รถไฟฟ้ามาหางานศิลป์
วันนี้มีโอกาสไปชมงานจัดแสดงผลงานศิลปะ
ที่สถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงค์ สถานีมักกะสัน
ซึ่งกำลังจัด โครงการนิทรรศการ “รถไฟฟ้าสู่งานศิลป์ ครั้งที่ ๒ เรื่อง แม่”







ด้วยความที่เป็นเด็กต่างจังหวัด 
เลยเพิ่งเคยย่างกรายเข้าไปที่แอร์พอร์ต เรล ลิงค์ สถานีมักกะสันเป็นครั้งแรก
หลังจากเดินกางร่มฝ่าเปลวแดดจนไปถึงเป้าหมาย
ถึงกับตกตะถึงในความใหญ่โต โอ่โถงและโล่งสุดๆ(ไปตอนบ่ายๆคนยังไม่เลิกงาน) 


มาเข้าเรื่องเลยดีกว่า 
ที่จริงมัทไม่ได้เรียนมาทางศิลปะโดยตรงแต่ก็ชอบชื่นชมสุนทรียะในสิ่งต่างๆรอบตัว





หลังจากเดินวนดูครบทั้งงานหลายรอบแล้ว จะเดินกลับเลยก็ใช่ที่
เป็นปกติที่งานนิทรรศการศิลปะจะมีศิลปินหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง คอยอยู่ให้ข้อมูลแก่ผู้ที่สนใจ 
บางงานไปเจอคนเฝ้าแบบไม่รู้เรื่องรู้ราว เค้าจ้างให้มานั่งเฝ้าก็มา
แต่ถ้าครั้งไหนโชคดี ก็จะมีโอกาสได้เจอศิลปินเจ้าของผลงาน





ครั้งนี้ไม่ใช่โชคค่ะ 
แต่เป็นเพราะผู้รับผิดชอบโครงการ 
อ.ทวีสิทธิ์ วงศ์ฤทธิ์เดชากิจและภรรยา(คุณชื่นใจ วงศ์ฤทธิ์เดชากิจ)
ท่านมาคอยดูแลให้ข้อมูลแก่ผู้ที่สนใจที่งานทุกวัน
หลังจากได้นั่งพูดคุยกับทั้งสองท่านนี้อยู่นานมาก 
ก็ได้รับรู้เรื่องราวที่น่าสนใจหลายอย่าง
ทั้งที่เกี่ยวกับโครงการนี้ เกี่ยวกับการสร้างผลงานของศิลปิน 
เกี่ยวกับผลกระทบของระบบการศึกษาที่มีต่อการศึกษาศิลปะ ฯลฯ
คุยกันนานชนิดที่ทำให้อาจารย์ให้สูจิบัตรติดมือมาหนึ่งเล่ม
(ตอนนั่งพิมพ์อยู่นี่ค่อยนึกขึ้นได้ว่าลืมถ่ายรูปกับทั้งสองท่านเป็นที่ระลึก)





รู้สึกเสียดายมากๆเลยที่การจัดนิทรรศการที่แอร์พอร์ตลิงค์
แทนที่จะช่วยให้คนเดินทางมาชมงานได้สะดวก
แต่กับกลายเป็นว่า มีแต่มนุษย์เงินเดือนผู้รีบเร่ง เดินผ่านไปผ่านมาเสียส่วนใหญ่
น้อยคนที่จะหยุดชื่นชมงานศิลป์



ผลงานที่จัดแสดงมีด้วยกันหลายแนว ไม่มีการจำกัดเทคนิคที่ใช้สร้างผลงาน
รวมรวมมาจากศิลปินหลายท่าน


มัทประทับใจภาพของศิลปินท่านนี้ที่สุดค่ะ
ผลงานของอ.ชลอ ดิษฐภิญโญ
แค่มองก็รู้สึกถึงความร่มรื่น รู้สึกเหมือนจะเดินเข้าไปในภาพได้
ภาพนี้ชื่อภาพ ในสวน





ใครสนใจไปชมนิทรรศการก็รีบๆหน่อยนะคะ จัดถึง31 สิงหาคม 2555 นี้ บริเวณมักกะสันฮอลล์ ชั้น 3 รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงค์ สถานีมักกะสัน เปิดให้เข้าชมฟรีตลอดงาน สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่แผนกการตลาด 02-308-5600 ต่อ3302-3303 ในวัน และเวลาราชการ Call center 1690 หรือ twitter: ARL_SRTET หรือwww.facebook.com/PR.ARL หรือ www.railway.co.th



Create Date : 24 สิงหาคม 2555
Last Update : 26 สิงหาคม 2555 13:35:56 น.
Counter : 1554 Pageviews.

