Group Blog
 
All blogs
 

วันเกิดของพ่อ

14 มิถุนา สำหรับปีนี้มาถึงแล้ว เป็นวันเกิดปีแรกของพ่อ ที่ไม่มีการซื้อของ ไม่มีการฉลองเหมือนทุกปี เป็นวันเกิดปีแรกที่มีแต่ความคิดถึง อย่างที่สุด การสูญเสียพ่อไปทำให้เรารับรู้ได้ว่าเรารักพ่อมากแค่ไหน เช้าวันนี้ป้า อาและแม่รวมตัวกันไปทำบุญให้พ่อเนื่องในวันคล้ายวันเกิดที่วัดระฆัง ส่วนตั้มติดงานไม่ได้ไป แต่ถึงอย่างไรวันนี้ก็ได้แวะไปเยี่ยมพ่อที่วัดชลประทาน พ่อจะได้ไม่เหงา จะได้รู้สึกเหมือนปีที่ผ่านมา ว่าเรายังเจอะเจอกันเหมือนเดิม ต่อไปวันเกิดปีอื่นๆ ก็จะไม่มีพ่อร่วมฉลองอีกแล้ว
เพื่อนคนอื่นๆ ที่ยังมีพ่อให้ร่วมฉลองวันเกิด เราอยากให้ใช้เวลาที่มีค่าในทุกทุกนาทีให้มากที่สุด เพราะเราไม่รู้หรอกว่าปีอื่นๆ เราจะมีโอกาสได้ร่วมฉลองวันเกิดกับพ่อหรือเปล่า แต่เมื่อวันใดวันหนึ่งเราต้องสูญเสียพ่อไป เราจะเข้าใจเลยว่าพ่อมีค่ากับเรามากเพียงใด พ่อคะ พวกเรารักพ่อ และคิดถึงพ่อมากที่สุด

พวกเราโชคดีที่ได้ใกล้ชิดพ่อ ได้ดูแลทั้งยามสุขและยามทุกข์ ยามแข็งแรงและยามป่วยไข้ แต่ถึงอย่างไรเวลาสำหรับพวกเราก็ยังน้อยเกินไป ถ้าหากเรารู้ล่วงหน้า หรือพ่อไม่เจ็บไม่ป่วยก็คงจะดี เราคงจะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งครอบครัว
ขอให้เราได้เป็นพ่อลูกกันตลอดไป




 

Create Date : 14 มิถุนายน 2553    
Last Update : 14 มิถุนายน 2553 22:54:46 น.
Counter : 116 Pageviews.  

Papa's diary

บทเรียนชีวิต
ในชีวิตคนเรา มันจะที่สิ่งที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเสมอ บางเรื่องก็เป็นเรื่องที่ดี อยากให้เกิดขึ้น บางเรื่องก็เป็นเรื่องร้าย ที่นำมาซึ่งความทุกข์ เพียงแต่ว่าความโชคร้ายนั้นกลับมาเกิดกับครอบครัวเรา โดยมีพ่อที่สอนให้เราได้เรียนรู้บทเรียนชีวิตอีกบทหนึ่ง
มันเกิดอะไร?
ตั้มหวังว่า บทความที่เขียนขึ้นมานี้น่าจะมีประโยชน์ต่อเพื่อนๆ ที่ได้มีโอกาสเข้ามาเยี่ยมเยื่อน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ทั้งในเรื่องครอบครัว ความรัก โรคภัย ซึ่งเกี่ยวข้องกับเวลา และน้อยคนนักที่จะเข้าใจถึงการใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท ใช้ชีวิตโดยไม่แคร์กับเวลา เพราะคิดอยู่แต่ว่า เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ยังมีเวลาที่จะทำอะไรที่อยากจะทำในวันนี้ แต่รู้มั้ยค่ะ ขนาดตั้มได้มีเวลาที่จะทำอะไรก็ตามที่คิดอยากทำแล้ว ก็ยังอดจะเสียดายเวลาอันน้อยนิดที่ยังไม่ได้ทำอะไรอีกตั้งเยอะไม่ได้เลย

ประมาณกลางเดือนก.พ ขณะกำลังอบรมเกี่ยวกับการพูดในที่สาธารณะซึ่งจัดโดยสำนักงานอย่างสนุกสนานและเตรียมเวิรค์ช็อบก็ได้ยินโทรศัพท์ดัง และหลังจากนั้นน้ำตามันก็ไหลออกมา เสียงปลายสายแจ้งมาว่าคุณพ่อมีเนื้องอกในสมอง มีเลือดออก ต้องนอนที่โรงพยาบาลเพื่อดูอาการตอนนั้นตั้มทิ้งทุกอย่างเลยค่ะ ขับรถซิ่งมากๆ เพื่อที่จะไปโรงพยาบาลไปดูอาการพ่อว่าเป็นอย่างไรบ้าง มันเกิดอะไรขึ้น มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ในหัวมีแต่คำถามเต็มไปหมด แล้วพ่อจะเป็นอย่างไรบ้าง

ทำให้นึกย้อนกลับไปว่า อาทิตย์นั้นที่เข้าไปทานข้าวกับพ่อที่บ้าน ก็รู้สึกผิดสังเกต เพราะพ่อเอาแต่นอน ถึงเวลากินก็ลุกมากิน และพูดน้อยๆ กินเสร็จก็นอน แต่คิดว่าเป็นไข้หวัด จนกระทั่งพ่อเข้าโรงพยาบาลนั่นแหละค่ะ เมื่อไปถึงโรงพยาบาลมีแม่ พี่สาวและน้องสาว รวมทั้งญาติที่มารอ อยู่หน้าห้องไอซียู (ที่หมายความถึงเราเห็นพ่อ แต่พ่อไม่เห็นเรา) แอบแทรกมุขซะหน่อย

