Thailand in the transition time ...
Group Blog
 
All Blogs
 

ทัศนะเกี่ยวกับชาตินิยม ในพันทิบ (9)

เอาล่ะ ผมอยากแสดงความเห็นต่อคุณ dicky5 ใน คห 100 ก่อน....

สำหรับรัฐแบบองค์ฐาธิปัตย์ของรุสโซ ค่อนข้างจะตรงกับความคิดของผมในเรื่องของเจตจำนงเสรีครับ แต่มันมีข้อคิดเห็นบางประการที่ผมน่าจะใส่ลงไปคือ..

1.ในทฤษฎีสัญญาประชาคมของเขาอาจจะตอบว่าเช่นนั้น แต่ในสภาพที่เกิดขึ้นจริงประชาชนไม่มีอำนาจขนาดนั้น การติดตามตรวจสอบของประชาชนต่อผู้ปกครองย่อมต้องสะสมเวลาและประสบการณ์เพื่อที่สร้างภูมิคุ้มกันของตนเองจากการปกครองที่ไม่ได้เรื่องของผู้ปกครอง และเพื่อสร้างเกราะป้องกันแก่เจตจำนงของตนไว้ เนื่องจากทฤษฎีนี้ตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่ว่า มนุษย์ทุกคนเกิดมามีเสรีภาพ(ระดับปัจเจก) แต่พวกเขากลับถูกพันธนาการโดยบางสิ่งบางอย่างที่รุสโซเรียกว่า "สังคม"


2.การยกเจตจำนงร่วมของปัจเจกให้แก่รัฐ มีปัญหาอยู่ว่า มนุษย์ไปยกอำนาจนี้ให้แก่รัฐเมื่อไรและอย่างไร ทำไมเราถึงเชื่อว่ารัฐนั้นมีอำนาจเพราะเรามอบอำนาจให้ เพราะว่าเราเกิดมาในสังคมการเมืองนี้เราก็เจอรัฐ ระบบการปกครองและอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะเต็มไปหมด จนบางครั้งเรารู้สึกชินชากับมันและอาจทำให้เรากลมกลืนไปกับโครงสร้างนี้โดยอัตโนมัต นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึงมองว่ามนุษย์ที่ไร้อำนาจจึงไม่มี Free Will ในเวลาเดียวกัน เพราะพวกเขาถูกกลมเกลาเสียจนง่อยเปลี้ยเสียขา คนที่จะลุกขึ้นมาทวงสิทธิธรรมชาติของตัวเองคืนจากอำนาจรัฐได้ก็ต้องเป็นคนประเภทที่เรียกว่า"บ้าพลัง"และ"มีประสิทธิภาพ"สูงสุด ในระดับที่สามารถทำให้โครงสร้างบางอย่างในสังคมการเมืองเกิดความสั่นสะเทือนได้ ตัวอย่างเช่น พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร ตลอดเวลาที่ท่านมีอำนาจ ท่านได้สร้างความกังวลใจแก่ราชาชาตินิยมประชาธิปไตยมาก จนถึงขั้นศัตรูทางการเมืองของท่านต้องระดมประชาชนออกมาต่อต้านรัฐบาลของท่าน จนในที่สุดก็เกิด 19 กันยายน 2549
แต่อย่าเข้าใจผิดว่าผมจะอยู่ข้างใครนะครับ ผมขอยืนยันตรงนี้ว่า ผมมองความเป็นไปของสังคมการเมืองไทยแบบ Spectator เท่านั้น...


3. เรื่องชาติในความเห็นของรุสโซเกิดจากการรวมตัวกันของเจตจำนงร่วมของปัจเจกแต่ละคนในสังคม ดังนั้น ชาติของรุสโซจึงเป็นชาติที่ประกอบไปด้วยเจตจำนงร่วมและพัฒนากลายไปเป็นรัฐดังที่เราทราบกัน ปัญหาก็คือ ถ้าหากมีประชาชนบางกลุ่มมิได้มีเจตจำนงร่วมอย่างเดียวกับผู้คนส่วนใหญ่ เช่น ชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่ในอาณาเขตประเทศ ก. มิได้มีความรู้สึกร่วมว่าพวกเขาควรจะมอบสิทธิอะไรให้ แต่รัฐดันไปบอกว่าพวกเขามอบมันให้แก่รัฐ ตรงนี้ล่ะครับจะเกิดปัญหา ถ้าหากชนกลุ่มน้อยนั้นมีลักษณะชอบใช้วิธีการรุนแรงพวกเขาก็อาจจะเปิดฉากสงครามกับรัฐได้เอาง่ายๆ


