Thailand in the transition time ...
Group Blog
 
All Blogs
 
บ่น.....

เรียนหนัก และเหนื่อยพอควร แต่ก็สนุกดี..แล้วก็ท้าทายตัวเรา

ไปเรียนแทบทุกวัน แถมยังต้องแหกขี้ตาตื่นมาตั้งแต่ตีห้าหกโมงเพื่อจะขี่มอไซค์ไปขึ้นรถเมล์ให้ทัน เพื่อที่จะไปเรียนในตอนเช้าๆที่มอ.

ไม่รู้ว่าจะมีคนฟิตอย่างผมเยอะมั้ย แบบว่าบ้านอยู่ชลบุรี แต่เสือกทะลึ่งไปเรียนแถวมาบุญครอง แม่งไกลจริงๆ..

วันนี้มีอารมณ์นั่งอัพบล๊อกตัวเอง หลังจากไม่ได้เข้ามานานมาก เพราะมัวแต่นั่งจดจ่อดูเขาเล่นการเมืองกัน เหมือนนั่งดูมวยคู่เอกระหว่างฝ่าย พธม กับ รัฐบาล ผลัดกันสวนคนละหมัดคนละตุ๊บสองตุ๊บ กองเชียร์ของใครของมัน ถ้ามวยแพ้ คนอาจจะไม่แพ้ก็ได้...


ใครจะไปรู้...?

***********************************************
นั่งดูมวยคู่นี้คนเดียวไม่มันส์ ต้องโทรไปเม้าท์กับเพื่อนฝูงบ้าง เพื่อนฝูงพอมี แต่หาใครที่คุยแล้วถูกคอจริงๆน้อยมาก ส่วนใหญ่ก็ชอบคุยแต่เรื่องสบายๆกัน ไม่ซีเรียส ชอบอะไรก็ได้ที่ไม่หนักสมองหนักกบาล(เอ๊ะ...หรือกูซีเรียสคนเดียววะ?)


นอกจากเพื่อนๆฝูงๆที่คอยติดตามกันอยู่ คนอื่นๆที่เรารู้จักหรือมีปฎิสัมพันธ์ด้วย ก็ดูเหมือนเข้าใจยากเต็มที อาจเป้นเพราะเราไม่ค่อยสนิทหรืออะไร และตอนนี้เพื่อนในห้องเรียนก็ดูห่างเหินไป แถมวันนี้โดนแขวะเข้าให้อีก เออ..กูมันเฮงซวยจริงๆ เสือกทำตัวเด่นเกินไปอีก ..


วันนี้วันบ่น บล๊อกนี้คือการบ่น... ให้มันรู้ว่ากูบ่น แถมเนือยๆด้วย โดนแขวะมา ไอ้เราก็คนคิดมาก(แถมปากหมา น่าจะไปอยู่กะน้าเน็กได้) ก็เลยสวนกลับไป "เออ กูแม่ง...ตรงไหนวะ"


เหออๆๆๆ...

*********************************************
ตอนนี้คิดอะไรออกก็พิมพ์ครับ ไม่ตั้งใจเขียนอะไรเป็นพิเศษ ..

มีความคิดว่า จะเอางานบทความตัวเองลงบลอก ก็เกรงว่าจะมีเด็กๆมา ก๊อป-วาง งานของผมไปส่ง อจ โดยไม่ให้เครดิต ..

จริงๆอยากจะเอางานตัวเองลงบลอกให้มากๆ แต่กลัวพวกมาก๊อปนี่แหละ ก็เลยสองจิตสองใจอยู่ว่าจะเอาลงดีมั้ย ..

ถ้าเอาลงหมด รับรองอ่านกันตาลายแน่ๆ แถมก๊อปกันส่ง อจ มันส์อีกตะหาก เพราะงานของผมมันสายการเมืองทั้งนั้น แถมเด็กๆที่เรียนในมอต่างๆก็มีเรียนรัฐศาสตร์กันซะเยอะแยะ...


***********************************************



ผมนึกมานานแล้วว่า ตกลงทุกวันนี้ เราเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยเพื่ออะไรกันแน่ ระหว่าง "ความรู้" กับ "ใบปริญญา" ..?

