4 | | | ตำนานอาถรรพ์ อาชญากรโลกไม่ลืม ฆาตกรรมบันลือโลก ประวัติศาสตร์ทั่วมุมโลก | | |

Group Blog
 
All blogs
 

การพบเห็นมนุษย์ต่างดาวในประวัติศาสตร์


มีรายงานเรื่องการพบเห็น UFO มาจากทั่วทุกมุมโลก  หลายคนเชื่อว่าการเผชิญหน้ากับเอเลี่ยนคือปรากฏการณ์ในยุคปัจจุบัน แต่ในความเป็นจริงมีการรายงานเรื่องดังกล่าวมาหลายพันปีแล้ว ในทุกยุคอารยธรรมของมนุษย์มีสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตนอกโลกทั้งนั้น ผู้คนจำนวนนับล้านทั่วโลกเชื่อว่าเคยมีชนต่างดาวมาเยี่ยมเยียนเรา ถ้าเป็นเรื่องจริงเอเลี่ยนโบราณได้มีส่วนในประวัติศาสตร์ของเราหรือไม่และถ้าเป็นเช่นนั้นเขามาจากไหนและใครคือผู้มาเยือน 

Roswell, New Mexico เมืองเงียบเหงาแห่งนี้อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกา เป็นเมืองหนึ่งที่รู้จักกันดีถึงฐานทัพอากาศยานขนาดใหญ่แต่มันได้เปลี่ยนไปในปี 1947 เมื่อคนเลี้ยงวัวได้รายงานว่ามียานอวกาศมาตกในเขตที่ดินของเขา หลายวันต่อมากองทัพอากาศออกมาให้ข่าวกับสื่อยืนยันว่าเป็นยานอวกาศจากต่างดาว และในวันรุ่งขึ้นกองทัพก็เปลี่ยนเรื่องแล้วบอกว่าสิ่งที่พบเป็นเพียงแค่บอลลูนตรวจสภาพอากาศ  รายงานที่มีความขัดแย้งกันส่งต่อเนื่องไปทั่วโลก การเดาว่าทำไมจึงมีการปกปิดเรื่องยานอวกาศตกที่ Roswell คือการเปิดเผยข้อมูลนี้อาจทำให้เกิดการระส่ำระสายไปทั่วโลก  ในปัจจุบันการสำรวจความคิดเห็นของสาธารณชนชี้ว่าประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลกเชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวเคยมาที่นี่ และอะไรทำให้คนจำนวนมากเชื่อในเรื่องนี้ เมื่อมีมนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์ครั้งแรก มุมมองที่มีต่อจักรวาลจึงได้เปลี่ยนไปตลอดกาล เหตุการณ์ประวัติศาสตร์นี้ทำให้เกิดคำถาม หากว่ามนุษย์สามารถไปสำรวจโลกอื่นได้ แล้วทำไมสิ่งมีชีวิตจากดาวดวงอื่นในห้วงจักรวาลจะทำแบบเดียวกันไม่ได้ พวกเขาอาจเคยมาเยือนโลกมานานแล้วหรือบางทีมนุษย์ต่างดาวอาจจะเคยอยู่ในโลกนี้มาแล้วก็ได้ ที่เปรูเมื่อ 2,000 ปีก่อน มีสถานที่หนึ่งที่เป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมของชนเผ่านาสคาแต่ในช่วงคริสตศักราชที่ 500 ชนเผ่านาสคาได้หายสาบสูญไป ในปี 1910 นักมนุษยวิทยามาที่นี่เพื่อศึกษาอารยธรรมของชนเผ่านาสคา  ระหว่างการขุดค้นเขาได้พบสิ่งที่น่าตกตะลึงอย่างหนึ่งเท่าที่เขาเคยเห็นมานั่นคือ หัวกระโหลกที่ดูเรียวยาวอย่างมาก มันมาจากไหนและทำไมถึงมาอยู่ที่นี่และมันคือหัวมนุษย์หรือไม่  แต่มีผู้เชี่ยวชาญบางคนบอกว่ามันเป็นหัวกระโหลกที่ถูกทำให้ผิดรูป ได้มีการรายงานว่าชาวพื้นเมืองในคองโกที่มีชื่อว่าเผ่ามังเดตูได้ประกอบพิธีกรรมรัดหัวกระโหลก  เพื่อดัดแปลงแก้ไขรูปทรงหัวกระโหลกมนุษย์ พวกเขาจะทำการรัดกระโหลกเด็กอ่อนเอาไว้ให้เกิดแรงกดจนกระโหลกยื่นยาวออกมาและอาจยาวได้ถึง 2 เท่า





รูปลักษณะกระโหลกที่เรียวยาวสืบสานเรื่องราวไปที่ยุคอียิปต์โบราณนั่นคือ ฟาโรห์ ที่มีข้อถกเถียงกันมากที่สุดพระองค์หนึ่ง พระองค์คือหนึ่งในคนที่ต้องการเลียนแบบชาวต่างดาวหรือไม่ หรือว่ามีคำอธิบายอันน่าสะพรึงกลัวกว่านี้ พระองค์คือหนึ่งในพวกนั้นหรือไม่ นานมากก่อนที่ชาวอียิปต์จะสร้างพีรามิดหรือตั้งถิ่นฐานติดแม่น้ำไนล์ ตามตำนานเมื่อเทพเจ้าแห่งฟากฟ้าเดินทางลงมาสู่โลกด้วยเรือที่บินได้  โดยเปลี่ยนให้โคลนและน้ำกลายเป็นอาณาจักร  บางสิ่งที่เราเห็นในทุกอารยธรรมโบราณทั่วทั้งโลกนั้นมีอยู่ว่า พวกเขามีความรู้อย่างไม่น่าเชื่อในเรื่องดวงดาว ดาวเคราะห์ และสิ่งที่เกิดขึ้นบนท้องฟ้า และพบว่าผู้คนโดยเฉลี่ยในสมัยนั้นมีความรู้เรื่องพวกนี้มากกว่าคนในสมัยปัจจุบันเสียอีก  ขณะที่อารยธรรมอียิปต์โบราณเจริญมากขึ้น ผู้คนต่างเชื่อว่าฟาโรห์คือบุตรชายของโอเซริสหรือเทพเจ้า  งานศิลปะและภาพแกะสลักบนผนังพรรณาถึงมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ ขณะที่ผู้คนบวงสรวงเทพเจ้าหลายองค์ แต่ฟาโรห์คือองค์ที่อยู่เหนือทั้งหมด ความเชื่อทางศาสนาของชาวอียิปต์มีอยู่นานเกือบพันปีจนกระทั่งฟาโรห์พระองค์หนึ่งเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง ใครคือคนนอกรีตผู้นี้  พระองค์คือฟาโรห์แอเคนาเทน (Akhenaten) และในภาพสลักที่เหลืออยู่พระองค์มีรูปเศียรที่เรียวยาว พระองค์เป็นใครกัน ตามความเชื่อของชาวอียิปต์พระองค์สืบเชื้อสายมาจากเทพเจ้าที่เสด็จลงมายังโลกมนุษย์ ทำไมหลายคนจึงเชื่อว่าพระองค์เสด็จลงมาจากดวงดาวจริงๆ ในปี 1352 ก่อนคริสกาล แอเคนาเทนเสวยราชสมบัติเป็นฟาโรห์ เกือบจะในทันที พระองค์ได้ทรงทำการเปลี่ยนแปลงความเชื่ออย่างถอนรากถอนโคน รวมถึงยกเลิกการบวงสรวงเทพเจ้าหลายองค์ พระองค์มีคำสั่งให้ย้ายรูปปั้นเทพเจ้าทั้งหลายออกไป ทรงอนุญาตเพียงอย่างเดียวก็คือสัญลักษณ์ของดวงอาทิตย์ที่เป็นรูปทรงกลมพร้อมกับรังสีที่สาดส่อง


