4 | | | ตำนานอาถรรพ์ อาชญากรโลกไม่ลืม ฆาตกรรมบันลือโลก ประวัติศาสตร์ทั่วมุมโลก | | |

Group Blog
 
All blogs
 

เทพผู้พิทักษ์เด็ก ในตำนานตะวันตก

อีกไม่นานก็จะเข้าสู่เทศกาลคริสต์มาส เทศกาลแห่งความสุขของชาวคริสต์ทั่วโลก ซึ่งจะว่าไปก็เป็นช่วงเวลาที่ผู้คนส่วนใหญ่ทั่วโลกเฉลิมฉลองและมีความสุขไปด้วย เพราะอีกไม่กี่วันหลังจากผ่านเทศกาลคริสต์มาสไป ก็จะเข้าสู่ช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ซึ่งเราก็อาศัยช่วงเวลานี้มอบของขวัญให้กัน เมื่อพูดถึงคริสต์มาสก็ทำให้นึกถึงสัญลักษณ์ที่อยู่คู่กับเทศกาลนี้ นั่นคือ ซานตาคลอส ที่ไม่ใช่แค่คนแต่งชุดขาวแดงเอาสำลีมาแปะเป็นหนวดเคราเดินไปเดินมาตามห้าง แต่เป็นซานตาคลอสในตำนานของชาติตะวันตกเขา ซึ่งตำนานเทพที่ว่านี้ก็น่าสนใจไม่น้อย 



ซานตา คลอส (Santa Claus) นั้น เป็นที่รู้จักกันในประเทศสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี ค.ศ.1823 โดยมากจะเรียกกันสั้นๆว่า ซานต้า เป็นสัญลักษณ์ประจำเทศกาลคริสต์มาสที่สร้างขึ้นมาโดยอิงจาก เซนต์ นิโคลัส (St. Nicholas) นักบวชชาวกรีก มีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 4 ท่านเป็นผู้ชอบให้ของขวัญแก่คนทั่วไป ส่วนประเทศแถบยุโรปนั้นจะเรียกกันในชื่อ St.Nicholas มากกว่า แต่เขียนและออกเสียงแตกต่างกันบ้างตามภาษาที่ใช้ ยกเว้นที่สวีเดน ชาวดัตช์เรียกว่า Sinter Klass ซึ่งเชื่อกันว่าชื่อนี้เองที่ชาวอเมริกันไปออกเสียงเป็นซานตา คลอส

ตามที่ปรากฏสืบต่อกันมา ซานตาคลอส นั้นเป็นชายชราร่างใหญ่ หน้าตาใจดี มีหนวดเครายาวสีขาว เวลาปรากฏตัวให้เห็นจะสวมเสื้อโค้ดสีแดงมีปกและปลายแขนเสื้อสีขาวทับบนกางเกงสีแดง คาดเข็มขัดเส้นโตสีดำ อาศัยอยู่ที่ขั้วโลกเหนือกับภูตน้อยที่เรียกว่า เอลฟ์ (Elf) จำนวนมาก เอลฟ์พวกนี้จะช่วยซานต้าทำของเล่นและขนม เพื่อเอาไปแจกเด็กในคืนวันที่ 24 ธันวาคมของทุกปี ซึ่งเวลาไปแจกของขวัญก็ใช้เลื่อนเทียมกวางเรนเดียร์ 9 ตัวเป็นพาหนะ ตามธรรมเนียมนั้นซานตา คลอส จะให้ของขวัญแก่เด็กดีและให้ถ่านหินแก่เด็กที่ดื้อกับพ่อแม่ เพื่อเป็นการสอนให้รู้ตัวและเปลี่ยนแปลงตัวเอง

นอกจากซานตาคลอสผู้ใจดีที่คนทั่วโลกคุ้นเคยกันอยู่แล้ว ชาวตะวันตกยังสร้างสัญลักษณ์ไว้สอนเด็กเล็กอีกจำนวนหนึ่ง สัญลักษณ์เหล่านี้พ่อแม่จะใช้ในโอกาสที่แตกต่างกันไป เพื่อฝึกให้เด็กเล็กมีจิตใจดี ว่านอนสอนง่าย ฝึกคิดเพื่อให้เป็นเด็กฉลาด แต่ขณะเดียวกันก็มีสัญลักษณ์ที่เอาไว้ขู่เด็กในเวลาที่เด็กตื่นขึ้นมาด้วยเช่นกัน สัญลักษณ์ที่ว่าเหล่านี้ (ยกเว้นตัวที่เอาไว้ขู่เด็ก) บางคนก็เรียกเป็น ผู้พิทักษ์เด็กประกอบไปด้วย

 


 


 

นางฟ้าฟันน้ำนม

 

 


นางฟ้าฟันน้ำนม หรือ Tooth Fairy เวลาเด็กเล็กที่ฟันน้ำนมหลุด พ่อแม่ฝรั่งจะบอกลูกให้เก็บฟันที่หลุดนั้นไว้ใต้หมอน ตอนกลางคืนเมื่อลูกหลับไปแล้วนางฟ้าองค์หนึ่งจะมาเอาฟันซี่นั้นไป แล้วให้ฟันซี่ใหม่ที่แข็งแรงกว่าเดิมแก่ลูก โดยฟันซี่ใหม่นั้นจะค่อยๆโผล่ขึ้นแทนฟันซี่ที่หลุดไปนั่นเอง (ของไทยเราสมัยก่อนเคยพูดกันว่า ถ้าฟันล่างหลุดให้เอาไปฝังดิน ฟันใหม่จะได้งอกขึ้นมาเหมือนต้นไม้ ถ้าฟันบนหลุดให้เอาโยนขึ้นฟ้า ฟันใหม่จะได้งอกลงมาแทนที่ฟันที่หลุด ไป) แต่บางท้องถิ่นของยุโรปก็มีธรรมเนียมที่จะเอาของขวัญบางอย่างไปวางไว้แทนฟันซี่ที่เอาไว้ใต้หมอนนั้น เป็นทำนองว่านางฟ้ามาเยี่ยมจริง บางครอบครัวก็เอาผงสีเงินสีทองมาโปรยไว้ในพื้นห้องด้วย เพื่อให้สมจริงมากยิ่งขึ้นว่านางฟ้ามาหา

เคยมีคนไปสำรวจความเห็นของผู้คนว่าภาพของนางฟ้าฟันน้ำนมในจินตนาการของพวกเขาเป็นอย่างไร ส่วนใหญ่จะตอบว่าเป็นนางฟ้าผู้หญิงตัวเล็กกระจิ๋วหลิว มีปีกคล้าย Tingle bell ในเรื่องปีเตอร์แพน ถือไม้คทาอันเล็ก แต่ก็มีคนจำนวนหนึ่งซึ่งไม่มากนักจินตนาการภาพของ Tooth Fairy ว่าเป็นเทวดาผู้ชาย

 


กระต่ายอีสเตอร์ มีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Easter Bunny หรือ Easter Rabbit กระต่ายตัวนี้เป็นสัญลักษณ์ที่ใช้กับวันอีสเตอร์ของชาวคริสต์ คือในวันก่อนวันอีสเตอร์ กระต่ายอีสเตอร์จะหิ้วตะกร้าใส่ไข่ที่มีเปลือกหลากสีรวมทั้งขนมหวานจำพวกลูกกวาด ลูกอด ไปใส่ไว้ตามบ้านที่มีเด็ก ๆ บางครั้งก็มีของเล่นไปด้วย คล้ายกับที่ซานตาคลอสทำในคืนก่อนวันคริสต์มาสนั่นเอง

กระต่ายอีสเตอร์นี้ถือเป็นสัญลักษณ์ที่ชาวคริสต์คุ้นเคยไม่น้อยไปกว่าซานตาคลอส เพราะนักสร้างภาพยนตร์ก็นำมันไปเป็นตัวเอกมาแล้วในภาพยนตร์หลายเรื่อง อย่างเช่น Hop-ฮอพกระต่ายซูเปอร์จัมพ์ ที่ฉายไปเมื่อปี 2012 และ Rise of the Guardians ที่เข้าโรงฉายไปเมื่อปี 2013 นี้ บางคนอาจสงสัยว่าทำไมกระต่ายและไข่จึงเป็นสัญลักษณ์ของวันอีสเตอร์นั้น ความเห็นมีค่อนข้างหลากหลาย อย่างเช่น กระต่ายนั้นเป็นสัตว์ที่ขยายพันธุ์ได้เร็วมาก และในยุคโบราณบางยุคเชื่อกันว่ามันเป็นสัตว์ 2 เพศที่สามารถให้กำเนิดลูกได้เอง โดยไม่ต้องมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งคล้ายกับการให้กำเนิดพระเยซู ของพระแม่มารีซึ่งเป็นหญิงพรหมจรรย์ บางความเห็นก็บอกว่า ทั้งกระต่ายและไข่นั้นเป็นสัญลักษณ์ของการให้กำเนิดแก่ชีวิตใหม่ เพราะวันอีสเตอร์คือวันที่พระเยซูฟื้นคืนพระชนม์ชีพ กระต่ายอีสเตอร์นั้นนอกจากจะเป็นสัญลักษณ์ของวันอีสเตอร์แล้ว ก็ยังเป็นสัญลักษณ์ของความหวังทางด้านจิตใจสำหรับเด็ก ๆ ด้วย



แซนด์แมน (Sandman) หรือมนุษย์ทราย เป็นสัญลักษณ์ในตำนานของชาวยุโรปเหนือ เป็นผู้ช่วยให้เด็กๆที่นอนไม่หลับสามารถหลับได้ โดยการโปรยทรายวิเศษไปที่ดวงตาของเด็กคนนั้น และเมื่อหลับไปแล้วก็จะฝันดี ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์สัน นักเขียนเทพนิยายสำหรับเด็กชาวเดนมาร์กผู้โด่งดัง ซึ่งเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ก็นำตำนานของแซนด์แมนมาแต่งเป็นเทพนิยายเรื่อง Ole Lukøje ซึ่งเป็นชื่อของแซนด์แมนนั่นเอง พ่อแม่ของเด็กที่หลับยากหรือฝันร้ายบ่อย ๆ จะใช้เรื่องของแซนด์แมนเป็นการปลอบขวัญ เพื่อให้เด็กผ่อนคลายเพราะอุ่นใจว่ามีแซนด์แมนคอยช่วยตนอยู่ ก็จะนอนหลับได้ง่ายขึ้นและฝันถึงแต่ในเรื่องดีๆ แซนด์แมนนั้นมีลักษณะไม่เหมือนเทพองค์อื่นๆ เพราะจะไม่พูด สงบนิ่งเป็นส่วนใหญ่ สิ่งที่ตรงข้ามกับแซนด์แมนโดยตรงน่าจะเป็น บูกี้แมน (Boogeyman) ซึ่งทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับแซนด์แมนทำ



แจ็ค ฟรอสต์ (Jack Frost) หรือมนุษย์น้ำแข็ง มีที่มาจากทางสแกนดิเนเวีย ดินแดนของพวกไวกิ้งในอดีต ซึ่งในภาษาทางนั้นจะเรียกว่า Jokul Frosti แจ็ค ฟรอสต์ นั้นเป็นอีกภาคหนึ่งของเทพแห่งฤดูเหมันต์ หรือที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า Old Man Winter ผู้ทำหน้าที่สร้างความหนาวเย็น ทำให้น้ำจับตัวเป็นน้ำแข็ง ทำให้เกิดหิมะตกในฤดูหนาว เปลี่ยนสีของใบไม้จากเขียวให้เป็นสีแดง เหลือง ม่วง ส้ม ในฤดูใบไม้ร่วง ปกติแจ็ค ฟรอสต์ จะมีความเป็นมิตร เยือกเย็น แต่ถ้าใครทำให้โกรธขึ้นมาละก็ สามารถที่จะทำให้เกิดหิมะขึ้นคลุมทับตัวคนนั้นจนถึงแก่ชีวิตได้ง่าย ๆ เช่นกัน

แจ็ค ฟรอสต์ นั้นถูกนำไปสร้างเป็นตัวละครในภาพยนตร์มาแล้วหลายเรื่องเช่นกัน อย่างเช่น Jack Frost เมื่อ ค.ศ. 2003 ซึ่งเป็นหนังตลก กับอีกเรื่องหนึ่งในชื่อเดียวกัน แต่เป็นแนวสยองขวัญ เข้าโรงฉายในปี ค.ศ. 1996 นอกจากนั้นก็ยังปรากฏอยู่ในภาพยนตร์อื่น ๆ อีกหลายเรื่อง


บูกี้แมน (Boogeyman หรือ Bogeyman) เป็นตัวร้ายที่พ่อแม่ฝรั่งเอาไว้ขู่เด็กที่ไม่เชื่อฟัง ดื้อ เอาแต่เล่นไม่ยอมเข้านอน ไม่ยอมรับประทานอาหาร ฯลฯ โดยพ่อแม่จะหลอกลูก ๆ ว่าบูกี้แมนกำลังคอยซ่อนตัวอยู่ตามใต้เตียงบ้าง แอบอยู่ในตู้เสื้อผ้า หรือตามมุมมืดของห้องบ้าง เพื่อเฝ้ามองและหาโอกาสจัดการกับเด็กเวลาเผลอ สิ่งที่บูกี้แมนจะทำก็คือ ทำให้เด็กฝันร้าย บูกี้แมนจึงเป็นตัวผู้ร้ายสำหรับเด็ก ๆ ขณะที่เทพองค์อื่น ๆ เป็นผู้คอยช่วยเหลือเด็ก ๆ ถ้าเด็กประพฤติตัวดี ลักษณะรูปร่างหน้าตาของบูกี้แมนจะไม่ชัดเจนเหมือนซานตาคลอส และแซนด์แมน ขึ้นอยู่กับจินตนาการของพ่อแม่ที่จะอธิบายกับลูกของตน แต่ในท้องถิ่นเดียวกันก็มักจะจินตนาการสร้างภาพของบูกี้แมนไว้ไปในลักษณะเดียวกัน และไม่เจาะจงเพศหญิงหรือเพศชาย ในปี ค.ศ. 2005 มีภาพยนตร์สยองขวัญชื่อ "บูกี้แมน" เข้าโรงฉายด้วย

จากสัญลักษณ์ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น มีนักเขียนนิทานสำหรับเด็กชื่อ วิลเลี่ยม จอยซ์ นำมาแต่งเป็นนิทาน จอยซ์เป็นหนึ่งในนักเขียนนิทานสำหรับเด็กที่ได้รับการยกย่องมาก เขามีส่วนร่วมในภาพยนตร์แอนิเมชั่นอย่าง The Toys story และ The Bug’s Life ที่โด่งดังมาแล้ว และล่าสุดหนังสือชุด The Guardians จำนวน 5 เล่ม ที่เริ่มต้นด้วยหนังสือชื่อ The Man in the Moon ก็ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่อง “Rise of the Guardians ดรีมทีมผู้พิทักษ์” ที่รวมเอาผู้พิทักษ์ทั้ง 5 คือ ซานตาคลอส, นางฟ้าฟันน้ำนม, กระต่ายอีสเตอร์, แซนด์แมน และแจ็ค ฟรอสต์ มารวมทีมเฉพาะกิจเพื่อต่อกรกับอสูรร้าย “พิช” หรือ บูกี้แมน ซึ่งต้องการจะทำให้เด็กทั้งโลกตกอยู่ภายใต้อำนาจมืดของตน วิลเลี่ยม จอยซ์ เองก็เป็นหนึ่งในทีมผู้กำกับด้วย 

Cr. ลุงดำ ทีมงานนิตยสารต่วย'ตูน







 

Create Date : 16 ตุลาคม 2557    
Last Update : 16 ตุลาคม 2557 14:54:37 น.
Counter : 483 Pageviews.  