บางคนบอกว่า อ้าว...ไปเรียนเอาความรู้ดิ ใบปริญญาคือผลพลอยได้ เอาไว้สมัครงานไง บางคนบอกว่า เรียนเอาใบปริญญาไปหางานทำ(โว้ย)

เอาเข้าจริงๆผมก็ชักไม่แน่ใจว่าใครผิดใครถูก บอกว่าเรียนเพื่อเอาความรู้ มันก็ถูกของมัน เพราะถ้าเข้าไปเรียนแล้วไม่ได้ความรู้ แล้วจะไปเรียนทำหอกอะไร ..?

เหมือนกัน..ถ้าเข้าไปเรียนแล้วไม่ได้วุฒิเอามาทำงาน แล้วจะไปเรียนทำหอกอะไร(ด้วย)..?

บางคนเรียนจบ ป.ตรี ไม่พอ ต้องโทอีกใบ ผมถามเพื่อบางคนที่มันจะไปเรียนต่อโทว่า มึงจะเรียนไปทำไมวะ มันสวนกลับมาว่า เดี๋ยวนี้ใครๆก็เรียนทั้งนั้น ยิ่งในที่ทำงานมันยิ่งแข่งกันเป็นบ้าเป็นหลังเรื่องเรียนต่อ แถมยังต้องมีข่มกันเรื่องสถาบันอีกตะหาก..

ผมถามต่อไป ... ป.โท แพงนะเว้ย เรียนไหวเหรอวะ มันตอบ..อ้าว ลงทุนไง ลงทุน เรียนจบก็เอาไปอัพเงินเดือนดิวะ ไม่เห็นยากตรงไหน ก็เลือกหลักสูตรที่คนเรียนเยอะๆหน่อย เพราะมันจะได้กระจายๆไม่เรียนหนักมาก เพราะ อจ ไม่เคี่ยว ยิ่งหลักสูตรที่จ่ายเยอะยิ่งเรียนสบาย VIP โครตๆ วิทยานิพนธ์ก็จ้างทำเอา จะไปยากตรงไหน?

ถูกของมันครับ...

ความคิดมันไม่ผิดหรอก ไอ้ที่ผิดคือผมเอง เพราะเสือกไปเรียนไอ้หลักสูตรที่เอาไปอัพเงินเดือนอะไรไม่ได้ แถมคุยกะใครก็ไม่รู้เรื่องอีก เรียนจบมาตกงานแน่นอน ไม่มีบริษัทไหนรับเข้าทำงานชัวร์ป๊าด...

5555..

ค่านิยมสังคมบางทีก็แปลก ความรู้กูไม่เอา..แต่ใบปริญญาเสือกจะเอา ทั้งๆที่ของจริงคือความรู้ แต่ไอ้ที่ไม่รู้ชอบกันจังเลย..เป็นอะไรกันไปหมดวะเนี่ย..?


ความรู้ไม่เท่ห์เท่ากระดาษสวยๆหนึ่งใบ ยิ่งถ้ากระดาษใบนั้นปะหน้าด้วยชื่อของสถาบันที่สูงส่งยิ่งแลดูสวย ความรู้มันเป็นไงกูไม่รู้ กูรู้แค่จะทำไงให้กูได้เกรดดีๆ (เอ้า...อึ้บแลกเกรดกันดีกว่าพวกเรา 555)...

เรื่องนี้ผมเขียนด่าเอามันไปหลายครั้งแล้ว พอยิ่งไปเรียนก็ยิ่งเจอไอ้พวกนี้อีก ทั้งๆที่ผมมองโลกในแง่ดีว่า ถ้าเรียนระดับสูงๆขึ้นไปจะไม่เจอไอ้มนุษย์พันธุ์ทางพวกนี้ ที่ไหนได้ แม่งยังอยู่กันเต็ม...

ผมยังสงสัยอีก พวกมันเรียนอะไรกันก็ไม่รู้เรื่อง แล้วตอนพวกมันสอบเข้ามาเรียนเนี่ย คณะกรรมการคัดพวกมันเข้ามาเรียนได้ยังไงวะ..?

(เออว่ะ...แล้วกูเข้ามาเรียนได้ไงเนี่ย 555)

อยากจะปลงเรื่องพวกนี้เหลือเกิน เพราะมันรบกวนสมอง แต่ทำไม๊...ทำไมมันปลงไม่ตกซักที เห็นทีไรคันปากยุบยิบ อยากด่าขึ้นมาซะงั้น...

