4 | | | ตำนานอาถรรพ์ อาชญากรโลกไม่ลืม ฆาตกรรมบันลือโลก ประวัติศาสตร์ทั่วมุมโลก | | |

Group Blog
 
All blogs
 

ผีมาบโมง

ผีมาบโมงจักเป็นผีชนิดหนึ่งจะว่าเป็นกระสือก็ไม่ใช่ เป็นกระหังก็ไม่เชิง แต่มันเป็นดวงไฟลอยวูบวาบได้เช่นกัน บางคนที่มีหัววิทยาศาสตร์ก็ด่วนสรุปว่า มันเป็นฟอสฟอรัสเกิดจากบริเวณนั้นมีซากพืชซากสัตว์ตายถมทบซับซ้อนกัน จนเกิดเป็นฟอสฟอรัสและกลุ่มก๊าซลอยวูบวาบ แต่จากเหตุการณ์ที่จะเขียนเล่าสู่กันอ่าน ณ บัดนี้ มันเป็นอะไรกันแน่ ใครทราบคำตอบช่วยบอกทีเถิด




เรื่องเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๓ ในเดือนธันวาคม หนานยิ่ง (หนาน เป็นภาษาภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย หมายถึง ผู้ที่ผ่านการบวชเรียนมาแล้ว) เป็นราษฎร ต.สวนเขื่อน แต่ไปทำงานอยู่ในตัวจังหวัดในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายช่างเรียงของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นฉบับหนึ่ง หนายิ่งยังเป็นโสด อายุอานามเพิ่งย่างเข้าวัยเบญจเพส ที่เป็นโสดไม่ใช่เพราะรูปชั่วตัวดำจนสาว ๆ ไม่กล้าเหลียวมามอง หากแต่ยังไม่พบหญิงสาวที่ถูกอกถูกใจต่างหาก ว่ากันอันที่จริงแล้ว หนานยิ่งก็รูปหล่อพอควร รูปร่างสันทัด ใบหน้ารูปไข่ ผิวสีน้ำผึ้ง ไม่ดำหยาบกร้าน สาว ๆ ในตำบลเดียวกันแอบรักหนานยิ่งก็หลายคน แต่เขาก็ครอบตัวเป็นโสดเรื่อยมา

เพื่อนคู่หูของหนานยิ่งก็คือหนานน้อย ทั้งคู่ชอบชวนกันไปแอ่วหรือเที่ยวสาวที่บ้านหนองแขมเป็นประจำ โดยใช้จักรยานสองล้อเป็นพาหนะคู่ใจปั่นออกจากบ้านในตอนหัวค่ำ ขึ้นบ้านสาวบ้านนั้นนิดบ้านนั้นหน่อย จนดึกดื่นก็จะชวนกันกลับ ในสมัยก่อนนั้น หมู่บ้านหนองแขมขึ้นชื่อลือชาว่าเป็นหมู่บ้านแห่งสาวงาม ในเวลาเดียวกันก็มีชื่อเสียงว่าเป็นดินแดนแห่งเหล้าเถื่อน เพราะพวกผู้ชายแทบจะทุกหลังคาเรือนพากันลักลอบต้มเหล้าเถื่อนขายแข่งกับเหล้าภาษีของรัฐบาล ทั้งนี้ เนื่องจากปราศจากอาชีพหลักทำกิน แต่น่าแปลกที่พวกผู้ชายไม่เมาเหล้ากันหามรุ่งหามค่ำเลย เขาเล่าว่า ขืนเมาเหล้าอาจจะเผลอสติเปิดเผยแหล่งซุกซ่อนเหล้าเถื่อนแก่สายสืบของสรรพสามิตก็ได้

หนุ่มคนใดก็ตามที่ไปแอ่วบ้านอีสาว จะไม่ได้ลิ้มรสเหล้าเถื่อนเลย โดยเฉพาะหนุ่มแปลกหน้า อีกอย่างหนึ่งสาวเจ้าก็ไม่ชอบหนุ่มเมาเหล้ามานั่งเซ้าซี้นาน ๆ ถ้าสาวเห็นหนุ่มคนใดเมาเหล้ามานั่งจีบฉอด ๆ แล้ว ก็จะขอตัวเข้านอน อ้างว่าต้องตื่นไปทำงานเช้า นับเป็นเล่ห์ที่ใช้ได้ผลดีทีเดียว

คืนวันหนึ่ง อากาศหนาวเหน็บ ลมหนาวพัดอ่อน ๆ เดือนเสี้ยวทอแสงสลัวด้วยมีกลุ่มหมอกขาวบดบัง หนานยิ่งกับหนานน้อยปั่นจักรยานคันเก่า ๆ กลับจากเที่ยวสาวมาตามถนนลูกรังแคบ ๆ ผ่านกลางหมู่บ้านหนองแขม ซึ่งบางบ้านก็ยังมีไฟตะเกียงจุดวับแวม แสดงว่าเจ้าของบ้านยังไม่หลับ แต่ทั้งสองหนุ่มจำเป็นต้องกลับ เพราะเวลาเลยเที่ยงคืนไปแลว้ ต้องนอนพักผ่อนเอาแรงไว้สู้งานหนักในวันต่อไป อากาศยามดึกเย็นยะเยือก สองหนุ่มปั่นจักรยานมาเรื่อย ๆ ตามสาบสองฟากถนนเป็นต้นไม้จำพวกสะแก ทองกวาว ต้นขนาดใหญ่ ๆ ขึ้นแผ่กิ่งก้านสาขาอยู่ห่าง ๆ กัน ต้นไม้เหล่านาี้ในหน้าทำนาเป็นที่หลบแดดหลบฝนของชาวนาเป็นอย่างดี แต่ในยามดึกสงัดแล้ว มันเหมือนกับอสุรกายยืนจ้องมองผู้ที่สัญจรไปมา