ในช่วงปีที่ 4 ของพระองค์ แอเคนาเทนสั่งให้มีการก่อสร้างเมืองหลวงใหม่ให้ชื่อว่าอามาน่า และอุทิศให้กับพระอาทิตย์  แอเคนาเทนใช้เวลาต่อมาอีกสิบปีที่นี่ และในระหว่างนั้นพระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงทั้งงานศิลปะและวัฒนธรรม แล้วรวมถึงการบอกเล่าถึงตัวตนสู่สาธารณะ  จากหลักฐานภาพตามผนัง ฟาโรห์ในสมัยก่อนจะรูปร่างที่สวยงามมีไหล่กว้างและเอวคอดเล็ก แต่แอเคนาเทนต่างจากคนอื่น พระองค์ต้องการแสดงตัวตนที่แท้จริง มีรูปร่างที่แปลกออกไป มีหน้าตาที่แปลกประหลาด หากดูจากรูปปั้นของแอเคนาเทนก็จะเห็นว่ามีรูปลักษณะแปลกๆ มีลักษณะผสมของผู้หญิงและผู้ชาย มีหัวกระโหลกที่เรียวยาวมากๆ  การเปลี่ยนแปลงสัญลักษณ์ราชวงศ์แสดงให้เห็นว่า พระองค์มีรูปร่างมีรูปร่างแบบนั้น ทั้งพุงโตและอกยุบ ซึ่งขัดต่อลักษณะทางอุดมคติ ตามแบบแผนที่จิตรกรชาวอียิปต์จะแสดงถึงฟาโรห์ที่แข็งแรง มเหสีของแอเคนาเทนคือพระนางเนเฟอร์ติติ (Nefertiti) พระธิดาและพระโอรสก็มีศรีษระยาวเรียวเช่นกัน  ทำไมเศียรของแอเคนาเทนจึงผิดรูป มันผิดรูปเองโดยพันธุกรรมหรือตั้งใจ  แอเคนาเทนปกครองอยู่ยาวนานถึง 17 ปี หลังรัชสมัยของพระองค์ เมืองอามาน่ากลายเป็นเมืองร้าง วิหารแห่งดวงอาทิตย์ถูกทำลาย รูปสลักแอเคนาเทนถูกทำให้เสียหาย อียิปต์โบราณกลับคืนมาสู่หนทางเดิมของมันเอง กลับมาบวงสรวงเทพเจ้าหลายองค์  นี่คือการปฏิเสธความเชื่อของแอเคนาเทนหรือไม่ หรือเป็นการปกปิดตัวตนเอเลี่ยนของพระองค์เอง

ปี 1907 มีการพบร่างของแอเคนาเทนบนหุบเขาในอียิปต์โดยนักโบราณคดีชาวอังกฤษชื่อเอ็ดเวิร์ด อาร์ตัน และพบว่ากระโหลกของฟาโรห์องค์นี้ยาวเรียวผิดส่วน แอเคนาเทนประสบความสำเร็จในรุ่นลูก ตุตันคาเมนที่กลายมาเป็นฟาโรห์ชื่อดังตลอดกาล และมีการค้นพบหลุมฝังพระศพและพบว่าตุตันคาเมนมีกระโหลกยาวเรียวเช่นกัน พระองค์ก็มีเชื้อสายต่างดาวเหมือนกับพระบิดาจริงหรือไม่ แอเคนาเทนเปลี่ยนความเชื่อในอียิปต์เพราะพระองค์สืบเชื้อสายมาจากต่างดาวจริงหรือ ถ้าเป็นความจริงมีหลักฐานคล้ายๆกันบนโลกนี้อีกหรือไม่ บางทีเบาะแสที่ว่านี้อาจพบได้ห่างออกไปหลายพันไมล์อีกด้านหนึ่งของทวีปแอฟริกา  ประเทศมาลีอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของแอฟริกา ลึกเข้าไปในหุบเขาห่างไกล มีชนเผ่าโดกอนซึ่งสืบเชื้อสายมาจากชนเผ่าเร่ร่อนซึ่งมาตั้งรกรากที่นี่เมื่อคริสศักราชที่ 1000 ตำนานของชนเผ่าโดกอนกล่าวว่าเทพเจ้าแห่งท้องฟ้าคืออัมม่า อัมม่าได้สร้างนอโม่ขึ้นมา ต่อมานอโม่ได้แตกออกเป็นหลายส่วน และหนึ่งในนั้นได้ทรยศต่ออัมม่า และอัมม่าก็ตอบโต้ด้วยการทำลายทำให้เถ้าถ่านกระจัดกระจายไปทั่วโลก บางเรื่องเล่าของเผ่าโดกอนเทพเจ้าให้ความรู้กับพวกเขา  ลงมาจากฟากฟ้าด้วยเรือเหาะที่มีไฟลุกและลงจอดในพายุ จนถึงทุกวันนี้ชนเผ่าโดกอนก็ยังฉลองเทศกาลเพื่อสรรเสิญถึงการมาเยือนในอดีต บางคนเห็นถึงความคล้ายคลึงอันน่าประหลาดระหว่างตำนานของชาวโดกอนและเรื่องราวลึกลับของฟาโรห์แอเคนาเทน

แอเคนาเทนเชื่อว่าพระองค์สืบเชื้อสายโดยตรงมาจากอาเทนเทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์  ส่วนนอโม่กล่าวกันว่าสร้างขึ้นมาจากอัมมาเทพเจ้าแห่งท้องฟ้า เป็นเหตุบังเอิญหรือไม่ที่ทั้งสองวัฒนธรรมที่อยู่ห่างไกลกันหลายพันไมล์  กลับมีเรื่องเล่าของสิ่งที่ลงมาจากท้องฟ้าเหมือนๆกัน ทั้งนอโม่และแอเคนาเทนต่างก็ได้รับการพรรณนาว่ามีศรีษระเรียวยาว เป็นไปได้หรือไม่ว่าตำนานของทั้งสองมีพื้นฐานมาจากเหตุการณ์เดียวกัน  ชนเผ่าโดกอนมีความเชื่อกันว่าอัมม่าเทพเจ้าของพวกเขามาจากกลุ่มดาวนายพราน  บริเวณเดียวกันกับที่ชาวอียิปต์โบราณเชื่อว่าเทพเจ้าโอเซริสถือกำเนิดขึ้น  นักวิทยาศาสตร์และนักมนุษยวิทยากล่าวว่าชนเผ่าโดกอนอาจเรียนรู้มาจากชาวตะวันตก อาจเคยได้ฟังมาแล้วจับมาเป็นตำนานของตน แต่ถ้ามันเป็นตำนานของพวกเขาจริงๆ รวมกับข้อมูลของนักดาราศาสตร์ นั่นหมายความว่าโลกเคยมีมนุษย์ต่างดาวมาเยือนแล้วในยุคก่อนประวัติศาสตร์ด้วยซ้ำไป


ที่มา : ANYA PEDIA










 

Create Date : 14 พฤศจิกายน 2557    
Last Update : 14 พฤศจิกายน 2557 16:26:02 น.
Counter : 255 Pageviews.  