3 comment
มาฟัง(หลาย)เพลงเป็นเรื่องเดียวกัน*คำเตือน*คลิปเยอะโหลดโหดอยู่นะ
วันนี้ นั่งอยู่ดีๆก็นึกถึงเพลงซักเพลงขึ้นมา 
หลายคนคงเป็นเหมือนกัน ที่นั่งอยู่เงียบๆ
แล้วจู่ๆก็มีบางบทเพลงดังขึ้นในใจ

วันนี้เลยเกิดนึกคึก
เอาเพลงที่นึก มาเรียงร้อยต่อให้เป็นเรื่องเดียวกัน
เอามาแบ่งปันให้เพื่อนๆฟังกันเพลินๆ

ส่วนจะเป็นเรื่องเดียวกันกับที่มัทนึกรึเปล่า
ก็แล้วแต่จินตนาการของแต่ละคนนะคะ 



เริ่มด้วยความรู้สึกดีๆ ที่เกิดขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล








เกิดเป็นการให้โดยไม่มีเงื่อนไข







แต่เมื่อเวลาผ่านไป ก็เริ่มอยากได้รับอะไรบางอย่างตอบแทนกลับมา







เมื่ออะไรๆเริ่มไม่เป็นอย่างที่ที่คาดไว้






คำตอบที่ได้รับ ไม่ตรงกับที่ใจต้องการ







บางที เรื่องระหว่างคนสองคน อาจมีผลมาจากปัจจัยภายนอก







หากไม่มีค่าในสายตาเธอแล้ว แม้ให้ดิ้นรนสักเพียงใด






ก็คงต้องยอมรับว่าทำอะไรไม่ได้ไปมากกว่านี้







เมื่อเจ็บมาจนสาแก่ใจ ก็ต้องให้มันจบไปซักที






ฉันไม่เป็นไร





ปิดลำโพงที่เคยเสียงดัง แล้วอยู่ลำพังไม่มีเสียงใคร




แล้วก็เริ่มคิดได้ว่า




ลองมองออกไปดูสิ่งอื่นแล้วเลิกจมอยู่กับน้ำตา





สำหรับวันนี้ 
หยุดพร่ำเพ้อไว้เท่านี้
ขอบคุณที่อยู่ด้วยกันมาจบถึงบรรทัดนี้
สิ่งดีๆจงมีแด่ทุกท่าน

****สวัสดี****




Create Date : 20 สิงหาคม 2555
Last Update : 20 สิงหาคม 2555 18:41:47 น.
Counter : 598 Pageviews.

3 comment
ใส่เสื้อรัดติ้ว ทำให้สมองไม่พัฒนา!!!!!
เมื่อวันก่อน มัทไปอ่านเจอบทความสั้นๆที่น่าสนใจ
เกี่ยวกับภัยร้ายที่หลายคนมองข้ามซึ่งแฝงตัวมากับแฟชั่นสุตฮิต 
เลยอยากเอามาฝากเตือนภัยไปถึงเพื่อนๆหลายๆคน 
มัทคัดมาจากเนื้อหาบางส่วนของบทความ
นศ.สวมเสื้อติ้วสมองไม่พัฒนา – หวังดึงดูดความสนใจ 
(โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 30 กรกฎาคม 2549 )





ดร.จิตรา ดุษฎีเมธา ประธานโครงการศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาศักยภาพมนุษย์ 
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) กล่าวว่า"การที่เด็กวัยรุ่นนิยมใส่เสื้อผ้ารัดรูป โดยเฉพาะชุดนิสิต นักศึกษา
โดยเลือกขนาดเสื้อที่มีขนาดเล็กมากๆ และต้องมี S หลายๆ ตัว เพื่อแสดงให้เห็นว่ารูปร่างของผู้สวมใส่เล็ก 
โดยบางคนอาจสวมใส่เสื้อผ้าที่มี SS (2 เอส) หรืออาจถึง SSSSS (5 เอส) ว่า เป็นการสร้างภาพเพื่อให้ตัวเองดูเซ็กซี่ สวย 
เป็นที่ดึงดูดของเพศตรงข้าม เพื่อให้ตัวเองเป็นที่น่าสนใจมากขึ้น อาจจะนำไปสู่การได้โอกาสความก้าวหน้าในชีวิต