ลมหนาวกรูเกรียวมาเป็นระยะ ๆ เดือนธันวาคมเป็นช่วงที่อากาศหนาวเหน็บยิ่งกว่าเดือนใด สองหนุ่มปั่นจักรยานมาตามทาง ห่างวัดหนองแขมมาเล็กน้อยก็เป็นที่โล่งเตียน มีต้นไม้สูง ๆ ห่างไกลออกไป มีจอมปลวกใหญ่ ๆ ขึ้นระเกะระกะ เสียงนกเค้าแมวร้องแว่วมาแต่ไกล ส่วนนกกลางคืนก็บินโฉบไปเฉี่ยวมา ร้องเสียงแหลมลึกเขย่าประสาทยิ่งนัก อากาศเย็นวูบลงจากเดิมอย่างผิดปกติ สองหนุ่มต้องออกแรงปั่นจักรยานเร็วขึ้นอีกนิด เพื่อให้เลือดลมเดินสะดวก จะได้คลายหนาวลงบ้าง พ้นโค้งถนนออกหมู่บ้านหนองแขมพอดี แล้วก็เข้าสู่ถนนสายสวนเขื่อน มีร่องน้ำขนานไปกับถนนสายนี้ พลันสายตาของหนานยิ่งก็ต้องเบิกโพลง เพราะตรงท้องร่องด้านซ้ายมือเบื้องหน้านั้น มีแสงสว่างสีเหลืองปนส้มวูบวาบ ๆ เมื่อปั่นจักรยานเข้าไปใกล้อีกนิด แสงสว่างก็พุ่งพรวดขึ้นมาจากท้องร่อง

คราวนี้ สองหนุ่มเห็นชัดเจนว่า มันเป็นดวงไฟขนาดเท่ากระด้งฝัดข้าวเปล่งแสงสีเหลืองปนส้ม ไม่สว่างมากนัก แต่น่าแปลกตรงที่มีประกายไฟร่วงหล่นสู่พื้นเป็นฝอยตลอดเวลา ดวงไฟกลมโตประหลาดลอยวูบขึ้นไปอยู่ระดับเดียวกับยอดไม้ข้างทาง จากนั้นก็ลอยไปทางทิศเหนือทีหนึ่ง แล้วย้อนกลับมาทางทิศใต้สลับกันอยู่เช่นนี้หลายครั้ง สองหนุ่มถึงกับขนลุกซู่เหงื่อกาฬเริ่มทะลักออกมา พยายามเร่งฝีเท้าให้เร็วยิ่งขึ้นจนจักรยานพุ่งลิ่วดุจแข่งรถ อึดใจเดียวก็พ้นดวงไฟประหลาด "เฮ้อโล่งอก" หนานยิ่งถอนหายใจยาวหอบ ๆ "นึกว่าเจอดีเข้าให้แล้ว" หนานน้อยตะโกนบอก พร้อมกับหันไปมองข้างหลัง "มันหายไปแล้ว" หนานยิ่งเหลียวไปมองด้วย พบว่าข้างหลังปราศจากดวงไฟประหลาดดวงนั้น แต่เมื่อทั้งคู่กลับมามองข้างหน้าอีกก็ต้องนัยน์ตาเหลือกลาน เพราะห่างออกไปเล็กน้อย ดวงไฟลึกลับลอยเด่นอยู่กลางถนนพอดี แสงมอซอลงกว่าเดิม มีไฟไหลย้อยลงสู่พื้นถนนตลอดเวลา

"ท่าจะไม่ดีซะแล้ว ระวังนะน้อย" หนานยิ่งตะโกนบอกหนานน้อยสายตาจ้องมองดวงไฟข้างหน้าเขม็ง ตอนนี้เขารู้แล้วว่า กำลังเผชิญหน้ากับผีมาบโมงดังที่ผู้เฒ่าผู้แก่เคยเล่าให้ฟัง แต่ผีชนิดนี้ไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใด มันจะสำแดงให้เห็นแล้วก็สลายไปเอง ทันใดนั้น สิ่งที่ไม่คาดฝันก็อุบัติขึ้น ดวงไฟลึกลับพุ่งวูบรวดเร็วเข้าหาหนานยิ่ง เป้าหมายของมันคือศีรษะ สัญชาตญาณแห่งการเอาตัวรอดทำให้หนานยิ่งหลบต่ำลงฉับพลัน เป็นเหตุให้จักรยานเสียหลักล้มคว่ำลงกลางถนน หนานยิ่งรีบพรวดพราดลุกขึ้น เป็นจังหวะเดียวกับที่ดวงไฟผีหวนกลับมาอย่างเร็วจี๋ พุ่งเข้าชนกลางหลังของหนานยิ่งเสียงดังตุ้บ ประกายไฟแตกกระจายออกทั่วทิศเหมือนพลุแตก หนานยิ่งเซถลาไปทันที รู้สึกเจ็บแปลบที่กลางหลัง ส่วนดวงไฟปีศาจแตกกระจายแล้วก็หายวับไปในบัดดล หายจากตกตะลึง เรียกสติกลับคืนโดยเร็วพลัน คว้าจักรยานได้ก็กระโดดขึ้นคร่อมปั่นสุดแรงเกิดออกจากที่เกิดเหตุ จนหนานน้อยปั่นตามแทบไม่ทัน กระทั่งถึงบ้านด้วยอาการหอบจนตัวโยน

เช้าวันรุ่งขึ้น หนานยิ่งพบสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นที่กลางหลัง นั่นคือ รู้สึกปวดแสบปวดร้อน เมื่อเปิดเสื้อให้ผู้คนดูว่ามีบาดแผลหรือไม่ ก็ไม่พบสิ่งใดผิดปกติ เจอแบบนี้เข้า หนานยิ่งต้องวิ่งโร่ไปหาหมอไสยศาสตร์ให้ช่วยเหลือ นับแต่นั้นมา ไม่กล้าที่จะไปเที่ยวที่ไหนดึก ๆ ดื่น ๆ อีกเลย แต่ก็มีปริศนาที่ค้างคาในสมองของหนานยิ่ง คือดวงไฟลี้ลับนั้นเ็นผีมาบโมงจริงหรือ?....✎


โดย หวังดี ลวดลายเลิศ คอลัมน์ตำนานปีศาจพื้นบ้าน

ที่มา : ต่วย'ตูนพิเศษ ปีที่ 24 ฉบับที่ 286 เดือนธันวาคม 2541, หน้า 107-109.








 

Create Date : 06 กุมภาพันธ์ 2559    
Last Update : 6 กุมภาพันธ์ 2559 16:13:20 น.
Counter : 264 Pageviews.  