ตอนปลายปีผมขี้เกียจไปรับปริญญาที่บูรพา ด้วยเหตุผลง่ายๆดังต่อไปนี้..

1.ขี้เกียจ

2.กลัวไปนั่งปวดท้องขี้ในห้องรับปริญญา

3.ร้อน เพราะดูชุดแล้ว คงจะอึดอัดน่าดู

4.ไม่อยากพาแม่มา เพราะแกขี้บ่น(แม่บอกว่าตามใจ จะรับไม่รับก็เรื่องของมึง)

5.เสียเวลาไปทำอย่างอื่น งานรับปริญญาใช้เวลานานเป็นวัน แค่ครึ่งวันผมเขียนบทความได้ตั้ง 10 หน้าแหนะ

6.ไม่ได้ใส่ใจกับการรับปริญญา เพราะมันปัญญาอ่อนบ้าพิธีกรรม เพื่อนผมจบมาคะแนนสูงลิ่ว แต่ขอโทษ...จบด้วยโพยกับการลอกกันทั้งนั้น พอรับปริญญาก็แข่งกันไฮโซ ออกป้ายแดงป้ายขาวขับมาข่มกัน ไปจ้างช่างถ่ายรูปมาตะบี้ตะบันถ่ายกันเข้าไปเหมือนไม่เคยเจอกล้องถ่ายรูปมาก่อนในชีวิต เวรกรรม....


ถ้ามีเหตุอันต้องรับจริงๆผมคงเซ็ง ถ้าเป็นงั้น จะประชดด้วยการเอาใบปริญญามาจุดไฟเผาเล่นหน้าบ้าน อ้อ...ถ่ายคลิปเอาไปลงเนตด้วย สนุกดี...


ผมแม่งบ้าอยู่แล้ว...ทำเหี้ยไรห่ามๆมาเยอะ เพื่อนสนิทรู้จักดี..

นี่ถ้าได้ใบปริญญามาเช็ดขี้ อยากรู้จริงๆมันจะใช้ดีเท่ากระดาษทิชชู่หรือเปล่า....


Create Date : 16 กรกฎาคม 2551
Last Update : 16 กรกฎาคม 2551 23:46:33 น. 1 comments
Counter : 245 Pageviews.

 

แวะมาอ่านเลยเอามาฝาก

ท่าน ว.วชิรเมธี ชี้ทางสว่าง ระบุในทางพุทธ ความเป็นกลาง
ทางการเมืองคือ การยืนอยู่ข้างธรรมะและความถูกต้อง มิใช่การอยู่เฉยๆ อย่างที่คน
ส่วนใหญ่เข้าใจ เพราะการอยู่เฉยๆ นั้นจะนำประเทศไทยไปสู่หายนะ สงสัยระบบการศึกษา
ยิ่งสอนยิ่งทำให้คน “เชื่อง” ส่วนพระสงฆ์ควรเป็นต้นแบบของการวางตัวเป็นกลางทางการเมือง
โดยต้อง ‘ถ่ายทอดธรรม’ ให้กับนักการเมือง แต่ไม่เล่นการเมือง

นิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 11 กรกฎาคม 2551 หน้าที่ 54 ในคอลัมน์ธรรมาภิวัฒน์
ว.วชิรเมธี หรือ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ได้เขียนบทความเรื่อง “ความเป็นกลาง = ความเป็นก้าง”
อธิบาย เหตุผลในการวิจารณ์ทางการเมืองของท่านที่ส่งผลเสียต่อรัฐบาล
ทั้งนี้ ท่าน ว.วชิรเมธี อธิบายว่า ท่านไม่เห็นด้วยกับทัศนะของคนไทยส่วนใหญ่ที่ระบุว่า
พระต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมืองด้วยการไม่พูดถึงการเมือง ไม่เล่นการเมือง และควร
จะปล่อยวางเรื่องทางโลก มุ่งดับกิเลสอย่างเดียว โดยให้เหตุผลว่า “ในทางพุทธศาสนา
ความเป็นกลาง ก็คือ ความเป็นธรรม ธรรมะคือความถูกต้อง ... ดังนั้น ภาวะที่เป็นกลาง
การวางตัวเป็นกลาง ก็คือ การวางตนอยู่กับธรรมและธรรมอยู่กับใคร เราก็ควรจะสังกัดอยู่
ในฝ่ายนั้น การเป็นกลางจึงไม่ได้หมายถึงการไม่เลือกฝ่าย”