ตำนวนกวนเกษียรสมุทร

เดิมทีนั้นเป็นที่ทราบกันดีว่า อสูร (แทตย์) และเทวดาเป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกัน คือ พระกัศยปเทพบิดร เพียงแต่ต่างมารดาโดยอสูรเป็นบุตรของนางทิติ(มีที่สุด) และ เทวดาเป็นบุตรของนางอทิติ(ไม่มีที่สุด)  โดยนางทิตินั้นก็ยังเป็นพี่สาวของนางอทิติด้วย ดังนั้นสวรรค์ในเบื้องต้นจึงเป็นของเหล่าอสูรเพราะมีศักดิ์เป็นพี่ แต่ไม่นานก็ถูกเทวดาแย่งชิงมาโดยการนำของพระอินทร์โดยเหล่าเทวดาหลอกให้อสูรดื่มกินเหล้าจนเมาแล้วช่วยกันจับโยนลงจากสวรรค์ แล้วเหล่าเทวดาก็เข้าครอบครองสรวงสวรรค์และยกพระอินทร์เป็นราชาแห่งสวรรค์มาโดยตลอดนับแต่นั้นเป็นต้นมา นี่แหละที่สร้างความโกรธแค้นที่มีต่อเหล่าเทวดาของเหล่าอสูร และ เกิดเทวาสุรสงครามแย่งชิงสวรรค์กันมาโดยตลอด เมื่อเกิดสงครามระหว่างทวยเทพกับเหล่าอสูรครั้งใด ราหูนี่เองก็เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการนำทัพอสูรบุกอมราวดีของพระอินทร์ทุกครั้ง แต่เหล่าอสูรก็ไม่สามารถเอาชนะทัพของท้าววัชรินทร์ได้ ต้องถอยร่นกลับมาทุกครั้ง โดยเทวาสุรสงครามครั้งนี้ต่างรบพุ่งกันเป็นเวลาหลายหมื่นปี




จนมาวันหนึ่งท้าวเมฆวาหน (นามพระอินทร์ แปลว่า ผู้ชอบขี่เมฆ) และพระชายาศจี ทรงออกท่องเที่ยวชมมนุษยโลก ระหว่างทางได้สวนทางกับมหาฤาษีทุรวาสผู้ได้ชื่อว่าเป็นมหาฤาษีที่ขี้โมโหและมีประวัติสาปเทวดามาแล้วมากมาย มหามุนีนั้นได้รับพวงมาลัยสักการะมาจากอัปสรผู้หนึ่งจึงรับไว้ แต่เนื่องด้วยเป็นมหามุนีจึงไม่เห็นควรที่จะคล้องประดับด้วยดอกไม้หอม เมื่อเห็นท้าวสักกะผ่านมาจึงเห็นสมควรมอบพวกมาลัยนั้นเป็นของขวัญในการเสด็จลงมาเยี่ยมชมโลกมนุษย์ในทันที ท้าวศักรินทร์ก็ทรงรับพวงมาลัยนั้นแล้วนำไปมอบให้พระศจี ด้วยกลิ่นอันหอมประหลาดของดอกไม้ทิพย์ทำให้พระศจีมึนเมา จึงเอาพวงมาลัยนั้นทิ้งเสียต่อหน้าต่อตาของมหามุนีทุรวาส

เมื่อเห็นเช่นนี้มหาฤาษีทุรวาสก็บังเกิดความขุ่นเคืองเป็นอย่างยิ่ง จึงต่อว่าพระอินทร์ว่าไม่ให้เกียรติตน ตนนั้นตั้งใจมอบพวงมาลัยเพื่อเป็นการต้อนรับการมาเยือนของอคันตุกะ แต่องค์จอมสรวงกลับนำไปมอบต่อให้ชายาแล้ว ปล่อยให้พระศจีชายาทิ้งเสียต่อหน้าต่อตา เป็นการหมิ่นเกียรติของมหามุนีทุรวาสซึ่งเป็นพรหมฤาษีโดยสิ้นเชิง พระอินทร์และชายาต่างอธิบายต่างๆ นานาว่าไม่ใช่ความผิดของพระองค์แต่ด้วยฤทธิ์ของดอกไม้สวรรค์ แต่พรหมมุนีก็หาฟังไม่ กลับต่อว่าอีกว่าพระอินทร์ไม่ห้ามปรามควบคุมเตือนชายาให้ดี พร้อมเอ่ยปากและเทน้ำสาปแช่งองค์เพชรปาณีว่า “ดีแหละเทวราช !!! เมื่อพระองค์หมิ่นในเกียรติแห่งเราผู้จัดว่าเป็นหนึ่งในมหาฤาษีเป็นอย่างยิ่ง เราขอสาปท่านและเหล่าบริวารของท่าน ให้อ่อนกำลังแล้วพ่ายแพ้แก่เหล่าอสูรผู้เป็นญาติผู้พี่ของเจ้าซึ่งเป็นเจ้าของสวรรค์ครั้นปฐมกาลในการต่อไปเถอะ และ เหล่าทวยเทพจะได้ทราบในอำนาจแห่งคำสาปนี้ของเราว่าเนื่องมาจากท่าน ทวยเทพจะถูกสังหารจนลดจำนวนลงอย่างมากมาย“ เมื่อสาปเสร็จพระอินทร์ทรงก้มกราบลงอ้อนวอนเท่าใดมหาฤาษีทรุวาสก็หาผ่อนปรนไม่ แล้วมหาฤาษีก็เดินทางจากไป

นับแต่นั้นมาเหล่าเทวดาก็เริ่มอ่อนกำลังลงด้วยฤทธิ์แห่งคำสาป เหล่าอสูรเองก็ล่วงรู้ในการสาปแช่งครั้งนี้ต่างก็รีบกรีฑาทัพบุกตะลุยสวรรค์ในทันที เทวาสุรสงครามครั้งนี้เหล่าเทวดาถูกอสูรสังหารล้มตายเป็นจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน ท้าวสักกะก็ได้แต่มองดูบริวารล้มตายด้วยความอาลัย เมื่อสิ้นปัญญาในการที่จะต่อสู้ต่อไปอีก ท้าววัชรินทร์จึงตัดสินใจให้ทวยเทพถอยทัพ แล้วพากันไปทูลองค์พระพรหมาให้พระพรหมาพาไปเข้าเฝ้าองค์นารายณ์ไวกูณฐ์นาถเพื่อวิงวอนของความช่วยเหลือ พระพรหมาทรงปราณีจึงนำทวยเทพเสด็จไปยัง ณ ไวกูณฐ์สวรรค์ และ ทูลขอความช่วยเหลือ เมื่อองค์หริบุรุษทราบความดังนั้นแล้วจึง ตรัสบอกกับทวยเทพว่า

"ดูก่อน!!! ศจีบดี หนทางแก้ไขนั้นพอมีอยู่ แต่วิธีนั้นช่างลำบากยิ่งนัก พวกทวยเทพจะมีกำลังสักปานใดเล่า พวกเทวาทั้งหลายจะทำการนี้ไหวหรือ การครั้นนี้คือการกวนเกษียรสมุทร เพื่อให้บังเกิดน้ำอมฤตเพื่อพวกเจ้าจะได้ดื่มกิน เมื่อดื่มแล้วพวกเจ้าก็จะได้รับความเป็นอมตะมีชีวิตยืนยาวตราบชั่วฟ้าดิน พละกำลังก็จะกลับคืนมาและมากกว่าเดิมอีก การกวนเกษียรสมุทรนั้นหาใช่ของง่ายลำพังพวกท่านแต่กลุ่มเดียวคงกระทำการนี้ไม่ไหวหรอก พวกท่านต้องจำใจยอมนอบน้อมยกยอปอปั้นแก่เหล่าอสูรเสียก่อน แล้วค่อยเกลี่ยกล่อมเหล่าอสูรมาช่วยกันกวนน้ำอมฤตการครั้งนี้ถึงจะลุล่วงลงได้ โดยพวกท่านจงออกอุบายว่าจะแบ่งน้ำอมฤตให้อสูรร่วมดื่มกินด้วยกึ่งหนึ่ง พวกอสูรเมื่อเห็นผลประโยชน์ส่วนนี้ก็จะมาร่วมการในครั้งนี้อย่างแน่นอน พอบังเกิดน้ำอมฤตแล้วเราจะหาทางเลี่ยงมิให้พวกเหล่าอสูรได้ดื่มกินน้ำอมฤตนั้นเอง เรื่องนี้ไว้เป็นภาระของเราเองเถิดจอมสรวง เมื่อพระจตุรภุชตรัสจบ เหล่าเทวดาก็ต่างยินดียิ่งและปฏิบัติตามที่พระอัจยุตตรัสสั่งไว้ ต่างพากันไปนอบน้อมยอมแพ้แก่เหล่าอสูร แล้วไปตกลงทำสัญญาในการกวนเกษียรสมุทรกับเหล่าอสูรจนเป็นที่สำเร็จ

เมื่อวันแห่งการกวนเกษียรสมุทรมาถึง พระวิษณุชลไศยินก็เสด็จมาเป็นองค์ประธาน แล้วตรัสให้เหล่าเทวาอสูรช่วยกันถอนภูเขามันทรคีรีอันเป็นแหล่งกำเนิดแห่งมณีนพรัตน์มาตั้งลงในท่ามกลางทะเลน้ำนมที่สถิตอยู่ในไวกูณฑ์สวรรค์นั้น แล้วให้ช่วยกันเก็บหาสมุนไพรนานาชนิดจำนวนมหาศาลมาผสมลงในเกษียรสมุทรนั้น และ มอบหมายให้จอมนาควาสุกิ มาเป็นเชือกพันรอบมันทรคีรีต่างสายชักโยงโดยออกอุบายยกยอให้เกียรติอสูร ว่าพวกใดมีกำลังเข้มแข็งที่สุดในสามโลกให้มาชักทางฝั่งเศียรนาคเพื่อเป็นเกียรติ เหล่าอสูรหลงกลต่างผยองรีบตรงเข้ายึดชักทางเศียรพญาวาสุกิทันที ฝ่ายเทวดาก็มาชักทางหาง ทั้งเทวดาและอสูรช่วยกันชักดึงมันทรคีรีกันอย่างเต็มกำลังให้ภูเขานั้นหมุนเพื่อกวนสมุนไพรให้เข้ากับน้ำนมในทะเลนั้น ต่างพากันปั่นไปมาเป็นเวลาหลายร้อยปี ด้วยพญาวาสุกินาคราชซึ่งร่างกายถูกเสียดสีจากการพันรอบภูเขาตลอดเวลาทั้งเหนื่อยมาตลอด ด้วยความเจ็บและเหนื่อยจำต้องอ้าปากคายพิษเป็นไฟร้อนออกมาทีละน้อย ยังผลให้เหล่าอสูรเกิดความร้อนอ่อนแรงไปตามๆ กันตรงข้ามกับเหล่าเทวดาซึ่งรู้กลอุบายนี้ที่ไปฉุดฝั่งหางเลยไม่โดนไอร้อนนี้ ซ้ำพระลักษมีปติยังช่วยบันดาลฝนให้โปรยปรายชุ่มชื่นตลอดเวลา

ฝ่ายพญาอสุรินทร์ราหูก็เป็นผู้หนึ่งที่ต้องออกแรงฉุดอยู่ทางเศียรนาค ก็บังเกิดความเหนื่อยอ่อนดั่งอยู่ในนรกทั้งเป็นเช่นกัน ทำให้เกิดความลำบากจะเลิกเสียก็เสียดายที่ต้องสู้ทนมาเป็นเวลาหลายร้อยปีจนใกล้สัมฤทธิผลแล้ว เมื่อบังเกิดน้ำอมฤตแล้วค่อยคิดบัญชีกับเหล่าเทวดาก็ยังไม่สาย ราหูเป็นอสูรตนเดียวที่ตั้งมั่นกำหนดจิตว่าต้องดื่มกินน้ำอมฤตเพื่อความเป็นอมตะให้ได้ ระหว่างนั้นมันทรที่กวนเกษียรสมุทรนั้นใช้การมานานก็เริ่มเอียงคลอน พระหริทราบความจึงรีบอวตารไปเป็นเต่า (กูรมาวตาร) เพื่อหนุนดันภูเขามันทรให้ตั้งตรงขึ้นดังเดิมอีกครั้ง ฝ่ายวาสุกินาคราชนั้นได้รับความทุกข์ทรมานมากกว่าใครๆ ด้วยร่างที่พันกับภูเขาซ้ำยังเป็นเชือกปั่นให้ภูเขาหมุนกวนอยู่ตลอดเวลา ด้วยความเหนื่อยล้าจอมนาคก็พ่นพิษเป็นไฟกรดออกมามากมาย มีทั้งควันพิษที่พวยพุ่งออกมาจากลมหายใจของราชาแห่งนาคอย่างไม่ขาดระยะ มืดคลุ้มไปทั้งจักรวาลด้วยความร้อนแห่งพิษนั้นทำให้สามโลกเดือดร้อน เพราะถูกแผดเผาราวกับจะให้มอดไหม้เป็นภัสมธุลีลง




