียเลือดเนื้อเป็นครั้งคราวนั้น เป็นผลดีต่อการปลุกสำนึกในเรื่องเสรีภาพไว้ไม่ให้เฉื่อยชาไป)

โดยสรุป ล็อกเสนอว่า ด้วยปรารถนาที่จะปกปักรักษาชีวิต เสรีภาพของตนไว้ มนุษย์จึงออกจากสภาพธรรมชาติสู่สังคมการเมือง แต่ในสังคมการเมือง เขากลับต้องเผชิญกับภัยอันตรายที่อาจร้ายแรงยิ่งกว่าสภาพสงครามในสภาพธรรมชาติเสียอีก เพราะสงครามที่ระบอบทรราชนำมาสู่ประชาชนนั้น เกือบเป็นสิ่งที่ป้องกันไม่ได้เลย ในภาวะปัจจุบัน เราอาจกล่าวได้ว่า มันเกือบเป็นสิ่งที่ป้องกันไม่ได้เลย ก็เพราะมันเป็นสิ่งที่เกือบมองไม่เห็น หรือบางครั้งก็เป็นสิ่งที่ประชาชนหลงเชื้อเชิญมาเอง เช่น กรณีการยินยอมให้ฮิตเลอร์ขึ้นครองเยอรมนี โดยมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ในแง่นี้ คำสอนของล็อก เรื่องที่มาอันถูกต้องของอำนาจทางการเมืองที่ยุติธรรม และรัฐบาลที่ต้องมีอำนาจจำกัด จึงเป็นสิ่งที่เราสมควรต้องกลับไปพิจารณาอย่างจริงจังอีกครั้งหนึ่ง




 

Create Date : 06 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 6 กรกฎาคม 2551 23:02:17 น.
Counter : 270 Pageviews.  

Jakrapob’s Code : ถอดรหัสลับทรรศนะอันเป็นอันตรายของ จักรภพ เพ็ญแข

ที่มา http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000061329


น่าสนใจมาก จึงขออนุญาตนำมาลงในบลอกนะครับ....



โดย อนันต์ เหล่าเลิศวรกุล
คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นานนับสัปดาห์ที่ คุณจักรภพ เพ็ญแข ตกเป็นข่าวให้ผู้คนกล่าวถึง ภายหลังจากที่บทแปลปาฐกถาที่คุณจักรภพเคยแสดงไว้ที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย (FCCT) เมื่อเดือนกันยายน 2550 เผยแพร่สู่สาธารณะ ก็ก่อให้เกิดประเด็นให้ผู้คนกล่าวถึงอย่างกว้างขวางว่า ถ้อยคำและเนื้อหาที่คุณจักรภพแสดงปาฐกถาไว้นั้นเข้าข่าย “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” นอกจากนี้ พรรคประชาธิปัตย์ยังแสดงความเห็นด้วยว่า ทรรศนะของคุณจักรภพ เพ็ญแขที่แสดงไว้ที่ FCCT เป็น “ทรรศนะอันเป็นอันตราย” ผู้เขียนสนใจใคร่รู้ว่าทรรศนะของคุณจักรภพที่กล่าวกันว่าเป็นอันตรายนั้นมีลักษณะอย่างไร จึงได้ลองวิเคราะห์ปาฐกถาของคุณจักรภพอย่างเป็นวิชาการตามแนวทางอักษรศาสตร์ดู

1)ข้อตกลงเบื้องต้น

เนื่องจากปาฐกถาที่ FCCT บรรยายเป็นภาษาอังกฤษ ตามที่จะยกมานี้ เมื่อต้องยกตัวอย่าง ผู้เขียนจะยกโดยใช้คำแปลภาษาไทยซึ่งผู้เขียนแปลเอง คำแปลที่ใช้ เลือกใช้วิธีแปลแบบเอาความซึ่งมุ่งความเข้าใจในบทพากย์ภาษาไทยมากกว่าจะสนใจเก็บรักษาทุกถ้อยคำตามภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาต้นฉบับ การวิเคราะห์ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า คุณจักรภพเป็นผู้รู้ภาษาอังกฤษระดับดีมากจนสามารถสื่อความคิดที่ซับซ้อน เรียบเรียงออกมาให้เข้าใจง่ายด้วยภาษาง่ายๆ และสามารถโต้ตอบกับผู้ฟังได้คล่องแคล่ว ผู้เขียนไม่สนใจประเมินภาษาอังกฤษของคุณจักรภพว่า เป็นภาษาที่สวยงามหรือไม่ ถูกไวยากรณ์มากน้อยเพียงใด คำที่ใช้ใช้ตามแบบเจ้าของภาษาอย่างรู้จริงหรือไม่ เนื่องจากผู้เขียนต้องการวิเคราะห์ทรรศนะหรือความคิดของคุณจักรภพมากกว่าจะวิเคราะห์ตัวภาษาในฐานะที่เป็น form หรือพาหะของความคิด

2)โครงสร้างเนื้อหาปาฐกถาที่ FCCT

หัวข้อปาฐกถาของคุณจักรภพที่ FCCT คือ Democracy and Patronage System of Thailand—ประชาธิปไตยกับระบบอุปถัมภ์ของไทย คุณจักรภพแสดงโดยเหลือบดูบทร่างเป็นระยะๆ ปาฐกถานี้มีเนื้อหาเป็นเอกภาพอย่างยิ่ง เนื้อหาแบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ

ส่วนที่ 1 ว่าด้วยประวัติและพัฒนาการระบบอุปถัมภ์ของไทยในสมัยสุโขทัยมาจนถึงปัจจุบันอย่างย่อๆ ส่วนนี้คุณจักรภพพยายามวิเคราะห์ให้เห็นรากเหง้าของระบบอุปถัมภ์ของไทยและผลกระทบที่มีต่อวิกฤติการเมืองของไทยในปัจจุบัน

ส่วนที่ 2 เป็นบทสรรเสริญความกล้าหาญ พ.ต.ต. ทักษิณ ชินวัตร ที่กล้าเผชิญหน้ากับระบบอุปถัมภ์อย่างซึ่งๆ หน้า และผลงานบริหารราชการแผ่นดินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้มีส่วนอย่างสำคัญในการทำลายระบบอุปถัมภ์ของไทย

และส่วนที่ 3 เป็นคำประกาศเจตนารมณ์อย่างชัดแจ้งและแรงกล้าของคุณจักรภพว่า คุณจักรภพและพวกจะทำลายระบบอุปถัมภ์ของไทยให้ภินท์พังลงแบบชนิดขุดรากถอนโคน และตั้งใจจะทำให้เกิดขึ้นในช้าไม่นานหลังจากนี้

3)Patronage System : คำที่มีสถิติใช้สูงสุด

คำที่เป็น key word ในปาฐกถาที่ FCCT ของคุณจักรภพคือ patronage system ผู้เขียนมีข้อสังเกตเกี่ยวกับ key word ของคุณจักรภพดังนี้

1) คุณจักรภพใช้คำว่า patronage หรือ patronage system รวมจำนวน 24 แห่ง (ไม่นับที่เป็นชื่อหัวข้อปาฐกถาและที่ปรากฏในส่วนคำถามคำตอบท้ายปาฐกถา) และใช้คำว่า patronize จำนวน 7 แห่ง

2) โดยทั่วไป patronage มักแปลว่า ความอุปถัมภ์ patronage system แปลว่า ระบบอุปถัมภ์ ส่วน patronize แปลว่า อุปถัมภ์, อุปถัมภ์ค้ำจุน, ช่วยเหลือ, เกื้อกูล

4)Patronage System : คำความหมาย 2 นัยยะ

คุณจักรภพ ใช้คำว่า patronage หรือ patronage system ในความหมายที่แตกต่างกัน 2 นัยยะ ดังนี้

นัยยะที่ 1 :

patronage system คือ “ระบบที่ยอมรับความแตกต่างของฐานะของคนในสังคมระหว่างผู้ใหญ่กับผู้น้อย ผู้ใหญ่และผู้น้อยมีส่วนช่วยเหลือเกื้อกูลกันและอำนวยประโยชน์แก่กัน”

ตามนัยยะนี้ ระบบอุปถัมภ์เป็นระบบ win-win ทั้งผู้เกื้อกูลและผู้รับประโยชน์เกื้อกูล ส่วนผู้ที่ไม่ win ด้วย คือ ผู้น้อยคนอื่นที่ไม่ได้รับประโยชน์เกื้อกูลด้วย ดังนั้นระบบอุปถัมภ์จึงไม่ใช่ระบบที่ยืนอยู่บนความคิดเสมอภาค แต่ก็ไม่ถึงกับขัดหรือแย้งกับอุดมการณ์ประชาธิปไตยในลักษณะที่จะอยู่ร่วมกันไม่ได้ ประการสำคัญตามนัยยะนี้ ระบบอุปถัมภ์ไม่ใช่อุดมการณ์ทางการเมือง ไม่ใช่ระบอบการปกครอง แต่เป็นระบบความสัมพันธ์ของคนในสังคม และไม่ใช่ระบบที่มีอยู่เฉพาะในประเทศไทย ปัจจุบัน จีน เกาหลี ญี่ปุ่น และหลายชาติของเอเชียก็ยังมีระบบนี้อยู่