เอเลี่ยนในโลกดึกดำบรรพ์




เคยมีใครแอบคิดสงสัยกันเล่น ๆ บ้างไหมว่าโลกของเราใบนี้ถือกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร และโลกเราเป็นดาวหนึ่งเดียวในจักรวาลเท่านั้นหรือที่มีสิ่งมีชีวิต? ไม่ใช่เพียงแค่เรา ๆ ท่าน ๆ หรอกนะที่สงสัย เพราะกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกก็กำลังให้ความสนใจในการหาคำตอบอยู่เช่นกัน ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คงหนีไม่พ้นเซิร์น (CERN) ที่เขาจับเอาอนุภาคมาวิ่งวนเป็นวงกลม เร่งจนเข้าใกล้ความเร็วแสงแล้วบังคับให้มันชนกันตูมตามสนั่นหวั่นไหว การทดลองอันแสนเสี่ยงนี้ก็เพื่อที่จะหาคำตอบของ “กำเนิดจักรวาล” เช่นกัน



การชนกันของอนุภาคความเร็วเฉียดแสงในการทดลองของเซิร์นนี้ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า อาจจะค้นพบอนุภาคกำเนิดจักรวาลก็เป็นได้ แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนไหนให้คำตอบที่แน่ชัดของกำเนิดแห่งเอกภพได้เลย แต่ทว่าถ้ามองในอารยธรรมโบราณทั่วโลก ดูเหมือนพวกเขาจะตอบคำถามพวกนี้ได้ก่อนเราเสียแล้ว เพราะคำตอบของพวกเขาก็แสนง่ายและตรงไปตรงมา คนที่สร้างเอกภพและโลกก็คือ “พระเจ้า” ยังไงล่ะ!!

เพราะถ้าลองดูตำนานการสร้างโลกในอารยธรรมโบราณต่าง ๆ ทั้งอียิปต์ เมโสโปเตเมีย อเมริกาโบราณ พระคัมภีร์ไบเบิลรวมทั้งชนเผ่าอื่นๆในโลกโบราณแล้วก็จะเห็นว่า ณ จุดเริ่มต้นของการกำเนิดโลกล้วนมีแต่ความว่างเปล่า หลังจากนั้นพระเจ้าจึงเริ่มรังสรรค์สิ่งต่างๆขึ้นมา ตามวิถีของแต่ละอารยธรรม แต่ที่แน่ ๆ ทุกชนเผ่ากล่าวถึง “พระเจ้า” ทั้งสิ้น




ถ้ามองในทางวิทยาศาสตร์แล้ว สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในจักรวาลนี้ ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นจากศูนย์จริง ๆ เพราะจุดเริ่มต้นของเอกภพเมื่อ 14,000 ล้านปีที่แล้วก็มีขนาดเล็กเพียงแค่ไม่กี่มิลลิเมตรเท่านั้น แต่เมื่อ “พระเจ้า” ที่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่รู้ว่าคืออะไร ทำให้เกิดปรากฏการณ์บิ๊กแบงขึ้น เอกภพก็ขยายตัวอย่างรวดเร็ว อนุภาคมูลฐานต่างๆเกิดขึ้นมากมาย จนสุดท้ายส่วนหนึ่งของมันก็ได้กลายมาเป็นบรรดาดวงดาวและโลกของเราในวันนี้ ถ้าเช่นนั้นแล้ว จะเป็นไปได้หรือไม่ว่า “โลก” ไม่ได้เป็นดาวเพียงแค่ดวงเดียวในเอกภพที่มีสิ่งมีชีวิตอันแสนชาญฉลาดอาศัยอยู่ เพราะดวงดาวทั้งหมดในเอกภพ ทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็นคงจะมีเป็นหลักพันล้านดวงหรือมากกว่านั้น แล้วจะเป็นไปได้หรือไม่ถ้าสิ่งมีชีวิตจากดาวดวงอื่นที่มีวิทยาการก้าวหน้ากว่าเราจะเคยเดินทางมายังโลกของเราเมื่อนานแสนนานมาแล้ว เพื่อถ่ายทอดวิทยาการต่าง ๆ ให้กับบรรพบุรุษ!? ครั้งนี้เราจะมาตามหาหลักฐานต่าง ๆ ของ “เอเลี่ยนในโลกดึกดำบรรพ์” กัน



สถานที่แห่งแรกที่อยากจะพาให้ทุก ๆ ท่านได้ไปรับชมกันก็คือภาพวาดผนังถ้ำในภูเขาคิมเบอร์ลี (Kimberly Mountain) ทางตะวันตกของออสเตรเลีย เมื่อลองเพ่งพินิจพิจารณาภาพที่ปรากฏบนผนังถ้ำก็จะพบว่าแทนที่จะเป็นภาพของมนุษย์กำลังล่าสัตว์ หรือภาพสัตว์ป่าทั่วไปดังที่เราคุ้นเคย ชนเผ่าอะบอริจิน (Aborigine) แห่งออสเตรเลียกลุ่มนี้กลับวาดภาพของสิ่งมีชีวิตหน้าตาประหลาดที่มีศีรษะกลมและมีดวงตาสีดำคู่ใหญ่ประดับอยู่ ชวนให้คิดถึง “เกรย์” (Grey) หรือมนุษย์ต่างดาวที่มนุษย์ในยุคปัจจุบันเคยประสบพบเห็นกันเป็นอย่างมาก นักวิชาการเรียกภาพวาดเหล่านี้ว่า “แวนด์จินา” (Wandjina) ซึ่งชนเผ่าอะบอริจินนับถือเป็นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของก้อนเมฆและฝน ภาพวาดเหล่านี้คาดว่าน่าจะวาดขึ้นเมื่อประมาณหนึ่งหมื่นถึงสามหมื่นปีมาแล้ว

จากนั้นเราข้ามทะเลมายังดินแดนทวีปแอฟริกากันบ้าง ในทะเลทรายซาฮาร่า ถ้ำในภูเขาทัสซีลี (Tassili) ทางตอนเหนือของแอฟริกาปรากฏภาพวาดอายุร่วมแปดพันปีของสิ่งมีชีวิตปริศนาที่เหมือนมนุษย์แต่มีศีรษะกลมเกลี้ยงคล้ายกับว่าสวมหมวกของชุดอวกาศอยู่ก็ไม่ปาน อีกทั้งเมื่อลองมองไปที่มุมขวาบนของภาพนักบินอวกาศโบราณแห่งแอฟริการ่างนี้แล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อเห็นภาพของวงรีปริศนาคล้ายจานบินปรากฏอยู่เคียงกัน ซึ่งยังไม่มีใครให้คำอธิบายที่สมเหตุสมผลของภาพวาดปริศนานี้ได้อย่างแน่ชัดเลยสักราย