เหล่าทวยเทพแลอสูรเห็นดังนั้น ต่างพากันตกใจกลัวลนลานแตกตื่นหนีเอาชีวิตรอดกันอย่างโกลาหล แต่ก็มองหาทางไม่เห็นเนื่องด้วยควันพิษนั้นปกคลุมมืดมิดจนมองอะไรแทบไม่เห็น ทันใดนั้นเองพระคังคธร (ผู้ทรงไว้ซึ่งคงคา นามหนึ่งของพระศิวะ) ก็เสด็จมาปรากฏ ณ เกษียรสมุทร ด้วยพระทัยที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณาต่อสรรพชีวิตในสามโลกอย่างไม่มีการแบ่งแยกชั่ว-ดี พระมฤตุญชัยก็ทรงอ้าพระโอษฐ์ดูดกลืนควันพิษร้ายเข้าสู่พระอุระในทันที พร้อมทั้งตักเอาพิษที่พญาวาสุกิพ่นออกมา มาดื่มกินเพื่อช่วยเหลือก่อนที่สามโลกจะมลายไปก่อนกาลอันควร ด้วยพิษกรดอันร้ายแรงของพญาวาสุกิอันหาผู้ใดทัดทานไหวเมื่อพระหะระดื่มกินเข้าไปก็เผาผลาญพระศอจนไหม้เกรียมเป็นสีดำดังนิล เหล่าเทวาอสูรต่างแสดงความยินดีสวดมนตร์สรรเสริญและกล่าวนามเพื่อเป็นการระลึกถึงพระคุณของพระศิวะในครั้งนี้ว่า “ศรีนิลกัณฐะ” อันแปลว่าผู้มีคออันงดงามเป็นสีนิลหรือน้ำเงินอมม่วง แล้วพระนามอันศักดิ์สิทธิ์นี้ก็เป็นที่จดจำไปทั้งสามโลก ตราตรึงในความกรุณาของพระภูเตศวรประทับในหัวใจตลอดกาลไป เพราะนามนี้เป็นสัญลักษณ์ของการเสียสละเพื่อความรักอันมีต่อสรรพชีวิตอย่างไม่แบ่งแยกอันเป็นภาวะแห่งรักอันสูงสุด ยอมทนกับความเจ็บปวดแสนสาหัสอันเป็นการเสียสละอย่างใหญ่หลวงซึ่งไม่มีใครในสามโลกจะกล้าที่จะกระทำ โดยพระองค์ไม่ต้องคอยให้สาวกต้องร้องขอให้ช่วย ซ้ำไม่เคยเรียกร้องความเห็นใจจากสาวกของพระองค์เลย และ ไม่เคยทวงบุญคุณในการกระทำของพระองค์ในครั้งนี้จากผู้ใด ดังนั้นวีรกรรมในครั้งนี้จึงถูกจารึกลงในบทสวดเพื่อสรรเสริญพระศิวะตรีศังกรเจ้ามาตลอกกาลตราบจนทุกวันนี้ในความรักความเสียสละอันบริสุทธิ์

เมื่อขณะที่พระศรีกัณฐะกำลังเอาพระหัตถ์ตักพิษมาดื่มกินนั้น มีพิษบางส่วนได้ตกหล่นอยู่บนยอดหญ้าคาพวกงู และ สัตว์พิษทั้งหลายก็รีบตรงเข้ารวบรวมพิษนั้นไว้ใช้เฉพาะตน พวกงูต่างรีบตักตวงโดยใช้ลิ้นเลียลงบนยอดหญ้าคา ด้วยความคมของยอดหญ้าคาจึงบาดลิ้นของพวกงูออกเป็นสองแฉกนับแต่นั้นมา เมื่อทรงดื่มกินจนหมดความมืดมิดก็ผ่านพ้นไปท้องฟ้าเริ่มแจ่มใสขึ้นอีกครั้ง ทะเลน้ำนมที่ปั่นป่วนมานับพัน ๆ ปีก็เริ่มสงบนิ่ง บังเกิดแสงประหลาดสว่างไปทั่วเกษียรสมุทรเป็นสิ่งบอกให้ทราบว่าความพยายามที่กระทำมานานนั้นกำลังจัดเกิดเป็นผลสำเร็จสมบูรณ์ในชั่วขณะพริบตานี้แล้ว

ทันใดนั้นเองของทิพย์วิเศษสุด 14 อย่างก็ทยอยกันผุดขึ้นมาจากเกษียรสมุทรตามลำดับ อย่างแรกคือดวงจันทร์ เหล่าทวยเทพแลอสูรต่างสำนึกในบุญคุณแห่งการเสียสละของพระศรีกัณฐะจึงต่างเห็นพ้องกันว่าของวิเศษประการแรกควรถวายแด่องค์พระโยเคศวรศิวะเจ้า พระเป็นเจ้าจึงหยิบเอาดวงจันทร์นั้นมาทัดเป็นปิ่นทันที เทวดาและอสูรได้เห็นพระรัศมีที่งดงามของพระเป็นเจ้าศิวะและของดวงจันทร์คู่กันอย่างเหมาะสมลงตัว จึงต่างสรรเสริญพระนามให้ใหม่ในทันทีว่า “จันทรเศขร”

สิ่งที่ ที่ผุดขึ้นมา คือ แก้วเกาสตุภะ เทวดาและอสูรก็นำไปถวายแด่องค์พระวิษณุมัธวะ 

สิ่งที่ ที่ผุดขึ้นมา คือ ดอกบัวซึ่งมีพระลักษมีเทวีประทับอยู่ในนั้น แล้วพระลักษมีก็เสด็จออกจากกลางดอกบัว ทั้งเทวดาอสูรและเหล่าฤาษีต่างมองกันอย่างไม่กระพริบตาด้วยความงดงามขนาดจินตกวียังไม่รู้จะหาคำใดมาพรรณาในความงามนี้ได้อย่างถูกต้อง ทันใดนั้นพระวิศวกรรมจอมช่างก็ได้เนรมิตเครื่องทรงถวายพระศรี แล้วพระศรีทรงคล้องพวงมาลัยทิพย์ที่ไม่รู้จักเหี่่ยวมาสวมไว้ แล้วเสด็จตรงโดยไม่ใยดีผู้ใดในสามโลก ตรงมาเข้าเฝ้าพระอนันตไศยินในทันทีพระวิษณุก็ทรงรับสวมกอดเอาไว้ด้วยพระศรีนั้นเป็นผู้เลือกคู่ครองเอง ทั้งสามโลกจึงไม่มีใครกล้าปฏิเสธในการเลือกของพระเทวีในครั้งนี้

สิ่งที่ ที่ผุดขึ้นมา คือ นางวารุณีเทวีแหล่งเหล้า 

สิ่งที่ 5 ตามมาด้วยช้างเผือกเอราวัณ พระอินทร์นั้นรับไว้เป็นพาหนะประจำพระองค์ 

สิ่งที่ 6 จากนั้นก็ตามมาด้วยม้าอุจไจศรพ พระอินทร์ก็รับไว้เป็นพาหนะอีก แล้วก็ตามมาด้วย   

สิ่งที่ 7 ต้นปาริชาติ อันมีดอกที่หอมมาก มีสรรพคุณสามารถระลึกชาติได้ ต้นไม้นี้ก็ล่องลอยขึ้นไปอยู่บนสวรรค์ทันที

สิ่งที่ ที่ผุดขึ้นมา คือ โคสุรภี หรือกามเธนุ เป็นโควิเศษสามารถบันดาลอะไรได้ตามต้องการ    

สิ่งที่ ที่ผุดขึ้นมา คือ หริธนู 

สิ่งที่ 10 คือ สังข์ 

สิ่งที่ 11 ที่ผุดขึ้นมา คือ เหล่านางอัปสรผู้เลอโฉม 35 ล้านตน แต่หามีเทวาและอสูรรับพวกนางไว้ครอบครอง เลยต้องกลายเป็นของกลางไม่ตกแก่ใคร เป็นนางบำเรอสร้างความสุขทั่วไป 

สิ่งที่ 12 ที่ผุดขึ้นมา คือพิษร้าย ซึ่งไม่มีใครรับไว้ครอบครองนอกจากพวกเหล่าอสรพิษทั้งหลาย

สิ่งที่ 13 และ 14 ที่ผุดขึ้นมาพร้อม ๆ กันคือ ธันวันตริผู้เป็นแพทย์สวรรค์ ผุดขึ้นมาทูนหม้อน้ำทิพย์อมฤตซึ่งเป็นสิ่งวิเศษลำดับที่ 14ขึ้นมาด้วยแล้วค่อยๆ ประคองวางลงบนแท่นบัวทองคำอันวิจิตรสถิตอยู่ริมฝั่งเกษียรสมุทร

ฝ่ายองค์พระวิษณุเห็นดังนั้น จึงออกกลอุบายในขณะที่เหล่าเทวดาและอสูรต่างแย่งชิงของวิเศษ 12 อย่างที่ผุดขึ้นมาก่อนหน้านี้ ก็ทรงแบ่งอวตารพระกายเป็นสตรีรูปงามราวกับพระศรีลักษมี นามว่า “โมหิณี” ตรงมายั่วยวนยังเหล่าอสูร พวกอสูรเห็นดังนั้นต่างกรูกันไปโอบล้อมนางไว้หวังได้นางมาครอบครอง นางผู้เป็นอวตารของพระวิษณุจึงออกอุบาย ว่าพวกเทวดานั้นต่างเป็นพวกอ่อนแอ หาเข้มแข็งเท่าเหล่าอสูรไม่ เราจะรับอาสาแบ่งปันน้ำอมฤตตามส่วนให้ โดยอสูรนั้นจะได้ ใน ส่วน แต่เนื่องด้วยเหล่าอสูรเป็นผู้เข้มแข็งกว่า ให้ถือเสียว่าให้ทานพวกเทวดาได้ดื่มกินก่อนเถอะ เพื่อแสดงน้ำใจและความมีอำนาจอันยิ่งใหญ่ของเหล่าอสูร ด้วยเหล่าอสูรหลงในมนตร์เสน่ห์นางจำแลงพระวิษณุ นางว่าเช่นไรก็ว่าตามเช่นนั้น นางจึงนำน้ำอมฤตไปแบ่งปันให้เหล่าเทวดาก่อน โดยล่อเหล่าอสูรให้สนใจไปในอีกทางหนึ่ง

ฝ่ายอสุรินทร์ราหูนั้นเป็นแทตย์ที่มีเล่ห์เหลี่ยมสูง รู้ทันกลอุบายของพระวิษณุและด้วยความตั้งมั่นที่จะเป็นอมตะแต่อย่างเดียว แตกต่างกับอสูรทั้งหลายที่มุ่งมั่นแต่กามกิเลส ราหูจึงแปลงกลายเป็นพราหมณ์ชราเข้าไปปะปนในหมู่เทวดา ฤาษี เพื่อรับการปันน้ำอมฤตดื่มกิน เทวดาและเหล่ามหาฤาษีต่างก็ไม่ได้ระแวง ราหูจึงได้ดื่มกินน้ำอมฤตด้วยความยินดี น้ำอมฤตได้แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย หายเหนื่อยเมื่อยล้า เรี่ยวแรงก็เพิ่มขึ้นมากมายกลายเป็นทิพยภาวะอมตะบุคคลไปในทันที

ฝ่ายสุริยเทพและจันทรเทพนั้นอยู่บนที่สูง แลเห็นการแปลงกายของราหูโดยตลอดเนื่องด้วยปรากฏเงาแห่งอสูร ก็รีบทูลพระนารายณ์ให้ทราบโดยทันที พระนารายณ์จึงทรงขว้างจักรสุทรรศน์อันเป็นเทพศัสตราอันทรงฤทธิ์ประจำกายพระองค์ออกไปตัดร่างของราหูขาดออกเป็นสองท่อนๆ ล่างได้กลายเป็นพระเกตุไป ในขณะที่กำลังดื่มกินน้ำอมฤตอยู่ โลหิตของจอมอสูรราหุตกลงบนพื้นดินแดงฉาน แต่ราหูก็หาได้เสียชีวิตไม่ด้วยได้ดื่มกินน้ำอมฤตเป็นอมตะไปแล้ว ขณะเดียวกันน้ำอมฤตที่ดื่มกินเข้าไปบางส่วนก็หยดลงบนพื้นดินด้วยกลายเป็นหอมขาว ส่วนเลือดของราหุที่หยดลงไปกลายเป็นหอมแดง พระวิษณุผู้เป็นเจ้าจึงมีเทวประกาศิตแก่ธันวันตริแพทย์สวรรค์ว่า

“ธันวันตริ !!! เธอจงจารึกไว้ในคัมภีร์อายุรเวท (ว่าด้วยวิชาแพทย์)ของเธอเพื่อสั่งสอนมนุษย์เป็นการสืบไปภายภาคหน้าว่า อันหอมแดงนั้นเป็นโทษเพราะมีกำเนิดจากโลหิตของอสุรินทร์ราหู ผู้ใดบริโภคหอมแดงจะเกิดโทษมีโรคภัยเบียดเบียน แต่ถ้าผุ้ใดบริโภคหอมขาวอันกำเนิดจากน้ำอมฤตผู้นั้นจะมีพลานามัยที่สมบูรณ์ มีชีวิตยืนยาว ด้วยคุณวิเศษแห่งน้ำอมฤตนั้น”

ตรัสจบพระวิษณุก็มอบหม้อน้ำอมฤตที่ยังเหลืออยู่ให้แก่พระอินทร์ แล้วรับนำไปเก็บรักษายังสวรรค์ห้ามผู้ใดได้แตะต้องอีก เหล่าเทวดาก็พากันโห่ร้องด้วยความดีใจ จนได้ยินมาถึงพวกอสูร เหล่าอสูรจึงหันกลับมาดูจึงรู้ว่าเสียรู้พวกเทวดาแล้ว จึงรีบกรูกันเข้ามาแย่งชิงน้ำอมฤตจากเหล่าเทวดาในทันที แต่ด้วยว่าเสียรู้เพราะเทวดาได้ดื่มกินน้ำอมฤตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งมีความเป็นอมตะไม่มีวันตายแล้ว พละกำลังก็เพิ่มมากขึ้นมากมาย ซ้ำเหล่าอสูรก็เพิ่งจะเหน็ดเหนื่อยหมดแรงมาจากการกวนเกษียรสมุทรด้วย เหล่าอสูรจึงพ่ายแพ้จำใจต้องถอยทัพกลับ โดยที่ไม่ได้อะไรติดมือกลับไปเลย เหล่าเทวดาก็ได้กลับไปครอบครองสวรรค์ดังเดิม