คุณจักรภพ ใช้ patronage system ตามนัยยะนี้เพียง 2 แห่ง ทั้ง 2 แห่งใช้เมื่อกล่าวถึงตนและครอบครัวซึ่งเติบโตขึ้นมาในสังคมไทยที่มีระบบช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ดังนี้

I myself grew up in patronage system.—ตัวผมเองเติบโตขึ้นมาภายใต้ระบบอุปถัมภ์

He grew up in patronage system too.—เขา (หมายถึงบิดาของคุณจักรภพ) ก็เติบโตขึ้นมาในระบบอุปถัมภ์เช่นกัน

นัยยะที่ 2 :

patronage system ตามนัยยะที่ 2 เป็นความหมายเฉพาะของคุณจักรภพ ซึ่งผู้เขียนจะวิเคราะห์ในลำดับต่อจากนี้ไปว่ามีความหมายเฉพาะว่าอย่างไร คุณจักรภพใช้คำว่า patronage หรือ patronage system ตามนัยยะนี้มากถึง 21 แห่ง มีแห่งเดียวที่กำกวม ไม่แน่ใจว่าคุณจักรภพใช้คำว่า patronage system ตามนัยยะที่ 1 หรือนัยยะที่ 2

ทำไม patronage system ของคุณจักรภพจึงได้มี 2 นัยยะ ?

ตามปกติคำที่เราใช้สื่อสารกัน แม้ว่ามี form เดียวกัน แต่ผู้ใช้ภาษาอาจใช้ในความหมายแตกต่างกันได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำที่มีความหมายเชิงนามธรรม ความหมายที่แตกต่างกัน อาจเกิดจากสาเหตุที่ผู้ใช้เข้าใจความต่างกัน ตีความต่างกัน หรือผู้ใช้กำหนดความหมายของคำให้แตกต่างกันก็ได้ เช่นคำว่า แม่ชี คนกลุ่มหนึ่งอาจตีความเคร่งครัดตามหลักพุทธศาสนาเถรวาทว่า ไม่ใช่นักบวช เป็นฆราวาส มีฐานะเพียงอุบาสิกาซึ่งถืออุโบสถศีล หรือ ศีล 8 แต่คนอีกกลุ่มหนึ่งอาจตีความตามความเข้าใจของคนไทยปัจจุบันว่า แม่ชีเป็นนักบวชหญิงในพุทธศาสนาเถรวาทแบบไทยๆ

ตามความรู้รัฐศาสตร์ที่คุณจักรภพได้ร่ำเรียนมา คุณจักรภพย่อมรู้จัก patronage system ตามนัยยะที่ 1 อย่างดี แต่คุณจักรภพเลือกที่จะกำหนดความหมายใหม่ ซึ่งเป็นความหมายเฉพาะแก่คำว่า patronage system ทำให้คำนี้มีความหมายเฉพาะแตกต่างกับความหมายตามนัยยะที่ 1 หลายประการ ดังนี้

1) เป็นระบบที่ผู้น้อยเป็นฝ่ายพึ่งพิงหรือคอยเฝ้ารับประโยชน์เกื้อกูลแต่ฝ่ายเดียว ในทำนองเดียวกัน ผู้ใหญ่ก็เป็นฝ่ายเกื้อกูลเพียงลำพัง ส่งผลให้ผู้คน ask about dependency before our own capability to do things—ร่ำร้องหาแต่ที่จะพึ่งพาอาศัยผู้อื่นโดยไม่คิดจะพึ่งพาความรู้ความสามารถของตนเองก่อนเลย


2) เป็นระบบที่ฝ่ายที่คอยเฝ้ารับประโยชน์หรือพึ่งพิงต้องจ่ายค่าตอบแทนความเกื้อกูลด้วย ความจงรักภักดี และเป็นระบบที่คุณจักรภพคิดว่า มีแต่เฉพาะในประเทศไทย จึง makes Thai people different from many peoples around the world…So people had duty to be loyal.— ทำให้คนไทยแตกต่างกับผู้คนอื่นใดในโลก…ดังนั้นประชาชนจึงมีหน้าที่ต้องจงรักภักดี


3) เป็นระบบที่ฝ่ายเกื้อกูลคือพระมหากษัตริย์ ส่วนฝ่ายเฝ้ารับประโยชน์คือสามัญชน

คุณจักรภพเชื่อมโยงความคิดอย่างมีชั้นเชิงโดยเริ่มต้นกล่าวว่า …we have started off as a country in patronage system—เราตั้งต้นด้วยการเป็นประเทศที่อาศัยระบบอุปถัมภ์ แล้วก็กล่าวข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในสมัยพ่อขุนรามคำแหง ที่โปรดให้แขวงกระดิ่งร้องทุกข์ไว้หน้าวัง จักรภพมองว่า ประชาชนที่ไปสั่นกระดิ่ง คือผู้เมื่อเดือดร้อนก็ที่ไม่ยอมพึ่งตนเอง แต่กลับไปรับประโยชน์อุปถัมภ์จากพ่อขุนรามคำแหง คุณจักรภพแสดงทรรศนะว่า นี่เป็นเหตุให้ผู้คน …are led into the patronage system—เราก็ได้ถูกชักนำเข้าไปสู่ระบบอุปถัมภ์

นั่นหมายความว่า คุณจักรภพกำหนดความหมาย ผู้ใหญ่กับผู้น้อยให้แคบลงมากว่าความหมายของ patronage system ตามนัยยะที่ 1 คือ ผู้ใหญ่ที่ให้ความอุปถัมภ์คือพระมหากษัตริย์ ส่วนผู้น้อยที่คอยเฝ้าแต่จะรับการอุปถัมภ์โดยไม่พึ่งพาตนเองคือประชาชนทั่วไป


4) เป็นระบบที่ทำให้คนไทยคิดว่า we don’t actually need democracy. We are led into believing that the best form of government is guided democracy, or democracy with His Majesty greatest guidance…which I see as a clash or the clash between democracy and patronage system.— คนไทยเราจึงไม่ได้ปรารถนาประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เราถูกชักนำให้เชื่อว่า รูปแบบการปกครองที่ดีที่สุดคือ ประชาธิปไตยแบบชี้นำ หรือประชาธิปไตยภายใต้การชี้นำอย่างมากมายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน


5) เป็นระบบที่ is in direct conflict with democratization—ขัดแย้งโดยตรงกับกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตย

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่คุณจักรภพจะใช้คำว่า patronage system เป็นคู่ตรงข้ามกับ democracy หรือ ประชาธิปไตย คุณจักรภพจึงแสดงทรรศนะว่า ระบบอุปถัมภ์กับประชาธิปไตยไม่อาจอยู่ร่วมกันได้


คุณจักรภพวิเคราะห์ว่า Current political crisis in my opinion is the clash between democracy and patronage system directly.— ในทรรศนะของผมวิกฤติทางการเมืองในปัจจุบันเป็นการปะทะกันระหว่างประชาธิปไตยกับระบบอุปถัมภ์


และแสดงความชื่นชม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรว่า เป็นผู้ทำลายระบบอุปถัมภ์ที่ฝังรากลึกมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย

…what he did was to release people from patronage system, but when the most crucial decision comes, even him, made the decision out of patronage system. So the deep root of the patronage system is here…—สิ่งที่ท่านนายกฯ ทักษิณทำเป็นการปลดปล่อยประชาชนออกจากระบบอุปถัมภ์ เมื่อได้ตัดสินใจครั้งสำคัญ ท่านก็ตัดสินใจออกจากระบบอุปถัมภ์ แต่ระบบอุปถัมภ์ได้หยั่งรากลงลึกเสียแล้ว

เมื่อจบปาฐกถาผู้สื่อข่าวต่างประเทศได้ถามคำถามย้อนคุณจักรภพเกี่ยวกับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตรกับระบบอุปถัมภ์ว่า

Wasn’t it as much patronage under Taksin Shinawatra? Doesn’t he rely on patronage to bring people on board as well?— ก็มีระบบอุปถัมภ์อย่างมากมายในสมัย พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร มิใช่หรือ ? ทักษิณเองก็อาศัยระบบอุปถัมภ์ดึงประชาชนมาเป็นพวกอย่างมากเหมือนกันมิใช่หรือ ?

คำถามดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า ผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่ตั้งคำถามเข้าใจคำว่า patronage system ตามนัยยะที่ 1 ซึ่งผู้ให้ความอุปถัมภ์อาจเป็นใครก็ได้ ตามนัยยะนี้ ผู้ถามจึงเข้าใจว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร จัดเป็นผู้ใหญ่คนสำคัญที่ให้ความอุปถัมภ์แก่ผู้น้อยคือประชาชน เป็นคนละนัยยะกับของคุณจักรภพ เพราะตามนัยยะของคุณจักรภพ ผู้ใหญ่ในระบบอุปถัมภ์จำกัดว่าเป็นพระมหากษัตริย์เท่านั้น

5) Patronage System = Monarchy ???!!!