ชนเผ่าโฮปี (Hopi) ในรัฐอริโซนา สหรัฐอเมริกาก็มีตำนานที่เล่าขานสืบต่อกันมาว่า บรรพบุรุษของพวกเขาเดินทางมาจากห้วงอวกาศอันไกลโพ้น และเยี่ยมเยียนดาวดวงอื่นๆมามากมายก่อนที่จะสิ้นสุดจุดหมายปลายทางลงที่โลกของเราใบนี้ ภาพสลักมากมายของชนเผ่าโฮปีเป็นภาพที่ดูแล้วยากที่จะอธิบายว่าพวกเขากำลังทำอะไรกันอยู่ ภาพของมนุษย์ที่ปรากฏก็ดูไม่ค่อยเหมือนมนุษย์ทั่วไปบนโลก

นอกจากตำนานต่าง ๆ ที่เล่าไปแล้ว ก็ยังมีภาพของนักบินอวกาศโบราณอีกมากมายที่โชว์ตัวกันบนผนังถ้ำเป็นว่าเล่น ไม่ว่าจะเป็นภาพวาดอายุราวหมื่นปีจากประเทศอิตาลี ที่แสดงภาพของมนุษย์ที่เสมือนว่าอยู่ในชุดอวกาศสองคนในท่าทางที่คล้ายกับว่า กำลังล่องลอยอยู่ในห้วงอวกาศนอกโลก และภาพวาดบนผนังถ้ำจากรัฐยูทาห์ (Utah) สหรัฐอเมริกา อายุประมาณ 7,500 ปีที่แสดงภาพของมนุษย์ประหลาด ผิวสีแดงมีดวงตากลมโตผิดปกติ บางคนดูเหมือนสวมหมวก บางคนมีเสาประหลาดโผล่ออกมาจากศีรษะ ประหนึ่งเป็นเครื่องส่งสัญญาณของชุดอวกาศยังไงยังงั้น!!


แน่นอนว่าเราไม่มีทางเข้าใจนามธรรมของชนเผ่าโบราณเหล่านี้ได้อย่างถ่องแท้ ดังนั้นเราจึงไม่สามารถ (และไม่สมควร) สรุปอย่างแน่ชัดว่ารูปที่เห็นนี้จะเป็นมนุษย์ต่างดาวดึกดำบรรพ์ที่มาเยือนชนเผ่าโบราณของเรา เพราะถ้าวิเคราะห์จากภาพวาดผนังถ้ำทั่วไปแล้วก็จะพบว่า คนสมัยโบราณเมื่อกว่าหมื่นปีที่แล้วส่วนใหญ่ไม่ค่อยสลักภาพของมนุษย์ในลักษณะสมจริงถึงขั้น “ภาพเหมือน” เท่าใดนัก ซึ่งน่าจะเกี่ยวข้องกับลัทธิพิธีกรรมต่าง ๆ ที่ประกอบกันในยุคโบราณมากกว่า 




แล้วนอกจากภาพวาดผนังถ้ำล่ะ มีหลักฐานอื่นที่พูดถึงเอเลี่ยนดึกดำบรรพ์อีกไหม-ต้องตอบว่ามีเยอะเลยล่ะ ตัวอย่างที่น่าจะค่อนข้างชัดเจนที่บ่งบอกถึงการมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของอารยธรรมโบราณก็คือบรรดาสิ่งประดิษฐ์ผิดยุคผิดสมัยที่ปรากฏในอารยธรรมนั้นๆนั่นเองครับ อียิปต์โบราณ ก็มีภาพสลักหนึ่งแห่งกับสิ่งประดิษฐ์อีกหนึ่งชิ้นที่แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าเกินมนุษย์มนาของชาวไอยคุปต์ นั่นก็คือเรื่องของ “ยานบิน” นักอียิปต์วิทยาค้นพบภาพสลักรูปเฮลิคอปเตอร์ เรือดำน้ำและยานอวกาศในวิหารของฟาโรห์เซติที่ 1 (Sety I) ในนครอไบดอส (Abydos) อีกทั้งยังค้นพบโมเดลเครื่องร่อนในสุสานจากนครซัคคาร่า (Saqqara) แต่นักอียิปต์วิทยาตรวจสอบแล้วว่าภาพสลักเฮลิคอปเตอร์บนผนังวิหารนั้นเป็นเพียงแค่ความบังเอิญของการสลักซ้ำโดยฟาโรห์สองพระองค์เท่านั้น ส่วนเครื่องร่อนจากซัคคาร่าก็ออกแบบมาได้ผิดหลักอากาศพลศาสตร์ ไม่มีเสถียรภาพทางการบิน และคงไม่สามารถบินได้จริงเป็นแน่แท้

ถ้าลองข้ามมาที่ประเทศโคลอมเบียในอเมริกาใต้ ก็ยังคงต้องประหลาดใจกับเครื่องประดับทำจากทองคำอายุเกือบสองพันปีรูปร่างแปลกตาที่คล้ายคลึงกับเครื่องบินความเร็วสูงสมัยใหม่อย่างไม่มีผิดเพี้ยน มันออกแบบมาได้ตามหลักอากาศพลศาสตร์มากกว่าโมเดลเครื่องร่อนของชาวไอยคุปต์เสียอีกครับ วิศวกรชาวเยอรมันสามคนได้ทำการจำลองเครื่องประดับโบราณนี้ออกมาเป็นเครื่องร่อนขนาดอัตราส่วน 16 : 1 ซึ่งผลการบินก็ออกมาสวยหรูจนน่าตกใจว่าเครื่องประดับโบราณแห่งโคลอมเบียเหล่านี้ เหตุใดจึงมีเสถียรภาพทางการบินที่ดีเหลือเชื่อ