ดังนั้น ชาตินิยมของรุสโซจึงจำเป็นจะต้องแสวงหาเจตจำนงร่วมที่บริสุทธิ์ เพื่อที่รัฐจะสามารถบริหารจัดการความสัมพันธ์เชิงอำนาจในสังคมการเมืองหนึ่งๆได้

เช่น สังคมการเมืองไทย ราชาชาตินิยมประชาธิปไตยจำเป็นจะต้องรวบอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง และต้องมีการผลิตซ้ำความเชื่อนี้แก่ประชาชนเพื่อให้ง่ายแก่การปกครอง มองผ่านๆอาจไม่มีอะไร แต่ถ้ามองลงไปให้ลึกเราจะพบว่าเราถูกครอบงำอยู่.. นี่แหละครับเจตจำนงเสรีอย่างที่ผมกล่าวไว้ ถ้ามองผ่านรุสโซ กรอบนี้ก็จะบอกเราได้ว่า รัฐเริ่มประสบปัญหากับการควบคุมเจตจำนงร่วมของปัจเจก(ประชาชน)เสียแล้ว เพราะมันมิได้เป็นไปในทิศทางเดียวกันด้วยกันทั้งหมดในอาณาเขตของรัฐ ยังมีประชาชนบางกลุ่มบางพวกที่รู้สึกต่อต้านในใจและไม่เห้นด้วยกับการตอกย้ำอุดมการณ์ดังกล่าวซ้ำซาก เพราะนั่นทำให้พวกเขารู้สึกอึดอัดและแปลกแยกกับความรู้สึกของตนเอง

ถ้าหากจะต่อต้านวาทกรรมดังกล่าว จะต้องมีคนที่ "บ้าพลัง" และ "มีประสิทธิภาพ" สูงยิ่ง กล้าที่จะนำและซัดหมัดใส่วาทกรรมที่ครอบงำเขาอยู่ได้ จะโดยวิธีการใดนั้นก็สุดแท้แต่...

ถ้าหากผู้นั้นชนะ เขาจะสร้างวาทกรรมอะไรอีก ก็ไม่มีใครล่วงรู้ได้...

พักไว้ก่อนเรื่องของรุสโซ ผมคงแสดงความเห็นเท่านี้ครับ..


ปล..จริงๆแล้วผมอยากจะถกเถียงประเด็นเรื่องการเสด็จสวรรค์คตของพระพี่นางฯ เพื่อเชื่อมโยงกับราชาตินิยมประชาธิปไตย ผมพิมพ์ไปได้เยอะแล้วล่ะ แต่พอมานั่งอ่านอีกทีก็กลัวว่าสันติบาลจะมารวบผมที่บ้านข้อหาหมิ่นฯ ดังนั้น ผมจึงขอกล่าวแค่รุซโซเพียงประเด็นเดียวครับ ส่วนประเด็นร้อนๆที่ผมอยากจะถกนี้สมควรไปถกกันในสถานที่ปิดมากกว่า...




 

Create Date : 13 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 13 กุมภาพันธ์ 2551 0:53:36 น.
Counter : 267 Pageviews.  

ทัศนะเกี่ยวกับชาตินิยม ในพันทิบ (8)

เมื่อมองจากมุมของคุณ ฮกหลงผู้หยั่งรู้ฟ้ามหาสมุทร ใน 93 ถ้าหากเราไปเข้าพวกไม่ว่าจะมาร์กซิสหรือพวก post-structuralism เราก็จะหลุดลอยออกจาก Free Will กันกระนั้นหรือ...?

ผมมองว่าปัญหาพื้นฐานของ Free Will ในทางการเมืองน่าจะอยู่ที่ "ใครคือผู้กำหนดอำนาจในสังคม" เพราะการที่ผู้หนึ่งมีอำนาจเหนือกว่าผู้หนึ่ง ผู้นั้นก็ได้ชื่อว่าเป็นชนชั้นปกครอง จากสมมุติฐานแบเบาะของผมนี้ ... ก็วกกลับไปสู่ปัญหาเจตจำนงอีกครั้งว่า เอาล่ะ...ตกลงว่าเราจะสามารถปลดปล่อยตัวเองจากพันธนาการของ รัฐ-ชาติ ได้หรือไม่ เพราะเราทั้งหลายส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นผู้กุมอำนาจรัฐ ชนชั้นปกครอง(เจ้านายและข้าราชการในกรณีไทย)ต่างหากที่ถืออำนาจอันศักดิ์สิทธิ์นี้อยู่ และพวกเขาก็มี "เจตจำนงเสรี" มากกว่าประชาชนผู้อยู่ใต้ปกครอง...

