แค่เปลี่ยนความคิด ชีวิตก็เปลี่ยนแล้ว

ผู้เฒ่าสายลม
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เป็นข้าราชการคนหนึ่งในรัฐบาลไทย มีความสนใจในศาสตร์หลากหลาย สนใจเรื่องวิทยาศาสตร์ เศรษฐกิจ การลงทุน ฯลฯ
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ผู้เฒ่าสายลม's blog to your web]
Links
 

 
ติดฟิลม์กรองแสง

หลังจากที่ได้รถมาก็ขับไปติดฟิลม์วันนั้นเลยครับ เพราะหาข้อมูลมาบ้างแล้ว ข้อมูลที่ผมหามาได้ ผมสรุปได้ดังนี้

ณ วันที่โพสต์นี้ ฟิลม์กรองแสงบ้านเรา จัดเกรดได้ออกเป็น 3 ระดับด้วยกัน

ระดับบน นำด้วย V-Kool ที่เชื่อว่าทุกท่านคงได้ยินชื่อเสียงมานาน ตามมาด้วย Lamina รุ่น Special, 3M รุ่น Crystalline และ Huper Optik

ระดับกลาง ได้แก่ Lamina รุ่นธรรมดา, 3M รุ่น สก๊อตทินต์, Hi-Kool และ SmartTec

ระดับล่างได้แก่ฟิลม์อื่น ๆ ที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียง

คราวนี้มาดูกันว่าฟิลม์กรองแสง มีหน้าที่อะไรบ้าง และ มีวิธีการผลิตอย่างไร ฟิลม์กรองแสงมีหน้าที่ 2 อย่าง หน้าที่หลักก็คือ กันความร้อนไม่ให้เข้ามาในรถ แม้จะชื่อว่าฟิลม์กรองแสงก็เถอะ เพราะทุกคนที่เข้าไปติดฟิลม์ก็เนื่องจากไม่ต้องการความร้อน ไม่ใช่ว่าไม่ต้องการแสง สำหรับเหตุที่เรียกกันว่าฟิลม์กรองแสง ก็เนื่องมาจากในสมัยก่อน ยังไม่มีเทคโนโลยีอะไร เข้าใจกันว่า แสงทำให้เกิดความร้อน ดังนั้นถ้าไม่ต้องการความร้อน ก็ต้องลดแสงลง

แต่ต่อมามีการแยกแยะขึ้นว่า พลังงานที่ดวงอาทิตย์ส่องมานั้นประกอบด้วย รังสี 3 ชนิด คือ รังสีอินฟราเรด มีพลังงานถึง 53 เปอร์เซนต์ของพลังงานทั้งหมด ดังนั้นความร้อนที่เกิดจากแสงมาจากรังสีนี้กว่าครึ่ง รังสีชนิดที่ 2 คือ แสงสว่างมีพลังงาน 44 เปอร์เซนต์ และสุดท้ายคือรังสีอุลตร้าไวโอเล็ต หรือ รังสียูวี (UV) ซึ่งมีพลังงาน 3 เปอร์เซนต์ แต่รังสียูวีนี้แม้จะมีพลังงานน้อยเมื่อเทียบกับตัวอื่น แต่ก็เป็นอันตราย เพราะอาจทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้

ในฟิลม์กรองแสง ไม่ว่ายี่ห้อใด จะมีการบอก 3 ค่าข้างต้นเสมอ ว่าแสงส่องผ่านเท่าไร ป้องกันรังสียูวีเท่าใด และป้องกันรังสีอินฟราเรดเท่าใด ซึ่งกรรมวิธีในการผลิตฟิลม์นั้น ไม่ว่ายี่ห้อใด ของถูกหรือของแพง จะมีหลักการอยู่ 2 อย่าง อย่างแรก คือ ความเข้มของสีฟิลม์ ซึ่งฟิลม์ที่มีสีเข้มจะสามารถกันแสงสว่างได้ดี กันรังสีอินฟราเรดและยูวีได้บางส่วน ดังนั้นรถที่มีฟิลม์ดำเพียงอย่างเดียว จึงสามารถลดความร้อนลงไปได้บางส่วน ไม่สามารถลดความร้อนได้ทั้งหมด แม้ว่าฟิลม์จะสีดำสนิทก็ตาม เพราะความร้อนไม่ได้มากับแสงสว่างเพียงอย่างเดียว

ฟิลม์ที่กรองแสงได้ดี จะต้องกรองยูวีได้เกือบ 100 เปอร์เซนต์ ซึ่งฟิลม์ส่วนใหญ่ก็สามารถป้องกันได้ประมาณ 99 เปอร์เซนต์กันเป็นส่วนใหญ่แล้ว การกรองแสงก็ไม่ยาก เพราะฟิลม์ที่สีเข้มก็จะกรองแสงได้มากกว่าฟิลม์ที่สีอ่อน สำหรับแสงอินฟราเรดจะยากหน่อย เพราะไม่สามารถใช้สีของฟิลม์กรองได้ทั้งหมด เทคโนโลยีที่มาแก้ไขข้อจำกัดนี้เรียกว่า Spectrally Selective ซึ่งมีความหมายว่า ให้สะท้อนรังสีในช่วงยูวีและอินฟราเรดออกไป ในขณะที่ยอมให้แสงผ่านได้ ผลที่ได้ คือ ฟิลม์ที่มีลักษณะใส แต่กันความร้อนได้ดี เทคโนโลยีนี้จะใช้อนุภาคของโลหะเงินทำเป็นชั้นฟิลม์บาง เพื่อทำหน้าที่สะท้อนรังสีอินฟราเรด โดยมีชั้นของอ็อกไซด์ของโลหะประกบเพื่อไม่ให้โลหะเงินเป็นสนิม