เหล่าเทวดา ฤาษี เมื่อช่วยกันขับไล่อสูรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ตรงกลับกราบมาสักการะพระศิวะ พระนารายณ์ และ พระศรีลักษมี แล้วขอให้พระเป็นเจ้าช่วยคุ้มครองช่วยเหลือ พระผู้เป็นเจ้าทั้งสามก็ยินดี แล้วพระศิวะก็เสด็จกลับไปยังไกลาสในทันที ส่วนพระวิษณุก็ลงไสยาศเหนือทิพยอาสน์ของพญานาคเศษะกลางเกษียรสมุทรโดยมีพระลักษมีเทวีคอยปรนนิบัติพัดวีด้วยความรักในพระวิษณุเจ้า และแล้ว พระผู้มีพระเนตรเรียวงามราวกับกลีบดอกบัวก็เข้าสู่นิทรารมณ์อีกครา

เมื่อพระเป็นเจ้าวิษณุบรรทมสินธุ์แล้ว สามโลกก็กลับร่มเย็นตามเดิมอีกคราหนึ่ง แต่ไฟแค้นของอสุรินทร์ราหูยังครุกลุ่นอยู่ด้วยเพราะการที่สุริยเทพและจันทรเทพไปทูลพระวิษณุ จนตนนั้นถูกตัดขาดออกเป็น ท่อน (ท่อนบนเรียกว่าราหู ส่วนท่อนล่างเรียกว่าเกตุ) ด้วยตนนั้นก็มีสิทธิ์ที่จะได้ดื่มกินน้ำอมฤตเช่นกันตามสัญญาที่ให้ไว้ต่อกัน แต่กลับต้องมาต้องอาญาด้วยประการฉะนี้ พระอาทิตย์และพระจันทร์ต้องชดใช้ในการกระทำครั้งนี้อย่างสาสม ด้วยเหตุนี้ราหูจึงคอยหาโอกาสจับสุริยเทพและจันทรเทพมากลืนกินเสียด้วยความพยาบาท แต่พระอาทิตย์และพระจันทร์ก็ล่วงพ้นไปได้ในชั่วเวลาไม่นานนัก เพราะราหูนั้นมีกายเพียงครึ่งท่อนเทพทั้งสองจึงหลุดออกไปได้ การจองเวรเช่นนี้จึงเกิดคราสเรื่อยมา

ราหูหลังจากนั้นก็มิได้เข้าร่วมทำสงครามแย่งสวรรค์จากเทวดาอีกเลย ด้วยเหลือกายเพียงครึ่งเดียว และ ราหูก็เป็นทิพย์เหมือนเทพไปแล้ว ก็เฝ้าแต่บำเพ็ญตบะเพิ่มฤทธิ์ตน และ คอยจับกลืนพระอาทิตย์และพระจันทร์เท่านั้น จนพระพรหมธาดาเสด็จมาประธานพรในผลตบะนั้น โดยมอบเกียรติยศให้ราหู-เกตุ ได้เป็นสมาชิกของเทวสภาด้วยผู้หนึ่ง นับว่าเป็นอสูรที่พิเศษกว่าอสูรทั้งปวงเป็นเพียงอสูรตนเดียวที่ได้รับเกียรติสูงส่งนี้ และ ยังเป็นอสูรเพียงตนเดียวที่ได้รับการสักการะบูชาโดยมีปฏิมาอยู่ในเทวลัยร่วมด้วยกับปฏิมาของเทพองค์อื่น ๆ ครั้งหนึ่งราหูเคยอาละวาดจนสวรรค์พังมาแล้ว  แต่เมื่อเป็นเทพแล้วก็กลับใจได้ทำตนดีขึ้น ดังนั้นไม่ต้องกลัวราหู-เกตุเพราะในอีกมุม ราหู-เกตุก็ให้คุณได้เช่นเป็นดวงที่ต้อง ค้าขายกับต่างชาติ  หรือมีธุรกิจที่เกียวข้องกับสุรา หรือสถานที่อโคจรทั้งหลายยมวิกาล

ในวิษณุปุราณะพรรณนาว่า พระราหู ทรงราชรถเทียมม้าดำ ตัว สีกายดำหรือสีหมอก รถนี้มีไว้เพื่อเตรียมพร้อมในเวลาที่จับพระอาทิตย์และพระจันทร์ และเรียกจุดดักจับนี้ว่า “พารวัน” (node) ส่วนเวลาอื่นราหูจะทรงเสือโคร่ง หรือ สิงห์ดำเป็นพาหนะ มี กร ถือโล่ ดาบ หอก ตรีศูล คทา ลูกศร ดอกบัว บ้าง ส่วนอีกกรประทานพร นามนั้นก็มีมากมายตามเหตุการณ์ต่างๆ เหมือนเทวดาทั่วๆ ไปคือ อัมพรปิศาจ (ปิศาจแห่งท้องฟ้า), ภารณีภู(กำเนิดในกลุ่มดาวฤกษ์ภรณี)ครหะ(ผู้จับ)

ส่วนพระเกตุ ทรงราชรถเทียมม้าสีแดง ตัว มีกายสีทองแดงหรือสีแดงน้ำรัก บ้างก็ว่าทรงแร้ง บ้างก็ว่าไม่ทรงพาหนะแต่มีท่อนบนเป็นมนุษย์ใบหน้ามีสิวมากส่วนท่อนหางเป็นงูแทน บ้างก็ว่ามีเศียรเป็นงูกายเป็นมนุษย์ มี กร ถือ คทา โล่ ดาบ ธง อีกกรประทานพร บางที่ก็ว่ามีแค่ กร นามก็มีอีกเช่น กปันธะ(ผู้ปราศจากหัว) อกะชะ(ไม่มีขน) อเลศะ ภาวะ(ถูกแบ่งออก) มุนธะ


ตามตำนานการกวนเกษียณสมุทรนั้นฝ่ายเทวดาซึ่งนำโดยพระอินทร์ปรารถนาที่จะมีชีวิต เป็นอมตะ เพื่อจะได้รบชนะฝ่ายอสูร จึงได้ไปขอพรจาก พระนารายณ์ พระองค์จึงแนะนำให้ทำพิธี "กวนเกษียณสมุทร" เพื่อจะได้น้ำอมฤตมาดื่มกินจะทำให้ชีวิตยืนยาว




โดยพญานาคท้าววาสุกรีนั้นได้รับตำแหน่งสำคัญคือเอาตัวเองไปพันกับภูเขามันทละแล้วให้เทวดา กับอสูรมาช่วยกันชักเย่อตัวท้าววาสุกรี ครั้นจะให้อสูรมาช่วยก็คงจะยาก พระอินทร์จึงออกอุบายกับเหล่าอสูรว่า เมื่อกวนเสร็จแล้วจะแบ่งน้ำอมฤตให้ดื่ม เพื่อจะได้เป็นอมตะ ฝ่ายอสูร จึงยอมร่วมมือแต่โดยดี แต่การกวนต้องใช้ระยะเวลายาวนานซึ่งจะทำให้เขามันทละลึกลงจนถึงโลกมนุษย์ ซึ่งโลกอาจจะแตกได้ ร้อนถึงพระนารายณ์จำต้องอวตารลงมาเป็นเต่ายักษ์ เพื่อเอากระดองมารองรับภูเขามันทละเอาไว้ การกวนเกษียรสมุทร ได้ดำเนินไปเนิ่นนานพันปี จึงได้ปรากฏสิ่งมหัศจรรย์ขึ้น 10 อย่าง ซึ่ง หนึ่งในนั้น คือนางอัปสรจำนวน 35ล้านองค์ ออกมาร่วมร่ายรำอำนวยพรให้กับเทวดาทั้งหลายที่กำลังร่วมกันกวนเกษียณสมุทร กับอสูร เพื่อช่วยให้เกิดความเพลิดเพลินไม่รู้สึกเหนื่อย พระนารายณ์ได้มีบัญชาให้ ไปเป็นบาทบริจาริกาให้กับเทวดาที่ทำพิธีกวนเกษียณสมุทร หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "กูรมาวตาร"





เกษียรสมุทรนั้นตั้งอยู่ในทิศตะวันออกของจักรวาลมีน้ำสีขาวคือเกษียร (แปลว่า น้ำนม) ไหลเต็มอยู่ตลอดปี การจะกวนเกษียรสมุทรเพื่อให้ได้มาซึ่งน้ำอมฤตเป็นการใหญ่ที่หมู่เทวดาเพียง ลำพังจะกระทำกันเองไม่ได้เพราะมีเรี่ยวแรงน้อย ดังนั้นจึงหลอกล่อเหล่าอสูรโดยสัญญาว่าเมื่อได้น้ำอมฤตแล้วก็จะแบ่งกันดื่ม เพื่อความเป็นอมตะตลอดไป

เหล่าอสูรได้ฟังดังนั้นก็กระหยิ่มยิ้มย่องตกลงสมานฉันท์ ร่วมแรงร่วมใจในพิธีครั้งนี้โดยเริ่มจากช่วยเหล่าเทวดาถอนเขามันทละซึ่งมี ความสูงพ้นพื้นดิน 11,000 โยชน์ และหยั่งฐานรากอยู่ใต้ดินอีก 11,000 โยชน์ เพื่อใช้เป็นไม้กวนเกษียณสมุทร โดยใช้พญานาควาสุกรีผู้เป็นพี่ของพญาเศษะ (เส-สะ หรือ พญาอนันตนาคราชหรือพญานาคพันเศียรที่เป็นแท่นบรรทมของพระนารายณ์)
 ต่างเชือกพันกับเขามัทละทั้งยังโปรยสมุนไพรอันเป็นทิพย์ลงในเกษียรสมุทรอีก ด้วย ฝ่ายเทวดารู้ว่าเมื่อพญาวาสุกรีถูกชักลากไปมาจนเวียนหัวจะสำรอกพิษออกทางปาก จึงออกอุบายเยินยอเหล่าอสูรว่าเป็นผู้มีกำลังมากสมควรได้รับเกียรติให้ถือฝั่งหัวพญานาค




ส่วนเหล่าเทพผู้มีฤทธิ์น้อยจะขอถือฝั่งหางเอง ข้างฝ่ายอสูรได้ยินคำเยินยอเช่นนั้นก็หลงเข้าใจว่าปวงเทวาให้เกียรติจึงรับคำจะถือฝั่งเศียรพญานาคเอง 





พระนารายณ์ในฐานะองค์ต้นดำริการกวนเกษียณสมุทรจึงต้องมีส่วนช่วยให้การครั้งนี้ สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีเป็นอันมาก โดยพระองค์ประทับนั่งเหนือเขามันทละที่ใช้ต่างไม้พาย แล้วแบ่งภาคหนึ่งลงช่วยเหล่าเทพชักพญาวาสุกรีเนื่องจากลำพังหมู่เทวะเองมี กำลังน้อย พระนารายณ์ยังทรงแจ้งด้วยทิพยญาณว่าเกษียณสมุทรเมื่อถูกเขามันทละกวนไป เรื่อยๆจะทะลุแล้วน้ำจะไหลไปท่วมมนุษยโลกพระองค์จึงแบ่งภาคเป็นเต่า (กุรมะ =กุ-ระ-มะ) ใช้กระดองรองรับเกษียรสมุทรไว้จึงเป็นที่มาของ กุรมะวตาร อันเป็นปางที่สามในนารายณ์สิบปาง




 ระหว่างที่กวนเกษียรสมุทรอยู่นั้น พญาวาสุกรีถูกดึงไปมาก็เกิดเวียนหัวจึงสำรอกพิษร้ายซึ่งกระเด็นไปโดนเหล่า อสูรเป็นที่ปวดแสบปวดร้อนจึงเป็นเหตุให้เหล่าอสูรมีหน้าตาผิวพรรณตะปุ่มตะป่ำนับแต่นั้นเป็นต้นมา พิธีดำเนินไปได้พันปีเกษียณสมุทรพลันบังเกิดหม้อบรรจุพิษ "หะราหระ ลอยออกมาเป็นลำดับแรก อันหม้อ หะราหระนั้นเป็นพิษร้ายแรง หากตกลงยังมนุษยโลกก็จะบังเกิดเป็นเพลิงกรดเผาโลกให้เป็นจุลไปได้ พระศิวะมหาเทพทรงทราบด้วยทิพยญาณว่าพิษร้ายนี้ไม่มีใครจะกำจัดลงได้เว้นแต่ พระองค์เอง เมื่อดำริดังนั้นแล้วจึงทรงดื่มพิษหาลาหละนั้น ฝ่ายพระแม่ปรวาตีเห็นพระสวามีกลืนพิษร้ายจึงได้กดพระศอพระศิวะไว้เพื่อไม่ ได้พิษไหลลงสู่พระอุทรได้ด้วยความร้ายกาจแห่งพิษนั้นยังผลให้พระศอพระศิวะเป็นสีดำพระองค์จึงมีอีกพระ นามหนึ่งว่า นิลกัณฐ์ หรือผู้มีคอสีนิลนับแต่นั้นเป็นต้นมา

สิ่งวิเศษลำดับที่สองที่ลอยขึ้นมาคือวัว "กามเธนุ" แปลว่าแม่โคอันพึงปรารถนา รู้จักกันในอีกนามหนึ่งว่าโคสุรภีซึ่งต่อมาให้กำเนิดวัวอุศุภราชหรือนันทิเก ศวรอันเป็นเทพพาหนะทรงของพระอิศวร โดยมีเทวดานามเวตาลเป็นพ่อ บางตำนานว่ากัศยปมุนีปรารถนาจะนำโคกามเธนุไปเป็นพาหนะแต่ติดว่าเป็นโคเพศ เมียจึงเนรมิตตนเป็นพ่อโคเข้าผสมด้วยโคกามเธนุจนเกิดลูกโคสีขาวบริสุทธิ์ ตั้งชื่อให้ว่า อุศุภราช มีลักษณะงดงาม





ตามตำราจึงได้นำไปถวายพระอิศวรเพื่อเป็นเทพพาหนะ บางตำรากล่าวว่านนทิเกศวรแท้จริงแล้วคือเทพบุตรนามว่า นนทิ เป็นผู้เฝ้าสัตว์ในเขาไกรลาสและหัวหน้าแห่งปวงศิวะสาวก เมื่อพระศิวะปรารถนาจะไปยังที่ใด นนทิก็จะแปลงกายให้เป็นโคเผือกเพื่อเป็นเทพพาหนะ  อันแม่วัวกามเธนุนั้นเป็นโควิเศษสามารถเนรมิตสิ่งต่างๆตามที่เจ้าของปรารถนาได้

สิ่งที่สามคือม้าสีขาวนามว่า "อุจเจศรวัส  ซึ่งต่อมาพระอาทิตย์นำไปเทียมราชรถและเป็นต้นเหตุของการพนันระหว่างนางวินตา และนางกัทรุในตำนานการเกิดของครุฑ