นอกจากนี้ ว.วชิรเมธี ยังกล่าวด้วยว่า “ความเป็นกลาง” ที่คนส่วนใหญ่ รวมถึง
นักวิชาการ สื่อมวชนอ้างถึงนั้นเกิดจากความไม่รู้ “การอยู่เฉยๆไม่เรียกว่า การวางตนเป็นกลาง
แต่ควรเรียกว่า วางตนเป็น ‘ก้าง’ คือ คอยขวางไม่ให้สิ่งดีๆ เกิดขึ้นในสังคม ... น่าเป็นห่วงมาก
ที่ในสังคมไทยของเราคิดกันตื้นๆ ว่า การวางตนเป็นกลาง คือ การอยู่เฉยๆ และก็คนกลุ่มใหญ่
พยายามขยายแนวคิดนี้ออกไปจนทำท่าจะเห็นดีเห็นงามกันทั้งประเทศ”

“ระบบการศึกษาของคนไทยนี้มันผิดปกติตรงไหนหรือเปล่าที่เมื่อศึกษากันไปๆ ทำไมคนไทย
ถึงได้ ‘เชื่อง’ มากขึ้นทุกที มหาวิทยาลัย , สื่อมวลชน, วัฒนธรรม ที่ทำให้คนมีความแกล้วกล้า
อาจหาญในการที่จะเผชิญกับความอยุติธรรม, ความเลวร้าย, ความฟอนเฟะ, ความสามานย์
ของชนชั้นนำ หรือ ของคนทั่วไป ซึ่งเต็มไปด้วยเล่ห์เพทุบายกลายเป็นจิ้งจอกของสังคม
หายไปไหนกันหมด”

“บ้านเมืองที่มากไปด้วยคนที่วางตัวเป็นกลางด้วยการอยู่เฉยๆ นั้น ไม่ต่างอะไรกับการเปิดทาง
ให้ประเทศเดินเข้าสู่ความหายนะอย่างถาวรด้วยความยินดี ความสงบสุขที่ปราศจากปัญญานั้น
เป็นความสงบสุขของป่าช้ามากกว่าของอารยชน ความนิ่งที่เกิดจากพื้นฐาน คือ ความกลัวนั้น
ไม่ต่างอะไรกับความนิ่งของสิงโตหินตามวัด”

ขณะเดียวกันบทความชิ้นดังกล่าวยังอ้างอิงถึงสมัยพุทธกาลด้วยว่า

พระพุทธเจ้าทรงเป็นนักประชาธิปไตย นักสิทธิมนุษยชน โดยหักล้างคำสอนเรื่องพระพรหม
เรื่องระบบวรรณะ นอกจากนี้พระพุทธเจ้ายังทรงแสดงธรรมที่เกี่ยวข้องกับการเมืองเอาไว้มากมาย
ทรงห้ามทัพ ทรงเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกับสงครามระหว่างรัฐต่างๆ รวมถึงเสนอระบบเศรษฐกิจ
แบบ “ทางสายกลาง” ที่เน้นการบริโภคเพื่อความอยู่รอดมากกว่าการบริโภคเพื่อความมั่งคั่ง
อย่างไม่รู้จบด้วย

ดังนั้นคำกล่าวที่ว่าพระสงฆ์ไม่ควรจะยุ่งเกี่ยวกับการเมืองโดยสิ้นเชิงนั้น ว.วชิรเมธี จึงเห็นว่า
เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะในความเป็นจริงแล้ว ตามคำสอนของพุทธศาสนา พระสงฆ์ควร ‘
ถ่ายทอดธรรม’ ให้กับนักการเมืองได้ แต่เล่นการเมืองไม่ได้และควรเป็นต้นแบบในการ
วางตนเป็นกลาง ด้วยการเลือกยืนอยู่ข้างธรรมะ ธรรมะอยู่ที่ไหน พระก็ควรอยู่ที่นั่น



โดย: อริ (arijinjan ) วันที่: 17 กรกฎาคม 2551 เวลา:12:09:54 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

นายอึเหม็น
Location :
ชลบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add นายอึเหม็น's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.