อีกหนึ่งหลักฐานที่นักลึกลับศาสตร์จากทั่วโลกใช้อ้างอิงถึงการมีตัวตนและการติดต่อกับพระเจ้าจากอวกาศของชนเผ่าโบราณก็คือบรรดาภาพสลักที่ต้องมองจากฟากฟ้าเท่านั้นจึงจะเห็น พูดง่าย ๆ ว่ามนุษย์เดินดินอย่างเรา ๆ ถ้ายืนอยู่บนดิน ก็คงเดาไม่ได้แน่ ๆ ว่าลายเส้นพวกนั้นคือรูปของอะไร ดังนั้นจึงมีคำถามขึ้นมาว่า ถ้าคนธรรมดาเดินดินมองไม่เห็นเป็นภาพ แล้วพวกคนโบราณสร้างมันขึ้นมาได้อย่างไร อีกทั้งพวกเขาทำเอาไว้ให้ใครดู ถ้าไม่ใช่ “เอเลี่ยน” จากนอกโลก!? 
สถานที่ที่เข้าข่ายจัดทำเอาไว้เพื่อให้ “พระเจ้า” จากนอกโลกได้ดู ก็มีอยู่หลายที่ด้วยกัน ที่ชัดเจนที่สุดคงจะหนีไม่พ้นลายเส้นนาซกา (Nazca Line) ที่เปรู ซึ่งมีมากมายหลายรูปแบบทั้งลายขดก้นหอย สุนัข แมงมุม ลิง ปลาวาฬ แต่คงไม่มีภาพใดในนาซกาที่จะน่าทึ่งไปกว่าภาพ “นักบินอวกาศ” อีกแล้ว!! ภาพลายเส้นนักบินอวกาศนี้มีความสูงกว่า 30 เมตร เมื่อมองลงมาจากมุมสูงก็จะเห็นเป็นภาพของมนุษย์ศีรษะกลมเกลี้ยง ดวงตาใหญ่ กำลังยกมือข้างหนึ่งขึ้นโบกประหนึ่งกำลังทักทายใครจากนอกโลก 



แต่ภาพลายเส้นที่ต้องมองจากบนฟากฟ้าก็ไม่ได้มีเพียงแต่นาซกาที่เดียว ข้ามทวีปจากเปรูมายังอังกฤษกันบ้างก็จะพบว่ามีลายเส้นที่คล้ายคลึงกับนาซกาเช่นกัน ภาพที่ว่าได้รับการตั้งชื่ออย่างเสนาะหูว่า “อาชาขาวแห่งเบิร์คเชียร์” (Berk-shire White Horse) ซึ่งมีความเก่าแก่ถึงช่วงยุคเหล็กของอังกฤษหรือเมื่อประมาณ 1,400 ปีก่อนคริสต์กาลเลยทีเดียว เนินเขาที่อาชาขาวรูปนี้ปรากฏอยู่เป็นเนินหินชอล์ก ซึ่งวิธีการวาดภาพก็เพียงแค่ถอนต้นหญ้าออกจากบริเวณที่ต้องการสร้างลวดลาย เผยให้เห็นหินชอล์กสีขาวด้านล่าง แต่จุดที่สำคัญก็คือประเพณีการถอนหญ้านี้ต้องสืบทอดกันมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้รูปจำหลักยังคงปรากฏอยู่ต่อไป



คนที่รังสรรค์ลายเส้นนาซกาและอาชาขาวแห่งเบิร์คเชียร์คงจะหนีไม่พ้นชนเผ่าพื้นเมืองในบริเวณนั้นๆ แต่คำถามที่สำคัญกว่านั้นก็คือ พวกเขาสร้างรูปเหล่านี้ขึ้นมาให้ใครดูกัน!? ถ้าภาพต่าง ๆ เหล่านี้ มองเห็นได้จากฟากฟ้าเท่านั้น ทั้งหมดทั้งมวลที่นำเสนอไป ต้องบอกก่อนว่าไม่ได้มีเจตนาสนับสนุนหรือหักล้างทฤษฎีมนุษย์อวกาศโบราณเสียเลยทีเดียว เพราะยังไม่มีใครทราบว่าแท้ที่จริงแล้วเกิดอะไรขึ้นในสมัยโบราณ แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจก็คือประเด็นพิศวงต่าง ๆ ล้วนเกิดขึ้นทั่วทุกมุมโลกเสมือนว่ามีใครสักคนมาสอนให้มนุษย์ทั่วโลกทำในสิ่งเดียวกันยังไงยังงั้น ก็ไม่แน่นะ ใครจะไปรู้ว่าเอกภพอันยิ่งใหญ่ของเราอาจจะเป็นผลลัพธ์ในการทดลองยิงอนุภาคความเร็วเฉียดแสงในห้องทดลองของใครสักคนที่อยู่ห่างออกไปไกลแสนไกลก็เป็นได้.

โดย : ณัฐพล เดชขจร ทีมงานนิตยสารต่วย'ตูน














 

Create Date : 16 ตุลาคม 2557    
Last Update : 16 ตุลาคม 2557 15:26:51 น.
Counter : 951 Pageviews.  

Area 51 พื้นที่ต้องห้าม...คุณเชื่อว่ามันมีอยู่จริงหรือ?



ถ้าจะว่าไปแล้ว ในโลกใบนี้ยังมีสถานที่ลึกลับหรือแปลกประหลาดยังพิสูจน์ไม่ได้อีกเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นโบราณสถาน หรือดินแดนแห่งตำนานต่าง ๆ แต่สำหรับพื้นที่แห่งหนึ่งซึ่งเรียกว่า “เขตพื้นที่ 51” (Area 51) รวม อยู่ในกฎนี้ไหม มันคืออะไร แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งบินลึกลับ (จานบินนั่นแหละ) เชื่อว่าคงเคยได้ยินชื่อนี้กันมาบ้างไม่มากก็น้อย




แอเรีย 51 คือ ฐานทัพลับของกองทัพอากาศสหรัฐ ซึ่งตั้งอยู่โดดเดี่ยวลึกเข้าไปในบริเวณต้องห้ามอันก ว้างขวางของรัฐบาล ซึ่งตั้งอยู่ในทะเลทรายเนวาด้า ซึ่งหากคุณๆคิดจะไปเฉียดกรายกันล่ะก็ ลองใช้เวลาสัก 2 ชั่วโมงขับรถไปทางตะวันตก เฉียงหเนือของลาสเวกัส บริเวณที่เป็นที่รู้จักกันดี และมีข่าวลือเกี่ยวกับการทดลองของกองทัพสหรัฐนั้น ได้แก่ ทะเลสาบกรูม และทะเลสาบปาปูส


โดยทั่วไปเชื่อว่า แอเรีย 51 นี้ เป็นสถานที่ที่ใช้ฝึกและพัฒนาสำหรับโครงการลับที่สุดของทางทหาร โดยเฉพาะเครื่องบินสอดแนมและเทคโนโลยีทางการบินที่แอบพัฒนากันอยู่ ข่าวลือเกี่ยวกับแอเรีย 51 นี้เริ่มมีหนาหูขึ้น จนประชาชนสงสัยว่าจริง ๆ แล้ว มีอะไรซ่อนอยู่ที่ฐานทัพแห่งนี้ มีประชาชนจำนวนหนึ่งออกมารายงานว่า ได้เห็นวัตถุประหลาดลอยอยู่เหนือฐานทัพ และหลายคนกล่าวว่า กองทัพได้ใช้ฐานทัพนี้ ในการศึกษาจานบินและมนุษย์ต่างดาวที่พวกเขาจับกุมกันมาได้ด้วย