โดยเด็กและเยาวชนสมัยนี้อยากเข้าสู่วงการบันเทิง เดินแบบ นักแสดง นักร้อง ฟรีเซ็นเตอร์โฆษณาต่างๆ 
บางคนแข่งขันเพื่อกันใส่เสื้อผ้าที่มี S หลายๆ ตัว เพื่อให้เห็นสัดส่วน และทำให้กินอาหารได้น้อยลง 
และบางคนก็ใช้วิธีลดความอ้วนด้วยการสวมเสื้อที่รัดติ้ว




เมื่อเสพสื่อมากๆ ก็อยากผอม ไม่ยอมกิน และต้องใช้วิธีอดอาหารเนื่องจากไม่อยากออกกำลังกาย 
ทั้งนี้สื่อตามนิตยสาร หนังสือพิมพ์มีการโฆษณาลดความอ้วน ซึ่งต้องใช้เงิน เมื่อไม่มีเงินก็ต้องใช้วิธีสวมใส่เสื้อตัวเล็กๆ รัดๆ 
เพื่อจะได้ไม่ต้องกินอาหาร หรือกินก็กินได้น้อย เสื้อที่รัดมากๆ ช่วงกระดุมจะมีรอยเปิดเป็นช่องทำให้เห็นร่องอกและเสื้อชั้นใน 
นิสิต นักศึกษาจำนวนไม่น้อยก็ตั้งใจสวมใส่เสื้อลักษณะนี้เพราะต้องการโชว์เรือนร่าง มีการประกวดประชันรูปร่างกัน”

ดร.จิตรา กล่าวอีกว่า "ชุดนิสิตนักศึกษาที่รัดมากๆ จะทำให้ผู้สวมใส่หายใจได้สั้นและตื้น บางคนไม่ยอมหายใจ 
แต่จะกลั้นไว้เป็นช่วงๆ แล้วค่อยหายใจครั้งเดียว จะเห็นว่าลมหายใจไม่สม่ำเสมอ ซึ่งลมหายใจถือเป็นชีวิตของทุกคน เป็นพื้นฐานของชีวิต 
เมื่อไหร่ที่เราไม่มีลมหายใจเราต้องตาย การหายใจตื้น สั้น ทำให้นำออกซิเจนไปสู่สมองและเซลล์ทั่วร่างการได้ไม่ทั่วถึ
งจะนำไปสู่ปัญหาทางร่างกาย ทำให้เหนื่อยง่าย วิงเวียน มึน สมองเบลอ เรียนหรือทำงานไม่ได้ดี ไม่มีสมาธิ
โดยเฉพาะสมองไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร ซึ่งถ้าไม่ปรับเปลี่ยนวิธีการหายใจให้ยาวและลึกอาจจะนำไปสู่การเกิดโรคต่างๆ ได้เกือบทุกโรค"



      ทั้งนี้การสวมเสื้อที่รัดแน่นมากๆ ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ เนื่องจากการสวมใส่เสื้อตัวเล็ก 
ทำให้กินอาหารได้น้อยหรือบางคนอาจจะไม่ยอมกินอาหาร ดังนั้นนิสิตนักศึกษาไม่ควรจะสวมเสื้อตัวเล็ก 
เพราะจะทำให้หายใจไม่สะดวก จะเกิดผลร้ายต่อร่างกายได้ อยากจะให้หันมาออกกำลังกาย 
และสร้างแนวคิดใหม่ คนสวยรูปร่างดีต้องเป็นคนที่มีสุขภาพดี แข็งแรง มีกล้ามเนื้อ มากกว่าจะเน้นกันที่ผอมเพียงอย่างเดียว

“คนที่อดมากๆ โดยไม่ยอมกินอาหาร จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันต่ำ เป็นลมได้ง่าย 
หน้ามืด อารมณ์หงุดหงิดง่าย นำไปสู่การเป็นโรคจิต อารมณ์จะคุ้มดีคุ้มร้ายระบบในร่างกายแปรปรวน 
อาการอยากผอมมากๆ จะพบในกลุ่มเด็กวัยรุ่นในเมือง หรือคนทำงานในเมืองเป็นส่วนใหญ่ 
ต้องช่วยกันสร้างค่านิยมใหม่ กระแสแนวคิดเน้นกันที่การมีสุขภาพดี 
มากกว่าจะเน้นกันที่ความอ้วนหรือความผอม สื่อต้องช่วยเปลี่ยนค่านิยมตรงนี้ด้วย"


----------------------------------------------
นอกจากจะนักศึกษาจะนิยมใส่เสื้อรัดติ้วเนื้อแทบปลิ้นแล้ว เนื้อผ้าที่ใช้ตัดเสื้อเหล่านี้ก็มักจะบางเบา 
มองทะลุเห็นไปถึงไหนต่อไหน จากแค่ส่งผลเสียต่อสุขภาพผู้สวมใส่ 
เลยลามไปส่งเสริมต่อการเกิดอาชญากรรมยิ่งกว่าเดิมซะอีก 
การศึกษาทำให้คนคิดได้แค่นี้เองหรือ?