ผู้ปกครองมี"เจตจำนง"ในการกำหนด "เอกลักษณ์ของชาติ" เช่น ประเพณี วัฒนธรรม อดีต/ความทรงจำร่วม การ "นับญาติ" กับอดีต/ความทรงจำ/บรรพบุรุษร่วม หรือแม้แต่การ "ลืม" อดีตร่วมกัน ฯลฯ (ยกของคุณฮกหลงฯมา)

ส่วนพวกเราหรือ...เป็นเพียงแค่ผู้อยู่ใต้ปกครองธรรมดาๆเท่านั้นเอง แล้วจะไปเรียกร้องหาเจตจำนงเสรีที่ใดกันเล่า ก็ในเมื่อพวกเรามีอำนาจน้อยกว่าชนชั้นปกครองกันเห็นๆ...(?)

ส่วนประเด็นเรื่องการแสวงหาเอกลักษณ์ร่วมของคนในอาณาเขตชาติเดียวกัน เอางี้ครับ..ลองนึกดูดีๆ มันต้องมีใครซักคนมาบอกเราว่า "นี่เธอ...คนไทยต้องมีอย่างนี้นะ เป็นอย่างนี้นะ ทำอย่างนี้นะ ชอบอย่างนี้นะ มีค่านิยมอย่างนี้นะ ฯลฯ" ไม่รู้หรอกว่าใครเขาบอกมา แต่สิ่งเหล่านั้นได้ถูกตอกย้ำผ่านจิตสำนึกเราเรียบร้อยแล้ว และเราก็เชื่ออย่างนั้นเรียบร้อยแล้ว

ถ้าหากเรารู้สึกอยากจะต่อต้านความเชื่อดังกล่าว เราก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหน จะเอาอะไรไปสู้เขา นี่แสดงให้เห็นถึงภาวะไร้อำนาจนะครับ เราไม่มีอำนาจเพียงพอที่จะสามารถทำให้ตัวเองหลุดลอยออกมาจากกรอบชาตินิยมนี้ได้เลย นี่ไม่ต้องพูดถึงเรื่องของ Free Will ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้วสำหรับคนที่ไร้อำนาจ นอกเสียจากว่าบุคคลนั้น Very very high potential จริงๆ และเขาคนนั้นมีอำนาจพอที่จะต่อกรกับวาหกรรมที่อยู่รายรอบเขาอยู่ได้อย่างทรหดถ้าหากเขาเห็นว่าเขาไม่ยอมรับมัน...

อาจจะไม่ตรงกับคำถามของคุณฮกหลงใน 93 มากนัก ผมพยายามมองข้ามช็อทไปสู่อีกคำถามหนึ่งนั่นก็คือ "เราจะทราบได้อย่างไรว่าเราเป็นพวกเดียวกันภายในชาติ" ..




 

Create Date : 13 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 13 กุมภาพันธ์ 2551 0:52:33 น.
Counter : 192 Pageviews.  

ทัศนะเกี่ยวกับชาตินิยม ในพันทิบ (7)

เมื่อมองจากมุมของคุณ ฮกหลงผู้หยั่งรู้ฟ้ามหาสมุทร ใน 93 ถ้าหากเราไปเข้าพวกไม่ว่าจะมาร์กซิสหรือพวก post-structuralism เราก็จะหลุดลอยออกจาก Free Will กันกระนั้นหรือ...?

ผมมองว่าปัญหาพื้นฐานของ Free Will ในทางการเมืองน่าจะอยู่ที่ "ใครคือผู้กำหนดอำนาจในสังคม" เพราะการที่ผู้หนึ่งมีอำนาจเหนือกว่าผู้หนึ่ง ผู้นั้นก็ได้ชื่อว่าเป็นชนชั้นปกครอง จากสมมุติฐานแบเบาะของผมนี้ ... ก็วกกลับไปสู่ปัญหาเจตจำนงอีกครั้งว่า เอาล่ะ...ตกลงว่าเราจะสามารถปลดปล่อยตัวเองจากพันธนาการของ รัฐ-ชาติ ได้หรือไม่ เพราะเราทั้งหลายส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นผู้กุมอำนาจรัฐ ชนชั้นปกครอง(เจ้านายและข้าราชการในกรณีไทย)ต่างหากที่ถืออำนาจอันศักดิ์สิทธิ์นี้อยู่ และพวกเขาก็มี "เจตจำนงเสรี" มากกว่าประชาชนผู้อยู่ใต้ปกครอง...