บางคนอาจสงสัยว่าทำไมโลหะจึงสะท้อนรังสีอินฟราเรดได้ ถ้าเคยสังเกตุเวลาที่เขามุงหลังคาบ้านเขามักจะเอาแผ่นฟอยซ์ใส่ลงไปที่ใต้หลังคา ก็เพื่อสะท้อนความร้อน แสดงว่าโลหะสามารถสะท้อนความร้อนได้ดี แต่ต้องเป็นโลหะที่มีลักษณะเป็นมันวาว เช่น อลูมิเนียม สำหรับเทคโนโลยี Spectrally Selective เขาจะใช้แร่เงิน ซึ่งผมก็ไม่ทราบว่าทำไมต้องเป็นแร่เงิน อาจเนื่องจากแร่เงินมีความวาวสูงก็ได้ โดยอนุภาคมีขนาดที่เล็กมาก ไม่สามารถมองเห็น เราจึงเห็นฟิลม์มีลักษณะใส แต่เมื่อมองเหลือบ ๆ จะเห็นความวาวได้บ้าง

บางคนอาจสงสัยว่าเอาอนุภาคเงินไปขวางแสง น่าจะมืด ซึ่งก็อาจมืดไปบ้าง แต่เนื่องจากแสงมีความสามารถในการเลี้ยวเบน จึงทำให้สายตาคนมองเห็นว่าฟิลม์มีลักษณะใส ฟิลม์แบบนี้จะแพงมาก ซึ่งก็คือฟิลม์ระดับบนที่ได้กล่าวถึงไปเมื่อตอนแรกนั่นเอง

สำหรับฟิลม์ในกลุ่มที่ 2 นั้น เขาก็ใช้การประยุกต์ครับ คือ การใช้อนุภาคเงินที่เล็กมากนั้น มีราคาแพง เขาก็ใช้อนุภาคโลหะอื่น ๆ เช่น อลูมิเนียม หรือ ไทเทเนียม โดยใช้อนุภาคที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งทำได้ง่ายกว่า ราคาถูกกว่า เจือลงในฟิลม์ ซึ่งก็สามารถป้องกันรังสีอินฟราเรดได้เช่นกัน แต่ข้อเสีย คือ เนื่องจาออนุภาคใหญ่ มันจึงเห็นเป็นโลหะอย่างชัดเจน ยิ่งเจือลงในฟิลม์มากเท่าไร จะยิ่งเห็นชัดมากขึ้นเท่านั้น ที่เราเรียกกันว่าฟิลม์ปรอทนั่นแหละ ซึ่งฟิลม์ระดับกลางและล่างทุกยี่ห้อ ล้วนทำแบบนี้ทั้งสิ้น ซึ่งจะเห็นได้จากคุณลักษณะหนึ่งของฟิลม์ คือ การสะท้อนแสง เพราะถ้าไม่มีโลหะในเนื้อฟิลม์เลย ก็ย่อมจะไม่มีการสะท้อน ซึ่งก็ต้องยอมให้สะท้อนบ้าง เพราะสามารถลดความร้อนจากรังสีอินฟราเรดได้ดี

ถึงตรงนี้แล้ว ก็คงเข้าใจเทคโนโลยีของฟิลม์กรองแสงกันพอสมควร โดยทั่วไปแล้วฟิลม์แบบที่ 1 ที่ใช้เทคโนโลยี Spectrally Selective เขาจะขายความใส และไม่ร้อน โดยมักจะให้แสงส่องผ่านมากกว่า 60 เปอร์เซนต์ขึ้นไป ในขณะที่สามารถลดความร้อนรวมได้ประมาณ 60 เปอร์เซนต์ขึ้นไปเช่นเดียวกัน สำหรับฟิลม์แบบอื่น ๆ นั้น จะมีรุ่นต่าง ๆ ที่จะแตกต่างที่ สีของฟิลม์ การเจือโลหะ และความเข้มของสี ซึ่งก็จะผลิตออกมาเป็นรุ่นต่างๆ ซึ่งจะสามารถลดความร้อนได้ระหว่าง 30-50 เปอร์เซนต์ในรุ่นที่ไม่ดำมากนัก และอาจมากถึง 60 เปอร์เซนต์ในรุ่นที่ดำมาก ๆ เช่น แสงส่องผ่าน 20 เปอร์เซนต์