คำว่า patronage มาจากต้นศัพท์ภาษาละตินว่า pater แปลว่า “พ่อ” คำว่า pater เป็นคำร่วมเชื้อสายกับคำว่า father ในภาษาอังกฤษ

ทันทีที่คุณจักรภพเริ่มกล่าวถึงต้นพัฒนาการของ patronage system คุณจักรภพก็กล่าวถึงพ่อขุนรามคำแหง คุณจักรภพเลือกใช้คำว่า Great father แทนคำว่า พ่อขุน ดังนี้

In Sukhothai…we were led to know and believe that one of the kings during Sukhothai period, King Ramkhamhaeng, at the time, to be more precisely “Great Brother” –er I’m sorry “Great Father Ramkhamhaeng”— สมัยสุโขทัย…เราถูกชักนำให้เชื่อว่ากษัตริย์องค์หนึ่งในสมัยสุโขทัยคือพระเจ้ารามคำแหง หรือที่ถูกต้องคือ พี่ขุน อ้อ ขอโทษครับ พ่อขุนรามคำแหง

คำว่า พ่อขุน มีความหมายเหมือนคำว่า king จากคำปาฐกถาของคุณจักรภพ คุณจักรภพก็รู้ดี เมื่อรู้ดีเช่นนั้นทำให้เกิดคำถามว่า

ทำไมคุณจักรภพไม่ใช้คำว่า King Ramkhamhaeng แต่กลับเจตนาใช้ Great father Ramkhamhaeng ?


คำตอบที่เป็นไปได้มี 2 ทาง

คำตอบทางที่ 1 :

คุณจักรภพต้องการแปลให้ตรงกับภาษาไทย พ่อขุนรามคำแหง = Great father Ramkhamhaeng

ถ้าคำตอบเป็นคำตอบนี้ จะทำให้เกิดคำถามตามมาอีกว่า ใช้ Great father Ramkhamhaeng สื่อความคิดดีหรือมีประสิทธิภาพกว่า King Ramkhamhaeng อย่างไร ? คำตอบที่จะให้แก่คำถามหลังนี้ หาไม่พบจากปาฐกถาของคุณจักรภพหรือแม้แต่จากที่อื่นๆ

ถ้าเช่นนั้น ลองพิจารณาคำตอบทางที่ 2

คำตอบทางที่ 2 :

มีความเป็นไปได้สูงมากว่า คุณจักรภพรู้ว่าต้นศัพท์ของ patronage คือ pater ซึ่งเป็นคำร่วมเชื้อสายกับ father คุณจักรภพเลือกใช้คำว่า Great Father Ramkhamhaeng แทน king Ramkhamhaeng เพื่อที่จะบ่งเป็นนัยๆ อย่างชาญฉลาดแก่ผู้ฟังว่า

patronage = Great Father = king

คุณจักรภพสร้างตรรกะดังกล่าวก็เพื่อวัตถุประสงค์ปลายทางคือการกำหนดความหมายเฉพาะแก่คำว่า patronage system ซึ่งเป็น key word ในปาฐกถาว่า ไม่มีนัยยะที่ 1 แต่มีนัยยะที่ 2 คือ “ระบบที่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้อุปถัมภ์สำคัญในสังคม เป็นระบบที่พระมหากษัตริย์ทรงมอบความอุปถัมภ์ในรูปของความช่วยเหลือเพียงน้อยนิดแก่ประชาชนเพื่อแลกกับความจงรักภักดีและแลกกับการคงดำรงอยู่ในฐานะสูงสุดในทางการปกครอง” ความหมายใหม่นี้เองทำให้คุณจักรภพกล่าวว่า ระบบอุปถัมภ์นั้น is in direct conflict with democratization—ขัดแย้งโดยตรงกับกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตย ดังได้กล่าวมาแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำให้วิเคราะห์ระบบคิดของคุณจักรภพได้ว่า

เมื่อ Patronage = Great Father = King
การอุปถัมภ์ = พ่อขุน = กษัตริย์

ดังนั้น Patronage System = King system = Monarchy
ระบบอุปถัมภ์ = ระบบกษัตริย์ = ระบอบกษัตริยาธิปไตย

ที่วิเคราะห์ว่า patronage system ระบบอุปถัมภ์ ของคุณจักรภพหมายถึง monarchy ระบอบกษัตริยาธิปไตย นั้น ไม่อาจกล่าวว่าตีความเกินเลย เพราะคุณจักรภพสารภาพออกมาเองเมื่อกล่าวถึงอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ว่า เมื่อ พ.ศ. 2475 อาจารย์ปรีดีได้เปลี่ยนการปกครองระบอบ absolute monarchy มาเป็น constitutional monarchy หมายความว่าคุณจักรภพพิจารณาว่า ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งเปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่สมัย พ.ศ. 2475 และยังคงใช้อยู่ในปัจจุบัน เป็นเพียงการปกครองแบบระบอบ กษัตริยาธิปไตย รูปแบบหนึ่ง ซึ่งคุณจักรภพใช้ว่า constitutional monarchy หรือ การปกครองระบอบกษัตริยาธิปไตยแบบมีรัฐธรรมนูญ เท่านั้น ไม่ใช่การปกครองระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง !!!

เมื่อลองนำคำว่า monarchy ไปแทนที่คำว่า patronage หรือ patronage system ซึ่งใช้ตามนัยยะที่ 2 และใช้จำนวนมากถึง 21 แห่ง ก็พบว่า แทนที่กันได้และเข้ากับเนื้อความได้สนิทเป็นอย่างดี

When we have problem, turn to someone who can help you. So before we know it, we are led into the PATRONAGE SYSTEM because we ask about dependency before our own capability to do things.

When we have problem, turn to someone who can help you. So before we know it, we are led into the MONARCHY because we ask about dependency before our own capability to do things.

ดังนั้น ข้อความข้างต้นแทนที่จะแปลว่า

—ยามใดที่เราเมื่อประสบปัญหา เราก็หันไปพึ่ง บุคคลใดบุคคลหนึ่งซึ่งสามารถช่วยเราได้ ด้วยเหตุนี้ ก่อนที่เราจะทันรู้ตัว เราก็ได้ถูกชักนำเข้าไปสู่ระบบอุปถัมภ์เสียแล้ว เพราะเราร่ำร้องหาแต่ที่จะพึ่งพาอาศัยผู้อื่นโดยไม่คิดจะพึ่งพาความรู้ความสามารถของตนเองก่อนเลย


ที่ถูกควรแปลว่า

—ยามใดที่เราเมื่อประสบปัญหา เราก็หันไปพึ่งพระองค์ผู้เดียวซึ่งสามารถช่วยเราได้ ด้วยเหตุนี้ ก่อนที่เราจะทันรู้ตัว เราก็ได้ถูกชักนำเข้าไปสู่ระบอบกษัตริยาธิปไตยเสียแล้ว เพราะเราร่ำร้องหาแต่ที่จะพึ่งพาอาศัยผู้อื่นโดยไม่คิดจะพึ่งพาความรู้ความสามารถของตนเองก่อนเลย

ที่สำคัญเมื่อแทนที่ patronage system ทำให้เข้าใจกระจ่างกว่าด้วยซ้ำว่า เหตุใดคุณจักรภพจึงแสดงตัวอย่างเฉพาะความอุปถัมภ์ที่พระมหากษัตริย์ทรงมอบแด่ประชาชน โดยเว้นไม่อภิปรายถึงความอุปถัมภ์ลักษณะอื่นๆ เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างขุนนางผู้ใหญ่กับขุนนางผู้น้อย นายกับบ่าว ฯลฯ ในกรณีสังคมเก่า หรือ ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้านายกับลูกน้อง เพื่อนกับเพื่อน รุ่นพี่กับรุ่นน้อง นักการเมืองกับหัวคะแนน ฯลฯ ในกรณีสังคมปัจจุบัน

6)“โอกาสที่สูญเสียไป” ในทรรศนะของจักรภพ ?