ผู้ปกครองมี"เจตจำนง"ในการกำหนด "เอกลักษณ์ของชาติ" เช่น ประเพณี วัฒนธรรม อดีต/ความทรงจำร่วม การ "นับญาติ" กับอดีต/ความทรงจำ/บรรพบุรุษร่วม หรือแม้แต่การ "ลืม" อดีตร่วมกัน ฯลฯ (ยกของคุณฮกหลงฯมา)

ส่วนพวกเราหรือ...เป็นเพียงแค่ผู้อยู่ใต้ปกครองธรรมดาๆเท่านั้นเอง แล้วจะไปเรียกร้องหาเจตจำนงเสรีที่ใดกันเล่า ก็ในเมื่อพวกเรามีอำนาจน้อยกว่าชนชั้นปกครองกันเห็นๆ...(?)

ส่วนประเด็นเรื่องการแสวงหาเอกลักษณ์ร่วมของคนในอาณาเขตชาติเดียวกัน เอางี้ครับ..ลองนึกดูดีๆ มันต้องมีใครซักคนมาบอกเราว่า "นี่เธอ...คนไทยต้องมีอย่างนี้นะ เป็นอย่างนี้นะ ทำอย่างนี้นะ ชอบอย่างนี้นะ มีค่านิยมอย่างนี้นะ ฯลฯ" ไม่รู้หรอกว่าใครเขาบอกมา แต่สิ่งเหล่านั้นได้ถูกตอกย้ำผ่านจิตสำนึกเราเรียบร้อยแล้ว และเราก็เชื่ออย่างนั้นเรียบร้อยแล้ว

ถ้าหากเรารู้สึกอยากจะต่อต้านความเชื่อดังกล่าว เราก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหน จะเอาอะไรไปสู้เขา นี่แสดงให้เห็นถึงภาวะไร้อำนาจนะครับ เราไม่มีอำนาจเพียงพอที่จะสามารถทำให้ตัวเองหลุดลอยออกมาจากกรอบชาตินิยมนี้ได้เลย นี่ไม่ต้องพูดถึงเรื่องของ Free Will ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้วสำหรับคนที่ไร้อำนาจ นอกเสียจากว่าบุคคลนั้น Very very high potential จริงๆ และเขาคนนั้นมีอำนาจพอที่จะต่อกรกับวาหกรรมที่อยู่รายรอบเขาอยู่ได้อย่างทรหดถ้าหากเขาเห็นว่าเขาไม่ยอมรับมัน...

อาจจะไม่ตรงกับคำถามของคุณฮกหลงใน 93 มากนัก ผมพยายามมองข้ามช็อทไปสู่อีกคำถามหนึ่งนั่นก็คือ "เราจะทราบได้อย่างไรว่าเราเป็นพวกเดียวกันภายในชาติ" ..




 

Create Date : 13 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 13 กุมภาพันธ์ 2551 0:51:54 น.
Counter : 208 Pageviews.  

ทัศนะเกี่ยวกับชาตินิยม ในพันทิบ (6)

ใน คคห ที่ 85 ของผม ซึ่งผมได้พยายามฉายภาพของชาตินิยมโดยใช้กรอบของประวัติศาสตร์ในการอธิบาย โดยเหตุง่ายๆก็คือ "เพื่อให้ทุกท่านสามารถเข้าใจได้ง่าย"

ความคิดของผมตรงกับคุณเชษฐาใน 88 ว่า การเปลี่ยนแปลงถือเป็นอนิจจังลักษณะโดยแท้ ชาตินิยมก็เช่นเดียวกัน ... มันต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางต่างๆตามสภาพแวดล้อมและปัจจัย

ผมคิดว่าท่าน อ.ปรีดี พนมยงค์ ก็ได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนแล้วในหนังสือเล่มเล็กๆของท่านเรื่อง "อนิจจังลักษณะของสังคมไทย" ผมจำชื่อหนังสือได้ไม่ค่อยแม่นยำครับ ถ้าหากท่านใดเคยอ่าน ช่วยเข้ามาแก้ผมด้วยนะครับ...