สิ่งที่สี่คือช้างไอราวัตหรือช้างเอราวัณซึ่งเป็นช้างผือกสีขาวมีสามเศียรอันเป็นเทพพาหนะของพระอินทร์



(เป็นผลงานงานการออกแบบของ อ.สุดสาคร ชายเสม) หอศิลป์ กรุงเทพ

สี่งที่ห้าคือ เกาสตุภมณีซึ่งเป็นเพชรล้ำค่าที่สุดในสามโลก ต่อมาพระนารายณ์นำไปประดับพระอุระ

สิ่งที่หกคือต้นกัลปพฤกษ์ซึ่งเป็นต้นไม้ทิพย์สามารถอำนวยความสำเร็จให้แก่ผู้ขอพรได้

สิ่งที่เจ็ดคือพระแม่ลักษณมีซึ่งเป็นเทพแห่งโชคลาภเงินทอง ต่อมาพระนารายณ์รับไปเป็นพระชายา

สิ่งที่แปดคือสุระ (ที่มาของคำว่าสุรา) เป็นน้ำเมาชนิดหนึ่งเกิดขึ้นพร้อมเทวีวารุณีซึ่งเป็นเทวีแห่งการทำเหล้า

สิ่งที่เก้าคือเหล่านางอัปสรซึ่งแปลว่าผู้เกิดจากการเคลื่อนไหวของน้ำลอยขึ้นมาจากเกษียรสมุทร 35 ล้านองค์

ทันใดนั้นพลันเกษียรสมุทรเกิดคลื่นน้ำไหลวนปั่นป่วนปรากฏเทพบุตรนามว่า "ธนวันตริ" ทูนคนโทบรรจุน้ำอมฤตลอยขึ้นมาเป็นลำดับสุดท้าย  

ด้วยเกรงว่าเหล่ายักษ์จะแย่งชิงน้ำอมฤตไปดื่ม พระนารายณ์จึงแปลงกายเป็นเทวีหน้าตางดงามนามว่า "โมหิณี" หลอกล่อให้ยักษ์ตามพระองค์ไป ฝ่ายอสูรเห็นหญิงงามก็พากันลืมเรื่องน้ำอมฤตแล้ววิ่งตามพระนารายณ์แปลงใน ทันทีเหล่าเทพเห็นสบโอกาสเหมาะจึงแบ่งกันดื่มน้ำอมฤตในทันใด ในหมู่ยักษาทั้งหลายที่พากันหลงใหลสะคราญโฉมของพระนารายณ์แปลงยังมียักษ์อยู่ ตนหนึ่งนามว่าราหูเป็นยักษ์ที่มีสติปัญญาเฉียบแหลมเหมือนอิ๊กคิวซัง ไม่หลงกลต่อกับดักของเหล่าเทวดา ราหู ซึ่งรู้ในอุบายนี้จึงแปลงกายให้เหมือนเทวดาแล้วไปแฝงอยู่ในหมู่เทพเพื่อดื่ม น้ำอมฤต แต่พระอาทิตย์และพระจันทร์เห็นผิดสังเกตเพราะราหูซึ่งถึงแม้แปลงเป็นเทวดา แต่ยังมีเงาทอดลงพื้นจึงเพ่งด้วยทิพยเนตรก็แลเห็นเป็นร่างยักษาแฝงอยู่ เมื่อแจ้งในความจริงเช่นนั้นแล้วพระอาทิตย์และพระจันทร์จึงนำความไปฟ้องพระ นารายณ์ ทันใดนั้นพระองค์จึงขว้างจักรสุทรรศนะไปต้องกายราหูขาดเป็นสองท่อน แต่ด้วยฤทธานุภาพแห่งน้ำอมฤตที่ราหูดื่มไปแล้วทำให้ถึงแม้ร่างกายถูกตัดออก เป็นสองส่วนก็ไม่สิ้นชีพ

ราหูเจ็บแค้นที่พระอาทิตย์และพระจันทร์ไป เพ็ดทูลพระนารายณ์จนทำให้กายขาดสองท่อนจึงสาบานที่จะจับพระอาทิตย์และพระ จันทร์กินเสียหากโคจรมาเจอกัน ฝ่ายพระจันทร์นั้นโคจรอยู่ในวิมานเบื้องต่ำจึงมักเจอกับราหูอยู่บ่อยๆต่าง กับพระอาทิตย์ซึ่งโคจรอยู่สูงจึงไม่ค่อยพบกับราหูนัก ราหูนั้นมีกายเพียงครึ่งเดียวจึงทำให้กลืนพระอาทิตย์และพระจันทร์ได้เพียง ชั่วคราวก็หลุดออกมา ด้านกายท่อนล่างของราหูนั้นเรียกว่าพระเกตุ เป็นต้นกำเนิดของดาวหางและอุกกาบาตทั้งปวง

ด้านฝ่ายอสูรหลังจากที่ ตามนางโมหิณีและถูกเหล่านางอัปสรมอมสุราพึ่งสร่างจึงพบว่าฝ่ายเทวดาได้ดื่ม น้ำอมฤตหมดแล้วก็บังเกิดความโกรธหมายจะเข้าโรมรันแต่เหล่าเทวะได้ดื่มน้ำ อมฤตแล้วจึงเป็นอมรไม่มีวันตายอีก ฝ่ายยักษาสู้ไม่ได้ก็พ่ายแพ้กลับไปไม่กล้าเข้ามารุกรานสวรรค์อีก หมู่ยักษ์เมื่อได้พบบทเรียนเช่นนี้แล้วจึงปวารณาตนไม่ดื่มเครื่องดองของเมาอีก จึงเป็นที่มาของคำว่า "อสูร" (อ+สุระ) หมายถึงผู้ไม่ดื่มสุรา ต่างกับเหล่าเทวะที่ยังดื่มสุราดังเช่นคำเรียกที่อยู่ของเทวดาที่ว่า "ฟากฟ้าสุราลัย" (สุระคือเหล้า สนธิกับคำว่าอาลัยแปลว่าที่อยู่) หมายถึงที่อยู่ของผู้ดื่มสุราคือสวรรค์นั้นเอง


ที่มา : http://miraclemilksea.blogspot.com/






 

Create Date : 16 ตุลาคม 2557    
Last Update : 16 ตุลาคม 2557 14:13:39 น.
Counter : 1414 Pageviews.  

สฟิงค์ : ตำนานแห่งสัตว์เทพเจ้าในยุคโบราณ....





"สฟิงค์ (Spinx)" เป็นสัตว์ที่มีส่วนผสมของสัตว์หลายชนิดรวมอยู่ในตัวเดียวกันตามความเชื่อของคนแถวอียิปต์ จะว่าเฉพาะอียิปต์ซะทีเดียวก็จะรวบรัดไป เพราะสฟิงซ์มีอยู่หลายเผ่าพั
นธุ์ต่างไปตามการแต่งเติมสีสันให้น่ากลัวมากขึ้นเท่าไร อย่างของชาวกรีกสฟิงซ์จะมีใบหน้าและทรวงอกของหญิงสาว ท่อนล่างเป็นสิงโตและมีปีกแบบนกอินทรี ส่วนของอียิปต์หรือพันธุ์ที่เราเรียกว่า "แอนโดรสฟิงซ์ (Andro-Sphinx)" ก็มีรูปร่างเหมือนชาวกรีกนั่นแหละเพียงแต่ว่าไม่มีปีกเท่านั้นเอง และของพวกอียิปต์อีกเช่นกันที่สฟิงซ์แตกเผ่าเป็น "ครีโอสฟิงซ์ (Crio-Spninx)" ที่มีหัวเป็นแกะบ้างหรือเป็นนกเหยี่ยวบ้าง ในเปอร์เซีย (Persia), แอสซีเรีย (Assyria), และฟีเนียเซีย (Phoenicia) มีสฟิงซ์ทั้งสองเพศ ตัวผู้จะมีหนวดและผมหยักศก ส่วนของโรมโบราณเป็นผู้หญิงและอาจจะเป็นแบบที่ส่งผ่านมาให้กับอียิปต์ก็ได้เพราะว่าตัวนี้สวม "งูแอสพ์ (Asp)" คาดอยู่ที่หน้าผากด้วย

สฟิงซ์ของตะวันออกกลางเป็นสัตว์ที่ได้ชื่อว่า "ฉลาด" ซึ่งนั่นอาจเป็นเพราะมันจะเปิดเผยสิ่งที่มันรู้ยากมาก มันพอใจที่จะนอนผึ่งแดดอย่างเป็นสุข ท่ามกลางการเคารพบูชาของผู้ที่เทิดทูนมัน ส่วนสฟิงซ์ของพวกกรีกกลับมีลักษณะที่ตรงกันข้าม มันทรยศหักหลัง ก้าวร้าวรุนแรงและกระหายเลือด และพวกนี้ยังชอบกินคนเป็นอาหารเสียด้วย

ลักษณะที่เด่นชัดของสฟิงซ์กรีกอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความคล้ายแมวหรือจะว่าอีกทีก็คล้ายผู้หญิงด้วย นั่นคือมันจะพูดคุยหยอกเหยื่อของมันก่อนที่จะสวาปามเข้าไป แต่อย่างไรก็ตามถ้าหากเกิดเหยื่อหนีรอดไปได้ สฟิงซ์จะบินดิ่งทิ้งตัวกระแทกพื้นหรืออะไรสักอย่างด้วยความโกรธเกรี้ยวจนตายไปเองก็บ่อย

เรื่องราวเกี่ยวกับสฟิงซ์ของกรีกที่โด่งดัง เรื่องหนึ่งเห็นจะไม่พ้นเรื่องของ "เจ้าแม่เฮรา (Hera)" ซึ่งมอบหมายหน้าที่ลงโทษชาวเมืองธีบีส (Thebes) เพราะความเมามายไร้สติของพวกเขา หลังจากที่ "ไดโอนิซุส" เทพแห่งเมรัยได้มาสอนการทำไวน์ให้แก่ชาวเมืองนี้

ตามปกติสฟิงซ์จะไม่เข้าขย้ำเหยื่อที่ผ่านมาในทันทีทันใด แต่จะให้โอกาสเหยื่อด้วยการถามปัญหาที่เรียกกันว่า "ปัญหาของตัวสฟิงซ์ (The Riddle of the Sphinx)" ซึ่งสัญญาจะปล่อยเหยื่อเป็นอิสระหากตอบปัญหาของนางได้ ตามท้องเรื่องที่จะกล่าวถึงพระเอกคนหนึ่งนี้ต้องมีเรื่องให้ไม่มีใครตอบได้ จนกว่าพระเอกของเรื่องคือ "เอดิปุส (Oedipus)" แห่งโครินท์ผ่านมาในเมืองธีบีสพอดิบพอดี สฟิงซ์กระโดดออกมาจากหลังพุ่มไม้แลบลิ้นเลียปากด้วยความอยากกินเนื้อมานพน้อยรูปงาม ก่อนจะส่งเสียงคำรามให้ขวัญหายเข้าใส่เอดิปุสและถามปัญหา "อะไรเอ่ยเดินสี่ตีนในยามเช้า เดินสอง ตีน ในยามสาย และเดินสามตีนในยามเย็น….? " ซึ่งคำตอบก็คือ "มนุษย์" นั่นเองย่อมเดินด้วยการคลานทั้งมือและเข่า เมื่อยังเป็นเด็กยืนด้วยขาสองข้าง เมื่อโตเต็มที่และต้องใช้ไม้เท้าพยุงตัวเองเป็นขาที่สามในยามสายัณห์ของชีวิต เอดิปุสตอบอย่างไม่ลังเล สฟิงซ์เมื่อได้ฟังคำตอบที่ไม่คิดว่าจะได้ยินจากมนุษย์หน้าไหนเลย ถึงกับกรีดร้องด้วยความเจ็บใจ นางโผบินขึ้นบนฟ้าแล้วทิ้งตัวดิ่งลงฆ่าตัวตายในทะเล

ดูเหมือนหล่อนจะเป็นฝ่ายแพ้ ทั้งๆที่ถ้าจะนับแล้วสฟิงซ์ต่างหากที่เป็นฝ่ายชนะ เพราะหลังจากที่สฟิงซ์ซึ่งเป็นสัตว์ที่น่ากลัวที่สุดของปวงชาวธีบีสได้ตายไป ผู้รักษาการณ์เมืองธีบีสถึงกับเชิญเอดิปุสขึ้นเป็นราชา และให้แต่งงานกับราชินีม่าย "โจคัสต้า (Jocasta)" ของกษัตริย์องค์ก่อน และกว่าจะรู้ความจริงว่าโจคัสต้านี่เองคือมารดาผู้ให้กำเนิดเอดิปุส ก็เมื่อนางได้ตกเป็นราชินีอย่างแท้จริงของเอดิปุสไปเสียแล้ว โชคชะตาย่อมเล่นกลต่อชีวิตของเขามากกว่าที่จะถูกสฟิงซ์กินตายไปรู้แล้วรู้รอด…

นอกจากสฟิงซ์ในตำนานแล้วก็ยังมีสฟิงซ์ที่รู้จักกันดีก็คือ สฟิงซ์ของอียิปต์ อาศัยอยู่บนทรายสีเหลืองนุ่มของที่ราบสูงแห่งกิซา เป็นสิ่งก่อสร้างขนาดมหึมาซึ่งเรารู้จักกันดี...