คุณจักรภพคิดว่า ระบบอุปถัมภ์ หรือให้ตรงกว่านั้น ระบอบกษัตริยาธิปไตย มีกำเนิดและหยั่งรากฝังลึกในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ใน “ระยะเวลาที่ยาวนาน” ของประวัติศาสตร์ระบบอุปถัมภ์หรือระบอบกษัตริยาธิปไตย การครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชก็เป็นส่วนหนึ่งอยู่ด้วย เวลาที่ยาวนานทำให้ประชาชนแยก perception หรือ การรับรู้ ไม่ออกว่า เป็น ความจริง หรือเป็น ปะรำปะราคติ

And then, here we are in the reign of the current King, King Bhumibhol or Rama IX. We have all of that combined. And because he reigns for so long of a time, 60 some years now, his being in Thailand has been promoted to the state of myth. People don’t know whether or not they’re talking about realities or belief about him. Because he reigns long enough that he could be all of those combined: the traditional King, the scientific King, the developing King, the working monarch, and now so, he can still be the guardian of the new invention to Thailand, democracy.— ขณะนี้เราอยู่ในรัชกาลปัจจุบัน รัชกาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช หรือรัชกาลที่ 9 พระมหากษัตริย์รัชกาลนี้มีทุกประการที่ผมได้กล่าวมาแล้วรวมกัน เนื่องจากพระองค์ทรงครองราชย์ยาวนานกว่า 60 ปีแล้ว ประชาชนจึงยกพระองค์ขึ้นสู่เทวตำนาน โดยมิพักรู้เลยว่า พวกเขากำลังกล่าวถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในฐานะที่เป็นบุคคลจริงหรือเป็นบุคคลในความเชื่อปะรำปะราคติ ด้วยว่าพระองค์ทรงครองราชย์ยืนนานมาจนทรงสามารถเป็นได้ทุกอย่างรวมกัน ทั้งกษัตริย์ที่สืบคติต่อกันมา กษัตริย์นักวิทยาศาสตร์ กษัตริย์นักพัฒนา กษัตริย์ผู้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ และทุกวันนี้ ยังได้ทรงดำรงฐานะผู้พิทักษ์สิ่งใหม่ของไทย คือ ประชาธิปไตย

ข้อความตอนท้ายที่ว่า ยังได้ทรงดำรงฐานะผู้พิทักษ์สิ่งใหม่ของไทย คือ ประชาธิปไตย เป็นเรื่องที่คุณจักรภพต้องการให้ผู้ฟังใช้วิจารณญาณตรองอีกครั้งว่าเป็น reality หรือ belief

จากนั้นคุณจักรภพต่อความคิดทันทีว่า

We missed some opportunities in the past like when Predee Panomyong, the civilian leader of the revolution of 1932, 2475 for Thai people, that the system was turned from absolute monarchy into constitutional monarchy.— ในอดีตเราสูญเสียโอกาสอย่างในสมัยอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ผู้นำพลเรือนในการปฏิวัติเมื่อ ค.ศ.1932 หรือ พ.ศ. 2475 กลายเป็นว่า เป็นการปฏิวัติที่เปลี่ยนจากระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูไป


คุณจักรภพเจตนาใช้คำว่า civilian leader ขยายคุณสมบัติของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เพื่อย้ำว่าว่าบุคคลที่คุณจักรภพเพิ่งกล่าวถึงไปก่อนหน้านี้ คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นกษัตริย์ผู้นำ ซึ่งคุณจักรภพคิดว่านั่นเป็นเพียง myth หรือ belief

ดังนั้น โอกาสที่สูญเสียไปในทรรศนะของคุณจักรภพคือ ทั้งๆ ที่ อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้นำพลเรือน และแม้จะมีโอกาสได้เปลี่ยนระบอบการปกครองของสยามประเทศแล้ว แต่ก็ได้เปลี่ยนจากระบอบ monarchy รูปแบบหนึ่งไปเป็น monarchy อีกรูปแบบหนึ่ง คือยังคง monarchy หรือ ระบอบกษัตริยาธิปไตย ไว้อยู่ดี อาจารย์ปรีดีมิได้เปลี่ยนการปกครองจากระบอบกษัตริยาธิปไตยให้กลายเป็นระบอบประชาธิปไตยที่พลเรือนเป็นทั้งผู้นำและทั้งประมุขของรัฐ

7) อะไรคือโอกาสที่จักรภพจะไม่ยอมสูญเสีย ?

คุณจักรภพคิดว่าโอกาสที่ไม่น่าสูญเสียไปคือ เมื่อ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตรได้ ปลดปล่อยประชาชนออกจากระบบอุปถัมภ์ แล้วจึงนับว่าเป็น It’s time of real change—ได้เวลาเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง และคุณจักรภพกล่าวอย่างเชื่อมั่นมากว่า I believe we can see this in a life time, the complete change that has started at this very moment.— ผมเชื่อว่าพวกเราอาจได้เห็นการเปลี่ยนแปลงนี้ในชั่วชีวิตของเรา เป็นการเปลี่ยนแปลงที่สมบูรณ์แบบซึ่งก็ได้เริ่มเปลี่ยนแปลงแล้วไปละ

แสดงว่าคุณจักรภพไม่เพียงคิดและพูด แต่ได้ลงมือปฏิบัติแล้ว คือได้ลงมือเปลี่ยน constitutional monarchy แล้ว (ต้องไม่ลืมว่าคุณจักรภพใช้คำนี้ในความหมายว่า ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข)

คุณจักรภพเชื่อสนิทใจว่า ประชาธิปไตยกับระบบอุปถัมภ์ (ระบอบกษัตริยาธิปไตย) ขัดแย้งกันโดยตรง จึงได้กล่าวหนักแน่นภายหลังว่า WE have to undo it. WE have to personalize patronage system by saying that, well, who keeps patronizing people. And I believe that the time is near to do that.— พวกเราต้องแก้ไข พวกเราต้องเปลี่ยนแปลงระบบอุปถัมภ์ (ระบอบกษัตริยาธิปไตย) โดยช่วยกันตั้งคำถามว่า ใครกันที่เฝ้าวนเวียนแต่คอยหยิบยื่นความอุปถัมภ์แก่ประชาชน ผมเชื่อว่า เวลาที่จะทำดังว่าใกล้เข้ามาแล้ว

คำถาม 2 คำถามสุดท้ายมีว่าคำว่า we หรือ พวกเรา หมายถึงใครแน่ ? หมายถึง คุณจักรภพในฐานผู้แสดงปาฐกถารวมทั้งผู้ฟังปาฐกถา ? หมายถึงประชาชนคนไทยทั่วไป ? หรือหมายถึง คุณจักรภพ กับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร และผู้แวดล้อมวงในทั้งหมด ??? กับคำถามว่า เวลาที่จะทำดังว่าใกล้เข้ามาแล้ว คือ วันนี้หรือพรุ่งนี้ ?

คำตอบมิได้อยู่ในสายลม และเป็นคำตอบที่ “ฟ้ารู้ ดินรู้ เรารู้ ท่านรู้” และแน่นอน บุรุษชื่อ จักรภพ เพ็ญแข ก็รู้ และ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ก็รู้ นอกจากนี้ ศาลท่านจะรู้หรือไม่ ? และจะทำให้ประชาชนทั่วไปรู้หรือไม่ ? และเมื่อคนไทยรู้แล้วจะคิดหรือทำอะไรเป็นประการต่อไป ???





 

Create Date : 30 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 30 พฤษภาคม 2551 11:25:02 น.
Counter : 269 Pageviews.  

บริษัท ปตท. ที่เหนือกว่าความเป็น"บริษัท"

ช่วงระยะ 3-4 ปีที่ผ่านมานี้ ผมคิดว่าคงไม่มีบริษัทไหนที่จะทำธุรกิจจนสามารถกำหนด"วิถีชีวิต"ของคนไทยได้ขนาดเช่นทุกวันนี้ ...

บริษัทพวกเขาทำธุรกิจเกี่ยวกับพลังงาน ซึ่งพลังงานที่พวกเขาทำนี้มันส่งผลกระทบไปสู่ประชาชนแทบทุกคน เพราะเราต้องใช้พลังงานที่ว่ามาดำเนินกิจกรรมในชีวิตแทบจะทุกๆวัน ไม่ว่าเราจะไปไหน ทำอะไร มันหนีไม่พ้นเลยที่จะบริโภคพลังงาน ..

น้ำมัน .. ก๊าซธรรมชาติ .. แก๊สหุงต้ม .. และอะไรต่อมิอะไรที่เป็นผลิตผลของปิโตรเคมี มันแทรกซึมเข้าไปอยู่ในชีวิตพวกเราจนถือว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว ..

นั่งกินข้าวราดแกงหนึ่งจาน ในข้าวหนึ่งจานประกอบไปด้วยต้นทุนค่าน้ำมันทอดอาหาร ค่าน้ำมันรถที่วิ่งไปเอาของที่ตลาด ค่าเนื้อสัตว์ที่บวกค่าน้ำมัน(ขนส่ง)เข้าไป ค่าเช่าร้าน รวมไปถึงกำไรของคนขายที่จะต้องบวกเพิ่ม ..

ครับ...ผมวัดอัตราเงินเฟ้อและค่าครองชีพง่ายๆจากค่าข้าวราดแกงนี่แหละ ..

การทำธุรกิจปิโตรเคมีมันทำกำไรได้อย่างมหาศาล เพราะพวกเราต้องกินข้าวแกงที่ว่านี้ทุกวัน กว่าข้าวแกงจะมาเป็นข้าวแกงได้หนึ่งจาน ในระหว่างทางนั้นเราทุกคนต้องจ่ายเงินให้แก่บริษัทเหล่านั้นเป็นจำนวนเท่าใด แน่นอน .. เจ้าของบริษัท ผู้ถือหุ้น และลูกจ้างในบริษัทก็ต้องกินข้าวเช่นเดียวกัน ..