สำหรับคุณ ฮกหลงผู้หยั่งรู้ฟ้ามหาสมุทร ใน คคห ที่ 86 ผมคิดว่า รัฐ-ชาติ ยังคงมีอิทธิพลในการกำหนดปัจเจกอยู่ เพียงแต่ระดับการแสดงออกของปัจเจกเหล่านั้นแตกต่างกันไป..

บางคนอาจไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับความเป็นไทยก็ได้ เผลอๆเขาอาจดูถูกตัวเองที่เกิดมาเป้นคนไทยอีกต่างหาก ..

หรือบางคนอาจเชิดชูความเป็นไทยอย่างบ้าคลั่ง แต่เอาจริง เขาอาจจะไม่สามารถอธิบายความเป็นไทยของเขาได้...

เมื่อการณ์เป็นเช่นนี้ ผมจึงขออนุญาตสรุปอย่างง่ายๆของผมเองว่า "Subject คือตัวกำหนด รัฐ-ชาติ" เพราะเนื่องจากสังคมนี้ถูกสร้างโดยมนุษย์ แต่เมื่อระบบที่มนุษย์สร้างขึ้นเริ่มเข้าที่เข้าทางและมีชีวิตเป็นของตนเองแล้ว "Structure จะเป็นตัวกำหนด" กิจกรรมแห่งสังคมนั้น และเป็นตัวที่ทำให้ปัจเจกต้องดำเนินตามไปตามที่มันได้ถูกกำหนดเอาไว้

ปัญหาที่คุณ ฮกหลงผู้หยั่งรู้ฟ้ามหาสมุทร ยกขึ้นมานี้ ถือเป็นวิวาทะที่สำคัญในวงการผู้ที่ศึกษาทางด้านสังคมศาสตร์ครับ โดยปัญหานี้เรียกว่า "ปัญหาทวิลักษณ์เชิงโครงสร้าง" ที่สำนักมาร์กซิสและสำนัก Post-Structurlism เขาโต้แย้งกันอยู่ ซึ่งปัญหานี้เขาเถียงกันว่า โครงสร้างของสังคมกำหนดปัจเจก หรือปัจเจกกำหนดโครงสร้างสังคมกันแน่..

ตอบคุณ Foucault lover ใน 87 ครับ ... สิ่งที่คุณเล่ามาทั้งหมด ผมได้อธิบายในทัศนะของผมไปแล้วว่า พวกเราถูก Dominate ความคิดในระดับ"จิตสำนึก" ครับ ลองดูหัวข้อกระทู้ของผมก็ได้ จิตสำนึกทางสังคมของเราถูกผลิตซ้ำโดยวาทกรรมของเหล่าราชาชาตินิยมประชาธิปไตยกันมาต่อเนื่องและยาวนาน

จนในที่สุด มันก็ได้ฝังเข้าไปสู่จิตสำนึกของเราเอง อาจจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ตัวอย่างก็ชัดเจนมากครับ ลูกค้าคุณเองต้องการความเป็นไทยเป็นส่วนหนึ่งของงานสร้างบ้านของเขา พอคุณ Foucault lover ไม่ค่อยเข้าใจว่าต้องการอย่างไรก็เลยไปถามลูกค้าว่าเป็นอย่างไร ปรากฎว่าลูกค้าก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน แต่พวกเขารู้แค่เพียงว่า"จะเอาแบบไทยๆ" เท่านั้น...

นี่ล่ะครับ การแสดงออกในระดับจิตสำนึก...




 

Create Date : 13 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 13 กุมภาพันธ์ 2551 0:51:01 น.
Counter : 199 Pageviews.  

ทัศนะเกี่ยวกับเรื่องชาตินิยม ในพันทิบ (5)

เอาล่ะ คุณ dicky5 ได้ตอบข้อสงสัยของผมจนได้ความสรุปแล้วว่า การที่จะ Define รากดั้งเดิมของเรานั้นอาจไม่สามารถชี้ชัดๆลงไปได้อย่างแน่นอนและตรงจุด ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าเราทั้งหลายจึงจำเป็นจะต้องร่วมมือกันตรวจสอบกันอย่างลึกซึ้ง และเป็นผู้ร่วมสังเกตการณ์ที่กระตือรือร้น...

เมื่อเหตุแห่งชาตินิยมไทย มันมีการเปลี่ยนแปลงไปตามพลวัตของสังคม รวมไปถึงปัจจัยภายนอกที่กระทำโดยตรงต่อกระบวนทัศน์ของสังคมเราอย่างลึกซึ้ง เมื่อเห็นเป็นดังนี้ ก็เป็นการลำบากอยู่ถ้าหากเราจะพูดได้อย่างเต็มปากว่า "อา..ข้านี่แหละ คือคนไทย เลือดไทย หัวใจไทย.."