ปู่โสมเฝ้าทรัพย์แห่งเขาเก้าเส้ง

ณ เมืองพัทลุงมีสามีภรรยาคู่หนึ่งอยู่ด้วยกันมาช้านานแต่ยังไม่มีลูก ทั้งสองพยายามบนบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้มีลูกสมความปรารถนา แต่ทำอย่างไรก็ไม่สามารถมีลูกได้จึงพากันไปหาท่านสมภารที่วัด ท่านสมภารจึงแนะนำให้ไปหยิบก้อนกรวดที่ริมบ่อน้ำมาก้อนหนึ่ง แล้วให้นำไปห่อผ้าขาววางไว้ใต้หมอนตั้งจิตอธิษฐานขอลูก ไม่ช้าฝ่ายภรรยาก็ตั้งครรภ์กินอาหารได้มากผิดปกติ ยิ่งท้องแก่ยิ่งต้องเพิ่มอาหารมากขึ้น

เมื่อคลอดทารกเป็นผู้ชายชาวบ้านแตกตื่นกันมาก เพราะทารกโตเกือบเท่าเด็ก 1 ขวบ และกินนมแม่อยู่ตลอดเวลา เด็กคนนี้โตวันโตคืนกินอาหารจุ น้ำนมของแม่ไม่พอเลี้ยงต้องต้มน้ำข้าวให้กินมื้อละ 1 กระทะ กินกล้วยครั้งละ 10 หวี ในที่สุดพ่อแม่ต้องยากจนลง จึงคิดที่จะฆ่าลูกชายเพราะไม่สามารถจะเลี้ยงต่อไปได้ เช้าวันหนึ่งพ่อจึงชวนลูกชายไปตัดฟืนในป่า พ่อลงมือโค่นต้นยางขนาดใหญ่พอต้นยางใกล้จะล้ม ก็เรียกลูกให้เข้ามารับจึงถูกต้นยางล้มทับจมลงไปในดิน พ่อคิดว่าลูกคงตายแล้วจึงกลับบ้าน ตกตอนเย็นลูกชายกลับแบกต้นยางกลับมาวางไว้ที่หน้าบ้าน ชาวบ้านแตกตื่นกันมาดูต่างเรียกชื่อเด็กชายคนนี้ว่า “นายแรง”


ครั้งหนึ่งมีเรือสำเภาเข้ามาค้าขาย พ่อแม่คิดจะฆ่านายแรงอีกจึงได้ฝากนายแรงไปกับเรือสินค้า เรือแล่น ออกสู่ทะเลเป็นเวลาหลายวันอาหารที่มีอยู่จึงไม่พอกิน พ่อค้าจึงหลอกให้นายแรงลงไปจับปลาโลมา แล้วแล่นเรือหนีไป แต่นายแรงโชคดีพบเรือที่จมอยู่ใต้ท้องน้ำจึงกู้เรือนั้นขึ้นมาแล้วนั่งเรือกลับบ้าน พ่อแม่ของนายแรงเกิดสำนึกผิดที่คิดจะฆ่าลูกก็เลยเต็มใจเลี้ยงลูกถึงแม้จะประสบกับความยากจนก็ตาม นายแรงสงสารพ่อแม่ที่ตนเองเป็นต้นเหตุให้พ่อแม่ยากจนจึงรับอาสาทำงานทุกอย่าง ไม่ว่าชาวบ้านจะขอความช่วยเหลือในเรื่องอะไร เพื่อแลกกับอาหารมาเลี้ยงพ่อและแม่

วันหนึ่งนายแรงจับโจรที่เข้ามาปล้นวัวควายในหมู่บ้านได้ถึง 4 คน ทำให้โจรกลุ่มอื่น ๆ หวาดกลัวไม่กล้าเข้ามาปล้นในหมู่บ้านนี้อีก นายแรงจึงเป็นที่รักของชาวบ้านทั่วไป และได้นำวัวควายมาให้นายแรงนำไปเลี้ยง นายแรงนำวัวไปเลี้ยงไว้ที่เชิงเขาลูกหนึ่งปัจจุบันเรียกว่า “เขาหลักโค” (อ.กงหรา จ.พัทลุง) ได้นำไก่ไปเลี้ยงไว้ที่เขาลูกหนึ่งอยู่ในอำเภอใกล้กันเรียกว่า “เขาหลักไก่” นำควายไปเลี้ยงไว้ที่เกาะใหญ่เรียกสถานที่นั้นว่า “คอกควายนายแรง” (อ.กระแสสินธิ์ จ.สงขลา)

หมู่บ้านที่นายแรงอยู่มักมีช้างป่าออกมาอาละวาดทำลายเรือกสวนไร่นาชาวบ้าน จ่าโขลงมีความดุร้ายมากออกมาถอนต้นไม้พังบ้านเรือนราษฎรอยู่เสมอ นายแรงรับอาสาจับช้างตัวนั้น แล้วโยนไปตกที่ จ.สงขลา กลายเป็นเขาลูกหนึ่งเรียกว่า “เขาลูกช้าง” (ปัจจุบันเรียกเขารูปช้าง) เมื่อพ่อแม่นายแรงเสียชีวิต นายแรงได้ย้ายไปอยู่ที่ “เขาหลักโค” (ต.โหนด อ.เมือง จ.พัทลุง) นายแรงเป็นคนที่ชอบกินเนื้อแลน (ตะกวด) วันหนึ่ง ๆ กินไม่ต่ำกว่า 10 ตัว มีอยู่วันหนึ่งนายแรงไปหาแลนที่ตะแพน เขาปู่เขาย่า ได้พบแลนยักษ์ตัวหนึ่ง นายแรงจึงขว้างด้วยมีดอีโต้หมายสังหารตัวแลนอันเป็นเมนูโปรดของเขา ต่อมาได้จึงเรียกสถานที่นั้นว่า “ทุ่งอ้ายโต้” แลนยักษ์ยังอึดไม่ยอมตกเป็นอาหารให้กับนายแรงโดยง่าย ได้วิ่งหนีผ่านบ้านลานแยะ บ้านพังดาน บ้านปากเลน เขาโต๊ะบุญ บ้านพังโย ทางที่แลนวิ่งผ่านกลายเป็นคลองชาวบ้านเรียกว่า “คลองห้วยแลน”