เขตพื้นที่ 51 เป็นชื่อเรียกของพื้นที่เขตหวงห้ามของรัฐบาลสหรัฐตั้งอยู่ทางเหนือของลาสเวกัสประมาณ 95 ไมล์ และ 13 ไมล์ทางตะวันออกทางหลวงสายที่ 375 บนถนนกรูมเลคใกล้กับเมืองราเชล พื้นที่นี้ล้อมรอบไปด้วยเขตทดลองของรัฐเนวาด้า และเป็นที่ตั้งของฐานทัพอากาศเนลลิส ที่เรียกว่าพื้นที่ 51 ก็เพราะเป็นชื่อจุดที่ตั้งซึ่งปรากฎบนแผนที่ของเขตทดลองเนวาดา ที่แห่งนี้มีการร่ำลือกันมานานแล้วว่าเป็นที่ที่ใช้ซ่อนจานบินและมนุษย์ต่างดาวซึ่งตกในรอสเวลล์ และรัฐบาลได้ปกปิดเรื่องนี้อย่างสุดฤทธิ์แต่ดูเหมือนยิ่งปิดก็ยิ่งกระตุ่นต่อมอยากรู้ของผู้คนทั่วไป โดยมีการอ้างถึงเรื่องราวต่าง ๆ ของผู้ที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้อง รายที่โด่งดังที่สุดก็เห็นจะเป็นรายของ บ๊อบ ลาซาร์


บ๊อบ ลาซาร์ เป็นชาวลาสเวกัส เขาอ้างว่าเคยทำงานอยู่ในเขตพื้นที่นี้ในช่วงปี 1988 – 1989 โดยทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่พิเศษแผนกอากาศยาน เขากล่าวว่าในเขตพื้นที่นี้มีเทคโนโลยี่ที่ทันสมัยมาก และเขายังได้เห็น วัตถุสิ่งบินขนาดใหญ่สิ่งหนึ่ง ซึ่งเขาบอกได้เลยในทันทีว่านั้นเป็นจานบินอย่างแน่นอน เขาบอกว่าวัตถุสิ่งบินที่ลึกลับนี้อยู่ในส่วนที่เรียกว่า เอส-โฟร์ (S-4) ในทะเลสาบปาปูส ซึ่งอยู่ทางใต้ของกรูมเลค ที่นั่นถูกก่อสร้างให้พรางตา กลมกลืนไปกับพื้นทะเลทรายโดยรอบ หากดูอย่างผิวเผินแล้วจะไม่มีทางสังเกตเห็นอย่างแน่นอน นอกจากนี้ลาซาร์ ยังบอกว่าเขาได้พบมนุษย์ต่างดาวภายในนี้ด้วย โดยบอกว่าเป็น “สิ่งมีชีวิต” ที่สูงประมาณ 3-4 ฟุต หนักประมาณ 35-50 ปอนด์ มีผิวสีเทาและมีศีรษะที่ใหญ่มาก


เหมือนเติมเชื้อฟืน หลังจากการให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ของลาซาร์เผยแพร่ออกไป ผู้คนที่สนใจเรื่องนี้จากเดิมที่เคยมาสอดแนมเป็นบางครั้งบางคราว กลับกลายเป็นผู้คนจากทั่วทุกสารทิศต่างหลั่งไหลมาคอยจับตาดูสิ่งบินลึกลับตามที่ลาซาร์บอก และก็มีจำนวนมากเหมือนกันที่บอกว่าเคยเห็นด้วย แต่ทว่าผู้คนที่อาศัยอยู่แถบบริเวณนั้นกลับบอกว่าไม่ เคยเห็นมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นแต่อย่างใด แน่นอนที่ทางรัฐบาลสหรัฐฯ ย่อมไม่อยู่เฉยอยู่แล้ว โดยโต้กลับว่าสิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่เห็นและอ้างว่าเป็นจานบินนั้นแท้จริงแล้วคือเครื่องบินรุ่นใหม่ ๆ ของกองทัพอากาศต่างหาก โดยทางกองทัพมักจะใช้ที่นี่เป็นสถานที่ทดลองอากาศยานรุ่นใหม่ ๆ ก่อนที่จะออกสู่สายตาสาธารณชน เช่น U-2, A-12, SR-71 และ F-117A นอกจากนี้ยังรวมถึงเครื่องบินรุ่นใหม่ล่าสุด 2 ชนิดคือ เครื่องบินสอดแนมความเร็วสูงที่เรียกว่า ออโรร่า และเครื่อง B-2 ที่จะมาแทน F-117A ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า


อย่างไรก็ตาม ถ้าหากใครอยากจะมาดูจริง ๆ ละก็ลองขับรถมาประมาณ 130 ไมล์จากลาสเวกัส ขับตรงมาตรงจุดบอกหลักทางหลวงที่ 29.5 บนทางหลวงเนวาดาที่ 375 ที่นั่นจะมีตู้รับไปรษณีย์เล็ก ๆ ตู้หนึ่งตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว ซึ่งเดิมเป็นของพวกคนเลี้ยงวัวใช้กัน คุณสามารถใช้ตู้รับไปรษณีย์นี้เป็นจุดสังเกตเพื่อสอดส่องดูฐานทัพดังกล่าวได้ นักสังเกตการณ์หลายคนเคยมาปักหลักดูสิ่งลึกลับกันอยู่เรื่อย ๆ แม้ว่าพวกคนเลี้ยงวัวแถวนั้นจะบอกว่าไม่เคยเห็นอะไรเลยก็ตาม อย่างเคยทางรัฐบาลสหรัฐฯ บอกว่าที่นั่นมักจะมีการซ้อมรบอยู่เรื่อย ๆ โดยมีการยิงพลุและทำแสงแวบ ๆ อยู่ตลอดบนท้องฟ้า ดังนั้นสิ่งที่พวกนักสังเกตการณ์ทั้งหลายเห็นและคิดไปต่าง ๆ นานา น่าจะเป็นการซ้อมรบดังกล่าวมากกว่า ยังมีจุดสังเกตการณ์อีก 2 จุดบนพื้นที่ที่เคยอนุญาตให้มาเฝ้าจับตากันได้ คือบริเวณใกล้กับแนวเขตไวท์ไซด์ กับฟรีด้อมริดจ์ ผู้คนทั่วไปสามารถมาคอยจับตาดูความเป็นไปของฐานทัพอากาศเนลลิสดังกล่าวได้โดยไม่ผิดกฎหมายแต่อย่างใด แต่น่าเสียดายที่ 2 จุดดังกล่าวถูกกองทัพอากาศสั่งปิดเมื่อเดือนเมษายน ปี 1995 นี้เอง


ยัง…ยังมีอีกจุดที่น่าจะพอเฝ้าดูได้บ้างห่าง ๆ คือบริเวณยอดเขาติคาบู จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าหากมีการทะเร่อทะร่าเข้าไปในเขตหวงห้ามของ Area 51 แน่นอนที่จะต้องมีพวกกองกำลังรักษาความปลอดภัยคอยลาดตะเ วนอยู่ โดยพวกเขาจะสวมชุดทหารพราน แต่จะไม่ติดเครื่องหมายแสดงยศแต่อย่างใด และจะขับรถจี๊ปเชโรกีสีขาวพร้อมแผ่นประกาศของรัฐบาล ผู้ละเมิดจะถูกจับกุมทันที่ พร้อมถูกปรับอย่างน้อย 600 เหรียญ หรือสองหมื่นสี่พันบาท