ผมได้พยายามฉายภาพเห็นช่วงเวลาสมัยบางสมัยไปบ้างแล้ว ผมได้พูดถึงชาตินิยมที่ถูกผลิตโดยท่านหลวงวิจิตรวาทการ ผมได้พูดถึงชาตินิยมแบบ Pragmatism ในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ และชาตินิยมสองกระแสในช่วงเวลา 14 ตุลาคม 2516 - 6 ตุลาคม 2519 เอาไว้บ้าง และข้อสรุปที่ผมพอจะคิดออกก็คือ ชาตินิยมของเราต้องอาศัยการประดิษฐ์โลกทัศน์จากปัญญาชนฝ่ายเจ้าเป็นสำคัญ และการผลิตโลกทัศน์ชาตินิยมโดยฝ่ายเจ้านี้ทรงอิทธิพลมากกว่าชาตินิยมในโลกทัศน์อื่นๆ ไม่ว่าเราจะผ่านประสบการณ์การต่อสู้ทางการเมืองมานานเท่าใด ชาตินิยมแบบราชาชาติธิปไตยก็สามารถปรับตัวและเอาตัวรอดได้เสมอ แม้ว่าบางช่วงจะหายไปบ้าง แต่ "ชาติไทย" ของฝ่ายเจ้าก็ยังดำรงอยู่...

สิ่งที่ผมยังไม่ได้พูดถึงในกระทู้นี้ก็คือ ชาตินิยมของฝ่ายพลเรือนและทหารในสมัย ปี 2475 - 2501 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ชาตินิยมของไทยเริ่มเกิดการปะทะกันระหว่าง "ชาตินิยมแบบประชาธิปไตย+รัฐธรรมนูญนิยม" และ "ชาตินิยมแบบราชาชาติธิปไตย" ซึ่งชาตินิยมฝ่ายแรกได้ถูกผลิตออกมาจากคณะราษฎร์โดยมีท่าน อ.ปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้เสนอวาทกรรมชาตินิยมไทยสมัยใหม่ และบางช่วงเวลา จอมพล ป.พิบูลสงคราม ก็ได้ช่วงชิงอำนาจทางการเมือง และสามารถเถลิงชาตินิยมแบบ"เชื่อผู้นำ" และได้พยายามปรับวัฒนธรรมของเดิมให้เหมือนกับวัฒนธรรมฝรั่ง

ผมขอกล่าวถึงส่วนแรกก่อนนะครับ อ.ปรีดี ได้นำเสนอชาตินิยมไทยหลังจากที่คณะราษฎร์ได้ล้มล้างรัฐบาลของกษัตริย์ลง ท่านได้เสนอว่า อำนาจรัฐแบบใหม่นี้มีความชอบธรรมจากรัฐธรรมนูญซึ่งถือเป็นแหล่งที่มาของอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งรัฐธรรมนุญก็มีที่มาจากมวลชน เมื่อโยงไปโยงมาแล้ว ชาตินิยมของท่าน อ.ปรีดี ก็มีที่มาจากมวลชนนี่เอง (อย่างน้อยก็ในหลักการและทฤษฎีของมัน)...

แรกเริ่มทีเดียว อ.ปรีดี ไม่ได้ต้องการให้รัฐธรรมนูญนี้มีฐานะที่เชื่อมโยงอะไรกับสถาบันดั้งเดิมซึ่งก็คือสถาบันกษัตริย์ เพราะความคิดของ อ.ปรีดี บางส่วนไปไกลถึงสถาปนา Republic เลยทีเดียว แต่การณ์กลับเป็นว่า ท่านเองก็ไม่สามารถต่อสู้กับชาตินิยมกระแสหลักในสมัยนั้นได้(สมบูรณาญาสิทธิราชย์) ท่านจึงต้องมีการ "ประณีประนอม" ระหว่างสถาบันใหม่(รัฐธรรมนูญ)และสถาบันเก่า(สถาบันกษัตริย์) เพื่อให้สามารถประคองของใหม่ให้ไปรอด และได้รับการยอมรับจากของเก่าในเวลาเดียวกัน ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ขณะนั้นประชาชนโดยทั่วไปยังไม่มีความรู้ความเข้าใจการปกครองแบบใหม่นี้ ผู้คนยังให้ความยำเกรงแก่สถาบันเก่าแก่อยู่...