เจ้าแลนยักษ์เล็ดลอดเข้าไปทางใต้เขาพนมวังก์ ไปซ่อนตัวอยู่ในโพรงหินทางด้านทิศตะวันตกของเขาเมือง นายแรงขุดด้วยจอบโดยมีหมาช่วยขุดคุ้ยหิน ต่อมาชาวบ้านเรียกตรงนั้นว่า “หินรอยหมากัด” จนถึงเวลาเที่ยงวัน นายแรงยังจับแลนยักษ์ตัวนั้นไม่ได้ จึงใช้หมาไปเอาข้าวห่อที่บ้านเขาหลักโค ส่วนเขาก็ขุดต่อไป พอดีมีก้อนหินมหึมากีดขวางด้ามจอบ นายแรงจึงดันหินนั้นให้ออกห่างไปทางด้านทิศตะวันตก กลายเป็นเขาอีกลูกหนึ่ง ชาวบ้านเรียกว่า “เขารุน” ส่วนหินที่เกิดจากการขุดคุ้ยชาวบ้านเรียกว่า “ขี้จอบนายแรง” เมื่อนายแรงจับแลนยักษ์ได้ก็ฟาดเข้ากับเขาลูกหนึ่ง เลือดแลนยักษ์ไหลอาบหน้าผาเป็นสีแดงฉานจึงเรียกเขาลูกนั้นว่า “เขาแดง” (อ.เมืองพัทลุง)

นายแรงนำมีดอีโต้ที่ชำแหละแลนไปล้างเลือดที่คลองแห่งหนึ่ง คลองนี้จึงเรียกว่า “คลองอ้ายโต้” เขานำหนังแลนไปตากที่กลางทุ่งนาทางทิศตะวันตกของเขาพนมวังก์ ที่นั้นจึงมีชื่อเรียกว่า“ทุ่งขึงหนัง” (อ.ควนขนุน จ.พัทลุง) นายแรงไปเอาตะไคร้ที่เขาอีกลูกหนึ่ง ชาวบ้านเรียกว่า “เขาใคร” (อ.กงหรา จ.พัทลุง) นายแรงมักจะเดินทางไปเอาสิ่งของที่ตนต้องการในที่ไกลๆ เพราะเขาไปได้รวดเร็ว จึงไปตำน้ำพริกที่ อ.ปากพะยูน ที่ตรงนั้นจึงเรียกว่า “บางน้ำชุบ” แล้วนำเนื้อแลนไปจิ้มกินที่เขาอีกลูกหนึ่งชาวบ้านเรียกว่า “เขาจุ้มโจ” นายแรงนำเนื้อแลนที่เหลือไปฝากหมาของตัวเองแต่พบว่ามันขาดใจตายไปเสียแล้ว ที่คอยังมีข้าวห่อแขวนอยู่ภายหลังกลายเป็นหินชาวบ้านเรียกว่า “เขาหัวหมา” (อ.เมืองพัทลุง) ต่อมานายแรงเป็นห่วงควายที่นำไปเลี้ยงไว้ที่เกาะใหญ่ จึงออกเดินทางไปเกาะใหญ่ ได้หุงข้าวต้มไก่ที่แหลมแห่งหนึ่ง ต่อมาเรียกว่า “แหลมไก่ฟู” (อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง) แต่ลมพัดจัดไม่สามารถหุงข้าวต้มไก่ได้ จึงเลื่อนไปหุงที่ริมเนิน เมื่อกินอาหารเสร็จแล้วก็ทิ้งหม้อข้าวหม้อแกงไว้ที่นั่นเรียกสถานที่นั้นว่า “ควนตั้งหม้อ” (อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง)

ต่อมาเมืองขึ้นของไทยทางมลายูเกิดแข็งเมือง นายแรงอาสาไปรบศึกครั้งหนึ่งด้วย นายแรงเป็นกองหน้าบุกตะลุยข้าศึกจนได้รับชัยชนะ นายทัพฝ่ายไทยเห็นว่านายแรงมีฝีมือยอดเยี่ยมมีกำลังมากจึงแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมือง ครั้งนั้นทางเมืองนครศรีธรรมราชกำหนดบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในเจดีย์ และจัดงานเฉลิมฉลองใหญ่โต บรรดา 12 หัวเมืองปักษ์ใต้ต่างนำเงินทองไปบรรจุในพระบรมธาตุ เมืองที่นายแรงเป็นเจ้าเมือง ก็เป็นเมืองขึ้นของนครศรีธรรมราชด้วย ประกอบกับนายแรงมีศรัทธาในพระพุทธศาสนาจึงขนเงินทองเป็นจำนวนมากถึงเก้าแสนบรรทุกเรือสำเภา พร้อมด้วยไพร่พลออกเดินทางไปเมืองนครศรีธรรมราช

ขณะเดินทางเรือสำเภาถูกคลื่นลมกระหน่ำจนเรือชำรุดจึงเข้าจอดเรือที่ชายฝั่งหาดทรายแห่งหนึ่งเพื่อซ่อมแซมเรือ พอนายแรงได้ทราบข่าวว่าทางเมืองนครศรีธรรมราชได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุเสร็จแล้ว นายแรงเสียใจมากจึงให้ไพร่พลขนเงินทองบรรจุไว้บนยอดเขาลูกหนึ่ง สั่งให้ลูกเรือตัดหัวของตนไปวางไว้ที่ยอดเขา จากนั้นนายแรงจึงกลั้นใจตาย ส่วนลูกเรือจำใจตัดหัวเจ้านายไปวางไว้บนยอดเขาตามคำสั่ง เขาลูกนี้ภายหลังเรียกว่า “เขาเก้าแสน” ต่อมาเรียกเสียงเพี้ยนไปเป็น “เก้าเส้ง” ก้อนหินที่ปิดทับอยู่บนยอดเขาเรียกว่า “หัวนายแรง”ชาวบ้านเชื่อว่าดวงวิญญาณของนายแรง ยังเป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์อยู่ที่เขาเก้าเส้ง (อ.เมืองสงขลา) มาจนทุกวันนี้

เรื่องเล่าของนายแรงได้นำบุคลิกนิสัยของเจ้าตัว มาผูกเรื่องร้อยความสอดคล้องกับภูมิประเทศในหลายจังหวัดทางภาคใต้ ยกความกตัญญู ความมีน้ำใจช่วยเหลือเผื่อแผ่กับผู้อื่นที่อ่อนแอกว่า รวมถึงความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวรักชาติรักแผ่นดิน อาสาออกรบโดยไม่หวั่นเกรงความตาย นับได้ว่าเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ชนรุ่นหลังพึงจะนำมาเป็นเยี่ยงอย่างสืบไป ส่วนความเคารพศรัทธาในพระพุทธศาสนานั้น นายแรงมีความศรัทธาอย่างสุดโต่งถึงขั้นยอมดับชีวิตของตนเองนั้นขอให้ใช้วิจารณญาณในการวิเคราะห์สิ่งที่นายแรงกระทำว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ประการใด...!