สฟิงซ์ สัตว์ลูกครึ่งที่ทอดร่างหันหน้าสู่ทิศตะวันออกและหมอบเฝ้ามหาพีระมิดมานับพันปี!! เจ้าสัตว์ที่เกิดจากการรวมตัวอันแปลกประหลาดระหว่างมนุษย์กับสิงโต ส่วนหัวที่เหมือนมนุษย์นั้น มีสัญลักษณ์ องค์ฟาโรห์อียิปต์แสดงไว้ชัดเจน คือมีเคราที่คาง ตรงหน้าผากมีงูจงอางแผ่แม่เบี้ย และมีเครื่องประดับรัดเกล้าแบบกษัตริย์โดยรอบ ความกว้างของใบหน้านั้นประมาณ 14 ฟุต ส่วนลำตัวที่เป็นสิงโตมีความยาวเกินกว่า 240 ฟุต (วัดจากหัวถึงหาง) ขนาดของมันมโหฬารจนคนที่เดินผ่านเหลือตัวนิดเดียว

ว่ากันว่าสฟิงซ์ คือ รูปเหมือนขนาดใหญ่กว่าร่างจริงสองเท่าของ "ฮาร์มาชิส" เทพแห่งรุ่งอรุณ เมื่อตอนที่แปลงร่างเป็นสิงโตมีเศียรเป็นฟาโรห์อียิปต์หรือ "sphingein แปลว่า การบีบรัด เพราะสฟิงซ์ของชาวกรีกเป็นสฟิงซ์ที่นิสัยไม่ดี ชอบหยอกเล่นกับเหยื่อ พอมีเหยื่อหลงเข้ามาก็จะถามคำถามและถ้าตอบไม่ถูกจะฆ่าทิ้ง ส่วนหน้าที่ของสฟิงซ์แห่งกิซานอกจากเฝ้าพีระมิดแล้ว เบื้องหลังและทุกด้านของรูปปั้นอมนุษย์นี้ ยังมีพื้นที่ที่ เรียกว่า "นครมรณะ" รายรอบอยู่ นครมรณะกินอาณาบริเวณคลอบคลุมผืนทรายทางใต้ ทางตะวันตกและเหนือของสฟิงซ์หลุมแล้วหลุมเล่าต่างถูกขุดเจาะเป็นโพรง เพื่อใส่โลงหินที่บรรจุร่างของพระราชวงศ์ ขุนนาง และนักบวชชั้นสูงซึ่งผ่านกรรมวิธีการทำมัมมี่มาแล้ว โดยที่สฟิงซ์จะคอยขจัดวิญญาณชั่วร้ายให้พ้นจากหลุมศพเหล่านั้น...

-- แล้วเจ้าสฟิงซ์นี้มีอายุเท่าไร?
ถ้านับตามลำดับญาติแบบเรา ๆ ก็คงเป็นปู่ทวดของปู่ทวด ของปู่ทวดของปู่ทวด ๆ เป็นแน่ เพราะจากการคำนวณายุหินที่ใช้สร้าง โดยใช้คาร์บอน14 ปรากฏว่า สฟิงซ์มีอายุเกือบหมื่นปี แต่ว่าประวัติศาสตร์ชนชาติอียิปต์เพิ่งเริ่มเมื่อสี่พันกว่าปีก่อนเอง

-- แล้วสฟิงซ์จะอายุเป็นหมื่นได้อย่างไร? 
บรรดานักวิชาการจึงออกมาโต้คารมกันยกใหญ่ บางกลุ่มก็บอกว่าสฟิงซ์ต้องสร้างในสมัย "ฟาโรห์คาฟเร" (เจ้าของพีระมิดองค์กลาง) เพราะใบหน้าของสฟิงซ์นั้นเหมือนพระพักตร์ของฟาโรห์คาฟเรมาก และสาเหตุที่มีการแกะสลักให้คล้ายกับพระพักตร์ของฟาโรห์คาฟเร อาจเป็นเพราะพระองค์ได้สมมติตัวเอง โดยแสดงเจตนาว่าตัวสฟิงซ์นั้นแทนพระองค์ซึ่งเป็นเทพเจ้า แห่งดวงอาทิตย์ แต่ฝ่ายวิเคราะห์การผุกร่อนของหินก็โต้ว่า การผุกร่อนนั้นเกิดจากน้ำมากกว่าที่จะเป็นลมและทรายตามที่เข้าใจ เป็นไปได้ว่าก่อนที่ทรายจะเข้าปกคลุมบริเวณนี้ เคยเป็นดินแดนที่ฝนตกชุกมาก่อน เลยตั้งสมมติฐานว่าพอมีความชุ่มชื่น คนโบราณจึงเข้ามาอาศัยแล้วสร้างอนุสรณ์แห่งความรุ่งเรืองเอาไว้ก่อนที่จะล่มสลายไป จากนั้นบรรพบุรุษของชาวอียิปต์ก็เข้ามาอาศัยแทนที่และครอบครองซากอารยธรรมอันนี้ไว้แบบเดียวกับชาวเผ่าอินคา ท้ายสุดต่างก็ยอมยุติลงด้วยสาเหตุ เพราะไม่ว่าฝ่ายไหนก็หาหลักฐานมายืนยัน ความคิดของตนเองไม่ได้ เนื่องจากคนโบราณไม่ได้จารึกถึงวิธีและเวลาในการสร้างสฟิงซ์เอาไว้เลย แล้วความลับในเรื่องอายุของสฟิงซ์ก็ยังคงเป็นความลับต่อไป .....

แล้วรู้ไหม... ทำไมสฟิงซ์จมูกถึงบี้?

สาเหตุที่จมูกของสฟิงซ์แหว่งหายไป เป็นเพียงการคาดเดา ว่าเพราะถูกเอาเป็นเป้าไว้ซ้อมยิงปืนของชาวอาหรับ ก็สมัยนั้นเขากำลังเห่อปืน... อาวุธรุ่นใหม่ที่เพิ่งออกมา แต่พอซื้อมาแล้วก็หาที่ซ้อมเจ๋งๆไม่ได้ เลยหันมาเอาสฟิงซ์เป็นที่ฝึกซ้อม เพราะนอกจากจะเป็นเป้านิ่งแล้ว ขนาดที่ใหญ่ยังเหมาะกับมือสมัครเล่นเป็นที่สุด จวบจนทุกวันนี้สฟิงซ์ก็ยังคงทำหน้าที่เฝ้านครแห่งความตายและเหล่ามหาพีระมิดทั้ง 3 องค์ โดยไม่ขยับเขยื้อนไปไหนแม้แต่น้อย ดวงตาหินของมันทอดมองสรรพสิ่งที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา โดยไม่ปริปากเล่าถึงความลับในอดีตให้ผู้ใดล่วงรู้... ทิ้งไว้เพียงปริศนาและความลี้ลับ รอให้เหล่ามนุษย์ผู้มากด้วยความสามารถมาไข...


ข้อมูล : cupid.is.in.th , วิกิพีเดีย







 

Create Date : 20 กันยายน 2557    
Last Update : 20 กันยายน 2557 14:16:25 น.
Counter : 348 Pageviews.  

ลูซิเฟอร์ : ราชาแห่งความมืด





ลูซิเฟอร์ (Lucifer) จอมมารแห่งนรก พวกเราคุ้นเคยกับชื่อนี้มากอาจจะเพราะว่าเค้ามีบทบาทเยอะในพระคัมภีร์ คำว่าลูซิเฟอร์นั้น เป็นคำละติน มาจากสองคำ คำว่า Lux ซึ้งแปลว่าแสงสว่าง และ Ferrer แปลว่า ผู้นำมา หรือผู้ถือ ซึ่งถ้าเอามารวมกันก็จะแปลว่า "ผู้นำมาซึ่งแสงสว่าง" หรือถ้าจะแปลตามภาษาชาวบ้านอีกทีก็คงจะแปลว่า รุ่งอรุณ หรือดาวแห่งแสงสว่าง อะไรทำนองนั้น อดีตอัครเทวทูตองค์นี้ พระเป็นเจ้าเป็นผู้สร้างขึ้นมาจากแสงสว่างและให้ความเอ็นดูเป็นอย่างมาก ถือได้ว่าเป็นใหญ่รองมาจากพระเป็นเจ้า และนับได้ว่าเป็นอัครเทวทูตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในตอนนั้นเลยก็ว่าได้ ทว่าด้วยความที่นึกว่าตนเองยิ่งใหญ่เหนือใคร ทำให้ก่อกบฏหักหลังพระเจ้า และในที่สุดก็ตกจากสวรรค์กลายมาเป็น "ปีศาจ"



ตามตำนานของชาวฮิบรู ลูซิเฟอร์ได้ถูกยุยงโดยซาตานอีกทีนึง (เห็นได้ว่าตำนานฮิบรู ลูซิเฟอร์ และซาตานเป็นคนละคนกัน) ซึ่งในพระคัมภีร์ของฮิบรูนั้น ซาตานก็เป็นหนึ่งในอัครเทวทูตด้วย ชื้อว่า Satan-Sataniel (หรือ Samael?) ว่ากันว่าซาตานต้องการที่จะเป็นใหญ่ที่สุดในจักรวาล เลยได้ยุยง (บ้างก็บอกสิงสู่) เทพบางองค์ ทำให้เป็นมารร้าย ตามตำนานของชาวคริสต์ ในคัมภีร์The Old Testament ได้แปลคำว่า Helel เป็นลูซิเฟอร์ และได้โยงกับปีศาจร้ายที่มีร่างเป็นสัตว์เลื้อยคลาน ที่ลอบเข้ามาในสวนอีเดนและหลอกลวงอดัมและอีฟ ในยุคกลาง นักบุญเจอโรม (St.Jerome) หลวงพ่อในศาสนจักร คิดว่าลูซิเฟอร์ไม่ใช่ชื่อที่ดีสำหรับ "ปีศาจ" และได้เปลี่ยนมาเป็น "ซาตาน" จนในที่สุด ทั้งสองก็ได้รวมมาเป็นคนเดียวกัน ซึ้งจะเห็นได้ว่าในพระคัมภีร์บางทีก็ชื่อลูซิเฟอร์บางทีก็ชื่อ ซาตาน

ในตำนานกรีกบางที คำว่า ลูซิเฟอร์เปรียบได้กับดาววีนัส (ซึ่งลูซิเฟอร์เป็นชื่อเดิมของดาววีนัส) ในบางตำนานของชาวเพแก้น หรือวิคคา บอกไว้ว่าเมื่อพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมา ก็ได้ให้ความดูแลสนใจในตัว มนุษย์มากกว่าผู้อื่นได ซึ่งมากกว่าตัวลูซิเฟอร์เองด้วย ทำให้เกิดความรู้สึกน้อยใจ และประชดพระเป็นเจ้าโดยการนำพรรคพวกมาก่อกบฏ ในบางความเชื่อของชาวเพเก้น เชื่อกันว่า ลูซิเฟอร์นั้นอยู่ที่ยุโรปและเอเชีย ทุกวันนี้ มีลัทธิเกิดขึ้นมาใหม่ ที่มีลูซิเฟอร์เป็นเทพของพวกเค้า และเรียกตัวเองว่า ลูซิเฟอเรี่ยน (Luciferains) ตามชื่อศาสดาของพวกเค้า Lucifer Calaritanus บิช๊อปของลูซิเฟอเรี่ยน ซึ่งเชื่อว่าพระเยซูคริสต์ไม่ใช่ผู้ที่ถูกเลือกและเป็นเทพ แต่คือลูซิเฟอร์นั้นเอง (เข้าข่ายพวกลัทธิบูชาซาตาน หรือ บูชาปีศาจ) ในคัมภีร์ของพวกเค้า ได้บอกเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์ "ก่อนจะร่วงหล่น" หรือ Before the fall ซึ่งเล่าเรื่องราวไว้ว่า เมื่อพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ ลูซิเฟอร์นั้นเอ็นดูมนุษย์เป็นอย่างมากและหลงไหลกับความใสซื่อบริสุทธิ์ของมนุษย์ แต่เป็นเพราะว่าความใสซื่อของมนุษย์นั้นเอง ทำให้มนุษย์ไม่รู้สึกถึงตัวตนของพระเป็นเจ้า ในคัมภีร์เลยบอกไว้ว่า พระเจ้าได้เสกให้งูมาล่อลวงมนุษย์ ให้กินผลไม้แห่งปัญญา พอมนุษย์ได้กินเข้าไป ก็ได้รู้สึกถึงพระเป็นเจ้า และได้ขับออกจากสวนอีเดนไป พอลูซิเฟอร์รู้เรื่องเข้าก็ได้โกรธและก่อกบฏขึ้น นี้ก็เป็นอีกเรื่องที่ทำมาเพื่อโน้มน้าวจิตใจของสาวกลัทธิลูซิเฟอเรี่ยน ซึ่งต่อมาได้เป็นลัทธินอกรีต และ มีกระจัดกระจายอยู่ตามที่ต่าง ๆ บางกลุ่มก็ได้ใช้ยาเสพติด หรือเสียงเพลงเพื่อกล่อมประสาท ในตำนานบอกไว้ว่าลูซิเฟอร์นั้น มักจะปรากฏกายในรูปของมังกร หรือสิงโต และมีลูกน้องที่พักดีเสมือนแขนทั้งสองข้าง ชื่อว่า Satanackia และ Agalierap 


ขอบคุณที่มา: http://www.dek-d.com/board/view/1554650/










 

Create Date : 13 สิงหาคม 2557    
Last Update : 13 สิงหาคม 2557 16:38:41 น.
Counter : 423 Pageviews.  

เทพโอลิมปัส

เทพโอลิมปัสเป็นเทพที่อาศัยบนยอดเขาโอลิมปัส มีทั้งหมด 12 องค์ โดยมี ซูส เป็นราชาของบรรดาเทพเจ้าทั้งหลายและเหล่ามนุษย์บนโลก ซูสมีอาวุธเป็นอัสนีบาต



เทพซูส (อังกฤษ: Zeus, /zus/) เป็นราชาแห่งทวยเทพ ผู้ปกครองเขาโอลิมปัส (Olympus) และเทพแห่งท้องฟ้าและฟ้าร้องของตำนานเทพปกรณัมกรีก สัญลักษณ์ประจำพระองค์คือสายฟ้า โคเพศผู้ นกอินทรี และต้นโอ๊ก นามของซีอุสแปลว่าความสว่างของท้องฟ้า นามของพระองค์ในตำนานเทพปกรณัมโรมันคือเทพจูปิเตอร์ (Jupiter) และนามในตำนานอีทรูสแคนคือเทพไทเนีย (Tinia)
พระองค์เป็นพระโอรสองค์สุดท้องของโครนัส (Cronus) และรีอา (Rhea) ซึ่งเป็นเทพไททัน ในหลายๆ ตำนานกล่าวว่าพระองค์ได้สมรสกับเทพีเฮร่า (Hera) แต่ก็มีสถานศักดิ์สิทธิ์แห่งเมืองดอโดน่า (Dodona) ที่อ้างว่าคู่สมรสของเทพซูสแท้จริงแล้วคือเทพีไดโอนี (Dione) นอกจากนี้มหากาพย์อีเลียด (Illiad) ยังกล่าวไว้ว่าเทพซูสเป็นพระบิดาของเทพีอโฟรไดต์ (Aphrodite) ที่กำเนิดจากเทพีไดโอเน่อีกด้วย เทพซูสมักมีชื่อเสียงในพฤติกรรมนอกลู่นอกทางเรื่องชู้สาวของพระองค์ ซึ่งยังรวมไปถึงความสัมพันธ์กับเด็กหนุ่มนามแกนีมีด (Ganymede) ด้วยเช่นกัน พฤติกรรมของพระองค์ทำให้เกิดผู้สืบเชื้อสายอยู่หลายองค์และหลายคนด้วยกัน อาทิเช่น เทพีอาธีน่า (Athena) เทพอพอลโล (Apollo) และเทพีอาร์ทีมิส (Artemis) เทพเฮอร์มีส (Hermes) เทพีเพอร์ซิโฟเน่ (Persephone) เทพไดโอไนซัส (Dionysus) วีรบุรุษเพอร์ซีอุส (Perseus) วีรบุรุษเฮอร์คิวลีส (Hercules) เฮเลนแห่งทรอย (Helen) กษัตริย์ไมนอส (Minos) และเหล่าเทพีมิวเซส (Muses) ส่วนผู้สืบเชื้อสายที่เกิดจากเทพีเฮร่าโดยตรงได้แก่เทพเอรีส (Ares) เทพีเฮบี (Hebe) และเทพเฮฟเฟสตุส (Hephaestus) เทพีเอริส (Eris) และ เทพีไอไลธีเอีย (Eileithyia)