สมัยก่อน ปตท. ถือว่าเป็นองค์กรหนึ่งของรัฐ(รัฐวิสาหกิจ) ที่ดูแลเรื่องพลังงานของประเทศนี้ พอมาถึงยุคหนึ่งซึ่งพวกเขาปรับเปลี่ยนองค์กรไปเป็นองค์กรมหาชนและรูปแบบบริหารจัดการที่เป็นรูปแบบบริษัท และมันสามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์เพื่อระดมทุนได้ จากสมัยก่อนที่พวกเขาไม่ค่อยคำนึงถึงผลกำไรจนพวกเขาเปลี่ยนวิธีคิดมาเป็น "กำไรต้องมาก่อน" ...

ถามว่าผิดไหม? คำตอบคือผมไม่รู้ .. ผมรู้แค่ถ้าใครถือหุ้นบริษัทนี้และทำธุรกิจกับบริษัทนี้ อย่างน้อยๆอีก 10 ปีข้างหน้าคุณจะไม่เจ๊งแน่นอน ..

มีความรู้บางอย่างที่ผมเก็บเกี่ยวมา การลงทุนของบริษัทนี้มีมากกว่าที่เราคิดไว้มากมายนัก พวกเขาลงทุนปิโตรเคมีหลายร้อยล้านจนไปถึงหลักพันล้าน ผลประโยชน์มากมายมหาศาล บางคนกล่าวว่าถ้าไม่มีบริษัทนี้ตลาดหุ้นคงเงียบเหงา และทำให้ GDP ของเราลดลงกว่านี้ ..

ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดที่ จ.ระยอง โรงงานของ ปตท. แทบจะเรียกได้ว่ามีมูลค่าเกินครึ่งของการลงทุนในนิคมฯทั้งหมด และพวกเขาไม่หยุดการลงทุนไว้เพียงแค่นั้น ตอนนี้โครงการเฟสสามของนิคมฯเสร็จแล้ว และพวกเขาพร้อมจะลงทุนต่อไปอย่างไม่รอช้า เพื่อผลกำไรและผู้ถือหุ้นอย่างเคร่งครัดในหลักการ..

การจะประกาศ ขึ้น-ลง ราคาพลังงานถือเป็นสิทธิ์ของบริษัทนี้(อย่างน้อยก็ผลผลิตของเขา) และบริษัทที่เล็กลงมาก็ต้องขยับตัวตามไปด้วย เพราะ ปตท นั้นแทบจะ Monopoly ไปแล้ว ..

ตัวอย่างเช่น ปีกลายปั้ม JET โดนเทคโอเวอร์ไป เพราะทำธุรกิจน้ำมันสู้เจ้าตลาดไม่ได้ เป็นต้น..

ปีนี้คนขายข้าวแกงต้องขายในราคาที่เพิ่มขึ้น เพราะว่าราคาพลังงานที่พุ่งไม่หยุด ผมถือว่าตัวเองโชคดี เพราะได้กินข้าวแกงตั้งแต่จานละ 20 บาท จนตอนนี้กินที่ 35 บาทแล้ว !!!

รถเมล์ที่ผมเคยนั่ง 13 บาท ตอนนี้ผมต้องจ่าย 20 บาทเพื่อจะเดินทางไปยังจุดหมาย ..

น้ำมันรถที่ผมเติม 500 บาท ไปกลับ กทม-บางแสน ได้ เดี๋ยวนี้ต้องเติมเผื่อไปอีก 200 รวมเป็น 700 จึงจะสามารถขับรถได้ด้วยความไม่กังวล ...

กิจการเล็กของพ่อผมต้องปิดตัวลง เพราะพ่อผมไม่มีกำไรเหลือแล้ว ตอนนี้ที่บ้านพ่อแม่ผมต้องเลี้ยงชีวิตด้วยการขายของเล็กๆน้อยๆหน้าปากซอยและขายอาหารไปในแต่ละวัน ..

ราคาสินค้าที่ตลาดนัดพากันขึ้นราคา ซื้อของแต่ละทีก็ต่อไม่ลง เพราะแม่ค้าบอก "ของแพงค่ะ" แทบทั้งนั้น ..

ค่าแรงของคนที่ใช้แรงงานก็ไม่พอยาไส้ ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะมีมติขึ้นค่าแรงอีก แต่เป็นค่าแรงที่ไม่สัมพันธ์กับชีวิตพวกเขา ...

เชื่อไหมครับ ไปซื้อของที่ 7-11 เงิน 100 บาทไม่มีความหมายเลย ผมใช้ซื้อของได้แค่ 3-4 ชิ้นเงิน 100 บาทก็หมดแล้ว ..

ชีวิตผมเปลี่ยนแปลงไปมากพอสมควร ..

ทุกวันนี้ผมต้องมานั่งดูข่าวว่าเมื่อไรนะ ที่เขาจะประกาศขึ้นราคาน้ำมันอีก และทุกครั้ง ปตท ก็จะเป็นเป้าหมายของการวิพากษ์วิจารณ์ของผู้คนทั่วๆไป ..

ชาวบ้านอย่างผมมีความคิดที่บ๊องตื้น เพราะผมคิดเอาง่ายๆว่า ปตท เป็นบริษัทที่มีอิทธิพลอยู่เหนือชีวิตของผม เพราะพวกเขากำหนดได้ว่าผมควรดำรงชีวิตอย่างไร จะใช้จ่ายอย่างไร และจะวางแผนกิจกรรมในแต่ละวันของชีวิตอย่างไร ..

ถ้าเมื่อใดที่บริษัทประกาศลดราคาพลังงาน ก็เหมือนพ่อที่ใจดีเพิ่มเงินค่าขนมให้ แต่ถ้าวันไหนประกาศขึ้นราคา ก็เหมือนพ่อลงโทษลดค่าขนม ..

และมี"กลไกตลาด"เป็นไม้เรียวคอยฟาดผมอยู่ ถ้าผมดื้อและซน ..

ถ้าเปรียบว่า เจ้าของบริษัท ผู้ถือหุ้น และลูกจ้าง เป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว ..

ผมและประชาชนคนอื่นๆก็คงเป็น"ลูกๆ"ที่ต้องคอยฟังคนในครอบครัว จะถูกลงโทษและชื่นชมตอนไหน อย่างไร ก็ได้ ..

ถ้าหากวันหนึ่งผมเป็นลูกที่ดื้อขึ้นมาล่ะ .. ผมจะดำรงชีวิตอย่างไรดี?

คงลำบากหน่อยล่ะ...




 

Create Date : 09 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 9 พฤษภาคม 2551 11:09:17 น.
Counter : 259 Pageviews.  

บทความที่"โดนใจ"ผมในรอบหลายปี

ที่มา http://www.sameskybooks.org/2008/02/27/portrayal-of-a-thai-bourgeois-life/

คุณมาจากไหน ?

ย้อนอดีตแบ๊กกราวน์ชนชั้นกลาง ชีวิตวัยเด็ก ครอบครัว ชีวิตวัยเรียน การให้รางวัลและการลงโทษ และ ความเป็นไทย

1 นี่เป็นความพยายามจะย้อนอดีต ความทรงจำและประสบการณ์รวมหมู่ของชนชั้นกลาง, ซึ่งเป็นชนชั้นของผู้เขียนเอง, เพื่อปะติดต่อภาพว่าโลกทัศน์แบบชนชั้นกลางมีที่มาจากอะไร ประสบการณ์แบบไหน การสร้างคอนดิชั่นทางสังคมแบบไหน ทำให้ชนชั้นกลางส่วนใหญ่เป็นอย่างปัจจุบัน

2 เรื่องนี้เขียนด้วยภาษาแบบคนทำมะดาคุยกัน การสะกดที่ไม่เป็นไปตามแบบแผนเป็นความตั้งใจของคนเขียนเอง

โปรดนึกถึงตอนเด็กๆ

ลองนึกถึงตัวเองตอนอายุหลักเดียว…

ผู้ใหญ่ รอบๆตัวคุณจะเลี้ยงดูคุณ ดูแลคุณ
คนที่อายุมากกว่าคุณรอบตัวคุณจะล้อเลียนคุณ แกล้งคุณ โกหกคุณ
ใช้อารมณ์ในการบังคับควบคุมคุณ
ลงโทษคุณ ให้รางวัลคุณ เล่นล่อเอาเถิดกับคุณ
แกล้งคุณให้ร้องไห้แล้วบอกว่าอย่าร้องนะ ฯลฯ
คนที่มีอายุมากกว่าคุณ มีอำนาจมากกว่าคุณทุกคนดูจะเอาแน่นอนไม่ได้
บางครั้งก็รักคุณ บางครั้งก็ทำร้ายคุณทางจิตใจและร่างกาย มากบ้างน้อยบ้าง

ยกเว้นคุณโชคดีเกิดในบ้านที่เป็นส่วนน้อยมากๆคุณจะเจอกับสิ่งเหล่านี้น้อยหน่อย
คุณเรียนรู้ว่า คุณมีอำนาจน้อยกว่า และต้องยอม

คุณเรียนรู้ลำดับความสำคัญของตำแหน่งทางสังคม
พี่ น้อง ญาติ
หน้าที่ของผู้หญิง ของผู้ชาย
เมื่อคุณไปโรงเรียน คุณจะต้องถูกล้อชื่อพ่อแม่
แล้วไม่ว่าคุณจะเข้าใจว่าอย่างไรก็ตาม
คุณจะเริ่มรู้สึกว่าการล้อชื่อพ่อกับแม่เป็นเรื่องเสื่อมเกียรติ
คุณจะเริ่มรู้สึกว่าคุณต้องปกป้องสิ่งที่ว่านี้เอาไว้

อันนี้คงจะเป็นประสบการณ์แรกในการรักษา
อะไรบางอย่างที่มีสัมพันธ์กับคุณในเชิงโครงสร้าง

การรักษาสถาบันอันแรก ?