ขอบคุณที่มา : Lifenews online







 

Create Date : 05 พฤศจิกายน 2557    
Last Update : 6 กุมภาพันธ์ 2559 16:22:41 น.
Counter : 2453 Pageviews.  

เรื่องเล่าขานของ “ทุ่งกุลาร้องไห้”



ทุ่งกุลาร้องไห้..เป็นทุ่งกว้างใหญ่ของภาคอีสาน มีเนื้อที่ติดต่อหลายจังหวัด ได้แก่ จังหวัดมหาสารคาม ร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ และสุรินทร์ สมัยก่อนมีชาวไทยใหญ่ที่ชอบเดินทางมาค้าขายระหว่างภาคกลาง และหัวเมืองภาคอีสาน ชาวอีสานเรียกคนกลุ่มนี้ว่า “กุลผา” หรือ “กุลา” ส่วนเรื่องเล่าขานถึงที่มาของทุ่งกุลาร้องไห้นั้นมีอยู่หลายเรื่องด้วยกัน จึงขอหยิบยกมาเรื่องหนึ่งจากจำนวนหลายๆ เรื่องมาเล่าสู่กันฟัง..!

        ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พ่อค้าชาว “เผ่ากุลา” คนหนึ่งมีอาชีพนำสินค้าเดินทางไปค้าขายตามหมู่บ้านต่างๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสาน สินค้าที่นำมาขายส่วนใหญ่จะเป็นพวกเครื่องประดับและของใช้เล็กๆ น้อยๆ โดยจะเดินทางค้าขายเร่ร่อนไปเรื่อยๆ ค่ำไหนก็นอนที่นั่น ครั้นรุ่งเช้าก็จะหาบของไปขายยังหมู่บ้านที่อยู่ใกล้เคียงต่อไป วันหนึ่งพ่อค้าชาวกุลาเดินทางเข้าไปขายของในหมู่บ้านหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ชายท้องทุ่งอันกว้างใหญ่ เขาได้รับคำแนะนำจากชาวบ้านว่า หมู่บ้านถัดไปนั้นอยู่ไกลมาก ต้องเดินทางข้ามท้องทุ่งอันแห้งแล้ง ควรจัดเตรียมเสบียงอาหารไปให้พร้อม แต่พ่อค้าชาวกุลากลับคิดว่าตนเองนั้นได้เดินทางเร่รอนค้าขายมาเป็นเวลาหลายปี ทำให้สามารถเดินได้เร็วและทน คาดว่าคงจะเดินผ่านท้องทุ่งข้างหน้าไปถึงหมู่บ้านได้ในเวลาเพียงครึ่งวันเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องจัดเตรียมอาหารและน้ำให้มากกว่าทุกคราวแต่อย่างใด
        ครั้นพอได้เวลา ..พ่อค้าชาวกุลาก็หาบของเดินชมนกชมไม้ไปอย่างเพลิดเพลิน ซึ่งที่ท้องทุ่งแห่งนี้เป็นดินปนทราย มีหญ้าต่างๆ ขึ้นอยู่หลายชนิด โดยเฉพาะหญ้าที่ชาวบ้านเรียกว่า “หญ้าหวาย” นั้นจะมีขึ้นอยู่ทั่วไป บางแห่งก็สูงแค่หัวเข่า บางแห่งก็สูงถึงสะเอว นอกจากนี้ก็มีต้นไม้เล็กๆ ขึ้นสลับ แต่ไม่มีต้นไม้ใหญ่สูงๆ เลยแม้แต่สักต้นเดียว ครั้นถึงเวลาสายแดดส่องแสงร้อนแรงแผดกล้าขึ้นทุกทีๆ อากาศเริ่มร้อนอบอ้าวจนรู้สึกหน้ามืดจะเป็นลม พ่อค้าชาวกุลามองไปข้างหน้าเห็นแต่ไอแดดระยิบระยับกับท้องทุ่งที่แห้งแล้งไกลสุดสายตา พ่อค้าชาวกุลาคิดอยู่ในใจว่า เห็นทีเราจะไม่สามารถเดินทางไปถึงหมู่บ้านข้างหน้าได้แน่ เพราะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเหลือกำลัง ทั้งน้ำที่เตรียมมาเพียงเล็กน้อยก็หมดไปแล้ว และนึกเจ็บใจตัวเองที่ไม่เชื่อคำเตือนของชาวบ้าน

        เมื่อเห็นสุดปัญญาที่จะไปถึงจุดหมายปลายทางได้ พ่อค้าชาวกุลา..จึงนั่งลงกอดเข่าร้องไห้อยู่กลางทุ่ง ไม่นานนักก็มีชาวบ้านผ่านมาพบเข้า สอบถามได้ความว่าพ่อค้าชาวกุลาจะเดินทางนำสินค้าไปขายในหมู่บ้าน จึงช่วยกันพยุงพ่อค้าชาวกุลามาด้วย แล้วจัดหาข้าวปลาอาหารมาให้กินจนเป็นที่อิ่มหนำสำราญ ชาวบ้านคนอื่นๆ ได้ข่าวก็มาเยี่ยมเยียนไต่ถามสารทุกข์สุกดิบด้วยความมีน้ำใจตามประสาคนพื้นเมือง พ่อค้าชาวกุลาได้เล่าเรื่องการเดินทางข้ามท้องทุ่งอันสุดแสนกันดารจนเกือบเอาชีวิตมาทิ้งไว้กลางทุ่ง เมื่อหมดแรงตัวเองจึงต้องนั่งกอดเข่าร้องไห้..ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาชาวบ้านต่างพากันขนานนามให้ท้องทุ่งแห่งนี้ว่า.. “ทุ่งกุลาร้องไห้”

        “ทุ่งกุลาร้องไห้” มีเนื้อที่ประมาณ 2 ล้านไร่ ปัจจุบันทุ่งกุลาร้องไห้ได้รับการพลิกฟื้นผืนดินให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง จากการพัฒนาของส่วนราชการ และหน่วยงานต่างๆ จนผืนดินที่เคยแห้งแล้งแตกระแหงกลับกลายมาเป็นพื้นที่สำคัญทางด้านเกษตรกรรม และเป็นแหล่งผลิต “ข้าวหอมมะลิ” ที่ใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน...!