อ่านเรื่องแฟชั่นนศ.(เสื้อ)ติ้วเพิ่มเติมได้ที่
http://www.dek-d.com/board/view.php?id=1578111
http://tidakarn.blogspot.com/2010/11/blog-post.html



Create Date : 19 สิงหาคม 2555
Last Update : 19 สิงหาคม 2555 16:51:56 น.
Counter : 7622 Pageviews.

3 comment
ทำไมเด็กสมัยนี้แต่งหน้าจัดจังเลย?
สมัยอยู่โรงเรียนเคยคิดไว้ว่า จะไม่แต่งหน้าถ้าไม่จำเป็น 
กะจะรอให้ทำงานแล้วค่อยเริ่มแต่งหน้า
ตอนเรียนมัธยม เรื่องเครื่องสำอางไม่มีอยู่ในหัวหรอกค่ะ 
เรียนต่างจังหวัด นักเรียนที่แต่งหน้ามีแค่ส่วนน้อยเท่านั้น 
เพื่อนๆส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ทำอะไรกับหน้า 
อย่างมากก็ใช้แป้งฝุ่นกระป๋องเล็ก กับทาลิปมัน 
ใครแต่งจัดๆก็มีอุทัยทิพย์เพิ่มมาอีกตัว

แต่พอเข้ามาเรียนมหาลัยในกทม.ความคิดเรื่องภาพลักษณ์ก็เริ่มเปลี่ยน
ตอนแรกก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองแปลกแยกค่ะ 
มองไปทางไหนก็เจอแต่คนหน้าตาดี 
โอ้ว!คนนั้นก็หน้าเนียน ว้าว!คนนี้ก็แก้มอมชมพู
เข้าใจมาตลอดค่ะว่าที่เห็นนั้นเพราะเค้าหน้าตาดีมาแต่เกิด
(ถ้าจะให้ได้อรรถรสต้องเรียกว่าหนังหน้าดีมาแต่เกิด)
พอเห็นเงาตัวเองแล้วก็สงสัยว่า'ทำไมหน้าเราดูป่วยจัง?'

มาบรรลุสัจธรรมคำว่า "Make up is magic" 
ก็ตอนที่มาเห็นเค้าสอนแต่งหน้ากันในเน็ตนี่แหละค่ะ


คลิปนี้โด่งดังจริงๆ ได้เห็นครั้งแรกถึงกับตกตะลึงในความงาม

ที่จริงก็แค่อยากบอกว่าจุดเริ่มต้นที่ทำให้มัทสนใจการแต่งหน้า 
มาจากการทำตามสำนวนไทยที่ว่า

"เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม"

ไปๆมาๆก็กลายเป็นโรคเสพย์ติดเครื่องสำอางไปซะแล้วเรา

วันก่อนไปมหา'ลัยเห็นรุ่นน้องหลายคนแต่งหน้าจัดเต็ม(ขนตาปลอม แก้มแดง ปากแดง)
เห็นแล้วก็อดสงสัยขึ้นมาไม่ได้ว่า
'ทำไมเด็กสมัยนี้แต่งหน้าจัดจังเลย?'
นี่เราก็แต่งบ้างอยู่นะ แต่ก็ไม่กล้าแต่งเยอะขนาดนั้น
สงสัยคงเป็นเพราะสิ่งแวดล้อมมันพาไป
ดูทีวีดูป้ายโฆษณาก็เห็นแต่ดาราติดขนตาปลอมเป็นแผง
มองไปทางไหนก็เห็นแต่คนใส่บิ๊กอาย

ค่านิยมมันคงเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ


ปล.ออกแนวมาบ่นเรื่อยเปื่อยให้ฟัง ยังไงก็ขอบคุณที่เข้ามาอ่านจนจบนะคะ



Create Date : 02 สิงหาคม 2555
Last Update : 2 สิงหาคม 2555 17:35:36 น.
Counter : 1317 Pageviews.

8 comment

mutty
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]