ดังนั้น หลักการของ "รัฐธรรมนูญอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข" ก็ได้มาจากการประณะประนอมนี้ ผมไม่แน่ใจของประเทศอื่นๆนะครับ เห็นทีต้องลองไปอ่านงานของท่าน ส.ศิวลักษณ์ เพิ่มเติม...

ชาตินิยมโดยคณะราษฎร์นี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า "ประชาชนทุกคนเป็นเจ้าของประเทศ และถือเป็นคนชาติไทยด้วยกันหมด" เท่าที่ปริมณฑลทางการเมืองของรัฐธรรมนูญจะเอื้ออำนวย โดยลักษณะทั่วไปแล้ว ชาตินิยมในตอนนั้นก็ถือได้ว่าเป็นมิติใหม่ของสังคม เพราะมันได้ย้ายที่มาแห่งความชอบธรรมจากสถาบันกษัตริย์ไปสู่สถาบันรัฐธรรมนูญ ซึ่งหมายถึงความเป็นชาติก็ต้องย้ายตามไปด้วยโดยปริยาย...

สังคมไทยช่วง 2475 - 2501 มีการต่อสู้ทางการเมืองกันมากมาย การเกิดกบฎต่างๆตามหัวเมืองใหญ่และในเมืองกรุงเทพ ล้วนเกิดจากความไม่พอใจที่ฐานอำนาจของตนถูกท้าทาย ช่วงเวลาที่คณะราษฎร์ยังมีอำนาจ การเคลื่อนไหวจากฝ่ายนิยมเจ้ายังมีอยู่และเกิดการต่อสู้กันด้วยอาวุธ

มีอยู่เหตุการณ์หนึ่งที่สำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองของไทย(และผมชอบเป็นพิเศษ) นั่นก็คือเหตุการณ์ "กบฏบวชเดช 11 ตุลาคม 2476" ซึ่ง พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม เป็นหัวหน้าฝ่ายทหารจากหัวเมืองภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ก่อการเพื่อล้มล้างอำนาจของรัฐบาล โดยอ้างว่าคณะราษฎรปกครองประเทศไทยโดยกุมอำนาจไว้แต่เพียงแต่เพียงผู้เดียว และปล่อยให้บุคคลกระทำการหมิ่นองค์พระประมุขของชาติ รวมทั้งจะดำเนินการปกครองโดยลัทธิคอมมิวนิสต์ ตามแนวทางของนายปรีดี พนมยงค์ คณะผู้ก่อการได้ยกกำลังเข้ายึดดอนเมืองเอาไว้ ฝ่ายรัฐบาลได้แต่งตั้ง พ.ท.หลวง พิบูลสงคราม เป็นผู้บัญชาการกองกำลังผสม ออกไปปราบปรามจนประสบผลสำเร็จ...

เหตุการณ์นี้ มีส่วนทำให้จอมพล ป.พิบูลสงครามแจ้งเกิดอย่างเต็มตัว และต่อมาภายหลังท่านก็ได้รัฐประหารและขึ้นมากุมอำนาจรัฐ จากนั้นท่านก็ได้ผลิตวาทกรรมชาตินิยมชุดใหม่ขึ้นมาเพื่อรองรับอำนาจและความชอบธรรมของรัฐบาลท่าน

นั่นก็คือ วาทกรรมชาตินิยม "เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย" และท่านก็ได้จัดการกับอีกอำนาจหนึ่งนั่นก็คือ "อำนาจทางวัฒนธรรม" ซึ่งประกาศให้ประชาชนมีการแต่งกายให้เหมือนตะวันตก ดำรงตนแบบอารยะ ใช้ชีวิตแบบอารยะ ฯลฯ

ชาตินิยมของท่านจอมพล ป.พิบูลสงครามนี้ เป็นชาตินิยมที่ยึดโยงอยู่กับตัวบุคคล(ตัวท่านเอง)เป็นหลักการสำคัญ ในระยะเวลาที่จอมพล ป. มีอำนาจอยู่นั้น ชาตินิยมแบบราชาชาติธิปไตยต้องเก็บตัวอยู่เงียบๆ ไม่สามารถเผยตัวตนอย่างชัดเจนได้ เพราะ