ขอบคุณรูปภาพและที่มาจาก : http://www.lifenewonline.com






 

Create Date : 08 ตุลาคม 2557    
Last Update : 8 ตุลาคม 2557 9:42:59 น.
Counter : 468 Pageviews.  

ตำนานเล่าขานของ.. “พระธาตุพันขัน”





ในอดีตกาล..นานมาแล้วยังมีเมืองใหญ่เมืองหนึ่งชื่อว่าเมือง “จำปากนาคบุรี” มีพญาครองเมืองชื่อว่า “พญาพรหมทัต” มีมเหสีชื่อ “พระนางจันทราเทวี” มีลูกสาวชื่อว่า “นางแสนสี” และมีหลานสาวชื่อว่า “นางคำแพง” ทั้งสองได้ชวนกันไปเล่นน้ำที่ทะเลหลวงกว้างใหญ่ (ทุ่งกุลาร้องไห้ในปัจจุบัน) โดยมีผู้อารักขาชื่อว่า “จ่าแอ่น” มีชายหนุ่มสองคนชื่อ “ท้าวฮาดคำโปง” และ “ท้าวทอน” ทั้งสองได้ไปศึกษาเล่าเรียนวิชาอาคมกับพระฤาษีที่ป่าหิมพานต์ เมื่อเรียนจบจึงได้เดินทางกลับมายังบ้านเมืองของตน เมื่อมาถึงฝั่งทะเลหลวงไม่มีเรือข้ามจึงได้ใช้คาถาเสกเป่าฟางให้เป็นเรือสำเภา ทั้งสองได้แล่นเรือมาท่ามกลางเสียงคลื่นและลมด้วยความสุขใจ

กล่าวถึงเมืองจำปากนาคบุรี มีนาคตนหนึ่งเป็นพญานาคเฝ้าดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยของเมืองให้ ประชาชนอยู่ด้วยความสงบตลอดมา ส่วนนางแสนสี และนางคำแพง กับจ่าแอ่นได้ไปเล่นน้ำที่แม่น้ำทะเลหลวงกว้างใหญ่ บังเอิญท้าวฮาดคำโปง และท้าวทอน ได้นั่งสำเภามาพบจึงเกิดความรักต่อนางแสนสีและนางคำแพงผู้เป็นหลาน จึงได้เกี้ยวพาราสี และทั้งหมดได้ตกลงปลงใจพากันขึ้นสำเภาหนีไป“พญาพรหมทัต” ทราบข่าวจากทหารว่ามีคนเก่งกล้าสามารถมาลักลูกสาวหนีไป จึงได้ไปบอกพญานาคให้ช่วยเหลือ พญานาคจึงเห็นว่าถ้าไม่อยากให้สำเภาแล่นไปได้ก็ต้องทำให้น้ำทะเลเหือดแห้ง ดังนั้นพญานาคจึงดูดน้ำทะเลออกหมดทำให้ทะเลเหือดแห้งไป เมื่อทะเลแห้งแล้วท้าวฮาดและท้าวทอนได้พานางแสนสีและนางคำแพงพร้อมด้วยจ่าแอ่นเดินทางไปยังที่แห่งหนึ่ง และพักอยู่ที่นั้นจึงได้ชื่อว่า“บ้านแสนสี” (ปัจจุบันบ้านแสนสีอยู่ในเขตอำเภอเกษตรวิสัย)

        จากนั้นจึงได้พากันเดินทางต่อจนมาถึงริมป่าลำธารแห่งหนึ่ง และได้ข้ามลำธารไปยังโนนบ้านแห่งหนึ่ง จ่าแอ่นเกิดความเมื่อยล้าจึงไม่ขอเดินทางไปกับนางแสนสีและนางคำแพง ขอพักอยู่บ้านแห่งนั้นต่อมาจ่าแอ่นได้เสียชีวิตลงชาวบ้านจึงได้ช่วยกันฝังร่างของจ่าแอ่นไว้ที่บ้านแห่งนั้น และตั้งชื่อว่า “บ้านจ่าแอ่น” (ปัจจุบันคือบ้านแจ่มอารมณ์ อำเภอเกษตรวิสัย) เมื่อทั้งสี่คนเดินทางมาถึงเขตป่าดง ท้าวฮาดคำโปงกับท้าวทอนได้ต่อสู้กันเองเพราะรักนางแสนสีคนเดียวกัน ท้าวฮาดคำโปงจึงได้ถูกท้าวทอนฆ่าตาย ที่กลางทุ่งจึงได้เรียกหมู่บ้านในที่นั้นว่า “บ้านฮาด” (ต่อมาเป็นบ้านฮาด อำเภอเกษตรวิสัย) ด้วยความอาฆาตวิญญาณของท้าวฮาดจึงได้เป็นผีโป่ง (ผีหัวแสง) ตามไล่ท้าวทอนในเวลากลางคืน ท้าวทอนพานางแสนสี และนางคำแพงหนีไปบริเวณทางตะวันตกที่เป็นทุ่งกว้างใหญ่ ด้วยความอ่อนเพลียทั้งสามได้นอนหลับอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ท้าวทอนและนางแสนสีตื่นก่อนจึงได้ปล่อยให้นางคำแพงอยู่เพียงลำพัง และ