เมื่อคุณไปโรงเรียน

คุณจะเรียนรู้การตอบสนอง
ให้ถูกใจคนที่มีอำนาจมากว่าคุณ

การทำตามๆไปโดยไม่ต้องคิด

การอดทนที่จะอยู่กับ ครู
ที่ส่วนใหญ่ชอบแสดงความวิปริตทางอารมณ์

ความคลั่งไคล้การลงโทษ การใช้ความรุนแรง

ความปรารถนาที่จะได้ข่ม ได้โอ้อวดความรู้ ที่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะมี

ความปรารถนาที่จะแสดงอำนาจด้วยการจับผิด เรื่องการแต่งตัว ทรงผม

หรือ การออกกฎบ้าๆบอๆ มาควบคุมนักเรียน

ความไวต่อแรงกระตุ้นทางเพศแบบผิดปกติ
แล้วแสดงออกด้วยการจับผิดการแต่งตัวของเด็กผู้หญิง

ครูแอบจิตที่เกลียด นร.หญิงที่สวยๆ

ครูหื่นที่ชอบลวนลามเด็ก

ครูหัวงูที่ชอบจีบเด็ก

ครูสาวแก่ที่ชอบด่าเด็กผู้หญิงที่สนใจผู้ชาย

ครูทอมที่ชอบทำตัวห้าว เป็นฮีโร่แบบโง่ๆ หรือชอบหลีเด็กผู้หญิง

ทั้งหมดภายใต้คำแก้ตัวว่าหวังดี

คุณเรียนรู้ที่จะยอมรับต่อหน้าเพื่อได้รางวัลอะไรบางอย่าง
และ นินทาลับหลังเมื่อมีโอกาส

พูดถึงเนื้อหาของสิ่งที่คุณเรียน หลักสูตรมาตรฐานของประเทศนี้จะสอนคุณว่า

ชาติ เป็นสิ่งสำคัญมาก
เจ้าส์ มีบุญคุณกับเรามากมาย
ประเทศไทยอยู่มาได้เพราะเจ้า
พุทธศาสนาเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสังคมไทย
คณะราษฏรชิงสุกก่อนห่าม
คอมมิวนิสต์เป็นปีศาจ
เจ้าไม่เคยมีบทบาททางการเมืองหลัง2475
นักการเมืองเลว ซื้อเสียง
ป๋าเป็นนายกที่คนไทยภูมิใจ
การยกย่องคิงเป็นเรื่องจำเป็น ต้องทำ ไม่ทำไม่ได้
เอ็นจีโอเป็นนายหน้าค้าความจน
คนจนนั้นโง่ น่าสงสาร
ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย

ระเบียบวินัยเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุด มีระเบียบวินัยแล้วชาติจะเจริญ
ความคิดสร้างสรรค์เป็นเรื่องโง่ในประประเทศนี้
เซ็กเป็นเรื่องเลวร้ายตราบใดที่ไม่ได้จัสติฟายด้วยการแต่งงาน

คนไทยโง่ คนไทย ไม่สามัคคี คนไทยไม่ได้เรื่อง คนไทยขายเสียง
พม่าเป็นศัตรู น่ากลัว ลาวด้อยกว่า
เวียดนาม มาเล สิงคโปร์ เป็นคู่แข่ง
เค้าเก่งกว่าดีกว่า แต่เราโชคดีกว่าที่มีคิง

แต่ทั้งหมดนั้นคุณไม่ได้สนใจมันมากนัก

คุณใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับ การแก่งแย่งความเด่นความดัง
อำนาจ และตำแหน่ง เล็กๆน้อยเปรียบเทียบกับเพื่อนๆของคุณ
และ ความสนุกสนาน

คุณอยู่ในความสัมพันธ์แบบแข่งขัน
และโดยส่วนใหญ่แล้วคุณไม่ใช่ผู้ชนะ

ถ้าจะมีเลือกตั้งประธานนักเรียน ก็จะเป็นการเลือกตั้งที่ตัวแทนของคุณถูกคอนโทรลอยางเคร่งครัดจากครู
และพูดอะไรบางอย่างตามแบบที่ครูต้องการ
และคุณก็ไม่สนใจมันจริงๆหรอก

คุณไม่สามรถรวมตัวกันต่อต้านอำนาจอะไรของโรงเรียนได้
โรงเรียนปฏิบัติต่อคุณในลักษณะปัจเจก ดีไวด์แอนด์รูล

ช้าก่อน ถ้าโชคดีหน่อย(?) เรียนในโรงเรียนช่างๆ เทคนิค เทคโน อาจจะได้ยกพวกตีกับโรงเรียนอื่นด้วย
เข้าแก๊งต่างๆ ได้แสดงความรัก “สถาบัน” กันอย่างเป็นรูปธรรม

(ส่วนเด็กแซ๊บ เด็กแว๊น เด็กสก๊อย อย่าน้อยใจไป คนสำคัญในประเทศนี้ก็เคยรักการขับรถซิ่งมาก่อน)

ในประสบการณ์คุณ
แทบไม่มีอะไรที่ตัดสินด้วยการโหวต

คุณไม่สามารถพูดอะไรบางอย่างได้เสมอ ที่บ้านและโรงเรียน
คุณรู้ว่าพูดอย่างทำอย่างไรจะได้รางวัลเสมอ
ก็แค่ พูด ตอบ อย่างที่ผู้มีอำนาจเหนือกว่าคุณคาดหวังให้คุณตอบ ไม่ว่าคุณจะคิดอะไรก็ตาม
และคุณหลีกเลี่ยงความขัดแย้งเพราะคุณมีอำนาจไม่พอที่จะต่อกรกับผู้ใหญ่
อย่างมาก คุณก็หาเรื่องใครที่มีอำนาจน้อยกว่าคุณ
คุณไม่ได้สังเกตหรอกว่าทำอย่างนั้นไปทำไม

คุณอาจจะต่อต้านสิ่งเหล่านี้

ต่อต้านในลักษณะของปัจเจก
หรือแก๊งกับโครงสร้างของอำนาจในโรงเรียน
อุดมการณ์ ที่ว่าการไปโรงเรียนเป็นสิ่งที่ต้องทำ

การต่อต้านนี้มีหลายรูปแบบเป็นไปโดยธรรมชาติ
ไม่มีอุดมการณ์ที่เป็นรูปเป็นร่าง อาจจะทำโดยแก๊งหรือปัจเจก
รูปแบบของการต่อต้านนี้ มีลักษณะรวมกันอย่างหนึ่งคือการต่อต้านอำนาจของสถานศึกษา
มีความสร้างสรรค์ในกระบวนการต่อต้านอยู่มาก

ฟังดูดี เหมือนที่พวกสนับสนุนอะนาคิสชอบพูด

แต่การต่อต้านทั้งหมดล้มเหลว…..

เพราะการต่อต้านทั้งหมด
ไม่สามารถสร้างอุดมการณ์อะไรบางอย่างที่ขัดแย้งกับอุดมการณ์หลักของโรงเรียนขึ้นมาได้

จบจากโรงเรียน

คุณจะพยามมองกลับไปแล้วเลือกสิ่งที่ดีๆ เพราะใครก็สอนไว้ว่า มองแต่แง่ดี
ในสังคมไทยนี้ ยิ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสิ่งที่มีอำนาจมากขึ้นเท่าไหร่ คุณต้องพยายามมองในแง่ดี แง่ไม่ดีนั้นคุณห้ามพูด แม้แต่คิดก็อาจบาป
อุ๊ป…น่ากัวจางเยย
แม้แต่พุทธทาส ซึ่งเวลาสอนก็มักพูดเรื่องไม่ดีของปุถุชนคนธรรมดาในสายตาแก
ก็บอกว่ามองแต่แง่ดีเถิด

โซ ยู ก้อเลย ภาคภูมิใจ ซึ้งกับ โรงเรียนของคุณ

มองกลับไปอย่าง”อดีตผู้แพ้ที่เข้าใจโลก”
และบอกว่า มันก็ไม่ได้เลวร้ายนัก

เพราะคุณอยู่นอกสถานการณ์นั้นแล้วในขณะที่คุณพูด
อยู่ในอีกสถานภาพหนึ่ง ที่ต่างไปอย่าสิ้นเชิง

ไม่ว่าคุณจะมองอย่างไร
โรงเรียนประสบความสำเร็จในการทำให้คุณเชื่อในเรื่องส่วนใหญ่ที่สตรัคเจอร์ต้องการ
กลับไปมอง”เด็ก”ที่เป็นเหมือนคุณว่า ไร้เดียงสา และจะได้เรียนรู้เอง
คุณพูดสิ่งที่คุณเคยได้ยินมาบ่อยๆ วิ่งที่คนมีอำน่จมากกว่าคุณพูดให้ได้ยินตอนเด็กว่า

“พอโตแล้วก็เลยเข้าใจ”

แหละนี่ก็เป็น
ประสบการณ์ที่สองที่คุณ”มีส่วนร่วม”ในการรีโปรดิ๊ว โครงสร้างเชิงสถาบัน ของกระบวนการศึกษา

เอาล่ะ เข้ามหาลัยแระ

คุณเริ่มมีอำนาจมากขึ้น อำนาจแรกของคุณในการระบายออกถึงสิ่งที่คุณเคย

คุณชอบรับน้อง มันสะใจ….