นักบินอวกาศชื่อดังของสหรัฐฯ ซึ่งเคยขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์มาแล้วเผยมนุษย์ต่างดาวหน้าตาเหมือน อี.ที.มีอยู่จริง เอ็ดการ์ มิตเชล นักบินอวกาศชาวอเมริกัน ซึ่งโดยสารยานอพอลโล 14 ขึ้นไปบนดวงจันทร์เมื่อปี 1971 กล่าวว่า มนุษย์ต่างดาวจะมีรูปร่างเล็ก ศีรษะใหญ่ ตาโต และเป็นมิตรกับมนุษย์ “พวกคุณเคยเห็นภาพถ่ายของมนุษย์ร่างเล็กเหล่านี้ซึ่ง ดูแปลกตามาบ้างแล้ว คนที่เคยเห็นมนุษย์ต่างดาวบอกกับผมว่าพวกเขามีหน้าตาเหมือนในภาพถ่าย พวกเขาไม่ได้เป็นศัตรูกับมนุษย์ เพราะหากพวกเขาไม่เป็นมิตรป่านนี้มนุษย์ก็คงไม่เหลือแล้ว” มิตเชลกล่าว นอกจากนี้มิตเชลยังกล่าวด้วยว่า ปรากฎการณ์วัตถุลึกลับบนท้องฟ้า (ยูเอฟโอ) ที่มีผู้พบเห็นล้วนเป็นเรื่องจริงเช่นกัน ซึ่งเขารู้เรื่องนี้มาจากองค์การบริหารการบินและอวกา ศแห่งชาติของสหรัฐฯ (นาซา) ที่เขาทำงานเป็นนักวิทยาศาสตร์อยู่ในปัจจุบัน “ปรากฎการณ์ดังกล่าวถูกรัฐบาลประเทศต่าง ๆ ปิดเป็นความลับมานานกว่า 60 ปี ก่อนที่จะค่อยๆ ถูกเปิดเผยทีละนิดหลังจากมีคนเห็นยูเอฟโอบนท้องฟ้า” เจ้าของสถิติมนุษย์อวกาศที่เดินบนดวงจันทร์เป็นเวลานานมากที่สุดถึง 9 ชั่วโมง 17 นาทีกล่าว อย่างไรก็ตามองค์การนาซาได้ออกมาระบุว่า มิตเชลเป็นชาวอเมริกันที่ยิ่งใหญ่ แต่นาซาไม่ได้มีส่วนร่วมในการแสดงความเห็นดังกล่าว


-- เพิ่มเติม ---
"แอเรีย 51" (Area 51) เป็นชื่อที่คุ้นหูชาวอเมริกันและชาวโลกมานานร่วม 50 ปี ในแง่มุมหนึ่ง เป็นพื้นที่ลับสุดยอด ซึ่งลัทธิบูชาต่างดาวเชื่อว่า กองทัพและรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ใช้เป็นสถานที่ควบคุมและเก็บมนุษย์ต่างดาว รวมถึงยานต่างดาว (ยูเอฟโอ) ที่เดินทางมายังพื้นโลก แต่ด้วยข้อมูลใหม่ ๆ และภาพถ่ายดาวเทียมที่พัฒนาก้าวหน้าไปอย่างมากแสดงให้เห็นเรื่องราวอีกมุมว่า แอเรีย 51 แห่งนี้ หรือที่เจ้าหน้าที่สหรัฐเรียกว่า "กรูมเลค" (Groom Lake) นั้นแท้จริงแล้วก็คือ ฐานทัพอากาศลับสุดยอด ที่กองทัพอากาศสหรัฐและบริษัทเอกชน เช่น ล็อก ฮีดมาร์ติน และนอร์ธทร็อป กรัมแมน ใช้เป็นเขตวิจัย พัฒนา และทดสอบ "เครื่องบินรบ" ที่มีความทันสมัยและมีพลานุภาพร้ายแรงที่สุดในโลก แอเรีย 51 ตั้งอยู่ในเขตลินคอล์น เคาน์ตี้ ทางตอนใต้รัฐเนวาดา มีพื้นที่ใช้สอยประมาณ 155 กิโลเมตร ท่ามกลางการอารักขาอย่างเข้มข้น ฐานทัพลับแห่งนี้ มีเรดาร์คอยตรวจตราผู้บุกรุกตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เว้นแม้แต่เครื่องบินจากหน่วยอื่นๆ ของกองทัพสหรัฐ ถ้าพบผู้บุกรุกน่านฟ้า จะส่งเฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธหนักเข้าสกัดทันที


ด้วยความที่ข้อมูลแอเรีย 51 ถูกปิดเป็นความลับ ทำให้ตกเป็นเป้าของทฤษฎีสมคบคิดมากมายว่าแอเรีย 51 คือ จุดที่รัฐบาลสหรัฐนำยูเอฟโอ มาชำแหละตรวจวิเคราะห์ เพื่อสร้างอากาศยานรุ่นใหม่ขึ้นมาใช้ นอกจากนั้น ยังเป็นจุดที่รัฐบาลสหรัฐใช้ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว และเป็นสถานที่ที่สำนักงานบริหารการบินและอวกาศสหรัฐ (นาซ่า) ใช้สร้างฉากลวงโลก ถ่ายทอดสดนาทีเหยียบดวงจันทร์ของ "นีล อาร์มสตรอง" เมื่อปี 2512 อย่างไรก็ตาม ในรอบ 40-50 ปีที่ผ่านมา ข้อมูลใหม่ๆ เริ่มเปิดเผยสู่สาธารณะ หน้าที่ของแอเรีย 51 ก็คือ ฐานพัฒนาสุดยอดเครื่องบินรบรุ่นใหม่ และอาจมีฐานปฏิบัติการใต้ดินซ่อนอยู่ด้วย เครื่องบินไฮเทคจากฐานแอเรีย 51 ซึ่งสร้างชื่อโด่งดังไปทั่วโลก ได้แก่ เครื่องบินจารกรรม "U-2" ที่มีเพดานบินสูงที่สุดในโลก กับเครื่องบินลาดตระเวนทางยุทธศาสตร์ความเร็วเหนือเสียง "เอสอาร์-71 แบล๊กเบิร์ด" โดยเครื่องบินรบทั้ง 2 รุ่นมีบทบาทสูงสมัย "สงครามเย็น" ซึ่งสหรัฐฯ ทำสงครามทั้งบนดิน-ใต้ดินกับสหภาพโซเวียต ต่อมาในช่วงสงครามอ่าว เปอร์เซีย สหรัฐบุกโจมตีอิรักครั้งแรกเมื่อ 15 ปีก่อน โลกก็ได้เห็นพลานุภาพเครื่องบินจู่โจมล่องหน "เอฟ-117 : สเตลธ์" (the F-117 Nighthawk) ซึ่งพัฒนาอยู่ในฐานแอเรีย 51 เป็นครั้งแรก นอกจากนี้ คาดว่าบรรดาเครื่องบินจู่โจมอัตโนมัติรุ่นต่างๆ ก็มีต้นกำเนิดจากแอเรีย 51 เช่นกัน บิลล์ สวีตแมน ผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีอากาศยาน-ยานอวกาศระดับแถวหน้าของสหรัฐ มีผลงานเขียนหนังสือกว่า 30 เล่ม เขียนบทความเกี่ยวกับแอเรีย 51 ในนิตยสารวิทยาศาสตร์ "พ็อพพิวลาร์ ไซน์" ฉบับล่าสุดเดือนกันยายนว่า นับตั้งแต่สเตลธ์ เอฟ-117 เปิดตัวสู่สาธารณะก็มีต้นแบบอากาศยานไฮเทคหลุดออกมาใ ห้โลกรู้เพียง 3 ลำ ประกอบด้วย เครื่องสเตลธ์แบบไร้นักบิน รุ่น "โพลแคท" (Lockheed Polecat), เครื่องสเตลธ์ที่เปลี่ยนพื้นผิวให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมรุ่น "เบิร์ด ออฟ เพรย์" (Boeing Bird of Prey) และเครื่องบินลาดตระเวน "แทซิท บลู" (Northrop Grumman Tacit Blue)