ต่อมาจึงได้เรียกชื่อทุ่งนี้ว่า “ทุ่งป๋าหลาน” (อำเภอพยัคฆภูมิพิสัยในปัจจุบัน) ฝ่าย “พระอินทร์” ได้ออกมาส่องญาณวิเศษดูโลกมนุษย์ ได้มองเห็นทะเลหลวงแห้งเหือด และพวกปลา หอย กุ้ง และ สัตว์น้ำนานาชนิดได้ตายเน่าเหม็น จึงได้บอกนกอินทรีย์มากินปลาที่ทะเลหลวง นกอินทรีย์ได้กินปลา หอย ถ่ายออกเป็นก้อนขนาดใหญ่มีอยู่ทั่วไปตามทุ่ง ชาวบ้านเรียกว่าขี้นกอินทรีย์ นกอินทรีย์กินปลา หอย ในทะเลหลวงหมดแล้วก็ไม่มีอาหารกินจึงได้ไปขอรางวัลจากพระอินทร์ๆ จึงให้ช้างเป็นอาหารและรางวัล นกอินทรีย์ต่างแย่งกันกินเป็นพัลวัน หมู่หนึ่งคาบตัวไปกินทิ้งหัวไว้กลายเป็นป่าดง ต่อมาเรียกว่า “ดงหัวช้าง” (ปัจจุบันคือบ้านหัวช้างในเขตอำเภอจตุรพักตรพิมาน) ส่วนอีกหมู่หนึ่งคาบได้เท้าช้างไปกินแถวดงแห่งหนึ่งชื่อว่า “ดงเท้าสาร” (เขตอำเภอสุวรรณภูมิในปัจจุบัน) และอีกส่วนหนึ่งก็เป็นเขตดงช้าง มีช้าง มากมาย (ปัจจุบันคือบ้านดงช้าง อำเภอปทุมรัตต์)

        เมื่อ “ท้าวทอน” และ “นางแสนสี” ได้กลับมายังเมือง “จำปากนาคบุรี” พบแต่เมืองร้างเพราะประชาชนพากันหนีไป เนื่องจากกลัวนกอินทรีย์ พญานาคก็ดำดินหนีไปอยู่ที่แดนไกลเขตแม่น้ำโขง“พญาพรหมทัต” กับ “นางจันทราเทวี” ก็สิ้นพระชนม์ด้วยความคิดถึงลูกมาก ท้าวทอนและนางแสนสีได้รวมไพร่พล และประชาชนที่เหลืออยู่ มาบูรณะสร้างเมืองจำปากนาคบุรี ขึ้นใหม่ และสร้าง “พระธาตุพันขัน” ขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ให้กับบิดา มารดา และไถ่บาปให้กับตนเอง ทั้งสองก็ได้ครองเมืองสืบต่อมาอย่างมีความสุขตราบจนสิ้นชีวิต


        ปัจจุบัน “พระธาตุพันขัน” ประดิษฐานอยู่ที่ “วัดพระธาตุพันขัน” อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งองค์พระธาตุพันขันสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นสมัยพุทธศตวรรษที่ 16 ภายในองค์พระธาตุมี“พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์” ประดิษฐานอยู่ภายใน

ขอบคุณรูปภาพและที่มาจาก : http://www.lifenewonline.com






 

Create Date : 08 ตุลาคม 2557    
Last Update : 8 ตุลาคม 2557 9:42:50 น.
Counter : 190 Pageviews.  

วันสงกรานต์กับตำนานประลองปัญญา

มีตำนานโบราณเกี่ยวกับวันสงกรานต์ ที่บอกเล่าถึงเรื่องราว การท้าพนันระหว่างเทพเจ้าและมนุษย์ โดยใช้ศีรษะของอีกฝ่ายเป็นเดิมพันตัดสิน นั่นคือเรื่องราวของ ท้าวกบิลพรหม กับธรรมบาลกุมาร 



กาลครั้งหนึ่งในสมัยโบราณ ยังมีเศรษฐีผู้หนึ่งเจริญด้วยทรัพย์มหาศาล แต่ไร้บุตรสืบสกุล วันหนึ่งท่านเศรษฐีได้พบชายผู้หนึ่งเมาสุราเที่ยวกล่าววาจาระรานผู้อื่น ท่านเศรษฐีจึงเข้าไปต่อว่าตักเตือน แต่กลับถูกชายผู้นั้นกล่าวคำหยาบช้าโต้ตอบว่า

” ถึงแม้เราจักเป็นนักเลงสุรา แต่เราก็หาได้เป็นคนมีกรรมหนักดังเช่นท่านไม่”

 ท่านเศรษฐีจึงกล่าวว่า “เหตุใดท่านจึงต่อว่าเราเช่นนั้น”

นักเลงสุราได้ตอบกลับว่า “ถึงแม้ท่านเป็นผู้มีสมบัติมาก แต่ท่านก็ไม่มีบุตรชายสืบสกุล เมื่อเสียชีวิตแล้ว สมบัติเหล่านี้ก็สูญเปล่า ส่วนเรานั้นมีบุตรชายถึงสามคน ไว้สืบสกุลย่อมประเสริฐกว่าท่านผู้ไร้บุตรมากนัก”

เมื่อได้ยินดังนั้น ท่านเศรษฐีจึงเกิดกลุ้มใจเป็นอันมาก และได้ไปปรึกษานักบวชผู้รู้ ซึ่งได้ให้คำแนะนำให้เศรษฐีจัดพิธีบวงสรวงขอบุตรจากพระอาทิตย์ และพระจันทร์ ทว่าแม้ทำพิธีแล้ว ผ่านไปนานถึงสามปี ก็ยังมิได้เกิดบุตร จนเมื่ออาทิตย์ยกขึ้นสู่ราศีเมษ เศรษฐีจึงพาบริวารไปบวงสรวงขอบุตรจากพระไทร พระไทรมีความเมตตาสงสารเศรษฐี จึงได้ขึ้นไปบนสรวงสวรรค์และกราบทูลขอบุตรจากพระอินทร์ให้แก่เศรษฐีผู้นั้น พระอินทร์จึงรับสั่งให้ธรรมบาลกุมารเทวบุตรลงมาเกิดเป็นบุตรของท่านเศรษฐี  ต่อมา เมื่อภรรยาของท่านเศรษฐีคลอดบุตรแล้ว ท่านเศรษฐีได้ปลูกปราสาทเจ็ดชั้นให้บุตรชายอยู่ยังใต้ต้นไทรริมฝั่งแม่น้ำและตั้งชื่อบุตรของตนว่า ธรรมบาลกุมาร