ไม่รู้ล่ะ
เอาเป็นว่าคุณชอบ

คุณจึงปกป้องครั้งแรกที่คุณได้เป็น”ผู้ใหญ่”

การเป็นผู้ใหญ่ในแง่นี้คือการที่คุณได้คอนโทรลคนอื่น
ทำให้คนอื่นอยู่ใต้อำนาจคุณ
โดยมีอุดมการณ์บางอย่างรับรอง
คุณรู้สึกถึงการจัสติฟายอำนาจโดยอ้างอาวุโสแล้ว
เหมือนที่คุณเคยถูกผู้ใหญ่กว่าคุณทำมาตลอดชีวิต อืม…

เป็นไงล่ะ นี่ล่ะคือการลองชิมสุดยอดของความเป็นไทย

คุณเรียนรู้การมีอำนาจตามลำดับขั้น

มีคนที่คุณต้องเคารพ มีคนที่เคารพคุณ

นี่คือความเป็นไทย ของจริง
ความเป็นไทยที่กระซวงวัดทะนะทำไม่ค่อยอยากพูดถึง

คุณเรียนรู้วิธีที่จะเล่นพรรคเล่นพวก
จากกระบวนการนี้

คุณอยู่กับกลุ่มเพื่อนของคุณ
คุณไม่มีกิจกรรมอะไรมากนักกับสังคม
คุณคุ้นเคยกับสังคมแก๊งกลุ่มเล็กๆ จนคุณโต
คุณมีรุ่นน้องให้คุณวางอำนาจเล่น
รุ่นน้องที่ให้คุณเล่มเกมกดดันทางจิตเล่นๆ
คุณมีรุ่นพี่ให้เคารพ

( เมิงจะเอาอะไรอีกล่ะ ? )

และคุณก็อยู่ในมหกรรม โพรพากันด้าแบบย่อย
ในการปกป้อง ความภาคภูมิใจในการเป็นส่วนหนึ่งของมหาลัย
คุณได้เป็นลมหายใจของการระบบเส้นสาย สี

และ

ที่จริงมันมีเหตผล ในการปกป้องชื่อเสียงของมหาลัยคุณ
เพราะมันมันต้นทุนในการทำมาหากินของคุณในอนาคต
เป็นความภาคภูมิใจของคุณ

และใครที่ไม่มีสิ่งเหล่านี้ ชาวบ้าน “คนไม่มีการสึกสา” ก็ย่อมดูด้อยกว่าคุณ
นี่เป็น ประสบการณ์ที่สามในการรักษาสถาบัน….

และเราต้องไม่ลืมว่า ท่ามกลางการเรียนรู้เกี่ยวกับอำนาจของคุณที่นี่

บรรดา อาจาน ทั้งหลายก็ยังคงมีสถานะเหนือกว่าคุณ ชี้เป็นชี้ตายให้กับคุณได้
และคุณก็เรียนรู้การแกล้งๆ เคารพในแบบไทยมามากพอที่จะดีลกับบรรดาอาจานเหล่านี้ได้
บางกรณีคุณอาจเชื่อว่าอาจานเหล่านี้บางคนมีความรู้มากกว่าคุณ มีความเหนือกว่าทางออโธริตี้มากกว่าคุณจริงๆ บางกรณีอาจจะไม่ แต่ช่างมันเถอะ……

เมื่อคุณออกจากมหาลัย

…เดี๋ยวๆๆๆๆ ก่อน! ในวันที่คุณดีใจที่สุด “ท่าน”ก็มาอยู่กับคุณด้วย

แหม๋ๆๆ ชิปหายแระ
ช่างน่าปลาบปลื้มจริงๆ

แล้วคุณก็ไปทำงาน
คุณมีโอกาสมากกว่า
คนส่วนใหญ่ในประเทศนี้แล้ว

ไชโย !

ทำงาน

คุณทำงานภายใต้ ระบบออโธริทาเรี่ยนเต็มรูปแบบ
อำนาจคือความถูกต้อง ไม่มียูเนี่ยนเป็นส่วนใหญ่
ชีวิตก็เหมือนเดิม เพื่อนเปลี่ยนจากหมาลัยเป็นเพื่อนที่ทำงาน
แต่คุณพอจะมีโอกาสตักตวงอะไรจากระบบนี้ได้บ้าง
คุณมีคนที่คุณข่มได้
คุณอยู่เหนือ ชาวบ้านคนไม่มีการศึกษา
บางทีคุณก็จ้างเค้าด้วยค่าจ้างถูกๆ
ค่าจ้างที่คุณไม่มีทางยอมให้ตัวเองได้รับ

แต่ไม่เป็นไรมันเป็นเรื่องปกติ
ศาสนาบอกว่าสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
อย่าคิดมากดีกว่า
เราเป็นคนไทย
ยังไงเราก็โชคดีที่มีในหลวง

บางคุณอาจประสบความสำเร็จ
รวย หรือมีการงานดี
ยินดีด้วยนะ.
..ไอ้ชิปหาย

เอาล่ะ ย้อนมาดู กันดีกว่า คุณมีอะไรบ้าง

คุณมีครอบครัว
เพื่อน
เพื่อนร่วมงาน
แฟน

คุณมี “สังคม” ที่กว้างกว่ากลุ่มคนที่คุณรู้จักไหม
คุณมีพื้นที่สาธารณะที่คุณมีความสัมพันธ์ในฐานะมนุษย์เหมือนกับคนอื่น เท่าๆกับคนอื่น โดยไม่ต้องมี
ความสัมพันธ์กันอย่างสนิทสนม( ซึ่งมักเป็นส่วนหนึ่งของระบบอาวโส หรือ ระบบอุปถัมภ์ ) หรือเป็นกลุ่ม แก๊ง ที่ปิดตัวเองออกจากคนหมู่มาก) สังคมที่คุณเรียนรู้การเมืองในความหมายกว้าง
ในทางสร้างสรรรค์ เช่น การโหวต การทำงานร่วมกัน การใช้สิทธิ ฯลฯ

คำตอบส่วนใหญ่ คือ ไม่ หรือ ไม่น่าจะมี

คุณมีอะไรอีก คุณมีบทบาททางการเมืองไหม อาจจะ แต่ส่วนอยู่ในรูปแบบของ แฟนคลับดารา

สส. เข้ามาเกี่ยวข้องอะไรกับชีวิตคุณไหม ส่วนใหญ่ไม่
แต่ สส เลว ส่วนใหญ่เลว สื่อบอกคุณอย่างนั้น การศึกษาบอกคุณอย่างนั้น

ส่วนภาษี คุณไม่ได้จ่ายภาษีให้สังคม คุณจ่ายให้รัฐ
ไม่ใช่สิ คุณไม่เต็มใจจ่าย แต่อำนาจบางอย่างบังคับให้คุณจ่าย
และอย่างน้อยคุณก็ใช้มันโอ้อวดได้ว่าคุณจ่ายภาษีมากกว่าชาวบ้าน

แล้วคุณมี ศาสนาไหม ?