1.จอมพล ป. กุมอำนาจในกองทัพอย่างเบ็ดเสร็จ
2.ปัจจัยจากภายนอกเรื่องของสงครามโลกมีส่วนทำให้อำนาจท่านจอมพลฯกระชับรัดกุมยิ่งขึ้น
3.ความที่ท่านเป็นคณะราษฎร์และ"ไม่นิยม"เจ้า ประกอบกับอำนาจในกองทัพเป็นของท่าน จึงทำให้ราชาชาติธิปไตยต้องจำกัดตัวเองลงโดยอัตโนมัต

ดังนั้น ชาตินิยมในช่วง 2590 - หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงถือเป็นชาตินิยมที่อิงแอบอยู่กับตัวผู้นำของชาติเป็นหลัก ใครที่คิดแตกต่างไปจากท่านผู้นำผู้นั้นคือผู้ที่ทรยศต่อชาติบ้านเมือง ต้องกำจัดให้พ้นทางไป

เป็นที่น่าสังเกตว่า ชาตินิยมในสังคมไทยต้องมีปัจจัยอยู่อย่างหนึ่งสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง นั่นก็คืออำนาจจากกองทัพ ใครก็ตามที่สามารถควบคุมกองทัพได้ ผู้นั้นก็คือผู้ที่กำหนดชาตินิยมได้ในเวลาเดียวกัน (ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับผู้ที่ควบคุมกองทัพในขณะนั้นว่าจะสร้างวาทกรรมชาตินิยมชนิดใดเท่านั้นเอง)...

เหตุการณ์มันก็ได้ดำเนินต่อไป โดยที่อุดมการณ์ราชาชาติธิปไตยก็สามารถเอาตัวรอดมาได้ โดยเฉพาะสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ ที่ได้"รื้อพื้น"คติแบบดั้งเดิมของไทย และทำการกวาดล้างศัตรูของชาติและราชบัลลังค์อย่างไม่ปราณีด้วย "มาตรา 17" อันศักดิ์สิทธิ์ปานเทพเจ้าก็มิปาน หลังจากนั้นมันก็ได้สดุดหกล้มเมื่อเกิดเหตุการณ์วันมหาปิติ(ตามสำนวนของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยในขณะนั้น) ระบบพ่อขุนอุปถัมภ์โดยการสนับสนุนของราชาชาติประชาธิปไตยก็ต้องมีการปรับตัวครั้งใหญ่อีกรอบหนึ่ง และมันสามารถเอาชนะอุดมการณ์"ชาตินิยมแบบมวลชน"หลังจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ...

แต่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 มันได้ปลดปล่อยพลังของชนชั้นกลางออกมาแล้ว หลังจากที่ถูกท๊อปบูตของทหารกดเอาไว้ช่วง 2501 -2516 ผมจะขอไม่กล่าวถึงพลังที่ถูกปลดปล่อยของชนชั้นกลางนี้นะครับ เพราะมันมีรายละเอียดเยอะมาก และอาจจะไม่ตรงกับเนื้อหาในกระทู้ของผม...

การเลือกตั้งเมื่อปี 2544 พรรคไทยรักไทยซึ่งถือว่าเป็นพรรคใหม่มากในสังคมการเมืองไทย แต่มันได้รับชัยชนะอย่างมโหฬารอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งของไทย โดยมีหัวหน้าพรรคที่มีทั้งคนรักและคนเกลียดมากที่สุดในสังคมไทย

คนๆนั้นคือ พ.ต.ท ดร. ทักษิณ ชินวัตร ผู้ซึ่งมีอำนาจมากที่สุด และสามารถ "สั่นคลอน" ราชาชาติประชาธิปไตย ได้อย่างลึกซึ้ง ...

ถึงแม้ว่า "ปฎิญญาฟินแลนด์" จะมีอยู่จริงหรือไม่ตาม แต่เมื่อพิจารณาจากการครองอำนาจของอดีตนายกฯท่านนี้ นับว่าไม่ธรรมดา...บุคคลนี้ไม่ธรรมดา...

ไม่ธรรมดาจนเหล่าราชาชาตินิยมประชาธิปไตยต้องตั้งป้อมสู้อย่างยืดเยื้อยาวนาน แหลมคม และระทึกใจยิ่ง...

วันที่ 19 กันยายน 2549 คือการดิ้นรนครั้งสำคัญของพวกเขา ..




 

Create Date : 13 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 13 กุมภาพันธ์ 2551 0:49:52 น.
Counter : 308 Pageviews.  

1  2  3  4  5  

นายอึเหม็น
Location :
ชลบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add นายอึเหม็น's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.