ธรรมบาลกุมารเป็น เด็กที่เฉลียวฉลาดอย่างมาก โดยสามารถเรียนรู้ไตรเทพจบเมื่ออายุ ๗ ขวบ ทั้งยังสามารถเรียนรู้ภาษานกได้อีกด้วย ด้วยความสามารถของธรรมบาลกุมารนี้เอง ทำให้ผู้คนพากันนับถือว่าเป็นผู้รอบรู้ในทุกสรรพสิ่ง

จนเมื่อคำรำลือดังกล่าวได้ล่วงรู้ถึงท้าวกบิลพรหม ท่านท้าวจึงวคิดว่า มานพน้อยผู้นี้คิดจะมาแข่งวิชาความรูกับเทพยดา ท้าวกบิลพรมจึงต้องการที่จะทดสอบปัญญาของธรรมบาลกุมาร จึงได้เสด็จลงมายังโลกมนุษย์ และถามปัญหาธรรมบาลกุมาร ๓ ข้อคือ

          ข้อที่ ๑ ยามเช้า ราศีแห่งมนุษย์สถิตอยู่ ณ ที่ใด
          ข้อที่ ๒ ยามเที่ยง ราศีแห่งมนุษย์สถิตอยู่ ณ ที่ใด
          ข้อที่ ๓ ยามค่ำราศีแห่งมนุษย์สถิตอยู่ ณ ที่ใด

โดยในการพนันประลองปัญญานี้ ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันว่า ถ้าธรรมบาลกุมาร สามารถตอบปัญหาได้ ภายใน ๗ วัน ท้าวกบิลพรหมจะตัดเศียรของตนบูชาธรรมบาลกุมาร แต่ถ้าธรรมบาลกุมารไม่สามารถตอบปัญหาได้ ธรรมบาลกุมารก็จะต้องตัดศีรษะของตนเช่นกัน

        เวลาล่วงเลยไปถึง ๖ วัน ธรรมบาลกุมารก็ยังหาคำตอบไม่ได้ และด้วยความกลัดกลุ้มใจ ธรรมบาลกุมาร จึงได้ไปนอนก่ายหน้าผากอยู่ใต้ต้นตาล และที่บนต้นตาลนั้นมีนกอินทรี ๒ ตัว ผัวเมียทำรังอยู่ ในวันนั้น นกอินทรีทั้งสองได้คุยกันเรื่องการออกไปหากินในวันพรุ่งนี้ โดยนางนกอินทรีได้ถามผัวว่า “พรุ่งนี้เราจะไปหากินที่ไหนกันดี “

นกอินทรีตัวผู้จึงตอบว่า “พรุ่งนี้เราไม่ต้องออกไปหากินไกลหรอก ด้วยพรุ่งนี้ธรรมบาลกุมารจะต้องตัดศีรษะบูชาท้าวกบิลพรหม เนื่องจากตอบปัญหาไม่ได้และเราก็จะได้กินเนื้อของธรรมบาลกุมารกัน”

“น่าสงสารกุมารน้อยยิ่งนัก ท้าวกบิลพรหมก็ช่างกระไร จึงถามปัญหาที่มนุษย์เกินจะตอบได้เช่นนี้”นางนกว่าก่อนจะถามผัวอีก”แล้วพี่ท่านรู้คำตอบของปริศนานั้นหรือไม่เล่า”

“ปัญหาเพียงเท่านี้ เหตุใดข้าจักมิรู้เล่า”เจ้านกอินทรีตัวผู้พูดก่อนเฉลยให้เมียรักฟังว่า “อันราศีแห่งมนุษย์นั้นจะสถิตอยู่ที่ร่างกายต่างวาระกัน คือ เวลาเช้าจะสถิตอยู่ที่หน้า มนุษย์จึงต้องล้างหน้า เวลาเที่ยงราศีสถิตอยู่ที่อก มนุษย์จึงต้องปะพรมน้ำที่หน้าอก และเวลาค่ำสถิตอยู่ที่เท้า มนุษย์จึงต้องล้างเท้า จึงจะพ้นอัปรีย์จัญไรทั้งปวง”

ครั้นเมื่อธรรมบาลกุมารเมื่อได้ยินดังนั้น ก็จดจำคำตอบและนำไปบอกแก่ท้าวกบิลพรหม เมื่อการณ์กลับเป็นดังนี้ ท้าวกบิลพรหมจึงจำต้องตัดเศียรของตนบูชาธรรมบาลกุมาร เนื่องด้วยแพ้พนัน ทว่าเศียรของท้าวกบิลพรหมนั้นมีพิษร้ายมาก คือ หากตัดแล้วตั้งไว้บนแผ่นดิน แผ่นดินก็จะลุกเป็นไฟ ถ้าโยนขึ้นสู่ท้องฟ้าฝนก็จะตกไม่ถูกต้องตามฤดูกาล และถ้าทิ้งลงมหาสมุทรน้ำก็จะเหือดแห้ง


ท้าวกบิลพรหมจึงรับสั่งเรียกธิดาทั้ง ๗ เพื่อให้นำเศียรของท้าวกบิลพรหมไปแห่ประทักษิณรอบเขาพระสุเมรุ ๖๐ นาที แล้วจึงนำไปเก็บไว้ในมณฑปถ้ำธุลีเขาไกรลาศ ครั้นครบกำหนด ๓๖๕ วัน (โลกสมมุติว่าเป็น ๑ปี) เป็นสงกรานต์ ซึ่งหมายถึงขึ้นปีใหม่นั้นเอง โดยนางสงกรานต์จะต้องนำเศียรของท้าวกบิลพรหมแห่ประทักษิณรอบเขาพระสุเมรุเป็นประจำทุกปี และนี่ก็คือ ตำนานแห่งวันสงกรานต์







 

Create Date : 29 กันยายน 2557    
Last Update : 8 ตุลาคม 2557 9:57:42 น.
Counter : 137 Pageviews.  

1  2  

hathairat2011
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]




ขอบคุณที่แวะมา
อย่าลืมคอมเม้นท์นะจ้ะ

Flag Counter
Google ส่งอีเมล์
คลิกที่ตรงนี้ Facebook ของ Hathairat

New Comments
Friends' blogs
[Add hathairat2011's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.