มีสิ โอ้ จ๊อช ตราบใดที่คุณต้องการ ศาสนาจะคอยปลอบใจคุณ
ศาสนาช่วยให้คุณสบายใจ ช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้นเวลาคุณเห็นความอยุติธรรม
เวลาคุณรู้สึกสงสัยว่าทำไมโลกนี้มันเอี้ยจังวะ ศาสนาจะคอยปลอบประโลมคุณ
ทำให้คุณลืมปัญหา ด้วยวิธีต่างๆกัน

นอกจากนั้นล่ะ
มีอย่างอื่นที่ทำหน้าที่แบบเดียวกับศาสนาไหม

มีสิ

ชาติ และ เจ้า ยังไงหละ

ทั้งหมดนี้แบบเดียวกันคือคุณ
มีความสัมพันธ์ กับ ไอคอนนั้น
แล้วคุณก็รู้สึกดีขึ้น

โดยผ่าน โปรปะกันด้าที่บอกว่า

ชาติ กับ เจ้า

เป็น พ่อแม่ ของคุณ

เป็น ที่เคารพบูชาของคุณ

เมื่อตอนเด็กคุณเคยต้องปกป้องพ่อแม่ของคุณ
คุณต้องปกป้อง “สถาบัน”การศึกษา ของคุณใช่ไหม

พวกนั้นกลายเป็นตัวตนของคุณใช่ไหม

ตอนนี้ คุณก็แค่ปัดฝุ่นกลับมาใช้อีกครั้งนึง

คุณเคยปกป้องพ่อแม่ของคุณ ศาสนาของคุณ โรงเรียนของคุณ มหาลัยของคุณ อาชีพการงานของคุณ และชาติของคุณ

ตอนนี้”เจ้า”เป็นเหมือนทั้งหมด

เป็น “เจ้าของ”คุณ

คุณเชื่อมั่นในตัวเองโดยไม่ต้องไอเดนทิฟายตัวเองกับข้างบนไหม

ไม่

ทั้งหมดนี้เพราะคุณไม่เคยเชื่อมั่นในตัวเอง

แทนที่จะภาคภูมิใจในความเป็นคนธรรมดา
คุณถูกทำให้เชื่อว่าคุณเป็นส่วนหนึ่งของคนไทย
ที่ทั้งโง่ เอาเปรียบ เห็นแก่ตัว ไม่รู้จักหน้าที่ ไม่มีระเบียบวินัย
อย่างที่คุณเคยได้รับการสอนใน โรงเรียน และสื่อก็กรอกหูคุณอ้อมๆบ่อยๆ
แต่คุณไม่เป็นอ่ะ และก็ไม่อยากให้ใครย้ำเรื่องนี้

และ ทั้งมีน้ำใจ รู้จักให้อภัย เป็นเมืองพุทธ อยู่ใต้พระบารมี มีสัมมาคารวะ มีความกตัญญู ซึ่งคุณก็มีลักษณะนี้ เรื่องนี้ต้องเน้นมากๆ ใช่มั๊ยครับ
คุณรู้สึกดีขึ้นเมื่อคุณมองคนอื่นที่ลำบากมากกว่า จนกว่า ฯลฯ
แทนที่คุณจะรู้สึกว่านั่นเป็นปัญหาที่คุณควรต้องแก้ไข
หรือสงสัยว่าคุณเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาไหม หรือคุณจะทำอะไรได้บ้าง

คุณมองไปที่เค้าแล้วคุณรู้สึก
ดี ขึ้น ใช่ไหม ถามตัวเองซิ
ใช่ไหม ?

ถ้าใช่ คุณหมกมุ่นกับตัวเองมากจริงๆ
ถ้าใช่ ลึกๆแล้วคุณเห็นด้วยกับการมีใครบางคนต้องคงความจนเอาไว้
เพราะคุณต้องการรักษาคนจนไว้เปรียบเทียบกับคุณเพื่อคุณจะได้มีคนที่คุณรู้สึกเหรือกว่า

คุณอยู่ในสังคมที่เชื่อว่ามนุษย์ ไม่มีความเท่าเทียม และเสมอภาค
มันจะเสมอภาคได้ยังไง ในชีวิตคุณคุณต้องโพสิชั่นตัวเองเหนือว่าหรือต่ำกว่าคนอื่นตลอดเวลา
เพราะฉะนั้นคุณก็ไม่สามารถเป็นหนึ่งเดียวกันกับมนุษย์คนอื่นๆได้
แถมคนไทยคนอื่นๆก็ ไม่ดีเอาซะเลย อย่างที่คุณเคยได้รับการบอกมา อย่างที่คุณเจอมา คุณก็เจอแต่คนที่
ชอบวางอำนาจไม่ใช้เหตุผล ทำไมนะ คงเพราะคนไทยนี้มันสันดานไม่ดีกระมัง ?

ไม่มีอารมณ์วูบไหนที่คุณจะเป็นหนึ่งเดียวกันกับคนทั้งโลก(เพราะคุณถูกทำให้เป็นไทย)

ไม่มีอารมณ์วูบไหนที่คุณจะรู้สึกว่าคนทั้งโลกเป็นคนเหมือนๆกันๆ
แชร์ความดีและความไม่ได้เรื่องเหมือนๆกัน
เพราะคุณกลายเป็นปัจเจกชนที่อยู่ในโครงสร้างลำดับขั้น

คุณไม่สามารถภูมิใจกับความเป็นคนธรรมดาแบบที่ไม่ต้องอิงกับอะไร
เพราะคุณต้องคิดถึงมนุษย์ในลักษณะลำดับขั้น

คุณไม่มีสังคมที่คุณใช้อำนาจได้จริงผ่านการเลือกตั้ง การโหวต
ประสบการณ์เหล่านี้สำหรับคุณเป็นรูปแบบไม่ใช่สาระ

ไม่ต้องห่วง คุณมี “ท่าน”
คุณมีความสัมพันธ์กับสิ่งเหล่านี้
ในฐานะของปัจเจกกับสิ่งศักดิ์สิทธิ

“ท่าน”ไม่เหมือน พ่อแม่แท้ๆของคุณซึ่งเป็นคนธรรมดา มีงี่เง่าให้เห็น
ไอคอนเหล่านี้ สำหรับคุณ เป็นเรื่องเล่า
เป็นจินตนาการพร้อมภาพและเสียงมีชีวิต
ซึ่งสามารถ แต่งให้เป็นเรื่องไม่มีทางทำอะไรผิดได้
หรืออีกนัยหนึ่งคุณต้องการเรื่องเล่าที่ทำให้คุณ

ความเชื่อนี้ ให้ความรู้สึกซาบซึ้ง กับคุณ
คุ้นกับความรู้สึกว่า มีคนสำคัญ มีบุณบาระมี มารักคุณ
หวังดีกับคุณท่ามกลางประเทศ และเพื่อนร่วมชาติที่ห่วยแตกนี้

เมื่อคุณแต่งงาน มีลูก

เมื่อคุณมีลูกคุณจะกลายป็นเทวดา
(พุทธศาสนาในไทยบอกไว้อย่างนั้น พ่อแม่เป็นเทวดา เป็นอรหันต์ เป็นพรหมของลูก บอกมาตั้งแต่ยุคที่พวกเจ้าอยุธา สุโขทัย ลูกฆ่าพ่อฆ่าแม่ พ่อแม่ฆ่าลูกฆ่าญาติ
แย่งบัลลังก์กันเป็นปกติ …. สาธุ ช่างเปนพระบารมียิ่ง ถ้าท่าน-พวกเจ้าสมัยนั้น-ไม่ฆ่ากันชิปหายในครอบครัวอย่างนั้นพวกเราคงไม่แผ่นดินอยู่….จริงๆนะ ไม่เชื่อก็ลอง
ไปอ่านประหวัดสาดเวอชั่นฮิตๆดูสิ )

เมื่อคุณจะได้ทำในสิ่งเดียวกับที่เคยถูกทำแล้ว

คุณลืมห่าไปหมดแล้วว่าความทุกข์ของเด็กเปนไง
คุณทำสิ่งที่คุณคิดว่าดีที่สุด

แต่ส่วนใหญ่แย่กับเด็ก T-T

เอาน่า
อย่างน้อยที่สุดคุณทำได้ไม่แย่ไปกว่าคนรุ่นพ่อแม่คุณแน่นอน

แต่ส่วนใหญ่แล้ว
คุณพยายามสอนเด็กทุกอย่าง ควบคุมเด็กทุกอย่าง เหมือนที่คุณเคยได้รับมา

คุณมีอำนาจที่จะบอกว่า คุณเป็นพ่อ แม่ พ่อแม่เกิดก่อน หวังดี และ ถูกเสมอ

ประชาธิปไตยเหรอ
ประชาธิปไตยพ่อมึงดิ
ไม่ใช่เรื่องของกู
ไอ้ชิปหาย

แล้วเด็กคนนั้นก็จะมีประสบการณ์คล้ายๆกับคุณ
นั่นเอง….

สาธุ….

หมายเหตุ 1

แรงบันดาลใจบางส่วน
มาจากคุณ กิ๊กผม …เธอเป็นยอดมนุษย์ ( โดยเฉพาะ “ไอ้ชิปหาย” ทั้งหมด )

หมายเหตุ 2

รวมศัพท์

รีโปรดิ๊ว = reproduce, reproduction
จัสติฟาย = justify
อะนาคิส = anarchism
โปรปากันด้า = propaganda
ออโธริตี้ = authority
ออโธริทาเรี่ยน =authoritharian
ไอเดนติฟาย = identify
ระบบอาวุโส = ระบบอาวุโสแบบไทยๆ
ท่าน = ท่าน (ก็ท่านไง)





คอมเม้นท์บทความ : ตรงจุด ได้ความ สะท้อนโครงสร้าง และวิพากษ์ได้อย่างเจ็บแสบ....




 

Create Date : 20 มีนาคม 2551    
Last Update : 20 มีนาคม 2551 11:45:14 น.
Counter : 314 Pageviews.  

1  2  3  4  

นายอึเหม็น
Location :
ชลบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add นายอึเหม็น's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.