โพไซดอน หรือโพเซดอน หรือโปเซดอน (อังกฤษ: Poseidon; กรีก: Ποσειδών; ละติน: Neptūnus เนปจูน) เทพเจ้าแห่งท้องทะเลและมหาสมุทร ผู้ปกครองดินแดนแห่งท้องน้ำ ตั้งแต่แหล่งน้ำจืด เช่น แม่น้ำ ลำคลอง จนถึงใต้บาดาล มีตรีศูลเป็นอาวุธ บางตำนานกล่าวว่ามีท่อนล่างเป็นปลา นอกจากนี้แล้วยังถือว่าเป็นเทพแห่งแผ่นดินไหว และเป็นเทพแห่งม้าด้วย

ตามตำนานเล่าว่า โพเซดอนเป็นบุตรของโครนัสกับรีอา มีพี่น้องร่วมบิดามารดาอีก 5 องค์ ซึ่งล้วนแต่เป็นเทพแห่งโอลิมเปียนทั้งสิ้น ได้แก่ เฮสเทีย เทพีแห่งเตาผิง ผู้ดูแลครัวเรือน ดีมิเตอร์ เทพีแห่งธัญพืชและการเกษตร เฮรา ชายาแห่งเทพซูส เทพีผู้คุ้มครองสตรีและการสมรส ฮาเดส ผู้ครอบครองยมโลก ซูส ผู้เป็นใหญ่ในสภาเทพแห่งโอลิมปัส รูปลักษณ์ของโพเซดอน ส่วนมากจะปรากฏเป็นชายวัยกลางคน รูปร่างกำยำล่ำสัน มีหนวดเครา ถือสามง่ามเป็นอาวุธ ซึ่งสามง่ามนี้มีอิทธิฤทธิ์มาก สามารถดลบันดาลให้เกิดทะเลคลั่งหรือแผ่นดินไหวได้ ครั้งหนึ่งโพเซดอนเคยคิดที่จะโค่นอำนาจของซุส โดยร่วมมือกับเฮราและอะธีนา แต่ไม่สำเร็จ จึงถูกซุสลงโทษ โดยการให้ไปสร้างกำแพงเมืองทรอยร่วมกับอพอลโลด้วยเช่นกัน 
โพเซดอนมีมเหสีองค์หนึ่งคือแอมฟิไทรท์ ซึ่งเป็นนีริอิด หรือบุตรสาวของนีริอัสและดอริส โพไซดอนเห็นนางเต้นรำร่วมกับเหล่านีริอิดอื่นๆ จึงลักพาตัวนางไปเป็นชายาในดินแดนใต้สมุทร ชายาอีกองค์หนึ่งของโพไซดอนเป็นหญิงรับใช้ของอะธีนา คือ เมดูซ่า ก่อนที่จะถูกสาบให้มีผมเป็นงู เพราะหลงใหลในความงามของเมดูซ่า เมื่ออะธีนาทราบเรื่องจึงสาบเมดูซ่าให้เป็นปีศาจที่มีผมเป็นงู และเมื่อมองใครก็จะกลายเป็นหินไปหมด เมื่อเปอร์ซิอุสตัดศีรษะของเมดูซ่าแล้ว เลือดของเมดูซ่าที่กระเซ็นออกมา กลายเป็นม้าบินสองตัว คือ เพกาซัส (Pegasus) และ คริสซาออร์ (Chrysaor) ดังนั้นจึงถือว่า ทั้งเพกาซัสและคริสซาออร์เป็นลูกของโพเซดอนด้วย

โพเซดอน มีพาหนะเป็นม้าน้ำเทียมรถ ที่มีส่วนบนเป็นม้าและท่อนล่างเป็นปลา ซึ่งบางครั้งจะพบรูปโพเซดอนอยู่บนรถเทียมม้าน้ำนี้ขึ้นมาจากทะเล ในสมัยโบราณที่แหลมสุนิอ้อน ห่างจากกรุงเอเธนส์เมืองหลวงของกรีซไม่มาก มีวิหารที่สร้างถวายแด่โพเซดอนอยู่




ดิเมเทอร์ (Demeter) ตามชื่อกรีกหรือภาษาโรมันว่าซีริส (Ceres) เป็นเทวีครองข้าวโพด ซึ่งหมายถึงการเกษตรกรรมนั่นเอง เจ้าแม่เดเมเทอร์มีธิดาองค์หนึ่งทรงนามว่า พรอสเสอะพิน (Proserpine) หรือ เพอร์เซโฟนี (Persephone) เป็นเทวีครองฤดูผลิตผลของพืชทั้งปวง เป็นธิดาของโครนัสและรีอา ซึ่งเป็นไททัน มีพี่น้องร่วม 5 คน ซึ่งล้วนแต่เป็นเทพโอลิมเปียนทั้งนั้น ได้แก่ ซุส โพไซดอน ฮาเดส เฮร่า และ เฮสเทีย เดเมเทอร์ไม่ค่อยมีบทบาทในตำนานกรีกมากยกเว้นเรื่องความงามของนางที่ทำให้เกิดปัญหา สามีของนางมี 2 คน ได้แก่ โพไซดอน และ ซุส โพไซดอนเป็นบิดาของแอรีออน และ ซุสเป็นบิดาของพรอสเสอะพิน




เฮรา หรือฮีรา (อังกฤษ: Hera /ˈhɪərə/, /ˈhɛrə/; {{lang-el|Ήρα, Ήρη}}) เป็นมเหสีและเชษฐภคินี (พี่สาว) ของซูส พระนางเป็นเทพีแห่งหญิงสาวและชีวิตสมรส เป็นผู้ปกป้องสตรีที่แต่งงานแล้ว พระนางทรงประทับบนพระบัลลังก์ทองคำเคียงข้างซูสบนภูเขาโอลิมปัส และทรงพยายามอย่างที่สุดที่จะไม่ใส่พระทัยกับเรื่องราวรัก ๆ ใคร่ ๆ ที่ไม่ถูกทำนองคลองธรรมของสวามี เฮราได้รับการกล่าวขานว่าเป็นเทพธิดาผู้มีพระกรใสกระจ่างดุจงาช้าง ในตำนานโบราณสัตว์ประจำองค์ของเทพีเฮราคือวัว แต่ในตำนานยุคใหม่นกยูงเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ประจำพระองค์ และจะตามเสด็จอยู่ไม่ห่าง

เทพีเฮราเป็นที่รู้จักกันดีในด้านของอารมณ์ดุร้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อชายาองค์อื่น ๆ ของซูส และบุตรที่เกิดจากชายาเหล่านั้น ไม่ว่าพวกนางจะเป็นเทพีหรือเป็นมนุษย์ก็ตาม ตัวอย่างของผู้ที่ถูกเทพีเฮราปองร้ายมีมากมาย เช่น เทพีลีโต มารดาของเทพอพอลโล่ และเทพีอาร์ทีมิส เฮอร์คิวลิส ไอโอ ลามิอา เกรานา ซิมิลี มารดาของเทพไดโอนิซัส ยูโรปา เป็นต้น ก็จะเจอจุดจบแบบไม่สวยงาม



แอรีส (อังกฤษ: Ares /ˈɛəriz/) หรือที่ชาวโรมันเรียกว่า มาร์ส (Mars) เป็นเทพเจ้าแห่งสงคราม อาวุธ และชุดเกราะ และเป็นหนึ่งในสิบสองเทพแห่งโอลิมปัสด้วย แอรีส เป็นเทพแห่งการสงครามเช่นเดียวกับ อธีน่า แต่ทว่าอธีน่าจะได้รับการยกย่องและบูชามากกว่า เนื่องจากอธีน่าเป็นเทพีที่ใช้สติปัญญาวางแผนในการสู้รบมากกว่า ซึ่งได้รับการบูชาในฐานะเทพีแห่งสติปัญญาด้วย ผิดกับแอรีสซึ่งมักจะใช้ความดุดันและโหดร้ายในการสงครามมากกว่า ซึ่งโฮเมอร์ กวีเอกคนสำคัญของกรีกโบราณ ยังเคยเขียนถึงพระองค์ว่า เป็นเทพที่โหดร้ายและหยาบช้า
แอรีสเป็นบุตรของซีอุสมหาเทพและพระนางเฮรา มเหสีของซีอุส แอรีสเป็นเทพที่ชาวกรีกไม่นับถือบูชา เพราะถือว่าเป็นเทพที่โหดร้ายและมีเรื่องราวที่น่าอับอายเกี่ยวกับพระองค์เยอะ และถึงแม้จะเป็นเทพแห่งสงคราม แอรีสก็รบแพ้ในการสงครามหลายต่อหลายครั้ง ทั้งแก่มนุษย์กึ่งเทพเองอย่าง เฮราคลีสและกับอธีน่า เทพีแห่งสงคราม พี่น้องของพระองค์เอง แต่แอรีสเป็นที่นับถืออย่างมากของชาวโรมัน ซึ่งเป็นชนเผ่าที่โปรดปรานการสู้รบ ถึงกับแต่งให้แอรีสเป็นบิดาของโรมูลัส (Romulus) ผู้สร้างกรุงโรมเลยทีเดียว 

ในทางด้านชู้สาว พระองค์ลักลอบมีชู้กับเทพีอโฟรไดท์จนเป็นเรื่องราวใหญ่โตให้อับอายไปทั้งสวรรค์ และเป็นอพอลโล เทพแห่งดวงอาทิตย์ที่จับผิดและแก้ไขพฤติกรรมของทั้งคู่ แอรีสเมื่อเสด็จไปไหนจะใช้รถศึกเทียมม้าฝีเท้าจัดมากมาย แสงเกราะและแสงศาตราวุธส่องแสงเจิดจ้าบาดตาผู้พบเห็น มีบริวารที่ติดสอยห้อยตามอยู่ 2 คนคือ ดีมอส (Deimos) ซึ่งแปลว่าความกลัว กับโฟบอส (Phobos) แปลว่าความน่าสยองขวัญ บางตำนานก็กล่าวว่า ทั้งดีมอสและโฟบอสเป็นบุตรชายฝาแฝดของแอรีส และชื่อของทั้งคู่ก็เป็นรากศัพท์ของคำว่า ความตื่นตระหนก (Panic) และ ความกลัว (Phobia) และในทางดาราศาสตร์ แอรีสหรือมารส์ คือดาวอังคาร ดีมอส และ โฟบอส ก็ถูกตั้งเป็นชื่อของดวงจันทร์บริวารของดาวอังคารด้วย


อพอลโล (อังกฤษ: Apollo, กรีก: Ἀπόλλων อพอลลอน) บุตรชายคนโตของมหาเทพซีอุส เป็นหนึ่งใน 12 เทพแห่งโอลิมปัส เป็นบุตรของซีอุส จอมเทพแห่งสวรรค์และนางเลโต เป็นเทพแห่งแสงสว่าง หรือเทพแห่งดวงอาทิตย์ รวมถึงเป็นเทพแห่งสัจจะและการดนตรีด้วย อพอลโลมีน้องสาวฝาแฝดชื่อ อาร์เทมีส หรือ ไดอาน่า (ในโรมัน) ซึ่งเป็นเทพีแห่งดวงจันทร์คู่กัน อพอลโล เป็นบุรุษหนุ่มรูปงาม มักเล่นดนตรีด้วยพิณ เชี่ยวชาญการใช้ธนู ในสงครามกรุงทรอย อพอลโลมีบทบาทเป็นเทพที่รักษาชายฝั่งเมืองทรอย ที่เมืองเดลฟี่มีเทวสถานบูชาอพอลโลอยู่ นอกจากนี้แล้ว อพอลโลยังมีชื่อเรียกอื่น ๆ อีก เช่น ฟีบัส (Phoebus) อาเบล (Abel) ไพธูส (Pytheus) หรือ เฮลิออส (Helios) ซึ่งแต่ละชื่อมีความหมายถึง แสงสว่างทั้งสิ้น

ปัจจุบันอพอลโลเป็นชื่อที่ถูกตั้งตามอยู่บ่อยครั้ง โดยมีความหมายในทางที่เกี่ยวกับแสงสว่างหรือความสำเร็จ เช่น เป็นชื่อปฏิบัติการทางอวกาศของนาซาที่เรียกว่า โครงการอะพอลโล หรือเป็นชื่อสินค้าต่าง ๆ เช่น ยี่ห้อน้ำมันเครื่อง ยี่ห้อหรือชื่อรุ่นรถยนต์ ชื่อบริษัท เป็นต้น อพอลโลเป็นเทพที่ถูกปั้นด้วยทองแดงยืนคร่อมอ่าวทะเลอีเจียนที่เกาะโรดส์ที่มีชื่อว่า เทวรูปโคโลสซูส นับเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์โลกยุคโบราณด้วย โดยทั่วไปรูปปั้นอพอลโลจะถือเครื่องดนตรีคล้ายพิณและมีลูกบอลทองคำที่เป็นสัญลักษณ์ของดวงอาทิตย์



อาร์เทมีส (อังกฤษ: Artemis (เสียงอ่านภาษาอังกฤษ: /ˈɑrtəmɪs/)) หรือในภาคโรมันคือไดอานา (Diana)คือเทพเจ้าแห่งการล่าสัตว์ เทพีแห่งดวงจันทร์ และเป็นเทพีแห่งความรักทางใจ ตำนานการกำเนิดกล่าวว่าเป็นธิดาฝาแฝดของเทพซุสกับนางอัปสร ลีโต(Leto) หรือ แลโตนา (Latona) มีพี่ชายร่วมอุทรคือ เทพอพอลโลซึ่งเป็นเทพแห่งพระอาทิตย์ และการดนตรี