Lockheed Polecat


Boeing Bird of Prey


Northrop Grumman Tacit Blue

แต่เมื่อวิเคราะห์จาก "ภาพถ่ายดาวเทียม" ล่าสุดพบบริเวณฐานแอเรีย 51 มีสิ่งปลูกสร้างใหม่เกิดขึ้นหลายประเภท ทั้งรันเวย์ โรงเก็บเครื่องบิน และอาคารปฏิบัติการ นั่นหมายความว่า กองทัพสหรัฐยังคงซุ่มวิจัยเครื่องบินรบใหม่อย่างต่อเนื่อง เมื่อประมวลจากข้อมูลในมือและดูจากรายละเอียดการจดลิขสิทธิ์เทคโนโลยีการบิน สวีตแมนวิเคราะห์ว่า ขณะนี้แอเรีย 51 กำลังทดสอบเครื่องบินรบทั้ง 4 รุ่นนี้อย่างขะมักเขม้นและปิดเป็นความลับสุดยอด




1. เครื่องบินปฏิบัติการพิเศษ "Special-Ops Infiltrator" เป็นเครื่องบินขนส่งทหารหน่วยรบพิเศษที่บินขึ้น-ลงในแนวดิ่งได้ ติดตั้งเครื่องยนต์เจ็ต 6 เครื่อง 




2. เครื่องบินลาดตระเวนไร้นักบิน "Recon Platform" บินต่อเนื่องได้นานเป็นวัน ๆ หรือตลอดหลายสัปดาห์ เพราะใช้แสงอาทิตย์เป็นแหล่งกำเนิดพลังงานไฟฟ้า 




3. เครื่องบินจู่โจมล่องหน "Invisible Fighter" เป็นสเตลธ์รุ่นใหม่ทำงานอัตโนมัติ ไม่ต้องมีนักบิน มีระบบฉายแสงเพื่อปรับเปลี่ยนลำตัวเครื่องบินให้กลมก ลืนกับสภาพแวดล้อม 



4. เครื่องบินจู่โจมความเร็วเหนือเสียงระดับ "มัค 6" "On-Time Delivery" ซึ่งเชื่อว่าใช้งบประมาณจำนวนมาก


การเดินหน้าโครงการอาวุธลับในแอเรีย 51 เป็นเหมือนสัญญาณชี้ว่า สหรัฐฯ จะไม่ยอมให้ชาติอื่นขึ้นมาเทียบรัศมีมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลกได้ง่าย ๆ!









 

Create Date : 15 สิงหาคม 2557    
Last Update : 18 สิงหาคม 2557 16:09:28 น.
Counter : 1212 Pageviews.  

เหตุการณ์ยูเอฟโอที่เคกส์เบิร์ก

เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ธันวาคม ค.ศ.1965 ในเมืองเคกส์เบิร์กรัฐเพนน์ซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา เหตุเริ่มจากการที่มีพยานหลายคนเห็นลูกบอลไฟลึกลับขนาดใหญ่ลอยผ่านฟากฟ้าจากภาคเหนือของมิชิแกนและโอไฮโอก่อนที่จะเกิดเสียงระเบิดดังสนั่นไปทั่วทางเพนน์ซิลเวเนียตะวันตกและวัตถุดังกล่าวได้ตกลงไปในป่า ทำให้ป่าไม้บริเวณนั้นล้มลงเสียหายและลุกไหม้เป็นบางส่วน เมื่อทางกองทัพสหรัฐฯ ทราบข่าวก็ระดมกำลังเข้าตรวจสอบพื้นที่บริเวณนั้นทันทีและปิดกั้นไม่ให้ประชาชนเข้าใกล้พื้นที่เกิดเหตุแต่ต่อมาองค์การนาซ่ากลับออกมาแถลงการณ์ว่าไม่พบสิ่งผิดปกติใด ๆทั้งสิ้นในบริเวณดังกล่าว วัตถุที่ตกเป็นเพียงสะเก็ดดาวตกเท่านั้น



อย่างไรก็ตามมีพยานในที่เกิดเหตุหลายรายยืนยันหนักแน่นว่าพวกเขาเห็นเจ้าหน้าที่นำรถบรรทุกมาขนวัตถุประหลาดขนาดใหญ่มากพอ ๆ กับรถเต่า (รถโฟล์คสวาเกน) ออกมาจากที่เกิดเหตุในคืนวันนั้นวัตถุนั้นมีลักษณะคล้ายกับระฆังสีส้มหรือเหมือนผลต้นโอ๊ก และมีสัญลักษณ์แปลก ๆ เหมือนอักษรอียิปต์โบราณอยู่รอบวัตถุ


ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงมีผู้ยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อบังคับให้องค์การนาซ่าเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนและหน่วยงานอื่นรับทราบเพื่อประเมินสถานการณ์ร่วมกัน จนกระทั่งปี 2005 องค์การนาซ่าจึงยอมเปิดเผยข้อมูลตามคำสั่งศาลแต่ออกมาแถลงการณ์ว่า สิ่งที่ตกนั้นคือดาวเทียมลับของรัสเซียซึ่งขัดแย้งกับคำแถลงการณ์แรกโดยสิ้นเชิง แต่ก็ยังไม่มีความน่าเชื่อถือนัก


ต่อมามีการบังคับให้นาซ่าเปิดเผยเอกสารหลักฐานอีกครั้งแต่คราวนี้นาซ่าปฏิเสธโดยการแจ้งว่าเอกสารหลักฐานดังกล่าวได้หายไปทำให้ความจริงของเหตุการณ์ยูเอฟโอที่เคกส์เบิร์กยังคงเป็นปริศนาจนถึงปัจจุบัน









 

Create Date : 08 สิงหาคม 2557    
Last Update : 9 สิงหาคม 2557 9:38:08 น.
Counter : 548 Pageviews.  


BlogGang Popular Award#13


 
hathairat2011
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]










Google

ขอบคุณที่แวะมา
อย่าลืมคอมเม้นท์นะจ้ะ

Flag Counter

ส่งอีเมล์

Facebook ของ Hathairat



New Comments
Friends' blogs
[Add hathairat2011's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.