พ่อเริ่มพูดน้อย พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง และไม่กล้าพูดอะไรมาก เพราะเริ่มพูดผิด พ่อเริ่มจำบางคนไม่ได้ ทุกอย่างไวมาก พวกเรามีกันแค่ 5 คน พ่อ แม่ และลูกสาว3 คน รวมทั้งน้องหมาอีก 1 ตัว น้องเล่าให้ฟังว่าเห็นพ่อซึมๆ เยอะ ตอนแรกคิดว่าเป็นไข้หวัด แต่พ่อเอาแต่นอน จนวันจันทร์ทนไม่ได้ ชักสงสัย เลยพามาหาหมอ พ่อมีโรคประจำตัวเป็นความดันโลหิตสูงค่ะ หมอเลยจับพ่อสแกนมองด้วยวิธีการ CT SCAN เพราะกลัวว่าจะเป็นเส้นเลือดในสมองแตก แต่พอมองดูจากฟิล์มมันน่าจะมีอะไรมากกว่านั้น เพราะมีก้อนอะไรสักอย่าง ที่มีเลือดออกมากด้วย พวกเราใจเริ่มเสียค่ะ สงสารพ่อมากๆ คงเหมือนกับคนอื่นๆ มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมต้องเป็นพ่อของพวกเราด้วย พ่ออายุยังน้อยอยู่เลย ร่างกายก็แข็งแรง ไม่เคยมีโรคอะไรรุนแรงขนาดต้องพาไปหาหมอ

พวกเราต่างทยอยเขาไปหาพ่อเพื่อให้พ่อรู้สึกว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นค่ะ จริงๆ ตอนเราพวกเราก็ยังไม่รู้อะไรมากหรอกค่ะ คงต้องรอหมอปรึกษากันก่อน จะเจอหมออีกครั้งตอนค่ำๆ ซึ่งเมื่อเจอหมอก็มีแต่เรื่องที่ฟังแล้วรู้สึกบั่นทอนจิตใจลงเรื่อยๆ หมอเกรงว่าเนื้อที่เจออาจจะเป็นเนื้อที่ไม่ค่อยดีนัก เพราะมีเลือดออก พ่อคงจะสงสัยนะค่ะ ว่าเกิดอะไรขึ้น ให้ตูมานอนอยู่นี่ แล้วก็เดินๆ กันออกไปเหมือนในละครไปดูฟิล์ม

จำได้ว่าวันนั้นแม้แต่ตั้มเองพอฟังหมอเสร็จก็ต้องเดินไปทำใจข้างนอกก่อนเข้าไปหาพ่อ เพราะกลัวพ่อเห็นน้ำตานะค่ะ มีแต่น้องสาวคนเล็กที่เข้มแข็งมากกก เข้าไปคุยปกติกับพ่อก่อนเลย แล้วก็บอกว่าไม่มีอะไร ตอนนั้นเราคงทำได้แค่นั้นจริงๆ ค่ะ ถ้าพ่อรู้เรื่อง คงจะไม่มีกำลังใจแน่ๆ

แต่เนื่องด้วยโรงพยาบาลที่เราพาพ่อเข้ารักษาเป็นโรงพยาบาลเอกชน เราจึงจะขอย้ายพ่อออกไปโรงพยาบาลรัฐบาลที่พ่อตรวจสุขภาพประจำ

แต่รู้ไม่ค่ะมันไม่ง่ายในการทำเรื่องย้าย ในขณะที่ค่ารักษาก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หมอให้ความเห็นว่ามันอันตรายที่จะเคลื่อนย้ายพ่อออกไป แต่ก็ไม่ได้มีการรักษาอะไรเพิ่มขึ้น นอกจากรอดูอาการ

วันนั้นเรา 3 พี่น้อง ต่างแบ่งกันทำหน้าที่ค่ะ ตั้มและน้องสาววิ่งไปโรงพยาบาลเพื่อดำเนินการขอเคลื่อนย้ายพ่อไปโรงพยาบาลศิริราช ซึ่งก็ไม่ง่ายเลยจริงๆ เพราะมีคนรอคิวเยอะพอสมควรทุกคนต่างก็มีเส้นสายที่ใหญ่แตกต่างกันไป
ฮ่าฮ่าฮ่า




 

Create Date : 17 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 25 พฤษภาคม 2553 10:27:03 น.
Counter : 102 Pageviews.  


Tum-krub-kao
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




----------------- มองแต่แง่ดีเถิด
เขามีส่วน เลวบ้าง ช่างหัวเขา
จงเลือกเอา ส่วนที่ดี เขามีอยู่
เป็นประโยชน์ โลกบ้าง ยังน่าดู
ส่วนที่ชั่ว อย่าไปรู้ ของเขาเลย
จะหาคน มีดี โดยส่วนเดียว
อย่ามัวเที่ยว ค้นหา สหายเอ๋ย
หาหนวดเต่า เขากระต่าย ตายเปล่าเอย
ฝึกให้เคย มองแต่ดี มีคุณจริง
คำสอนท่านพุทธทาส
Friends' blogs
[Add Tum-krub-kao's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.