เทพฝาแฝดทั้งสองถูกปองร้ายตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา เพราะเทพีเฮราซึ่งเป็นมเหสีเอกของเทพซุสเกลียดชังชายาน้อยของสวามีจึงลามไปถึงบุตรที่เกิดจากอนุเหล่านั้นด้วย เมื่อรู้เรื่องของนางลีโต พระนางจึงสาปแช่งนางลีโตว่าจะไม่สามารถคลอดบุตรบนแผ่นดินใดได้ อีกทั้งยังส่งงูร้าย ไพธอน (Python)ตามฉกกัดนางลีโตตลอดเวลา นางลีโตประสบเคราะห์กรรมอย่างน่าสงสารเพราะไปที่ใดก็ไม่มีใครต้อนรับด้วยกลัวเกรงอาญาของเทพีเฮรา ทั้งต้องหลบหนีงูร้ายจนอยู่ไม่เป็นสุข และเทพซุสก็กลัวเทพีเฮราเกินกว่าจะช่วยเหลือนางลีโตกับบุตรในครรภ์ กระทั่งครบกำหนดครรภ์ นางลีโตเจ็บปวดทุกข์ทรมานปางตายเพราะไม่อาจคลอดบุตรได้ ทำให้เทพโพไซดอนเกิดความสงสาร จึงบันดาลเกาะดีลอส (Delos)ให้โผล่ขึ้นกลางทะเล ไม่ติดต่อกับแผ่นดินใด นางลีโตจึงพ้นคำสาป จนกระทั่งสามารถประสูติเทพฝาแฝด เทพอพอลโล และเทพีอาร์เทมิสออกมาอย่างปลอดภัย

ทันทีที่ประสูติออกจากครรภ์ เทพอะพอลโลก็ฆ่างูไพธอนตาย จนได้นามอีกว่า ไพธูส เมื่อเทพทั้งสองประสูติ เทพบิดาซุสจึงอัญเชิญเทพทั้งสองขึ้นเป็นเทพบนเขาโอลิมปัส และคลายความหมางใจระหว่างเทพีเฮรากับเทพฝาแฝดจนเป็นผลสำเร็จ



เฮอร์มีส (อังกฤษ: Hermes) เป็นชื่อเทพเจ้าในปกรณัมกรีก เรียกชื่อในตำนานเทพเจ้าโรมันว่า เมอร์คิวรี่ เป็นเทพผู้คุ้มครองเหล่านักเดินทาง คนเลี้ยงแกะ โจรผู้เร่ร่อน กวี นักกีฬา นักประดิษฐ์ และพ่อค้า อาจเรียกได้ว่า เฮอร์มีสเป็นเทพแห่งการสื่อสาร พระองค์เป็นบุตรของเทพซูสเกิดแต่นางเมยา (Maia) มีของวิเศษคือหมวกและรองเท้ามีปีก เรียกว่า เพตตะซัส (Petasus) ซึ่งเป็นของขวัญที่ได้รับจากเทพบิดา เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นเทพสื่อสาร และมีคถาคาดูเซียส (Caduceus) ซึ่งรูปร่างของคถาจะมีคถางูไขว้อยู่สองตัว เฮอร์มีสพบงูสองตัวนี้เมื่อเห็นมันสู้กันเลยเอาคถาทิ่มระหว่างงูสองตัวเพื่อห้ามไม่ให้เกิดความวิวาท งูเลยเลื้อยมาพันอยู่รอบไม้แล้วหันหัวเข้าหากันจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นกลางด้วย บุตรของเทพเฮอร์มีสได้แก่ เทพแพน เทพเฮอร์มาโฟรไดทัส และเทพออโตไลคัส





เทพีอธีนา (อังกฤษ: Athena (เสียงอ่านภาษาอังกฤษ: /əˈθinə//)) หนึ่งในสิบสองเทพแห่งโอลิมปัส เป็นเทพีแห่งปัญญา เนื่องจากเกิดมาจากส่วนหัวของ ซูส ประมุขแห่งเหล่าทวยเทพ ในขณะที่กำลังประชุมเหล่าเทพที่เทือกเขาโอลิมปัส เมื่อจู่ ๆ ซูสเกิดปวดศีรษะอย่างรุนแรง จึงได้ให้เฮเฟสตัส เทพแห่งการตีเหล็กใช้ขวานผ่าศีรษะออก ปรากฏเป็นอธีนาที่สวมชุดเกราะพร้อมหอกกระโดดออกมา เทพีอธีนาเป็นธิดาของเทพีเมทิส ซึ่งถูกซูสกลืนเข้าไปในท้องตั้งแต่ยังมีครรภ์แก่ เนื่องจากคำทำนายที่ว่าบุตรที่เกิดจากนางจะเป็นผู้โค่นบัลลังก์ของซูส แต่แม้ว่าอธีนาจะถือกำเนิดมาพร้อมกับคำทำนายนั้น พระนางก็เป็นหนึ่งในลูกรักของซูส ว่ากันว่าฮีราอิจฉาอธีนาที่ถือตัวว่าเป็นผู้กำเนิดมาจากซูสโดยตรง และนอกจากอธีนาจะเป็นเทพีแห่งปัญญาแล้ว ยังเชื่อกันว่าพระนางเป็นเทพีแห่งสงครามด้วย เนื่องจากเทวรูปของพระนางมักปรากฏเป็นรูปผู้หญิงสวมชุดเกราะ ถือโล่ห์และหอกที่มือซ้าย และถือไนกี้ เทพีแห่งชัยชนะที่มือขวา โดยที่ชื่อกรุงเอเธนส์ เมืองหลวงของกรีซ ก็มีที่มาจากพระนามของนาง ชื่อเต็มของอธีนาคือ พัลลัสอธีนา (Pallas Athena) ซึ่งชื่อพัลลัส มาจากเพื่อนมนุษย์ของอธีนาซึ่งเธอพลั้งมือสังหารไปขณะเล่นด้วยกัน จึงได้นำชื่อของพัลลัสมาใส่นำหน้าเพื่อเป็นที่ระลึก อธีนาเป็นตัวแทนของสงครามที่เอาชนะด้วยกลยุทธหรือความถูกต้อง ซึ่งต่างจากแอรีสที่เป็นเทพสงครามที่ใช้กำลังมากกว่า นอกจากนี้อธีนา ยังเป็นหนึ่งในสามเทพีพรหมจรรย์ด้วย ซึ่งประกอบด้วยพระนาง, อาร์เทมีส เทพีแห่งดวงจันทร์ และเฮสเทีย เทพีแห่งครัวเรือน



อะโฟรไดต์ (อังกฤษ: Aphrodite (เสียงอ่านภาษาอังกฤษ: /ˌæfrəˈdaɪti/); กรีก: Ἀφροδίτη; ละติน: Venus) เป็นเทพเจ้าแห่งความรัก ความปรารถนา และความงาม ชื่ออื่น ๆ ที่เรียก “ไคพริส” (Kypris) “ไซธีเรีย” (Cytherea) ตามชื่อสถานที่ ไซปรัส และ ไซธีราซึ่งเชื่อว่าเป็นที่เกิดของอาโฟร์ไดร์ท สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของอะโฟร์ไดต์ ได้แก่ ต้นเมอร์เติล นกพิราบ นกกระจอก และหงส์ เทพีอะโฟรไดต์เทียบได้กับเทพีวีนัส ในตำนานเทพเจ้าโรมัน

อะโฟรไดต์ทรงเป็นเทพธิดาแห่งความรักและความงาม ทั้งความรักที่บริสุทธิ์ และความรักที่เต็มไปด้วยตัณหา และความริษยา ทรงครอบครองสายคาดวิเศษที่สามารถมัดใจเทพและชายทุกคนได้ในทันที ทรงเป็นผู้ให้พรเพื่อให้ผู้มีความรักสมหวัง ในขณะเดียวกันก็ทรงสามารถที่จะทำลายความรักของผู้ที่พระนางไม่พอใจได้ในทันที





เฮเฟสตัส (อังกฤษ: Hephaestus /hɪˈfɛstəs/) เทพแห่งไฟ โลหะ และการช่าง เป็นบุตรของซูส กับเฮรา (บางตำราว่าเป็นบุตรของเฮราผู้เดียว) พระองค์เป็นเทพที่พิการและอัปลักษณ์ ซึ่งอาจเกิดจากการที่ถูกซูสโยนลงจากสวรรค์เมื่อครั้งเข้าไปช่วยเฮรา จากการทะเลาะกับซูส เนื่องด้วยเหตุดังกล่าว พระองค์จึงถูกพระบิดาและมารดาทอดทิ้ง อีกทั้งพระชายาคือเทพีอะโฟรไดต์ยังดูแคลนจนกระทั่งไปมีชู้รักมากมาย รวมทั้งอนุชาร่วมอุทรของเทพเฮเฟสตัสเอง คือเทพฮาเรสจนมีโอรสธิดาหลายองค์ ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีสายเลือดสวามีอัปลักษณ์องค์นี้แม้แต่องค์เดียว

เฮเฟสตัสใช้เวลาช่วง 10 ปีแรกอยู่ในทะเล และได้สร้างโรงหล่อไว้ใต้ภูเขาไฟเอตนา มีไซคลอปส์เป็นคนงาน โดยสิ่งที่พระองค์สร้างขึ้น มีดังนี้ อาวุธของอคิลลีส และ อีเนียส คทาของอะกาเมมนอน สร้อยคอของฮาร์โมเนีย ซึ่งผู้สวมใส่จะประสบเคราะห์ร้าย โล่ของเฮราคลีส เทพเฮเฟสตัสมีรักครั้งแรกคือเทพีอธีนา แต่พระนางไม่ตกลงปลงใจด้วย (คงเพราะเทพเฮเฟสตัสใช้กำลังพยายามลวนลามพระนาง) และเหตุนี้ทำให้เทพีอธีนามุ่งมั่นจนกลายเป็น 1 ใน 3 เทพีครองพรหมจรรย์




ไดโอนีซุส (อังกฤษ: Dionysus หรือ Dionysos, ˌdaɪəˈnaɪsəs; กรีกโบราณ: Διόνυσος หรือ Διώνυσος) หรือ แบคคัส (อังกฤษ: Bacchus, ˈbækəs) ในตำนานเทพเจ้ากรีก “ไดโอนีซุส” เป็นเทพเจ้าแห่งไวน์ ผู้เป็นแรงบันดาลใจของประเพณีความคลั่งและความปิติอย่างล้นเหลือ (ecstasy) และเป็นเทพองค์ล่าสุดในสิบสองเทพโอลิมปัส ที่มาของไดโอนีซุสไม่เป็นที่ทราบ แต่ตามตำนานว่าได้รับอิทธิพลมาจากต่างประเทศ 

เทพไดโอไนซูส เป็นที่รู้จักในอีกชื่อหนึ่งว่า แบคคัส เทพแห่งเมรัย และไวน์องุ่น เป็นบุตรของเทพซูสกับนางซิมิลี่ ซึ่งเป็นมนุษย์ ธิดาแห่งกรุงเธป เทพซูสได้แปลงกายเป็นมนุษย์รูปงามลงมาโลกมนุษย์ เพราะเกรงว่ามเหสีพระนางเฮร่า จะรู้เข้า และกลัวว่านางซิมิลี่จะเกรงกลัวในรัศมีของพระองค์ และในที่สุดก็ได้นางเป็นชายาอีกองค์ แต่แล้วพระนางเฮร่าก็รู้เข้า จึงได้แปลงกายมาเป็นคนรับใช้ของนางซิมิลี่ มาหลอกล่อให้นางอยากเห็นรูปร่างที่แท้จริงของเทพซุส นางซิมิลี่จึงได้ให้เทพซุสในรูปมนุษย์ ไปสาบานกับแม่น้ำสติ๊กซ์ ว่าจะให้ของขวัญแก่นาง แล้วนางซิมิลี่ก็ให้เทพซุสเปลี่ยนร่างที่แท้จริงออกมา พระองค์เกรงว่าถ้าให้นางเห็นร่างที่แท้จริงของพระองค์จะทำให้นางซิมิลี่มอดไหม้ เพราะรัศมีของพระองค์ จึงบอกแก่นางซิมิลี่ว่า จะดูแลลูกในครรภ์ของนาง ส่วนนางก็จะได้รับของขวัญสมใจ แล้วพระองค์ก้ได้เปลี่ยนร่างเป็นเทพซูส นางซิมิลี่ก็มอดไหม้ไป แต่บุตรของนางไม่เป็นอะไรเพราะเป็นบุตรแห่งเทพ จากนั้นเทพซูส จึงได้ให้พวกนิมฟ์ลนางไม้ ดูแลเทพไดโอไนซูส พวกนิมฟ์ล ได้สอนให้เทพไดโอไนซูสปลูกพืชต่าง ๆ โดยเฉพาะองุ่น ต่อมาพระองค์ได้ทดลองนำองุ่นไปหมักเอาไว้ และก็ได้ค้นพบน้ำองุ่นที่รสชาติดีอย่างประหลาด ที่ยิ่งดื่มยิ่งมึนเมา ยิ่งอยากดื่ม ยิ่งสนุกสนาน พระองค์จึงได้เผยแพร่การทำไวน์องุ่นไปทั่วแดน และต่อมาเทพซูส ได้รับพระองค์ไปเป็นเทพโอลิมปัสอีกพระองค์ (เทพไดโอไนซูส และเทพีดิมีเตอร์ เป็นเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ ที่ชาวกรีกและโรมันให้ความเคารพบูชายิ่งนัก)

ไดโอนีซุสเป็นเทพของการเกษตรกรรม และการละคร นอกจากนั้นก็ยังรู้จักกันในนามว่า “ผู้ปลดปล่อย” (Liberator) ที่ปลดปล่อยส่วนลึกของตนเองโดยทำให้คลั่ง หรือให้มีความสุขอย่างล้นเหลือ หรือด้วยเหล้าองุ่น หน้าที่ของไดโอนีซุสคือเป็นผู้สร้างดนตรีออโลส (aulos) และยุติความกังวล นักวิชาการถกกันเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไดโอนีซุสกับ “คตินิยมเกี่ยวกับวิญญาณ” และความสามารถในการติดต่อระหว่างผู้ยังมีชีวิตอยู่และผู้ที่ตายไปแล้ว









 

Create Date : 13 สิงหาคม 2557    
Last Update : 14 สิงหาคม 2557 12:50:06 น.
Counter : 533 Pageviews.  


hathairat2011
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]




ขอบคุณที่แวะมา
อย่าลืมคอมเม้นท์นะจ้ะ

Flag Counter
Google ส่งอีเมล์
คลิกที่ตรงนี้ Facebook ของ Hathairat

New Comments
Friends' blogs
[Add hathairat2011's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.