ในด้านของราคานั้น กลุ่มระดับบนถ้าติดทั้งคัน ก็จะตก 20,000 กว่าบาททุกคัน ยิ่งคันใหญ่ยิ่งแพง แค่บานหน้าบานเดียวก็ตกประมาณ 7-8 พันบาทแล้ว ในขณะที่แบบที่ 2 ติดตั้งคันจะอยู่ที่ราคา 3000-5000 บาท จะเห็นว่าต่างกันหลายเท่าตัวทีเดียว

คราวนี้ก็มาถึงคำถามสุดท้าย คือ จะติดอะไรดี สำหรับคนที่มีเงินและลงทุนได้ ก็ควรจะติดระดับบน เพราะเย็นสบาย และ สว่างดีด้วย บางคนบรถคันละเป็นล้าน แต่ไม่ยอมลงทุนกับเรื่องของฟิลม์

แต่ถ้ามีเงินจำกัด ผมแนะนำให้ลงทุนกับบานหน้า เพราะบานหน้าเป็นกระจกที่มีความลาดเอียง ดังนั้นจะรับแสงเป็นจำนวนมาก ดังนั้นหากกันความร้อนจากบานหน้าได้ รถก็จะเย็นขึ้นมากแล้ว นอกจากนั้น บานหน้าเป็นบานที่เราต้องมองผ่านเวลาขับรถ ดังนั้นในตอนที่แสงน้อย เราต้องการความสว่างในการขับรถมาก การให้บานหน้าสว่างไว้ ย่อมจะปลอดภัยมากกว่า คือ อาจใช้ฟิลม์ระดับบนติดบานหน้า และ ระดับกลางติดรอบคัน
แต่ถ้าจะประหยัดอีกก็คงต้องใช้ระดับกลาง แต่ไม่แนะนำให้ใช้ระดับล่างครับ

สำหรับผมหลังจากที่ได้ศึกษายี่ห้อต่าง ๆ ผมเลือกติด V-Kool 70 ในบานหน้า และ Lamina APL50 ในบานที่เหลือ ซึ่งมีค่าเสียหาย 12,000 บาท ตอนแรกผมไม่ได้คิดไปถึง V-Kool หรอก เพียงแต่จะติด L75 Special ของ Lamina เท่านั้น คือ ขอบานหน้าสว่างหน่อยเป็นรุ่นพิเศษ ถือเป็นรุ่นรอง Top ของ Lamina ซึ่งแม้จะสู้ V-Kool ไม่ได้ แต่ก็ยังดี ซึ่งตอนแรกตกลงค่าเสียหายที่ 9000 บาท แต่ปรากฏว่า L75 มากว้างไม่พอกับกระจก Jazz ของผม เขาจึงถามว่าจะเอารุ่น J60 ของ V-Kool ไหม ได้ราคาเดิม แต่ผมอยากให้สว่าง ก็เลยเลือก V-Kool 70 ซึ่งต้องเพิ่มอีก 3500 แต่ขอต่อลดได้ 500 ก็ไม่รู้ว่าคนอื่นจะติดได้ถูกกว่านี้หรือเปล่า เพราะไม่ค่อยได้ต่อเขาเท่าไร

ติดฟิลม์เนี่ย เสียเวลาเหมือนกันนะครับ ใช้เวลาไป 3 ชั่วโมง จริงๆ ประมาณชั่วโมงครึ่งบานอื่น ๆ ก็เสร็จเรียบร้อย จะช้าก็บานหน้า เพราะเขาต้องเป่าลมร้อนให้ฟิลม์โค้งตามรูปกระจกเสียก่อนจึงติดได้ และฟิลม์ก็หนา จึงต้องรีดน้ำกันนาน อ้อ ถ้าใครขับ Jazz ไปติดฟิลม์ ให้ระวังน้ำที่จะเปื้อนบนผ้าที่ประตูด้วย เพราะรถผมโชกเลยครับ ต้องเอาทิชชูซับ ถ้าทำได้หาพลาสติกมาปิดเอาไว้ก่อน จะได้ไม่เลอะเทอะครับ

ผลที่ได้ก็น่าพอใจครับ จอดตากแดดไว้ก็ยังไม่ร้อนเท่าไร รถ Sunny คันเก่าของผม ติดฟิลม์โบราณ เวลาตากแดดสักชั่วโมง เข้าไปนั่งแทบจะลวกเลยละครับ พวงมาลัยแทบจะจับไม่ได้ แต่สำหรับคันนี้ก็ร้อนบ้าง แต่ไม่มากนัก สรุปว่า ตัดสินใจได้ถูกครับ คุ้มค่าเงิน แต่รู้สึกว่าเข้มไปนิด อยากได้แบบสว่าง ๆ หน่อย แต่ก็กลัวจะร้อน


Create Date : 11 กุมภาพันธ์ 2552
Last Update : 11 กุมภาพันธ์ 2552 21:35:57 น. 2 comments
Counter : 1082 Pageviews.

 
กำลังเลือกฟิล์มที่จะติดรถยนต์ค่ะ ขอบคุณสำหรับบทความดีดีนะคะ


โดย: ตะไคร้หอม วันที่: 24 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:10:23:20 น.  

 


โดย: maemaow วันที่: 30 พฤษภาคม 2552 เวลา:15:43:17 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.